เบนจามิน เดวิส ความหวังสูงสุดของลูกหนังสิงคโปร์สู่ว่าที่แข้งช้างศึก

ทีมชาติไทยชุดยู 23 ปี ประกาศรายชื่อ 28 นักเตะที่จะเข้าฝึกซ้อมเพื่อคัดตัวสำหรับศึก ซีเกมส์ 2019 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ และกลายเป็นที่ฮือฮาเมื่อปรากฎชื่อของ “เบนจามิน เจมส์ เดวิส” นักเตะที่เพิ่งได้ลงเล่นทีมชุดใหญ่ของ ฟูแล่ม ทีมดังจากอังกฤษไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา news201910071801113

ก่อนหน้านี้ เดวิส เป็นความหวังสูงสุดของวงการฟุตบอลสิงคโปร์มาโดยตลอด สื่อสิงคโปร์ตามทำข่าวและสัมภาษณ์เขาตั้งแต่ยังอายุแค่ 15 ปี และตัวเขาเองก็บอกเสมอว่าอยากจะเป็นนักเตะทีมชาติสิงคโปร์ในอนาคต และจะทำให้ทัพเมอร์ไลอ้อนส์เป็นเจ้าอาเซียน …

ทว่าเหตุใดเส้นทางของดาวรุ่งจากทีมเจ้าสัวน้อยจึงมาหวยออกที่ทีมชาติไทยได้? และทำไมแฟนฟุตบอลสิงคโปร์ต้องโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงกับเรื่องนี้? ติดตามทั้งหมดได้ที่นี่ 

ความหวังชาวสิงคโปร์ 

เบนจามิน หรือ เบน เดวิส เป็นความหวังของวงการฟุตบอลสิงคโปร์มาตั้งแต่ตอนที่เขาอายุ 15 ปีแล้ว ย้อนกลับไปสัก 2-3 ปีก่อน สื่อฟุตบอลเจ้าใหญ่อย่าง โกล, ฟ็อกซ์ สปอร์ตส์ หรือ โฟร์โฟร์ทู เวอร์ชั่นสิงคโปร์ มักจะมีคอลัมน์ถึงเจ้าหนูเป็นประจำ

พวกเขามักจะใช้คำว่า “เบน เดวิส อนาคตของทีมชาติสิงคโปร์” อะไรแบบนั้นเสมอ และมันก็เกือบจะเป็นอย่างพวกเขาว่าเพราะ เดวิส พัฒนาฝีเท้าจนไต่เต้ามาถึงทีมชุดใหญ่ของฟูแล่มได้ในฤดูกาลนี้ จากการลงเป็นตัวสำรองในเกม คาราบาว คัพ กับ เซาธ์แฮมป์ตัน เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

“เบน เดวิส ดาวรุ่งชาวสิงคโปร์ลงเล่นทีมชุดใหญ่ของฟูแล่มครั้งแรกในศึกคาราบาว คัพ” นี่คือพาดหัวข่าวของสำนักข่าวของสิงคโปร์อย่าง The Monitor SG

อย่างไรก็ตามปัญหาคือ เดวิส ยังไม่ได้เล่นให้กับทีมชาติชุดใหญ่ของสิงคโปร์เลย มีเพียงทีมชุดยู 16 และยู 19 เท่านั้นที่เคยผ่านมา ดังนั้นสำนักข่าวเจ้าเดิมจึงเสริมปิดท้ายว่า น่าเสียดายที่เขาไม่ได้อยู่ในรายชื่อทีมชาติสิงคโปร์ที่จะลงเล่นฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกที่จะพบกับ เยเมน และ ปาเลสไตน์ ราวกับการโยนหินถามทางไปก่อน

ทว่าหินก้อนนั้นก็ถามผิดทาง เพราะหลังจากลงเล่นนัดแรกให้ฟูแล่มได้ไม่ถึง 2 เดือน เบน เดวิส ก็ถูกเรียกติดทีมชาติไทยชุดยู 23 ที่จะลุยศึกซีเกมส์ 2019 … นั่นสร้างความช็อคให้กับแฟนบอลสิงคโปร์เป็นอย่างมาก และกลายเป็นดราม่าของชาวสิงคโปร์ว่าทำไม เบน เดวิส จึงไม่เลือกทัพเมอร์ไลอ้อนส์ก่อนการเล่นให้ทักช้างศึก?

เริ่มที่สิงคโปร์ แจ้งเกิดที่อังกฤษ  

เบน เดวิส เป็นนักเตะที่สามารถเลือกได้ 3 สัญชาติทั้ง เวลส์ ที่เป็นเชื้อสายที่มาจากพ่อ, ไทย เชื้อสายที่มาจากแม่ รวมถึง สิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่ เดวิส ย้ายไปอยู่และเติบโต และการไต่เต้าบนเส้นทางลูกหนังกับฟูแล่ม ทำให้เขาเข้าใกล้การมีสิทธิ์ที่จะเล่นให้ อังกฤษ อีกด้วยSingapore-midfielder-Benjamin-s

เดวิส นั้นเกิดที่จังหวัดภูเก็ต และไปเติบโตที่สิงคโปร์ตั้งแต่ปี 2005 ตอนนั้นเขาอายุได้ 5 ขวบ จนได้สัญชาติสิงคโปร์ในปี 2009 และเมื่อเข้าเรียนระดับประถมปลาย เดวิส ได้เข้าไปเรียนในโรงเรียนกีฬาสิงคโปร์ (Singapore Sports School) เป็นช่วงสั้นๆ 2 ปี 

สาเหตุที่เขาต้องย้ายมาที่สิงคโปร์ ส่วนหนึ่งก็เพราะ คุณพ่อของเขาเปิดโรงเรียนสอนฟุตบอลชื่อ JSSL Singapore ซึ่งเป็นพันธมิตรกับสโมสร ฟูแล่ม ของอังกฤษ และสโมสร แทมปิเนส โรเวอร์ส ในศึก สิงคโปร์ พรีเมียร์ ลีก โดยเมื่อปี 2016 เดวิส ได้รับทุนการศึกษาจาก ฟูแล่ม เพื่อให้ไปเรียนและฝึกฝนกับทีมเป็นเวลา 2 ปี

ตัวของ เดวิส นั้นมีความฝันจะเป็นนักเตะอาชีพอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงเป็นเด็กที่ตั้งใจมากๆ ตั้งแต่สมัยเรียนโรงเรียนกีฬาที่สิงคโปร์ แตกต่างกับเยาวชนในประเทศส่วนใหญ่ๆ ที่มักจะถูกผลักดันให้มีความเป็นเลิศทางวิชาการมากกว่า

“ตอนผมเรียนที่สิงคโปร์ ผมรู้ว่าผมมีงานต้องทำอีกมาก ผมต้องซ้อมให้หนักและทำให้ตัวเองก้าวข้ามขีดจำกัดให้ได้ ผมเองต้องเดินทางวันละ 3 ชั่วโมงเพื่อไปซ้อมฟุตบอล ผมทำแบบนั้นทุกวันแม้กระทั่งช่วงที่มีสอบ” เดวิส กล่าวกับ Goal สิงคโปร์

“อย่างไรก็ตามที่สิงคโปร์น่ะ แน่นอนกว่าถ้าคุณมีความเก่งกาจด้านวิชาการด้วยมันจะดีกว่ามาก เพราะเรื่องการศึกษาให้สูงเพื่อมีอาชีพการงานที่มั่นคงถือเป็นเรื่องใหญ่มากๆ ของที่นั่น (สิงคโปร์)” 

การได้มาอยู่ที่อังกฤษทำให้ เดวิส เข้าใกล้ความฝันของตัวเองง่ายขึ้น เพราะหลักจากเข้าระดับไฮสคูลได้ไม่นาน เขาก็ได้รับสัญญาเป็นนักเตะฝึกหัดของ ฟูแล่ม หนึ่งในทีมของกรุงลอนดอน และจากนั้นก็ไต่เต้าขึ้นมาจนถึงทีมชุด ยู-18, ยู-23 และได้สัญญาอาชีพครั้งแรกในปี 2018 ซึ่งตอนนั้นเขาอายุ 17 ปีเท่านั้น 

“พอได้ทุนจากทีม ฟูแล่ม มันก็ทำให้อะไรง่ายขึ้นหน่อย ยิ่งเมื่อได้เป็นนักเตะอาชีพ ตอนนี้ผมเดินทางแค่ 10 นาทีก็ถึงสนามซ้อมแล้ว อย่างไรก็ตามการอยู่ห่างเพื่อนและครอบครัวก็เป็นเรื่องที่ท้าทายมากๆ เรื่องหนึ่งเหมือนกัน”

หลังจากที่ เดวิส ได้สัญญาอาชีพ มันยิ่งทำให้สื่อต่างๆ ของสิงคโปร์ติดตามเรื่องราวของเขามากไปอีก ข้อมูลของ เดวิส ใน Google ถือว่ามีจำนวนมากโขหากเทียบกับนักเตะดาวรุ่งของทีมระดับกลางค่อนล่างของพรีเมียร์ลีกหลายๆ คน เหตุผลก็เพราะการที่เขาได้เป็นนักเตะอาชีพนั้นมันคือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่คอกีฬาในสิงคโปร์เฝ้ารอ พวกเขาต้องการใครสักคนเข้ามาสร้างอิมแพ็คให้กับเด็กๆ ในประเทศ เหมือนกับที่ครั้งหนึ่ง ฟานดี้ อาหมัด เคยไปเล่นให้กับทีมในลีกดัตช์อย่าง โกรนิงเก้น เมื่อหลายปีที่แล้ว

ไม่น่าพลาด…

ไม่ใช่แค่ฝั่งสิงคโปร์ที่คิดไปเองเท่านั้น เดวิส มักจะให้สัมภาษณ์กับสื่อในฐานะที่เขาเป็นตัวแทนนักเตะสิงคโปร์เสมอ หลายคราวที่เขาพูดถึงเรื่องอนาคต มันมักจะมีเรื่องของการติดทีมชาติ หรือวงการฟุตบอลของสิงคโปร์เป็นประจำ นั่นจึงเป็นเรื่องที่ชวนฝัน เพราะต่างฝ่ายต่างก็เพรียกหากันเสมอ

“อย่างแรกเลยเมื่อได้สัญญาจากฟูแล่ม สิ่งที่ผมคิดคือภูมิใจมากที่ทำมันได้ ผมหวังว่าความสำเร็จก้าวแรกของผมจะเป็นแรงกระตุ้นให้นักเตะสิงคโปร์รุ่นหลังๆ พยายามฝึกซ้อมให้หนักมากกว่าที่เคยเป็น และเชื่อมั่นในตัวเองว่าแม้จะเป็นชาวสิงคโปร์ แต่ถ้ามุ่งมั่นมากพอก็สามารถเล่นในพรีเมียร์ลีกและเป็นนักฟุตบอลอาชีพได้” เดวิส กล่าว

ช่วงที่เล่นอยู่กับทีมชุดยู-23 ของ ฟูแล่ม … เดวิส เคยถูก สิงคโปร์ เรียกติดทีมชาติชุดใหญ่มาแล้วในช่วงโปรแกรม เอเชียนคัพ 2019 รอบคัดเลือกกับ มัลดีฟส์ และ ไต้หวัน ในเดือนมีนาคมปี 2018 อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่ได้ถูกส่งลงสนาม นั่นจึงทำให้เขายังมีสิทธิ์จะเลือกเล่นให้เวลส์, ไทย รวมถึงอังกฤษ ได้ในอนาคต

“ตอนถูกเรียกตัวติดทีมชาติ ผมตื่นเต้นและดีใจมากที่จะได้เป็นตัวแทนของชาติและได้สวมเสื้อที่มีตราสัญลักษณ์ของสิงคโปร์บนหน้าอก ผมรู้สึกจริงๆ ว่าผมสามารถช่วยให้ฟุตบอลสิงคโปร์ดีขึ้น และเป็นทีมระดับมหาอำนาจในอาเซียนได้” เดวิส กล่าวยืนยันสิ่งที่ตัวเขาหวังอีกครั้ง

มาถึงตรงนี้แล้วไม่น่าพลาด … เบน เดวิส ควรจะเป็นนักเตะทีมชาติสิงคโปร์ชุดใหญ่ในเร็วๆ นี้แน่ เพียงแต่ว่ากฎระเบียบบางข้อทำให้เรื่องนี้มีคำตอบที่แตกต่างออกไปจากที่ชาวสิงคโปร์หวังในตัวของเขา2195df9e0bfbdeb9cb0fa1e49c0a1206

ยอมแพ้ในศึกที่ไม่มีวันชนะ

หลังจากถูกเรียกติดทีมชาติได้ไม่นาน เบน เดวิส ก็เป่าเค้กฉลองวันเกิดครบรอบอายุ 18 ปี มันคือขวบปีที่สำคัญสำหรับนักฟุตบอลอาชีพ เป็นช่วงเวลาที่พิสูจน์ว่านักเตะดาวรุ่งคนนั้นๆ จะเป็นได้แค่ดาวรุ่งตลอดกาลหรือกลายเป็นนักเตะที่สามารถลงเล่นเกมระดับสูงได้ในอนาคต

เดวิส เองก็เหมือนกับเด็กชายมากมายจากทั่วโลก เมื่อฝันอยู่ใกล้มืออีกนิดเดียวเขาก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะคว้ามัน อย่างไรก็ตามแม้โลกแห่งความฝันกำลังหมุนเข้ามาใกล้ แต่โลกแห่งความจริงก็หมุนไวยิ่งกว่า และมันมาพร้อมกับปัญหาที่พุ่งเข้ามาปะทะกับอนาคตของ เดวิส เต็มๆ 

ในเมื่อเขาถือสัญชาติสิงคโปร์ เขาก็จำเป็นจะต้องเคารพกฎหมายของประเทศ และกฎที่ว่าด้วยเรื่องการเกณฑ์ทหารมีอยู่ว่า 

“ชายที่ถือสัญชาติสิงคโปร์จะต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารเมื่ออายุ 18 ปี แม้ว่าจะใช้ชีวิตในต่างประเทศก็ตาม และจะไม่สามารถขอสละสัญชาติสิงคโปร์ได้จนกว่าอายุครบ 21 ปี โดยหลังจากเข้ารับการเกณฑ์ทหาร จะต้องรับราชการเป็นทหาร 2 ปี หากฝ่านฝืนจะต้องจำคุก 3 ปี” ส่วนหนึ่งจากโพสต์ข้อความของเพจ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ สิงคโปร์ (Royal Thai Embassy, Singapore – สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์) ว่าไว้เช่นนั้น

ครอบครัวและตัวของ เดวิส ตกใจกับเรื่องนี้ การเกณฑ์ทหารนั้นเป็นหน้าที่ของชายชาวสิงคโปร์ทุกคน และการรับราชการทหาร 2 ปี จะส่งผลต่ออาชีพค้าแข้งของเดวิสอย่างมากเพราะกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อพอดี 

ตอนแรก เดวิส พยายามจะยื่นเรื่องผ่อนผัน ทว่ากระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ปฏิเสธคำขอดังกล่าวเพราะเป็นข้อเสนอที่เอาเปรียบคนอื่นเกินไป

กระทรวงกลาโหมได้ให้เหตุผลในการปฏิเสธคำร้องขอผ่อนผันการเกณฑ์ทหารว่า เดวิสไม่ได้กำหนดระยะเวลาหลังการผ่อนผันว่าจะกลับมารับใช้ชาติเมื่อใด อีกทั้งเป็นการแสวงหาประโยชน์ส่วนตน เพื่อความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ที่ยอมสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อรับใช้ชาติสิงคโปร์ตามหน้าที่

เรื่องดังกล่าวทำให้เป็นจุดแตกหักทันที เพราะพ่อของ เดวิส ได้ยื่นอุทธรณ์กับเรื่องดังกล่าว และหากคำอุทธรณ์ไม่เป็นผล เขาจะยอมให้ลูกชายสละสัญชาติสิงคโปร์เพื่อเดินตามความฝันที่พยายามสู้เพื่อมันมาโดยตลอด เมื่อไม่มีการยอมถอยเกิดขึ้น ปัจจุบันสถานะของ เบน เดวิส จึงกลายเป็น “บุคคลหนีทหาร” ซึ่งเป็นความผิดที่บทลงโทษนั้นร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียอิสรภาพเลยทีเดียวEDDAIPpWsAEzjDQ

“นายเดวิสมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเกณฑ์ทหาร โดยต้องโทษปรับ 10,000 ดอลลาร์ขึ้นไป หรือจำคุกสูงสุด 3 ปี หรือทั้งจำและปรับ” นี่คือสิ่งที่ สื่อในสิงคโปร์อย่าง Straits Times อ้างอิงไว้

แม้ชาวสิงคโปร์ที่จะเรียกร้องให้ทางการผ่อนผันให้ เดวิส เพราะเห็นว่าเขาอยู่บนเส้นทางการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ อย่างไรก็ตามทางกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ยังยืนยันคำเดิมว่า บุคคลที่ไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ควรไปในนามทีมชาติสิงคโปร์ เท่านั้น โดยอ้างอิงกับกรณีของ โจเซฟ สคูลลิ่ง นักว่ายน้ำเหรียญทองโอลิมปิกเหรียญแรกในประวัติศาสตร์สิงคโปร์ ซึ่งตัวของ สคูลลิ่ง เจ้าของเหรียญทองในโอลิมปิก 2016 นั้นได้สิทธิ์พิเศษในการผ่อนผันการเกณฑ์ทหาร ถึงกระนั้น ตัวเขาก็ต้องมาเข้ากรมรับใช้ชาติในอนาคตอยู่ดี โดยกำหนดการนั้นถูกกำหนดไว้หลังเสร็จสิ้นภารกิจล่าเหรียญทองในโอลิมปิก 2020

ปัจจุบันเรื่องดังกล่าวดำเนินไปถึงขั้นตอนไหนยังไม่มีข้อมูลออกมาที่แน่ชัด ทว่าการที่ เบน เดวิส ถูกเรียกติดทีมชาติไทยในชุดซีเกมส์นี้ ทำให้พอคาดเดาได้ว่าเขากำลังจะสละสัญชาติสิงคโปร์ตามข่าวก่อนหน้านี้ก็เป็นได้

‘ดอร์ทมุนด์’ มีวิธีเจรจาอย่างไร จึงได้ดาวรุ่งฝีเท้าดีร่วมทีมไม่ขาดสาย?

เออร์ลิง ฮาลันด์ ถูกสโมสรระดับท็อปมากกว่า 10 สโมสรรุมแย่งตัว แต่สุดท้ายเขาเลือก ดอร์ทมุนด์ … 2 ปีก่อน จาดอน ซานโช่ ถูกกุนซือที่ดีที่สุดในโลกอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ขอร้องให้ต่อสัญญากับ แมนฯ ซิตี้ แต่เขาก็ปฎิเสธ และเลือก ดอร์ทมุนด์ เหมือนกันกับ ฮาลันด์

นี่คือตัวอย่างที่ยกมาแค่ 2 เคสเท่านั้นที่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทีมดังแห่ง บุนเดสลีกา เยอรมัน สามารถปิดดีลกับดาวรุ่งฝีเท้าดีได้ในราคาถูกแสนถูก … เมื่อถึงเวลาพวกเขาจะขายเพื่อทำเงิน และซื้อนักเตะดาวรุ่งด้วยวิธีเดิมเข้ามาใหม่ วนไปวนมาอย่างนี้ 

อะไรที่ทำให้ระบบการซื้อ-ขายนักเตะของเสือเหลืองเฉียบขาด ปิดเกมไว เซอร์ไพรส์ได้เสมอ … ติดตามได้ที่นี่

 ไม่เจ็บ…ไม่รู้สึก 

ว่ากันว่าบทเรียนที่ดีที่สุด ไม่ใช่การเรียนรู้จากหลักสูตรใดหรืออาจารย์คนไหน หากแต่คือการที่เราได้รู้จักเจ็บด้วยตัวเอง … และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการเจ็บก็คือ เราจะจำมันอย่างแม่นยำ และรู้ว่าต้องทำอย่างไรที่จะไม่ให้เรื่องราวที่ผิดพลาดแบบนี้เกิดขึ้นอีกครั้งกับชีวิต OMPnr5

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ คือหนึ่งในสโมสรที่ได้รับบทเรียนนั้น เมื่อวันหนึ่งพวกเขากลายเป็นนกน้อยที่หวังจะสร้างรังที่เทียบเท่ากับพญาอินทรี … พวกเขาแหงนหน้าขึ้นมองทีมที่อยู่เหนือขึ้นไปอย่าง บาเยิร์น มิวนิค มหาอำนาจของแท้และดั้งเดิมแห่งวงการลูกหนังแดนอินทรีเหล็ก และเชื่อว่าสามารถก้าวข้ามจุดนั้นได้ด้วยการ “ทุ่มทุน” สำหรับนักเตะระดับคุณภาพที่สามารถใช้งานได้ทันที 

โทมัส โรซิคกี้ 15 ล้านปอนด์, เอวานิลสัน 15 ล้านปอนด์ รวมถึงเหล่าแข้งอย่าง แยน โคลเลอร์, เอเวอร์ตัน, ซันเดย์ โอลิเซห์, เฟร็ดดี้ โบบิช และอีกมากมาย คือเหล่านักเตะที่ ดอร์ทมุนด์ ต้องการเพิ่มศักยภาพให้ทีมโดยด่วนที่สุดในช่วงยุค 2000’s 

หากจะพูดให้ถูกคือพวกเขาคิดถูกแค่ครึ่งเดียว พวกเขาสามารถเอาชนะ บาเยิร์น ได้จริงด้วยการคว้าแชมป์ บุนเดสลีกา ในฤดูกาล 2001-02 ทว่าพวกเขาลืมคิดถึง “ทางยาว” นั่นคือจะเอาอย่างไรต่อหลังจากนั้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการตกหลุมพรางของทีมจอมทุ่มหน้าใหม่ เพราะหลังจากที่คว้าแชมป์ครั้งนั้นได้ พวกเขาไม่สามารถยืนระยะได้เหมือนกับที่ บาเยิร์น ทำ ดังนั้นแชมป์บุนเดสลีกาของ ดอร์ทมุนด์ ครั้งนั้น จึงเป็นเหมือนอาหารฟาสต์ฟู้ดที่ถึงแม้จะทำให้ได้กินของอร่อยในระยะเวลาที่รวดเร็ว แต่ปลายทางคือจุดเริ่มต้นของโรคร้ายที่มาจากอาหารขยะเหล่านั้น

“เราเกือบจะล้มละลายแล้วจริงๆ ในเวลานั้น มันใกล้เคียงกับคำนั้นมากๆ” มิชาเอล ซอร์ก ผอ.กีฬาของดอร์ทมุนด์ ที่ครั้งหนึ่งคือตำนานนักเตะของทีมว่าไว้ในช่วงปี 2004 

ณ เวลานั้นมูลค่าหุ้นของ ดอร์ทมุนด์ ตกลงถึงร้อยละ 80 จากผลงานที่ย่ำแย่และผลประกอบการที่เสียมากกว่าได้ จนทำให้ผู้ถือหุ้นกว่า 400 คนต้องจัดประชุมฉุกเฉินเพื่อหามาตรการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ยุทธวิธีแรกคือ นักเตะดอร์ทมุนด์ในตอนนั้นต้องยอมลดค่าเหนือยลงมาร้อยละ 20 จากที่เคยได้ นอกจากนี้เสือเหลือง ต้องขายชื่อสนาม เวสต์ฟาเลน สตาดิโอน เปลี่ยนเป็น ซิกนัล อิดูน่า พาร์ค ตามชื่อบริษัทประกันท้องถิ่นที่เข้ามาสนับสนุนการเงินของสโมสร …

ยังไม่จบเท่านี้ ยังมีสิ่งที่แสบสันต์ยิ่งกว่า เมื่อ ดอร์ทมุนด์ อยู่ในสภาพที่ส่อล้มละลาย กลับกลายเป็นว่าคู่แข่งที่พวกเขาพยายามแทบตายเพื่อก้าวข้ามอย่าง บาเยิร์น กลับกลายเป็นทีมที่ให้พวกเขายืมเงินจำนวน 2 ล้านยูโร เพื่อนำไปชำระหนี้ส่วนหนึ่ง … เรียกได้ว่าเป็นการยอมรับความช่วยเหลือที่เจ็บจี๊ดเข้าไปที่หัวใจบอร์ดบริหารของเสือเหลืองอย่างแท้จริง จะไม่เอาก็ไม่ได้ พวกเขาเหมือนคนที่กำลังจะจมน้ำ เมื่อมีคนยื่นมือช่วยก็ต้องคว้าเอาไว้ก่อน ไม่ว่ามือคู่นั้นจะเป็นมือของศัตรูก็ตาม

“สถานการณ์ทางการเงินของเราในเวลานี้ นับเป็นเรื่องคุกคามต่อการอยู่รอดของพวกเรา” บอร์ดบริหารของดอร์ทมุนด์แถลงในช่วงเดือน กุมพาพันธ์ ปี 2005 ณ เวลานั้นพวกเขาติดหนี้อีก 27 ล้านยูโร หลังจากนั้นเทศกาลเทกระจาดขายนักเตะก็เริ่มขึ้น  

นักเตะที่พอขายได้เงินก้อนก็โดนปล่อยออกจากทีมไป เช่นเดียวกับนักเตะที่ค่าเหนื่อยสูง ที่เมื่อหมดสัญญาก็จะถูกปล่อยออกจากทีมไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ จนสุดท้ายดอร์ทมุนด์ก็กลายเป็นยักษ์หลับอยู่หลายปี … ทั้งหมดนี้คือบทเรียนที่ทำให้พวกเขาต้องเปลี่ยนการเดินหมากครั้งใหม่ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนกว่าที่เคยเป็นให้ได้ 

เสริมอย่างฉลาด ทำตัวอย่างให้เห็น 

เรื่องมันง่ายนิดเดียว หากไม่มีเงินซื้อนักเตะเกรดเอ สิ่งที่สามารถทำได้นอกเหนือจากนั้นคือการซื้อดาวรุ่งหรือผู้เล่นระดับกลางๆ สักคนหนึ่ง เพื่อนำพวกเขามาสร้างและภาวนาว่าแข้งเหล่านั้นจะกลายเป็นผู้เล่นระดับเกรดเอได้ในอนาคต2746294-56747899-640-360

แต่สิ่งที่ยากคือการหาใครสักคนที่มีวิสัยทัศน์ในการเลือกนักเตะเหล่าที่ยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ และสามารถพัฒนาให้ถึง (หรือแม้แต่เกิน) ศักยภาพที่นักเตะมีมาร่วมทีม ซึ่งสุดท้าย ดอร์ทมุนด์ ก็มาเจอกับชายชื่อว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือของ ไมนซ์ 05 ผู้ที่ทำให้บอร์ดบริหารแน่ใจว่าการปั้นดาวรุ่งไปพร้อมกับการคว้าแชมป์คือเรื่องที่ไปพร้อมกันได้ 

คล็อปป์ เข้ามาคุมดอร์ทมุนด์ในฤดูกาล 2008-09 หลังจากการปลดกุนซือชื่อ โทมัส โดล ที่ทำทีมได้อันดับ 13 ในฤดูกาลก่อนหน้านี้ การเข้ามาของ คล็อปป์ คือจุดเปลี่ยนอย่างแท้จริง แค่ปีแรกเขาปล่อยนักเตะออกจากทีมไปถึง 17 คน ส่วนใหญ่เป็นนักเตะอายุเยอะอย่าง โรเบิร์ต โควัช รวมถึงอีกหลายๆ คนที่สามารถพอขายทำเงินได้ เพื่อเอามาบวกเพิ่มกับงบเดิมที่มี 

คล็อปป์ ค่อยๆ ประกอบทีมทีละนิดๆ นำเงินจากการขายนักเตะเก่ามาซื้อดาวรุ่งโนเนม ณ เวลานั้นอย่าง เนเวน ซูโบติช, สเวน เบนเดอร์, มัทส์ ฮุมเมลส์ ผสมผสานกับดาวรุ่งที่ปั้นมาเองอย่าง นูริ ซาฮิน … นักเตะเหล่านี้ถึงแม้จะเด็กและมีราคาถูก แต่ทุกคนล้วนเป็นนักเตะที่คล็อปป์เชื่อมั่นในศักยภาพ และเด็กๆ เหล่านี้มีสิ่งที่ซูเปอร์สตาร์ไม่มี นั่นคือความมุ่งมั่น, ปราศจากอีโก้ และพร้อมทำตามคำสั่งของ คล็อปป์ อย่างไม่มีเงื่อนไข 

ดอร์มุนด์ กลายเป็นทีมที่ดีขึ้น จากการจบอันดับเกินที่ 10 พวกเขาเริ่มขยับเข้ามาใกล้เป็นที่ 6 และที่ 5 จนสุดท้ายในฤดูกาล 2010-11 ก็หักปากกาเซียนด้วยการคว้าแชมป์ บุนเดสลีกา ได้สำเร็จและเป็นคว้าแชมป์ครั้งแรกในรอบ 9 ปี … 

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ นอกจากจะทำให้บอร์ดบริหารมั่นใจในแนวทางการสร้างทีมแบบเน้นแข้งดาวรุ่งมีศักยภาพแล้ว ดอร์ทมุนด์ ได้ส่งสัญญาณไปยังดาวรุ่งทั่วโลกว่า หากคุณดีจริง ไม่ว่าคุณจะซ่อนตัวอยู่ในลีกที่ไกลแค่ไหน ที่ ดอร์ทมุนด์ มีโอกาสมอบให้คุณเสมอ … ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคงหนีไม่พ้น ชินจิ คางาวะ นักเตะวัย 20 ปี ที่เดิมทีเล่นในลีกระดับดิวิชั่น 2 ของ ญี่ปุ่น อย่าง เซเรโซ โอซากา แต่สุดท้าย คางาวะ ก็กลายเป็นตัวหลักในทีมดอร์ทมุนด์ได้อย่างไร้ที่ติ ด้วยราคาแค่เพียง 350,000 ปอนด์เท่านั้น 

โอกาส  

ในยุคของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ดอร์ทมุนด์ กลายเป็นทีมที่ดีที่สุดระดับท็อป 5 ของยุโรปอย่างไม่ต้องสงสัย และอย่างที่กล่าวไป เขาแสดงให้เห็นแล้วว่าใช้เด็กก็แชมป์ได้ และแสดงให้เด็กๆ เห็นว่า พวกเขาจะไม่เสียเวลาไปเปล่าๆ แน่หากเลือกย้ายมาเป็นผู้เล่นของดอร์ทมุนด์

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ นอกจากจะทำให้บอร์ดบริหารมั่นใจในแนวทางการสร้างทีมแบบเน้นแข้งดาวรุ่งมีศักยภาพแล้ว ดอร์ทมุนด์ ได้ส่งสัญญาณไปยังดาวรุ่งทั่วโลกว่า หากคุณดีจริง ไม่ว่าคุณจะซ่อนตัวอยู่ในลีกที่ไกลแค่ไหน ที่ ดอร์ทมุนด์ มีโอกาสมอบให้คุณเสมอ … ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคงหนีไม่พ้น ชินจิ คางาวะ นักเตะวัย 20 ปี ที่เดิมทีเล่นในลีกระดับดิวิชั่น 2 ของ ญี่ปุ่น อย่าง เซเรโซ โอซากา แต่สุดท้าย คางาวะ ก็กลายเป็นตัวหลักในทีมดอร์ทมุนด์ได้อย่างไร้ที่ติ ด้วยราคาแค่เพียง 350,000 ปอนด์เท่านั้น 

โอกาส  

ในยุคของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ดอร์ทมุนด์ กลายเป็นทีมที่ดีที่สุดระดับท็อป 5 ของยุโรปอย่างไม่ต้องสงสัย และอย่างที่กล่าวไป เขาแสดงให้เห็นแล้วว่าใช้เด็กก็แชมป์ได้ และแสดงให้เด็กๆ เห็นว่า พวกเขาจะไม่เสียเวลาไปเปล่าๆ แน่หากเลือกย้ายมาเป็นผู้เล่นของดอร์ทมุนด์r319884_1296x729_16-9

ขณะที่ มิชาเอล ซอร์ก ผอ.ของสโมสรบอกถึงนโยบายของทีมเสมอว่า ดอร์ทมุนด์ เปรียบเสมือนรถ ฟอร์ด มัสแตง ขณะที่ทีมระดับโลกที่มีงบประมาณมากมายเหมือนกับ เฟอร์รารี่ นั่นก็เพราะว่าแม้มัสแตงจะมีแรงม้าไม่น้อย แต่สุดท้ายมันก็ยากที่จะขับแซง เฟอร์รารี่ ได้ เนื่องจากองค์ประกอบส่วนอื่นๆ นั้นไม่เหมือนกัน

ดังนั้นพวกเขาพร้อมจะเปลี่ยนอะไหล่รถชิ้นเก่าเสมอ ถึงแม้ว่ามันจะทำงานได้ดีอยู่แล้ว เพื่อลองหาอะไหล่ชิ้นใหม่และเสี่ยงดูว่ามันจะดีกว่าเดิมหรือไม่ ซึ่งหากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ ก็คือ ดอร์ทมุนด์ ไม่เคยรั้งนักเตะให้อยู่กับทีมแบบหัวชนฝา หากราคาดี เงินถึง และพวกเขามีตัวแทนที่พร้อมจะเอามาเสี่ยงรออยู่ พวกเขาก็พร้อมจะปล่อยออกจากทีมเพื่อหาเงินเข้ามาเสริมในส่วนที่ยังขาด เหมือนกับที่เราเห็นการย้ายทีมของ เดมเบเล่, พูลิซิช, โอบาเมยอง และคนอื่นๆ อีกมากมายนั่นเอง

เรียกได้ว่าดอร์ทมุนด์เป็นสโมสรที่เข้า-ออก ได้อย่างสะดวก เมื่อดาวรุ่งย้ายเข้ามา พวกเขาจะได้โอกาสลงสนามโดยปราศจากความกดดันหากเทียบกับทีมใหญ่อื่นๆ และวันใดที่พวกเขาปีกกล้าขาแข็งพอและต้องการความต้องการที่มากกว่า พวกเขาก็จะได้รับโอกาสให้โบยบินเช่นกัน 

ล่าสุดเป็นอีกครั้งที่ ดอร์ทมุนด์ สามารถคว้าตัวนักเตะดาวรุ่งที่มีทีมยักษ์ใหญ่แย่งกันทั่วยุโรปอย่าง เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ ได้สำเร็จ น่าแปลกที่ก่อนที่การย้ายทีมจะสิ้นสุด มีข่าวว่า แมนฯ ยูไนเต็ด พร้อมให้ค่าเหนื่อยดาวยิงวัย 19 ปีชาว นอร์เวย์ ถึงสัปดาห์ละ 150,000 ปอนด์ ขณะที่ มิโน่ ไรโอล่า เอเย่นต์ของนักเตะก็บอกว่า ยูไนเต็ด คือทีมที่มีโอกาสได้คุยกับนักเตะมากที่สุด แต่ทำไมสุดท้าย ดอร์ทมุนด์ จึงคว้าตัว ฮาลันด์ ปาดหน้าทีมอื่นได้?

แม้ไม่มีการเปิดเผยเงินเดือนค่าเหนื่อย แต่แน่นอนว่า ดอร์ทมุนด์ ไม่มีทางจ่ายได้มากกว่าหรือเทียบเท่ากับที่ ยูไนเต็ด หรือทีมอื่นๆ ให้ได้แน่ ดังนั้นสิ่งที่ ดอร์ทมุนด์ จะให้กับ ฮาลันด์ ได้คือข้อมูลทั้งหมดที่เรากล่าวมาในข้างต้น ได้โอกาส, ความกดดันน้อย และพร้อมจะขายเมื่อถึงเวลา ซึ่งทั้งหมดคือสิ่งที่เงินไม่สามารถซื้อได้

ฮาลันด์ ให้สัมภาษณ์กับ ESPN และบอกว่าการย้ายมาดอร์ทมุนด์คือ “เพอร์เฟ็กต์ สเต็ป” หรือย่างก้าวที่สมบูรณ์แบบของเขา เท่านั้นก็น่าจะพอบอกอะไรได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

และหากจะย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น 2 ปี จาดอน ซานโช ว่าที่นักเตะ 100 ล้านปอนด์คนต่อไป ก็ให้สัมภาษณ์ไปในทิศทางเดียวกัน เขาใกล้จะหมดสัญญากับ แมนฯ ซิตี้ และมีทีมมากมายสนใจ ทว่าสุดท้าย จาดอน ซานโช ก็เลือกจะเชื่อว่าถิ่น ซิกนัล อิดูน่า พาร์ค คือ ก้าวที่สมบูรณ์แบบของเขานั่นเอง

“ทำไมต้อง ดอร์ทมุนด์ น่ะเหรอ? ทุกอย่างมันก็บ่งบอกในตัวของมันเองอยู่แล้ว พวกนักเตะอายุน้อยๆ ที่นี่ต่างได้รับโอกาส ซึ่งคุณก็ต้องขอบคุณ ดอร์ทมุนด์ ด้วย เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยจริงๆ กับทีมที่มีแฟนบอลเข้ามาชมเกมถึง 80,000 คนในทุกๆ แมตช์ และเชื่อมั่นในตัวนักเตะอายุน้อยๆ มันบ้าบอมากๆ ที่หลายสโมสรต้องการผม มันเป็นการแสดงให้เห็นว่าคุณทำได้ดีแค่ไหน แต่ผมก็รู้สึกมาตลอดว่า ดอร์ทมุนด์ คือสโมสรที่ใช่สำหรับผม” ซานโช เปิดใจกับ โฟร์โฟร์ทู

เล่นกับปัจจัยภายนอกให้ได้…งานง่ายขึ้นเยอะ

สำหรับนักเตะอายุ 17-21 ปี พวกเขาไม่ได้ผ่านโลกฟุตบอลและสัมผัสกับตลาดซื้อขายรวมถึงการต่อรองที่ช่ำชอง ดังนั้นพวกเขาจึงต้องมีคู่คิดที่เรียกว่า “เอเย่นต์” ซึ่งแข้งดาวรุ่งบางคนก็ให้คนในครอบครัวรับตำแหน่งนี้ และบางรายก็จ้างมืออาชีพมาทำงานแทนเลย 

การจะบอกว่า ดอร์ทมุนด์ ให้โอกาสดาวรุ่งจนสามารถดึงตัวแข้งเหล่านี้มาร่วมทีมได้นั้นถูกต้องอย่างที่สุด แต่มันไม่ใช่ปัจจัยเดียวเท่านั้น มีปัจจัยเสริมอีกหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นคือการ “เป่าหูคนสนิท” หรือเอเย่นต์ เพื่อทำให้การเจรจานั้นลุล่วงง่ายขึ้น

ว่ากันว่าในดีลการคว้า จาดอน ซานโช่ จาก แมนฯ ซิตี้ เมื่อฤดูกาล 2017-18 นั้นทำให้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า หัวเสียเป็นอย่างมาก เพราะตัวของเขาต้องการให้นักเตะอยู่กับทีมต่อไปและบอกให้บอร์ดสโมสรยื่นข้อเสนอค่าเหนื่อยกว่า 30,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นค่าจ้างแพงสุดสำหรับนักเตะระดับเยาวชน ซึ่งตอนแรกนั้น ซานโช่ ตกลงเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะเซ็นสัญญาฉบับนี้ แต่สุดท้ายคดีก็พลิกไปอีกตลบจากการยุแยงโดยเอเย่นต์ของตัวนักเตะเอง 

“เราตกลงสัญญากับ ซานโช่ ได้แล้ว ยื่นสัญญากับมือเอง ซึ่งถือเป็นค่าจ้างมหาศาล แล้วหวังให้เขาเซ็นซะ จะได้บินไปปรีซีซั่นที่สหรัฐฯ เพื่อร่วมซ้อมกับทีมชุดใหญ่ ทว่าฝั่งนักเตะปฏิเสธ … ทีมพยายามรั้งตัวตัวเขาเต็มที่ ไปคุยกับพ่อเขา, คุยกับเอเยนต์ รวมถึงคุยกับนักเตะ แต่คำตอบที่ได้มาคือ ไม่, ไม่ และ ไม่ แล้วจะให้ทีมทำยังไง?” เป๊ป กล่าวอย่างหัวเสีย

เรื่องทั้งหมดเกิดจากการเดินเกมของ มิชาเอล ซอร์ก ซึ่งจัดการสอบถามไปยังเอเย่นต์ของ ชานโช่ ที่ชื่อว่า  เอเมก้า โอบาซี่ และได้ข้อมูลทั้งหมดไป ก่อน ซอร์ก จะจัดการปิดเกมอย่างเฉียบขาด ด้วยการให้เงินกินเปล่ากับ โอบาชี่ 600,000 ปอนด์ และให้ค่าเหนื่อย ซานโช่ ราว 40,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ เพื่อแสดงให้นักเตะเห็นว่าที่ ดอร์ทมุนด์ เขาจะไม่ใช่ดาวรุ่ง แต่เขากำลังจะได้เป็นผู้เล่นชุดใหญ่ของทีม … สุดท้าย ดอร์ทมุนด์ ได้ตัวเขาไปร่วมทีมที่ราคาราว 10 ล้านปอนด์ เท่านั้นเอง81840185_3875312905813994_3280023265044594688_o

ตัดกลับมาที่ดีลปัจจุบันกับ ฮาลันด์ นั้นก็ไม่น่าจะแตกต่างกันนัก กัซเซตต้า เดลโล่ สปอร์ต บอกว่า มิโน่ ไรโอล่า ได้เงินกินเปล่าจากดีลนี้ถึง 15 ล้านยูโร (ตัวเลขยังไม่ได้รับการยืนยันที่ชัดเจน) ซึ่งจะจริงหรือไม่นั้น ชื่อเสียงของ ไรโอล่า ก็ขึ้นชื่อเป็นอย่างดี เขาเองก็เคยใช้วิธีนี้ในการทำให้ เฮนริค มคิทาร์ยาน ย้ายจาก ดอร์ทมุนด์ ไป แมนฯ ยูไนเต็ด มาแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน

เรียกได้ว่าการเจรจาคว้านักเตะของ ดอร์ทมุนด์ นั้นมีทั้งพระเดชและพระคุณอย่างแท้จริง พวกเขามีระบบรองรับและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักเตะ นอกจากนี้ยังจัดการมอบสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ที่สามารถทำให้งานสำเร็จลุ่วงอีกต่างหาก …  และด้วยกลยุทธ์เช่นนี้ จะทำให้พวกเขาไม่ต้องเป็นเดือดเป็นร้อนมากนัก กับโลกลูกหนังที่บ้าคลั่งไปแล้วสำหรับราคานักเตะในปัจจุบันนี้

แชมป์นี้มีที่มา วงการมวยปล้ำหาแชมป์อย่างไร ในเมื่อผลการแข่งขันถูกกำหนดล่วงหน้า?

กีฬามวยปล้ำ คือกีฬาที่มีเอกลักษณ์แตกต่าง จากกีฬาทั่วไป คำจำกัดความในฐานะกีฬาเพื่อความบันเทิง หรือ SPORT ENTERTAINMENT (สปอร์ต เอนเตอร์เทนเมนต์) ทำให้ปัจจัยบางอย่างถูกสร้าง เพื่อให้มวยปล้ำ สามารถสร้างความบันเทิงในแบบฉบับของตัวเองได้ดีที่สุด

 

 

การมีบทบาท สคริปต์กำหนดผลแพ้ชนะ เป็นอีกหนึ่งวิธีการสำคัญ ที่ใช้สร้างเนื้อเรื่อง สร้างความสนุกให้กับกีฬามวยปล้ำ และสิ่งที่เป็นเหมือนจุดศูนย์กลางของการต่อสู้ระหว่างนักมวยปล้ำ คือ เข็มขัดแชมป์

แต่มวยปล้ำ มีการวางบทบาทให้นักมวยปล้ำเอาไว้ หมายความว่าแชมป์ทุกคน คือคนที่ถูกเลือกจากสมาคม และพวกเขารู้ล่วงหน้า ก่อนที่จะขึ้นสังเวียนแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าการมอบแชมป์ ให้กับนักมวยปล้ำแต่ละคน จะถูกคิดขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผลอะไร แต่ทุกอย่างล้วนมีเหตุมีผลในการกระทำ และถูกคิดมาอย่างดีกับการสร้างแชมเปียนสักคนในโลกมวยปล้ำ 2549977fe09e3a35e1f91555e962d4f0

 

BEST FOR BUSINESS 

วงการกีฬา การแข่งขันเพื่อคว้าตำแหน่งแชมป์ คือ แรงบันดาลใจที่ทำให้นักกีฬาแทบทุกคน ตั้งใจทำงาน ต่อสู้ฟันฝ่า อุปสรรคเพื่อไปถึงตำแหน่งแชมป์ และเมื่อการแข่งขันสิ้นสุดลง มักจะมีคำกล่าวที่ว่า “ทีมหรือคนที่ดีที่สุด คือ ผู้ชนะ”

ไม่เว้นแม้แต่กีฬามวยปล้ำ นักมวยปล้ำที่ดีที่สุด คือ คนที่จะได้เป็นแชมป์ แต่คำว่า “ดี” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง นักมวยปล้ำที่ปล้ำดีที่สุด หรือปล้ำเก่งมากที่สุดในความเป็นจริง … เพราะนักมวยปล้ำที่ดี ที่จะได้เป็นแชมป์ คือนักมวยปล้ำ ที่สามารถสร้างผลประโยชน์ให้กับธุรกิจได้ดีที่สุด 

“มวยปล้ำคือธุรกิจครับ พื้นฐานของวงการนี้คือธุรกิจ ดังนั้นสมาคมมวยปล้ำต้องการสร้างผลประโยชน์ ให้ได้มากที่สุด ซึ่งแชมป์โลกเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือ ที่สามารถสร้างผลประโยชน์ให้กับค่ายได้ในระยะยาว”

“ทุกสมาคมเป็นเหมือนกันหมด นักมวยปล้ำที่ได้แชมป์ คือนักมวยปล้ำที่ขายได้ คือนักมวยปล้ำที่ดีที่สุด สำหรับธุรกิจ เหมือนอย่างที่ ทริปเปิล เอช (Triple H) เคยบอกเอาไว้ เป็นแบบนั้นเลย” ปูมิ – ปรัชญ์ภูมิ บุณยทัต ผู้ร่วมก่อตั้งค่ายมวยปล้ำ SETUP Thailand Pro Wrestling ที่เคยมีประสบการณ์ทำงานกับ WWE สมาคมมวยปล้ำอันดับ 1 ของโลก กล่าวกับ Main Stand 

“ขายได้” คือคำจัดความง่ายๆ ของคนที่เป็นแชมป์ ในวงการมวยปล้ำ นักมวยปล้ำคนไหน สามารถเรียกความนิยมของแฟนมวยปล้ำ จนทำให้สินค้าของตัวเองขายดิบขายดี เป็นนักมวยปล้ำตัวแม่เหล็ก ดึงดูดให้แฟนมวยปล้ำซื้อตั๋วเข้ามาชมมวยปล้ำ โอกาสการเป็นแชมป์โลกของนักมวยปล้ำ ก็อยู่เพียงแค่เอื้อม เพราะแฟนมวยปล้ำ ล้วนอยากเห็นนักมวยปล้ำคนโปรด ยืนชูเข็มขัดแชมป์ในฐานะผู้ชนะ หลังเสียงระฆังจบแมทช์ดังขึ้น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ ฮองค์ โฮแกน (Hulk Hogan) ในยุค 80’s ตอนปลาย ครั้งหนึ่ง เขาเคยครองแชมป์โลก WWE เป็นระยะเวลายาวนานกว่า 4 ปี เพราะในเวลานั้น เขาคือนักมวยปล้ำที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด 

ด้วยคาแรคเตอร์ อเมริกัน ฮีโร่ คอยต่อสู้กับนักมวยปล้ำ ที่รับบทบาทเป็นฝ่ายอธรรมต่างชาติ ท่ามกลางบรรยากาศยุคสงครามเย็น ทำให้โฮแกนมีแฟนคอยติดตามจำนวนมาก เพราะเขาสามารถเข้าถึงบทบาทที่ตัวเองได้รับ และเรียกแฟนให้มาเข้าชมโชว์ที่เขาเป็นคู่เอก ในฐานะแชมป์โลก ได้มากกว่า 90,000 คน จนหลายสื่อมวยปล้ำ ยกให้ชายคนนี้เป็นผู้เปิดยุคทองให้กับ WWE ที่สืบเนื่องยาวนานจนถึงปัจจุบัน

นักมวยปล้ำชื่อดังแทบทุกคน ที่มีแฟนมวยปล้ำอยู่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ดิ อันเดอร์เทคเกอร์ (The Undertaker), ชอว์น ไมเคิลส์ (Shawn Michaels), เดอะ ร็อค (The Rock), จอห์น ซีนา (John Cena) หรือ ซีเอ็ม พังค์ (CM Punk) ล้วนผ่านการสัมผัสแชมป์โลก มาแล้วทั้งสิ้น คนละหลายสมัย เพราะด้วยชื่อเสียงของนักมวยปล้ำแต่ละคน เป็นไปไม่ได้ ที่สมาคมมวยปล้ำ จะไม่มอบเข็มขัดแชมป์ ให้กับนักมวยปล้ำ ที่ขายสินค้าดีเป็นเทน้ำเทท่า แบบนักมวยปล้ำเหล่านี้

หรือแม้แต่ โรมัน เรนจ์ส (Roman Reigns) ซึ่งเป็นนักมวยปล้ำที่ฝีมือการปล้ำไม่ดีนัก จนทำให้มีแฟนมวยปล้ำจำนวนไม่น้อยต่อต้านเขา แต่กลับได้รับการผลักดันเป็นแชมป์โลกหลายสมัย 

เพราะสินค้าของโรมัน เรนจ์ ติดอันดับสินค้าขายดีของทาง WWE อยู่เสมอ และในปี 2018 มีการเปิดเผยว่า สินค้าของเรนจ์ส ขายดีเป็นอันดับ 2 ของสมาคมเลยทีเดียว

บางครั้งตำแหน่งแชมป์ สามารถใช้เพื่อเปิดตลาดทางการค้าด้วยเช่นเดียวกัน ดังเช่นการที่ WWE มอบเข็มขัดแชมป์โลก ให้กับ เดอะ เกรท คาลี (The Great Khali) หรือ จินเดอร์ มาฮาล (Jinder Mahal) สองนักมวยปล้ำเชื้อสายอินเดีย เพื่อหวังเปิดตลาดมวยปล้ำในประเทศอินเดีย

ในทางกลับกัน สมาคมมวยปล้ำจากญี่ปุ่น ในหลายครั้งได้เลือกมอบตำแหน่งแชมป์ ให้กับนักมวยปล้ำจากประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะต้องใช้เข็มขัดแชมป์ ดึงดูดแฟนให้เข้ามาติดตามมวยปล้ำของสมาคม

 

หน้าตาของสมาคม

ไม่ได้หมายความว่า นักมวยปล้ำที่ขายของดีทุกคน จะได้เป็นแชมป์โลก ฟินน์ บาเลอร์ (Finn Balor) นักมวยปล้ำที่สินค้าขายดีเป็นอันดับ 3 ในปี 2018 ของ WWE ไม่ได้ถือเข็มขัดแชมป์โลก มาตั้งแต่ปี 2016 008bd-15379803992933-800

รวมถึง บรอน สโตรวแมน (Braun Strowman) นักมวยปล้ำที่ขายสินค้าดี เป็นอันดับ 5 ในปี 2018 ไม่เคยถือเข็มขัดแชมป์เดี่ยวอย่างเป็นทางการแม้แต่เส้นเดียว นับตั้งแต่ปล้ำให้กับ WWE เพราะมีบางสิ่งที่ทาง WWE ต้องการนำเสนอออกไป และไม่มีอยู่ในตัวนักมวยปล้ำสองคนนี้

“ภาพลักษณ์มีผลต่อการผลักดันนักมวยปล้ำ ถ้าสมาคมต้องการให้ภาพลักษณ์ของตัวเองเป็นแบบไหน ก็อาจจะเลือกผลักดัน นักมวยปล้ำในลักษณะนั้น”

“คนที่เป็นแชมป์ คือคนที่เป็นหน้าตาของสมาคม ผู้คนจะมองว่าสมาคมมวยปล้ำนี้เป็นแบบไหน ผ่านแชมป์ คนที่เป็นแชมป์ จะกลายเป็นภาพจำของสมาคม” ปูมิ กล่าว

ฟินน์ บาเลอร์ เป็นนักมวยปล้ำ ที่ขายฝีมือเป็นหลัก อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาเดียวกัน WWE กลับเลือกผลักดัน เซธ โรลลินส์ (Seth Rollins) และ เอเจ สไตล์ส (AJ Styles) สองนักมวยปล้ำที่ขายฝีมือแบบเดียวกับบาเลอร์ และมียอดขายสินค้าที่ดีเช่นกัน เพราะนักมวยปล้ำทั้งสองตอบโจทย์ ในการนำเสนอภาพลักษณ์ที่ดี ให้กับ WWE มากกว่า

หรือ บรอน สโตรวแมน ที่มาในสายนักมวยปล้ำจอมพลัง ทาง WWE มีตัวเลือกที่ดีกว่า อย่าง โรมัน เรนจ์ส และ บร็อค เลสเนอร์ ซึ่งมีภาพลักษณ์ที่ดีกว่าสโตรวแมน 

“ผมยกตัวอย่างค่าย สตาร์ดอม (Stardom) ย้อนไปตอนปี 2015 เกิดเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายจริง บนสังเวียนมวยปล้ำ ทำให้ภาพลักษณ์ของสมาคมดูแย่มาก”

“สุดท้ายค่ายต้องเลือกแชมป์ของสมาคม ให้เป็น ไคริ โฮโจ (Kairi Hojo : ปัจจุบันปล้ำอยู่กับ WWE ในชื่อ ไคริ เซน (Kairi Sane)) เพราะไคริ มีภาพลักษณ์ดี เป็นนักมวยปล้ำธรรมะ น่ารักสดใส” ปรัชญ์ภูมิ ให้ข้อมูลกับ Main Stand

หากมองย้อนดู นักมวยปล้ำที่เป็นแชมป์ระดับแนวหน้า ของสมาคม WWE หลายคนจะตอบโจทย์ภาพลักษณ์ ที่ทางสมาคม มีความต้องการนำเสนอในเวลานั้น

ไม่ว่าจะเป็น ฮองค์ โฮแกน กับมวยปล้ำในยุคสงครามเย็น, ชอว์น ไมเคิลส์ และ เบรท ฮาร์ท (Bret Hart) กับการเป็นแชมป์โลกที่เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ในยุค 90’s, สโตน โคล สตีฟ ออสติน (Stone Cold Steve Austin) และ เดอะ ร็อค รวมถึง ทริปเปิล เอช กับยุคที่มวยปล้ำเต็มไปด้วยความรุนแรง หยาบคาย มาจนถึง จอห์น ซีนา กับยุคที่มวยปล้ำ เป็นกีฬาเพื่อเยาวชน

 

ผลตอบแทนของคนทำงานหนัก

“มวยปล้ำคือการแสดง” คนส่วนใหญ่เข้าใจเข้าใจกีฬาชนิดนี้ ด้วยนิยามคำนี้ … ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะเข้าใจแบบนั้น มวยปล้ำมีบทบาทให้นักมวยปล้ำต้องเล่นตาม แสดงท่าทางให้เข้ากับบทบาท มีบทพูดที่เตรียมไว้ ผลการแข่งขันที่กำหนดล่วงหน้าWWE_Mark-Henry-1301878

แต่มวยปล้ำ ไม่ต่างกับกีฬาชนิดอื่น ยามนักมวยปล้ำต่อสู้กัน อาการบาดเจ็บที่พวกเขาได้รับคือของจริง เวลานักมวยปล้ำถูกจับฟาดกับพื้น พวกเขาเจ็บปวดจริงๆ นักมวยปล้ำหลายคนต่อสู้บนเวที ด้วยหัวใจ บางคนได้รับบาดเจ็บต้องพักยาวจากการปล้ำ หลายคนต้องเลิกปล้ำเพราะอาการบาดเจ็บ บางคนเสียชีวิตบนเวทีมวยปล้ำ ที่ถูกเรียกว่าการแสดงก็มีมาแล้ว

“บางคนอาจจะบอกว่า ‘คุณแค่แสดง คุณจะภูมิใจอะไร’ นักมวยปล้ำจะโดนอะไรแบบนี้บ่อยๆ แต่ผมมองว่า นักมวยปล้ำก็เหมือนดาราภาพยนตร์ครับ ทุกคนมีบทบาทที่จะต้องเล่นให้ดี” ปรัชญ์ภูมิ แสดงความคิดเห็นส่วนตัว

ไม่ว่าคุณจะมองกีฬามวยปล้ำว่าอย่างไร ความเป็นจริงคือนักมวยปล้ำทุกคนตั้งใจทำงาน เพื่อสร้างความสุขให้กับคนดู เหมือนกับนักกีฬาอาชีพอื่น ซึ่งสำหรับวงการมวยปล้ำ นักมวยปล้ำหลายคนทุ่มเททำงานหนัก แม้จะได้รับบทบาทเป็นตัวประกอบ หรือตัวตลก 

ถือเป็นเรื่องสำคัญในวงการมวยปล้ำ ที่ต้องมีนักมวยปล้ำไว้สร้างเสียงฮาให้กับแฟนมวยปล้ำ หรือมีนักมวยปล้ำที่ได้รับบทบาทไม่เก่งนัก หรือ “จ็อบเบอร์” (Jobber) เพื่อสร้างความสมดุลให้กับบทบาทในโลกมวยปล้ำ … นักมวยปล้ำหลายคน รับบทบาทเป็นนักมวยปล้ำแบบนี้ โดยไม่ปริปากบ่น เข็มขัดแชมป์โลกเป็นได้แค่ความฝัน หากมองถึงบทบาทที่ตัวเองได้รับ แต่นักมวยปล้ำจำนวนไม่น้อย ตั้งใจทำงานต่อไป เพื่อความสุขของแฟนมวยปล้ำ

“มวยปล้ำคือธุรกิจก็จริง แต่ว่าบางครั้งเข็มขัดแชมป์มวยปล้ำ คือผลตอบแทนที่ดีที่สุดของนักมวยปล้ำ บางครั้งนักมวยปล้ำที่ทำงานหนัก ก็ได้ขึ้นมาเป็นแชมป์ เพื่อบอกว่ามวยปล้ำไม่ได้มองเรื่องธุรกิจ จนมองข้ามความพยายามของคน”

เราจึงได้เห็นนักมวยปล้ำระดับกลาง อย่าง มาร์ค เฮนรี (Mark Henry) และ โคฟี คิงสตัน (Kofi Kingston) คว้าแชมป์โลก หลังจากปล้ำอยู่กับสมาคม WWE ยาวนานเกิน 10 ปี เพื่อเป็นของตอบแทนการทำงานของนักมวยปล้ำทั้งสอง ที่ทุ่มเททำงานหนักมาตลอด

หรือนักมวยปล้ำอย่าง เคน (Kane) ที่ได้แชมป์โลกครั้งแรกในปี 1998 หลังจากนั้นไม่เคยได้แชมป์โลกอีกเลย จนกระทั่งปี 2009 ทาง WWE ตัดสินใจมอบแชมป์โลกให้กับเคน เพื่อเป็นของรางวัลแก่การทำงานหนัก ของนักมวยปล้ำรายนี้

“บางสมาคมที่ญี่ปุ่น เขาจะไม่ชมนักมวยปล้ำเด็ดขาด แม้ทำงานหนัก เพราะกลัวนักมวยปล้ำจะได้ใจ แต่เมื่อถึงเวลา เขาจะเดินไปบอกว่า ‘คุณทำงานได้ดีมาก คุณจะได้เป็นแชมป์คนต่อไป’” 

“ผมมองว่าเข็มขัดแชมป์ คือสิ่งที่บอกนักมวยปล้ำคนนั้นว่า การทำงานของเขาที่ผ่านมา มีความหมายมากแค่ไหน ต่อสมาคม” ปรัชญ์ภูมิกล่าว จากประสบการณ์ที่ตัวเขาเคยร่วมงานกับนักมวยปล้ำญี่ปุ่นหลายคน ตอนเป็นผู้จัดการของสมาคม Gatoh Move Thailand

สำหรับมวยปล้ำญี่ปุ่น สมาคม ดรากอน เกต (Dragon Gate) ดูเป็นตัวอย่างที่ดีไม่น้อย … นารุกิ ดอย (Naruki Doi) คือนักมวยปล้ำ ที่คว้าเข็มขัดเส้นใหญ่ของสมาคม โอเพน เดอะ ดรีม เกต (Open the Dream Gate) ได้ครั้งแรกในปี 2008

แต่หลังจากนั้น เขาไม่เคยได้แตะเข็มขัดเส้นนี้อีกเลย เป็นเวลา 11 ปี จนกระทั่งในปี 2019 ที่เขาคว้าเข็มขัดเส้นนี้มาครองได้อีกครั้ง โดยเมื่อเจ้าตัวได้ถือเข็มขัดแชมป์ เขาถึงกับร้องไห้ออกมาบนเวที

ทั้งที่ ดอย รู้ก่อนปล้ำแล้วว่า เขาจะต้องเป็นแชมป์หลังจบแมทช์นี้ แต่น้ำตาที่ไหลออกมา ไม่ได้มาจากความดีใจจากการเป็นแชมป์ แต่มาจากความดีใจที่เขารู้ว่า ตลอด 11 ปีที่เขาทำงานหนัก ทุกอย่างไม่ได้เสียเปล่าแต่อย่างใด

“เข็มขัดมวยปล้ำ คือสิ่งที่มีค่าที่สุดในวงการมวยปล้ำ เป็นสิ่งที่ทำให้นักมวยปล้ำ ตั้งใจแข่งขันกันทำงานอย่างหนัก เพื่อที่จะได้เข็มขัดแชมป์มาครอบครอง” ปูมิ สรุปถึงความหมายของเข็มขัดแชมป์มวยปล้ำ

“ในความเป็นจริง คนที่เป็นแชมป์คือคนที่ต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น ต้องออกสื่อ ต้องพบปะกับแฟนๆ เป็นเหมือนกระบอกเสียงของสมาคม นักมวยปล้ำบางคน ไม่สามารถขึ้นมาเป็นแชมป์โลกได้ เพราะเขาไม่สามารถรับหน้าที่นอกสนาม ที่ต้องทำงานอย่างหนัก นอกจากการปล้ำมวยปล้ำ”

ถึงจะเป็นการแข่งขันที่มีการกำหนดผลการแข่งขันไว้ล่วงหน้า แต่เข็มขัดมวยปล้ำคือสิ่งที่มีความหมายต่อนักมวยปล้ำทุกคน เพราะพวกเขาต้องทำงานอย่างหนัก ทั้งในและนอกสนาม พยายามสร้างแฟนคลับ ทำงานให้สมาคมเห็นคุณค่า เพื่อให้ได้สิ่งตอบแทนที่ดีกลับมา

มวยปล้ำมุมหนึ่งคือการแสดง แต่ความตั้งใจในการทำงาน ของนักมวยปล้ำทุกคนคือของจริง และแฟนมวยปล้ำ ล้วนต้องการเห็นนักมวยปล้ำที่ตัวเองชื่นชอบ ได้ถือเข็มขัดแชมป์มวยปล้ำ ต่อให้มีการกำหนดผลการเเข่งขันเอาไว้ แต่ทุกครั้งที่นักมวยปล้ำคว้าเข็มขัดแชมป์ ชูเข็มขัดขึ้นเหนือศีรษะ ความดีใจหรือเสียใจของแฟนมวยปล้ำ คือความรู้สึกจริงกับแฟนมวยปล้ำทุกคน ที่ร่วมแสดงออกไปกับกีฬาชนิดนี้

แหกปากไม่เปล่าประโยชน์ ทำไม อิตาลี ต้องร้องเพลงชาติให้ดังกว่าชาติอื่นๆ?

ทุกครั้งในการถ่ายทอดสดฟุตบอลหรือกีฬาอื่นๆ ระดับนานาชาติ เรามักจะเห็นตัวแทนนักเตะแต่ละชาติเข้าแถวร้องเพลงชาติตามธรรมเนียมกันอยู่แล้ว บางชาติทำปากขมุบขมิบ, นักกีฬาบางคนหลับตา, บางรายร้องไห้ด้วยความซาบซึ้ง แต่มีอยู่ทีมชาติหนึ่งที่แสดงออกให้ฮึกเหิมที่สุดอย่างไม่น่าเชื่อนั่นคือ “อิตาลี”

เมื่อเพลงชาติของพวกเขาขึ้นทำนอง ผู้เล่นของทีมชาติอิตาลีจะเริ่มรีดพลังขึ้นมาจากทั่วร่างกายและเปล่งเสียงให้ดังที่สุดในระดับที่ยิ่งกว่าการร้องเพลง แต่มันคือการตะโกนแหกปากแบบสุดเสียงsssss

 

เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุด

หลายๆ ประเทศในโลกนี้เลือกใช้เพลงชาติในท่วงทำนองที่ช้าแต่ทรงพลัง และมักจะพูดถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว สละชีพเพื่อชาติ อาทิเพลง The Star-Spangled Banner ของประเทศอเมริกา ที่พูดถึงความรุ่งอรุณของดินแดนแห่งเสรีภาพ, เพลง Das Lied der Deutschen ที่เป็นเพลงชาติของ เยอรมัน ก็จะเชิดชูถึง ความ สามัคคี ยุติธรรม เสรีภาพ ที่ทำให้ประเทศรุ่งเรืองและอยู่เหนือทุกสิ่ง ขณะที่เพลง La Machareal ที่เป็นเพลงชาติสเปนก็มีเนื้อหาไม่ต่างกันนักนั่นคือปลุกเร้าให้ประชาชนในประเทศร่วมช่วยนำพาความรุ่งเรืองมาสู่มาตุภูมิ

แต่สำหรับเพลงชาติ อิตาลี นี้มีเรื่องเล่าและสิ่งที่อยากจะสื่อแตกต่างกันออกไป เพลงที่ถูกนำมาเป็นเพลงชาติมีชื่อว่า Il Canto degli Italiani ที่แปลว่า “เพลงเพื่ออิตาเลียน” มีเนื้อหาที่รุนแรงและดุดันยิ่งกว่า โดยเนื้อหาของเพลงนั้นคือการปลุกเร้าให้พี่น้องชาวอิตาเลียนเข้าร่วมกับกองทัพในการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับกรุงโรม ต้องการให้ทุกคนเป็นนักรบในชุดเกราะและพร้อมจะรับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้น…ไม่เว้นแม้แต่ความตาย 

เนื้อเพลงของเพลงนี้เป็นภาษาอิตาลีที่เมื่อแปลออกมาแล้วจะมีความหมายว่า “เหล่าพี่น้องชาวอิตาลี ประเทศของเราจะอยู่ค้ำฟ้า ด้วยหมวกและชุดเกราะของแม่ทัพ ชิปิโอ ที่ท่านได้สวมไว้ … ชัยชนะอยู่ที่ไหน? จงมอบมันมาให้กับเรา เพราะมันคือทาสรับใช้เพื่อกรุงโรม พระเจ้าสร้างมันขึ้นมาและโปรดให้ข้าเข้าร่วมกับเหล่าวีรชน … เราพร้อมจะตายเพื่อชาติแล้ว ใช่!”

เนื้อเพลงของเพลงนี้ได้ประพันธ์ขึ้นในปี 1847 จากนักศึกษาคนหนึ่งในเมืองเจนัวที่ชื่อว่า กอฟเฟรโด้ มาเมลี และเมื่อประกอบเข้ากับจังหวะดนตรีในแบบของชาติที่เจริญด้านศิลปะและรสนิยมอย่าง อิตาลี พวกเขาเลือกจะใช้ทำนองที่เร็วและจังหวะที่ชวนฮึกเหิมซึ่งทำให้เพลงนี้เป็นเพลงที่ใช้ปลุกเร้าคนในประเทศได้อย่างไร้ที่ติ ซึ่งสถานการณ์ในตอนที่ กอฟเฟรโด้ แต่งเพลงนี้นั้นคือช่วงเวลาที่ประชาชนในประเทศต่อสู้เพื่อการรวมชาติและการทำสงครามปลดแอกจากจักรวรรดิออสเตรีย ก่อนจะถูกบรรจุให้เป็นเพลงชาติในวันที่ 12 ตุลาคม ปี 1946 และถูกบังคับใช้ตามกฎหมายอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2005 

 

ทำไมต้องร้องดัง

ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ได้เคยให้สัมภาษณ์กับ Main Stand ไว้ถึงเรื่องธรรมชาติของคน อิตาลี ว่ามี DNA ของการเป็นศิลปินสูงมาก ชอบสร้างสรรค์ และโดดเด่นเรื่องจินตนาการมาตามสายเลือด ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่พวกเขาจะอินกับศิลปะอย่าง ดนตรีเป็นพิเศษ และอย่างที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นคือเพลงชาติ อิตาลี นั้นมีเนื้อหาที่ดุดันและหยิ่งผยองในความยิ่งใหญ่ของตนเอง บวกกับดนตรีที่ปลุกเร้ามันก็เป็นไปได้ว่าผู้เล่นของทีมชาติอิตาลีในแทบทุกชนิดกีฬาจะสามารถเข้าถึงเพลงชาติได้อย่างง่ายได้ เมื่อพวกเขาจินตนาการได้ถึงการออกรบของเพื่อสร้างเกียรติให้ประเทศได้เหมือนในอดีตที่กล่าวไว้ในเพลงชาติ 

“จุดเด่นของคนอิตาลีคือ มีจินตนาการที่ดี และแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าเก่ง” ดร.วิทย์ ย้ำถึงจุดนี้อีกครั้ง

นอกจากนี้คน อิตาลี จะเป็นชาวยุโรปที่แปลกไปจากประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะ เยอรมัน ที่แตกต่างกันสุดขั้ว สำหรับชาวอิตาลีพวกเขาจะไม่ค่อยจริงจังกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มากมายนัก และมักจะทำตัวสบายๆ หากไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่กดดันหรือจริงจัง แต่เมื่อสถานการณ์นั้นมาถึงพวกเขาจะแสดงความสามารถที่แท้จริงออกมา และการร้องเพลงชาติให้เสียงดังนั้นเป็นเหมือนการปลุกเร้าวิญญาณนักสู้ในตัวให้ตื่นขึ้น แม้ก่อนหน้านี้ในตอนซ้อมพวกเขาอาจจะมีทีเล่นเล่นทีจริงบ้าง ทว่าเมื่อเดินลงสู่สนามผู้เล่นชาวอิตาลีจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนทันที …b309b5095d09820d3df24ce739462d08

มีตัวอย่างให้เห็นมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ต้องชี้เป็นชี้ตายนักฟุตบอลของ อิตาลี สามารถรีดศักยภาพออกมาด้นสดจนประสบความสำเร็จได้หลายครั้งแม้จะไม่ชนะเสมอไปแต่ส่วนใหญ่ อิตาลี มักจะเอาตัวรอดในสถานการณ์ยากๆ ได้เป็นประจำ

นับตั้งแต่การแข่งขันยูโร 2000 เป็นต้นมาทีมชาติ อิตาลี ชนะจุดโทษได้ 4 จาก 7 ครั้งและ 1 ในนั้นคือในฟุตบอลโลก 2006 พวกเขาดวลจุดโทษชนะ ฝรั่งเศส จนกลายเป็นแชมป์โลกสมัย 4 ซึ่งมากเป็นอันดับที่ 2 ของโลก (เป็นรองแค่ บราซิล) นอกจากนี้ในเรื่องของรายละเอียดเกม ในเกมที่พบกับ เยอรมัน ในฟุตบอลโลก 2006  ทั้งที่เยอรมันในฟุตบอลโลกครั้งนั้น เป็นทั้งเจ้าภาพ เป็นทีมที่เล่นได้แข็งแกร่งที่สุด ผู้เล่นมีคุณภาพสูง แถมในเกมนั้น เยอรมัน ก็เป็นฝ่ายบุกกดอิตาลีเกือบทั้งเกม แต่ อิตาลี ก็ใช้ประสิทธิภาพที่มีบวกเขากับการด้นสดที่แม่นยำและมีคุณภาพจนได้ 2 ประตู และเอาชนะไปได้ 2-0 นอกจากนี้ยังมีเกมที่ชนะ เยอรมัน 2-1 ในฟุตบอลยูโร 2012 ซึ่ง อิตาลี อยู่ในสภาพที่เป็นรองยิ่งกว่าในปี 2006 ขณะที่ เยอรมัน มีคุณภาพยิ่งกว่าปี 2006 ซึ่ง 2 ประตูที่ อิตาลี ได้มาจากการเล่นของผู้เล่นไม่กี่คนและจังหวะไม่กี่จังหวะจนกระทั่งเกิดประตูผีจับยัดของ มาริโอ บาโลเตลลี่ ที่เหมา 2 ในเกมดังกล่าว 

“ถ้าเราไปย้อนดูว่าอิตาลี ชนะเยอรมันได้อย่างไรในเกมนั้น จะเห็นว่าประตูที่ได้ท้ายเกมคือลูกยิงผีจับยัด แล้วมันสะท้อนอะไรประตูปลดล็อคที่อิตาลีได้ในวันนั้น? ลูกยิงที่มาจากการยิงเปรี้ยงเดียวหาย ในนาทีที่ 119 จะหมดเวลาอยู่แล้ว มันสะท้อนถึงจินตนาการและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ดีมาก ของชาวอิตาลี” ด็อกเตอร์วิทย์ ว่าถึงเกมในวันนั้นเมื่อปี 2006 

ไม่ใช่แค่การคิดขึ้นมาเองของคนวงนอกเท่านั้น เพราะหลังจากที่เยอรมันแพ้ อิตาลี ในปี 2012 สื่ออันดับ 1 ของประเทศเยอรมันอย่าง “บิลด์” ยังพูดถึงการร้องเพลงชาติของนักเตะทีมพวกเขาด้วย โดยสื่อดังกล่าวเทียบกับปฎิกิริยาในการร้องเพลงชาติของผู้เล่นอิตาลีในวันนั้น กับปฎิกิริยาการร้องเพลงชาติของแข้งเยอรมัน ซึ่งต่างกันมากจนเป็นการสื่อออกมากลายๆ ว่า อิตาลี ชนะตั้งแต่ร้องเพลงชาติก่อนลงสนามแล้ว

“มันเป็นเรื่องน่าละอายอย่างยิ่งที่นักเตะของเราไม่ได้ร้องเพลงชาติกัน” ฮานส์ ปีเตอร์ อูห์ล นักกฎหมายของเยอรมันกล่าว ก่อนที่อดีตนักเตะชุดแชมป์โลกอย่าง ฟร๊านซ์ เบ็คเค่นบาวเออร์ ก็เสริมไปในทิศทางเดียวกันว่า “เมื่อเพลงชาติเริ่มขึ้นทุกคนต้องเปล่งให้สุดเสียงและช่วยกันร้องพร้อมๆ กัน” 

โดย บิลด์ นำทีมชุดปี 2012 ไปเทียบกับทีมเยอรมันตะวันตกชุดแชมป์โลกปี 1990 ว่าต่างกันมาก และนั่นเป็นเหตุที่ว่าทำไมทีมชุดที่เต็มไปด้วยคุณภาพในปี 2012 จึงไปไม่ถึงตำแหน่งแชมป์ยูโร

“แน่นอนผมเชื่อเสมอว่าสิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นเมื่อผู้คนร้องเพลงชาติด้วยใจจริงและแสดงถึงความภักดีต่อประเทศ การแสดงอารมณ์คือสิ่งที่จำเป็นอย่างที่สุด” ฮานส์ ปีเตอร์ ฟรีดิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ของเยอรมันว่าไว้ในรายการวิทยุของช่อง บาเยิร์น 2 เรดิโอ

จากจุดนี้เห็นได้ชัดว่าการร้องเพลงชาติให้สุดเสียงคือสิ่งที่มีผลไม่น้อย ไม่ใช่เยอรมันไม่รักชาติเพียงแต่พวกเขาไม่แสดงออกถึงความฮึกเหิมมาพอ … สำหรับชาว อิตาลี เรียกได้ว่ายามศึกเรารบยามสงบเรารักก็คงจะไม่ผิดนัก ไม่ว่าใครจะพร้อมหรือไม่ก็ตามหากเพลงชาติขึ้นพวกเขาจะลงไปสู้ด้วยทุกสิ่งที่มี ด้วยจินตนาการและไหวพริบในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เป็นสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของพวกเขา …article-2166162-13D70D65000005DC-592_634x385

ความรักชาติที่พิสูจน์ได้

ไม่ใช่ในแง่ของความรู้สึกเท่านั้นที่บอกว่าการร้องเพลงชาติเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมีงานวิจัยรองรับว่าการร้องเพลงชาติสามารถส่งผลต่อผลการแข่งขันได้อย่างแท้จริง

งานวิจัยดังกล่าวมาจากมหาวิทยาลัย สแตฟฟอร์ดเชียร์ โดยมีการลงสำรวจค้นคว้าทั้ง 51 เกมในศึกยูโร 2016 เพื่อสังเกตถึงปฎิกิริยาของนักเตะแต่ละชาติที่ร้องเพลงชาติ ซึ่งพวกเขาพบว่าทีมชาติใดที่มีนักเตะที่แสดงอารมณ์ร่วมผ่านการออกเสียงและสีหน้า รวมถึงการรวมพลังอาทิการโอบไหล่ร้องเพลงไปพร้อมๆ กัน จะได้ผลการแข่งขันที่ดีกว่า 

“เราค้นพบว่าการร้องเพลงชาติด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่านนั้นสามารถทำให้พวกเขากลายเป็นผู้ชนะได้หรือไม่?” แมทธิว สเลเทอร์ หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวเริ่ม

“จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ถูกต้องเต็ม 100% แต่ผลลัพธ์ของงานวิจัยพบว่าทีมที่ร้องเพลงชาติด้วยอารมณ์ร่วมและความรักที่มากกว่าส่วนใหญ่พวกเขาจะเป็นทีมที่เสียประตูน้อยลง”

งานวิจัยดังกล่าวได้ถูกนำไปตีพิมพ์ในงานวารสารอย่าง  European Journal of Sport Science และมีการค้นคว้าเพิ่มเติมว่าผลกระทบของแพสชั่นในการร้องเพลงชาติจะส่งผลถึงชัยชนะมากขึ้นเมื่ออยู่ในการแข่งขันรอบน็อคเอาต์ที่จะเห็นผลชัดมาก ทว่าสำหรับรอบแบ่งกลุ่มนั้นถือว่ายังไม่ส่งผลมากเท่าไรนัก 

“การร้องเพลงชาติให้ดังสั่นเป็นการแสดงคาแร็คเตอร์และเร่งเราให้ตัวเราดูมีความอันตรายมากขึ้น มันคือการข่มขวัญผู้ต่อสู้ เรื่องนี้มันคล้ายๆ การเต้น ฮาก้า ของทีมรักบี้ของทีมชาตินิวซีแลนด์นั่นแหละ มันส่งผลคล้ายๆ กัน ตัวของคุณจะใหญ่ในสายตาของคู่แข่ง มันเป็นเช่นนั้นเอง” มิสเตอร์ สเลเทอร์ กล่าวปิดท้ายเห็นได้ชัดว่าการตั้งใจทำอะไรแบบมุ่งมั่นถึงขีดสุดในทุกๆ ด้านสามารถนำพาความสำเร็จมาสู่มาตุภูมิได้ สำหรับฟุตบอลหรือการเล่นกีฬาชนิดต่างๆ นั้นมีสิ่งสำคัญหลายอย่างประกอบกันทั้งเรื่องของการเตรียมตัว, การซ้อม, การเรียนรู้จากคู่แข่ง และคุณภาพของตัวผู้แข่งขันเอง อย่างไรก็ตามจงอย่ามองข้ามรายละเอียดเล็กๆอย่างการร้องเพลงชาติเป็นอันขาด แม้จะมีเปอร์เซนต์เปลี่ยนผลการแข่งขันไม่มากนัก แต่มันก็เป็นความน้อยนิดที่มหาศาล เพราะต่อให้ไม่ชนะมันก็ยังทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองนั้นเป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศที่จะลงสนาม…แล้วแบบนี้จะไม่สู้ได้อย่างไร

ฉีกทุกกฎของมวยสากล ทำไม อาลี จึงเอาชนะได้แม้ไม่ใช้การ “ตั้งการ์ด” ?

มีคำกล่าวที่ว่า “ถ้าคุณตั้งคำถามผิดคุณก็จะได้คำตอบที่ผิด” เหตุผลก็เพราะว่าในกีฬามวยสากลนั้น “การ์ด” คือเบสิกขั้นแรกที่จะทำให้หน้าของคุณไม่ต้องรับกับแรงหมัดที่หนักเป็นร้อยๆ ปอนด์ของคู่แข่งโดยตรง เมื่อไม่โดนชกคุณก็มีโอกาสที่ไม่แพ้ และเมื่อคู่แข่งต้องใช้แรงมากเป็นพิเศษเพื่อชกหน้าคุณ เขาจะหมดแรงข้าวต้มในตอนท้าย และเปิดโอกาสให้คุณสามารถน็อคเอาต์ได้ด้วยอาวุธที่เตรียมพร้อมซ้อมไว้ดี

“ยิ่งเป้าเล็ก ยิ่งชกลำบาก” นี่คือเรื่องสำคัญที่ทำให้นักมวยทั่วโลกให้ความสำคัญกับการการ์ดแบบมวยสากลเป็นอย่างมาก ยกเว้นเพียงคนเดียวเท่านั้น “มูฮัมหมัด อาลี” ชายผู้มองข้ามพื้นฐานแต่กลับสามารถครองยุทธภพรุ่นเฮฟวี่เวทได้แบบไร้ผู้ต่อกร ทำไมเขาจึงชกแบบไม่ต้องตั้งการ์ดได้? แถมยังชนะแทบทุกครั้ง? ติดตามกับ เราได้ที่นี่1905930

อาลี สไตล์ไหน?

นักมวยทุกคนบนโลกนี้จะแบ่งเป็น 2 สไตล์หลักๆนั่นคือมวยสไตล์ไฟเตอร์ กับ บ็อกเซอร์ และจากการสืบค้นในบทความต่างประเทศเหล่ากูรูมวยยืนยันตรงตามกันว่า มูฮัมหมัด อาลี เป็นมวยประเภท “บ็อกเซอร์” สไตล์นี้จะไม่เดินหน้าชกคู่แข่งอย่างบุ่มบ่าม มวยแบบบ็อกเซอร์จะใช้การดัก และชิงจังหวะชกสวนคู่แข่ง เรียกง่ายๆ ว่าเป็น “มวยเชิง” มากกว่า “มวยบู๊” นั่นเอง

หากจะเอาให้เห็นภาพในปัจจุบันมากที่สุดก็เห็นจะเป็นสไตล์ของ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ นักชกไร้พ่ายที่ต่อยฉลาดไม่ออกหมัดพร่ำเพรื่อ สายตายอดเยี่ยมและใช้สปีดหมัดรวดเร็ว สำคัญที่สุดคือ การ์ดของฟลอยด์ แข็งสุดๆ เวลาที่เขาตั้งรับการ์ดของเขาจะช่วยปัดป้องหมัดคู่ชกได้เกือบหมด ไม่ติดไหล่ ก็ติดแขน เรียกได้ว่าไม่น่าแปลกใจนักที่หลังจากจบไฟต์ ฟลอยด์ แทบจะไม่มีแผลบนหน้าหรือที่ในวงการเรียกกันว่า “หน้าเปื่อย” เลย

แต่จะว่ากันตามตรง เราคงพูดได้ว่า อาลี คืออีกขั้นหนึ่งของมวยบ็อกเซอร์ ด้วยเหตุผลเดียวเลยคือเขาไม่ตั้งการ์ดซึ่งเป็นทีเด็ดของมวยสไตล์นี้ แม้จะดูแปลกที่เขาแทบจะไม่ยอมใช้การ์ดเลย แต่เรื่องนี้มีเหตุผลเพราะว่าเขามีสิ่งที่ดีกว่าการ์ดเป็นไหนๆ และไม่มีใครจะทำสิ่งนี้ได้ดีเท่ากับเขาอีกแล้ว….เราเรียกสิ่งนั้นว่า “ฟุตเวิร์ก”78734628896393f6415e247187fd6fa8

พริ้วเหมือนผีเสื้อ

รองเท้าที่ อาลี ใส่ขึ้นชกมักจะประดับพู่สีต่างๆเป็นริ้วๆ และเมื่อเขาใช้” ฟุตเวิร์ก” หรือการสลับสเต็ปเท้า จากเร็วไปช้า จากจังหวะเข้าชกเป็นถอยออกด้วยความรวดเร็ว พู่เหล่านี้่ก็จะปลิวสะบัดเหมือนกับปีกของผีเสื้อนั่นเอง

“ผมฝึกโดยการปิดไฟในห้องนอน ผมถึงเตียงตั้งแต่ไฟห้องยังไม่ดับเลยด้วยซ้ำ” นี่คือกล่าวติดตลกที่เขาพูดถึงสเต็ปเท้าของตัวเอง

ฟุตเวิร์กของ อาลี ดีที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา ไม่มีใครอีกแล้วในรุ่นเฮฟวี่เวทที่จะสามารถเต้นบนสังเวียนผ้าใบได้อย่างเขา เหตุผลง่ายนิดเดียว ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย นั่นคือการซ้อมหนักและมีวินัยกับตัวเองอย่างเคร่งครัดมาก ไม่ใช่แค่ตอนที่เขาเป็นนักมวยเท่านั้น อาลี เริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่คิดได้ว่าเขาอยากจะฝึกชกมวยแล้ว

สมัยที่เรียนอยู่ชั้นไฮสคูล อาลี เลือกจะใช้การวิ่งไปโรงเรียนเรียนแทนขึ้นรถบัส เขาทิ้งชีวิตวัยรุ่นทิ้งไปเกือบหมด เขาปฏิเสธบุหรี่ เหล้า เบียร์และของที่ไม่ดีต่อสุขภาพทุกชนิด ดื่มน้ำผสมกระเทียมเพื่อลดความดันโลหิต และเทรนเนอร์ผู้ฝึกซ้อมเขาบอกว่า “เขาจะเป็นคนแรกที่มาถึงยิมและกลับออกเป็นคนสุดท้ายเสมอเลย เขาเป็นเด็กที่มีวินัยมากเลยทีเดียว”

วินัยทำให้ ฟุตเวิร์ก ของเขาแตกต่างด้วยความเชื่อที่ว่า “กระดูกทำให้คุณแกร่ง แต่กล้ามเนื้อจะทำให้คุณเคลื่อนที่ได้ไวขึ้น” เว็บไซต์เกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้อย่าง EXTREME STRIKERS ยืนยันว่าความแตกต่างของฟุตเวิร์กฉบับ อาลี เริ่มต้นตั้งแต่การยืน อาลี จะเลือกวิธียืนที่เป็นธรรมชาติของตัวเองให้มากที่สุด เขารู้จักตัวเองดีว่าเหมาะกับการเคลื่อนไหวแบบไหน ส่วนหลักๆ คือเขาจะไม่งอเข่าไว้นานเกินไป เพราะมันจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนล้า และเมื่ออ่อนล้าก็จะเสียความเร็วและการระเบิดสปีดในการเปลี่ยนจังหวะไป อาลี เลือกที่จะทำให้ขาของเขาตรงมากกว่าปกติเพราะมันทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้ง่ายขึ้นกว่าตอนที่ยืนแบบขาไม่ตรง (งอเข่าเล็กน้อย) นั่นคือเหตุผลที่ อาลี แทบจะไม่เคยยืนขาตายให้ใครได้ชกง่ายๆ เลย

ทฤษฎีการตั้งการ์ดและมวยบ็อกเซอร์ ใช้ได้กับนักชกทุกคนบนโลกนี้ ยกเว้นเขาคนเดียวเท่านั้น ฟุตเวิร์กระดับเทพทำให้อาลีสามารถหลบคู่แข่งได้สบายๆ ดังนั้นทำไมเขาจึงต้องใช้การ์ดเข้ารับหมัดของคู่ชกให้เปลืองตัวด้วย?gettyimages-517259310_16x9

อย่างไรก็ตามเรื่องการซ้อมฟุตเวิร์กของอาลีนั้นอธิบายให้เห็นภาพยากมากเพราะแทบจะหาคนไปอยู่ในบริบทเดียวกับ อาลี ไม่ได้เลย เขามีทั้งอัจฉริยะภาพในการรับรู้ และวินัยที่เป็นจุดเสริมเขี้ยวเล็บให้กับตัวเอง สิ่งที่เขาอธิบายและแสดงออกบนเวทีจึงดูเหมือนง่ายไปเสียหมด แต่การจะทำตามนั้นยากจริงๆ ไม่อย่างนั้นเราคงได้เห็นนักมวยสไตล์นี้เกิดขึ้นมาบ้าง เพราะนี่ก็ผ่านมาแล้วกว่า 50 ปี แต่ก็ยังไม่มีนักมวยคนไหนที่สามารถเป็นแชมป์โลกได้โดยแทบไม่ต้องอาศัยการตั้งการ์ดเหมือนกับ มูฮัมหมัด อาลี เลย

ผู้ชนะตัวจริง

แม้แต่ความคิดก็ยังแตกต่าง มีคำกล่าวในโลกกีฬาว่าการซ้อมเท่านั้นจะทำให้คุณไปถึงจุดมุ่งหมายและเก่งกว่าคนอื่นๆได้ แต่ อาลี ก้าวข้ามไปอีกขึ้นเพราะเขาไม่เหมือนคนอื่น เขาเชื่อว่าการซ้อมอย่างเดียวไม่ทำให้ตัวของเขามาถึงจุดที่เป็น GOAT (Greatest of All Time) ได้  

“แชมป์โลกไม่ได้ถูกสร้างในยิมหรือสถานที่ฝึกซ้อม แต่เกิดขึ้นจากบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวตนของพวกเขา มันประกอบด้วยความปรารถนา, ความฝัน และวิสัยทัศน์” นี่คือประโยคที่ อาลี อธิบายถึงตัวเองที่อยากจะเป็นแชมป์โลกและพยายามคว้ามันมาให้ได้

มีแชมป์โลกในโลกกีฬาหลายคนที่จืดชืดจนไม่ได้รับการพูดถึงยกย่องว่าเป็นตำนานเหมือนกับอาลี เพราะว่าเขาคือตัวแทนของความฉูดฉาด เขามั่นใจเต็มเปี่ยมทุกครั้งที่ขึ้นชก มั่นใจจนชนิดที่ว่าแทบไม่เหลือคำว่าให้เกียรติคู่ชกของตัวเองตั้งแต่ก่อนขึ้นเวทีเลยด้วยซ้ำ เขาจะพ่นคำพูดสารพัด แต่ทุกคำที่พ่นมาของเขาช่างคมคาย มีสำบัดสำนวน สร้างความเจ็บแสบให้กับคู่ชกแบบสุดๆ และทำให้คนดูชื่นชอบได้เสมอ จนถูกเรียกว่า “สิงห์จอมโว”

“พร้อมแล้วสำหรับไฟต์นี้ ผมปล้ำกับจระเข้ ผมต่อสู้กับปลาวาฬ ผมสามารถสลัดกุญแจมือออกได้ด้วยสายฟ้า เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมต่อยหินจนแตก จนก้อนหินพวกนั้นต้องไปเข้าโรงพยาบาล” อาลี ใช้ประโยคนี้ใน “Thrilla in Manila” แมตช์ล้างตาปิดฉากมหากาพย์กับ โจ เฟรเซียร์ ที่กรุง มะนิลา  

นอกจากเป็นมีดโกนอาบน้ำผึ้่งแล้วการใช้ฝีปากตระไกรของเขาก็มีหมือนกัน อาลี มีนิสัยเสีย (ที่แฟนๆรอชม) อย่างหนึ่งคือการล้อเลียนปมด้อยคู่แข่งเขาชอบเอาคนที่กำลังจะขึ้นชกด้วยไปเปรียบกับสัตว์ชนิดต่างๆ เช่น ไอ้หมีควาย, ไอ้กอริลล่า หรือหนักข้อหน่อยก็คำที่เบสิกแต่กระตุกต่อมได้ดีอย่าง “ไอ้โง่” และ “ไอ้อัปลักษณ์”

อย่างที่เขาบอกไว้การจะเป็นแชมป์โลกนั้นมันเกิดขึ้นจากหลายอย่าง และสำหรับเขาก็เพราะฝีปากและความมั่นใจที่จะพูดมันออกไปนี่แหละ มีไม่น้อยที่คำพูดกวนประสาทเหล่านี้เป็นเหมือนการยั่วยุให้คู่แข่งเสียสมาธิ หลุดจากแผนที่เตรียมมา โดยเฉพาะคู่ชกที่ไม่สามารถควบคุมสติได้หากเจอ อาลี เล่น “แทรชทอล์ค” หรือเกมจิตวิทยาระหว่างชกแล้ว พวกเขาแทบจะสติขาดเดินเข้าใส่ด้วยความโกรธซึ่งแน่นอนว่าความแม่นยำก็จะหายไป และตอนจบของคนขาดสติในการชกของ อาลี คือ เขาจะโดนโยกหลบด้วยฟุตเวิร์กที่ดีที่สุดในโลกและปิดท้ายด้วยการชกสวนจนโดนนับ 10 ไปเลย นี่คือกับดักของ อาลี ที่ทำให้คู่ชกเดินตามแผนของเขาที่วางไว้อย่างแท้จริง

ความโอหัง, มั่นใจในฝีมือของตัวเอง และความฉลาดในการพูดก่อนไฟต์ทำให้ อาลี นั้นแทบจะเอาชนะตั้งแต่ก่อนขึ้นชกแล้ว และที่สำคัญระหว่างขึ้นชกเขาเป็นคนที่สามารถหยิบเอาความมั่นใจนั้นขึ้นสังเวียนไปด้วย เขาไม่กลัวว่าจะแพ้และต้องเสียคนกับคำพูดที่ตัวเองเคยว่าไว้ มันแสดงให้เห็นถึงสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง และทั้งหมดที่กล่าวมาคืออาวุธที่อาลีมีและเป็นจุดแข็งของเขา ชนิดที่ว่าต่อให้ไม่ต้องตั้งการ์ดเขาก็สามารถเอาชนะใครก็ได้บนโลกนี้

แลนซ์ อาร์มสตรอง พระเอกในคราบตัวร้าย…หรือตัวร้ายในคราบพระเอก?

จากยอดมนุษย์ผู้สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั้งโลก เมื่อเขาคือชายผู้พิชิตโรคมะเร็งที่สามารถก้าวสู่จุดสูงสุดกับการคว้าแชมป์ ตูร์ เดอ ฟรองซ์ 7 สมัยซ้อน แต่แล้วเรื่องราวก็กลับตาลปัตร กับการสารภาพอย่างไม่อายว่าความสำเร็จที่ได้มาเกิดขึ้นเพราะใช้สารกระตุ้น เหตุใด แลนซ์ อาร์มสตรอง จึงต้องใช้ทางลัดนี้สู่เส้นชัย? และหากย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะยังตัดสินใจแบบเดิมหรือไม่?2bwx-

 

ยอดมนุษย์

ช่วงปลายยุค 1990 ถึงกลางยุค 2000 แลนซ์ อาร์มสตรอง คือชายที่ไม่เพียงแต่จะเป็นที่กล่าวขวัญถึงในวงการกีฬาเท่านั้น แต่ยังเป็นคนที่ทั้งโลกต่างก็พูดถึง เมื่อเขาสามารถคว้าแชมป์จักรยานทางไกลรายการที่เก่าแก่ ยิ่งใหญ่ และยากที่สุดอย่าง ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ได้ถึง 7 สมัยติดต่อกันระหว่างปี 1999-2005 ความสำเร็จของเขายังยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก เพราะอาร์มสตรองผู้นี้คือคนเดียวกับที่เกือบจะต้องจบชีวิตก่อนหน้าความสำเร็จข้างต้น เมื่อแพทย์พบว่าเขาเป็นโรคมะเร็งที่อัณฑะเมื่อปี 1996 ซึ่งแม้เนื้อร้ายจะลุกลามไปถึงสมองและปอด แต่ก็สู้จนเอาชนะมันได้สำเร็จ เรื่องราวชัยชนะทั้งในและนอกสนามของอาร์มสตรองได้สร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คนทั้งโลก สายรัดข้อมือสีเหลือง สีของเสื้อผู้นำเวลารวม ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ที่จัดทำโดยมูลนิธิ ลีฟสตรอง (Livestrong) ซึ่งเขาคือผู้ก่อตั้งกลายเป็นสินค้ายอดฮิตที่ขายดีไปทั่วโลกด้วยยอดขายกว่า 80 ล้านเส้น และเป็นจุดเริ่มต้นของกระแสสายรัดข้อมือเพื่อการกุศลที่มีการทำออกมาหลากหลายรูปแบบจากหลายองค์กร

แต่ในระหว่างที่สถานะความเป็นฮีโร่กำลังดำเนินไปอยู่นั้น ความสงสัยว่าชัยชนะในสนามนั้นได้มาอย่างขาวสะอาดหรือไม่ก็ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ

ยุคมืดแห่งการโด๊ป

อันที่จริงความเคลือบแคลงสงสัยว่าอาร์มสตรองใช้สารกระตุ้น หรือ โด๊ป นั้นเป็นสิ่งที่พอเข้าใจได้ เมื่อยุค 1980-1990 ซึ่งเป็นช่วงที่เขากำลังโลดแล่นในวงการนั้น ได้รับการขนานนามว่าเป็นยุคมืดของวงการแข่งขันจักรยาน

สาเหตุก็มาจาก สมัยนั้นถือเป็นช่วงเวลาที่มีการใช้สารกระตุ้นอย่างกว้างขวางด้วยตัวยาที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น สเตียรอยด์ เพื่อเสริมสร้างและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ, คอร์ติโซน เพื่อลดอาการอักเสบ, ฮอร์โมนเทสโทสสเตอโรน เพื่อช่วยเสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อ รวมถึงฮอร์โมนอีริโทโพอิติน หรือ EPO เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงให้มีมากขึ้น ส่งผลทำให้นักปั่นเหนื่อยน้อยลง ซึ่งแม้เทสโทสเตอโรนและ EPO จะเป็นสารที่ร่างกายสังเคราะห์ได้ตามธรรมชาติแต่ก็มีปริมาณน้อย จึงมีแนวคิดโด๊ปสารเหล่านี้เพื่อช่วยเร่งกระบวนการให้รวดเร็วขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงเวลาดังกล่าวยังได้ถือกำเนิดกรรมวิธีสุดพิสดารอย่างการโด๊ปเลือด ซึ่งแพทย์จะดูดเลือดในสภาวะปกติของนักแข่งมาปั่นเอาเฉพาะเม็ดเลือดแดงเก็บไว้ และถ่ายกลับเข้าสู่ร่างกายอีกครั้งในช่วงแข่งขัน เม็ดเลือดแดงในสภาวะปกติที่สามารถจับออกซิเจนมากกว่าจะช่วยให้นักกีฬาสามารถปั่นได้อย่างยาวนานมากขึ้น และฟื้นตัวได้เร็วขึ้นด้วย

ที่เลวร้ายที่สุดคือ ยุคดังกล่าวเป็นยุคที่การสมคบกันโด๊ปเกิดขึ้นอย่างโจ๋งครึ่ม มีความร่วมมือกันของนักกีฬา, ทีมแข่งขัน รวมถึงแพทย์ในการใช้สารกระตุ้นและหลบหลีกไม่ให้ถูกตรวจพบได้ จนกลายเป็นวัฒนธรรมอันเลวร้ายที่ได้รับความนิยม เป็นข้อครหาว่าโด๊ปกันแทบทั้งวงการนั่นเอง

ยิ่งอาร์มสตรองเป็นผู้ที่อยู่ในจุดสูงสุดของวงการ บวกกับประวัติชีวิตที่ผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากกับโรคมะเร็งมาก่อน ความสงสัยก็ยิ่งเพิ่มขึ้น มีการตรวจหาสารกระตุ้นทั้งจากเลือดและปัสสาวะมากมาย แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่พบอะไรที่น่าสงสัย แม้จะมีการตรวจพบสารกระตุ้นอยู่บ้าง เช่นในศึก ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ปี 1999 แต่เขาก็สามารถหาหลักฐานมาแก้ต่างได้สำเร็จ1546937817903

แม้หลายภาคส่วนรวมถึงทางการสหรัฐฯ จะตัดสินใจถอนข้อกล่าวหา แต่องค์กรต่อต้านการใช้สารกระตุ้นของสหรัฐอเมริกา (USADA) กลับไม่ยอมลดราวาศอกเอาง่ายๆ เดินหน้าสืบสวนอย่างไม่ลดละ จนกระทั่งมีคำตัดสินเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2012 ว่า แลนซ์ อาร์มสตรอง มีความผิดในข้อหาใช้สารกระตุ้นจริง ซึ่งสหพันธ์จักรยานโลก (UCI) ก็รับลูกต่อด้วยการล้างประวัติผลการแข่งขันของเจ้าตัวตั้งแต่ปี 1998 เป็นต้นมา นั่นหมายความว่าเขาถูกริบแชมป์ ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ทั้ง 7 สมัย รวมถึงเหรียญทองแดงโอลิมปิกปี 2000 และเกียรติประวัติในวงการจักรยานหลังจากนั้นจนหมดสิ้น

หลังจากนั้นไม่นาน USADA ได้เปิดเผยผลการสืบสวนความหนากว่า 200 หน้า ที่มีหลักฐานมากกว่า 1,000 หน้าเป็นข้อสนับสนุน มีคำสารภาพของอดีตเพื่อนร่วมทีม 11 ราย ซึ่งรวมถึงแลนดิสและแฮมิลตันด้วย กับพยานอีก 15 ปาก ที่ยืนยันว่านอกจากตัวของอาร์มสตรองจะโด๊ปแล้ว ยังเป็นตัวการสำคัญในการทำให้คนอื่นต้องตัดสินใจโด๊ปตามอีกด้วย โดย USADA ชี้ว่าเรื่องดังกล่าวเป็น ‘โปรแกรมการโด๊ปที่ซับซ้อน, เป็นมืออาชีพ และประสบความสำเร็จที่สุดเท่าที่วงการกีฬาเคยเห็นมา’

วิบากกรรมดังกล่าวไม่เพียงแต่จะทำให้เขาสูญสิ้นชื่อเสียงที่เคยมีแล้ว บริษัทต่างๆ ที่เคยให้การสนับสนุนก็ถอนตัวจนสูญเงินกว่า 75 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รวมถึงไม่สามารถลงแข่งจักรยาน และกีฬาทุกประเภทที่คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) รับรองได้อีกตลอดชีวิต

“หลายคนบอกว่าผมสมควรได้รับโทษ ซึ่งผมก็เห็นตามนั้น แต่สำหรับโทษตลอดชีวิตผมว่ามันมากเกินไป ทุกวันนี้ผมยังรู้สึกว่าผมสามารถลงแข่งกีฬาอื่นๆ ในระดับสูงได้ แต่ไม่มีใครสนใจ ขนาดคิดจะไปวิ่งมาราธอนเพื่อระดมทุนเพื่อการกุศลยังทำไม่ได้เลย”

“เรื่องที่แย่ที่สุดก็คือ หลายคนที่เคยทำผิดพลาดแบบผม ไม่ว่าจะเป็น ไทเกอร์ วู้ดส์, ไมเคิ่ล วิก หรือแม้กระทั่ง บิล คลินตัน พวกเขาได้รับโอกาสแก้ตัว ส่วนผมโดนปล้นโอกาสนั้นไปจนหมด”

“บางทีผมอาจจะหาหนทางบำบัดตัวเองจากเรื่องนี้ได้ แต่ผมไม่สามารถเปลี่ยนเรื่องเล่าต่างๆ ได้อีกแล้ว ที่สุดแล้ว ผมก็เป็นได้เพียงตัวร้ายตลอดกาล”

อีกด้านของตัวร้าย

ถึงกระนั้น มหกรรมการโด๊ปของ แลนซ์ อาร์มสตรอง และเพื่อนร่วมวงการในยุคของเขา ก็ก่อให้เกิดคุณูปการอย่างใหญ่หลวงกับวงการจักรยานประการหนึ่ง นั่นคือการพัฒนาระบบการตรวจสอบการใช้สารกระตุ้นจนมีความเข้มงวดแบบสุดๆ ปัจจุบันนักกีฬาต้องทำพาสปอร์ตชีวภาพ (Biological Passport) เพื่อบันทึกข้อมูลทุกอย่างทั้งกิจวัตรประจำวันหรือการใช้ยา และต้องพร้อมรับมือการสุ่มตรวจที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกวัน ทุกเวลา และทุกสถานที่ ทำให้การจัดโปรแกรมโด๊ปแบบสมัยก่อนทำได้ยากขึ้น

ขณะเดียวกัน วิทยาศาสตร์การกีฬาก็พัฒนาก้าวหน้าจนนักกีฬาคนปกติสามารถทำผลงานได้ไม่ยิ่งหย่อนกับคนที่โด๊ป ซึ่งแม้แต่ตัวอาร์มสตรองเองยังเชื่อว่า หากเขาได้มีโอกาสลงแข่งจักรยานในยุคนี้ก็คงไม่โด๊ป เพราะไม่เห็นความจำเป็นแล้วนั่นเอง

แต่แม้จะทราบอยู่แก่ใจว่าการใช้สารกระตุ้นคือความผิดอย่างร้ายแรง เขาก็ยอมรับว่า การกระทำดังกล่าวคือสิ่งจำเป็นที่ช่วยให้ชนะในยุคสมัยที่ลงแข่งขัน

“ตอนที่ผมตัดสินใจโด๊ป หรือพูดให้ถูกกว่าคือ ใครๆ ก็ต้องทำกันในตอนนั้น เกิดขึ้นตอนที่พวกเราเดินทางจากสหรัฐอเมริกามาแข่งในยุโรปแล้วแพ้ราบคาบ จนทำให้รู้ว่าเราพกเพียงแค่มีดมาสู้กับพวกที่มีอาวุธปืนครบมือ และนั่นแหละ ที่ทำให้เราต้องออกไปช็อปอาวุธเหล่านั้นมาใช้บ้าง”

ซึ่งสภาพการณ์ในยุคสมัยนั้นเองทำให้อาร์มสตรองไม่รู้สึกแย่หรือผิดอะไรที่จะโด๊ป เมื่อแทบทุกคนในวงการต่างก็ทำ พร้อมยอมรับด้วยว่า การต่อสู้กับโรคมะเร็งทำให้ทัศนคติในตัวเปลี่ยนไป จนตัดสินใจทุ่มสุดตัวทุกวิถีทางเพื่อชัยชนะ ขณะเดียวกันเจ้าตัวก็เผยว่า ระบบการตรวจโด๊ปของ UCI สมัยที่ยังลงแข่งไม่ได้เข้มงวดมาก แถมยังหละหลวมกับนักปั่นระดับแนวหน้าอย่างเขาเสียเอง จนสามารถตรวจโด๊ปผ่านได้เกือบทุกครั้ง

ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่เห็นด้วยสองตาตัวเองในช่วงที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ก็ทำให้เขาไม่อาจตัดใจจากวังวนนี้ได้เช่นกัน“ชัยชนะใน ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ของผมระหว่างปี 1999-2005 ทำให้วงการจักรยานเติบโต ยอดขายจักรยานที่เป็นสปอนเซอร์ให้ผมพุ่งจาก 100 ล้าน เป็น 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มูลนิธิของผมก็เรี่ยไรเงินจากที่ไม่มีเลยจนเพิ่มเป็น 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งช่วยเหลือคนได้มากกว่า 3 ล้านคน ทำให้ผมไม่คิดว่าทุกคนจะโอเคหากบางสิ่งต้องพังทลายลง”

“และด้วยเหตุนี้ หากมีโอกาสได้ย้อนกลับไปในยุคสมัยนั้นอีกครั้ง ผมก็คงตัดสินใจโด๊ปเช่นเดิม”

 

 

เมื่อทุกอย่างถูกเปิดเผย

ความเคลือบแคลงสงสัยยังไม่หมดไป มีการตั้งคำถามจากสื่อ รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ก็เริ่มเข้ามาสืบสวนหาความจริง เพื่อสังคายนาเรื่องการโด๊ปสุดฉาวในวงการจักรยาน ซึ่งแม้อดีตเพื่อนร่วมทีมหลายรายอย่าง ฟลอยด์ แลนดิส ซึ่งถูกยึดแชมป์ ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ปี 2006 ไปก่อนหน้า กับ ไทเลอร์ แฮมิลตัน จะให้การรับสารภาพ รวมถึงซักทอดว่าตัวอาร์มสตรองเองก็โด๊ป และบังคับคนอื่นๆ ในทีมให้โด๊ปด้วยเช่นกัน แต่นอกจากจะปฏิเสธอย่างแข็งขันแล้ว ยังสวนกลับด้วยการกล่าวหาว่าทุกคนที่กล่าวหาเขาคือฝ่ายโกหกอีกด้วย

JACKRABBIT BOXING โรงฝึกมวยแห่งความหวัง ท่ามกลางความเสื่อมโทรมของ ลอส แอนเจลิส

“ทำไมถึงจะกลับไปที่เมืองแห่งพระเจ้า ทั้งๆ ที่พระเจ้าไม่เคยสนใจเราเลย” นี่คือหนึ่งในประโยคสุดคลาสสิคจาก “CITY OF GOD” ภาพยนตร์สัญชาติบราซิล ดีกรีเข้าชิง 4 รางวัลออสการ์ในปี 2002 บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายใน “CIDADE DE DEUS” สลัมอันเสื่อมโทรมที่สุดในกรุง ริโอ เดอ จาเนโร ซึ่งตรงกันข้ามกับชื่อของมันที่แปลว่า “เมืองแห่งพระเจ้า” เสียเหลือเกิน 

 

สาเหตุที่เรายกเรื่องราวเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง City of God มาเกริ่นนำ ก็เพราะว่าสถานที่ที่เป็นจุดศูนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมดในบทความนี้ก็ไม่แตกต่างจากสภาพของเมืองแห่งพระเจ้าในประเทศบราซิลเท่าไรนัก 

มันคือย่าน ลองบีช ในเมือง ลอส แอนเจลิส มลรัฐ แคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นสถานที่ที่มีแสงแดดตลอดทั้งปี อบอวลด้วยกลิ่นเกลือจากทะเลที่โชยมาตามสายลม โดยรวมมันคือย่านที่สวยงาม เพียงแต่ว่ามันคือความสวยงามที่อาบด้วยยาพิษ เพราะเรื่องราวเบื้องหลังนั้นเต็มไปด้วยอาชญากรรม ความรุนแรง ยาเสพติด การสู้รบกันระหว่างแก๊ง เป็นสถานที่ที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ ขัดกับเมืองที่ได้รับการขนานนามว่า “City of Angels” ราวฟ้ากับเหว

อย่างไรก็ตามท่ามกลางความเสื่อมโทรมนี้ ก็มีแสงสว่างดวงน้อยๆ เกิดขึ้น มันคือสถานที่แห่งความหวังท่ามกลางความสิ้นหวังอันมืดมิด สถานที่นั้นมีชื่อว่า “Jackrabbit Boxing and Gym” gymjar

 

ไม่อยากให้ใครตายบนถนน

Jackrabbit Boxing and Gym ตั้งอยู่ในย่าน ลองบีชตะวันออก เมือง ลอสแอนเจลิส ที่นี่คือโรงฝึกมวยขนาดไม่ใหญ่โต เมื่อเปิดประตูเดินเข้าไปจะพบกับกลุ่มสุนัขพันธุ์พิตบูลเทอเรียร์กรูกันออกมาจากแสงไฟสลัวเพื่อต้อนรับ ถัดเข้าไปข้างในจะเห็นเด็กหนุ่มในวัยฉกรรจ์มากมายหลายชีวิตกำลังฝึกซ้อมกันอย่างจริงจัง

“ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นในปี 2011” ไอวาน ซิลเว เจ้าของ Jackrabbit Boxing and Gym ให้สัมภาษณ์กับสื่อ South China Morning Post

ซิลเว เล่าว่าในตอนแรกโรงฝึกที่นี่ไม่ใช่ของเขา ไม่ใกล้เคียงเลยสักนิด เขาเพียงแต่พาลูกชาย “แอชตัน ซิลเว” ซึ่งตอนนั้นอยู่ในวัย 7 ขวบ มาฝึกซ้อมมวยที่นี่เพื่อเป็นกิจกรรมเสริมสร้างทักษะในยามว่างเท่านั้น 

“หลังจากนั้นก็มีพวกเด็กๆ ในละแวกนี้มาเกาะขอบรั้วของโรงฝึก ดูผมกับลูกฝึกซ้อม แต่พวกเขาไม่สามารถเข้ามาข้างในได้ เพราะไม่มีเงินค่าสมาชิก” แต่ด้วยค่าสมาชิกที่ถูกเอามากๆ ซิลเวจึงตัดสินใจจ่ายค่าสมาชิกให้เด็กๆ เหล่านั้น ถึงจะไม่ได้วางแผนไปไกล แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของชุมชนเล็กๆ ที่ซิลเวสร้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว

“2 ปีต่อมา ลูกของผมกับเด็กๆ ที่ผมจ่ายค่าสมาชิกให้ก็เริ่มเติบโตขึ้นในเส้นทางการชกมวย เริ่มมีการต่อยในแมตช์สมัครเล่นหาเงินเลี้ยงชีพได้ แต่อยู่ๆ เจ้าของคนเก่าเขาก็อยากเลิกกิจการ เขามาถามว่าผมสนใจจะซื้อโรงฝึกนี้ต่อมั้ย”

“ผมตอบเขาไปว่าผมไม่มีเงินหรอก แล้วก็กลับบ้านไป แต่แล้วคืนนั้นผมกลับนอนไม่หลับ ในสมองผมวนเวียนอยู่แต่เรื่องนี้ เอาแต่คิดว่าถ้าไม่มีโรงยิมแห่งนี้แล้ว เด็กๆ พวกนี้ก็ต้องกลับไปใช้ชีวิตเสี่ยงอันตรายบนท้องถนนเหมือนเดิมอีกน่ะสิ”

เช้าวันรุ่งขึ้นซิลเวก็ตัดสินใจกัดฟันใช้เงินจำนวนมากซื้อต่อกิจการโรงฝึกแห่งนี้ต่อจากเจ้าของคนเก่า โดยจุดประสงค์ของเขาคือต้องการให้สถานที่แห่งนี้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชน เปิดโอกาสให้เด็กๆ ในละแวกเข้ามาฝึกมวยได้แบบฟรีๆ นั่นคือสิ่งที่ซิลเววาดฝันไว้ โดยที่เขาไม่คาดคิดเลยว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลต่อชีวิตของเขาเองและเด็กๆ อีกหลายคนไปตลอดกาลf9208dd4-a458-11e9-9a3c-98259c87fba2_972x_163413

 

สถานที่แห่งความหวังของผู้สิ้นหวัง

“ผมทะเลาะวิวาทนับครั้งไม่ถ้วน จนสุดท้ายผมก็โดนไล่ออกจากโรงเรียน” จาเร็ด โกเมซ เด็กหนุ่มวัย 20 ปี จากย่านลองบีชกล่าว

ไม่ต่างจากวัยรุ่นคนอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน ชีวิตของโกเมซเต็มไปด้วยความรุนแรง ไร้ซึ่งแสงแห่งความหวัง แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ได้มาพบกับ Jackrabbit Boxing and Gym สถานที่ที่ได้มอบชีวิตใหม่ให้กับเขา

“มวยทำให้ผมเติบโตขึ้นทั้งในฐานะมนุษย์คนหนึ่งและในฐานะลูกผู้ชาย แต่ที่สำคัญที่สุดคือมันทำให้ปัญหาต่างๆ ในชีวิตของผมหายไป”

โกเมซค้นพบว่าความรุนแรงภายในสังเวียนนั้นทำให้เขาสามารถหลีกหนีจากความรุนแรงในชีวิตจริงได้ และไม่ว่าใครจะมอง Jackrabbit Boxing and Gym ยังไง มันอาจเป็นสถานที่ที่ขับเคลื่อนด้วยกีฬาที่เต็มไปด้วยความรุนแรงอย่างมวย และเต็มไปด้วยเด็กหนุ่มวัยฉกรรจ์ แต่สำหรับโกเมซเขาให้นิยามถึงสถานที่แห่งนี้สั้นๆ ว่า 

“มันคือความสงบสุขของชีวิต”

นอกจาก จาเร็ด โกเมซ แล้ว ลอนนี่ อดัมส์ ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่เขากล้าพูดได้เต็มปากกว่า Jackrabbit Boxing and Gym ช่วยชีวิตเขาไว้ 

อดัมส์ คือเด็กหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ มาพร้อมส่วนสูง 6 ฟุต 6 นิ้ว (198 เซนติเมตร) น้ำหนัก 200 ปอนด์ (90 กิโลกรัม) รอยสักขนาดใหญ่เต็มหน้าอก บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าภูมิหลังของเขาย่อมไม่ธรรมดา อดัมส์เติบโตในบ้านรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ซึ่งที่ที่เขาอยู่นั้นเต็มไปด้วยความรุนแรง มีการใช้กำลังกันไม่เว้นแต่ละวัน บางครั้งก็หนักถึงขั้นมีเด็กคนอื่นในบ้านฆ่าตัวตายต่อหน้าเขา 

“ที่นั่นมันบ้ามากๆ” อดัมส์พูดถึงชีวิตในวัยเด็กกับสื่อ LB Post

เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น อดัมส์ก็ได้รับการอุปถัมภ์ออกมา นั่นคือครั้งแรกที่เขาได้ออกมาใช้ชีวิตนอกรั้วเหล็ก อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่ความโชคดี เพราะคนที่อุปถัมภ์เขาออกมาคือหนึ่งในสมาชิกแก๊งอาชญากรรมที่ใหญ่ที่สุดในย่านลองบีช พวกเขาเพียงแค่เห็นแววในตัวอดัมส์เท่านั้น ดูเป็นคนรูปร่างใหญ่ แข็งแรง น่าจะใช้ประโยชน์ได้

อดัมส์ยอมรับว่าในตอนนั้นเขาอยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาไม่ได้อยากเป็นสมาชิกแก๊ง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตในเส้นทางไหนต่อไป

“ผมเบื่อการที่ต้องต่อสู้ข้างถนน ใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนๆ โดยที่ไม่รู้เลยว่าวันไหนจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิต”

จนกรทั่งวันหนึ่งอดัมส์ก็พบกับ Jackrabbit Boxing and Gym เขาบอกว่ามันคือสถานที่ที่เหมาะกับเขามากๆ เขาสามารถใช้การต่อสู้ที่เขาถนัดเปลี่ยนมาเป็นเรื่องสร้างสรรค์และสามารถสร้างอนาคตให้กับเขาได้ 

“ผมตัดสินใจที่จะออกจากแก๊ง หันหลังให้กับชีวิตแบบนั้น เพราะอย่างน้อยผมก็อยากอยู่ให้ถึงวันเกิดครบรอบ 25 ปีของตัวเอง”

มันคือการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะในตอนนี้ถึงจะยังไม่ประสบความสำเร็จหรือมีชื่อเสียง แต่ในวงการมวยสมัครเล่น อดัมส์ก็ชนะมาแล้ว 17 ไฟต์รวด ได้รับรางวัล Golden Gloves Champion จากแคลิฟอร์เนียตอนใต้ แน่นอนว่ามีอนาคตสดใสรอเขาอยู่

นี่เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น เพราะนับตั้งแต่ก่อตั้งโรงฝึกอย่างเป็นทางการในปี 2013 จนถึงปัจจุบัน Jackrabbit Boxing and Gym ได้มีส่วนช่วยให้เด็กหนุ่มมากกว่า 1,000 คนได้มีชีวิตที่ดีขึ้น เป็นเรื่องราวที่งดงามตามปณิธานที่ ไอวาน ซิลเว ได้ตั้งใจไว้ อย่างไรก็ตามซิลเวยังมีอีกหนึ่งความตั้งใจ เขาอยากจะให้ Jackrabbit Boxing and Gym เป็นมากกว่าโรงฝึกมวย

 

โรงฝึกเพื่อสังคม

“นอกจาก Jackrabbit Boxing and Gym แล้ว ผมอยากจะให้มี Jackrabbit Boxing Academy ด้วย เพราะถึงแม้การชกมวยจะช่วยสังคมได้ แต่มันก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการอย่างเร่งด่วนจริงๆ คือ อาหาร เสื้อผ้า และการศึกษา” 

“ผมเคยเห็นคุณแม่คนหนึ่งต้องขายเลือดเพื่อเอาเงินมาซื้ออาหารให้ลูกๆ มันคือสิ่งที่ผมทนดูไม่ได้จริงๆ”LonnieHeavyBag2

จากหนุ่มนักบัญชี ในตอนนี้ ไอวาน ซิลเว ได้กลายเป็นบุคคลผู้อุทิศตนเพื่อสังคมไปโดยสมบูรณ์แล้ว เขาบอกว่ายิ่งเขาได้ช่วยเหลือผู้คนมากเท่าไร เขาก็ยิ่งเห็นว่ามีคนอีกมากมายยังคงต้องการความช่วยเหลือมากเท่านั้น ดังนั้นนี่คือภารกิจที่ไม่มีวันเสร็จสิ้น 

Jackrabbit Boxing Academy ก่อตั้งขึ้นหลังจาก Jackrabbit Boxing and Gym เริ่มต้นขึ้นได้ประมาณ 2-3 ปี ตามความตั้งใจของ ซิลเว เขาอยากให้มันเป็นสถานที่ที่เป็นเหมือนจุดศูนย์รวมของชุมชน ช่วยเหลือผู้ขาดแคลนในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เสื้อผ้า หรือการศึกษา ซึ่งแน่นอนว่า ซิลเว เป็นแค่พนักงานทำบัญชีธรรมดาคนหนึ่ง เขาไม่ได้ร่ำรวย การที่จะทำตามความตั้งใจเขาได้ ซิลเวคำนวนไว้ว่ามันต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงถึงปีละ 75,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณเกือบ 3 ล้านบาท ดังนั้นทางเลือกของเขาคือการรับบริจาค ระดมทุนจากที่ต่างๆ แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ซิลเวก็ไม่คิดจะยอมแพ้

“พวกเราทุกคนต้องช่วยกันที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างเช่นเด็กๆ ในโรงฝึกเราถ้าที่บ้านใครมีอาหารเหลือก็จะนำมาที่ Jackrabbit Boxing Academy เพื่อแจกจ่ายแก่ผู้ขาดแคลน เช่นเดียวกันกับเสื้อผ้า หรือถ้าครอบครัวของเด็กคนไหนพ่อแม่ขาดแคลนอาชีพ ถ้ามีตำแหน่งในโรงฝึกเราว่าง เราก็จะเลือกจ้างพวกเขาทันที”

“เรื่องการศึกษาก็เหมือนกัน เพราะไม่ใช่ทุกคนในโรงฝึกเราจะเอาดีเรื่องการชกมวยเป็นอาชีพได้ ดังนั้นจึงต้องมีทางเลือกเรื่องการศึกษาควบคู่ไปด้วย Jackrabbit Boxing Academy จึงทำหน้าที่เป็นเหมือนการศึกษานอกห้องเรียน จะมีการทดสอบวิชาความรู้ ถ้าใครไม่ผ่านก็หมดสิทธิ์ที่จะฝึกมวย ต้องไปอ่านทบทวนมาใหม่”

นี่แหละคือมุมมองและวิธีคิดของชายที่ชื่อ ไอวาน ซิลเว ทุกวันนี้เขาและเหล่าครูฝึกแห่ง Jackrabbit ได้กลายเป็นครอบครัวเดียวกันกับพวกเด็กๆ ทุกคนในความดูแลไปเรียบร้อยแล้ว และถึงแม้การใช้ชีวิตแบบนี้จะเหน็ดเหนื่อยหรือยากลำบากขนาดไหน แต่สำหรับ ซิลเว นี่คือสิ่งที่เขาต้องการจะทำไปตลอดช่วงชีวิตที่เหลืออยู่

“ผมไม่ได้ชอบการทำงานด้านบัญชีหรอก ผมทำแค่เพราะมันได้เงินเยอะ แต่สิ่งที่ผมทำอยู่ตอนนี้ การได้ช่วยเหลือพวกเด็กๆ มันคือความสุขในจิตใจที่ผมค้นพบ และผมจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อสร้างมันให้ออกมาดีที่สุด” ซิลเวกล่าวทิ้งท้าย

NIKE MERCURIAL สตั๊ดคู่แรกของโลกที่สร้างมาเพื่อ ‘ความเร็ว’ และทำให้ R9 ฉีกคู่แข่งเป็นชิ้นๆ

นวัตกรรม คือสิ่งที่สามารถทำให้มนุษย์ก้าวข้ามขีดจำกัดที่มีต่อธรรมชาติมานานแสนนานได้

 

เมื่อครั้งอดีตไม่มีใครคิดว่าจะเหล็กขึ้นไปบินบนฟ้า ไม่มีใครคิดว่าจะมีคนนำทรายมาถมกันจนเกาะและมีคนอยู่อาศัย และเรื่องที่เราจะพูดถึงนี้ก็เช่นกัน ไม่มีใครเคยคิดว่าจะมีรองเท้าสักคู่ที่ทำให้คนๆ หนึ่งวิ่งเร็วกว่ารถสปอร์ต Bugatti Veyron ที่สามารถทำความเร็วจาก 0-60 ไมล์/ชั่วโมงภายในเวลาไม่ถึง 3 วินาทีและมีความเร็วสูงสุดที่ 253 ไมล์/ชั่วโมง หรือ 407 กิโลเมตร/ชั่วโมง

รองเท้าคู่นั้นคือ “Nike Mercurial” สตั๊ดคู่แรกของโลกที่สร้างมาเพื่อ ‘ความเร็ว’  และถูกสวมใส่โดย โรนัลโด้ ผู้ยิ่งใหญ่ จนกลายเป็นตำนานที่ถูกส่งต่อมาถึงทุกวันนี้

ติดตามเรื่องราวจุดเริ่มต้นสู่นวัตกรรมที่ไม่หยุดยั้งได้ที่นี่ e3e1eaf85966bdabf1e8ec473e8d47c9

ฟุตบอลโลก และการชิงตำแหน่งราชาแห่งสตั๊ด

ฟุตบอลโลก คือหนึ่งในรายการแข่งขันที่มีคนทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุด กีฬายอดนิยมอันดับ 1 ของโลก, รายการที่ทีมชาติฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลกมารวมตัวกัน และเป็นรายการที่นักฟุตบอลระดับท็อปอัดแน่นเพื่อชิงความเป็นหนึ่ง ด้วยปัจจัยทั้งหมดทำให้ ฟุตบอลโลก เป็นรายการที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงมาก 

ทุกแบรนด์ที่เกี่ยวกับฟุตบอลจะใช้เวทีนี้ แสดงผลงานและนวัตกรรมของตัวเองออกมา ผ่านการใช้งานของเหล่านักเตะทั้งหลาย หนึ่งในแกตเจ็ตที่ไม่เคยพลาดที่จะใช้กระแสของฟุตบอลโลกในการโปรโมตสินค้าคือ รองเท้าสตั๊ด และครั้งหนึ่ง Nike เคยทำให้รองเท้าของพวกเขาเป็นที่จดจำไปตลอดกาลภายใต้รองเท้ารุ่น Mercurial ในการแข่งขันเมื่อปี 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส

Mercurial แปลโดยตรงแบบซื่อๆ มีความหมายว่า “การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว” Nike เลือกใช้ชื่อนี้เพราะมันสามารถตีความได้ชัดมาก นักฟุตบอลที่ขึ้นชื่อว่ามีความเร็วระดับแรงทะลุปรอท นักเตะเหล่านี้สามารถเปลี่ยนความเร็วในการวิ่งได้ดั่งใจสั่ง จากการวิ่งเหยาะพวกเขาสามารถเพิ่มอัตราเร่งในการวิ่งให้เต็มหลอดได้ภายในระยะเวลาอันสั้น และ Mercurial ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์นั้น กล่าวคือรองเท้ารุ่นนี้จะทำให้อัตราการระเบิดฝีเท้า (สปีด) ทำได้เร็วขึ้นยิ่งกว่ารองเท้ารุ่นไหนๆ ที่เคยมีมา 

ด้วยจุดประสงค์ดังกล่าว Nike จึงจำเป็นต้องหานักฟุตบอลที่วิ่งได้เร็วมากพอที่จะสวมใส่มันเพื่อให้คนทั่วโลกเห็นภาพชัดเจน และโชคดีที่พวกเขามีสัญญากับนักเตะคนหนึ่งที่ดีที่สุดในโลก นั่นคือ โรนัลโด้ ดาวยิงชาวบราซิล นักเตะที่สามารถวิ่ง 100 เมตร ภายในระยะเวลาแค่ 10.3 วินาที (ช้ากว่าสถิติโลกวิ่ง 100 เมตรของ ยูเซน โบลท์ แค่ 0.8 วินาที) เท่านั้น 

การเปิดตัว Mercurial ใน France ’98 ถูกกล่าวว่าเป็นการศึกดวลกันเพื่อชิงพื้นที่การตลาดกับแบรนด์คู่แข่ง Adidas ที่เปิดตัว รองเท้ารุ่นใหม่อย่าง Predator Accelerator ซึ่งสวมใส่และชูโรงโดย ซีเนดีน ซีดาน จอมทัพของทีมชาติฝรั่งเศส 

อย่างไรก็ตามถึงแม้จะเป็นการเอานวัตกรรมของรองเท้ามาสู้กัน แต่ในเรื่องของความนิยมนั้นต้องบอกว่ากินกันไม่ลง แม้ ซีดาน และ Predator Accelerator จะเป็นฝ่ายที่คว้าแชมป์โลกได้ แต่ Mercurial นั้นก็เป็นที่พูดถึงไม่น้อยไปกว่ากัน กล่าวคือทั้งสองรุ่นให้ความสำคัญกันคนละแบบ 

โดย Predator Accelerator เน้นไปที่การใช้แถบยาง Power-spin ซึ่งออกแบบมาเพื่อการสัมผัสบอลที่ดีขึ้นในทุกสภาพสนามและสภาพอากาศ นอกจากนี้ยังเพิ่มคุณภาพในการยิงประตูไม่ว่าจะเป็นการยิงลูกได้โค้งขึ้น และยิงได้แรงขึ้น   

ขณะที่ Mercurial แตกต่างอย่างชัดเจน พวกเขามีทีเด็ดซ่อนอยู่ที่ทำให้รองเท้าคู่นี้เป็นนวัตกรรมที่โลกฟุตบอลยังไม่เคยเห็น หากเปรียบ Predator Accelerator เป็นความนุ่มนวลและสุขุม Mercurial ก็คือความปราดเปรียวและรุนแรง ดังนั้นถึงแม้ว่า Mercurial จะเป็นรองเท้าสำหรับ โรนัลโด้ ที่ได้แค่รองแชมป์โลก ทว่าความยอดเยี่ยมของมันทำให้ซีรี่ส์นี้ถูกพัฒนาต่อมาไม่หยุดจนกระทั่งทุกวันนี้และกลายเป็นรุ่นตำนานขึ้นหิ้งไปเรียบร้อยแล้วa-close-up-of-ronaldo-s-boots-5afe8170f7b09ddd99000002

R9 ผู้ให้ชีวิตแก่ MERCURIAL

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น หาก Nike ทำ Mercurial และให้นักเตะคนอื่นสวมใส่ เชื่อว่ารองเท้ารุ่นนี้คงไม่ดังเป็นพลุแตกและถูกต่อยอดมาจนถึงฟุตบอลยุคใหม่

จริงๆ แล้ว แรกเริ่มเดิมที Nike พยายามผลักดันให้ โรนัลโด้ ติดภาพลักษณ์ในแบรนด์ R9 และมีจุดเริ่มต้นด้วยรองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อเขาโดยเฉพาะอย่าง Nike Tiempo แต่ในปี 1998 Nike ได้ปล่อยรุ่น Mercurial มาให้เขาทดลองสวมใส่ดูและกลายเป็นว่ามันช่วยให้ โรนัลโด้ เจอตัวตนที่ชัดเจนของตัวเองมากขึ้น และทำให้เขารู้ว่าตัวเองเกิดมาเพื่อเป็นสายสปีดโดยตรง

“ผมจำได้ดีวันที่ผมเข้าไปที่สำนักงานใหญ่ของ Nike พวกเขาออกแบบรองเท้า Mercurial มาให้ผมทดลองสวมมันดู 2-3 ครั้งและให้ผมช่วยออกแบบและคิดค้นเพื่อทำให้มันเหมาะกับผมที่สุด ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่ารองเท้าคู่นี้จะเป็นต้องเป็นรองเท้าที่สวมใส่แล้วรู้สึกกลายเป็นส่วนหนึ่งกับร่างกาย ผมร่วมพัฒนารองเท้ารุ่นนี้หลายอย่างจนกระทั่งมันออกมาเป็นตัวทดลองที่กลมกล่อมน่าดู” โรนัลโด้ กล่าว

สิ่งแรกที่ โรนัลโด้ ตั้งใจคือรองเท้าที่เหมาะกับเขาต้องมีน้ำหนักเบา เพราะในยุค ’90s นั้นแทบไม่มีรองเท้าแนวนี้เลย โรนัลโด้ และ Nike อยากจะทำให้ Mercurial ออกมามีน้ำหนักเบาแม้แต่ในวันที่สนามเปียกฝนหรือมีฝนตก เหตุผลง่ายนิดเดียวเพราะในขณะที่ผู้เล่นคนอื่นๆ ช้าลงเพราะน้ำและน้ำหนักของรองเท้า โรนัลโด้ จะสามารถวิ่งตัวปลิวและเร็วกว่าคนอื่นอีก 1 ระดับ ซึ่งในระดับโลกนั้นความเร็วเพียงเสี้ยววินาทีก็สามารถเปลี่ยนเกมได้แล้ว โดยเฉพาะกับนักเตะที่สมบูรณ์แบบอย่างเขา

“เมื่อก่อนรองเท้าสตั๊ดรุ่นไหนก็หนักเหมือนหมัด เราจึงต้องสร้าง Mercurial ออกมาให้แตกต่าง มันจะต้องเบาในทุกสภาพอากาศแม้ว่าฝนจะตกหนัก จุดนี้เองที่เป็นข้อได้เปรียบสำคัญมากในเวลาที่ผมลงสนาม” โรนัลโด้ กล่าว 

ความแตกต่างที่โรนัลโด้ว่าไว้เกิดขึ้นจริง เขาเริ่มใส่ Mercurial ตัวทดลองในฤดูกาล 1997-98 ที่อยู่กับ อินเตอร์ ผลคือเขายิงได้ 34 ลูก กับสโมสร และยิงอีก 15 ลูกจากการลงเล่น 20 นัดให้ทีมชาติบราซิล ซึ่งทั้งหมดถูกการันตีด้วยรางวัล บัลลงดอร์ ปี 1997 อีกด้วย 

ดังนั้นเมื่อฤดูกาล 1997-98 จบลงและเป็นรอยต่อของฟุตบอลโลกที่ฝรั่งเศส Nike จึงได้ออก Mercurial รุ่น ออริจินัล Nike Mercurial R9 มาวางขาย และรองเท้ารุ่นนี้ก็อาละวาดในตลาดรองเท้าสตั๊ดทันที PA-280387

นวัตกรรมสู่ตำนาน MERCURIAL

จะมีประโยชน์อะไรหากทำรองเท้าให้นักเตะระดับโลกใส่และเคลมว่านักเตะคนนั้นเก่งขึ้นเพราะรองเท้า ดังนั้น Nike Mercurial R9 จึงแสดงศักยภาพด้านนวัตกรรมหลายอย่างที่เป็นความแตกต่างซึ่งแม้แต่คนธรรมดาก็สัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้ โรนัลโด้ เร็วขึ้นได้ คุณก็ต้องเร็วขึ้นได้เหมือนกัน

“ถึงจุดนั้นเราพยายามจะสร้างรองเท้าให้เหมาะกับความต้องการที่มีต่อรองเท้าสตั๊ดแห่งยุค แต่สิ่งสำคัญคือคุณจะทำยังให้เกิดรองเท้าที่เฉพาะเจาะจงและทำให้นักเตะอย่างโรนัลโด้ระเบิดฝีเท้าได้เร็วขึ้นกว่าเดิม” Max Blau รองประธานด้านรองเท้าฟุตบอลของ Nike กล่าว 

การจะแตกต่างได้ ต้องมีจุดเริ่มต้นที่ไม่เหมือนใครและ Mercurial R9 แก้กันตั้งแต่ในส่วนของวัสดุเลยทีเดียว เป้าหมายคือลดน้ำหนักของรองเท้าลงจากที่รองเท้าฟุตบอลมีน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ 300 กรัมขึ้นไป และที่แน่ๆ พวกเขาจะต้องเบากว่า Predator Accelerator ของ Adidas ที่หนัก 290 กรัม และวางขายพร้อมกันด้วยเพื่อแสดงให้เห็นถึงความต่างอย่างชัดเจน 

Nike จึงเริ่มที่การดีลกับ Teijin บริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นเพื่อสร้างวัสดุหนังเทียมที่เบากว่าแต่สามารถให้คุณภาพได้เท่ากับหนังแท้ และในขั้นตอนการตัดเย็บนั้นพวกเขาใช้คอมพิวเตอร์จัดการแทนที่จะใช้การแฮนด์เมดเพื่อตัดรายละเอียดที่ไม่จำเป็นออกไปให้ได้มากที่สุด

ด้านพื้นรองเท้าด้านนอกทำจาก TPU ซึ่งเป็นวัสดุพลาสติกที่มีน้ำหนักเบาและยืดหยุ่นสูง และเป็นครั้งแรกที่พวกเขาไม่ใช้พื้นสีดำหรือขาว แต่เปลี่ยนมาใช้สีน้ำเงิน, สีเงินและสีเหลือง และเคลือบรองเท้าอีกชั้นด้วยเทคโนโลยี ACC (All Conditions Control) เพื่อทำพื้นผิวที่เหนียวรองรับการครอบครองบอลในท่าทางต่างๆ และที่สำคัญคือการให้รองเท้าไม่ซึมน้ำ ป้องกันการเปียกชื้น ซึ่งเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้รองเท้าโดยไม่จำเป็นทและจะทำให้ผู้สวมใส่เคลื่อนที่ได้ช้าลง

แน่นอนว่ามันหมายถึงน้ำหนักที่เบาลงกว่ารองเท้าในยุคนั้น ซึ่งเมื่อมีการชั่งน้ำหนักดูแล้ว Mercurial R9 มีน้ำหนัก 250 กรัม เบากว่าของ Adidas ตัวที่ออกแข่งกันถึง 40 กรัม ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดในยุค ’90s แล้ว และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้  Mercurial R9 กลายเป็นตัวแบ่งสายของสตั๊ดที่ชัดเจนที่สุด และถูกนำไปใช้ต่อยอดให้เร็วขึ้น, เบาขึ้น และควบคุมบอลให้ดีขึ้น 

Nike ผลิตรองเท้ารุ่น Mercurial หลังจากรุ่นของ R9 ซิกเนเจอร์มาแล้วถึง 13 รุ่น จนกระทั่งมาถึงรุ่น 2018 Mercurial 360 Vapor ที่เรียกได้ว่าเป็นรุ่นบูชาครู เพราะเป็นการฉลองครบรอบวันเกิด 20 ปีของ Mercurial รุ่นแรกที่สวมใส่โดย R9 นั่นเอง

 

ความเพอร์เฟ็กต์ที่ไม่มีจริง

ณ นาทีนี้ Mercurial ที่ถูกพัฒนามาเพื่อสายสปีดโดยเฉพาะก็ได้สร้างตำนานบนโลกลูกหนังมากมายจาก R9 สู่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จนมาถึง เนย์มาร์ จูเนียร์ กับ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ที่เป็นพรีเซนเตอร์หลักของพวกเขาในเวลานี้ ซึ่ง Mercurial 360 Vapor ก็มีจุดเด่นหลายอย่างที่ถูกพัฒนาขึ้นมาอาทิ การลดน้ำหนักของรองเท้าลงมาอีกเพื่อให้ผู้ใช้เร็วขึ้นกว่าเดิม ขณะที่ตัวรองเท้านั้นเกิดจากการถักทอหุ้มรูปเท้าแบบไร้รอยต่อเพื่อให้เข้ากับรูปเท้ามากที่สุด และสามารถใส่ได้อย่างกระชับและระบายอากาศได้ดีกว่าที่เคยเป็นมาmaxresdefault (1)

พวกเขาได้แรงบันดาลใจจากอุ้งเท้าของเสือชีตาร์ สามารถเคลื่อนไหวแบบใช้ความเร็วได้รอบทิศทาง และที่สำคัญรูปลักษณ์ของมันถูกออกแบบมาอย่างโฉบเฉี่ยวตามสไตล์ของรองเท้าฟุตบอลยุคใหม่ด้วย

ด้านรายละเอียดพวกเขาค้นหาจุดอ่อนและพบว่าข้อจำกัดที่ทำให้ความเร็วไร้ประโยชน์ คือการสวมใส่ที่มีช่องว่าง ดังนั้น Nike จึง ลดช่องว่างระหว่างฝ่าเท้ากับพื้นรองเท้าให้มากที่สุดโดยการเชื่อม Soleplate และแผ่นพื้นเข้าด้วยกันเป็นชิ้นเดียว ซึ่งแต่ละไซส์จะถูกปรับจูนมาไม่เหมือนกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถขึ้นไปอีก นอกจากจะวิ่งเร็วขึ้นแล้วยังสามารถหยุดกระทันและเปลี่ยนทิศทางให้ดีขึ้นได้อีกด้วย 

อย่างไรก็ตามนวัตกรรมคือสิ่งที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เพราะการหยุดนิ่งในวงการนี้คือการถอยหลัง ดังนั้นสิ่งที่เคยบอกว่าดีในอดีต ก็อาจจะกลายเป็นเรื่องล้าสมัยในปัจจุบัน Mercurial 360 Vapor ที่พยายามไล่หาจุดอ่อนของรุ่นก่อนๆและมาแก้ไขจนดูเหมือนว่าลงตัวแล้ว แต่ล่าสุด Mercurial ก็ออกซีรี่ส์ใหม่ในปี 2019 ขึ้นมาอีกตัวภายใต้ชื่อรุ่น Vapor 13 (ข้อต่ำ) กับ Superfly 7 (ข้อสูง) เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยครั้งนี้พวกเขาเคลมว่าสามารถทำความเร็วได้ถึง 44.7 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถูกปั๊มไว้ด้านใต้ของโลโก้ Nike

คุณสมบัติที่เพิ่มเติมมาจากรุ่น Mercurial 360 Vapor นั้นยังไม่เห็นถึงความแตกต่างกันมากนัก โดยจุดเด่นยังคงเน้นไปที่เรื่องของผ้า Flyknit ชิ้นเดียว และการถัด 360 องศาพอดีล้อมรอบเท้าเหมือนเช่นเคย 

เพราะนวัตกรรมคือสิ่งที่ไม่หยุดนิ่ง ทุกสิ่งมีทิศทางของการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาขึ้นเสมอ หากหยุดอยู่กับที่ก็ไม่ต่างอะไรกับการก้าวถอยหลัง แน่นอนว่าแม้ Nike หรือแม้แต่กระทั่งแบรนด์รองเท้าฟุตบอลทั่วโลกจะบอกว่าเพอร์เฟ็กต์ขนาดไหน แต่ในอีกไม่กี่ปีมันก็จะตกรุ่นและมีรองเท้าที่เพอร์เฟ็กต์กว่าเข้ามา ซึ่งนั่นคือสัจธรรมของการตลาดด้านกีฬายุคปัจจุบัน 

อย่างไรก็ตามแม้ความเพอร์เฟ็กต์จะไม่มีจริง แต่การพัฒนานั้นคือสิ่งที่ดีเสมอ การเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อยจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต อีกไม่นานอาจจะมีรองเท้าที่ทำให้คนใส่และวิ่งเหยียบอากาศหรือเดินบนน้ำก็ได้ใครจะไปรู้

ออกซาน่า มาสเตอร์ส สาวน้อยนักสกีอมตะที่ “เชอร์โนบิล” ฆ่าไม่ตาย

ปี 2018 มีการแข่งขัน พาราลิมปิก ฤดูหนาว ที่เมือง พยองชาง ประเทศเกาหลีใต้ มันคือสังเวียนที่นักกีฬาคนพิการจากทั่วโลกมาแสดงฝีมือที่พวกเขามี และเหนือสิ่งอื่นใดคือประกาศให้โลกรู้ว่าพวกเขาสามารถเอาชนะอุปสรรคที่เจอมาตลอดชีวิตได้สำเร็จ จนมายืนอยู่ในเวทีแห่งเกียรติยศนี้

 

นี่คือเรื่องราวของ ออกซาน่า มาสเตอร์ส เจ้าของเหรียญทอง 2 เหรียญในกีฬาสกีคอสคันทรี่ประเภทนั่ง ซึ่งในช่วงขณะที่เธอขึ้นรับเหรียญเธอบอกว่าไม่เคยคิดว่าชีวิตจะมาถึงจุดนี้ได้ เพราะเมื่อครั้งยังอยู่ในสถานเด็กกำพร้า เธอต้องรอครอบครัวมาอุปถัมภ์ยาวนานหลายปี ขณะที่เด็กคนอื่นๆ ได้ครอบครัว แต่เธอกลับโดนเมินเฉยมาตลอด เพราะว่าเธอเติบโตมาจากสถานที่ที่หนึ่งที่อันตรายที่สุดในโลก … เชอร์โนบิลc2f73f035803498656a89b291edb313e

 

เชอร์โนบิล ไดอารี่

ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อนสหภาพโซเวียตคือมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของโลกเมื่อครั้งอดีต หลายสิ่งหลายอย่างถูกสร้างขึ้นเพื่อชิงความเป็นหนึ่งในพื้นปฐพีแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการส่งยานอวกาศไปยังนอกโลก, การสร้างกองทัพที่แข็งแกร่ง และการสร้างพลังงานให้ประชาชนในประเทศให้ด้วยเทคโนโลยีที่ทรงพลังอย่าง “นิวเคลียร์”

อย่างไรก็ตามเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นในปี 1986 ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ตั้งอยู่ที่นิคมเชอร์โนบิล ริมฝั่งแม่น้ำนีเปอร์ ใกล้เมืองพริเพียต แคว้นเคียฟ ทางตอนเหนือของยูเครน ใกล้ชายแดนเบลารุส (ขณะนั้นยูเครนและเบลารุสยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต) ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอุบัติเหตุที่เกิดกับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะความเสียหายด้านชีวิตและทรัพย์สิน

ไม่ใช่แค่คนที่ตายไปเท่านั้นเพราะแม้แต่คนที่รอดตายก็ยังอยู่ไม่ได้เช่นกัน … เพราะปริมาณของรังสีที่แพร่กระจายออกมา มีอานุภาพมากกว่ารังสีจากระเบิดปรมาณูที่ถล่มใส่เมืองฮิโรชิม่าและนางาซากิถึงอย่างน้อย 100 เท่า ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามนุษย์ไม่สามารถอยู่ได้ ประชาชนในพื้นที่และละแวกใกล้เคียงต้องหนีตายด้วยการอพยพในทันที แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ทันการณ์ สารเคมีต่างๆ กระจายตัวไปทั่วพื้นที่ เข้าไปสู่บ้านเรือน, โรงเรียน, ป่าเขา, แม่น้ำ แม้แต่กระทั่งท้องฟ้า เพราะสารเคมีเหล่านั้นถูกผสมกลับลงมาเป็นน้ำฝน และเมื่อตกลงมาจากฟ้า ไม่มีใครที่รอดจากมันได้ …

ฝนกรดจากกัมมันตรังสีแพร่กระจายไปไกลถึงไอร์แลนด์ โดยยูเครน, เบลารุส และ รัสเซีย เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากหายนะภัยเชอร์โนบิลมากที่สุด คือมีพื้นที่ปนเปื้อนรังสีมากถึงร้อยละ 63 และที่ เชอร์โนบิล เกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่ชีวภาพไปตลอดกาล เพราะสัตว์ที่หากินอยู่ในละแวก 30 กิโลเมตรโดยรอบโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล มีอัตราการตายก่อนอายุขัยสูงมากขึ้น มียีนผิดปกติมากขึ้น และมีอัตราการเกิดลดลง อันมีผลจากรังสีและเคมีต่างๆ สำหรับมนุษย์เองก็เช่นกัน เด็กที่เกิดใหม่จะมาพร้อมกับโรคแปลกที่หาได้ยาก อาทิโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ รวมถึงการมีข้อบกพร่องทางพันธุกรรมในระยะยาว อะไรก็ตามที่มีชีวิตล้วนได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ระเบิดนี้ทั้งสิ้นmain_900

ไม่ใช่เรื่องของเวรกรรมแต่มันเป็นเรื่องที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ ออกซาน่า มีอาการผิดปกติในร่างกายหลายจุดได้แก่ แขนและขาที่ยาวไม่เท่ากัน น่องของเธอมีพังผืดหนาจนแทบยืนไม่ได้ นิ้วมือของเธอมีไม่ครบเพราะขาดนิ้วก้อย ขณะที่นิ้วเท้าของเธอกลับมีทั้งหมด 6 นิ้ว นอกจากนี้รังสีต่างๆ สารพัดยังส่งผลให้อภัยวะภายในผิดปกติอีกด้วย … เธอโชคดีที่ยังมีชีวิต แต่ก็โชคร้ายในเวลาเดียวกันเพราะพ่อแม่ของเธอไม่รอด …

สถานรับเลี้ยงเด็กที่ ออกซาน่า อยู่มีขนาดเล็กและไม่เพียงพอต่อจำนวนเด็กๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาทุกๆ วัน ดังนั้นพวกเขาจะเปิดให้คนที่มีความพร้อมเข้ามารับอุปการะเด็กๆ จากที่นี่เพื่อชีวิตที่ดีกว่าและการดูแลเด็กๆ คนที่เหลืออย่างทั่วถึง

แน่นอนว่าสำหรับใครสักคนที่จะมารับเด็กๆ จากที่นี่ไปอุปการะ พวกเขาย่อมต้องเลือกเด็กๆ ที่มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ที่สุด ไม่มีใครอยากจะได้เด็กที่มีความผิดปกติแบบสุดขั้วเพราะนั่นอาจจะทำให้การรับไปอุปการะกลายเป็นการสร้างความลำบากให้กับตัวเอง ดังนั้นเด็กๆ คนอื่นที่มีร่างกายปกติจึงได้ออกไปใช้ชีวิตกับครอบครัวใหม่ก่อน ส่วนเด็กหญิง “ออกซาน่า อเล็กซานโดรน่า บอนดาร์ชุก” ต้องรอนานกว่าใครเพื่อนและต้องย้ายไปอยู่สถานที่เลี้ยงเด็กถึง 3 แห่งแบบโยนกันไปโยนกันมา

ความผิดปกติที่มากกว่าเด็กๆ คนอื่น บางครั้งแม้จะมีครอบครัวติดต่อมาแต่เมื่อเห็นสภาพของเธอพวกเขาจะบอกว่า “เราขอกลับไปคิดก่อน แล้วเราจะกลับมาใหม่” … แทบไม่ต้องเดาต่อว่าหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร? พวกเขาไม่กลับมา และเมื่อครั้งยังเด็กเธอก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันเป็นเพราะเหตุใด? อะไรทำให้เธอเป็นแบบนี้?

“ตอนฉันเป็นเด็กฉันไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับ เชอร์โนบิล มากหรอก ฉันไม่เคยเข้าใจอะไรจนกระทั่งเมื่อได้โตขึ้นนั่นแหละฉันถึงรู้ว่ามันส่งผลกระทบไปทั่วพื้นที่แบบนี้”

ร่างกายของ ออกซาน่า ไม่ค่อยดีนักแม้เวลาจะผ่านไป เธอมีพัฒนาการในการเจริญเติบโตที่ช้ามากเพราะขณะที่เธออายุ 7 ขวบ สมรรถภาพทางร่างกายของเธอยังเท่ากับเด็กอายุ 3 ขวบและเธอมีน้ำหนักแค่ 16 กิโลกรัมเท่านั้น …

อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ที่เลวร้ายสุดขีดก็เกิดเรื่องปาฎิหาริย์ขึ้น เกย์ มาสเตอร์ส หญิงหม้ายที่มีอาชีพเป็นคุณครูจากอเมริกา เดินทางมายัง ยูเครน และรับเธอเป็นลูกบุญธรรม1st-steps-May-1998

 

เธอผู้เปลี่ยนทุกอย่าง

เกย์ มาสเตอร์ส ไม่ใช่ผู้หญิงที่ร่ำรวยถึงขั้นมหาเศรษฐี แต่เธอไม่มีญาติมิตร ไม่มีสามี และเธอมีเหตุผลที่ง่ายๆ ที่เธอเลือก ออกซาน่า มาเป็นลูกสาว ซึ่งเธอใช้คำว่าถูกชะตา “ฉันรักทันทีเมื่อได้เห็นดวงตาของเธอ และฉันรับรู้ถึงจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ในตัวเธอในเวลาเดียวกัน” เกย์ มาสเตอร์ส เล่าผ่าน สารคดีเรื่อง Dear Oksana

หลังจากย้ายมาอยู่ที่ บัฟฟาโล่ สหรัฐอเมริกา ออกซาน่า ได้เจอชีวิตที่ดีขึ้น อย่างน้อยเธอไม่ต้องหิวเหมือนเมื่อก่อน เธอได้กินอิ่มนอนหลับมีโอกาสออกไปเดินเล่นตามที่ต่างๆ สถานที่ธรรมดาๆ สำหรับคนอื่น แต่มันคือพื้นที่พิเศษสำหรับเธอ …

“ฉันยังจำครั้งแรกที่ไปเดินห้าง วอลมาร์ท กับแม่ได้อยู่เลย เรานั่งเครื่องบินออกจาก ยูเครน กันตอน 6 โมงเย็น และฉันมาถึงอเมริกาในอีก 7 ชั่วโมง เราตื่นเต้นกันทั้งคู่ เธอพูดภาษายูเครนไม่ได้ แล้วฉันก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เหมือนกัน แต่ที่จำได้คือแม่พาฉันไปซื้อเสื้อผ้า, ขนม และของเล่น แม่หยิบของใส่รถเข็นแบบไม่รู้จบ แสงไฟจากหลอกฟลูอออเรสเซนต์ส่องสว่างมากกว่าที่ฉันเคยเห็นมาทั้งชีวิต และสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นคือความสวยงามที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็น” ออกซาน่า กล่าวถึงชีวิตใหม่ในอเมริกา

แม้จิตใจจะดีขึ้นแต่ร่างกายของ ออกซาน่า ยังต้องฟื้นฟูอีกมาก ควันหลงจากเชอร์โนบิลเล่นงานเธอรุนแรงเกินกว่าเด็กอายุ 7 ขวบจะรับได้ เมื่อเธอมาพบหมอที่อเมริกา การวินิจฉัยออกมาน่าตกใจ เธอต้องโดนตัดขาซ้ายทิ้ง และหลังจากนั้นอีกไม่นานต้องตัดขาขวาทิ้งอีกเพื่อรักษาชีวิตและเพื่อให้อยู่ได้ในระยะยาว

แน่นอนการที่เด็กอายุราวๆ 10 ปี อาจจะยังไม่ส่งผลอะไรมากนัก แต่เมื่อเธอโตเป็นสาว ต้องเข้าโรงเรียน และต้องมีกิจกรรมกับคนส่วนใหญ่ สภาพจิตใจเธอจึงย่ำแย่อีกครั้ง เพียงแต่รอบนี้ดีกว่าเก่า เพราะเธอไม่ได้สู้เพียงลำพัง แม่บุญธรรมได้แนะนำให้เธอรู้จักกับกีฬาหลากหลายชนิด โดยเริ่มจากการพายเรือเป็นอย่างแรก แรกๆ เธอเกลียดมันเพราะอายที่ต้องออกไปให้คนเห็นเธอในสภาพที่ไม่มีขา ทว่าหลังจากได้ลองแล้ว มันคืออีกด้านของชีวิตที่เธอไม่เคยรับรู้มาก่อนว่ามันดีกับเธอขนาดไหน

“ฉันตกหลุมรักการพายเรืออยู่บนแม่น้ำและได้เจอกับความสงบสุขที่แท้จริง ที่นี่มีเสรีภาพ บนเรือลำนี้ มันเป็นเรือของคุณแต่เพียงผู้เดียว การพายเรือคือการเยียวยารักษาร่างกายของฉัน” ออกซาน่า เล่าถึงการเปิดใจให้กับการเล่นกีฬาเป็นครั้งแรก ทว่าเธอไม่รู้ตัวหรอกว่าแม่ของเธอแอบใส่เลือดความเป็นนักสูัให้เธอตั้งนานแล้ว

เมื่อครั้งที่ เกย์ มาสเตอร์ส ไปหา ออกซาน่า ครั้งแรกทั้งสองคนพากันไปตกปลา และแม่พยายามให้เธอเอาชนะให้ได้ เธอวางแผนให้ ออกซาน่า อยากจะสู้แม้ต้องแข่งกับผู้ใหญ่ และทุกวันหยุดที่มีโอกาส เกย์ มักจะหากิจกรรมสนุกๆ ที่ ออกซาน่า ไม่ทันรู้ตัวว่ามันคือกีฬาทำร่วมกันอาทิ เล่นสเก็ต, ว่ายน้ำ และ วอลเล่ย์บอล มันคือกิจกรรมหลังเลิกเรียนที่ทำให้ ออกซาน่า แอบมีทักษะนักกีฬาอยู่ในตัว

 

ไปลองเป็นแชมป์โลกดีไหม?

หลังจากอยู่ในบัฟฟาโล่ได้สักระยะ เกย์ ได้งานใหม่เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยเคนตั๊กกี้ 2 แม่ลูกหอบข้าวของพากันย้ายไปเคนตั๊กกี้ และจึงได้หากิจกรรมใหม่ทำนั่นคือการเล่นสเก็ตน้ำแข็ง

ออกซาน่า เล่นสเก็ตน้ำแข็งได้ยอดเยี่ยมจนทางโรงเรียนติดต่อให้เธอเข้ากับสโมสร แต่เธอเองยังกลัวที่จะต้องแข่งกับเด็กที่ร่างกายปกติ เธอลังเลจนกระทั่งแม่ของเธอมาถามว่า “ครั้งเดียวเท่านั้น” ไปลองดูแล้วถามตัวเองว่าสนุกกับมันหรือไม่ … ถ้าไม่ก็คือไม่ ไม่ต้องไปแข่งอีก ขอแค่ได้ลองก่อนก็พอ … เป็นอีกครั้งที่แม่รู้จุดอ่อนของ ออกซาน่า เพราะเมื่อเธอได้ลองแข่งแล้วเธอก็ต้องติดใจ เพราะเธอเป็นคนชอบเอาชนะ และมันเป็นอย่างนั้นเรื่อยมาจนกระทั่งเธอเป็นคนเสพติดออกกำลังกายและเป็นตัวแทนของอเมริกาไปเลยทีเดียว

แม้ร่างกายจะเสียเปรียบคนอื่นๆ ก็ตาม และเธอก็หัดเล่นสเก็ตตั้งแต่นั้นมา และไม่ใช่แค่สเก็ตเท่านั้น กีฬาอะไรก็ตามที่ร่างกายเธอไม่เป็นอุปสรรค เธอก็เล่นมันทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการปั่นจักรยาน, สกีครอสคันทรี่ และ สกีแบบนั่ง ซึ่งกีฬาทั้งหมดนี้ ออกซาน่า ทำได้ดีจนถึงขั้นเป็นตัวแทนของทีมชาติสหรัฐอเมริกาไปแข่งขันในรายการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น พาราลิมปิกฤดูหนาว และ พาราลิมปิกฤดูร้อน โดยรายการแรกที่ได้เข้าร่วมคือการแข่งเรือพายใน พาราลิมปิก 2012 ที่กรุงลอนดอน จนกระทั่งมาถึงการคว้าเหรียญทองในสกีครอสคันทรี่ที่ พยองชาง เมื่อปีที่แล้ว10oksana-web01-articleLarge

“คุณจะไม่เคยชินกับการสูญเสียแขน สูญเสียขาได้หรอก แต่คุณเรียนรู้และปรับตัวกับมันได้เสมอ เมื่อมีบางสิ่งขาดหายไป มันก็ยากที่จะยอมรับ แต่จงคิดไว้ว่ามันไม่ได้กลับมาแล้ว ฉันรู้สึกขอบคุณตัวเองมากที่วิ่งเข้าหาโอกาสและโชคดียิ่งกว่าคือการมีแม่ที่พยายามสนับสนุนในการไล่ตามความฝัน”

ณ ตอนนี้เธอกลายเป็นกำลังสำคัญของ ทีม USA หรือทีมชาติสหรัฐอเมริกาในพาราลิมปิกไปแล้ว เธอได้รับการเชิญกลับไปเป็นวิทยากรให้กับเด็กๆ ในรัสเซียและยูเครน อีกทั้งตอนนี้ความฝันของเธอยังไม่จบ เธอกำลังซุ่มซ้อมเพื่อที่จะไปแข่งจักรยานในพาราลิมปิกที่ โตเกียว ปีหน้าอีกด้วย“ฉันลองแล้วลองอีกในหลายๆ สิ่งแม้ฉันไม่มีขา แต่ทุกครั้งที่ฉันเจ็บหรือโดดเดี่ยวเพราะมองไม่เห็นว่าชีวิตจะเดินไปต่อได้อย่างไร ฉันมักจะบอกตัวเองว่า “สู้หน่อย เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น … และท้ายที่สุดมันมักจะเป็นเช่นนั้นเสมอ” ออกซานากล่าวทิ้งท้าย

เฟร์นันโด เรดอนโด้ กองกลางตัวรับที่ให้ความสำคัญกับ เทคนิค มากกว่า พละกำลัง

 

“อะไร … ไอ้หมอนี่มันมีแม่เหล็กซ่อนไว้ในรองเท้าเหรอ?” นี่คือสิ่งที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พูดออกมาในวันที่ เรอัล มาดริด บุกมาถล่ม แมนฯ ยูไนเต็ด 3-2 ถึง โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ฤดูกาล 1999-2000

 

ในเกมนั้นบนหน้าสกอร์บอร์ดไม่มีชื่อของ เฟร์นันโด เรดอนโด้ เป็นผู้ทำประตูหรอก แต่คำกล่าวของ เฟอร์กี้ นั้นหมายถึงเขาโดยตรง … นักเตะกองกลางตัวรับเพียงคนเดียวในสนามของ ราชันชุดขาว ที่เล่นงานแผงมิดฟิลด์ของ ยูไนเต็ด จนปั่นป่วน

นี่คือเรื่องราวของกองกลางชาวอาร์เจนไตน์ในสไตล์ที่แตกต่างที่สุด ณ เวลานั้น ผู้เกมรับที่ใช้เทคนิคมากกว่าพลัง และกลายเป็นตำนานที่ถูกกล่าวถึงจนทุกวันนี้

ติดตามทั้งหมดได้ที่นี่ Fernando Redondo

คาเตนัคโช่…จุดกำเนิดกองกลางตัวรับ 100% 

ฟุตบอลก็เหมือนอีกหลายสิ่งบนโลกนี้ที่มีวิวัฒนาการไปข้างหน้าแบบไม่หยุดยั้ง จากเกมที่อาจจะเริ่มต้นแค่มีผู้เล่นให้ครบ 2 ฝั่งและเตะบอลกันไปมาเพื่อยิงให้เข้าประตู ก็เริ่มกลายมาเป็นเกมที่มีรายละเอียดมากขึ้น ต้องมีโค้ชที่คอยวางแท็คติก, มีทีมงานสตาฟฟ์ที่ช่วยดูแลการฝึกซ้อม และมีนักเตะที่เล่นประจำตำแหน่งเพื่อช่วยให้ทีมมีส่วนผสมที่กลมกล่อมที่สุด

กองหลังมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้คู่แข่งมีโอกาสยิง กองกลางมีหน้าที่ลำเลียงบอลขึ้นไปข้างหน้า และกองหน้ามีหน้าที่ทำประตู มันก็ง่ายๆ อย่างนั้นเอง จนกระทั่งเมื่อเริ่มเข้าสู่ยุค ’60s เป็นต้นมา สิ่งเหล่านี้ก็เปลี่ยนไป เมื่อมีการแข่งชิงแชมป์รายการต่างๆ รวมถึงฟุตบอลโลกเป็นเวทีตัดสินหาหมายเลข 1 ศาสตร์แห่งฟุตบอลก็เริ่มขึ้นอย่างจริงจัง ณ เวลานั้นเอง

และตำแหน่งที่มีการถูกเพิ่มมิติและหน้าที่มากที่สุดตำแหน่งหนึ่งคือ กองกลาง โดยเฉพาะในส่วนของ กองกลางตัวรับ ที่เดิมทีนั้นตำแหน่งนี้ไม่ได้มีหน้าที่ชัดเจนมากมายนัก ยกตัวอย่างเช่นในฟุตบอลโลกปี 1966 ที่อังกฤษคว้าแชมป์โลก เซอร์ อัลฟ์ แรมซี่ย์ กุนซือทีมชุดนั้นเลือกใช้ระบบ 4-4-2 ที่ไม่มีปีกธรรมชาติ เขาจะให้นักเตะกองกลางทั้ง 4 คนทำหน้าที่ช่วยกันขับเคลื่อนขึ้นลงทั้งหมด (ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ บ็อกซ์ ทู บ็อกซ์ มิดฟิลด์) 

อย่างไรก็ตามจุดเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยก็มาถึง มันเป็นยุคที่วงการฟุตบอลอิตาลีเฟื่องฟูถึงขีดสุด อุดมไปด้วยนักเตะดังๆ มากมาย และสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคือ “การนับคะแนน” นั่นเอง โดยระบบในกัลโช่ เซเรีย อา ณ เวลานั้นมีการให้แต้มกับผู้ชนะในเกมเพียงแค่ 2 คะแนนเท่านั้น ส่วนทีมเสมอจะได้ 1 คะแนน ดังนั้นด้วยช่องว่างที่แทบจะไม่ต่างกัน จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเกมแท็คติกที่วัดกันที่ความอดทน รับให้แน่นและขอจังหวะแบบโป้งเดียวจบเรื่อง ซึ่งในระบบนี้เรียกว่าการเล่นแบบ “คาเตนัคโช่” หรือแปลเป็นไทยว่า “การลงกลอนล็อคประตู” เอาไว้นั่นเอง

การกำเนิดของ คาเตนัคโช่ นำมาซึ่งหน้าที่ที่ชัดเจนของ มิดฟิลด์ตัวรับ โดยพวกเขาจะมีหน้าที่ปักหลักยืนอยู่หน้ากองหลังและคอยปัดกวาดให้บอลไปถึงพื้นที่สุดท้ายให้ยากที่สุด แย่งบอลให้ได้คือสิ่งที่สำคัญเป็นอันดับ 1 และหลังจากนั้นก็ออกบอลให้กับเพื่อนร่วมทีมที่รับผิดชอบในการทำเกมรุก นั่นคือทั้งหมดที่พวกเขาต้องทำ 

แน่นอนว่าตำแหน่งนี้คือการปิดทองหลังพระของจริง นักเตะตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับสามารถสร้างความหวือหวาได้อย่างเดียวคือตอนเข้าปะทะและแย่งบอลจากคู่แข่ง ทว่าในหน้าที่ที่แสนน่าเบื่อและเชื่อว่าไม่ใช่ตำแหน่งในฝันของเด็กๆ หลายคนที่อยากจะเติบโตมาเป็นนักฟุตบอล มันกลับส่งผลสำคัญต่อทีมอย่างมาก นั่นจึงทำให้มิดฟิลด์ตัวรับโดยธรรมชาติ กลายเป็นตำแหน่งที่หลายประเทศและหลายสโมสรใช้กันอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมาmakelele

ตัวอย่างที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดคือการเล่นของ โคล้ด มาเกเลเล่ กองกลางตัวรับที่สูงไม่ถึง 170 เซ็นติเมตร ด้วยภาพลักษณ์ภายนอกเขาไม่มีออร่าความเป็นซูเปอร์สตาร์เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้อยู่ทีมเดียวกับนักเตะอย่าง ซีเนดีน ซีดาน, เดวิด เบ็คแฮม,โรแบร์โต้ คาร์ลอส และ โรนัลโด้ นาซาริโอ ยิ่งทำให้เขาอับแสงในสายตาของแฟนบอลไปกันใหญ่ 

แต่กับเพื่อนนักเตะด้วยกันนั้นทุกคนรู้ดีว่าตัวรับอย่าง มาเกเลเล่ นั้นสำคัญกับทีมขนาดไหน ตัวของ ซีดาน เองยังเคยเปรียบเทียบว่า เรอัล มาดริด กำลังประกอบรถ เบนท์ลี่ย์ ราคาแพงแต่กลับให้ความสำคัญผิดจุดด้วยการตกแต่งภายนอกด้วยทองคำ (หมายถึงนักเตะชื่อดังคนอื่นๆ ที่ซื้อเข้ามาร่วมทีม) แต่กลับละเลยสิ่งสำคัญที่สุดคือเครื่องยนต์ (เปรียบกับ มาเกเลเล่) ในวันที่ขาย มาเกเลเล่ ให้กับ เชลซี ไปในปี 2004 

ไม่มีใครรู้ว่าทำไม มาดริด จึงคิดเช่นนั้น ไม่มีข้อสงสัยว่าพวกเขาคิดผิดที่ปล่อย มาเกเลเล่ ออกไป อย่างไรก็ตามอาจจะมีเหตุผลเป็นเพราะว่าไม่กี่ปีก่อน พวกเขาได้เห็นตัวรับที่ทำอะไรได้มากกว่าที่ มาเกเลเล่ ทำ นั่นคือมิดฟิลด์ตัวรับที่แปลกและแหวกขนบธรรมเนียมตัวรับมากที่สุดแห่งยุค … ที่ชื่อว่า เฟร์นันโด เรดอนโด้ กองกลางชาว อาร์เจนติน่า นักเตะที่ใส่ศิลปะลงไปในการเล่นเกมรับ หนักแน่นแต่พริ้วไหว, นิ่งสงบแต่เต็มไปด้วยคุณภาพ เป็นนักเตะที่ถูกวางไว้ในส่วนของเกมรับแต่กลับเรียกเสียงฮือฮาในสนามได้ตลอดเวลา …

 

หาให้เจอ ใช้ให้ถูก 

หากคุณเปิดคลิปในยูทูบเพื่อหาดูฟอร์มการเล่นของ ดิเอโก้ มาราโดน่า ตำนานแข้งอาร์เจนติน่า นักเตะที่ว่ากันว่าดีที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล คุณจะได้พบว่าฟุตบอลในยุคของเขานั้นเป็นเกมที่ค่อนข้างจะดิบเถื่อนกว่ายุคปัจจุบันหลายเท่านัก

การไล่เตะกันดื้อๆ เข้าปะทะแบบคาบลูกคาบดอกในแบบที่ใช้คำว่าตั้งใจเล่นคนก็ยังได้ คือสิ่งที่ มาราโดน่า เผชิญมาตลอดชีวิตค้าแข้ง แต่สุดท้ายเขาก็เอาตัวรอดได้ด้วยเทคนิคที่เกินมนุษย์ รวมถึงลูกล่อลูกชนที่ไม่กลัวใคร เรียกได้ว่าความรุนแรงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถเอาเขาลงได้เลย ชื่อเสียงของ มาราโดน่า โด่งดันจนกลายเป็นไอดอลของเด็กๆ ทุกคนที่เติบโตมากับความยากจนและใช้ฟุตบอลสร้างชื่อเสียงและเงินทอง แต่ไม่ใช่กับเด็กอย่าง เรดอนโด้ 

ตัวของ เรดอนโด้ นั้นมีชีวิตวัยเด็กที่ไม่เหมือนกับแข้งอเมริกาใต้คนอื่นๆ ครอบครัวของเขาไม่ได้ยากจน มีฐานะในระดับหนึ่ง และเขาเองก็ได้รับการศึกษาในแบบที่ดีที่สุดเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะได้รับ ดังนั้นการเล่นฟุตบอลของเขาไม่ได้เริ่มขึ้นเพราะต้องการหนีความเป็นจริงอันโหดร้ายของโลกภายนอก เขาแค่เล่นมันเพราะเขาหลงใหลและชอบเท่านั้น 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความแตกต่างได้เป็นอย่างดี ในยุคที่ เรดอนโด้ ก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะของทีมชุดใหญ่ของ อาร์เจนติโนส จูเนียร์ (ทีมเก่าของ มาราโดน่า) เขาเป็นนักเตะดาวรุ่งไม่กี่คนที่เลือกจะเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรับ และไอดอลของเขาไม่ใช่ มาราโดน่า เหมือนกับเด็กคนอื่นๆ รุ่นเดียวเขา แต่เขาชอบนักเตะที่ชื่อว่า ริคาร์โด้ โบชินี่ นักเตะ อาร์เจนติน่า ชุดแชมป์โลกปี 1986 ต่างหาก  

ตัวของ โบชินี่ นั้นเป็นเพลย์เมคเกอร์ ที่ไม่ได้เก่งกาจเรื่องยิงประตูเลยแม้แต่น้อย (ยิงประตูในนามทีมชาติไม่ได้เลยแม้แต่ลูกเดียว) แต่จุดเด่นอยู่ที่การผ่านบอลและวิสัยทัศน์ในการมองเกมจนได้ฉายาว่า “pase bochinesco” (ส่งบอลผ่านตลอด) เลยทีเดียว

เรดอนโด้ เองแม้จะเป็นมิดฟิลด์ตัวรับแต่ก็ได้อิทธิพลมาจาก โบชินี่ ไม่น้อย ตัวของ โบชินี่ นั้นครั้งหนึ่งเคยพูดถึงผู้เล่นที่ยืนอยู่กลางสนามและกำหนดทิศทางของเกมว่า จำเป็นต้องมี 2 สิ่งรวมกันในคนเดียว อย่างแรกคือต้องรู้ว่าจังหวะไหนควรเร็ว จังหวะไหนควรช้า และอย่างที่ 2 ต้องมีเทคนิคชั้นเลิศ ถึงขั้นที่มากพอจะพาบอลไปข้างหน้าด้วยความเร็ว แต่ไม่ใช่เพื่อจุดประสงค์ของการโชว์ออฟ และทำเกินหน้าที่แต่อย่างใด การพาบอลข้างหน้าทะลวงแนวรับคู่แข่งด้วยความเร็วจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมิดฟิลด์คนนั้นต้องการซื้อเวลาเพื่อให้เพื่อนเข้าประจำตำแหน่งที่สามารถเข้าทำ หรือจบสกอร์ได้ดีที่สุด

คำอธิบายนี้ระบุถึงสิ่งที่ เรดอนโด้ เป็นได้อย่างดีที่สุด เขาก้าวขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ของ อาร์เจนติโนสฯ ตั้งแต่อายุ 15 ปี และรับตำแหน่งบัญชาเกม นี่คือตำแหน่งที่น่าทึ่งที่น้อยครั้งเราจะได้เห็นนักเตะอายุน้อยๆ รับผิดชอบกันในส่วนนี้ 

นั่นเองคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ เฟร์นันโด เรดอนโด้ มีทักษะการเล่นไม่เหมือนกับมิดฟิลด์ตัวรับอื่นๆ ในยุคที่นักเตะในตำแหน่งนี้จะต้องเป็นพวกฮาร์ดแมน ดุดันเตะเป็นเตะหวดเป็นหวดร้อนแรงเหมือนกับไฟ เรดอนโด้ กลับเป็นเหมือนกับน้ำแข็งที่เยือกเย็นใช้การอ่านเกมมากกว่าการใช้กำลัง … แม้ในเวลานั้นจะเรียกตำแหน่งนี้แค่ “ตัวรับ” แต่ยุคปัจจุบันเรียกนักเตะแบบเรดอนโด้ชัดเจนขึ้นว่า “ดีป ลายอิ้ง เพลย์เมคเกอร์” หรือ เพลย์เมคเกอร์ตัวต่ำ นั่นเอง 

 

เติมเต็มความสามารถ

ต่อให้เล่นสวยงามแตกต่างจากตัวรับอื่นๆ และมีประสิทธิภาพแค่ไหน แต่หากปราศจากเกียรติยศแล้วไซร้ นักเตะคนนั้นก็จะไม่ได้เป็นที่จดจำมากนัก และโชคดีที่ เรดอนโด้ เป็นนักเตะที่มีความทะเยอทะยานพอตัว เขาเล่นให้กับ อาร์เจนติโนส จูเนียร์ ถึงอายุ 19 ปี ก็ย้ายมาสเปนทันที โดยเริ่มกับทีมเล็กๆ อย่าง เตเนริเฟ่ ซึ่งใช้เวลา 4 ปีที่นั้น และทำให้ทุกคนรู้ว่าเขาคือตัวรับในแบบฉบับที่ทีมชอบเล่นเกมรุกต้องมี 

ฟอร์มกับ เตเนริเฟ่ ทำให้ เรอัล มาดริด ซื้อตัวเขาไปร่วมทีมในช่วงปี 1994 และการขยับซีซีขึ้นมาเล่นกับทีมใหญ่ เป็นอะไรที่แตกต่างที่ เรดอนโด้ ได้สัมผัส ขวบปีแรกเขาต้องพิสูจน์ตัวเองเยอะมาก เพราะยังโชว์ศักยภาพได้ไม่ดีเท่าไรนัก จนกระทั่ง โยฮัน ครัฟฟ์ หนึ่งในตำนานนักเตะและกุนซือของโลก ต้องออกมาวิจารณ์ว่า เขาเป็นพวกเสียบอลง่ายเกินไป

“มาดริดเป็นทีมที่เล่นได้ค่อนข้างแย่ตลอดทั้งปี ผมไม่คิดว่าจะมีกองกลางคนไหนในโลกนี้เสียบอลได้เท่ากับที่ เรดอนโด้ ทำได้เลย มันมากเกินกว่าจะนับ” ครัฟฟ์ กล่าว ซึ่ง ณ เวลานั้น เรดอนโด้ ในฐานะเด็กใหม่ต้องรับบทบาทหนักมากในฐานะมิดฟิลด์ตัวรับตัวเดียว

นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ยอดเยี่ยม เรดอนโด้ พัฒนาตัวเองขึ้นมามากนับตั้งแต่วันนั้น และกลายเป็นผู้เล่นที่พา มาดริด คว้าแชมป์ ลา ลีกา ได้ในฤดูกาล 1994-95 และ 1996-97 ด้วยการเล่นในแบบที่เอาบอลจากหลังขึ้นไปหน้าได้อย่างรวดเร็ว ในเกมรับเขาแทบจะอยู่บนทุกพื้นที่ของสนาม แต่ไม่ใช่เกิดจากการ “วิ่งพล่าน” เหมือนพวกมิดฟิลด์ไดนาโมคนอื่นๆ ที่วิ่งไม่มีหมด แต่เป็นการอ่านเกมก่อนและค่อยวิ่งเข้าไปรอรับเหมือนกับปรมาจารย์หมากรุกที่กว่าจะเดินหมากแต่ละครั้งต้องผ่านการคิดมาเป็นอย่างดี

สไตล์ดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อกลบจุดอ่อน ที่ถึงแม้เขาจะเป็นกองกลางตัวรับที่จ่ายบอล และเซ้นส์บอลสูงขนาดไหน แต่ความจริงคือการที่ มาดริด ใช้เขาเล่นกองกลางตัวรับตัวเดียว ก็จะทำให้เขาไม่สามารถทนแรงเสียดทานในเกมหนักๆ ได้มากเท่าไรนัก ดังนั้นสิ่งที่จะมาทดแทนได้คือ การเอาตัวรอด ความพริ้ว การชิ่ง 1-2 และเทคนิคบอลแรกที่เนียนตานั่นเอง 

“เราต้องเข้าใจใหม่ก่อน เรดอนโด้ ไม่ใช่ตำนานตัวรับอะไรขนาดนั้น เขาไม่ใช่มิดฟิลด์ตัวรับที่เข้าบอลดุเดือดรุนแรง แต่จุดเด่นของเขาคือการสร้างปรากฎการณ์ในการออกบอล สิ่งนี้เองที่ทำให้เขากลายเป็นความสามารถที่หายากใน เรอัล มาดริด ไม่มีกองกลางคนไหนที่เล่นได้แบบนี้เลย” ฮอร์เก้ บัลดาโน่ กุนซือของ มาดริด ชุดแชมป์ ลา ลีกา ปี 1994-95 กล่าว 

การหาสไตล์ตัวเองเจอและบวกกับได้เล่นกับคนที่ใช้เป็นทำให้ เรดอนโด้ กลายเป็นกำลังสำคัญของ เรอัล มาดริด มาโดยตลอด แม้หลายครั้งเขาจะเล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับแค่คนเดียว แต่ทีมก็ได้ทดแทนด้วยการใส่กองหลังเข้ามาเพิ่มเป็นการยืน 3 เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ โดยเฉพาะในช่วงปลายยุค ’90s-2000s มาดริด เล่นในระบบ 3-5-2  มี ไอตอร์ การันก้า, อิบัน เอลเกร่า และ เฟร์นันโด เอียร์โร่ เป็น 3 เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ พร้อมด้วยวิงแบ็คอีก 2 คนอย่าง โรแบร์โต้ คาร์ลอส และ มิเชล ซัลกาโด้ ซึ่งการมีกองหลังทั้งหมด 5 คนทำให้เกมรับของ มาดริด ไม่ต้องพึ่งพลังของ เรดอนโด้ มากนัก ทักษะในการอ่านเกมและกำหนดทิศทางเกมบุกของทีมก็ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง

 

2000…รู้จักทั้งโลกที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด 

ทั้งหมดที่กล่าวมาก่อนหน้านี้คือช่วงเวลาที่ เรดอนโด้ ยังเป็นพวกปิดทองหลังพระ ไม่ได้โด่งดังจนทั้งโลกรู้จักอะไรขนาดนั้น แต่มันมีเกมๆ หนึ่งที่เป็นเกมระดับมาสเตอร์พีซที่ทำให้เขาถูกยกย่องมาจนถึงทุกวันนี้redondo

เกมดังกล่าวเกิดขึ้นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด ณ เวลานั้น แมนฯ ยูไนเต็ด นับว่าเป็นหนึ่งในโคตรทีมของโลกก็ว่าได้เพราะเพิ่งคว้า 3 แชมป์ในปี 1999 และมีนักเตะดังอัดแน่นมากมายโดยเฉพาะแดนกลางอย่าง รอย คีน และ พอล สโคลส์ ที่ เรดอนโด้ จะต้องรับมือในวันนั้น 

อย่างไรก็ตามฟอร์มของเขาเข้าขั้นพีก ทักษะการดึงจังหวะเปลี่ยนเกม เร็ว-ช้า การพาบอลไปข้างหน้าทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ จน ยูไนเต็ด ที่เล่นในบ้านหาทิศทางของเกมไม่เจอ และในนาทีที่ 52 แฟนบอลทั้งโลกก็ต้องพบกับนาทีที่ตื่นตาตื่นใจที่สุด เรดอนโด้ ที่เป็นกองกลางตัวรับแค่คนเดียว กระชากบอลมาทางกราบซ้ายและโดน เฮนนิ่ง เบิร์ก ปิดทางไปข้างหน้าไว้ จริงแล้วดูเหมือนว่าเขาจะไปต่อไม่ได้แล้ว แต่ด้วยเทคนิคที่สุดยอดเรดอนโด้ใช้การหลอกด้วยการตอกส้นเพียงนิดเดียว บอลก็ทะลุไปเกือบสุดเส้นหลัง และก็เป็นเขาที่ใช้ความเร็ววิ่งตามมาเอาบอล ก่อนที่จะรอจังหวะและออกบอลให้ ราอูล กอนซาเลซ เข้ามารอชาร์จในระยะจ่อๆ 

“บางครั้งคุณก็ต้องไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เก็บบอลไว้กับตัว และรอให้เพื่อนเข้ามาประจำการที่ตำแหน่ง” นี่คือสิ่งที่ ริคาร์โด้ โบชินี่ ตำนานผู้เป็นไอดอลของ เรดอนโด้ เคยบอกถึงมิดฟิลด์ตัวรับแบบสมบูรณ์แบบ และเพลย์นี้ของ เรดอนโด้ บอกทุกอย่างตามที่ โบชินี่ กล่าวไว้ได้อย่างดี 

ขณะที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือของ ยูไนเต็ด ก็ให้สัมภาษณ์หลังเกมแบบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่า “อะไร … ไอ้หมอนี่มันมีแม่เหล็กซ่อนไว้ในรองเท้าเหรอ?” ซึ่งเป็นการเปรียบเปรยว่า เรดอนโด้ ควบคุมลูกฟุตบอลได้อย่างไร้ที่ตินั่นเอง

นี่คือช็อตระดับตำนานของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และบั้นปลายนั้นคือการเป็นแชมป์ของ เรอัล มาดริด ด้วยทีมชุดที่ใช้ เรดอนโด้ ยืนกองกลางตัวรับคนเดียวอย่างยิ่งใหญ่ ช็อตนี้ถือว่าเป็นจุดสำคัญอย่างมากต่อชีวิตนักเตะของ เรดอนโด้ ทุกคนยังถามหา และจดจำเขาได้จากความมหัศจรรย์ที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด ณ ค่ำคืนนั้นเสมอ 

สิ่งที่น่าเสียดายคือหลังจาก เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในปีนั้น และเป็นแชมป์สมัยที่ 2 ของ เรดอนโด้ (ก่อนหน้าได้มาในปี 1998) พวกเขาก็เลือกขาย เรดอนโด้ ให้กับ เอซี มิลาน ด้วยค่าตัว 11 ล้านปอนด์ โดยการขายครั้งนั้นเป็นข่าวช็อคของแฟน เรอัล มาดริด เป็นอย่างมาก เพราะมีแฟนบอลหลายคนถึงขั้นมาล้อมสโมสรเพื่อประท้วงการตัดสินใจครั้งนี้เลยทีเดียว

ชื่อเสียงของ เรดอนโด้ หมดลงตั้งวันที่เขาย้ายไปอยู่กับ มิลาน เพราะการบาดเจ็บที่รุนแรงและรบกวนตลอดเวลาทำให้เขาไม่สามารถลงเล่นได้เลยตลอด 2 ปีแรกที่อยู่กับทีม เรื่องดังกล่าวทำให้เขาต้องยอมไม่ขอรับค่าเหนื่อยเพราะรู้สึกผิดกับทีม 

การพักรักษาตัว 2 ปี ทำให้ เรดอนโด้ หมดฟอร์มไปโดยปริยาย แม้จะกลับมาช่วย มิลาน ได้ในช่วงปี 2002-04 แต่ก็ไม่ใช่ตัวหลักของทีม ซึ่งสุดท้ายก็ยื้อไม่ไหว เรดอนโด้ ปิดตำนานกองกลางตัวรับผู้นำเทรนด์ ดีป ลายอิ้ง เพลย์เมคเกอร์ คนแรกของโลกลงอย่างน่าเสียดาย เหลือไว้เพียงแต่คลิปเก่าๆให้คนพูดถึงเขาเท่านั้นเอง