‘บ้าน’ : สถานที่สร้าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ให้เป็นปีศาจแห่งความสุข

บ้านควรจะเป็นที่ที่คนหนึ่งๆ สามารถปลดเปลื้องความเหนื่อยล้า และน่าเบื่อจากการทำงานได้อย่างเต็มที่ … อยากทำอะไรก็ได้ทำ อยากกินอะไรก็ได้กิน เราเชื่อว่าหลายคนคิดเอาไว้แบบนั้น 

 

แต่สำหรับการจะเป็นยอดคนนั้นมันมีอะไรที่ซับซ้อนยิ่งกว่า เพราะการจะแลกมาซึ่งสิ่งนั้น “บ้าน” จะต้องกลายเป็นสิ่งที่สร้างความทรมาน เพิ่มความเหนื่อยล้า เกินกว่าหลายคนจะคิดเอาไว้ 

นี่คือเรื่องในบ้านของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ นักเตะที่ดีที่สุดในโลกที่เลือกจะลงทุนกับความทรมานแม้อยู่ในสถานที่ที่ควรได้ปลดปล่อย … เพื่อแลกกับบางสิ่งที่กำลังจะมาถึงในเร็ววัน

ติดตามเรื่องราวได้ที่นี่ 

 

ทัศนคติของเด็กอายุ 11 ขวบที่ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ 

นักฟุตบอลอาชีพคืออาชีพที่ได้เงินตอบแทนสูงในแบบที่มนุษย์เงินเดือนได้แต่ฝัน จนทำให้บางครั้งเมื่อเรามองไปยังนักเตะอาชีพคนไหนสักคนเราจึงได้แต่แอบพาลในใจว่า “เล่นก็ไม่เก่ง ทำไมเงินเดือนพวกนี้ถึงได้เยอะนัก” B7LZjJmCMAAEHl2

เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นอาจจะเป็นเพราะเราไม่ได้เห็นเบื้องหลังหรือสิ่งที่พวกเขาทำ เพราะนักฟุตบอลจะปรากฎตัวและทำงานของเขาให้พวกเราดูก็ต่อเมื่ออยู่ในการแข่งขันเท่านั้น บางเกมพวกเขาเล่นไม่ได้เรื่อง บางเกมฟอร์มแย่ และสร้างข้อผิดพลาดมากมายจนทำให้แฟนบอลอดสงสัยในความสามารถของเขาไม่ได้

และถึงแม้มันจะดูไม่ยุติธรรมนักที่จะตัดสินใครบางคนในเวลาแค่ 90 นาที แต่นี่คือหนึ่งในหน้าที่ของนักเตะอาชีพ พวกเขาต้องรับผิดชอบกับผลงานที่เกิด และพร้อมรับคำวิจารณ์ โดยที่ไม่สามารถตอบโต้ด้วยคำพูดได้ … และต่อให้พวกเขาคิดจะเถียงมันก็ไม่เกิดผลดีอะไรเลย เพราะการเอาชนะแฟนบอลด้วยฝีปาก ไม่สามารถช่วยให้อะไรดีขึ้นได้ 

มาถึงจุดนี้สิ่งที่ยากที่สุด และสามารถตอบกลับคำวิจารณ์เหล่านี้ได้ดีที่สุดคือ “พัฒนาการ” นักเตะอาชีพต้องแสดงสิ่งนี้ให้แฟนๆ ได้เห็น และเมื่อวันหนึ่งพวกเขาพยายามมากพอ เสียงวิจารณ์เหล่านั้นก็จะหายไปเอง … หากจะบอกว่านักเตะคนไหนคือคนที่ทำให้เห็นภาพของความรับผิดชอบและการพัฒนาตัวเองได้ดีที่สุด แน่นอนว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คือหนึ่งในนั้น 

ทุกวันนี้ โรนัลโด้ คือตัวแทนของนักเตะที่มุมานะ และกระหายความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งบนโลกใบนี้ แต่หากย้อนกลับไป ทุกคนรู้ดีว่าเขาเคยเป็นที่ไม่พอใจของแฟนๆ มาก่อน เรื่องนี้ไม่ได้เริ่มตั้งแต่ตอนที่เขาอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่มันเริ่มตั้งแต่ที่เขายังเป็นเด็กชายวัย 11 ปีชาวโปรตุเกส และลงเล่นในเกมขำๆ สำหรับเด็กท้องถิ่นอยู่เลยด้วยซ้ำ 

“ย้อนกลับไปตอนอายุ 11 ปี ผมจำได้แม่นยำ ผมได้ยินเด็กสองคนคุยกันและบอกว่า ทักษะของผมยอดเยี่ยมในระดับปีศาจ ตอนนั้นผมฟังมันและปลื้มมาก” โรนัลโด้ เล่าให้ The Players’ Tribune  

ทุกคนรู้ว่าเขาเก่งมากหากมองในแง่ทักษะต่างๆ ไม่มีเด็กรุ่นเดียวกันคนไหนจับเขาได้ และความจริงเขาน่าจะพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ จนกระทั่งเขาได้ยินว่าตัวเองเป็นคนที่มีจุดอ่อน และถูกทำนายว่าจะเป็นได้แค่ “เด็กเก่ง” แต่เมื่อโตขึ้นจะต้องเจอกับปัญหาใหญ่ ในเกมที่ไม่จำกัดอายุเขาจะเอาตัวไม่รอด เพราะตัวของเขานั้นเล็กเกินไป 

“มีแต่คนบอกแบบเด็กสองคนนั้นตลอดเวลา แม้แต่โค้ชในทีมก็พูดแบบนั้นกับผม แต่ครั้งหนึ่งผมได้ยินพวกเขาพูดในสิ่งที่ต่างออกไป และจากนั้นก็ได้ยินมากขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นคำพูดที่บอกว่า ‘ใช่เขาเก่งจริงๆนั่นแหละ แต่โชคร้ายที่เขาตัวเล็กเกินกว่าจะทำอะไรได้ดีกว่านี้'” และประโยคปรามาสแบบนั้นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาตัดสินใจทำในสิ่งทีเด็กคนอื่นๆ ไม่ทำ 

ในขณะที่ในช่วงวัยนั้นฟุตบอลควรจะเป็นกิจกรรมที่ทำให้เกิดความสุขและความสนุก แต่โรนัลโด้ส่ายหัวกับความคิดนั้น คำปรามาสยังฝังใจและเขาก็ใจกว้างพอที่จะสำรวจตัวเองว่าอันที่จริง เขาก็ตัวเล็กอย่างที่มีคนบอก และทางแก้เดียวคือเขาต้องทำให้ตัวเองมีร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้น 

“ทุกอย่างที่คนอื่นพูดคือเรื่องจริง ผมตัวผอม ไม่มีกล้ามเนื้อเลย ตั้งแต่วันนั้นผมตัดสินใจเปลี่ยนตัวเองใหม่ ในวัย 11 ปี ผมรู้ดีว่าผมเป็นเด็กที่เก่งมาก แต่ผมอยากจะพยายามให้หนักมากกว่าคนอื่นๆ ผมเลยหยุดเล่นสนุกเหมือนเด็ก หยุดทำตัวเหมือนเด็ก และตั้งใจว่าจะทุ่มเทฝึกทุกด้านจนผมกลายเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลก” โรนัลโด้ กล่าว

นั่นคือทัศนคติของเด็กอายุ 11 ขวบ ที่พร้อมจะทำทุกอย่าง และที่ยอดเยี่ยมคือเด็กคนนี้ไม่ได้พูดเล่นๆ ความกระหายของเขาคือของจริง ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน เขาคิดอยู่เสมอว่าจะต้องกลายเป็นที่ยอมรับของทุกคนให้ได้ 

โรนัลโด้ เริ่มฝึกจริงจัง เล่นจริงจัง ใส่เต็ม 100% ทุกครั้ง จนถึงขนาดที่ว่าตอนที่เขาลงเล่นในเกมระดับอายุไม่เกิน 17 ปี โดโลเรส คุณแม่ของเขาไม่กล้ามาดู โรนัลโด้ ลงแข่งในสนาม เพราะเธอกลัวว่าลูกชายจะเจ็บหรือตายไปจริงๆ แม่ของ โรนัลโด้ เครียดมากจนต้องกินยาระงับประสาทเลยทีเดียว

“ผมเองก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้มันมาจากไหน แต่มันดังในหัวใจของผมอยู่ตลอด มันเหมือนกับความหิวกระหายที่กินเข้าไปเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม เมื่อผมลงเล่นและแพ้ผมจะกระหายขึ้นอีก และเมื่อชนะผมก็อยากจะชนะให้มากกว่าเดิม นั่นคือสิ่งที่เดียวที่ผมอธิบายถึงตัวเองได้” 

 

บ้านแห่งความทรมาน 

“ผมเริ่มแอบออกจากหอพักตอนกลางคืน เพื่อไปออกกำลังกายเพิ่มให้ตัวของผมใหญ่ขึ้น” ไม่มีความลับใดที่ทำให้เขายอดเยี่ยมได้อย่างทุกวันนี้ นอกจากทัศนคติของเขาเอง 40092697_10156687850757164_1740727146734682112_n

ช่วงที่เป็นนักเตะเยาวชนของ สปอร์ติ้ง ลิสบอน โรนัลโด้ ทำแบบที่เขาบอกเป็นประจำ แม้มันจะดีต่อตัวเขา แต่มันก็ยังไม่สุด เหตุผลเพราะว่าห้องฟิตเนสของสโมสรมี เปิด-ปิด เป็นเวลา วันไหนที่เขาออกจากหอพักช้าเขาจะหมดสิทธิ์ใช้โรงยิมไปโดยปริยาย ดังนั้นเมื่อถึงวันหนึ่งที่เขามีบ้านเป็นของตัวเอง บ้านที่หลังใหญ่มากพอจะใส่อุปกรณ์ออกกำลังกายต่างๆ เข้าไป เขาจึงเนรมิตอย่างเต็มที่ราวกับเป็นการระบายความเก็บกดในวัยเด็ก ที่หาเวลาออกกำลังกายแบบตามใจได้น้อยกว่าความต้องการของตัวเอง 

เป็นที่รู้กันดีว่าเมื่อ โรนัลโด้ ย้ายมาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เขาก็กลายเป็นนักเตะที่มีรายรับเพิ่มขึ้น และเรื่องมันคล้ายๆ กับตอนที่เขาอายุ 11 ขวบ เพราะการเริ่มต้นกับฟุตบอลอังกฤษนั้นเป็นไปอย่างยากลำบาก ร่างกายที่เขาคิดว่า “แข็งแกร่ง” สำหรับเล่นในโปรตุเกส กลับยังไม่พอเมื่อมาเล่นในอังกฤษ เรื่องนี้ทางสโมสรก็รู้ดีและจับ โรนัลโด้ เข้ายิมมากขึ้น แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ โรนัลโด้ เชื่อว่า “ยังได้อีก” เมื่อซ้อมกับทีมเสร็จและแยกย้ายกลับบ้าน เขาเลือกที่จะฝึกเองเพิ่มเติมที่บ้าน บ้านหลังที่เขาใส่อุปกรณ์ฟิตเนสครบเซ็ต นอกจากนี้ยังมีทั้งสระว่ายน้ำ, อ่างจากุชชี่ที่ปรับอุณหภูมิน้ำได้ตามต้องการ และห้องซาวน่าสำหรับผ่อนคลาย ทุกอย่างถูกสร้างขึ้นมาไม่ใช่แค่มีไว้เพื่อโก้ๆ ให้ดูเป็นบ้านสตาร์นักเตะ แต่มันคือสิ่งของที่เขาใช้ทำกิจกรรมเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองทั้งนั้น

บ้านหลังนี้เป็นเหมือนกับบ้านของปีศาจ ซึ่งแม้แต่เพื่อนร่วมทีมอย่าง ปาทริซ เอฟร่า ยังเคยเล่าถึงการไปเยือนบ้านของ โรนัลโด้ ว่าคือฝันร้ายอย่างแท้จริง เพราะ โรนัลโด้ จ้องจะฝึกเพิ่มเติมตลอดเวลา ซึ่งแม้จะมีนักเตะหลายคนที่ทำแบบนั้น แต่ เอฟร่า ยืนยันว่ากิจกรรมยามอยู่กับบ้านของ โรนัลโด้ เหมือนไม่ใช่คน แต่เหมือนกับเครื่องจักรที่ไม่เคยหยุดฝึกซ้อมเลย 

“ผมฝากเตือนถึงทุกคนเลยนะถ้า โรนัลโด้ ชวนคุณไปบ้านเขาให้ตอบว่าอย่าไป … เพราะเขามันคือเครื่องจักรดีๆ นี่เอง ไม่มีสักครั้งที่เขาคิดจะหยุดฝึกซ้อมเลย” เอฟร่า กล่าว 

สิ่งที่ เอฟร่า พูดนั้นอาจจะดูเว่อร์วัง เพราะคนอะไรจะฝึกได้ตลอดเวลาไม่ยอมหลับยอมนอนแบบที่เขาว่า แต่ โรนัลโด้ ทำแบบนั้นจริง เขาฝึกร่างกายเสร็จแล้ว เมื่อขึ้นเตียงนอนเขาก็ยังฝึกการพักผ่อนด้วย …

โรนัลโด้ ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเป็นอย่างมาก และสิ่งที่ให้พลังงานและทำให้กระปรี้กระเปร่าได้ที่สุดก็คือการนอนนั่นเอง แต่ถึงอย่างนั้นการนอนของ โรนัลโด้ ก็ยังแปลกประหลาดกว่านักเตะคนอื่น 

นิค ลิตเติลฮาส “ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอน” (ฟังดูแปลกแต่มีอาชีพนี้จริงๆ) คือคนที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จ้างให้มาดูแลเรื่องการนอนของนักเตะในทีม ปีศาจแดง เพราะเชื่อว่าการนอนที่มีประสิทธิภาพจะนำมาซึ่งร่างกายที่แข็งแกร่ง

ลิตเติลฮาส เล่าว่า โรนัลโด้ สามารถปฎิบัติตามโปรแกรมการนอนที่ได้สุขลักษณะที่แท้จริงได้ ว่ากันว่า โรนัลโด้ นั้นใช้การ “งีบหลับ” ประมาณ 5 ครั้งต่อ 1 วัน โดยการงีบ 1 ครั้งจะใช้เวลาครบรอบ Sleep Cycle อยู่ที่ 90 นาทีเป็นอย่างน้อย ซึ่งถ้าหากทำได้ครอบตาม Sleep Cycle ร่างกายจะสามารถ “ฟื้นคืน” ได้ดีกว่าการนอนหลับยาวๆ 8 ชั่วโมงรวดด้วยซ้ำ  22780612_10155903285117164_4547435837174857302_n

เพียงแต่ว่ามันไม่ได้ทำกันง่ายๆ การจะนอนให้ได้ประสิทธิภาพเช่นนี้ จำเป็นจะต้องมีรายละเอียดเล็กๆน้อยเคร่งครัดมาก อาทิ การทำที่นอนให้นุ่มพอดีกับน้ำหนักตัว ใช้ผ้าปูที่สะอาดและเปลี่ยนใหม่ตลอด ที่นอนต้องได้ระดับความสูงมากกว่า 10 เซนติเมตรขึ้นไป และที่สำคัญที่สุดและยากที่สุดในยุคนี้คือ “การตัดขาด” จากโทรศัพท์มือถือ และ โทรทัศน์ ออกไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่แค่ตอนที่อยู่บนเตียงเท่านั้น แต่จะต้องตัดขาดการสื่อสารเป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาที เพื่อทำให้สมองโล่งและพร้อมที่จะพักผ่อนอย่างเต็มรูปแบบมากที่สุด

ฝึกก็เต็มที่ นอนก็เต็มที่ แน่นอนว่าเรื่องกินก็ต้องเต็มที่เช่นกัน ส่วนนี้เราคงไม่ต้องอธิบายกันเยอะ เอาเป็นว่าโรนัลโด้กินทุกอย่างที่มีประโยชน์และเหมาะกับสรีระของเขา ปลาเนื้อขาว, เนื้ออกไก่, โยเกิร์ตไขมันต่ำ, อะโวคาโด้, ชีส, แฮม และ ขนมปังปิ้ง อะไรเทือกนี้ๆ แต่ทุกอย่างถูกคำนวนอย่างเหมาะสมว่า เมื่อไหร่จะกินได้เท่าไหร่ ซึ่งโรนัลโด้แก้ปัญหาเรื่องการคิดคำนวนด้วยการจ้างนักโภชนาการส่วนตัวไว้เรียบร้อย ดังนั้นทุกมื้อของโรนัลโด้ ไม่ว่าจะที่บ้านหรือที่ไหน ก็ล้วนแต่เป็นมื้ออาหารที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและปริมาณที่เหมาะสมเสมอ 5afd7e181ae66272008b480f

“กินเป็นประจำ” โรนัลโด้ กล่าว “เมื่อคุณฝึกหนัก ก็ต้องเติมพลังงานเข้าไปให้ร่างกายมีประสิทธิภาพ บางครั้งผมกินอาหารมื้อเล็กๆ วันละ 6 มื้อ เพื่อให้แน่ใจว่าพลังงานที่ได้มันเพียงพอต่อการทำงานของร่างกายผมแต่ละครั้ง” 

ทั้งหมดนี้เริ่มขึ้นในบ้านของเขาทั้งนั้น … นี่คือสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ เพราะเราทุกคนต่างก็เชื่อว่า “บ้าน” คือที่ที่ทำให้เราแสดงความเป็นตัวเองได้มากที่สุด เราสามารถกินอาหารแบบตะกละตะกลาม นอนกรนดังสนั่น ยกสำรับข้าวขึ้นมากินบนห้องนอน เปิดโทรทัศน์ดังไปสามบ้านแปดบ้าน หรืออะไรก็ตามแต่ได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีใครว่า ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครไม่รักความสบาย และชอบความผ่อนคลายทั้งนั้น  

แต่โรนัลโด้ กลับทำได้ เขาไม่เคยมีช่องว่างให้กับการผ่อนคลาย เข้มงวดกับตัวเองตลอดไม่ว่าจะทำอะไร แม้จะอยู่ในบ้านที่ไม่มีใครเห็นว่าเขาทำอะไร แต่โรนัลโด้ไม่เคยโกหกตัวเอง เขายังทำเรื่องน่าเบื่อ (ในสายตาคนทั่วไป) ซ้ำๆ อยู่อย่างนั้นเป็นสิบปี … ซึ่งคำตอบก็ชัดเจนดีว่าเขาได้อะไรกลับมา ในวัย 35 ปี โรนัลโด้ ยังเล่นฟุตบอลได้แข็งแกร่ง ปราดเปรียว เหมือนกับเด็กอายุ 20 ปีไม่มีผิดเพี้ยน

“จงมีระเบียบวินัย รักษาแรงจูงใจที่มีเอาไว้ตลอดเวลา และอย่าหย่อนยานกับกิจวัตรประจำวันที่คุณต้องทำ สำหรับผมผมไม่เคยเหลาะแหละ ผมพยายามบังคับตัวเองให้เข้มงวดตลอดเวลา” โรนัลโด้ กล่าว 

 

บ้านสร้างความสุข 

แม้หลายท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะคิดว่า โรนัลโด้ คือเครื่องจักรที่ไร้หัวใจไปเสียแล้ว ทุกอย่างที่เขาทำในบ้านของตัวเองคือการทรมานตัวเองเพื่อแลกกับความสำเร็จในอาชีพ แล้วแบบนี้จะมีความสุขที่แท้จริงได้หรือ? 

คำตอบคือ “ขึ้นอยู่กับว่าความสุขของแต่ละคนนั้นมีความหมายว่าอย่างไร” … โรนัลโด้ เองมีความสุขกับชีวิตที่มีวินัยแบบนี้ เขามีเงินทองมากมายพอที่จะทำอะไรก็ได้ ซื้ออาหารที่อร่อยแค่ไหนก็ได้ ซื้อเครื่องดื่มเกรดดี จัดปาร์ตี้ในบ้านราวกับเป็นงานคาร์นิวาลก็ยังไหว แต่โรนัลโด้ เลือกที่จะไม่ทำอย่างนั้น … เพราะเขาเชื่อว่าความสุขที่แท้จริงคือสิ่งเล็กๆ รอบตัวที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ได้อยู่กับคนที่รัก ได้ผ่อนคลายในเวลาที่ร่างกายและจิตใจต้องการมัน แค่นี้ก็มากพอ

“การฝึกหนักและการฟิตร่างกายคือสิ่งสำคัญที่สุด แต่การใช้ชีวิตในแง่มุมของความผ่อนคลายจะทำให้คุณกลายเป็นคนที่ยอดเยี่ยม เพราะนั่นเท่ากับว่าคุณเป็นคนที่แข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ ผมใช้เวลาว่างกับครอบครัว เพื่อนฝูง กับคนที่ผมรัก และนั่นก็มากพอแล้วที่ทำให้ผมมีความสุขกับสิ่งนั้นและมันช่วยสร้างทัศนคติที่ดีได้”  28279620_10156251521477164_2046851769016992200_nทุกวันนี้ โรนัลโด้ มีครอบครัวใหญ่ เขามีลูก 4 คน และภรรยาอีก 1 คน กิจกรรมที่ โรนัลโด้ แชร์บนโซเชี่ยลมีเดียของเขาทุกวันนี้ล้วนมีแต่เรื่องราวของครอบครัวเสมอ เช่นการเข้าโรงยิม (ในบ้าน) พร้อมกับลูกชายคนโต “คริสเตียโน่ จูเนียร์” การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เช่นเต้นแอโรบิคพร้อมกับภรรยา หรือแม้กระทั่งการนอนดูโทรทัศน์ในอิริยาบถสบายๆ แต่ก็ยังไม่วายมีกิมมิคเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพซ่อนอยู่เพราะระหว่างที่เขาดูนั้นภรรยาของเขาก็ใช้เครื่องนวดกล้ามเนื้อต้นขาให้ … ทุกสิ่งที่เขาเปิดเผยให้โลกได้รับรู้ตอนนี้คือการมีครอบครัวที่อบอุ่น ทำให้เขามีชีวิตที่ดีขนาดไหน และเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงอยู่บนจุดสูงสุดในอาชีพได้แม้เวลาจะผ่านมาเกือบ 20 ปีแล้วก็ตามCristiano-Ronaldo-Instagram-La-famiglia-bianconera

แม้ทุกคนภายนอกจะมองว่าบ้านสำหรับ คริสเตียโน่ คือ “บ้านสร้างปีศาจ” ที่ไม่ต่างอะไรกับสถานที่ทำงาน … แต่ทุกอย่างบนโลกนี้ล้วนมีราคาที่ต้องแลกมา โรนัลโด้ ยอมใช้ความมุ่งมั่น ความเหนื่อยล้า เข้าแลกกับความยากลำบากเหล่านี้ จนทำให้เขาได้อีกสิ่งหนึ่งกลับมา ซึ่งนั่นก็คือ บ้านที่มอบความรัก, ความอบอุ่น และความปลอดภัย บ้านที่ทุกคนในบ้านกินอิ่มนอนหลับ และมีชีวิตที่หลายคนได้แต่เฝ้าฝันถึง

และในวันที่ โรนัลโด้ เลิกเล่นฟุตบอล เขาก็จะได้คำตอบว่าสิ่งที่แลกไปนั้นคุ้มขนาดไหน เขาจะถูกกล่าวขานเป็นตำนานโลกลูกหนังแบบไม่รู้จบ และมันจะเกิดขึ้นไปพร้อมๆ กับครอบครัวที่มีความสุขอีกด้วย … 

ความสัมพันธ์แบบสุดแค้นแต่แสนรักของ ‘มาริโอ บาโลเตลลี’ และ ‘โรแบร์โต มันชินี’

“ความสัมพันธ์ของผมและมันชินีเหรอ สมบูรณ์แบบเลย”

“มีคนรักก็ย่อมมีคนเกลียด” คือหนึ่งในสัจธรรมสุดคลาสสิคของโลกใบนี้ แต่สำหรับ โรแบร์โต มันชินี กุนซือทีมชาติอิตาลีคนปัจจุบัน … มาริโอ บาโลเตลลี น่าจะเป็นแค่ไม่กี่คนที่ “มันโช” ทั้งรักและเกลียดไปพร้อมกัน 

เพราะเขาเองคือคนที่ให้โอกาส บาโลเตลลี มาตั้งแต่ยังเป็นนักเตะเยาวชน แต่ตัวเขาเองก็คือคนที่ทะเลาะกับนักเตะรายนี้จนถีบส่งเขาออกจากทีม 

พบกับความสัมพันธ์ที่ยากจะอธิบายของพวกเขาทั้งสองคนไปพร้อมกับเรา

รักแรกพบ 

จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่ คงต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2007 ที่ โรแบร์โต มันชินี และ มาริโอ บาโลเตลลี ได้มีโอกาสร่วมงานกันเป็นครั้งแรก หลัง อินเตอร์ มิลาน ดึงตัวเด็กหนุ่มวัย 17 ปี มาจาก ลูเมซซาเน สโมสรในเซเรีย ซี 1 113731583-b70ce111-ddd7-47b5-9f4f-ebdc73850646

มันคือฤดูกาลที่ 4 ของมันชินี ในฐานะกุนซือใหญ่ของอินเตอร์ ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งจะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการพาพลพรรคงูใหญ่ คว้าแชมป์เซเรียอา 2 สมัยติดต่อกันในฤดูกาล 2005-06 (ได้แชมป์หลัง ยูเวนตุส ถูกริบแชมป์และปรับตกชั้นจากคดี กัลโชโปลี) และ 2006-07 

และดูเหมือนว่า มันชินี จะถูกใจเด็กหนุ่มคนนี้ตั้งแต่แรกพบ เมื่อเขามองว่า บาโลเตลลี มีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมที่จะก้าวขึ้นไปเป็นยอดดาวยิงในอนาคต ทั้งรูปร่างที่สูงใหญ่ ความเร็วที่ใช้ได้ บวกกับการจบสกอร์ที่เด็ดขาด 

อันที่จริง มาริโอ ก็มีดีกรีไม่ธรรมดา เพราะเขาประเดิมสนามให้ ลูเมซซาเน ในเซเรีย ซี 1 ตั้งแต่อายุ 15 ปี รวมทั้งเคยผ่านการทดสอบฝีเท้ากับ บาร์เซโลนา ทีมดังแห่งสเปน แม้จะไม่ผ่านการคัดตัวก็ตาม 

นั่นทำให้ มันชินี ตัดสินใจลองใช้งาน บาโลเตลลี ตั้งแต่ช่วงปรีซีซั่น และมาริโอ ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เมื่อจัดการเหมาคนเดียว 2 ประตู ช่วยให้ทีมไล่ถล่ม เชฟฟิลด์ เอฟซี 5-2 ในเกมกระชับมิตรฉลองครบรอบ 150 ปีของสโมสรจากเกาะอังกฤษที่ได้รับการรับรองว่า เป็นสโมสรฟุตบอลทีมแรกของโลก 

แม้ในช่วงแรก บาโลเตลลี จะถูกส่งไปเล่นในทีมชุดอายุไม่เกิน 19 ปี แต่ผลงาน 6 ประตูจาก 9 นัด ก็ทำให้ มันชินี ต้องดันเขาขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่เต็มตัว ก่อนจะได้ประเดิมสนามในเซเรียอาเป็นนัดแรกในเกมบุกชนะกายารี 2-0 ในเดือนธันวาคม 2007 

ก่อนที่ 3 วันต่อมา มันชินี จะให้โอกาสเขาได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเป็นครั้งแรกในเกมโคปปา อิตาเลีย ที่พบกับ เรจจินา และเขาก็ตอบแทนความไว้ใจด้วยการเหมายิงสองประตูช่วยให้ทีมเอาชนะไปได้ 4-1 

แต่ มาริโอ ไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น เมื่อเขาโชว์ทีเด็ด ยิงสองประตูช่วยให้ทีมบุกไปเอาชนะทีมใหญ่อย่าง ยูเวนตุส 3-2 ในโคปปา อิตาเลีย รอบก่อนรองชนะเลิศ นัดที่ 2 ที่ทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ

หลังจากนั้น บาโลเตลลี ก็ได้รับโอกาสจากมันชินี อย่างต่อเนื่อง ก่อนจะเบิกประตูแรกในลีกได้สำเร็จ ในเกมชนะอตาลันตา 2-0 และปิดฤดูกาล ด้วยผลงาน 7 ประตูจาก 15 นัดในทุกรายการ พร้อมก้าวไปถึงตำแหน่งแชมป์เซเรียอาได้อีกครั้ง suthkufuctjw0j7gjvwq

มันจึงกลายเป็นฤดูกาลที่ชื่นมื่นของพวกเขาทั้งสองคน เมื่อ บาโลเตลลี ได้มีโอกาสสร้างชื่อในดินแดนรองเท้าบู้ต ในขณะที่ มันชินี ก็พาอินเตอร์ คว้าถ้วย สคูเด็ตโต เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน 

แต่ช่วงเวลาแห่งความสุขก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว 

นักเตะเจ้าปัญหา 

แม้ว่าปีแรกของการร่วมงานกันระหว่าง มันชินี และ บาโลเตลลี จะจบลงด้วยความสำเร็จ แต่น่าเสียดายที่เวลาของทั้งคู่ช่างแสนสั้น เมื่อมันชินี ถูกอินเตอร์สั่งปลดในเดือนพฤษภาคมปี 2008 ก่อนแต่งตั้ง โชเซ มูรินโญ เข้ามาแทน 

และมันก็ส่งผลต่ออนาคตของ บาโลเตลลี ไม่น้อย เพราะแม้ว่าเขาจะทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่องในฤดูกาลที่ 2 กับอินเตอร์ แถมยังทำสถิติเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดของสโมสร ที่ยิงประตูได้ในเกมแชมเปียนส์ลีก 

เขามีปัญหากับ มูรินโญ บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเรื่องวินัยในการฝึกซ้อม กุนซือชาวโปรตุกีส มองว่า บาโลเตลลี ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทมากพอในการซ้อม และถึงขั้นถูกตัดออกจากทีมชุดใหญ่ชั่วคราวในปี 2009 

“สิ่งที่ผมกังวลคือ เด็กหนุ่มอย่างเขา ไม่สามารถซ้อมได้เท่านักเตะอย่าง ฟิโก้, คอร์โดบา หรือ ซาเน็ตติ ด้วยซ้ำ” มูรินโญ อธิบาย 1417025-img-sport-fotbal-italie-balotelli-inter-mourinho

นอกจากนี้ เขายังมีปัญหาในการควบคุมอารมณ์ บาโลเตลลี โดนใบเหลืองไปถึง 25 ใบใน 3 ปีแรกกับอินเตอร์ และถูกไล่ออกหนึ่งครั้งในเกม แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2009-10 ที่พบกับ รูบิน คาซาน ซึ่งเป็นใบแดงที่ทำให้ มูรินโญ ถึงกับควันออกหู 

“ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งตอนที่เราไปเล่นกับ คาซาน ในแชมเปียนส์ลีก เกมนั้นกองหน้าทุกคนของเราเจ็บกันหมด” มูรินโญ ย้อนความหลังกับ CNN

“ผมมีปัญหาจริงๆ และเหลือมาริโออยู่คนเดียว มาริโอ ได้ใบเหลืองไปแล้วในนาทีที่ 42 (ความจริง โดนใบเหลืองตั้งแต่นาที 20) และตอนที่เข้ามาในห้องแต่งตัวตอนพักครึ่ง ผมใช้เวลา 14 นาทีจาก 15 นาทีไปกับการคุยกับมาริโอ เพียงคนเดียว” 

“ผมบอกเขาว่า ‘ผมไม่สามารถเปลี่ยนคุณได้ ผมไม่มีกองหน้าอีกแล้วที่ข้างสนาม ดังนั้นอย่าแตะตัวใคร เล่นแค่บอลเท่านั้น ถ้าเสียบอลไม่ต้องทำอะไร ถ้ามีใครมายั่ว ไม่ต้องทำอะไร ถ้าผู้ตัดสินเป่าพลาด อย่าตอบโต้อะไร'” 

“เกิดอะไรขึ้นจากนั้น นาทีที่ 46 (ความจริงคือนาที 60) เขาโดนใบแดง” 

ปัญหาคาราคาซัง ที่มาจากนิสัยส่วนตัวทำให้ บาโลเตลลี ถูกขายออกจากทีมทันทีหลังจบฤดูกาล 2009-10 ซึ่งทีมงูใหญ่คว้า 3 แชมป์ และสโมสรที่เข้ามารับเขาก็เป็นใครไปไม่ได้นอกจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี ที่มี มันชินี อดีตเจ้านายเก่าคุมบังเหียนอยู่ 

มันชินี ยืนยันว่าแม้ว่า บาโลเตลลี จะมีนิสัยที่แปลกประหลาดกว่าคนอื่น แต่เขาเชื่อมั่นในศักยภาพของอดีตลูกทีมคนนี้ และพร้อมที่จะให้โอกาสเขาเสมอ ไม่ว่าจะผิดพลาดสักกี่ครั้งก็ตาม  

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าครั้งนี้เขาจะคิดผิด 

ความอดทนถึงขีดจำกัด 

12 สิงหาคม 2010 บาโลเตลลี ย้ายมาร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี อย่างเป็นทางการ ด้วยค่าตัวสูงถึง 21.8 ล้านปอนด์ แน่นอนว่ามันคือโอกาสที่ทำให้เขาได้ร่วมงานกับ มันชินี อีกครั้ง 

“สไตล์การเล่นของเขา เหมาะกับพรีเมียร์ลีก และเพราะว่าเขาอายุยังน้อย มันจึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ทำให้เขาได้พัฒนาตัวเอง” มันชินีกล่าวในวันเซ็นสัญญา  153211214-1ff958ee-f1b1-4343-bcad-dfedc8ee705d

“เขาเป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่งและน่าสนใจ แฟนซิตี้ น่าจะสนุกหากได้ดูเขาเล่น” 

บาโลเตลลี ทำผลงานได้ไม่เลวในสีเสื้อของ ซิตี้ เขายิงไป 30 ประตู จาก 80 นัดในทุกรายการ รวมไปถึงมีส่วนร่วมกับช่วงเวลาสำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการยิงสองประตู ช่วยให้ทีมบุกถล่ม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คา โอลด์ แทรฟฟอร์ด 6-1 ในฤดูกาล 2011-12 

นอกจากนี้เขายังเป็นคนจ่ายบอลให้ เซร์คิโอ อเกวโร ยิงประตูชัย ช่วยให้ทีมพลิกแซงเอาชนะ ควีนสพาร์ค เรนเจอร์ส 3-2 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ พร้อมเข้าป้ายผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรได้อย่างยิ่งใหญ่ในปีดังกล่าว

อย่างไรก็ดี แม้จะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่เขากลับสร้างความปวดหัวให้กับ มันชินี และเพื่อนร่วมทีมไม่น้อย ทั้งจากปัญหาเรื่องวินัย ความเอาแต่ใจตัวเอง และการควบคุมอารมณ์ จนส่งผลกระทบต่อสโมสรทั้งในและนอกสนาม 

ในฤดูกาลแรกที่ เอติฮัด สเตเดียม เขาเคยโชว์ฟอร์มเด็ด ด้วยการเหมายิง 2 ประตูตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรกในเกมพบ เวสต์บรอมวิช อัลเบียน แต่กลับมาโดนใบเหลืองสองใบในช่วงเวลาห่างกันไม่ถึง 3 นาที จนถูกไล่ออกในนาทีที่ 63 

ในขณะที่ปี 2011 เขาเคยก่อวีรกรรมเล่นพลุในบ้านตัวเองจนไฟไหม้ลุกลาม ที่ต้องเดือดร้อนให้หน่วยดับเพลิงเข้ามาจัดการ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนศึกดาร์บีแมตช์เมืองแมนเชสเตอร์ กับ แมน ยูไนเต็ด เพียงแค่วันเดียว และเหตุการณ์นี้เอง ที่นำมาซึ่งข้อความ “Why Always Me?” บนเสื้อตัวในที่เขาถกโชว์หลังยิงประตูใส่ทีมปีศาจแดงได้ในวันถัดมาmario-balotelli-manchester-city-why-always-me_sl8hlf897fvf1sg34d2thsblf

หรือก่อนหน้านั้นในช่วงปรีซีซันก่อนฤดูกาล 2011-12 เขาเคยโชว์ลูกตอกส้นยิงประตู ในเกมกระชับมิตรกับ แอลเอ กาแล็คซี (แถมยังหลุดกรอบอีกต่างหาก) ที่ทำให้มันชินี โกรธมาก จนถึงขั้นส่งตัวเขากลับบ้านทันทีหลังเกมนั้น 

“ผมหวังว่า นี่จะเป็นบทเรียนให้เขา ในฟุตบอล คุณต้องเป็นมืออาชีพเสมอ ต้องจริงจังทุกครั้ง และครั้งนี้เขาไม่ได้แสดงความเป็นมืออาชีพ เขาจำเป็นต้องเข้าใจพฤติกรรมของเขาว่ามันต้องดีในทุกเกม ไม่ใช่แค่ในรอบชิงหรือรอบรอง แต่ต้องทุกเกม” มันชินี กล่าวหลังเกม

“เขารู้ว่าเขาทำผิด ฟุตบอลควรต้องจริงจังอยู่เสมอ และถ้าคุณมีโอกาสทำประตู คุณควรทำ ถ้าคุณจริงจัง คุณจะได้เล่น 90 นาที ถ้าไม่ คุณก็ได้แค่มาและนั่งอยู่ที่ม้านั่งสำรอง มาริโอ ยังเด็ก ผมอยากช่วยเขา และนั่นก็คือตอนจบของมัน การเปลี่ยนตัวเขาออกหลังผ่านไป 30 นาที มันพอแล้วสำหรับการลงโทษ มันไม่ได้ง่ายสำหรับเขา แต่มันจะเป็นบทเรียน” 

อันที่จริง มันชินี คือกุนซือที่ให้โอกาส บาโลเตลลี มาตลอด เพราะเขาเชื่อว่าลูกทีมของเขาคนนี้ มีศักภาพดีพอที่จะพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นยอดนักเตะในอนาคต แต่สุดท้ายความอดทนของเขาก็มาถึงขีดจำกัด

มันเกิดขึ้นในเดือนมกราคม 2013 หลังผ่านพ้นปีใหม่มาเพียงไม่กี่วัน เมื่อ บาโลเตลลี เข้าปะทะกับ สก็อตต์ ซินแคลร์ แข้งดาวรุ่งแบบรุนแรงเกินเหตุ ในสนามซ้อม จนทำให้มันชินีไม่พอใจ ก่อนที่มันจะลุกลามจนเกือบเป็นการชกต่อยกัน 

“มันไม่ใช่อะไรที่เลวร้าย เรากำลังแข่งกัน มาริโอ เตะเพื่อนร่วมทีม และผมก็บอกไปว่า ‘กลับเข้าไป ออกไปจากสนาม’ เขาบอกว่า ‘ไม่’ ผมก็ไปเอาเสื้อเขามาและผลักเขาออกจากสนาม นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่มีอะไรพิเศษ” มันชินีอธิบายกับ The Guardian 

แม้ในตอนแรก มันชินี จะออกปกป้อง บาโลเตลลี และยืนยันว่ามันเป็นแค่การปะทะคารมธรรมดา แถมไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แต่สุดท้ายหลังจากนั้นไม่ถึงเดือน ดาวยิงอิตาลี ก็ถูกขายให้ เอซี มิลาน ด้วยค่าตัวราว 20 ล้านปอนด์ 

ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์อันยาวนานของทั้งคู่จะจบลงตรงนี้แล้วใช่ไหม? ไม่เลย มันไม่เคยเกิดขึ้นเลย 

สุดแค้นแสนรัก 

“ความสัมพันธ์ของผมและมันชินีเหรอ สมบูรณ์แบบเลย” บาโลเตลลี อธิบาย

แม้ว่า มันชินี จะเป็นคนส่ง บาโลเตลลี กลับไปอิตาลีหลังเหตุการณ์อื้อฉาว ที่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เผาผีกับอดีตลูกทีมรายนี้ แต่ในความเป็นจริง เขาไม่ได้ผูกใจเจ็บหรือคิดแค้นอะไรขนาดนั้น  

ไม่เพียงแต่ไม่โกรธเท่านั้น เขายังรักและเชื่อมั่นในความสามารถของ บาโลเตลลี และมองว่าการที่ ดาวยิงสุดเกรียน กลับไปอิตาลี น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการพัฒนาฝีเท้า สำหรับนักเตะที่มีคาแร็คเตอร์ที่ควบคุมได้ยากอย่างเขา 

“ผมว่ามันเป็นโอกาสที่ดีสำหรับมาริโอ ที่จะกลับไปอิตาลี ผมเสียใจมากเพราะว่าเรารักเขาในฐานะคนคนหนึ่งและผู้เล่นคนหนึ่ง” มันชินีกล่าวหลังบาโลเตลลีย้ายไปร่วมทีมมิลาน  160613671_crop_north

“เราเสียใจมากจากเรื่องนี้ ผมคิดว่าเขาคงคิดถึงผม ไม่ใช่แค่ผม แต่นักข่าวทั้งหมดที่นี่ สำหรับคุณ เขาสำคัญมาก” 

และมันก็ชัดเจนว่า ความรักของ มันชินี ต่อ บาโลเตลลี นั้นไม่เคยเสื่อมคลาย ไม่ว่าอดีตลูกทีมของเขาคนนี้จะเคยก่อเรื่องไว้แค่ไหน เพราะหลังจากนั้นในปี 2018 มันชินี ก็ยืนยันว่าเขาพร้อมจะให้โอกาสอดีตลูกทีมคนนี้ในทีมชาติอิตาลี ที่เขาเป็นหัวเรือใหญ่ 

“ผมคิดว่าผมสามารถเป็นคนที่นำอิตาลี กลับมาอยู่กับร่องกับรอยได้” มันชินีกล่าวในวันรับตำแหน่ง 

“แน่นนอนว่าผมจะคุยกับ บาโลเตลลี เช่นกัน” 

มันคือความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งเกลียด (love-hate relationship) บางครั้งพวกเขาก็เหมือนศัตรูกัน แต่บางครั้งพวกเขาก็สนิทกันราวกับเป็นพ่อลูกบุญธรรม และมันก็เป็นแบบนี้สลับกันไปมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 

เซร์คิโอ อเกวโร หนึ่งในนักเตะที่เคยร่วมงานกับพวกเขาทั้งสองคนที่ แมน ซิตี้ คือคนที่ยืนยันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี เขาเล่าว่าครั้งหนึ่งพวกเขาเคยด่าทอกันอย่างหยาบคายในสนามซ้อม แต่หลังจากนั้นไม่นานก็จับมือคืนดีราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

“ความสัมพันธ์ของเขาและมันชินี มักจะทำให้ผมยิ้ม” ดาวยิงแมนซิตี้ กล่าวใน Born to Rise หนังสืออัตชีวประวัติส่วนตัวของเขา balotelli2_2444456b

“พวกเขาทะเลาะกันเหมือนหมากับแมวในระหว่างการซ้อม และหลังจากนั้นก็เดินออกไปด้วยการโอบไหล่กันและกัน พวกเขาอาจจะด่าว่าหรือตะโกนใส่กัน แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็เหมือนพ่อลูกกัน” 

“บ่อยครั้งที่เราแข่ง 5 ต่อ 5 ในการซ้อม และมันชินีมาเล่นด้วย แน่นอนว่าฝ่ายตรงข้ามต้องเป็นมาริโอ พวกเขาต่างยั่วกันและกัน เขาบอกมาริโอ และคนอื่นว่าเขาไม่ใช่ผู้จัดการในเกมนี้ เป็นแค่ผู้เล่นคนหนึ่ง” 

“เขาบอกว่า เราควรพูดในสิ่งที่เราต้องการกับเขา และมันโอเค ดังนั้นเมื่อเกมเริ่มขึ้น มันชินี และมาริโอ ต่างเป็นคู่แข่ง พวกเขาใส่กันไม่ยั้ง และตะโกนด่าว่ากัน พอหมดเวลา มันชีนีก็พูดว่า ตอนนี้ฉันเป็นผู้จัดการทีมพวกนายอีกครั้งแล้ว ตอนนี้”

“มาริโอยังพูดว่า ‘แกมันโคตรอ่อนเลยตอนเป็นนักเตะ และมันก็ง่ายกว่าตอนนี้มาก’ มันชินีบอกว่า ‘ตอนนี้แกยังเล่นไม่ได้เลย’ มันฟังดูการ์ตูนมากๆ”  

“มาริโอ จะหายไปและคร่ำครวญอยู่สองสามวัน เขาเหมือนกับเด็กเล็กๆ คนหนึ่ง ผมคิดถึงเขาเพราะว่า แม้ว่าเขาจะบ้าหน่อยๆ แต่เขาก็มีคาแรคเตอร์อันยอดเยี่ยมที่ควรมีในห้องแต่งตัว” mancini-balotelli_47hp5gjxfkfn1rgg24dnei6ku

หรือแต่ตอนที่ มันชินี ให้สัมภาษณ์กับ L’Equipe สื่อชื่อดังของฝรั่งเศส เมื่อปี 2016 เขายังอดไม่ได้ที่จะชื่นชมอดีตลูกทีมของเขารายนี้ แถมยังแสดงความห่วงใย พร้อมอวยพรให้บาโลเตลลี โชคดี ทั้งที่พวกเขาต่างจากกันแบบไม่สวยงามนัก 

“เขาเป็นเด็กดี ด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง และสุภาพ เขาเป็นคนที่น่านับถือมากในความคิดของผม” มันชินี กล่าวกับ L’Equipe

“บางครั้ง เขาก็ทำให้คุณตื่นเต้น แต่มันยากที่ไม่อยากให้เขาประสบความสำเร็จ ผมมีความสุขกับเขา เพราะทุกอย่างกำลังไปได้ดีกับนีซ” 

เขาเพิ่งอายุ 26 แต่อาชีพมันผ่านไปอย่างรวดเร็ว คุณไม่สามารถทิ้งพรสวรรค์ที่พระเจ้าให้มาอย่างเสียเปล่า ผมนึกถึงอาเดรียโน ผมเคยเป็นโค้ขให้เขาที่อินเตอร์ เขาสุดยอดมาก แต่เขาก็สูญเสียทางเดินของตัวเอง” 

วนไปวนมา

แม้กระทั่งทุกวันนี้ ทั้งคู่ยังคงมีความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งเกลียด เพราะแม้ว่า มันชินี จะยืนยันว่าเขาให้โอกาส บาโลเตลลี ในทีมชาติอิตาลีเสมอ จนทำให้ดาวยิงผู้นี้ถูกเรียกมาติดธงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีในปี 2018 สมัยค้าแข้งกับ นีซ แต่หลังจากนั้น เขาก็เริ่มหมดความอดทนอีกครั้ง   

เดือนสิงหาคม 2019 มันชินี ยอมรับว่าเขาเริ่มหมดแรงกระตุ้นต่อบาโลเตลลี เมื่อเขารู้สึกว่าเจ้าตัวพยายามไม่มากพอ และเอื่อยเฉื่อยจนเกินไป จนทำให้ไม่ถูกเรียกติดทีมชาติอีกเลยนับตั้งแต่ปี 2018 

“ผมรักเขา แต่สำหรับเขา ผมไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว เขาต้องคิดได้แล้วว่าเขาอยู่ช่วงกลางของอาชีพ และเขายังมีอะไรต้องให้อีกมากมาย ถ้าเขาต้องการ” มันชินี กล่าวกับ Gazzetta dello Sport 

แน่นอนว่าฟังดูเหมือนว่า มันชินี จะตัดหางปล่อยวัด บาโลเตลลี อีกแล้ว แต่ไม่ใช่ เพราะล่าสุดเมื่อต้นเดือนเมษายน 2020 ที่ผ่านมา แม้จะรู้สึกหงุดหงิดกับฟอร์มการเล่นของ “ซูเปอร์ มาริโอ” ซึ่งปัจจุบันค้าแข้งกับ เบรสชา แต่ก็ยอมรับว่าประตูในทีมชาติยังคงเปิดกว้างสำหรับทุกคน รวมไปถึงเขา  

“ในเรื่องคุณภาพเขาเคยมีและยังมีอยู่ มาริโอเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุด” มันโช เผยกับ Sky Sport Italia  

“แต่มันไม่พอ เขาไม่ได้มีผลงานที่ดีมากนักกับเบรสชาในปีนี้ และเขาก็รู้ ผมหวังว่าเขาจะกลับมาเป็น มาริโอ ตอนเล่นให้ซิตี้ หรือยูโร 2012 ประตูทีมชาติเปิดกว้างสำหรับทุกคน” 

จริงอยู่ แม้ว่าในมุมหนึ่งความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ดูเหมือนว่า มันชินี “เจ็บไม่จำ” กับการกระทำของ บาโลเตลลี แต่ในมุมหนึ่ง มันคือความเชื่อและศรัทธา ต่อนักเตะคนหนึ่ง ที่มีมาตลอดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

และในขณะเดียวกัน มันก็แสดงให้เห็นถึงความรักและความหวังดีของ มันชินี ที่มีให้ บาโลเตลลี อย่างไม่เสื่อมคลาย 

“ผมรู้จักมาริโอ และผมก็รักเขา ผมให้มาริโอ ลงเล่นตั้งแต่เขายังเป็นเด็กหนุ่ม ดังนั้นผมจึงรู้จักเขาเป็นอย่างดี” มันชินีพูดถึงศิษย์รักของเขา

เหตุใดนักเตะบางคนเป็นสุดยอดตัวสำรอง แต่ไม่ได้รับโอกาสให้เป็นตัวจริง?

“ซุปเปอร์ซับ” คือ คำศัพท์ในกีฬาฟุตบอล ใช้เรียกผู้เล่นที่เป็นตัวสำรอง และเมื่อได้รับโอกาสเปลี่ยนตัวลงสนาม มักทำผลงานได้ดี สามารถทำประตู หรือเปลี่ยนเกมได้ตามที่โค้ชต้องการ

 

โอเล กุนนาร์ โซลชา, เอดิน เซโก, ดีว็อค โอริกี, ฮาเวียร์ เออร์นานเดซ, โซโลม็อง กาลู หรือแม้กระทั่ง ชาตรี ฉิมทะเล พวกเขาล้วนเป็นนักฟุตบอล ที่ถูกจดจำ ในฐานะนักเตะซุปเปอร์ซับจอมเปลี่ยนเกม

การได้ชื่อว่าเป็น สุดยอดตัวสำรอง แสดงว่า พวกเขาย่อมต้องมีดี มากกว่าผู้เล่นบนม้านั่งทั่วไป มิเช่นนั้น คงไม่ได้รับการสรรเสริญ ด้วยคำนี้จากสื่อและแฟนบอล

อย่างไรก็ตาม การเป็นสุดยอดนักเตะตัวสำรอง คือ สิ่งที่แฟนบอลหลายคนคลางแคลงใจ นักเตะพวกนี้ คือ ตัวสำรองชั้นเลิศ แต่พวกเขาดีพอหรือเปล่าที่จะเป็นตัวจริง? ทั้งที่เก่งขนาดนี้ เหตุใดจึงทำได้เพียงแค่ รอโอกาสอยู่บนม้านั่งสำรอง

ซุปเปอร์ซับ ต้องเก่งถึงจะเป็นได้

“โค้ชฟุตบอลทุกคน ในระดับฟุตบอลอาชีพ ล้วนต้องการซุปเปอร์ซับ นักเตะที่มีความสามารถ ในการเปลี่ยนรูปเกม ขณะที่ทีมกำลังประสบปัญหาอยู่”

มาร์ค วินยัลส์ โค้ชจากศูนย์พัฒนาเยาวชน กล่าวถึง ความสำคัญของผู้เล่นแบบซุเปอร์ซับ พร้อมให้เหตุผลสำคัญ ถึงคุณสมบัติที่นักเตะแบบซุปเปอร์ซับต้องมี48b283b4cca413e440987e5be21065eb

ผู้เล่นประเภทซุปเปอร์ซับ ไม่จำเป็นต้องมีฝีเท้าชั้นเลิศ แต่ความคิด ความเข้าใจในเรื่องแทคติค คือ สิ่งสำคัญ พวกเขาต้องรู้ว่าทีมกำลังขาดอะไร จะใช้ความสามารถของตัวเอง หรือเล่นงานจุดอ่อนของทีมคู่แข่งได้อย่างไร ?

หากสังเกตให้ดี นักฟุตบอลแบบซุปเปอร์ซับ มักจะมีความสามารถเฉพาะของตัวเอง ที่เป็นจุดเด่นแตกต่างจากผู้เล่นคนอื่น 

ไม่ว่าจะเป็น ฮาเวียร์ เออร์นานเดซ กับความสามารถในการหาพื้นที่ยิงประตู, โอเล กุนนาร์ โซลชา กับการจบสกอร์ที่เฉียบขาดในกรอบเขตโทษ, เอดิน เซโก กับการเป็นผู้เล่นรูปร่างใหญ่ เก็บบอลดี และยิงประตูได้เฉียบขาด หรือโซโลม็อง กาลู ที่มีความเร็วปรอดแตก มากกว่านักบอลทั่วไป

พวกเขามีลักษณะการเล่นที่แตกต่าง จากเพื่อนร่วมทีมของเขา…โซลชา ไม่ได้เล่นเหมือนแอนดี โคล หรือ ดไวท์ ยอร์ค, เซโก เล่นคนละสไตล์กับ กุน อเกวโร และ คาร์ลอส เตเบซ รวมถึง กาลู ก็ไม่ได้เล่นฟุตบอลแบบเดียวกับ ดิดิเยร์ ดร็อกบา หรือ เฟร์นานโด ตอร์เรส

ความสามารถอันแตกต่าง ที่นักเตะซุปเปอร์ซับมี คือ สิ่งที่พวกเขาต้องใช้ เพื่อลงไปเปลี่ยนเกมให้ได้ แน่นอนว่า หากทำได้สำเร็จ ชื่อเสียงและการยอมรับ จะเข้ามาหานักเตะเหล่านี้ทันที

“ผู้เล่นอย่างเอดิน เซโก้ หรือ ฮาเวียร์ เออร์นานเดซ สามารถพิสูจน์ว่าพวกเขามีดีพอ จากการลงสนาม เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเล่น สร้างสรรค์โอกาส หรือทำประตู ในช่วงเวลาอันน้อยนิด ที่เขาได้รับจากผู้จัดการทีม ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องของโชค แต่เป็นความสามารถล้วนๆ” เดวิด แฟร์เคาห์ ซุปเปอร์ซับรุ่นบุกเบิก กล่าวถึงข้อดีของผู้เล่นแบบซุปเปอร์ซับ6286923809_34ecd24f41_z

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า การเป็นซุปเปอร์ซับสามารถเป็นกันได้ทุกคน เพราะสิ่งสำคัญที่ซุปเปอร์ซับต้องทำให้สำเร็จ ไม่ใช่การยิงประตู ไม่ใช่การลงไปเปลี่ยนเกม หรือโหม่งประตูชัยจากลูกเตะมุม ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

แต่เป็นการทำให้โค้ช เชื่อใจ และกล้าที่จะเลือกผู้เล่น ที่นั่งรอโอกาสบนม้านั่งสำรอง ลงสนาม เพื่อเปิดโอกาสให้นักเตะคนหนึ่ง ได้กลายเป็นซุปเปอร์ซับ

เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน ยอดกุนซือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผู้ปลุกปั้นซุปเปอร์ซับ มานักต่อนัก ได้กล่าวถึงคุณสมบัติ ที่สำคัญที่สุดของผู้เล่นแบบซุปเปอร์ซับว่า “เขาต้องเป็นคนที่สามารถตัดสินใจ ในช่วงเวลาสำคัญได้ดีที่สุด”

 

เก่งแค่ไหนถึงจะได้เป็นตัวจริง

มองจากคุณสมบัติหลายข้อ ของการเป็นสุดยอดตัวสำรอง ดูไม่ขี้เหร่แม้แต่น้อย ออกจะต้องเป็นนักเตะที่เก่งมากด้วยซ้ำ ถึงจะสามารถสร้างชื่อให้ตัวเอง ให้กลายเป็นที่จดจำของแฟนบอล ในฐานะยอดตัวเปลี่ยนเกมจากข้างสนามDavid-Fairclough

“ผู้คนอาจจะคิดว่า เป็นซุปเปอร์ซับก็ดีอยู่แล้ว แต่เชื่อเถอะ ผมโคตรเกลียดการนั่งที่ม้านั่งสำรอง” เดวิด แฟร์เคาห์ นักเตะที่เคยดำรงตำแหน่งยอดซุปเปอร์ซับ ให้กับสโมสรลิเวอร์พูล ถึง 8 ปี ในช่วงปี 1975-83 กล่าวถึงความอัดอั้นในใจ ของผู้เล่นตัวสำรองจอมเปลี่ยนเกม

“ถ้าเกมไหนเรานำ 2-0 หรือ 3-0 ผมไม่มีทางได้ลงเล่นหรอก…เพราะการเปลี่ยนตัว มีแค่ความหมายเดียวเท่านั้น ทีมในสนามของคุณกำลังมีปัญหา”

เมื่อไม่มีใครอยากนั่งรอโอกาสอยู่ข้างสนาม สิ่งที่ตามมา เมื่อนักเตะซุปเปอร์ซับได้แจ้งเกิดสักคน คือคำถามที่ออกมาจากปากแฟนบอลว่า เมื่อไหร่พวกเขาเหล่านี้ จะได้โอกาสลงสนามในฐานะตัวจริงบ้าง และตัวนักเตะ ล้วนต้องการโอกาสพิสูจน์ตัวเองเช่นกัน 

อย่างไรก็ตาม เหล่าซุปเปอร์ซับหลายคน กลับไม่สามารถก้าวผ่านกำแพงตรงนั้นได้…โซลชาเป็นตัวสำรองอดทนให้แมนฯ ยูไนเต็ด นานถึง 11 ปี จนแขวนสตั๊ด, เซโก้เบียดกุน อเกวโร ไม่ลงจนต้องอพยพไปค้าแข้งที่อิตาลี GettyImages-1214650

เช่นเดียวกับ ฮาเวียร์ เออร์นานเดซ ที่แจ้งเกิดไม่สำเร็จ กับทัพปีศาจแดง หรือ กาลู ที่ต้องออกจากเชลซี ไปเล่นในลีกฝรั่งเศสและเยอรมัน เพื่อโอกาสการลงสนาม

แน่นอนว่า ผู้เล่นแนวซุปเปอร์ซับ มีข้อดีมากมาย ที่ทำให้พวกเขาแจ้งเกิดในฐานะสุดยอดตัวสำรอง แต่ข้อดีที่พวกเขามี คือปัญหาสำคัญที่ทำให้พวกเขาเป็นได้แค่ตัวสำรอง

ดร.เชลาดูไร อโศก อาจารย์ด้านสุขภาพและกีฬา จากประเทศอินเดีย ได้ศึกษาพฤติกรรมการเกิดขึ้นและคงอยู่ ของผู้เล่นแบบซุปเปอร์ซับในกีฬาฟุตบอล…

อาจารย์ท่านนี้ เสนอความเห็นว่า ในโลกฟุตบอลปัจจุบัน ตำแหน่งซุปเปอร์ซับ มีความจำเป็นอย่างมาก และด้วยความสำคัญนี้ ทำให้หลายทีม เลือกหานักเตะ เพื่อมาเล่นเป็นซุปเปอร์ซับโดยเฉพาะ 

โดยชี้ว่า ซุปเปอร์ซับ เปรียบเสมือนตำแหน่งการเล่นหนึ่งในรูปแบบใหม่ คือ รอโอกาสอยู่ข้างสนาม เมื่อได้ลงไปเล่น เขารู้ว่าต้องทำอย่างไร ให้รูปเกมดีขึ้นให้ได้มากที่สุด

ดร.อโศก มองว่า ฮาเวียร์ เออร์นานเดซ คือ ซุปเปอร์ซับที่สมบูรณ์แบบ เขามีข้อดีจริงๆ ของนักเตะรายนี้ คือหาโอกาสทำประตูได้ดี และเมื่อทีมต้องการประตู ก็แค่เปลี่ยนนักเตะรายนี้ลงสนาม เพื่อลงไปยิง

เมื่อสโมสรฟุตบอล มองหาถึงผู้เล่นโจ๊กเกอร์ ที่จะเข้ามาสร้างความแตกต่างยามทีมเกิดวิกฤติ ทำให้ทีมมักจะเลือกซื้อนักเตะที่มีสไตล์การเล่นแตกต่าง จากผู้เล่นที่เป็นตัวหลักของทีม 

เพราะผู้จัดการทีมทุกคน มีแผนการเล่นที่ตนเองต้องการใช้อยู่ในหัว และรู้ดีว่า พวกเขาต้องการใช้นักเตะแบบไหน ที่จะใช้เป็นตัวหลักในแผนของเขา 

สุดท้ายจึงนำไปสู่การเกิดซุปเปอร์ซับขึ้นมา อันเป็นนักเตะที่เล่นในรูปแบบที่แตกต่าง กับแทคติคตั้งต้น ของผู้เล่น 11 ตัวจริง หรือโค้ชบางคน อาจจะมีแทคติคเฉพาะ ที่ใช้ในช่วงท้ายเกม และต้องการนักเตะบางคน ที่เอาไว้ใช้ลงสนามในช่วงเวลานั้น โค้ชจะได้ส่งผู้เล่นที่ตัวสำรอง ลงไปสร้างความแตกต่างในสนาม

เมื่อไหร่ที่สองกองหน้าเทคนิคสูง อย่างเตเบซ และ กุน เล่นไม่ออก แมนฯ ซิตี้ สามารถส่งกองหน้าร่างยักษ์อย่างเซโก้ ลงไปสร้างความแตกต่าง469520779

หากโคล และ ยอร์ค เล่นไม่ออก แมนฯ ยูไนเต็ด ยังมีโซลชา ลงไปปิดโป้งปัญชี หรือหากกองหน้าสายเทคนิคอย่าง ตอร์เรส และหัวหอกสายถึก อย่าง ดร็อกบา ไม่สามารถทำประตูได้ เชลซี สามารถส่งกาลู ลงไปใช้ความเร็วปั่นป่วนได้

พูดแบบตรงตรงมาก็คือ นักเตะในตำแหน่งซุปเปอร์ซับส่วนใหญ่ ถูกดึงตัวมาร่วมทีม เพื่อให้มาเป็นตัวสำรอง ไว้เปลี่ยนรูปแบบการตามแทคติคตั้งแต่ต้น ไม่ได้ซื้อมาเพื่อเล่นเป็นตัวจริง ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

 

สรุปเก่งหรือไม่เก่ง

ในเมื่อหลายสโมสร หรือฟุตบอลทีมชาติก็ตาม เลือกผู้เล่นบางคนเข้าทีม เพื่อหวังใช้ประโยชน์เป็นเพียงแค่ตัวสำรอง สรุปแล้วพวกเขาดีพอ หรือดีไม่พอที่จะเป็นนักฟุตบอลตัวจริง?…คำตอบคือทั้งดีพอและดีไม่พอ

แง่หนึ่งต้องยอมรับว่า ต่อให้โดนดึงตัวเข้ามาร่วมทีมเพื่อเป็นตัวสำรองก็จริง แต่ปกติของโลกฟุตบอล โค้ชย่อมต้องเลือกนักเตะที่เขาคิดว่าดีที่สุดลงสนาม ถ้าเหล่าตัวสำรอง สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่า เรามีดีพอ คุณก็สามารถเบียดยึดตัวจริงได้ 

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี เริ่มต้นกับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในฐานะตัวสำรองของลูคัส บาร์ริออส แต่เขาก็สามารถเอาชนะใจเยอร์เกน คล็อปป์ เบียดยึดตำแหน่งตัวจริงจากบาร์ริออสลงได้ 

ที่บาเยิร์น มิวนิค ในฤดูกาล 2012/13 มาริโอ มานด์ซูคิซ สามารถเบียด มาริโอ โกเมซ ลงเป็นเพียงตำสำรองได้ ทั้งที่ฤดูกาลก่อนหน้าโกเมซยิง 26 ประตูให้กับบาเยิร์น และคว้าตำแหน่งรองดาวซัลโวของลีกด้วยซ้ำ

หรือกรณีสดๆร้อนๆ ของโอลิวิเยร์ ชิรูด์ ที่ต้องตกเป็นตัวสำรองให้กับเชลซี ในยุคของแฟรงค์ แลมพาร์ด อันที่จริงต้องบอกว่า แข้งรายนี้ไม่ใช่ซุปเปอร์ซับด้วยซ้ำ เพราะแทบไม่ได้รับโอกาสลงสนามเลยจากแลมพาร์ด แต่สุดท้ายเจ้าตัวสามารถพิสูจน์ตัวเอง จนแลมพาร์ดยอมรับ กลับมายึดตำแหน่งตัวจริงได้อีกครั้ง

แน่นอนว่า เอกลักษณ์เฉพาะของผู้เล่นซุปเปอร์ซับ อาจทำให้สโมสรชั้นนำซื้อตัวคุณไปร่วมทีม แต่ถ้าคุณไม่สามารถพัฒนาตัวเอง ยึดติดกับรูปการเล่นเดิมๆ ไม่สามารถแสดงให้โค้ชเห็นว่า คุณมีดีมากกว่าจะเป็นแค่ตัวเปลี่ยนเกม ในแทคติครูปแบบหนึ่ง โอกาสการเป็นตัวจริงคงไม่มีวันมาถึง 

แม้แต่นักเตะอย่าง ลีโอเนล เมสซี หรือ คริสเตียโน โรนัลโด ทั้งสองคนล้วนเริ่มต้นจากการรอโอกาสจากข้างสนามทั้งสิ้น แต่สามารถพัฒนาตัวเอง จนกลายเป็นสุดยอดนักเตะของโลก

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า เหล่าซุปเปอร์ซับในทีมใหญ่ พวกเขาจะดีไม่พอที่จะเป็นตัวจริงทีมไหนบนโลก…

เซโก้ กลับมาแจ้งเกิดในฐานะยอดกองหน้าอีกครั้ง กับโรม่า, กาลู ก้าวไปยึดตัวจริงที่ลีลล์ และแฮร์ธ่า เบอร์ลิน รวมถึงฮาเวียร์ เออร์นานเดซ ที่ผ่านการเป็นตัวจริง ให้ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น และ เวสต์แฮม ยูไนเต็ดมาแล้ว

สำหรับนักเตะซุปเปอร์ซับ พวกเขาอาจไม่ดีพอที่จะเป็นตัวจริง ให้ทีมระดับหัวแถวของโลก แต่ยังมีระดับกลาง ระดับเล็กอีกมาก ที่พร้อมจะเปิดโอกาสให้นักเตะซุปเปอร์ซับเหล่านี้ ได้เป็นตัวจริงอย่างที่ฝันไว้ 

นอกจากนี้ ยังมีนักเตะอีกประเภทหนึ่ง ที่อาจเรียกได้ว่า เก่งแต่โชคไม่ดี คือนักเตะที่ได้รับบาดเจ็บง่าย โค้ชหลายคนจะเลือก ให้พวกเขาเป็นเพียงแค่ตัวสำรอง ไม่ใช่เพราะเก่งไม่พอ แต่ร่างกายดีไม่พอ ที่จะลงสนามเต็มเกม หรืออย่างน้อยก็ 70 นาที

ปาโก อัลกาเซร์ คือตัวอย่างที่ดี ในกรณีนี้…เขาย้ายมาอยู่กับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และเริ่มต้นในฐานะตัวสำรอง เพราะร่างกายฟิตไม่พอที่จะลงเตะตั้งแต่เริ่มเกม เขาลงมาเป็นซุปเปอร์ซับ ยิงกระจาย จนทำลายสถิติของลีกในฐานะตัวสำรอง56505457_1530339480433388_7448070721214873600_o

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาที่ทีมคาดหวัง ต้องการให้เขาเป็นตัวจริง เขากลับไม่สามารถก้าวข้ามผ่าน อาการบาดเจ็บของตัวเอง จนท้ายที่สุดดอร์ทมุนด์ จึงเลือกซื้อเออร์ลิง ฮาร์ลันด์มาเป็นตัวจริงแทนเขา

ทั้งนี้ นักเตะบางคน เช่น โอเล กุนนาร์ โซลชา เขาสามารถเป็นกองหน้าให้กับทีมระดับกลาง ในพรีเมียร์ลีกได้แบบสบายๆ แต่เขาไม่เคยคิดจะย้ายทีม เพราะเขาพอใจกับบทบาทสุดยอดตัวสำรองที่ทีมมอบให้ และการที่เขายอมเป็นตัวสำรอง ไม่ได้หมายความว่า เขาเป็นนักฟุตบอลที่แย่แต่อย่างใด8695320-6607235-Solskjaer_played_a_crucial_role_when_Ferguson_s_United_won_the_T-m-24_1547836406963

“ผมเป็นคนที่โชคดีมากๆ ที่เขาไม่เคยบ่นเรื่องการเป็นตัวสำรอง ผมไม่คิดว่าผมจะหานักเตะที่เก่งระดับนี้ และยอมรับการเป็นตัวสำรองได้อีกแล้ว” เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน กล่าวถึงโซลชา

ท้ายที่สุดแล้ว เราไม่สามารถกากบาทใส่นักเตะซุปเปอร์ซับทุกคน ว่าพวกเขาดีไม่พอ เก่งไม่จริง หรือไม่ใช่นักเตะระดับชั้นนำของโลก…

เวลาคือเครื่องพิสูจน์คุณค่าของคน นักเตะซุปเปอร์ซับจะได้ก้าวไปต่อ ในฐานะตัวจริง หรือจะติดหล่มกับดักของการเป็นแค่ตัวสำรอง 

ซึ่งสุดท้ายนักเตะเหล่านั้นคือผู้เลือกชะตาของตัวเอง

บังเอิญหรือตั้งใจ ทำไมเก้าอี้เล่นเกม ถึงเหมือนเก้าอี้รถแข่งแบบแทบไม่ผิดเพี้ยน

“อีสปอร์ต” คือกีฬาที่กำลังเติบโตขึ้นทุกวัน นอกจากมูลค่าที่เกิดขึ้นในการแข่งขัน ผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดออกมา ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์, หูฟัง หรือ เมาส์ ต่างได้รับความนิยมในหมู่คนทั่วไป จนกลายเป็นสินค้าที่หลายคนเลือกใช้ แม้ไม่ได้เล่นเกมแบบจริงจัง

 

หากกล่าวถึง ผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นและสะดุดตาที่สุด คงหนีไม่พ้น “เก้าอี้เกม” ด้วยรูปทรงที่แปลกประหลาด ราวกับหลุดมาจากวงการมอเตอร์สปอร์ต สร้างความสงสัยว่าทำไมเก้าอี้ที่ใช้เล่นเกม จึงดูเหมือนเก้าอี้รถแข่งขนาดนี้

เราจะพาคุณมาหาคำตอบว่าทำไม เก้าอี้เกม จึงมีรูปทรงคล้าย เก้าอี้รถแข่ง เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือตั้งใจ? เรามีคำตอบมาให้คุณ

พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

เก้าอี้รถแข่งเริ่มมีบทบาทในวงการเกม ตั้งแต่ปี 2006 เมื่อ DXRacer บริษัทผลิตที่นั่งรถสปอร์ตสัญชาติอเมริกัน ตัดสินใจผลิตเก้าอี้เพื่อเหล่าเกมเมอร์ โดยอ้างว่า เก้าอี้ที่พวกเขาผลิตขึ้นมา คือเก้าอี้เกมสมัยใหม่ตัวแรกของโลก

อันที่จริง เก้าอี้ของ DXRacer ไม่ได้มีการออกแบบมากมาย พวกเขาเพียงเอาเก้าอี้แข่งรถที่ค้างสต็อกมาปรับแต่ง ให้เหมาะสมกับเกมเมอร์ หลัง DXRacer ประสบปัญหาในการตีตลาดเก้าอี้รถแข่ง จากผลกระทบทางเศรษฐกิจหลังเกิดเหตุการณ์ 9/11

DXRacer ตั้งบริษัทในปี 2001 เพื่อผลิตที่นั่งให้กับรถยนต์หรู แต่จากเหตุก่อการร้ายสะเทือนขวัญ วงการรถยนต์ได้รับผลกระทบหนัก ในปีดังกล่าว Chrysler ยกเลิกการผลิตรถวินเทจแบรนด์ Plymouth ก่อนที่ปี 2004 GM จะยกเลิกสายการผลิตรถรุ่นเก่าๆ  

DXRacer จึงต้องหาตลาดใหม่เพื่อให้บริษัทอยู่ต่อได้ จากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ก่อนพบว่าไม่มีตลาดใดที่ไร้คู่แข่งเท่าตลาดเก้าอี้เกมอีกแล้ว

ทันทีที่เก้าอี้เกมสไตล์รถแข่งของ DXRacer วางขาย มันได้รับความนิยมอย่างมากจากเหล่าเกมเมอร์ เนื่องจากคุณสมบัติมากมายที่ตอบสนองความต้องการ ทั้งพนักพิงที่มีความสูงเลยศีรษะ, หมอนรองคอและหลังที่มีขนาดพอดี, ส่วนโค้งพิเศษเพื่อรองรับช่วงไหล่, พนักแขนและหลังที่ปรับองศาได้ตามต้องการ และ ผิวสัมผัสหนังสังเคราะห์ที่นุ่มสบาย

เก้าอี้ของ DXRacer ช่วยแก้ไขปัญหาอาการปวดหลังของเหล่าเกมเมอร์ที่กำลังเข้าขั้นวิกฤติ ในช่วงเวลาดังกล่าว ปี 2005 มีการสำรวจว่าผู้คนในสหราชอาณาจักรใช้เวลาหน้าจอราว 10 ชั่วโมง โดยเก้าอี้ที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้น คือเก้าอี้พลาสติกพนักพิงสั้น ที่ไม่ช่วยอะไรนอกจากทำให้อาการปวดหลังของเหล่าเกมเมอร์กำเริบอันที่จริง เก้าอี้ของ DXRacer ไม่ได้มีการออกแบบมากมาย พวกเขาเพียงเอาเก้าอี้แข่งรถที่ค้างสต็อกมาปรับแต่ง ให้เหมาะสมกับเกมเมอร์ หลัง DXRacer ประสบปัญหาในการตีตลาดเก้าอี้รถแข่ง จากผลกระทบทางเศรษฐกิจหลังเกิดเหตุการณ์ 9/11  DXRacer ตั้งบริษัทในปี 2001 เพื่อผลิตที่นั่งให้กับรถยนต์หรู แต่จากเหตุก่อการร้ายสะเทือนขวัญ วงการรถยนต์ได้รับผลกระทบหนัก ในปีดังกล่าว Chrysler ยกเลิกการผลิตรถวินเทจแบรนด์ Plymouth ก่อนที่ปี 2004 GM จะยกเลิกสายการผลิตรถรุ่นเก่าๆ    DXRacer จึงต้องหาตลาดใหม่เพื่อให้บริษัทอยู่ต่อได้ จากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ก่อนพบว่าไม่มีตลาดใดที่ไร้คู่แข่งเท่าตลาดเก้าอี้เกมอีกแล้ว  ทันทีที่เก้าอี้เกมสไตล์รถแข่งของ DXRacer วางขาย มันได้รับความนิยมอย่างมากจากเหล่าเกมเมอร์ เนื่องจากคุณสมบัติมากมายที่ตอบสนองความต้องการ ทั้งพนักพิงที่มีความสูงเลยศีรษะ, หมอนรองคอและหลังที่มีขนาดพอดี, ส่วนโค้งพิเศษเพื่อรองรับช่วงไหล่, พนักแขนและหลังที่ปรับองศาได้ตามต้องการ และ ผิวสัมผัสหนังสังเคราะห์ที่นุ่มสบาย  เก้าอี้ของ DXRacer ช่วยแก้ไขปัญหาอาการปวดหลังของเหล่าเกมเมอร์ที่กำลังเข้าขั้นวิกฤติ ในช่วงเวลาดังกล่าว ปี 2005 มีการสำรวจว่าผู้คนในสหราชอาณาจักรใช้เวลาหน้าจอราว 10 ชั่วโมง โดยเก้าอี้ที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้น คือเก้าอี้พลาสติกพนักพิงสั้น ที่ไม่ช่วยอะไรนอกจากทำให้อาการปวดหลังของเหล่าเกมเมอร์กำเริบ

ทันทีที่เก้าอี้ของ DXRacer เปิดตัว ในปี 2006 ยอดขายของมันถล่มทลาย สร้างรายได้ให้บริษัท 4.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ การแข่งขันตามกลไกตลาดเสรีเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้า แบรนด์อย่าง Vertagear, Respawn, E-Blue และ AKRacing กระโจนเข้ามาสู่ตลาดเกม และสิ่งที่ทุกแบรนด์ทำเหมือนกัน คือนำเก้าอี้สไตล์รถแข่งของ DXRacer มาปรับแต่งเป็นเก้าอี้ของตัวเอง ไม่เพียงเท่านั้น ขนาดแบรนด์เก้าอี้รถแข่งพันธุ์แท้ อย่าง Sparco, Recaro หรือ Bride ก็ทำเก้าอี้เกมมิ่งกับเขาด้วย

การแข่งขันตามกลไกตลาดเสรี ส่งผลให้เกิดการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ จากที่เคยผลิตเก้าอี้เพื่อจำหน่ย แบรนด์อย่าง DXRacer และ AKRacing เข้าไปจับมือเป็นพาร์ทเนอร์กับทัวร์นาเมนต์ระดับโลก ส่งผลให้เก้าอี้เกมเมอร์สไตล์รถแข่ง เป็นที่นิยมต่อเหล่าเกมเมอร์ทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

 

ความเหมือนของพฤติกรรม

ความสำเร็จของเก้าอี้เกมสไตล์รถแข่ง อาจถูกมองว่ามาจากความบังเอิญหรือโชคช่วย แต่ความจริงแล้ว นักแข่งรถ กับ เกมเมอร์ มีพฤติกรรมในแต่ละวันใกล้เคียงกว่าที่หลายคนคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากท่วงท่าของร่างกาย ที่ฝากชีวิตไว้กับที่นั่งคู่ใจกันทั้งสองฝ่ายthumbnail

เก้าอี้รถแข่ง ถูกออกแบบมาพิเศษเพื่อลดอาการปวดเมื่อยของนักแข่ง ที่ต้องนั่งอยู่หลังพวกมาลัยเป็นเวลานาน เก้าอี้รถแข่งสมบูรณ์แบบมาก รูปทรงที่โฉบเฉี่ยวของมัน ถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยลดอาการปวดบริเวณ แผ่นหลัง หัวไหล่ และกระดูกส่วนเอว เพื่อไม่ให้นักแข่งรู้สึกเหนื่อยเกินไปในแต่ละวันของการฝึกซ้อมอันยาวนาน

เช่นเดียวกับกับนักแข่งรถ เหล่าเกมเมอร์นั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน หลายคนถึงกับนอนบนเก้าอี้ด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้ เก้าอี้ที่ลดอาการปวดหลังเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ เกมเมอร์ต้องการเก้าอี้ที่ช่วยให้พวกเขาปรับเปลี่ยนอิริยาบถหลากหลาย และสามารถใช้ชีวิตหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ โดยไม่ต้องลุกไปไหนกว่าสิบชั่วโมง

“ความลับของเก้าอี้เกมคือ มันมีพนักพิงสูงกว่าเก้าอี้ทั่วไปในออฟฟิศมาก เก้าอี้เราช่วยซัพพอร์ตไหล่และหลัง เพื่อให้คุณไม่รู้สึกเหนื่อยจากการนั่ง” โธมัส ไคลน์ CEO ของบริษัท Need for Seat เปิดเผยถึงความลับของเก้าอี้เกม

“ยิ่งเก้าอี้ของคุณช่วยซัพพอร์ตไหล่และหลังของคุณมากเท่าไหร่ มันยิ่งช่วยให้คุณนั่งได้นานขึ้นเท่านั้น”

เก้าอี้เกมที่ปรับเอนราบได้สูงสุด 180 องศา ไม่ต่างจากเก้าอี้บนรถแข่งที่ปรับความเอน ตามความต้องการของแต่ละคน นอกจากนั้น เก้าอี้เกมยังได้นำองค์ประกอบของเก้าอี้ออฟฟิศมาใช้ นั่นคือพนักแขนที่ปรับขึ้นลงได้ ถือเป็นฟังก์ชั่นการใช้งานที่ลดความเมื่อยจากการจับจอยหรือรัวคีย์บอร์ดเป็นเวลานาน

“เก้าอี้เกมสะดวกสบายกว่ามาก เพราะว่ามันสามารถปรับแต่งได้ตามใจ คุณสามารถปรับแต่งพนักพิง เพื่อช่วยกระดูกส่วนเอว เพื่อปรับองศา เพื่อพักศีรษะ หรือ เพื่อพักแขน คุณสามารถทำมันได้ทั้งหมด” แดเนียล ยามิลโกสกิม “Yamilkoskim” โปรเพลเยอร์ Overwatch กล่าว

ความเหมือนในความต่างนี้ ไปเข้าตาของ DXRacer ทำให้พวกเขาเป็นเจ้าแรกที่กล้านำเอาเก้าอี้รถแข่ง มาวางขายในฐานะเก้าอี้เกม ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะพวกเขามองเห็น และเข้าใจพฤติกรรมที่เหมือนกันของนักแข่งรถ และเกมเมอร์นั่นเอง

 

แฟชั่นของนักเล่นเกม

เก้าอี้เกมคือเก้าอี้ที่ได้รับการยกย่องว่าสะดวกสบาย จนหลายคนบอกว่า พนักงานออฟฟิศควรนำไปใช้งานเช่นกัน แต่ในความเป็นจริง ยังมีหลายคนที่มองว่าเก้าอี้เกมรูปแบบนี้ มีความ “น่าเกลียดเกินไป” เนื่องจากรูปทรงที่แปลกประหลาดจากเก้าอี้ทั่วไปค่อนข้างมาก รวมถึงสีสันที่ฉูดฉาด เก้าอี้เกมจึงไม่ถูกยอมรับมากนักนอกวงการเกมproduct_31865_product_shots5

อย่างไรก็ตาม ในวงการเกม เก้าอี้เกมกลับกลายเป็นแฟชั่นสำหรับเกมเมอร์ ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกครั้งที่เกมเมอร์ไลฟ์สตรีมตามช่องทางต่างๆ สิ่งที่โดดเด่นรองจากหน้าตาของเกมเมอร์ คือเก้าอี้ที่อยู่เบื้องหลังของพวกเขา หากเปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย มันไม่ต่างอะไรจากนักฟุตบอลกับรองเท้าสตั๊ดในปัจจุบัน ที่แค่ฟังก์ชั่นคงไม่พอ ต้องมีแฟชั่นเข้ามาเกี่ยว

เก้าอี้เกมมีจุดขายที่ค่อนข้างจะแตกต่าง คือ ยิ่งดูฉูดฉาด หรือที่บางคนคนมองว่าน่าเกลียดมากเท่าไหร่ มันยิ่งได้รับความนิยมมากเท่านั้น เก้าอี้เกมถูกพัฒนาให้โดดเด่นกว่าเก้าอี้รถแข่งแบบดั้งเดิม ด้วยสีสันที่สะดุดตา ทั้ง สีแดงสด หรือ สีเขียวสะท้อนแสง รวมถึงรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยวขึ้นทุกวัน มันยิ่งทำให้เก้าอี้เกมได้รับความนิยมมากขึ้น

ความแตกต่างของเก้าอี้เกม ช่วยบ่งบอกถึงตัวตนของเหล่าเกมเมอร์ทั่วโลก ทันทีที่คุณซื้อเก้าอี้เกมเข้ามาใช้งานในบ้าน ต่อให้คุณไม่เคยชนะในรายการแข่งขันใด ความรู้สึกที่คิดว่าตัวเองคือเซียนเกม จะเกิดขึ้นทันทีที่นั่งลงบนเก้าอี้ดังกล่าวdx-racer-led-chair-review-3-2

ปัจจุบัน เก้าอี้เกมพัฒนาไปไกล มีรุ่นที่บรรจุไฟ LED ในตัว, ปรับโครงสร้างเก้าอี้ให้นั่งสบาย ราวกับหลุดมาจากรถหรูราคาหลายล้าน, มีการนำโครงเหล็กมาใช้ เพื่อชูจุดขายว่าเป็นเก้าอี้ที่ทนทาน รวมถึงสร้าง uppermarket seats หรือเก้าอี้ระดับสูง ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อผู้เล่นระดับโปรเพลเยอร์โดยเฉพาะ

เก้าอี้เกมอาจยังคงมีรูปร่างคล้ายเก้าอี้รถแข่ง แต่ในเรื่องของการตลาด เก้าอี้เกมสร้างมูลค่าของตัวเอง จนกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจอีสปอร์ต จนมีรายได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 32,690 ล้านบาท เมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา

การพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งเรื่องของการใช้งานและดีไซน์ ทำให้มีการคาดการณ์ว่า ตลาดเก้าอี้เกมจะเติบโตขึ้นอีก 5% ในช่วงปี 2019-2023 หมายถึงเงินราว 66 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 2,157 ล้านบาท กำลังเข้ามาสู่งวงการนี้ในอีกหลายปีข้างหน้า

เก้าอี้เกมอาจมีดีไซน์ประหลาด จนทำให้หลายคนไม่ชอบใจ แต่ความนิยมของมันทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่า เก้าอี้เกมคือทางเลือกใหม่สำหรับคนทุกอาชีพ ในอนาคตอันใกล้ เราอาจได้เห็นเก้าอี้ชนิดใหม่ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเก้าอี้เกม เหมือนกับที่ เก้าอี้เกมประสบความสำเร็จ จากการพัฒนาตัวเองจาก เก้าอี้รถแข่ง มาแล้ว

ดอน โอมาร์ นักแสดง FAST & FURIOUS ที่เหยียบเกิน 300 กม. ต่อ ชม. ในชีวิตจริง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาพยนตร์ชุด “FAST & FURIOUS” คือหมายเลขหนึ่งในหนังตระกูลความเร็ว ที่สร้างรายได้มหาศาล รวมถึงสร้างกระแสความคลั่งไคล้รถยนต์ และเพลงจากละตินอเมริกาแก่คนทั่วโลก

 

หลายคนคงเคยจินตนาการว่า หาก โดมินิก ทอเร็ตโต กับ ไบรอัน โอ คอนเนอร์ มีชีวิตจริงจะเป็นอย่างไร? แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ในบรรดานักแสดงที่เล่นภาพยนตร์ตระกูล Fast & Furious มีคนหนึ่งเป็นนักแข่งรถในชีวิตจริง ที่เหยียบความเร็วไม่ต่ำกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เราจะนำเสนอเรื่องราวของ ดอน โอมาร์ (Don Omar) นักร้องและนักแสดงจาก Fast & Furious ที่ได้แรงบันดาลใจจากการเล่นหนัง จนกลับไปสู่รากเหง้าของตัวเองในฐานะนักแข่ง Drag Racing 

 

ความฝันในวัยเด็ก

กีฬารถแข่ง หรือ มอเตอร์สปอร์ต เป็นกีฬาที่ใช้ต้นทุนค่อนข้างสูง นักแข่งรถส่วนใหญ่จึงมักมาจากครอบครัวที่มีฐานะดี แต่ไม่ใช่สำหรับ ดอน โอมาร์ หรือในชื่อจริง วิลเลียม โอมาร์ แลนดรอน ริเวรา เขาเติบโตที่เมืองซานฮวน ประเทศเปอร์โตริโก ในครอบครัวช่างซ่อมรถยนต์maxresdefault

“พ่อผมเป็นช่างซ่อมรถยนต์ คุณปู่ของผมก็เป็นช่างซ่อมรถยนต์ ผมไม่รู้เหมือนกันนะว่าทำไม แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาถ่ายทอดความรักที่มีต่อรถยนต์แก่ผม”

ความฝันการเป็นนักแข่งรถของ ดอน โอมาร์ ไม่ได้รับการสานต่อในวัยเด็ก ด้วยครอบครัวที่มีฐานะยากจน ชีวิตของโอมาร์จึงผูกติดกับศาสนา เขาเข้าเป็นสมาชิกโบสถ์คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ และถูกจดจำในฐานะบาทหลวงรุ่นเยาว์ประจำชุมชน

ดอน โอมาร์ ทำหน้าที่บาทหลวงกระทั่งอายุ 18 ปี จึงเข้าศึกษาต่อในระดับวิทยาลัยที่เมืองคากูอัส ในสาขาช่างยนต์ เขากำลังเตรียมพร้อมเพื่อกลับไปสานต่อธุรกิจอู่ซ่อมรถของครอบครัว จนกระทั่งพรสวรรค์ใหม่ของ ดอน โอมาร์ ฉายแสงเจิดจ้า นั่นคือ การร้องเพลง

อาชีพนักร้องคือชีวิตที่ดีกว่าช่างซ่อมรถยนต์ ดอน โอมาร์ ตัดสินใจเด็ดขาด ลาออกจากวิทยาลัยทั้งที่ยังเรียนไม่จบ เขาเริ่มต้นเส้นทางใหม่ด้วยการเป็นนักร้องรับจ้างในไนต์คลับ ดอน โอมาร์ ยืนอยู่จุดนั้นนาน 2 ปี 

กระทั่งความสามารถของเขาไปเข้าตา เอเลียล ลินด์ โอซาริโอ (Eliel Lind Osorio) โปรดิวเซอร์และดีเจชื่อดัง ที่หมายมั่นผลักดัน ดอน โอมาร์ สู่การเป็นดาวดังของวงการเพลงเร็กเก้c9a46743d15e8a68a312706282af34de

สายตาของ เอเรียล ไม่ผิดพลาด ดอน โอมาร์ ประสบความสำเร็จถล่มทลายตั้งแต่อัลบั้มแรก The Last Don (2003) ซึ่งได้รับการยกย่องในฐานะอัลบั้มที่พาเพลงแนวเรเกตอน สู่สายตาชาวโลก จนได้รับฉายาจากแฟนเพลงว่า “El Rey” หรือ “ราชา”

ความสำเร็จจากอัลบั้มดังกล่าว เปลี่ยน ดอน โอมาร์ จากลูกชายช่างซ่อมรถธรรมดา สู่ศิลปินระดับเศรษฐี เขาซื้อแมนชั่นมูลค่า 1.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นบ้านพักขณะทำกิจกรรมที่สหรัฐอเมริกา และไม่ลืมที่จะเติมเต็มความฝันในวัยเด็ก ด้วยการทุ่มเงินซื้อรถหรูมากมาย เข้าสู่คอลเลคชันของเขา

“ผมมีรถ Bentley 2 คัน รถ Cadillac Escalade อีก 2 คัน บวกกับรถแข่งอีก 4 คัน เท่ากับว่าผมมีรถ 8 คัน (หัวเราะ)” ดอน โอมาร์ เปิดเผยถึงความคลั่งไคล้ในรถยนต์ของเขา

 

แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์

ดอน โอมาร์ ใช้ชีวิตในวิถีทางของซูเปอร์สตาร์ เขามีเพื่อนเป็นคนดังหลากหลายอาชีพในวงการบันเทิง หนึ่งในนั้นคือ วิน ดีเซล (Vin Diesel) ดาราดังเจ้าของบทบาท โดมินิก ทอเร็ตโต นักซิ่งมาดขรึมจากภาพยนตร์ชุด “Fast & Furious” แฟรนไชส์หนังบล็อคบัสเตอร์ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกdownload

ความคลั่งไคล้ในรถยนต์ของ ดอน โอมาร์ ไม่ใช่ความลับ วิน ดีเซล ซึ่งทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์เรื่อง Fast & Furious (2009) ซึ่งถือเป็นภาค 4 ของแฟรนไชส์ จึงรีบต่อสายตรงชักชวนเพื่อนรักชาวเปอร์โตริโก ให้มารับบทบาทสมทบในภาพยนตร์เรื่องนี้

“ผมมีส่วนร่วมในแฟรนไชส์นี้ เพราะเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งของผม วิน ดีเซล เขาคือหนึ่งในเพื่อนที่ดีที่สุดของผม เขาคือคนที่คอยให้คำแนะนำผมเสมอ”

ดอน โอมาร์ เต็มที่กับการรับบทเป็นตัวละคร ริโก ซานโตส ที่แฟนๆ น่าจะจดจำได้ในฐานะ คู่หูจอมวินาศ กับ เตโก เลโอ แสดงโดยอีกหนึ่งศิลปินชาวเปอร์โตริโก เตโก กัลเดรอน (Tego Calderon) ในภาพยนตร์ Fast & Furious เขาลงทุนจ้างโค้ชเพื่อฝึกฝนการแสดงแบบส่วนตัว นอกจากนั้นยังร้องเพลงซาวน์แทร็คประกอบภาพยนตร์ชุดนี้ 3 เพลง หนึ่งในนั้นคือเพลง “Danza Kuduro” ที่ฮิตระเบิดไปทั่วโลก

การมีส่วนร่วมมากมายกับภาพยนตร์ Fast & Furious ส่งผลให้ ดอน โอมาร์ กลับมาคิดถึงการเป็นนักแข่งรถอาชีพอีกครั้ง ในปี 2010 ดอน โอมาร์ ได้รับใบอนุญาตแข่งขันกีฬา Drag Racing ก่อนถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Fast Five (2011) เพียงไม่กี่วัน5-toyota-celica-2jz_133313822708___484x363

“ผมเตรียมพร้อมตลอดเวลา ตอนนี้ผมมีใบอนุญาตแข่งขันกีฬา Drag Racing ผมคือนักแข่งรถเต็มตัว ผมสนุกไปกับทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์เรื่องนี้”

น่าเสียดายที่ Fast Five กลายเป็นหนังเรื่องสุดท้ายในแฟรนไชส์ที่ ดอน โอมาร์ มีส่วนร่วม (แม้เจ้าตัวจะมีโผล่มาแว้บๆ ใน The Fate of the Furious หรือภาค 8 ของแฟรนไชส์ก็ตาม) แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่เขาได้รับกลับมานั้นแสนคุ้มค่า ดอน โอมาร์ กลับสู่รากเหง้าของตัวเองอีกครั้ง เขาเดินทางกลับสู่เปอร์โตริโก เพื่อค้นหารถคู่ใจในการแข่งขัน

 

เส้นทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด

Drag Racing หรือ การแข่งขันรถวิ่งทางตรง ไม่ใช่การแข่งขันรถแบบปกติทั่วไป ด้วยระยะทางที่สั้นเพียง 402 เมตร หรือ ¼ ไมล์ แต่รถต้องวิ่งด้วยความเร็วไม่ต่ำกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถที่ใช้ลงแข่งขัน Drag Racing จึงถูกปรับแต่งเพื่อเร่งความเร็วให้สูงและไวที่สุด ซึ่งบางครั้ง มันก็เค้นกำลังของเครื่องยนต์ รวมถึงระบบส่งกำลังมากเกินไป จนพัง หรือถึงขั้นระเบิดคาแทร็กอยู่บ่อยครั้งunnamed

ไม่เพียงเท่านั้น การแข่งรถประเภทนี้ยังมีอีกสิ่งที่นักแข่งทุกคนต้องทำก่อนออกสตาร์ทในแต่ละครั้ง นั่นคือการ “เบิร์นยาง” ถือเป็นการเช็กสภาพครั้งสุดท้าย วอร์มเครื่องยนต์ให้พร้อมลุย วอร์มยางให้ร้อนเพื่อเพิ่มการยึดเกาะในการแข่งจริง สิ่งที่เกิดขึ้นตาม คือควันที่คละคลุ้งไปทั่ว จนบางครั้งก็มากเกินไป ถึงขั้นไฟลุกเลยทีเดียว

นักแข่ง Drag Racing จึงต้องฝากชีวิตของตัวเองไว้กับรถแข่งขัน สำหรับ ดอน โอมาร์ แม้เจ้าตัวจะมีรถแข่งหลายคัน แต่รถคันแรกคือรถที่พิเศษสุด มันไม่ใช่รถที่ดีอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นรถที่บอกเล่าเรื่องราวในชีวิตของเขาด้วย

“รถแข่งคันแรกของผมคือ Chevrolet Nova ปี 1967 มันคือรถที่สวยงาม และให้ความรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง มันย้ำเตือนว่า พ่อของผมทำงานหนักแค่ไหน ในการประกอบรถขึ้นมาสักคัน ก่อนนำมันลงสู่สนามแข่งขัน”  

ดอน โอมาร์ เติมเต็มช่วงชีวิตการเป็นนักแข่งรถที่ขาดหาย ด้วยวัย 35 ปี เขากลับไปศึกษาสาขาช่างยนต์ ในระดับวิทยาลัยอีกครั้ง และหลังจบการศึกษา ดอน โอมาร์ เดินทางไปยังเมืองลาสเวกัส เพื่อเข้าโรงเรียนสอนขับรถ NASCAR

ความทุ่มเทของ ดอน โอมาร์ อาจทำให้คุณสงสัยว่า มันจะกระทบกับอาชีพนักร้องของเขาหรือเปล่า? ตรงกันข้าม ดอน โอมาร์ จัดงาน “Drag Mania” เทศกาลดนตรีและแข่งขันรถยนต์ เมื่อเดือนมีนาคมปี 2013 เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงความรักที่มีต่อสองเส้นทางในชีวิต55456458

ดอน โอมาร์ ลงแข่งขัน Drag Racing อย่างต่อเนื่อง แม้ชีวิตด้านนี้ของเขาจะไม่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อเท่าใดนัก โดยเฉพาะช่วงเวลาที่รีไทร์จากอาชีพนักร้อง ในปี 2017-2019 แต่เราเชื่อว่าเขาจะไม่หันหลังให้กับวงการความเร็วไปง่ายๆ

ชีวิตจริงของ ดอน โอมาร์ อาจไม่หวือหวาเร้าใจเหมือนตัวละครที่รับบทบาทในภาพยนตร์ชุด Fast & Furious แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้งคู่มีเหมือนกันคือความรักในการแข่งขันรถยนต์ และเราเชื่อว่า ดอน โอมาร์ จะไม่หันหลังให้กับวงการความเร็วเป็นครั้งที่สองอย่างแน่นอน

เก่งไม่เน้น เน้นเพี้ยน ‘จิมมี่ บูลลาร์ด’ นักบอลสายฮา ผู้ใช้ความกวนสร้างตัวตนจนโด่งดัง

จิมมี่ บูลลาร์ด ชื่อนี้คงไม่เป็นที่คุ้นหูนักของแฟนบอลรุ่นใหม่ แต่ถ้าคุณเป็นแฟนบอลตัวยงของพรีเมียร์ลีก ในช่วง 10-20 ปีที่แล้ว ชื่อของเขา อยู่ในความทรงจำของแฟนบอลยุคนั้น เป็นอย่างดี 

 

ไม่ใช่ลีลาฝีเท้า ที่เป็นที่จดจำ แต่สิ่งที่ทำให้คนจำเขาได้ คือ วีรกรรมเพี้ยนๆ เรียกเสียงหัวเราะ ที่อดีตนักฟุตบอลรายนี้สร้างขึ้นมากมาย ตลอดช่วงเวลาในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ 

และนี่คือเรื่องราวของแข้งเพี้ยนๆ ผู้เป็นที่รักของแฟนบอล 

 

เส้นทางของคนเพี้ยน

จิมมี่ บูลลาร์ด เกิดและเติบโต ทางตะวันออกของกรุงลอนดอน พื้นที่ของชนชั้นแรงงาน ประจำเมืองหลวงของประเทศอังกฤษ และกีฬาที่อยู่คู่กับชนชั้นแรงงานในอังกฤษ คือฟุตบอล จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่เจ้าหนูจิมมี่ จะเป็นแฟนตัวยังของกีฬาลูกหนังตั้งแต่วัยเยาว์

บูลลาร์ด คือแฟนพันธุ์แท้ ของทีมเวสต์แฮม ยูไนเต็ด และฝันที่จะสวมเสื้อทีมขุนค้อน ในฐานะนักเตะอาชีพ เขาไม่รอช้า เริ่มฝึกวิชาลูกหนังตั้งแต่เด็ก และโชว์แววเก่งออกมา ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา ทำให้บูลลาร์ด ได้รับเลือกให้เป็นนักฟุตบอลประจำทีมโรงเรียนCMzbX2hWgAAscVm

หลังจากนั้นไม่นาน เวสต์แฮมได้มาชักชวนบูลลาร์ด เข้าเป็นเด็กฝึกอคาเดมีของทีม และไม่มีทาง ที่บูลลาร์ด จะปฏิเสธ เมื่อเขากลายเป็นนักเตะเยาวชนของทีมขุนค้อน โค้ชหลายคนมองว่า เจ้าเด็กรายนี้ จะต้องเป็นอนาคตของทีมอย่างแน่นอน

แต่อีกสิ่งมีบูลลาร์ดมีดี ไม่แพ้ฝีเท้าของเขา คือปาก … บูลลาร์ดเป็นคนปากไม่ดีมาแต่ไหนแต่ไร เขาไม่ใช่คนที่คิดร้าย แต่เป็นคนพูดตรงไปตรงมา คิดอย่างไรพูดอย่างนั้น จนบางครั้งกลายเป็นไร้สัมมาคาราวะ 

พรสวรรค์ของบูลลาร์ด ทำให้เขาหลงผิด ไม่สนใจคำสอนของโค้ช เพราะคิดว่าตัวเองมีดี รู้ตัวอีกที เขาโดนสโมสรฟุตบอลอันเป็นที่รัก ตัดตัวจากอคาเดมีของทีม โดยยังไม่ได้เซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกด้วยซ้ำ

ชื่อชั้นเก่าๆ ของบูลลาร์ดในฐานะ นักเตะเยาวชนทีมขุนค้อน ยังพอขายได้ เขาได้รับความสนใจ จากทีมในระดับลีกวันและลีกทู ที่ต้องการมาดึงตัวเขาไปร่วมทีม พร้อมให้สัญญาอาชีพแก่บูลลาร์ด

นี่คือจุดเริ่มต้นความเพี้ยนของผู้ชายคนนี้ เพราะเขาปฏิเสธสัญญาจากทีมอาชีพ และหันไปเล่นฟุตบอล กับทีมสมัครเล่นอย่าง โครินเตียน เอฟซี ทีมฟุตบอลที่บูลลาร์ดเชื่อว่า จะเป็นจุดกำเนิดเส้นทางฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมให้กับเขา

แม้จะดูทั้งบ้าและเพี้ยน แต่ทุกอย่างเป็นไปตามที่บูลลาร์ดคาดการณ์ … เขาได้รับการเซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรก กับทีมดาร์ทฟอร์ด ในลีกระดับ 7 ของอังกฤษ และฤดูกาลถัดมา เขาได้ขยับขึ้นไปเล่นกับทีมในลีกระดับ 6 กับ เกรฟเซนด์ แอนด์ นอร์ธฟลีต

จนถึงตอนนี้ หลายคนคงเป็นงงว่า ที่บูลลาร์ดเลือกไปเริ่มต้นอาชีพกับทีมสมัครเล่น เขาคิดถูกตรงไหน … แต่ในปี 1999 ด้วยวัยแค่ 20 ปี หลังจาก 2 ปี ที่เขาลงไปเล่น ในลีกระดับล่าง อดีตสโมสรที่เคยเขี่ยเขาทิ้ง อย่างเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ได้ยื่นข้อเสนอ 30,000 ปอนด์ ซื้อตัวบูลลาร์ด จากทีมในระดับดิวิชั่น 6 ไปร่วมทีมBullard

ความบ้าของบูลลาร์ด พาเขากลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง กับทีมระดับพรีเมียร์ ลีก ในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ แต่เป็นอีกครั้ง ที่สโมสรรักแห่งนี้ ต้องทำให้เขาเจ็บช้ำ เพราะตลอด 2 ปี ที่บูลลาร์ดอยู่กับทีมขุนค้อน เขาลงเล่นไปทั้งสิ้น 0 นัด

“ผมไม่คิดจะยอมแพ้หรอก เป้าหมายของผมคือการเล่นในลีกสูงสุด ทำให้ผู้คนต้องจดจำผม ผมจะต้องทำมันให้สำเร็จ แม้จะต้องใช้เวลาหลายปีก็ตาม” บูลลาร์ดเล่าย้อน ถึงเป้าหมายของเขา สมัยเป็นนักบอลดาวรุ่ง

บูลลาร์ดกลับไปเริ่มต้นใหม่ ในศึกดิวิชั่น 2 (ลีกวันในปัจจุบัน) กับ ปีเตอร์โบโร ได้กลับลงสนามในฐานะตัวจริงอีกครั้ง จนในปี 2003 วีแกน แอธเลติค ได้มาซื้อตัวเขาไปร่วมทีม และเขาฉายแสงความสามารถอย่างสุดขีด กับสโมสรแห่งนี้ พาวีแกนเลื่อนขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ในฤดูกาล 2004-05image

บูลลาร์ดทำฝันของเขาได้สำเร็จ ในปี 2005 ด้วยวัย 26 ปี เขากำลังจะได้เริ่มต้นในลีกฟุตบอลที่เขาใฝ่ฝัน และเขากลายเป็นนักฟุตบอล ที่แฟนบอลจดจำได้อย่างรวดเร็ว

ไม่ใช่เพราะฝีเท้าของเขาโดดเด่นเหนือใคร แต่คาแรคเตอร์ของบูลลาร์ด ทำให้เขากลายเป็นที่จดจำของแฟนบอล

 

นักแกล้งมืออาชีพ

ในด้านหนึ่ง บูลลาร์ดเป็นคนสนุกสนานเฮฮา เขาไม่เคยเดินทางมาสนามซ้อม ด้วยความตึงเครียด จริงจัง ในทางกลับกัน เขามองว่าฟุตบอลคือความสนุก และเขาต้องการให้ทุกคนสนุกไปกับมัน article-2634332-0405B4E70000044D-604_634x529

ตอนบูลลาร์ดค้าแข้งให้กับวีแกน เขาสร้างรายการปลอมๆ ของเขาในชื่อ “ฟุตบอล ฟันนี่ โชว์” คอยทำตัวตลกๆ สร้างความสนุกให้เพื่อนร่วมทีมในสนามซ้อม และอีกสิ่งหนึ่งที่เขาชอบทำ เพื่อสร้างความบันเทิง ให้กับเพื่อนร่วมทีม ก็คือการแกล้งเพื่อนร่วมทีมของเขาเอง

“ผมเป็นคนมีเพื่อนเยอะ เพื่อนอยู่กับผมตลอด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสนุก ที่จะแกล้งพวกเขาตลอดเวลา”

“บางครั้งผมก็แกล้งพวกเขาหนัก หลายครั้งที่เพื่อนร่วมทีมโกรธ โมโหผม แต่ผมจะแก้ต่างไปว่า ‘เราขอโทษ’ ‘เราไม่ได้ตั้งใจ’ พวกเขาก็จะหายโกรธ ถึงจะแปลกใจก็ตาม”

“แต่ส่วนใหญ่ 90 เปอร์เซ็นต์ พวกเขาชอบที่ผมแกล้งเขานะ ถึงอีก 10 เปอร์เซ็นต์จะไม่ชอบก็ตาม ดังนั้น ผมถือว่าการกระทำของผมเป็นเรื่องที่ดี”

หลังจากย้ายออกจาก วีแกน บูลลาร์ดย้ายไปเล่นฟุตบอล ให้กับอีกหลายทีม ไม่ว่าจะเป็น ฟูแลม (Fulham), ฮัลล์ ซิตี้ (Hull City), อิปสวิช ทาวน์ (Ipswich Town) และ เอ็มเค ดอนส์ (MK Dons) แต่ไม่ว่าเขาจะย้ายไปที่ไหน เขารักษาคาแรคเตอร์ ความฮา กวน บ้า เพียน ของเขาเอาไว้ตลอด

“ตอนผมย้ายไปอยู่ฟูแล่ม ก่อนเปิดฤดูกาล มีการจัดกิจกรรมละลายพฤติกรรม ผมชอบนะเข้าทางผมเลย ตอนนั้นผมอยู่กับทีมได้แค่ 4 สัปดาห์ แต่ผมอยากแกล้ง ปาปา บูบา ดิย็อป (Papa Bouba Diop) และผมรู้ว่าเขาชอบการนวดมาก ผมจึงคิดจะแกล้งเขา”

“ตอนที่เขาก้มหน้านวด ผมจึงไปเล่นกับหัวของดิย็อป ผมนั่งลงไปบนหัวของเขา เพื่อนร่วมทีมคนอื่นชอบกันมาก แต่ดิย็อปโมโหหนัก เขาวิ่งไล่ไปทั่วสนามซ้อม เขาต้องการจะฆ่าผม”

ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมทีม ที่โดนบูลลาร์ดแกล้ง เพราะระดับผู้จัดการทีมก็ไม่รอดเช่นกัน เหตุการณ์อันเป็นที่จดจำของเขา คือการล้อเลียน ฟิล บราวน์ ผู้จัดการทีมของฮัลล์ในปี 2009PA-6696201

หากยังจำกันได้ บราวน์เคยก่อวีรกรรมกับลูกทีมของตัวเองในเกมบ็อกซิ่งเดย์ปี 2008 เมื่อเขาสั่งลูกทีมห้ามเข้าห้องแต่งตัวช่วงพักครึ่งในเกมพบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลังโดนยำเละในครึ่งแรกถึง 4-0 ก่อนที่จะให้นั่งล้อมวง ส่วนเขาก็เข้าไปอยู่ตรงกลาง แก้เกมและตำหนิลูกทีมต่อหน้าแฟนๆ

เกือบ 1 ปีต่อมา ฮัลล์ มีโปรแกรมต้องเจอกับ แมนฯ ซิตี้ อีกครั้ง คราวนี้ จิมมี่ บูลลาร์ด กลายเป็นฮีโร่ ยิงจุดโทษช่วยให้ทีมตีเสมอ 1-1 ช่วงท้ายเกม และหลังจากนั้น สิ่งที่บูลลาร์ดทำ คือสั่งให้เพื่อนร่วมทีม มานั่งเป็นวงกลม ขณะที่ตัวเขากลายเป็น ฟิล บราวน์ ยืนล้อเลียน ชี้หน้าสั่งเพื่อนร่วมทีมBEtu2psCYAIHfzb

อันที่จริง เรื่องนี้มันดูแปลกๆ อยู่สักหน่อยที่บูลลาร์ดทำท่าดีใจล้อเลียนเจ้านายตัวเอง เพราะในเกมที่นักเตะ ฮัลล์ ถูกเจ้านายตัวเองสั่งนั่งล้อมวงกลางสนามช่วงพักครึ่งนั้น บูลลาร์ดยังไม่ทันย้ายมาร่วมทีมด้วยซ้ำ (เจ้าตัวย้ายมาร่วมทีมในเดือนมกราคม 2009) แต่ปรากฎว่า ทุกคนชอบในไอเดียนี้ แม้กระทั่งตัวของ ฟิล บราวน์ ที่โดนลูกทีมเล่นเต็มๆ ก็ตาม

แม้แต่ผู้จัดการระดับทีมชาติ ก็ไม่รอด … บูลลาร์ดเคยถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษในปี 2008 ภายใต้การนำของ ฟาบิโอ คาเปลโล และบูลลาร์ดเรียกคาเปลโลว่า “บุรุษไปรษณีย์แพท” ตัวการ์ตูนที่มีรูปร่างคล้ายกับคาเปลโล หรือบางครั้งก็ร้องเพลงประกอบการ์ตูนเรื่องนี้ ให้คาเปลโลฟัง  BoHD5OVIcAAM1MF

“แกล้งคนในทีมชาติอังกฤษไม่สนุกหรอก พอผมเริ่มแกล้ง ก็จะมีคนมาบอกว่า ทำตัวให้จริงจังหน่อย ผมยอมรับว่า เวลาผมได้ไปติดทีมชาติอังกฤษ ผมทำตัวไม่ค่อยถูก นักฟุตบอลพยายามเว้นระยะระหว่างกัน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสนิทด้วย”

“ผมยอมรับว่า ผมมีปัญหาเวลาอยู่ในแคมป์ทีมชาติ ผมต้องการแสดงความเป็นตัวเอง แต่ผมแทบแกล้งใครไม่ได้เลย แคมป์ทีมชาติจริงจังตลอดเวลา จริงจังอย่างมาก ผมไม่ใช่คนแบบนั้น”

 

เป็นตัวของตัวเอง

ตัวตนของบูลลาร์ด ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมาเปลี่ยนแปลงได้ ความเป็นคนขี้แกล้ง เพี้ยนๆ ชอบความเฮฮา อาจจะทำให้เขา ไม่มีโอกาสได้ย้ายไปอยู่กับทีมยักษ์ใหญ่ หรือประสบความสำเร็จในอาชีพค้าแข้ง แต่เขาก็พอใจในสิ่งที่เขาเป็น

บูลลาร์ดสร้างวีรกรรมสุดเพี้ยนอีกมากมาย บนสนามฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็น ความพยายามไล่ถอดกางเกงของ เฟรดดี ลุงเบิร์ก เพื่อดูกางเกงใน เพราะในตอนนั้นลุงเบิร์กเป็นพรีเซ็นเตอร์กางเกงใน ให้กับแบรนด์ Armani

แม้แต่นักเตะจอมโหด อย่างดันแคน เฟอร์กูสัน ยังเคยถูกบูลลาร์ดทำหน้าทำตากวนประสาทใส่ในสนามแข่ง จนบิ๊กดังค์ถึงกับท้าต่อยกับเเข้งจอมกวนรายนี้ ในอุโมงค์ทางเดิน

“ผมไม่ได้กลัวเขานะ แต่ผมก็ตกใจเหมือนกัน ที่เขาเดินมาท้าต่อยผมแบบนั้น จริงๆ ผมก็กลัวนิดหน่อยแหละ … ผมเดินเข้าอุโมงค์ เห็นเขายืนรออยู่ตรงทางเดิน ผมรู้ว่าตัวเองงานเข้าแล้ว ผมต้องรีบไปขอโทษเขา บอกเขาว่าผมไม่ได้มีเจตนาไม่ดี ที่ทำหน้าแบบนั้นใส่เขา”

อย่างไรก็ตาม บูลลาร์ดคงคาแรคเตอร์ของเขาเอาไว้ จนกระทั่งแขวนสตั๊ด และเมื่อเลิกเล่นฟุตบอล เขาไม่คิดจะเปลี่ยนตัวเองแต่อย่างใด และยังคงรักษาตัวตนความเพี้ยนเอาไว้เหมือนเดิม 

“ผมแกล้งเพื่อนที่มาเล่นกอล์ฟกับผม ไม่ต่างกับตอนผมแกล้งเพื่อนร่วมทีม สมัยเป็นนักฟุตบอล” บูลลาร์ดพูดถึงความแตกต่างที่เหมือนเดิม หลังจากเขาหันมาชิมลางเป็นนักกอล์ฟอาชีพ “แต่เอาจริง มันไม่สนุกเหมือนตอนผมเป็นนักฟุตบอลหรอก”

บูลลาร์ดอาจจะอำลาวงการลูกหนัง ในฐานะนักเตะอย่างเงียบๆ เมื่อปี 2012 … แต่วีรกรรมชวนหัวเราะของเขา ยังคงเป็นที่จดจำ หลังแขวนสตั๊ดบูลลาร์ดมีโอกาสได้ทำหน้าที่ เป็นพิธีกรรายการตลกเกี่ยวกับฟุตบอล อยู่หลายรายการ รวมถึงแสดงซิตคอมตลกมาแล้วLeatherhead_vs_Needham_032

ทุกวันนี้ เราอาจจะจดจำผลงานเก่าๆ ในฐานะนักฟุตบอลของบูลลาร์ดไม่ได้ แต่ใครที่ทันดูนักเตะรายนี้ คงไม่มีวันลืมโมเมนต์ตลกๆของเขา อย่างน้อยท่าดีใจล้อเลียนผู้จัดการทีมตัวเอง ยังคงเป็นที่กล่าวถึงในวงการฟุตบอล จนถึงทุกวันนี้

จิมมี่ บูลลาร์ด อาจจะไม่ใช่นักเตะที่ยิ่งใหญ่ แต่สิ่งที่เขาทำตลอดอาชีพชีวิตการค้าแข้ง คือสิ่งที่ย้ำเตือนว่า ฟุตบอลคือความสนุก ความบันเทิง สิ่งที่สร้างความสุขให้กับเรา ไม่ว่าในช่วงเวลาแบบไหนก็ตาม

คนขุนแดนเอธิโปเปีย ‘BODI’ ชนเผ่าที่กักตัวและกินแหลก 6 เดือนเพื่อแข่งกันอ้วน

กักตัวหนีโควิด … เชื่อว่าเราคงได้ยินคำนี้จนชินหูตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และมันมีทีท่าว่าจะไม่จบลงง่ายๆ และแน่นอน หนึ่งในปัญหาของการอยู่กับบ้านไม่ได้ออกไปไหนก็คือ “น้ำหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว”

 

 

คุณอาจจะเผลอกินเยอะโดยไม่ตั้งใจ ไม่ได้ออกกำลังกายเพราะสถานการณ์บังคับ ทว่าอีกฟากของโลกมีชนเผ่าหนึ่งที่ไม่เคยกังวลกับความอ้วน อีกทั้งยังพยายามแข่งกันทำน้ำหนักให้มากที่สุดในเผ่าอีกต่างหาก 

ติดตามเรื่องของชนเผ่า Bodi ในประเทศ เอธิโอเปีย กับเทศกาลการกักตัวและกินจนกว่าจะกินไม่ไหวของพวกเขา

ทำเพื่ออะไร แข่งอย่างไร ชนะแล้วได้อะไรกลับมา? ติดตามทั้งหมดได้ที่นี่

 

หนึ่งเดียวใน 50 เผ่ารอบแม่น้ำ OMO

Bodi คือชื่อชนเผ่าท้องถิ่นในประเทศเอธิโอเปีย พวกเขามีจำนวนประชากรราวๆ 9,000 คน ส่วนเรื่องของการทำมาหากินและประกอบอาชีพนั้นไม่ต่างจากเผ่าอื่นๆ ในแอฟริกา นั่นคือการทำเกษตรและปศุสัตว์ พวกเขาปลูกข้าวฟ่าง ข้าวโพด เลี้ยงแพะ เลี้ยงวัวไปตามประสา อ่านมาถึงตรงนี้ฟังดูแล้วดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่าสนใจและไร้ซึ่งความแตกต่าง … แต่ช้าก่อน คุณจะต้องคิดใหม่หลังจากรู้เรื่องต่อไปนี้

เพราะบริเวณรอบๆ แม่น้ำ Omo แม่น้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศรองจากแม่น้ำไนล์ เส้นเลือดใหญ่ของทวีปแอฟริกา มีชนเผ่าท้องถิ่นมากมายถึง 50 เผ่า แต่ชาวเผ่า Bodi นั้นแตกต่างเด่นชัดสังเกตง่ายมากที่สุด เพราะประชากรเพศชายของเผ่าอื่นๆ จะมีลักษณะที่ผอมเพรียว แข็งแรง เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ  แต่กับเผ่า Bodi ผู้ชายของที่นี่จะเดินตัวกลมพุงพลุ้ยนำหน้ามาแต่ไกล … และพวกเขาไม่แคร์ด้วยที่ร่างกายของตัวเองไม่ได้ถูกจริตตามบริบทสังคมโลกทั่วไป

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นไปได้ เพราะภาพจำของเราๆ ท่านๆ นั้น ประชากรชนเผ่าจะต้องมีลักษณะร่างกายที่แข็งแกร่ง แบบเดียวกับเผ่าอื่นๆ ที่ไม่ใช่เผ่า Bodi ซึ่งสาเหตุที่พวกเขาสามารถแตกต่างและเน้นไปที่การสร้างรูปร่างให้อ้วนได้ มีเหตุผลมาจากชนเผ่า Bodi เป็นเผ่ารักสงบไม่คิดรบกับใคร อีกทั้งยังไม่ค่อยล่าสัตว์เองเนื่องจากมีปศุสัตว์และผลผลิตทางการเกษตรเป็นของตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องผอม ต้องมีกล้าม และต้องแข็งแรงเหมือนกับเผ่าอื่นๆ ที่เป็นภาพจำของชาวโลกทั่วไปBoditribeEthiopia

ไม่เพียงเท่านั้น เหตุผลที่พวกเขาจำเป็นต้องอ้วน เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความร่ำรวย … มีอันจะกิน มีทรัพย์สินเยอะ และที่สำคัญมีวัวหลายตัว ซึ่งวัวนี่แหละที่เป็นแหล่งโปรตีนอันดับ 1 ของชนเผ่า Bodi พวกเขากินทั้งเนื้อ ทั้งนม และกินแม้กระทั่งเลือดสดๆ ที่เชือดกินกันตรงนั้นให้รู้แล้วรู้รอดกันไป 

นอกจากความอ้วนจะบ่งบอกถึงฐานะและความมั่งมีแล้ว อีกประการหนึ่งที่ผู้ชายเผ่า Bodi ภูมิในไขมันที่ตนเองมีอย่างยิ่งก็เพราะมันแสดงถึงการมีพลังอำนาจ โดยผ่านการแข่งขัน ที่ยิ่งพุงใหญ่เท่าไหร่คุณก็จะยิ่งเข้าใกล้การเป็น “ราชา” ของเผ่ามากขึ้นเท่านั้น 

 

เทศกาลหาราชา 

ในเดือนมิถุนายนของทุกปี ซึ่งตรงกับวันขึ้นปีใหม่ตามปฎิทินโบราณของชาว Bodi จะมีเทศกาลหนึ่งที่ทุกคนในเผ่ารอคอย … ขนาดที่ในระยะหลังถึงขั้นมีสำนักข่าวดังจากโลกศิวิไลซ์ส่งทีมงานมาถ่ายทำสารคดีกันมากมาย นั่นคือเทศกาล Ka’el หรือเทศกาลที่หาความเป็นเลิศของชายที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเผ่า เพื่อขึ้นเป็นผู้นำของเผ่าในอนาคต 

จะมองว่าเทศกาล Ka’el เป็นกีฬาก็คงไม่ผิดนัก เนื่องจากบริบทของกีฬามีอยู่ว่า  “การเล่นเพื่อการแข่งขัน เพื่อความเพลิดเพลิน หรือเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง มีกฎระเบียบ และกติกาที่แน่นอนตามแต่ชนิดกีฬา” หากจะเปรียบเทียบก็คงเหมือนกับกีฬาเพาะกาย เพียงแต่ว่าเปลี่ยนสิ่งที่ใช้ตัดสินจาก กล้ามเนื้อ เป็น ไขมัน ก็เท่าน้นเอง Ethiopian-Fat-man-contest

มองดูแล้วอาจจะเป็นเรื่องที่ดูตลกดี ที่มีผู้ชายหลายสิบคนมาแข่งกันกินอาหารให้ตัวอ้วนขึ้น และที่สำคัญคุณคงคิดว่ามันจะยากอะไรแค่การกินให้มากที่สุด ไม่ไหวก็แค่ยอมแพ้ไป ปีหน้าค่อยๆ กินขยายกระเพาะอาหารและกลับมาแข่งใหม่ก็ยังได้ ทว่าความจริงและสิ่งที่เกิดขึ้นกับเทศกาล Ka’el นั้นจริงจัง และโหดร้ายเกินกว่าที่ใครจะนึกภาพออก … ยินดีต้อนรับเข้าสู่เทศกาล Ka’el เทศกาลแข่งกินที่ใช้ความสามารถเหนือมนุษย์ที่สุดเท่าที่โลกเคยมี 

 

KA’EL การกักตัวและทำให้อ้วนที่มาก่อนกาล 

พูดถึงการแข่งกิน ภาพที่เราๆ นึกออกคงหนีไม่พ้นรายการญี่ปุ่นอย่าง TV Champions หรือการแข่งกินฮอทดอกในวันชาติของสหรัฐอเมริกา ที่เอาผู้เข้าแข่งขันมาแข่งกินจุในเมนูสุดอร่อยภายใต้เวลาที่จำกัด ครึ่งชั่วโมงบ้าง 1 ชั่วโมงบ้าง หรือบางเมนูก็ให้เวลากิน 2 ชั่วโมง อะไรก็ว่ากันไป ใครกินได้มากชิ้น มากจานที่สุดก็เป็นผู้ชนะ ง่ายๆ แบบนั้นเอง

แต่ที่ชนเผ่า Bodi แข่งกันกินนั้น ต้องย้ำอีกทีว่าพวกเขาไม่ต้องการคนที่กินจุ แต่พวกเขาต้องการคนที่กินแล้วอ้วนที่สุด ระยะเวลาการแข่งขันก็ไม่มากไม่มาย ... “6 เดือนเต็มๆ” คุณอ่านไม่ผิดหรอก 6 เดือนที่พวกเขาจะต้องกินแต่ของที่ทำให้ตัวเองอ้วนขึ้นเป็นอันดับ 1 ของเผ่า 

แรกเริ่ม ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเป็นชายหนุ่มที่ยังไม่เคยผ่านการแต่งงานเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์สมัครลงแข่งขันในพิธี Ka’el ได้ เมื่อผ่านคุณสมบัติแล้ว พวกเขาทั้งหมดจะถูกจับแยกกระท่อม กระท่อมละ 1 คน กติกาคือระหว่างการแข่งขัน 6 เดือน ผู้เข้าแข่งขันห้ามออกจากระท่อมเด็ดขาด ใครออก = แพ้ แบบไม่มีข้อแม้

อย่าลืมว่าในกระท่อม 6 เดือนนั้นจะโหดร้ายขนาดไหน จงจำไว้ว่าที่นั่นไม่มีไฟฟ้า ไม่มีอินเตอร์เน็ต และที่สำคัญไม่อนุญาตให้สุงสิงกับใคร เพราะ 1 ในกิจกรรมที่ห้ามเด็ดขาดคือการมีเพศสัมพันธ์ด้วย เวลาเดียวที่กลุ่มผู้เข้าแข่งขันจะได้เจอกับผู้คน คือยามเช้าที่จะมีผู้หญิงซึ่งเป็นสาวโสดในเผ่านำอาหารมาให้หน้ากระท่อมเท่านั้นเอง 

ที่สำคัญสุดๆ และทำให้มันโหดสุดๆ คืออาหารจานหลักที่ทำให้อ้วนได้ไวที่สุด เป็นอาหารที่น้อยคนบนโลกจนกินมันได้โดยเต็มใจ สำหรับชาว Bodi ไม่มีเวย์โปรตีน ไม่มีอาหารทางเลือก มีแต่การกินนมวัวผสมเลือดเท่านั้น Drawing-blood-from-a-cow

มันไม่ใช่เรื่องเล่นและชนเผ่า Bodi คิดไปเอง เพราะในเลือดสัตว์มีโปรตึนสูงมาก หนึ่งในตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นถึงความจริงข้อนี้เกิดขึ้นในปี 2562 ที่ผ่านมา เมื่อ ดร.อารีย์ อินทร์นวล ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ศึกษาการใช้ประโยชน์จากเลือดหมูเผื่อนำมาแปรรูปเป็น “โปรตีนฮีม” ซึ่งเป็นทางเลือกเพื่ออนาคตอีกด้วย 

เหนือสิ่งอื่นใด การกินเลือดสดๆ นอกจาจะได้โปรตีนแล้ว ยังมีไขมันที่ผสมอยู่ในเลือดอีกต่างหาก ดังนั้นการเอาเลือดไปผสมกับนมจึงเป็นเหมือนการรวมเอาแหล่งโปรตีนและไขมันมาผสมกันจนได้โภชนาการที่สูงขึ้นระดับคูณสองเลยกว่าได้ 

เรื่องประโยชน์ก็เป็นดั่งที่กล่าวมา แต่ให้ลองนึกภาพถึงคนที่ต้องกินมันติดต่อกันเป็นเวลา 6 เดือน คงเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ทว่าสุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่กับผู้เข้าแข่งขันชาว Bodi ด้วย พวกเขาอาจจะชินกับการกินอะไรแบบนี้และคิดว่ามันเป็นเรื่องง่ายที่จะจัดการดื่มรวดเดียวให้หมดชามก็เป็นได้ 

จะเห็นได้ว่าการแข่งขันครั้งนี้ทรหดมากทั้งในแง่ของกิจกรรมที่ต้องทำ (กินอาหารเดิมซ้ำๆ) รวมถึงเรื่องสภาพจิตใจที่ต้องอยู่คนเดียวเกือบครึ่งปี ออกไปไหนไม่ได้ จึงทำให้ผู้เข้าแข่งขันบางคนสติแตกก่อนที่การแข่งขันจะแข่งจบเสียอีก

 

ทนไปแล้วได้อะไร?

หลังจากครบหกเดือนแล้ว ผู้เข้าแข่งขันที่อยู่รอดจะปรากฎตัวต่อสาธารณะชนด้วยสภาพเปลือยเปล่า เพื่อให้เห็นถึงไขมันที่เพิ่มขึ้นมา 6 เดือนโดยที่ไม่มีใครเห็นก่อนหน้านี้ และออกมาแบบเซอร์ไพรส์ในคราวเดียว มันจึงเป็นเรื่องที่ชาวเผ่า สำนักข่าว หรือทีมสารคดีต่างๆ ให้ความสนใจอย่างปฎิเสธไม่ได้ บางคนออกมาปรากฎตัวด้วยน้ำหนักที่มากกว่าเดิมถึง 3 เท่าเลยก็มี (จาก 50 กิโลกรัมเป็น 150 กิโลกรัม)

วิธีหาผู้ชนะคือ “พุง” ผู้เข้าแข่งขันจะถูกวัดพุงด้วยการใช้เชือกวัด (คล้ายๆ การวัดรอบเอว) ใครพุงใหญ่ที่สุดจะกลายเป็นผู้ชนะไปในท้ายที่สุด

ในการแข่งขันที่สุดจะโหดร้ายทรมานทั้งกายทั้งใจแบบนี้ ผู้ชนะจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นว่าที่ผู้นำของเผ่าในอนาคต ที่สำคัญคือพวกเขาจะได้สาวงามที่สุดในเผ่าไปเป็นคู่ชีวิต (ส่วนมากมีน้ำหนักน้อยและร่างกายผอมบาง) ส่วนผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ที่ไม่ชนะก็ไม่ต้องเสียใจไป พวกเขายังเป็นที่หมายปองของสาวๆ ในเผ่า ที่นิยมคนอ้วนเป็นสเป็คหลักอยู่ดี … อย่างน้อยๆ การทนฝืน 6 เดือนก็ยังไม่สูญเปล่า Kael-Bodi

 

ความแปลกที่เสี่ยงตาย

ค่านิยมความอ้วนของเผ่า Bodi นั้นอาจจะดูแล้วไม่เดือดร้อนใคร แถมยังปฎิบัติกันมานานหลายชั่วอายุคน ทว่าเมื่อเรื่องราวถูกเผยแพร่ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการก็เตือนว่า มันเป็นความเสี่ยงที่จะทำลายสุขภาพอย่างรุนแรง 1c95bf4c-f03b-40a1-a53c-6dfa90c9c9da

Fedric Ngugi นักเขียนจากเว็บไซต์ face2faceafrica.com ได้ค้นคว้าและขอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและพบว่า การกินแต่เลือดวัวผสมกับนม รวมถึงการทำให้ร่างกายอ้วนขึ้น 2-3 เท่าภายในเวลาแค่ 6 เดือนนั้นมีผลเสียหลายด้าน 

อย่างแรกคือผู้เข้าแข่งขันจะประสบกับภาวะขาดสารอาหาร ถึงแม้ร่างกายจะอ้วนท้วนแต่ก็ไม่ได้กินแป้ง กินผัก ผลไม้เลย และการทำให้อ้วนภายในเวลาอันสั้นนั้น จะทำให้กลายเป็นโรคอ้วนที่นำมาสู่โรคหัวใจ, เบาหวาน, ความดัน และหากใครมีร่างกายไม่แข็งแรงพอที่จะรับการเปลี่ยนแปลง ก็อาจส่งผลเสียถึงชีวิตได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอีกด้วย

อย่างไรก็ตามความเชื่อนั้นยากจะเปลี่ยน ยิ่งบางความเชื่อที่สืบทอดกันมาเป็นร้อยปียิ่งยากเข้าไปใหญ่ สุดท้ายแล้วในเมื่อเผ่า Bodi ยังไม่พบว่ามีใครต้องตายเพราะการกินเลือดวัวผสมกับนม ไม่มีใครเสียสติทำร้ายคนอื่นจากการกักตัวและขุนตัวเองให้อ้วนเป็นเวลา 6 เดือน พวกเขาก็ยังมีสิทธิ์จะทำตามประเพณีของตนเองต่อไปได้ 

โลกใบนี้กว้างใหญ่และเต็มไปด้วยวัฒนธรรมต่างๆ มากมายแบบที่เราไม่เคยเจอ เผ่า Bodi คือหนึ่งในนั้น … และในช่วงการกักตัวหนี โควิด-19 แบบนี้ ใครอยากจะลองสูตรเพิ่มน้ำหนักของชาว Bodi ก็ลองดูกันสักตั้ง! แล้วคุณจะได้รู้ว่ากว่าจะมีเมียสักคน กว่าจะได้เป็นผู้นำ ชาว Bodi เขามีความรู้สึกแบบไหนกันแน่?

ทำไมลิเวอร์พูลถึงถูกตำหนิ เพราะพักงานสตาฟฟ์-ขอรับความช่วยเหลือรัฐบาล

วิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ COVID-19 ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงไปทั่วโลก และทุกวงการ ทุกภาคส่วน

 

แม้ปัญหาที่ชัดเจนที่สุดในวิกฤติครั้งนี้ คงหนีไม่พ้น ปัญหาทางการแพทย์และสาธารณสุข เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือโรคระบาดที่ติดต่อกันอย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้าง แต่ถึงกระนั้น อีกหนึ่งปัญหาที่เริ่มลุกลามรุนแรงไม่แพ้กันคือ ปัญหาเศรษฐกิจ

และสิ่งที่เกิดขึ้นจาก COVID-19 ในตอนนี้ ได้นำมาซึ่งคำถามของสังคม จากการกระทำของสโมสรดังระดับโลกอย่าง ลิเวอร์พูล ว่า สิ่งที่พวกเขาทำนั้นเหมาะสมหรือไม่ กับการให้พนักงานของสโมสรพักงาน แล้วรับเงินสวัสดิการช่วยเหลือจากภาครัฐ

 

ปัญหาจากวิถีชีวิตที่ต้องเปลี่ยนไป

สหราชอาณาจักร ซึ่งมี อังกฤษ เป็นดินแดนที่มีขนาดใหญ่ และถือเป็นศูนย์กลางนั้น คือหนึ่งในประเทศที่มีผู้ติดเชื้อ รวมถึงเสียชีวิตมากที่สุด โดยถึงตอนนี้ (5 มีนาคม 2020) มีผู้ติดเชื้อ 47,806 คน และเสียชีวิต 4,934 คนLIVERPOOL-CORONAVIRUS-scaled-e1584122359870-1024x682

ซึ่งอย่างที่เราทราบกันดีว่า COVID-19 มากับละอองฝอยจากการไอ ยิ่งอยู่ใกล้ชิดกันเท่าไหร่ โอกาสที่จะมีการแพร่เชื้อจากผู้ป่วยสู่คนอื่นๆ ในสังคมก็ยิ่งมากตามไปด้วย

ด้วยเหตุดังกล่าว การใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคมจึงต้องเปลี่ยนไป … วิถีชีวิตที่ต้องรักษาระยะห่างระหว่างกัน ที่มีคำเรียกหลากหลาย ไม่ว่าจะ Social Distancing, Physical Distancing หรือ อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องจำให้ได้ขึ้นใจ 

ถึงกระนั้น มาตรการดังกล่าวก็ทำให้ในหลายภาคธุรกิจต้องหยุดงาน เมื่อรายได้ไม่เข้า แต่รายจ่ายยังมีอยู่ ปัญหาทางการเงินก็ตามมา

และเมื่อเกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น มาตรการแก้ปัญหาแรกที่หลายๆ คนคงจะนึกออก คือการ “ปลดพนักงาน” แต่ก็แน่นอนว่า เมื่อมีคนว่างงาน ก็เท่ากับว่าพวกเขาไม่มีรายได้ และปัญหาต่างๆ ก็จะตามมา … เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว รัฐบาลของสหราชอาณาจักร จึงต้องออกมาตรการที่ชื่อว่า “Furlough” หรือ “พักงาน” ขึ้นมา โดยรัฐบาลจะจ่ายค่าจ้างให้ 80% ของค่าจ้างที่ได้รับต่อเดือน สูงสุดไม่เกินเดือนละ 2,500 ปอนด์ หรือราว 100,000 บาท

 

ยิ่งแก้…ยิ่งยุ่ง

โดยปกติแล้ว สโมสรฟุตบอลจะมีการจัดจ้างบุคลากรเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ Playing Staff หรือ นักฟุตบอล กับ Non-Playing Staff หรือ เจ้าหน้าที่สโมสรในส่วนต่างๆ และแน่นอนว่า เมื่อเกิดภาวะวิกฤติจนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ผลกระทบก็ย่อมเกิดกับทุกฝ่ายเป็นธรรมดา1_JS166454557

เริ่มตั้งแต่ในส่วนของนักฟุตบอล ถึงตอนนี้ ทาง พรีเมียร์ ลีก ลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษ ได้เริ่มการขอความร่วมมือสโมสรต่างๆ ให้ลดค่าจ้างนักเตะราว 30% จากที่ได้รับอยู่เดิม เพื่อให้สโมสรต่างๆ โดยเฉพาะสโมสรเล็กที่มีรายได้ไม่สูงนักอยู่รอดได้

ทว่ามาตรการดังกล่าว กลับนำมาซึ่งเสียงคัดค้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสมาคมนักฟุตบอลอาชีพ หรือ PFA ที่มองว่า หากลดค่าเหนื่อยนักเตะลง ก็เท่ากับว่าเม็ดเงินที่จะไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจฟุตบอลย่อมลดลงตาม โดยอาจสูงถึง 500 ล้านปอนด์ หรือราว 20,000 ล้านบาท ซึ่งโดยปกติเเล้วเงินจำนวนนี้จะถูกหักเป็นภาษีให้กับรัฐบาลสหราชอาณาจักรเมื่อนักเตะได้รับค่าจ้างราว 40% เท่ากับว่า รัฐอาจสูญเสียภาษีไปมากถึง 200 ล้านปอนด์ หรือราว 8,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

ดังนั้นหากมีการลดค่าจ้างลง เท่ากับว่า สำนักงานบริการสาธารณสุขแห่งสหราชอาณาจักร หรือ NHS ที่ต้องรองบประมาณจากรัฐบาลจะต้องได้รับผลกระทบไปด้วยแน่นอน ซึ่งทาง PFA มองว่า หากจะมีการลดค่าเหนื่อยจริง ทาง NHS ก็ควรจะได้รับอานิสงส์ เป็นงบประมาณในการสู้กับ COVID-19 มากกว่าที่เป็นอยู่ โดยพวกเขาเห็นด้วยกับการบริจาคเงินเข้าไปโดยตรงมากกว่า ขณะที่ฝ่ายสโมสรก็มองว่า หากสโมสรยังต้องจ่ายค่าเหนื่อยเต็มจำนวน หลายๆ ทีมอาจต้องประสบกับภาวะล้มละลายได้เลยทีเดียว

จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้ในระหว่างที่ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการลดค่าเหนื่อยนักเตะนั้นเอง ทางสโมสรก็ต้องลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่สามารถทำได้ก่อน นั่นคือการให้เจ้าหน้าที่ทีมบางส่วนพักงาน แล้วขอรับเงินสวัสดิการจากภาครัฐสำหรับคนที่ได้รับผลกระทบ

จนถึงตอนนี้ มีอยู่ 5 สโมสรในพรีเมียร์ลีก ที่ตัดสินใจขอเข้าร่วมมาตรการดังกล่าว หลังเกมพรีเมียร์ลีกถูกระงับไปอย่างไม่มีกำหนด นั่นคือ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด, ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์, บอร์นมัธ, นอริช ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล … ซึ่งชื่อสุดท้ายนี้เอง ที่ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์อย่างหนักหน่วง แม้ทีมหงส์แดงจะยืนยันว่า ถึงจะมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่บางคนต้องพักงาน แต่สโมสรยืนยันจะจ่ายค่าจ้างทุกคนครบ 100% โดยในส่วนที่เหลือจาก 80% หรือ 2,500 ปอนด์ที่ภาครัฐจ่าย ทีมจะโปะเงินส่วนที่ขาดให้ก็ตาม

 

ความถูกต้อง VS ความเหมาะสม

จริงอยู่ สโมสรในพรีเมียร์ลีกแทบทุกทีมที่ตัดสินใจใช้มาตรการนี้เพื่อลดค่าใช้จ่าย ต่างถูกแฟนบอลตำหนิ แต่เสียงวิจารณ์ของ ลิเวอร์พูล ดูจะหนักหน่วงกว่าเป็นพิเศษFormatFactoryDtM791pXQAEC4vg

ประการแรกก็คือ ลิเวอร์พูล เป็นทีมยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ ไม่เพียงเท่านั้น ฐานะทางการเงินยังดีมากเมื่อเทียบกับอีกหลายสโมสร เพราะแม้ค่าเหนื่อยของนักเตะทุกคนในทีมจะสูงถึง 310 ล้านปอนด์ (12,500 ล้านบาท) ในฤดูกาลล่าสุด แต่ผลงานในสนามที่ยอดเยี่ยม สามารถทำให้สโมสรโกยรายได้มากถึง 533 ล้านปอนด์ (ราว 21,500 ล้านบาท) รวมถึงยังมีกำไรก่อนหักภาษีสูงถึง 42 ล้านปอนด์ (ราว 1,700 ล้านบาท) อีกด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น สโมสร ลิเวอร์พูล, กุนซืออย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ และนักเตะหลายคนในทีม ยังแสดงออกถึงการช่วยเหลือ และมีความเห็นอกเห็นใจกับผู้คนในเมือง ในประเทศมากมายที่ต้องประสบกับปัญหาจากการแพร่ระบาดของไวรัส รวมถึงยังมีส่วนร่วมในการเจรจาลดค่าเหนื่อยกับทางพรีเมียร์ลีกด้วย

ทว่าการตัดสินใจดังกล่าว ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของสโมสรที่ดูดีนั้นพังทลาย จนแม้แต่อดีตนักเตะอย่าง เจมี่ คาร์ราเกอร์, แดนนี่ เมอร์ฟี่, ดีทมาร์ ฮามันน์ และ สแตน คอลลีมอร์ หรือแม้แต่กลุ่มแฟนบอลอย่าง Spirit of Shankly ออกมาตำหนิฝ่ายบริหารของ ลิเวอร์พูล อย่างรุนแรงว่า มีความจำเป็นขนาดไหนถึงต้องขอรับการช่วยเหลือจากภาครัฐๆ ทั้งๆ ที่สโมสรควรจะเป็นฝ่ายช่วยเหลือมากกว่าHenry

จากสถานการณ์และสิ่งที่เกิดขึ้น คงพูดไม่ได้ว่า ลิเวอร์พูล ทำผิด เพราะเมื่อมีกฎระเบียบที่เปิดทางให้ทำเช่นนั้นได้ รวมถึงสโมสรเองก็เป็นผู้จ่ายภาษีที่ดีให้กับรัฐบาลมาโดยตลอด การขอรับความช่วยเหลือนั้น จะว่าไปก็ดูสมเหตุสมผล

แต่ด้วยผลประกอบการที่ดี ตลอดจนภาพลักษณ์ของสโมสรที่เน้นถึงการช่วยเหลือสังคม การตัดสินใจดังกล่าวจึงนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ยิ่งเมื่อไปเทียบกับทีมคู่แข่งอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ยังคงจ่ายค่าจ้างให้บุคลากรในสโมสรด้วยตัวเอง 100% ตามเดิมแล้ว ความแตกต่างก็ยิ่งชัดขึ้นไปอีก

ถามว่าการกระทำของ ลิเวอร์พูล ถูกต้องหรือไม่? คำตอบแน่นอนว่า ถูกต้อง แต่หากถามว่า เหมาะสมหรือไม่นั้น? … บางที นี่ก็เป็นเส้นบางๆ ทางคุณธรรม ที่ดูจะหาคำตอบยากมากจริงๆ

ชินจิ โอโนะ ลูกพี่ชนาธิปและนักเตะญี่ปุ่นที่รับไม้ต่อจาก ‘นากาตะ’

ปฎิเสธไม่ได้ว่าสำหรับคอฟุตบอลไทยที่ติดตามฟอร์มของ ชนาธิป สรงกระสินธ์ หลังจากย้ายไปค้าแข้งที่ญี่ปุ่นกับ คอนซาโดเล ซัปโปโร ตั้งแต่ปี 2017 นั้น มันทำให้เรารู้จักนักเตะเจ้าถิ่นในทีมนี้มากขึ้น … เคน โทคุระ, ไดกิ ซุงะ บลาๆๆ แต่ไม่มีนักเตะคนใดที่เราจะคุ้นชื่อไปมากกว่า ชินจิ โอโนะ แข้งตัวเก๋าในทีมชุดนั้นอีกแล้ว

 

ในสายตาคนไทย เรามอง ชนาธิป ว่าคือสุดยอดแห่งยุค … พรสวรรค์, การเป็นนักสู้ และความทะเยอทะยานในแบบของ “นักเดินทาง” ที่แม้จะต้องออกไปในดินแดนที่ยังไม่มีใครยอมรับ แต่เขาก็พร้อมจะแลกเพื่อคำสรรเสริญในตอนท้าย เรามองชนาธิปอย่างไร ชาวญี่ปุ่นก็เคยมอง ชินจิ โอโนะ อย่างนั้น

เจ้าของฉายา “เทนไซ” (อัจฉริยะ) และนักเตะอายุน้อยที่สุดที่อยู่ในชุดประวัติศาสตร์ของทีมชาติญี่ปุ่นในฟุตบอลโลก 1998 … ผ่านประสบการณ์ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ และไม่ว่าไปที่ไหน ทุกคนก้มหัวคารวะให้กับหัวใจของเขาทั้งสิ้น

ติดตามเรื่องราวของ ชินจิ โอโนะ ได้ที่นี่ 

 

ชีวิตที่มีแต่คำว่า “อนาคต”

จุดเริ่มต้นของ ชินจิ โอโนะ ไม่ต่างอะไรกับนักฟุตบอลแถวหน้าของโลกคนอื่นๆ เพราะเขารู้อนาคตตั้งแต่เด็กแล้วว่าโตมาจะเป็นนักฟุตบอล นั่นคือสิ่งที่คิดง่ายแต่ทำยาก เพราะในตอนวัยเยาว์ ลีกฟุตบอลของญี่ปุ่นยังไม่ได้เป็นที่นิยมและมีระบบแบบแผนวางเป๊ะเหมือนทุกวันนี้24702_ext_01_0

เดิมทีฟุตบอลลีกญี่ปุ่นเป็นเพียงลีกกึ่งอาชีพ ที่มีแต่ทีมองค์กรมาแข่งขัน จนกระทั่งปี 1992 พวกเขาก็ตัดสินใจรีแบรนด์ให้มีความเป็นมืออาชีพเต็มตัว กับการก่อตั้ง เจลีก ทว่า 3 ซีซั่นผ่านไปจากการเปิดฉากการแข่งขันเมื่อปี 1993 กระแสแฟนบอลตกลงมาก ค่าเฉลี่ยคนดูลดลงจาก 19,000 คนเหลือ 10,000 คน หรือหายไปเกือบครึ่ง จนกระทั่งต้องปรับโครงสร้างใหม่ ด้วยการให้สโมสรต่างๆ ผูกสัมพันธ์กับท้องถิ่นยิ่งขึ้น

ขณะที่ลีกกำลังตั้งไข่ ชินจิ โอโนะ ก็อยู่ในช่วงเวลาและสถานการณ์เดียวกันพอดีเป๊ะ เขาเพิ่งศึกษาจบมัธยมปลายที่โรงเรียน ชิมิสึ คอมเมอร์เชี่ยล และแน่นอนว่าเขาจะเลือกอะไรเป็นเส้นทางต่อไปของชีวิตได้อีก นอกเสียจากฟุตบอล

“ผมไม่เคยชอบไปโรงเรียนหรอก ผมไม่อยากจะเรียนรู้อะไรนอกจากฟุตบอลอีกแล้ว ฟุตบอลเป็นอย่างเดียวที่ผมอยากทำ” เขาหัวเราะของแนวคิดที่คนอื่นมองว่า “คิดสั้น” แต่ไม่สำคัญเพราะเขาเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่คิดมาดีแล้ว 

“ผมเป็นตัวทีมชาติตั้งแต่สมัยยังเรียนหนังสือแล้ว มันทำให้ผมมั่นใจว่าผมจะต้องเป็นนักฟุตบอลอาชีพได้แน่นอน สุดท้ายผมก็เลือกเซ็นสัญญากับ อุราวะ เรดส์ นั่นคือสัญญาอาชีพฉบับแรก และหลังจากนั้นผมไม่เคยมองย้อนกลับไปที่อดีตอีกเลย”92671381_624

การประกาศตัวบนเวทีเจลีกปีแรกในฤดูกาล 1998 โอโนะ ถูกยกย่องว่าเขาคือเพชรของวงการฟุตบอลญี่ปุ่นที่มีศักยภาพเยอะจนสามารถเล่นได้ทุกตำแหน่งในแดนกลาง “วิชั่น, เทคนิค และ การจ่ายบอลที่สุดยอด” นี่คือคำจำกัดความของ โอโนะ ในตอนนั้นที่อายุแค่ 17 ปี แต่กลับสามารถยึดตัวหลัก ลงเล่น 29 นัด และยิงได้ถึง 9 ประตูในฤดูกาลแรกกับระดับอาชีพ 

อันที่จริง ไม่ต้องสนสถิติดังกล่าวหรอก เพราะฟอร์มการเล่นในสนามที่เปรี้ยงปร้างตั้งแต่ช่วงแรกของฤดูกาล ทำให้เขาถูกจับตาจาก ทาเคชิ โอกาดะ กุนซือทีมชาติญี่ปุ่นตอนนั้นทันที เพราะหลังจบเลกแรกของการแข่งขัน ก็จะถึงคิวของ ฟุตบอลโลก 1998 … สุดท้าย โอกาดะ เลือก โอโนะ ไป ฟร้องซ์ ’98 และคนที่ถูกตัดชื่ออกในเวลานั้นคือ คาซึโยชิ มิอุระ หรือ “คิง คาซู” ของวงการฟุตบอลญี่ปุ่นนั่นเอง 

วงการฟุตบอลญี่ปุ่น เลือกซื้ออนาคตกับ โอโนะ และมันคือการซื้อหวยที่ถูกรางวัล โอโนะ นำประสบการณ์จากฟุตบอลโลก กลับมาเป็นตัวหลักในศึกยู 20 ชิงแชมป์โลกปีต่อมา ในรายการนี้ โอโนะ ได้เจอกับจอมทัพดาวรุ่งจากทั่วโลกที่แต่ละคนกลายมาเป็นยอดนักเตะในอนาคตทั้ง สเตฟาน อัปเปียห์, โรนัลดินโญ่, เซย์ดู เกอิต้า, เอสเตบัน คัมบิอัสโซ่ และ ชาบี เอร์นันเดซ … และเขาพิสูจน์ตัวเองว่ามีดีไม่แพ้ใคร โอโนะ พาญี่ปุ่นไปถึงรอบชิงชนะเลิศ ก่อนจะแพ้ให้กับ สเปน 0-4 ญี่ปุ่นที่เล่นดีมาตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ตกม้าตายแบบเป็นคนละทีมในนัดสุดท้าย … ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่ในเกมนั้นเขาไม่ได้ลงสนาม

“อาจะเป็นเพราะผมไม่ได้ลงเล่นมั้ง (หัวเราะ) ผมได้ใบเหลืองครบโควต้าในรอบ 4 ทีมสุดท้ายและพลาดนัดชิงชนะเลิศไป ผมเองก็ไม่แน่ใจหรอกว่าถ้าผมลงสนามในวันนั้นแล้วสกอร์จะออกมาแบบไหน” โอโนะกล่าวกับสื่อในภายหลัง

“ไม่ว่าจะจบอย่างไรทีมชุดนั้นสมควรได้รับเครดิตทั้งหมด เราคือผู้เล่นที่เล่นกันมาตั้งแต่อายุ 15 ปี และต้องไปลืมว่าเรากวาดทีมใหญ่ๆ อย่าง อังกฤษ, โปรตุเกส, เม็กซิโก และ อุรุกวัย จนเกลี้ยง แค่นี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วล่ะ” 

ในยุคที่ฟุตบอลญี่ปุ่นกำลังสร้างแผนพัฒนาใน 50 ปี พวกเขามี ฮิเดโตชิ นากาตะ คนเดียวที่ไปต่างประเทศแล้วสามารถปรับตัวก่อนสร้างชื่อเสียงจนเป็นที่ยอมรับได้ และไม้ผลัดต่อไปที่วงการญี่ปุ่นเฝ้ารอคือ ชินจิ “เท็นไซ” โอโนะ นักเตะที่มีทั้งฝีเท้า ความมั่นใจ และชอบความท้าทาย ซึ่งนั่นคือคุณสมบัติเดียวกับที่ นากาตะ มีนั่นเองnakataono

“นากาตะ เป็นนักเตะที่ดี มีเทคนิคยอดเยี่ยม มีทัศนคติที่แข็งแกร่งมาก สำคัญที่สุดคือเขาเป็นคนฉลาดและมีไหวพริบ ผมว่าผมเองก็เป็นนักเตะที่ดี มีความสามารถแบบที่คล้ายๆกัน … แต่นากาตะเป็นผู้เล่นที่เพอร์เฟ็กต์ยิ่งกว่าผมแน่นอน” โอโนะกล่าว 

“แปลกดีที่ผมถูกเรียกว่าอัจฉริยะ แต่มันไม่ได้กวนใจอะไรผมหรอก ผมขอรับมันไว้ด้วยความภูมิใจที่มีคนบอกว่าผมเป็นอัจฉริยะ แต่ผมไม่คิดว่าผมจะเป็นคนนั้นๆ หรอก”

แม้ปากจะว่าไปในแบบของคนที่ไม่ชอบการเปรียบเทียบ แต่ความจริงก็คือ ชินจิ โอโนะ ตัดสินใจย้ายไปพิสูจน์ตัวเองที่ประเทศเนเธอร์แลนด์กับสโมสรในลีกสูงสุดอย่าง เฟเยนูร์ด … ที่ที่เขาจะใช้ฝีเท้าบอกเองว่า “อัจฉริยะ” คือคำที่เหมาะกับเขาหรือเปล่า? 

 

แค่เล่นในต่างประเทศ…ไม่ได้หมายความว่าเก่ง

โอโนะ ย้ายไป เฟเยนูร์ด ด้วยค่าตัว 5 ล้านปอนด์ ในปี 2001 ซึ่งถือว่ามากโขสำหรับนักเตะญี่ปุ่น ที่ยังไม่สามารถการันตีได้เลยว่าจะนำอะไรกลับมาให้สโมสรได้บ้าง … อย่าว่าแต่การชิงตำแหน่ง 11 ตัวจริง เพราะสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับนักเตะเอเชียในยุโรปคือการปรับตัวFormatFactory67400404_405161520118585_3450973733039077451_n

ณ เวลานั้น เฟเยนูร์ด ถือว่ามีนักเตะดังๆ อย่าง ปิแอร์ ฟาน ฮอยดองค์, ยอห์น ดาห์ล โทมัสสัน และ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ในวัยหนุ่ม … เห็นได้ชัดว่า โอโนะ ต้องทำให้เพื่อนๆ ในห้องแต่งตัวยอมรับเขาให้ได้ และเมื่อเขาเป็นเนื้อเดียวกับทีมทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นเอง

โอโนะ พยายามอย่างมากที่จะแสดงทัศนคติของตัวเองให้เพื่อนเห็นว่าเขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อขายเสื้อ แต่จะมาทำให้ทีมๆ นี้เป็นทีมที่ดีขึ้น

“ผมไม่กลัวการทำงานหนัก ผมไม่กลัวการซ้อมหนักในช่วงปรีซีซั่น เพราะมันจะทำให้ผมฟิตเต็มที่เมื่อถึงการแข่งจริงๆ และยิ่งหนักมันก็ยิ่งดีกว่าสำหรับร่างกายของผม”

ทัศนคติง่ายๆ แต่ทำยากแบบนี้เอง ที่ทำให้การเดินทางสู่ดินแดนที่ไม่มีใครเรียกเขาว่า “อัจฉริยะ” ของเขาสนุกขึ้นอีกหลายเท่าตัว ไม่ต้องเศร้าไม่ต้องเก็บตัว ฟุตบอลคือภาษาง่ายๆ ที่ใครก็พูดกันเข้าใจ มันส่งผ่านความพยายาม ไม่จำเป็นต้องพูด ถ้าคุณพยายามได้มากพอจะมีคนเห็น และยอมรับในตัวคุณเอง 

โอโนะ เป็นตัวจริงเลยทันที ช่วงระยะการปรับตัว ไม่มีในพจนานุกรมของเขา ฤดูกาล 2001-02 ที่เป็นซีซั่นแรกนั้นง่ายกว่าที่คิด ภาพที่แฟนบอลยุโรปหวังจะเห็น สิ่งที่นากาตะทำ ในตัวของโอโนะอาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง เขาไม่ได้เล่นเกมรุกมากเหมือนกับที่ นากาตะ ได้รับบทบาทหมายเลข 10 ที่ อิตาลี แต่บทบาทของ โอโนะ คือหมายเลข 8 ของทีม นั่นคือการสร้างความแตกต่างในแดนกลาง เปลี่ยนเกมรับเป็นเกมรุก นี่คือทำแหน่งที่ต้องใช้ทั้งความบู๊และความบุ๋นมากกว่าที่ใดๆ ที่เขาเคยเจอ … และสิ่งที่ตามมาก็คือเขากลายเป็นมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดคนหนึ่งในดัตช์ลีกไปอย่างสุดเซอร์ไพรส์pcimage

“ชินจิ โอโนะ ของเฟเยนูร์ดแน่นอน 100%” นี่คือสิ่งที่ เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ จอมทัพของ อาแจ็กซ์ ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ในเวลานั้น ตอบคำถามว่านักเตะคนไหนในดัตช์ลีกที่ดวลด้วยและทำให้เขารู้สึกลำบากและเหนื่อยที่สุด

“เขาเป็นนักเตะที่ร่างกายแข็งแกร่ง ฟิตมากๆ และก็เป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมเลย เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาตัดบอลจากผมและจะพาบอลหนีจากผมไป ผมต้องใช้ความพยายามเยอะมากในการไปเอาบอลคืนมาจากเขา ปรู๊ดเดียวเขาจะพาบอลไปที่พื้นที่สุดท้ายและมอบมันให้กองหน้าจัดการต่อ … โอโนะ คือนักเตะที่คุณไม่อาจจะปล่อยให้เขาเดินออกห่างคุณได้แม้แต่ก้าวเดียว หมอนี่เก่งมากๆ” สไนจ์เดอร์ ที่เคยคว้า 3 แชมป์กับ อินเตอร์ ในปี 2010 กล่าว 

หากจะพูดให้ถูกต้อง คงต้องบอกว่านี่คือปีมหัศจรรย์ของ เฟเยนูร์ด อย่างแท้จริง โอโนะ เข้ามาและทำให้ทีมๆ นี้ได้บอลเอาไปเล่นเกมรุกกันอย่างเมามัน สร้างสถิติยิงกันกระจายทั้ง ฮอยดองค์, ฟาน เพอร์ซี่ และ โทมัสสัน จน เฟเยนูร์ด ไปไกลที่สุดถึงขั้นการเป็นแชมป์ ยูฟ่า คัพ ในปี 2002 เลยทีเดียว นั่นคือแชมป์แรกในรอบหลายปีของพวกเขาที่เกิดขึ้นหลังการเข้ามาอยู่กับทีมแค่ปีเดียวของมิดฟิลด์ชาวญี่ปุ่น ดังนั้นไม่มีทางปฎิเสธได้เลยว่าเครดิตเหล่านี้ ควรถูกแบ่งให้กับ โอโนะ แข้งซามูไรคนที่สองที่ทั้งโลกต้องยอมรับในฝีเท้าบ้าง 

“ผมตัดสินใจเสี่ยงตั้งแต่กระโดดรับโอกาสนั้น (ย้ายไป เฟเยนูร์ด) ผมออกจากประเทศของตัวเอง และคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่ควรทำคือการแสดงทัศนคติของผมให้คนอื่นเห็นให้ได้ การไปเล่นในต่างประเทศไม่ใช่ความสำเร็จสุดท้ายของชีวิต แต่การลงสนามและประสบความสำเร็จในต่างประเทศต่างหากที่เป็นความสำเร็จที่แท้จริง” โอโนะ ให้สัมภาษณ์กับ gekisaka.jp

 

การเดินทางจะไม่สิ้นสุด…หากคุณมีเป้าหมาย 

โอโนะ กลับมาค้าแข้งที่ญี่ปุ่นกับ อุราวะ อีกครั้งในช่วงต้นปี 2006 หลังประสบปัญหาอาการบาดเจ็บจนได้ลงสนามน้อย ประกอบกับฟุตบอลโลก 2006 ใกล้เข้ามา และสำหรับเขาภารกิจในฟุตบอลโลกยังไม่จบ โอโนะ อยากจะอยู่ในทีมชาติต่อไป ซึ่งการกลับมาบ้านเก่า และได้ลงสนามต่อเนื่องมันจะดีต่อตัวเขามากกว่า

ณ ตอนนั้นหลายคนเสียดายคิดว่าเขาถอดใจไม่สู้ต่อในยุโรปอีกแล้ว บ้างก็บอกว่าเขาขาลงแล้ว แต่สุดท้ายทุกอย่างที่เขาตัดสินใจล้วนเป็นสิ่งที่เขาคิดว่าดีต่อตัวเองที่สุดเสมอ โอโนะ กลับมาและได้เล่นฟุตบอลโลก ซึ่งหลังจากนั้นปีเดียวเขาก็พิสูจน์ให้คนอื่นเห็นอีกครั้งว่า การเดินทางของเขามันไม่ได้จบแค่นี้แบบที่ใครเข้าใจ … สถานีต่อไปคือ โบคุ่ม ทีมในลีกสูงสุดของประเทศเยอรมันdownload

“ราคาค่างวดอาจจะไม่เท่ากับที่เราหวังไว้ แต่ดีลนี้ไม่ใช่เรื่องเงิน เราต้องการให้ ชินจิ กลับไปเปล่งประกายในเวทีใหญ่อีกครั้ง โอกาสนี้เหมาะสมที่เขาจะได้มัน” ชูโซ นากามูระ ผู้จัดการทั่วไปของ อุราวะ กล่าว 

อย่างไรก็ตามการเดินทางครั้งนี้ไม่เป็นอย่างที่หวัง โอโนะ ได้ลงเล่นให้กับ โบคุ่ม แค่ 34 เกมใน 2 ฤดูกาลครึ่ง เขาไม่ประสบความสำเร็จนักที่เยอรมันเพราะว่าอาการบาดเจ็บกลับมารุมเร้า อีกทั้งยังมีเรื่องครอบครัวให้ต้องตัดสินใจ นั่นจึงทำให้เขาขอย้ายกลับมาใน ญี่ปุ่น อีกครั้งกับ ชิมิสึ เอสพัลส์ แต่ก็เป็นช่วงสั้นๆ เนื่องจากเวลานั้นลูกสาวของเขากำลังโต

ชีวิตก็แบบนี้ บางครั้งการเดินทางให้อะไรกับคุณมากมาย โอโนะ จะกลายเป็นนักเตะที่ใครๆ ต่างก็เคารพเมื่อประสบความสำเร็จในยุโรป แต่สุดท้ายจะมีอะไรสำคัญกว่าครอบครัว? 

“มันคือช่วงเวลาที่ต้องดูแลใส่ใจคนในครอบครัวให้มากขึ้น ครอบครัวของผมที่ญี่ปุ่นต้องการผม ลูกๆ ผมกำลังเข้าวัยอนุบาล ช่วงเวลาก่อนหน้านี้ (ท้ายๆ กับ โบคุ่ม) เป็นช่วงเวลาที่วุ่นวายของผมนะ เราคุยและเห็นหน้ากันผ่านอินเตอร์เน็ตบ้าง แต่มันเทียบไม่ได้หรอกกับการตื่นมาแล้วเจอหน้ากันทุกวัน … ต้องยอมรับเลยว่ามันเป็น 2-3 เดือนเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากกับผมสุดๆ” 

สิ่งที่ โอโนะ ไม่เคยเปลี่ยนคือทัศนคติ ไม่ว่าจะเล่นในประเทศไหน ประสบความสำเร็จมากที่สุด จนมาถึงกับโบคุ่มที่ล้มเหลวที่สุด เขากลับไม่เคยมองว่ามันเป็นรอยด่างพร้อย แต่มันคือการปักหมุดสำหรับการเดินทางของชีวิต ที่เขาเองเข้าใจอยู่คนเดียวว่า ไม่ว่าจะดีหรือแย่ ประสบการณ์เหล่านี้ล้วนควรค่าแก่การจดจำทั้งสิ้น

“ไม่ว่าจะไปเล่นฟุตบอลทีประเทศไหน ไม่ว่าจะสโมสรต่างแดน จะลีกในประเทศ ผมคิดว่าทุกๆที่สร้างความทรงจำที่มีค่าให้กับผมอย่างเท่าเทียม ไม่มีที่ไหนพิเศษแตกต่างออกไป แต่ละสโมสรมีวัฒนธรรม มีความท้าทาย สิ่งที่น่าสนใจที่แตกต่างกันให้ได้เรียนรู้ตลอด ผมเลือกไม่ได้จริงๆ ว่าช่วงไหนที่ดีที่สุดในชีวิตของผม” นั่นคือสิ่งที่เขาเผยในวัย 33 ปี เมื่อปี 2014 ซึ่งตอนนั้น กำลังเล่นอยู่กับ เวสเทิร์น ซิดนี่ย์ วันเดอร์เรอร์ส ในเอลีก ประเทศออสเตรเลีย

 

ชายถูกออร่าอัจฉริยะครอบคลุม

เมื่อมาถึงบั้นปลายอาชีพ ประสบการณ์ผ่านการเดินทางข้ามทวีปของเขากลายเป็นสิ่งมีค่าที่หาได้ในนักเตะระดับเอเชียแค่ไม่กี่คน มันเป็นอย่างที่เขาบอก ช่วงที่เล่นในออสเตรเลีย หรือกลับมาเล่นกับ คอนซาโดเล ซัปโปโร โอโนะ กลายเป็นคนสำคัญในห้องแต่งตัวของทีม และเป็นขวัญใจของกองเชียร์ตลอด นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าทัศนคติของเขาไม่เคยเปลี่ยน การให้ความสำคัญกับคำว่ามืออาชีพ ทำให้ไม่ว่าเขาจะอายุเยอะมากขึ้นแค่ไหน หากมีสิ่งนี้อยู่ในตัว เขาจะได้ความเคารพนับถือกลับมาเสมอ

“ตัวผมเองไม่ได้มีโปรแกรมดูแลตัวเองเฉพาะเจาะจงอะไรมากมายนัก เรื่องง่ายๆ ที่ผมทำคือเน้นและพยายามให้หนักที่สุดในการฝึกซ้อม ทุกครั้งที่ลงเซสซั่นการฝึก ผมจะนึกภาพในหัวและเปลี่ยนมันให้เหมือนอยู่ในสถานการณ์สนามจริงตลอด ผมหวังทุกครั้งว่าการซ้อมจะทำให้ผมมีฟอร์มทีดีเมื่อลงแข่ง” โอโนะ กล่าวถึงการดูแลตัวเองในช่วงปลายอาชีพค้าแข้ง 

เขาทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่เซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกในปี 1998 และตอนนี้มันผ่านมาแล้ว 22 ปี … หากจะถามว่าอะไรที่ทำให้ไม่เบื่อไปก่อน ทั้งๆ ที่ร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนเดิม มีอาการบาดเจ็บรบกวนตลอด ทว่าเขายังเป็น โอโนะ คนเดิมที่ลงเล่น และพบปะแฟนๆ ของเขาอย่างเป็นกันเองด้วยรอยยิ้มเสมอ ไม่ต่างจากตอนที่ตัวเองอายุ 17 ปี ซึ่งน้อยคนมากที่จะยืนระยะได้ยาวนานขนาดนั้น?

เหตุผลมันง่ายนิดเดียว คือเมื่อคุณย้อนกลับไปอ่านบรรทัดแรกที่เขาตัดสินใจเป็นนักฟุตบอลอาชีพ คุณจะได้คำตอบนั้น 

“ฟุตบอลคือชีวิตของผม มันสำคัญที่จะต้องลงเล่นพร้อมกับรอยยิ้ม เพราะมันทำให้ผมรู้สึกสนุก และทำให้ตัวเองแสดงผลงานออกมาให้ดีที่สุด … หากจะว่ากันตรงๆ มันก็มีช่วงเวลาที่เครียดบ้าง แต่มันคงไม่ดีแน่ที่จะแสดงมุมนั้นให้แฟนๆ ของเราเห็น ผมไม่ชอบทำให้ใครต้องมารู้สึกแย่และกังวลเพราะตัวผมหรอก” เขาสรุปได้อย่างจับใจ

ทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่นักเตะในญี่ปุ่น ที่ได้รับอิทธิพลจากความเป็น “ฟุตบอลแมน” หรือ “นักเดินทาง” ที่ยิ่งใหญ่อย่างเขาเท่านั้น ใกล้ตัวคนไทยเราที่สุดอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่เคยทำงานร่วมกับ โอโนะ อยู่ 2 ปี ยังเคยให้บอกกล่าวถึงนิสัยใจคอของ โอโนะ ที่เขาให้ความเคารพและมีบทบาทสำคัญกับการเล่นญี่ปุ่นของเขาเป็นอย่างมาก 00018727-G

“โอโนะ บอกผมว่าเมื่อคุณได้รับบอล สิ่งแรกและสำคัญที่สุดที่คุณต้องแสดงออกคือความสามารถของคุณ ผมรู้สึกดีมากๆ ที่ได้ยินอย่างนั้น และผมจะเก็บคำพูดนี้ไว้ในใจ” ชนาธิป ให้สัมภาษณ์ไว้ในปีแรกที่เขาไปค้าแข้งที่ญี่ปุ่น ซึ่งมันคล้ายกับสถานการณ์กับตอนที่ โอโนะ ไปอยู่กับ เฟเยนูร์ด ใหม่ๆ ที่ต้องการแสดงความสามารถของตัวเองให้โลกเห็น อีกทั้งสถานะของทั้งคู่คือความหวังของชาติและผู้บุกเบิกกรุยทางเพื่อนักฟุตบอลในชาติเดียวกันด้วย … ต่างช่วงเวลาเท่านั้นเอง 

ประสบการณ์ที่ได้มาจะมีค่าที่สุดก็ต่อเมื่อมันถูกแบ่งปัน ตอนนี้ ชินจิ โอโนะ ในวัยใกล้ 40 ปี ได้ประกาศลาทีม คอนซาโดเล ซัปโปโร ไปตั้งแต่ช่วงกลางปี 2019 … แม้ตัวจะจากแต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้ยังคงอยู่ นั่นคือการช่วยให้ ชนาธิป ให้เป็นผู้เล่นที่ดีกว่าเดิม จนทุกวันนี้ได้เปลี่ยนสถานะจากนักเตะไทยโนเนมในสายตาคนญี่ปุ่น กลายเป็นความหวังของทีมและขวัญใจแฟนๆ ชาว คอนซะ ไปเรียบร้อยแล้ว 

“วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายของ ชินจิ ในบ้านหลังนี้ ผมขอบคุณชินจิ ที่คอยให้กำลังใจผมตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย ขอบคุณที่เชื่อมั่นในฝีเท้าของผมมาโดยตลอด ขอบคุณที่ชี้นำและทำให้ผมเป็นนักเตะที่ดีขึ้น ขอบคุณที่เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับรุ่นน้องเสมอมา” 

“ขอบคุณโอกาสดีๆ ที่โลกฟุตบอลทำให้ผมได้เจอกับตำนานอัจฉริยะของฟุตบอลญี่ปุ่นคนนี้ด้วย” ชนาธิป โพสต์ข้อความอำลา โอโนะ ที่ปัจจุบันเล่นให้กับ เอฟซี ริวกิว ใน เจลีก 2 ของญี่ปุ่น 

“ผมไม่ใช่อัจฉริยะหรอก ไม่ใช่คนประเภทนั้น” ที่คือคำที่เขาเคยบอกไว้ แต่ท้ายที่สุด ชินจิ โอโนะ ก็หนีคำสรรเสริญเหล่านั้นไม่พ้น

ไม่ว่าจะไปที่ไหนเขาก็จะเป็น “เท็นไซ โอโนะ” เสมอ ถึงตอนนี้มันไม่สำคัญเลยว่าเขาหรือ ฮิเดโตชิ นากาตะ ใครคือนักเตะญี่ปุ่นที่ยิ่งใหญ่กว่ากัน เรื่องแบบนั้นมันอยู่ที่มุมมองความชื่นชอบที่ไม่มีถูกมีผิด

แต่สิ่งที่ผู้คนกระทำและกล่าวถึงกับเขาต่างหากคือความจริงที่ไม่อาจปฎิเสธได้ แม้แต่ตัวของ โอโนะ เองจะไม่ได้อยากรับมันไว้ก็ตาม 

นัก (แสดง) มวยปล้ำ เหตุผลที่ WWE สร้างพระเอกหนังฮอลลีวูดได้มากมาย?

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักมวยปล้ำชื่อดังจาก WWE อย่าง เดอะ ร็อค, จอห์น ซีนา และ บาติสตา ต่างหันหลังให้วงการมวยปล้ำ เดินหน้าสู่อาชีพใหม่ที่หารายได้มากกว่า และท้าทายกว่าหลายเท่า คือ การเล่นภาพยนตร์ในฮอลลีวูด

 

นักมวยปล้ำเหล่านั้นทำได้ดีในฮอลลีวูด ปูทางให้รุ่นน้องมากมายหันหน้าสู่วงการมายา จนเป็นเรื่องปกติ ทำให้หลายคนส่งใสว่าเหตุใดนักมวยปล้ำกล้ามโต ถึงได้มีความสามารถในการแสดงมากขนาดนี้

เราจะพาคุณไปดูเหตุผลที่ทำให้นักมวยปล้ำจาก WWE สามารถประสบความสำเร็จที่ฮอลลีวูด ในฐานะนักแสดงที่มีคุณภาพ และได้รับความรักจากคนทั่วโลกอย่างทุกวันนี้

 

คาแรกเตอร์ของนักมวยปล้ำ

ดั่งที่หลายคนทราบ มวยปล้ำ คือกีฬาเพื่อความบันเทิง หน้าที่ของนักมวยปล้ำแต่ละคน ไม่แตกต่างจากนักแสดงในภาพยนตร์ ทุกคนมีบทบาทที่ตัวเองได้รับ (ศัพท์มวยปล้ำ คือ กิมมิค) แม้บทบาทดังกล่าวจะไม่ตรงกับลักษณะนิสัยจริงของนักมวยปล้ำ พวกเขามีหน้าที่ถ่ายทอดออกมาให้สมจริงที่สุด

กิมมิคส่งผลอย่างมากต่อชีวิตของนักมวยปล้ำ นอกจากออกไปหน้ากล้องเพื่อเล่นตามบทบาท นักมวยปล้ำยังต้องรักษาคาแรกเตอร์ของตัวเอง แม้อยู่นอกเวทีมวยปล้ำ เพื่อไม่ให้ใครจับได้ว่าทุกสิ่งที่แฟนมวยปล้ำเห็นบนเวทีคือเรื่องโกหก การกระทำแบบนี้เรียกว่า “เคย์เฟบ” (kayfabe)

การรักษาเคย์เฟบเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค 80’s การทำลายเคย์เฟบของนักมวยปล้ำ คือเรื่องที่ผู้ชมรับไม่ได้อย่างรุนแรง นักมวยปล้ำในยุค 80’s จึงมีภาพจำผ่านสื่อเพียงด้านเดียว กล่าวคือเห็นนักมวยปล้ำรายนี้เป็นอย่างไรบนเวที ผู้คนก็เชื่อว่านักมวยปล้ำรายนั้นมีนิสัยหรือคาแรกเตอร์แบบนั้นในชีวิตจริง

นักมวยปล้ำในยุค 80’s จึงแทบจะใช้ชีวิตแบบนักแสดงเกือบ 24 ชั่วโมง เมื่อความจริงในข้อนี้เข้าหูบรรดาโปรดิวเซอร์ และผู้กับกับในฮอลลีวูด ความสนใจดึงตัวนักมวยปล้ำสู่วงการมายาจึงถือกำเนิดขึ้นมา

นักมวยปล้ำคนแรกที่ได้โอกาสดังกล่าว คือ ฮัลค์ โฮแกน (Hulk Hogan) นักมวยปล้ำฝ่ายธรรมะหมายเลขหนึ่งในยุค 80’s ด้วยส่วนสูง 200 เซนติเมตร และมัดกล้ามขนาด 24 นิ้ว (ตามบทบาท) ฮัลค์ โฮแกนจึงเหมาะอย่างมากที่จะเข้ามารับบาทในภาพยนตร์เรื่อง Rocky III (1982)hogan-stallone-main-1280

ฮัลค์ โฮแกน ไม่ได้แสดงบทบาทที่ไกลตัวนักในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว เขารับบทเป็น Thunderlips นักมวยปล้ำดีกรีแชมป์โลก ที่ต้องมาเป็นคู่แข่งของ ร็อคกี บัลบัว พระเอกของเรื่องที่รับบทโดย ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน (Sylvester Stallone)

การแสดงเป็นนักมวยปล้ำของโฮแกน ในเรื่อง Rocky III คือเครื่องยืนยันว่านักมวยปล้ำสามารถทำการแสดงบนแผ่นฟิล์ม ได้ยอดเยี่ยมไม่แตกต่างจากบนเวที นักมวยปล้ำจึงเริ่มเดินเข้ามาสู่ฮอลลีวูด เมื่อพวกเขาได้รับบทบาท หรือคาแรกเตอร์ที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่กระทำบนเวที

นักมวยปล้ำรายแรกที่พิสูจน์ตัวเองได้ว่า สามารถเป็นดารานำของภาพยนตร์ชื่อดังระดับโลก คือ รอดดี ไพเปอร์ (Roddy Piper) นักมวยปล้ำฝ่ายอธรรมชื่อดังผู้ล่วงลับ เจ้าของฉายา “ราวดี” (Rowdy) อันเป็นคำแสลงถึงชาวสก็อตติชขี้เมาเลือดร้อน ซึ่งตรงกับคาแรกเตอร์บนเวทีของ รอดดี ไพเปอร์ ไม่ผิดเพี้ยน

ความสามารถในการพูดที่หาตัวจับได้ยาก บวกกับการแสดงเป็นชาวสก็อตแลนด์ตลอดเวลา (ไพเปอร์เป็นชาวแคนาดา) ช่วยให้ไพเปอร์รับบทพระเอกในเรื่อง They Live (1988) ภาพยนตร์คัลต์คลาสสิค ของ จอห์น คาร์เพนเตอร์ (John Carpenter) ด้วยบทบาทแรงงานข้างถนน ที่ค้นพบว่าโลกอยู่ภายใต้การปกครองของมนุษย์ต่างดาว

ไพเปอร์ในเรื่อง They Live อาจไม่ได้เป็นชาวสก็อตแลนด์ แต่เขายังต่อยอดจากคาแรกเตอร์บนเวทีมวยปล้ำ มาเป็นตัวละครในหนังเรื่องดังกล่าว ไพเปอร์เล่นเป็นชนชั้นล่างเลือดร้อน ที่พร้อมโค่นล้มมนุษย์ต่างดาวแบบถึงราก รวมถึงฝีปากเหนือใคร นำมาสู่ประโยคเด็ดอันเป็นที่จดจำ “I have come here to chew bubblegum and kick ass”

ร็อดดี ไพเปอร์ สร้างชื่อเสียงอย่างมากจากภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว เขากลายเป็นนักมวยปล้ำที่มีผลงานแสดงนำเกือบ 20 เรื่อง น่าเสียดายที่ไพเปอร์ ไม่เคยรับบทบาทมากกว่าในหนังบู๊เกรดบี เนื่องจากภาพจำของเขาในฐานะนักมวยปล้ำ ที่ทำให้ผู้คนมองเห็นคาแรกเตอร์ของไพเปอร์ในด้านเดียว

ความสามารถของนักมวยปล้ำ

นักมวยปล้ำสมารถเข้าถึงบทบาทที่หลากหลายในการแสดง ภายหลังเหตุการณ์ มอนทรีออล สครูว์จ็อบ (montreal screwjob) เมื่อปี 1997 แฟนมวยปล้ำทั่วโลกรับรู้ว่ามวยปล้ำคือการแสดง และไม่มองนักมวยปล้ำตามคาแรกเตอร์บนเวทีอีกต่อไป

ด้วยเหตุนี้ คาแรกเตอร์ของนักมวยปล้ำ จึงไม่ถูกนำมาพิจารณาในการคัดเลือกเพื่อรับบทภาพยนตร์ แต่คัดเลือกจากฝีมือในการแสดงแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่คำนึงว่าบทบาทที่นักมวยปล้ำได้รับในหนัง จะตรงกับเรื่องราวบนเวทีหรือไม่1578819635968

นักมวยปล้ำชื่อดังมากมายจึงหลั่งไหลเข้าสู่วงการภาพยนตร์ ไล่ตั้งแต่ เดอะร็อค หรือ ดเวย์น จอห์นสัน (“The Rock” Dwayne Johnson) จอห์น ซีนา (John Cena) และ บาติสตา (Batista) ทั้งหมดคือนักมวยปล้ำที่ผันตัวเข้าสู่ฮอลลีวูด และผ่านการแสดงหนังระดับบล็อคบัสเตอร์แล้วมากมาย

นักมวยปล้ำเหล่านี้มีดีกรีเป็นแชมป์โลกมวยปล้ำหลายสมัย และการจะก้าวสู่จุดสูงสุดของวงการไม่ใช่เรื่องง่าย เดอะร็อค, ซีนา และ บาติสต้า ต้องฝ่าฟันกับนักมวยปล้ำคู่แข่งนับร้อยชีวิต พวกเขาพัฒนาตัวเองในทุกด้าน เพื่อให้เป็นที่ยอมรับจากผู้บริหาร ถึงความสามารถในการครอบครองแชมป์โลก  อันหมายถึง “หน้าตาของสมาคม”

นักมวยปล้ำทั้งสามมีศักยภาพครบทุกด้าน ไม่ต่างจากนักแสดงแอคชั่นเกรด A ทั้ง รูปลักษณ์ชายกล้ามโต, การสื่อสารผ่านหน้าจอทีวีต่อผู้ชมทางบ้าน, การเคลื่อนที่ระหว่างเข้าฉากบู๊ โดยเข้าใจมุมกล้องที่กำลังถ่ายทำ และ สามารถรับมือกับสื่อมวลชนที่เข้ามาได้เป็นอย่างดี

ความสามารถเหล่านี้มีอยู่ในตัวของนักมวยปล้ำระดับสูงของ WWE มันจึงเป็นเรื่องง่ายที่พวกเขาจะเข้าสู่วงการภาพยนตร์ เมื่อเริ่มอิ่มตัวกับความสำเร็จในวงการมวยปล้ำ และสามารถรับบทบาทสำคัญในภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่อย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ โรมัน เรนส์ (Roman Reigns) นักมวยปล้ำเชื้อสายซามัว หน้าตาของ WWE คนปัจจุบัน ที่รับบทบาทในเรื่อง ฮ็อบส์ แอนด์ ชอว์ (Hobbs & Shaw) ภาพยนตร์ทุนสร้าง 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อปีที่ผ่านมา แม้จะไร้ประสบการณ์แสดงก่อนหน้านี้

 

มวยปล้ำคือการแสดง

อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญ ที่ผลักดันมวยปล้ำไปสู่งวงการบันเทิง คือรากฐานของ WWE ที่มองมวยปล้ำไม่ใช่แค่กีฬา แต่เป็นธุรกิจที่ต้องการหารายได้จากทรัพยากรที่อยู่ในมือ เมื่อเห็นนักมวยปล้ำกำลังไปได้สวยในฮอลลีวูด WWE จึงเป็นฝ่ายวิ่งเข้าหาวงการภาพยนตร์เสียเอง ในทศวรรษ 2000’s

WWE Films หรือ WWE Studios คือธุรกิจย่อยของ WWE ในรูปแบบสตูดิโอภาพยนตร์ โดยมีวิธีการทำงานคือ เข้าไปร่วมมือกับนายทุนรายย่อย เช่น ค่าย Liongates และ Samuel Goldwyn Films เพื่อผลิตหนังป้อนเข้าไป โดยใช้นักมวยปล้ำเป็นตัวละครหลักของเรื่อง

ภาพยนตร์ที่ชาวไทยรู้จักกันดีอย่าง See No Evil, The Marine, The Condemned และ 12 Rounds คือภาพยนตร์ที่ WWE Studios เป็นผู้สร้าง โดยมีนักมวยปล้ำชื่อดังไม่ว่าจะเป็น จอห์น ซีนา, เคน (Kane) หรือ “สโตน โคลด์” สตีฟ ออสติน (Stone Cold Steve Austin) ร่วมแสดงในหนังดังกล่าวด้วยบทตัวละครนำ3ba5465a80319f1586fe66a0f3df80f5

WWE Studios ประสบความสำเร็จอย่างมากในธุรกิจภาพยนตร์ นับตั้งแต่ปี 2013-2017 พวกเขามีส่วนร่วมสร้างหนังไม่ต่ำกว่าปีละ 6 เรื่องต่อปี การสร้างภาพยนตร์จำนวนมากขึ้น จึงเปิดโอกาสให้นักมวยปล้ำระดับกลาง ที่ไม่ได้รับความสนใจจากสตูดิโอใหญ่ ได้มีโอกาสชิมลางในวงการภาพยนตร์

การพัฒนาทักษะการแสดงของนักมวยปล้ำเหล่านี้ ช่วยปูทางให้ WWE มีเนื้อหาเพื่อความบันเทิงในรูปแบบรายการทีวี แยกออกมาจากรายการมวยปล้ำปล้ำรายสัปดาห์ตามปกติ เช่นรายการ Total Divas หรือ Miz & Mrs. โดยรายการหลังสามารถทำยอดผู้ชมเฉลี่ยในซีซั่นแรก มากถึง 1 ล้านวิวต่อตอนmaxresdefault (1)

WWE ยังมีรายการพิเศษมากมายทางช่อง WWE Network ที่ได้รับความนิยมมากคือ Southpaw Regional Wrestling รายการที่นำเสนอเรื่องราวของค่ายมวยปล้ำปลอมในยุค 80’s โดยนำนักมวยปล้ำมารับบทบาทที่แตกต่าง เช่น จอห์น ซีนา ที่รับบทผู้ประกาศข่าว หรือ เอเจ สไตล์ ในบทบาทของมาลิบู อัล เจ้าของเต้นท์รถมือสอง ที่มาลงโฆษณากับค่าย Southpaw

การผันตัวเข้าสู่วงการบันเทิงของ WWE คือหนึ่งในแนวทางปฏิรูปมวยปล้ำสู่กีฬาเพื่อความบันเทิงอย่างเต็มตัว ส่งผลนักมวยปล้ำต้องเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์จากนักกีฬา กลายเป็นนักแสดงที่สามารถมอบความบันเทิงให้กับแฟนคลับของ WWE ได้หลากหลายวิธี

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อนักมวยปล้ำเหล่านี้ จึงมีส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มความสามารถ และปรับปรุงภาพลักษณ์ของนักมวยปล้ำใน WWE ให้ดีราวกับนักแสดง ส่งผลให้กำแพงที่ขวางกั้นนักมวยปล้ำจากวงการบันเทิง พังทลายลงในที่สุด