บังเอิญหรือตั้งใจ ทำไมเก้าอี้เล่นเกม ถึงเหมือนเก้าอี้รถแข่งแบบแทบไม่ผิดเพี้ยน

“อีสปอร์ต” คือกีฬาที่กำลังเติบโตขึ้นทุกวัน นอกจากมูลค่าที่เกิดขึ้นในการแข่งขัน ผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดออกมา ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์, หูฟัง หรือ เมาส์ ต่างได้รับความนิยมในหมู่คนทั่วไป จนกลายเป็นสินค้าที่หลายคนเลือกใช้ แม้ไม่ได้เล่นเกมแบบจริงจัง

 

หากกล่าวถึง ผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นและสะดุดตาที่สุด คงหนีไม่พ้น “เก้าอี้เกม” ด้วยรูปทรงที่แปลกประหลาด ราวกับหลุดมาจากวงการมอเตอร์สปอร์ต สร้างความสงสัยว่าทำไมเก้าอี้ที่ใช้เล่นเกม จึงดูเหมือนเก้าอี้รถแข่งขนาดนี้

เราจะพาคุณมาหาคำตอบว่าทำไม เก้าอี้เกม จึงมีรูปทรงคล้าย เก้าอี้รถแข่ง เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือตั้งใจ? เรามีคำตอบมาให้คุณ

พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

เก้าอี้รถแข่งเริ่มมีบทบาทในวงการเกม ตั้งแต่ปี 2006 เมื่อ DXRacer บริษัทผลิตที่นั่งรถสปอร์ตสัญชาติอเมริกัน ตัดสินใจผลิตเก้าอี้เพื่อเหล่าเกมเมอร์ โดยอ้างว่า เก้าอี้ที่พวกเขาผลิตขึ้นมา คือเก้าอี้เกมสมัยใหม่ตัวแรกของโลก

อันที่จริง เก้าอี้ของ DXRacer ไม่ได้มีการออกแบบมากมาย พวกเขาเพียงเอาเก้าอี้แข่งรถที่ค้างสต็อกมาปรับแต่ง ให้เหมาะสมกับเกมเมอร์ หลัง DXRacer ประสบปัญหาในการตีตลาดเก้าอี้รถแข่ง จากผลกระทบทางเศรษฐกิจหลังเกิดเหตุการณ์ 9/11

DXRacer ตั้งบริษัทในปี 2001 เพื่อผลิตที่นั่งให้กับรถยนต์หรู แต่จากเหตุก่อการร้ายสะเทือนขวัญ วงการรถยนต์ได้รับผลกระทบหนัก ในปีดังกล่าว Chrysler ยกเลิกการผลิตรถวินเทจแบรนด์ Plymouth ก่อนที่ปี 2004 GM จะยกเลิกสายการผลิตรถรุ่นเก่าๆ  

DXRacer จึงต้องหาตลาดใหม่เพื่อให้บริษัทอยู่ต่อได้ จากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ก่อนพบว่าไม่มีตลาดใดที่ไร้คู่แข่งเท่าตลาดเก้าอี้เกมอีกแล้ว

ทันทีที่เก้าอี้เกมสไตล์รถแข่งของ DXRacer วางขาย มันได้รับความนิยมอย่างมากจากเหล่าเกมเมอร์ เนื่องจากคุณสมบัติมากมายที่ตอบสนองความต้องการ ทั้งพนักพิงที่มีความสูงเลยศีรษะ, หมอนรองคอและหลังที่มีขนาดพอดี, ส่วนโค้งพิเศษเพื่อรองรับช่วงไหล่, พนักแขนและหลังที่ปรับองศาได้ตามต้องการ และ ผิวสัมผัสหนังสังเคราะห์ที่นุ่มสบาย

เก้าอี้ของ DXRacer ช่วยแก้ไขปัญหาอาการปวดหลังของเหล่าเกมเมอร์ที่กำลังเข้าขั้นวิกฤติ ในช่วงเวลาดังกล่าว ปี 2005 มีการสำรวจว่าผู้คนในสหราชอาณาจักรใช้เวลาหน้าจอราว 10 ชั่วโมง โดยเก้าอี้ที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้น คือเก้าอี้พลาสติกพนักพิงสั้น ที่ไม่ช่วยอะไรนอกจากทำให้อาการปวดหลังของเหล่าเกมเมอร์กำเริบอันที่จริง เก้าอี้ของ DXRacer ไม่ได้มีการออกแบบมากมาย พวกเขาเพียงเอาเก้าอี้แข่งรถที่ค้างสต็อกมาปรับแต่ง ให้เหมาะสมกับเกมเมอร์ หลัง DXRacer ประสบปัญหาในการตีตลาดเก้าอี้รถแข่ง จากผลกระทบทางเศรษฐกิจหลังเกิดเหตุการณ์ 9/11  DXRacer ตั้งบริษัทในปี 2001 เพื่อผลิตที่นั่งให้กับรถยนต์หรู แต่จากเหตุก่อการร้ายสะเทือนขวัญ วงการรถยนต์ได้รับผลกระทบหนัก ในปีดังกล่าว Chrysler ยกเลิกการผลิตรถวินเทจแบรนด์ Plymouth ก่อนที่ปี 2004 GM จะยกเลิกสายการผลิตรถรุ่นเก่าๆ    DXRacer จึงต้องหาตลาดใหม่เพื่อให้บริษัทอยู่ต่อได้ จากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ก่อนพบว่าไม่มีตลาดใดที่ไร้คู่แข่งเท่าตลาดเก้าอี้เกมอีกแล้ว  ทันทีที่เก้าอี้เกมสไตล์รถแข่งของ DXRacer วางขาย มันได้รับความนิยมอย่างมากจากเหล่าเกมเมอร์ เนื่องจากคุณสมบัติมากมายที่ตอบสนองความต้องการ ทั้งพนักพิงที่มีความสูงเลยศีรษะ, หมอนรองคอและหลังที่มีขนาดพอดี, ส่วนโค้งพิเศษเพื่อรองรับช่วงไหล่, พนักแขนและหลังที่ปรับองศาได้ตามต้องการ และ ผิวสัมผัสหนังสังเคราะห์ที่นุ่มสบาย  เก้าอี้ของ DXRacer ช่วยแก้ไขปัญหาอาการปวดหลังของเหล่าเกมเมอร์ที่กำลังเข้าขั้นวิกฤติ ในช่วงเวลาดังกล่าว ปี 2005 มีการสำรวจว่าผู้คนในสหราชอาณาจักรใช้เวลาหน้าจอราว 10 ชั่วโมง โดยเก้าอี้ที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้น คือเก้าอี้พลาสติกพนักพิงสั้น ที่ไม่ช่วยอะไรนอกจากทำให้อาการปวดหลังของเหล่าเกมเมอร์กำเริบ

ทันทีที่เก้าอี้ของ DXRacer เปิดตัว ในปี 2006 ยอดขายของมันถล่มทลาย สร้างรายได้ให้บริษัท 4.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ การแข่งขันตามกลไกตลาดเสรีเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้า แบรนด์อย่าง Vertagear, Respawn, E-Blue และ AKRacing กระโจนเข้ามาสู่ตลาดเกม และสิ่งที่ทุกแบรนด์ทำเหมือนกัน คือนำเก้าอี้สไตล์รถแข่งของ DXRacer มาปรับแต่งเป็นเก้าอี้ของตัวเอง ไม่เพียงเท่านั้น ขนาดแบรนด์เก้าอี้รถแข่งพันธุ์แท้ อย่าง Sparco, Recaro หรือ Bride ก็ทำเก้าอี้เกมมิ่งกับเขาด้วย

การแข่งขันตามกลไกตลาดเสรี ส่งผลให้เกิดการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ จากที่เคยผลิตเก้าอี้เพื่อจำหน่ย แบรนด์อย่าง DXRacer และ AKRacing เข้าไปจับมือเป็นพาร์ทเนอร์กับทัวร์นาเมนต์ระดับโลก ส่งผลให้เก้าอี้เกมเมอร์สไตล์รถแข่ง เป็นที่นิยมต่อเหล่าเกมเมอร์ทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

 

ความเหมือนของพฤติกรรม

ความสำเร็จของเก้าอี้เกมสไตล์รถแข่ง อาจถูกมองว่ามาจากความบังเอิญหรือโชคช่วย แต่ความจริงแล้ว นักแข่งรถ กับ เกมเมอร์ มีพฤติกรรมในแต่ละวันใกล้เคียงกว่าที่หลายคนคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากท่วงท่าของร่างกาย ที่ฝากชีวิตไว้กับที่นั่งคู่ใจกันทั้งสองฝ่ายthumbnail

เก้าอี้รถแข่ง ถูกออกแบบมาพิเศษเพื่อลดอาการปวดเมื่อยของนักแข่ง ที่ต้องนั่งอยู่หลังพวกมาลัยเป็นเวลานาน เก้าอี้รถแข่งสมบูรณ์แบบมาก รูปทรงที่โฉบเฉี่ยวของมัน ถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยลดอาการปวดบริเวณ แผ่นหลัง หัวไหล่ และกระดูกส่วนเอว เพื่อไม่ให้นักแข่งรู้สึกเหนื่อยเกินไปในแต่ละวันของการฝึกซ้อมอันยาวนาน

เช่นเดียวกับกับนักแข่งรถ เหล่าเกมเมอร์นั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน หลายคนถึงกับนอนบนเก้าอี้ด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้ เก้าอี้ที่ลดอาการปวดหลังเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ เกมเมอร์ต้องการเก้าอี้ที่ช่วยให้พวกเขาปรับเปลี่ยนอิริยาบถหลากหลาย และสามารถใช้ชีวิตหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ โดยไม่ต้องลุกไปไหนกว่าสิบชั่วโมง

“ความลับของเก้าอี้เกมคือ มันมีพนักพิงสูงกว่าเก้าอี้ทั่วไปในออฟฟิศมาก เก้าอี้เราช่วยซัพพอร์ตไหล่และหลัง เพื่อให้คุณไม่รู้สึกเหนื่อยจากการนั่ง” โธมัส ไคลน์ CEO ของบริษัท Need for Seat เปิดเผยถึงความลับของเก้าอี้เกม

“ยิ่งเก้าอี้ของคุณช่วยซัพพอร์ตไหล่และหลังของคุณมากเท่าไหร่ มันยิ่งช่วยให้คุณนั่งได้นานขึ้นเท่านั้น”

เก้าอี้เกมที่ปรับเอนราบได้สูงสุด 180 องศา ไม่ต่างจากเก้าอี้บนรถแข่งที่ปรับความเอน ตามความต้องการของแต่ละคน นอกจากนั้น เก้าอี้เกมยังได้นำองค์ประกอบของเก้าอี้ออฟฟิศมาใช้ นั่นคือพนักแขนที่ปรับขึ้นลงได้ ถือเป็นฟังก์ชั่นการใช้งานที่ลดความเมื่อยจากการจับจอยหรือรัวคีย์บอร์ดเป็นเวลานาน

“เก้าอี้เกมสะดวกสบายกว่ามาก เพราะว่ามันสามารถปรับแต่งได้ตามใจ คุณสามารถปรับแต่งพนักพิง เพื่อช่วยกระดูกส่วนเอว เพื่อปรับองศา เพื่อพักศีรษะ หรือ เพื่อพักแขน คุณสามารถทำมันได้ทั้งหมด” แดเนียล ยามิลโกสกิม “Yamilkoskim” โปรเพลเยอร์ Overwatch กล่าว

ความเหมือนในความต่างนี้ ไปเข้าตาของ DXRacer ทำให้พวกเขาเป็นเจ้าแรกที่กล้านำเอาเก้าอี้รถแข่ง มาวางขายในฐานะเก้าอี้เกม ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะพวกเขามองเห็น และเข้าใจพฤติกรรมที่เหมือนกันของนักแข่งรถ และเกมเมอร์นั่นเอง

 

แฟชั่นของนักเล่นเกม

เก้าอี้เกมคือเก้าอี้ที่ได้รับการยกย่องว่าสะดวกสบาย จนหลายคนบอกว่า พนักงานออฟฟิศควรนำไปใช้งานเช่นกัน แต่ในความเป็นจริง ยังมีหลายคนที่มองว่าเก้าอี้เกมรูปแบบนี้ มีความ “น่าเกลียดเกินไป” เนื่องจากรูปทรงที่แปลกประหลาดจากเก้าอี้ทั่วไปค่อนข้างมาก รวมถึงสีสันที่ฉูดฉาด เก้าอี้เกมจึงไม่ถูกยอมรับมากนักนอกวงการเกมproduct_31865_product_shots5

อย่างไรก็ตาม ในวงการเกม เก้าอี้เกมกลับกลายเป็นแฟชั่นสำหรับเกมเมอร์ ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกครั้งที่เกมเมอร์ไลฟ์สตรีมตามช่องทางต่างๆ สิ่งที่โดดเด่นรองจากหน้าตาของเกมเมอร์ คือเก้าอี้ที่อยู่เบื้องหลังของพวกเขา หากเปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย มันไม่ต่างอะไรจากนักฟุตบอลกับรองเท้าสตั๊ดในปัจจุบัน ที่แค่ฟังก์ชั่นคงไม่พอ ต้องมีแฟชั่นเข้ามาเกี่ยว

เก้าอี้เกมมีจุดขายที่ค่อนข้างจะแตกต่าง คือ ยิ่งดูฉูดฉาด หรือที่บางคนคนมองว่าน่าเกลียดมากเท่าไหร่ มันยิ่งได้รับความนิยมมากเท่านั้น เก้าอี้เกมถูกพัฒนาให้โดดเด่นกว่าเก้าอี้รถแข่งแบบดั้งเดิม ด้วยสีสันที่สะดุดตา ทั้ง สีแดงสด หรือ สีเขียวสะท้อนแสง รวมถึงรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยวขึ้นทุกวัน มันยิ่งทำให้เก้าอี้เกมได้รับความนิยมมากขึ้น

ความแตกต่างของเก้าอี้เกม ช่วยบ่งบอกถึงตัวตนของเหล่าเกมเมอร์ทั่วโลก ทันทีที่คุณซื้อเก้าอี้เกมเข้ามาใช้งานในบ้าน ต่อให้คุณไม่เคยชนะในรายการแข่งขันใด ความรู้สึกที่คิดว่าตัวเองคือเซียนเกม จะเกิดขึ้นทันทีที่นั่งลงบนเก้าอี้ดังกล่าวdx-racer-led-chair-review-3-2

ปัจจุบัน เก้าอี้เกมพัฒนาไปไกล มีรุ่นที่บรรจุไฟ LED ในตัว, ปรับโครงสร้างเก้าอี้ให้นั่งสบาย ราวกับหลุดมาจากรถหรูราคาหลายล้าน, มีการนำโครงเหล็กมาใช้ เพื่อชูจุดขายว่าเป็นเก้าอี้ที่ทนทาน รวมถึงสร้าง uppermarket seats หรือเก้าอี้ระดับสูง ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อผู้เล่นระดับโปรเพลเยอร์โดยเฉพาะ

เก้าอี้เกมอาจยังคงมีรูปร่างคล้ายเก้าอี้รถแข่ง แต่ในเรื่องของการตลาด เก้าอี้เกมสร้างมูลค่าของตัวเอง จนกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจอีสปอร์ต จนมีรายได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 32,690 ล้านบาท เมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา

การพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งเรื่องของการใช้งานและดีไซน์ ทำให้มีการคาดการณ์ว่า ตลาดเก้าอี้เกมจะเติบโตขึ้นอีก 5% ในช่วงปี 2019-2023 หมายถึงเงินราว 66 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 2,157 ล้านบาท กำลังเข้ามาสู่งวงการนี้ในอีกหลายปีข้างหน้า

เก้าอี้เกมอาจมีดีไซน์ประหลาด จนทำให้หลายคนไม่ชอบใจ แต่ความนิยมของมันทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่า เก้าอี้เกมคือทางเลือกใหม่สำหรับคนทุกอาชีพ ในอนาคตอันใกล้ เราอาจได้เห็นเก้าอี้ชนิดใหม่ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเก้าอี้เกม เหมือนกับที่ เก้าอี้เกมประสบความสำเร็จ จากการพัฒนาตัวเองจาก เก้าอี้รถแข่ง มาแล้ว

ดอน โอมาร์ นักแสดง FAST & FURIOUS ที่เหยียบเกิน 300 กม. ต่อ ชม. ในชีวิตจริง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาพยนตร์ชุด “FAST & FURIOUS” คือหมายเลขหนึ่งในหนังตระกูลความเร็ว ที่สร้างรายได้มหาศาล รวมถึงสร้างกระแสความคลั่งไคล้รถยนต์ และเพลงจากละตินอเมริกาแก่คนทั่วโลก

 

หลายคนคงเคยจินตนาการว่า หาก โดมินิก ทอเร็ตโต กับ ไบรอัน โอ คอนเนอร์ มีชีวิตจริงจะเป็นอย่างไร? แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ในบรรดานักแสดงที่เล่นภาพยนตร์ตระกูล Fast & Furious มีคนหนึ่งเป็นนักแข่งรถในชีวิตจริง ที่เหยียบความเร็วไม่ต่ำกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เราจะนำเสนอเรื่องราวของ ดอน โอมาร์ (Don Omar) นักร้องและนักแสดงจาก Fast & Furious ที่ได้แรงบันดาลใจจากการเล่นหนัง จนกลับไปสู่รากเหง้าของตัวเองในฐานะนักแข่ง Drag Racing 

 

ความฝันในวัยเด็ก

กีฬารถแข่ง หรือ มอเตอร์สปอร์ต เป็นกีฬาที่ใช้ต้นทุนค่อนข้างสูง นักแข่งรถส่วนใหญ่จึงมักมาจากครอบครัวที่มีฐานะดี แต่ไม่ใช่สำหรับ ดอน โอมาร์ หรือในชื่อจริง วิลเลียม โอมาร์ แลนดรอน ริเวรา เขาเติบโตที่เมืองซานฮวน ประเทศเปอร์โตริโก ในครอบครัวช่างซ่อมรถยนต์maxresdefault

“พ่อผมเป็นช่างซ่อมรถยนต์ คุณปู่ของผมก็เป็นช่างซ่อมรถยนต์ ผมไม่รู้เหมือนกันนะว่าทำไม แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาถ่ายทอดความรักที่มีต่อรถยนต์แก่ผม”

ความฝันการเป็นนักแข่งรถของ ดอน โอมาร์ ไม่ได้รับการสานต่อในวัยเด็ก ด้วยครอบครัวที่มีฐานะยากจน ชีวิตของโอมาร์จึงผูกติดกับศาสนา เขาเข้าเป็นสมาชิกโบสถ์คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ และถูกจดจำในฐานะบาทหลวงรุ่นเยาว์ประจำชุมชน

ดอน โอมาร์ ทำหน้าที่บาทหลวงกระทั่งอายุ 18 ปี จึงเข้าศึกษาต่อในระดับวิทยาลัยที่เมืองคากูอัส ในสาขาช่างยนต์ เขากำลังเตรียมพร้อมเพื่อกลับไปสานต่อธุรกิจอู่ซ่อมรถของครอบครัว จนกระทั่งพรสวรรค์ใหม่ของ ดอน โอมาร์ ฉายแสงเจิดจ้า นั่นคือ การร้องเพลง

อาชีพนักร้องคือชีวิตที่ดีกว่าช่างซ่อมรถยนต์ ดอน โอมาร์ ตัดสินใจเด็ดขาด ลาออกจากวิทยาลัยทั้งที่ยังเรียนไม่จบ เขาเริ่มต้นเส้นทางใหม่ด้วยการเป็นนักร้องรับจ้างในไนต์คลับ ดอน โอมาร์ ยืนอยู่จุดนั้นนาน 2 ปี 

กระทั่งความสามารถของเขาไปเข้าตา เอเลียล ลินด์ โอซาริโอ (Eliel Lind Osorio) โปรดิวเซอร์และดีเจชื่อดัง ที่หมายมั่นผลักดัน ดอน โอมาร์ สู่การเป็นดาวดังของวงการเพลงเร็กเก้c9a46743d15e8a68a312706282af34de

สายตาของ เอเรียล ไม่ผิดพลาด ดอน โอมาร์ ประสบความสำเร็จถล่มทลายตั้งแต่อัลบั้มแรก The Last Don (2003) ซึ่งได้รับการยกย่องในฐานะอัลบั้มที่พาเพลงแนวเรเกตอน สู่สายตาชาวโลก จนได้รับฉายาจากแฟนเพลงว่า “El Rey” หรือ “ราชา”

ความสำเร็จจากอัลบั้มดังกล่าว เปลี่ยน ดอน โอมาร์ จากลูกชายช่างซ่อมรถธรรมดา สู่ศิลปินระดับเศรษฐี เขาซื้อแมนชั่นมูลค่า 1.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นบ้านพักขณะทำกิจกรรมที่สหรัฐอเมริกา และไม่ลืมที่จะเติมเต็มความฝันในวัยเด็ก ด้วยการทุ่มเงินซื้อรถหรูมากมาย เข้าสู่คอลเลคชันของเขา

“ผมมีรถ Bentley 2 คัน รถ Cadillac Escalade อีก 2 คัน บวกกับรถแข่งอีก 4 คัน เท่ากับว่าผมมีรถ 8 คัน (หัวเราะ)” ดอน โอมาร์ เปิดเผยถึงความคลั่งไคล้ในรถยนต์ของเขา

 

แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์

ดอน โอมาร์ ใช้ชีวิตในวิถีทางของซูเปอร์สตาร์ เขามีเพื่อนเป็นคนดังหลากหลายอาชีพในวงการบันเทิง หนึ่งในนั้นคือ วิน ดีเซล (Vin Diesel) ดาราดังเจ้าของบทบาท โดมินิก ทอเร็ตโต นักซิ่งมาดขรึมจากภาพยนตร์ชุด “Fast & Furious” แฟรนไชส์หนังบล็อคบัสเตอร์ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกdownload

ความคลั่งไคล้ในรถยนต์ของ ดอน โอมาร์ ไม่ใช่ความลับ วิน ดีเซล ซึ่งทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์เรื่อง Fast & Furious (2009) ซึ่งถือเป็นภาค 4 ของแฟรนไชส์ จึงรีบต่อสายตรงชักชวนเพื่อนรักชาวเปอร์โตริโก ให้มารับบทบาทสมทบในภาพยนตร์เรื่องนี้

“ผมมีส่วนร่วมในแฟรนไชส์นี้ เพราะเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งของผม วิน ดีเซล เขาคือหนึ่งในเพื่อนที่ดีที่สุดของผม เขาคือคนที่คอยให้คำแนะนำผมเสมอ”

ดอน โอมาร์ เต็มที่กับการรับบทเป็นตัวละคร ริโก ซานโตส ที่แฟนๆ น่าจะจดจำได้ในฐานะ คู่หูจอมวินาศ กับ เตโก เลโอ แสดงโดยอีกหนึ่งศิลปินชาวเปอร์โตริโก เตโก กัลเดรอน (Tego Calderon) ในภาพยนตร์ Fast & Furious เขาลงทุนจ้างโค้ชเพื่อฝึกฝนการแสดงแบบส่วนตัว นอกจากนั้นยังร้องเพลงซาวน์แทร็คประกอบภาพยนตร์ชุดนี้ 3 เพลง หนึ่งในนั้นคือเพลง “Danza Kuduro” ที่ฮิตระเบิดไปทั่วโลก

การมีส่วนร่วมมากมายกับภาพยนตร์ Fast & Furious ส่งผลให้ ดอน โอมาร์ กลับมาคิดถึงการเป็นนักแข่งรถอาชีพอีกครั้ง ในปี 2010 ดอน โอมาร์ ได้รับใบอนุญาตแข่งขันกีฬา Drag Racing ก่อนถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Fast Five (2011) เพียงไม่กี่วัน5-toyota-celica-2jz_133313822708___484x363

“ผมเตรียมพร้อมตลอดเวลา ตอนนี้ผมมีใบอนุญาตแข่งขันกีฬา Drag Racing ผมคือนักแข่งรถเต็มตัว ผมสนุกไปกับทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์เรื่องนี้”

น่าเสียดายที่ Fast Five กลายเป็นหนังเรื่องสุดท้ายในแฟรนไชส์ที่ ดอน โอมาร์ มีส่วนร่วม (แม้เจ้าตัวจะมีโผล่มาแว้บๆ ใน The Fate of the Furious หรือภาค 8 ของแฟรนไชส์ก็ตาม) แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่เขาได้รับกลับมานั้นแสนคุ้มค่า ดอน โอมาร์ กลับสู่รากเหง้าของตัวเองอีกครั้ง เขาเดินทางกลับสู่เปอร์โตริโก เพื่อค้นหารถคู่ใจในการแข่งขัน

 

เส้นทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด

Drag Racing หรือ การแข่งขันรถวิ่งทางตรง ไม่ใช่การแข่งขันรถแบบปกติทั่วไป ด้วยระยะทางที่สั้นเพียง 402 เมตร หรือ ¼ ไมล์ แต่รถต้องวิ่งด้วยความเร็วไม่ต่ำกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถที่ใช้ลงแข่งขัน Drag Racing จึงถูกปรับแต่งเพื่อเร่งความเร็วให้สูงและไวที่สุด ซึ่งบางครั้ง มันก็เค้นกำลังของเครื่องยนต์ รวมถึงระบบส่งกำลังมากเกินไป จนพัง หรือถึงขั้นระเบิดคาแทร็กอยู่บ่อยครั้งunnamed

ไม่เพียงเท่านั้น การแข่งรถประเภทนี้ยังมีอีกสิ่งที่นักแข่งทุกคนต้องทำก่อนออกสตาร์ทในแต่ละครั้ง นั่นคือการ “เบิร์นยาง” ถือเป็นการเช็กสภาพครั้งสุดท้าย วอร์มเครื่องยนต์ให้พร้อมลุย วอร์มยางให้ร้อนเพื่อเพิ่มการยึดเกาะในการแข่งจริง สิ่งที่เกิดขึ้นตาม คือควันที่คละคลุ้งไปทั่ว จนบางครั้งก็มากเกินไป ถึงขั้นไฟลุกเลยทีเดียว

นักแข่ง Drag Racing จึงต้องฝากชีวิตของตัวเองไว้กับรถแข่งขัน สำหรับ ดอน โอมาร์ แม้เจ้าตัวจะมีรถแข่งหลายคัน แต่รถคันแรกคือรถที่พิเศษสุด มันไม่ใช่รถที่ดีอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นรถที่บอกเล่าเรื่องราวในชีวิตของเขาด้วย

“รถแข่งคันแรกของผมคือ Chevrolet Nova ปี 1967 มันคือรถที่สวยงาม และให้ความรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง มันย้ำเตือนว่า พ่อของผมทำงานหนักแค่ไหน ในการประกอบรถขึ้นมาสักคัน ก่อนนำมันลงสู่สนามแข่งขัน”  

ดอน โอมาร์ เติมเต็มช่วงชีวิตการเป็นนักแข่งรถที่ขาดหาย ด้วยวัย 35 ปี เขากลับไปศึกษาสาขาช่างยนต์ ในระดับวิทยาลัยอีกครั้ง และหลังจบการศึกษา ดอน โอมาร์ เดินทางไปยังเมืองลาสเวกัส เพื่อเข้าโรงเรียนสอนขับรถ NASCAR

ความทุ่มเทของ ดอน โอมาร์ อาจทำให้คุณสงสัยว่า มันจะกระทบกับอาชีพนักร้องของเขาหรือเปล่า? ตรงกันข้าม ดอน โอมาร์ จัดงาน “Drag Mania” เทศกาลดนตรีและแข่งขันรถยนต์ เมื่อเดือนมีนาคมปี 2013 เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงความรักที่มีต่อสองเส้นทางในชีวิต55456458

ดอน โอมาร์ ลงแข่งขัน Drag Racing อย่างต่อเนื่อง แม้ชีวิตด้านนี้ของเขาจะไม่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อเท่าใดนัก โดยเฉพาะช่วงเวลาที่รีไทร์จากอาชีพนักร้อง ในปี 2017-2019 แต่เราเชื่อว่าเขาจะไม่หันหลังให้กับวงการความเร็วไปง่ายๆ

ชีวิตจริงของ ดอน โอมาร์ อาจไม่หวือหวาเร้าใจเหมือนตัวละครที่รับบทบาทในภาพยนตร์ชุด Fast & Furious แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้งคู่มีเหมือนกันคือความรักในการแข่งขันรถยนต์ และเราเชื่อว่า ดอน โอมาร์ จะไม่หันหลังให้กับวงการความเร็วเป็นครั้งที่สองอย่างแน่นอน

เก่งไม่เน้น เน้นเพี้ยน ‘จิมมี่ บูลลาร์ด’ นักบอลสายฮา ผู้ใช้ความกวนสร้างตัวตนจนโด่งดัง

จิมมี่ บูลลาร์ด ชื่อนี้คงไม่เป็นที่คุ้นหูนักของแฟนบอลรุ่นใหม่ แต่ถ้าคุณเป็นแฟนบอลตัวยงของพรีเมียร์ลีก ในช่วง 10-20 ปีที่แล้ว ชื่อของเขา อยู่ในความทรงจำของแฟนบอลยุคนั้น เป็นอย่างดี 

 

ไม่ใช่ลีลาฝีเท้า ที่เป็นที่จดจำ แต่สิ่งที่ทำให้คนจำเขาได้ คือ วีรกรรมเพี้ยนๆ เรียกเสียงหัวเราะ ที่อดีตนักฟุตบอลรายนี้สร้างขึ้นมากมาย ตลอดช่วงเวลาในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ 

และนี่คือเรื่องราวของแข้งเพี้ยนๆ ผู้เป็นที่รักของแฟนบอล 

 

เส้นทางของคนเพี้ยน

จิมมี่ บูลลาร์ด เกิดและเติบโต ทางตะวันออกของกรุงลอนดอน พื้นที่ของชนชั้นแรงงาน ประจำเมืองหลวงของประเทศอังกฤษ และกีฬาที่อยู่คู่กับชนชั้นแรงงานในอังกฤษ คือฟุตบอล จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่เจ้าหนูจิมมี่ จะเป็นแฟนตัวยังของกีฬาลูกหนังตั้งแต่วัยเยาว์

บูลลาร์ด คือแฟนพันธุ์แท้ ของทีมเวสต์แฮม ยูไนเต็ด และฝันที่จะสวมเสื้อทีมขุนค้อน ในฐานะนักเตะอาชีพ เขาไม่รอช้า เริ่มฝึกวิชาลูกหนังตั้งแต่เด็ก และโชว์แววเก่งออกมา ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา ทำให้บูลลาร์ด ได้รับเลือกให้เป็นนักฟุตบอลประจำทีมโรงเรียนCMzbX2hWgAAscVm

หลังจากนั้นไม่นาน เวสต์แฮมได้มาชักชวนบูลลาร์ด เข้าเป็นเด็กฝึกอคาเดมีของทีม และไม่มีทาง ที่บูลลาร์ด จะปฏิเสธ เมื่อเขากลายเป็นนักเตะเยาวชนของทีมขุนค้อน โค้ชหลายคนมองว่า เจ้าเด็กรายนี้ จะต้องเป็นอนาคตของทีมอย่างแน่นอน

แต่อีกสิ่งมีบูลลาร์ดมีดี ไม่แพ้ฝีเท้าของเขา คือปาก … บูลลาร์ดเป็นคนปากไม่ดีมาแต่ไหนแต่ไร เขาไม่ใช่คนที่คิดร้าย แต่เป็นคนพูดตรงไปตรงมา คิดอย่างไรพูดอย่างนั้น จนบางครั้งกลายเป็นไร้สัมมาคาราวะ 

พรสวรรค์ของบูลลาร์ด ทำให้เขาหลงผิด ไม่สนใจคำสอนของโค้ช เพราะคิดว่าตัวเองมีดี รู้ตัวอีกที เขาโดนสโมสรฟุตบอลอันเป็นที่รัก ตัดตัวจากอคาเดมีของทีม โดยยังไม่ได้เซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกด้วยซ้ำ

ชื่อชั้นเก่าๆ ของบูลลาร์ดในฐานะ นักเตะเยาวชนทีมขุนค้อน ยังพอขายได้ เขาได้รับความสนใจ จากทีมในระดับลีกวันและลีกทู ที่ต้องการมาดึงตัวเขาไปร่วมทีม พร้อมให้สัญญาอาชีพแก่บูลลาร์ด

นี่คือจุดเริ่มต้นความเพี้ยนของผู้ชายคนนี้ เพราะเขาปฏิเสธสัญญาจากทีมอาชีพ และหันไปเล่นฟุตบอล กับทีมสมัครเล่นอย่าง โครินเตียน เอฟซี ทีมฟุตบอลที่บูลลาร์ดเชื่อว่า จะเป็นจุดกำเนิดเส้นทางฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมให้กับเขา

แม้จะดูทั้งบ้าและเพี้ยน แต่ทุกอย่างเป็นไปตามที่บูลลาร์ดคาดการณ์ … เขาได้รับการเซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรก กับทีมดาร์ทฟอร์ด ในลีกระดับ 7 ของอังกฤษ และฤดูกาลถัดมา เขาได้ขยับขึ้นไปเล่นกับทีมในลีกระดับ 6 กับ เกรฟเซนด์ แอนด์ นอร์ธฟลีต

จนถึงตอนนี้ หลายคนคงเป็นงงว่า ที่บูลลาร์ดเลือกไปเริ่มต้นอาชีพกับทีมสมัครเล่น เขาคิดถูกตรงไหน … แต่ในปี 1999 ด้วยวัยแค่ 20 ปี หลังจาก 2 ปี ที่เขาลงไปเล่น ในลีกระดับล่าง อดีตสโมสรที่เคยเขี่ยเขาทิ้ง อย่างเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ได้ยื่นข้อเสนอ 30,000 ปอนด์ ซื้อตัวบูลลาร์ด จากทีมในระดับดิวิชั่น 6 ไปร่วมทีมBullard

ความบ้าของบูลลาร์ด พาเขากลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง กับทีมระดับพรีเมียร์ ลีก ในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ แต่เป็นอีกครั้ง ที่สโมสรรักแห่งนี้ ต้องทำให้เขาเจ็บช้ำ เพราะตลอด 2 ปี ที่บูลลาร์ดอยู่กับทีมขุนค้อน เขาลงเล่นไปทั้งสิ้น 0 นัด

“ผมไม่คิดจะยอมแพ้หรอก เป้าหมายของผมคือการเล่นในลีกสูงสุด ทำให้ผู้คนต้องจดจำผม ผมจะต้องทำมันให้สำเร็จ แม้จะต้องใช้เวลาหลายปีก็ตาม” บูลลาร์ดเล่าย้อน ถึงเป้าหมายของเขา สมัยเป็นนักบอลดาวรุ่ง

บูลลาร์ดกลับไปเริ่มต้นใหม่ ในศึกดิวิชั่น 2 (ลีกวันในปัจจุบัน) กับ ปีเตอร์โบโร ได้กลับลงสนามในฐานะตัวจริงอีกครั้ง จนในปี 2003 วีแกน แอธเลติค ได้มาซื้อตัวเขาไปร่วมทีม และเขาฉายแสงความสามารถอย่างสุดขีด กับสโมสรแห่งนี้ พาวีแกนเลื่อนขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ในฤดูกาล 2004-05image

บูลลาร์ดทำฝันของเขาได้สำเร็จ ในปี 2005 ด้วยวัย 26 ปี เขากำลังจะได้เริ่มต้นในลีกฟุตบอลที่เขาใฝ่ฝัน และเขากลายเป็นนักฟุตบอล ที่แฟนบอลจดจำได้อย่างรวดเร็ว

ไม่ใช่เพราะฝีเท้าของเขาโดดเด่นเหนือใคร แต่คาแรคเตอร์ของบูลลาร์ด ทำให้เขากลายเป็นที่จดจำของแฟนบอล

 

นักแกล้งมืออาชีพ

ในด้านหนึ่ง บูลลาร์ดเป็นคนสนุกสนานเฮฮา เขาไม่เคยเดินทางมาสนามซ้อม ด้วยความตึงเครียด จริงจัง ในทางกลับกัน เขามองว่าฟุตบอลคือความสนุก และเขาต้องการให้ทุกคนสนุกไปกับมัน article-2634332-0405B4E70000044D-604_634x529

ตอนบูลลาร์ดค้าแข้งให้กับวีแกน เขาสร้างรายการปลอมๆ ของเขาในชื่อ “ฟุตบอล ฟันนี่ โชว์” คอยทำตัวตลกๆ สร้างความสนุกให้เพื่อนร่วมทีมในสนามซ้อม และอีกสิ่งหนึ่งที่เขาชอบทำ เพื่อสร้างความบันเทิง ให้กับเพื่อนร่วมทีม ก็คือการแกล้งเพื่อนร่วมทีมของเขาเอง

“ผมเป็นคนมีเพื่อนเยอะ เพื่อนอยู่กับผมตลอด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสนุก ที่จะแกล้งพวกเขาตลอดเวลา”

“บางครั้งผมก็แกล้งพวกเขาหนัก หลายครั้งที่เพื่อนร่วมทีมโกรธ โมโหผม แต่ผมจะแก้ต่างไปว่า ‘เราขอโทษ’ ‘เราไม่ได้ตั้งใจ’ พวกเขาก็จะหายโกรธ ถึงจะแปลกใจก็ตาม”

“แต่ส่วนใหญ่ 90 เปอร์เซ็นต์ พวกเขาชอบที่ผมแกล้งเขานะ ถึงอีก 10 เปอร์เซ็นต์จะไม่ชอบก็ตาม ดังนั้น ผมถือว่าการกระทำของผมเป็นเรื่องที่ดี”

หลังจากย้ายออกจาก วีแกน บูลลาร์ดย้ายไปเล่นฟุตบอล ให้กับอีกหลายทีม ไม่ว่าจะเป็น ฟูแลม (Fulham), ฮัลล์ ซิตี้ (Hull City), อิปสวิช ทาวน์ (Ipswich Town) และ เอ็มเค ดอนส์ (MK Dons) แต่ไม่ว่าเขาจะย้ายไปที่ไหน เขารักษาคาแรคเตอร์ ความฮา กวน บ้า เพียน ของเขาเอาไว้ตลอด

“ตอนผมย้ายไปอยู่ฟูแล่ม ก่อนเปิดฤดูกาล มีการจัดกิจกรรมละลายพฤติกรรม ผมชอบนะเข้าทางผมเลย ตอนนั้นผมอยู่กับทีมได้แค่ 4 สัปดาห์ แต่ผมอยากแกล้ง ปาปา บูบา ดิย็อป (Papa Bouba Diop) และผมรู้ว่าเขาชอบการนวดมาก ผมจึงคิดจะแกล้งเขา”

“ตอนที่เขาก้มหน้านวด ผมจึงไปเล่นกับหัวของดิย็อป ผมนั่งลงไปบนหัวของเขา เพื่อนร่วมทีมคนอื่นชอบกันมาก แต่ดิย็อปโมโหหนัก เขาวิ่งไล่ไปทั่วสนามซ้อม เขาต้องการจะฆ่าผม”

ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมทีม ที่โดนบูลลาร์ดแกล้ง เพราะระดับผู้จัดการทีมก็ไม่รอดเช่นกัน เหตุการณ์อันเป็นที่จดจำของเขา คือการล้อเลียน ฟิล บราวน์ ผู้จัดการทีมของฮัลล์ในปี 2009PA-6696201

หากยังจำกันได้ บราวน์เคยก่อวีรกรรมกับลูกทีมของตัวเองในเกมบ็อกซิ่งเดย์ปี 2008 เมื่อเขาสั่งลูกทีมห้ามเข้าห้องแต่งตัวช่วงพักครึ่งในเกมพบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลังโดนยำเละในครึ่งแรกถึง 4-0 ก่อนที่จะให้นั่งล้อมวง ส่วนเขาก็เข้าไปอยู่ตรงกลาง แก้เกมและตำหนิลูกทีมต่อหน้าแฟนๆ

เกือบ 1 ปีต่อมา ฮัลล์ มีโปรแกรมต้องเจอกับ แมนฯ ซิตี้ อีกครั้ง คราวนี้ จิมมี่ บูลลาร์ด กลายเป็นฮีโร่ ยิงจุดโทษช่วยให้ทีมตีเสมอ 1-1 ช่วงท้ายเกม และหลังจากนั้น สิ่งที่บูลลาร์ดทำ คือสั่งให้เพื่อนร่วมทีม มานั่งเป็นวงกลม ขณะที่ตัวเขากลายเป็น ฟิล บราวน์ ยืนล้อเลียน ชี้หน้าสั่งเพื่อนร่วมทีมBEtu2psCYAIHfzb

อันที่จริง เรื่องนี้มันดูแปลกๆ อยู่สักหน่อยที่บูลลาร์ดทำท่าดีใจล้อเลียนเจ้านายตัวเอง เพราะในเกมที่นักเตะ ฮัลล์ ถูกเจ้านายตัวเองสั่งนั่งล้อมวงกลางสนามช่วงพักครึ่งนั้น บูลลาร์ดยังไม่ทันย้ายมาร่วมทีมด้วยซ้ำ (เจ้าตัวย้ายมาร่วมทีมในเดือนมกราคม 2009) แต่ปรากฎว่า ทุกคนชอบในไอเดียนี้ แม้กระทั่งตัวของ ฟิล บราวน์ ที่โดนลูกทีมเล่นเต็มๆ ก็ตาม

แม้แต่ผู้จัดการระดับทีมชาติ ก็ไม่รอด … บูลลาร์ดเคยถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษในปี 2008 ภายใต้การนำของ ฟาบิโอ คาเปลโล และบูลลาร์ดเรียกคาเปลโลว่า “บุรุษไปรษณีย์แพท” ตัวการ์ตูนที่มีรูปร่างคล้ายกับคาเปลโล หรือบางครั้งก็ร้องเพลงประกอบการ์ตูนเรื่องนี้ ให้คาเปลโลฟัง  BoHD5OVIcAAM1MF

“แกล้งคนในทีมชาติอังกฤษไม่สนุกหรอก พอผมเริ่มแกล้ง ก็จะมีคนมาบอกว่า ทำตัวให้จริงจังหน่อย ผมยอมรับว่า เวลาผมได้ไปติดทีมชาติอังกฤษ ผมทำตัวไม่ค่อยถูก นักฟุตบอลพยายามเว้นระยะระหว่างกัน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสนิทด้วย”

“ผมยอมรับว่า ผมมีปัญหาเวลาอยู่ในแคมป์ทีมชาติ ผมต้องการแสดงความเป็นตัวเอง แต่ผมแทบแกล้งใครไม่ได้เลย แคมป์ทีมชาติจริงจังตลอดเวลา จริงจังอย่างมาก ผมไม่ใช่คนแบบนั้น”

 

เป็นตัวของตัวเอง

ตัวตนของบูลลาร์ด ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมาเปลี่ยนแปลงได้ ความเป็นคนขี้แกล้ง เพี้ยนๆ ชอบความเฮฮา อาจจะทำให้เขา ไม่มีโอกาสได้ย้ายไปอยู่กับทีมยักษ์ใหญ่ หรือประสบความสำเร็จในอาชีพค้าแข้ง แต่เขาก็พอใจในสิ่งที่เขาเป็น

บูลลาร์ดสร้างวีรกรรมสุดเพี้ยนอีกมากมาย บนสนามฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็น ความพยายามไล่ถอดกางเกงของ เฟรดดี ลุงเบิร์ก เพื่อดูกางเกงใน เพราะในตอนนั้นลุงเบิร์กเป็นพรีเซ็นเตอร์กางเกงใน ให้กับแบรนด์ Armani

แม้แต่นักเตะจอมโหด อย่างดันแคน เฟอร์กูสัน ยังเคยถูกบูลลาร์ดทำหน้าทำตากวนประสาทใส่ในสนามแข่ง จนบิ๊กดังค์ถึงกับท้าต่อยกับเเข้งจอมกวนรายนี้ ในอุโมงค์ทางเดิน

“ผมไม่ได้กลัวเขานะ แต่ผมก็ตกใจเหมือนกัน ที่เขาเดินมาท้าต่อยผมแบบนั้น จริงๆ ผมก็กลัวนิดหน่อยแหละ … ผมเดินเข้าอุโมงค์ เห็นเขายืนรออยู่ตรงทางเดิน ผมรู้ว่าตัวเองงานเข้าแล้ว ผมต้องรีบไปขอโทษเขา บอกเขาว่าผมไม่ได้มีเจตนาไม่ดี ที่ทำหน้าแบบนั้นใส่เขา”

อย่างไรก็ตาม บูลลาร์ดคงคาแรคเตอร์ของเขาเอาไว้ จนกระทั่งแขวนสตั๊ด และเมื่อเลิกเล่นฟุตบอล เขาไม่คิดจะเปลี่ยนตัวเองแต่อย่างใด และยังคงรักษาตัวตนความเพี้ยนเอาไว้เหมือนเดิม 

“ผมแกล้งเพื่อนที่มาเล่นกอล์ฟกับผม ไม่ต่างกับตอนผมแกล้งเพื่อนร่วมทีม สมัยเป็นนักฟุตบอล” บูลลาร์ดพูดถึงความแตกต่างที่เหมือนเดิม หลังจากเขาหันมาชิมลางเป็นนักกอล์ฟอาชีพ “แต่เอาจริง มันไม่สนุกเหมือนตอนผมเป็นนักฟุตบอลหรอก”

บูลลาร์ดอาจจะอำลาวงการลูกหนัง ในฐานะนักเตะอย่างเงียบๆ เมื่อปี 2012 … แต่วีรกรรมชวนหัวเราะของเขา ยังคงเป็นที่จดจำ หลังแขวนสตั๊ดบูลลาร์ดมีโอกาสได้ทำหน้าที่ เป็นพิธีกรรายการตลกเกี่ยวกับฟุตบอล อยู่หลายรายการ รวมถึงแสดงซิตคอมตลกมาแล้วLeatherhead_vs_Needham_032

ทุกวันนี้ เราอาจจะจดจำผลงานเก่าๆ ในฐานะนักฟุตบอลของบูลลาร์ดไม่ได้ แต่ใครที่ทันดูนักเตะรายนี้ คงไม่มีวันลืมโมเมนต์ตลกๆของเขา อย่างน้อยท่าดีใจล้อเลียนผู้จัดการทีมตัวเอง ยังคงเป็นที่กล่าวถึงในวงการฟุตบอล จนถึงทุกวันนี้

จิมมี่ บูลลาร์ด อาจจะไม่ใช่นักเตะที่ยิ่งใหญ่ แต่สิ่งที่เขาทำตลอดอาชีพชีวิตการค้าแข้ง คือสิ่งที่ย้ำเตือนว่า ฟุตบอลคือความสนุก ความบันเทิง สิ่งที่สร้างความสุขให้กับเรา ไม่ว่าในช่วงเวลาแบบไหนก็ตาม

คนขุนแดนเอธิโปเปีย ‘BODI’ ชนเผ่าที่กักตัวและกินแหลก 6 เดือนเพื่อแข่งกันอ้วน

กักตัวหนีโควิด … เชื่อว่าเราคงได้ยินคำนี้จนชินหูตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และมันมีทีท่าว่าจะไม่จบลงง่ายๆ และแน่นอน หนึ่งในปัญหาของการอยู่กับบ้านไม่ได้ออกไปไหนก็คือ “น้ำหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว”

 

 

คุณอาจจะเผลอกินเยอะโดยไม่ตั้งใจ ไม่ได้ออกกำลังกายเพราะสถานการณ์บังคับ ทว่าอีกฟากของโลกมีชนเผ่าหนึ่งที่ไม่เคยกังวลกับความอ้วน อีกทั้งยังพยายามแข่งกันทำน้ำหนักให้มากที่สุดในเผ่าอีกต่างหาก 

ติดตามเรื่องของชนเผ่า Bodi ในประเทศ เอธิโอเปีย กับเทศกาลการกักตัวและกินจนกว่าจะกินไม่ไหวของพวกเขา

ทำเพื่ออะไร แข่งอย่างไร ชนะแล้วได้อะไรกลับมา? ติดตามทั้งหมดได้ที่นี่

 

หนึ่งเดียวใน 50 เผ่ารอบแม่น้ำ OMO

Bodi คือชื่อชนเผ่าท้องถิ่นในประเทศเอธิโอเปีย พวกเขามีจำนวนประชากรราวๆ 9,000 คน ส่วนเรื่องของการทำมาหากินและประกอบอาชีพนั้นไม่ต่างจากเผ่าอื่นๆ ในแอฟริกา นั่นคือการทำเกษตรและปศุสัตว์ พวกเขาปลูกข้าวฟ่าง ข้าวโพด เลี้ยงแพะ เลี้ยงวัวไปตามประสา อ่านมาถึงตรงนี้ฟังดูแล้วดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่าสนใจและไร้ซึ่งความแตกต่าง … แต่ช้าก่อน คุณจะต้องคิดใหม่หลังจากรู้เรื่องต่อไปนี้

เพราะบริเวณรอบๆ แม่น้ำ Omo แม่น้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศรองจากแม่น้ำไนล์ เส้นเลือดใหญ่ของทวีปแอฟริกา มีชนเผ่าท้องถิ่นมากมายถึง 50 เผ่า แต่ชาวเผ่า Bodi นั้นแตกต่างเด่นชัดสังเกตง่ายมากที่สุด เพราะประชากรเพศชายของเผ่าอื่นๆ จะมีลักษณะที่ผอมเพรียว แข็งแรง เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ  แต่กับเผ่า Bodi ผู้ชายของที่นี่จะเดินตัวกลมพุงพลุ้ยนำหน้ามาแต่ไกล … และพวกเขาไม่แคร์ด้วยที่ร่างกายของตัวเองไม่ได้ถูกจริตตามบริบทสังคมโลกทั่วไป

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นไปได้ เพราะภาพจำของเราๆ ท่านๆ นั้น ประชากรชนเผ่าจะต้องมีลักษณะร่างกายที่แข็งแกร่ง แบบเดียวกับเผ่าอื่นๆ ที่ไม่ใช่เผ่า Bodi ซึ่งสาเหตุที่พวกเขาสามารถแตกต่างและเน้นไปที่การสร้างรูปร่างให้อ้วนได้ มีเหตุผลมาจากชนเผ่า Bodi เป็นเผ่ารักสงบไม่คิดรบกับใคร อีกทั้งยังไม่ค่อยล่าสัตว์เองเนื่องจากมีปศุสัตว์และผลผลิตทางการเกษตรเป็นของตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องผอม ต้องมีกล้าม และต้องแข็งแรงเหมือนกับเผ่าอื่นๆ ที่เป็นภาพจำของชาวโลกทั่วไปBoditribeEthiopia

ไม่เพียงเท่านั้น เหตุผลที่พวกเขาจำเป็นต้องอ้วน เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความร่ำรวย … มีอันจะกิน มีทรัพย์สินเยอะ และที่สำคัญมีวัวหลายตัว ซึ่งวัวนี่แหละที่เป็นแหล่งโปรตีนอันดับ 1 ของชนเผ่า Bodi พวกเขากินทั้งเนื้อ ทั้งนม และกินแม้กระทั่งเลือดสดๆ ที่เชือดกินกันตรงนั้นให้รู้แล้วรู้รอดกันไป 

นอกจากความอ้วนจะบ่งบอกถึงฐานะและความมั่งมีแล้ว อีกประการหนึ่งที่ผู้ชายเผ่า Bodi ภูมิในไขมันที่ตนเองมีอย่างยิ่งก็เพราะมันแสดงถึงการมีพลังอำนาจ โดยผ่านการแข่งขัน ที่ยิ่งพุงใหญ่เท่าไหร่คุณก็จะยิ่งเข้าใกล้การเป็น “ราชา” ของเผ่ามากขึ้นเท่านั้น 

 

เทศกาลหาราชา 

ในเดือนมิถุนายนของทุกปี ซึ่งตรงกับวันขึ้นปีใหม่ตามปฎิทินโบราณของชาว Bodi จะมีเทศกาลหนึ่งที่ทุกคนในเผ่ารอคอย … ขนาดที่ในระยะหลังถึงขั้นมีสำนักข่าวดังจากโลกศิวิไลซ์ส่งทีมงานมาถ่ายทำสารคดีกันมากมาย นั่นคือเทศกาล Ka’el หรือเทศกาลที่หาความเป็นเลิศของชายที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเผ่า เพื่อขึ้นเป็นผู้นำของเผ่าในอนาคต 

จะมองว่าเทศกาล Ka’el เป็นกีฬาก็คงไม่ผิดนัก เนื่องจากบริบทของกีฬามีอยู่ว่า  “การเล่นเพื่อการแข่งขัน เพื่อความเพลิดเพลิน หรือเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง มีกฎระเบียบ และกติกาที่แน่นอนตามแต่ชนิดกีฬา” หากจะเปรียบเทียบก็คงเหมือนกับกีฬาเพาะกาย เพียงแต่ว่าเปลี่ยนสิ่งที่ใช้ตัดสินจาก กล้ามเนื้อ เป็น ไขมัน ก็เท่าน้นเอง Ethiopian-Fat-man-contest

มองดูแล้วอาจจะเป็นเรื่องที่ดูตลกดี ที่มีผู้ชายหลายสิบคนมาแข่งกันกินอาหารให้ตัวอ้วนขึ้น และที่สำคัญคุณคงคิดว่ามันจะยากอะไรแค่การกินให้มากที่สุด ไม่ไหวก็แค่ยอมแพ้ไป ปีหน้าค่อยๆ กินขยายกระเพาะอาหารและกลับมาแข่งใหม่ก็ยังได้ ทว่าความจริงและสิ่งที่เกิดขึ้นกับเทศกาล Ka’el นั้นจริงจัง และโหดร้ายเกินกว่าที่ใครจะนึกภาพออก … ยินดีต้อนรับเข้าสู่เทศกาล Ka’el เทศกาลแข่งกินที่ใช้ความสามารถเหนือมนุษย์ที่สุดเท่าที่โลกเคยมี 

 

KA’EL การกักตัวและทำให้อ้วนที่มาก่อนกาล 

พูดถึงการแข่งกิน ภาพที่เราๆ นึกออกคงหนีไม่พ้นรายการญี่ปุ่นอย่าง TV Champions หรือการแข่งกินฮอทดอกในวันชาติของสหรัฐอเมริกา ที่เอาผู้เข้าแข่งขันมาแข่งกินจุในเมนูสุดอร่อยภายใต้เวลาที่จำกัด ครึ่งชั่วโมงบ้าง 1 ชั่วโมงบ้าง หรือบางเมนูก็ให้เวลากิน 2 ชั่วโมง อะไรก็ว่ากันไป ใครกินได้มากชิ้น มากจานที่สุดก็เป็นผู้ชนะ ง่ายๆ แบบนั้นเอง

แต่ที่ชนเผ่า Bodi แข่งกันกินนั้น ต้องย้ำอีกทีว่าพวกเขาไม่ต้องการคนที่กินจุ แต่พวกเขาต้องการคนที่กินแล้วอ้วนที่สุด ระยะเวลาการแข่งขันก็ไม่มากไม่มาย ... “6 เดือนเต็มๆ” คุณอ่านไม่ผิดหรอก 6 เดือนที่พวกเขาจะต้องกินแต่ของที่ทำให้ตัวเองอ้วนขึ้นเป็นอันดับ 1 ของเผ่า 

แรกเริ่ม ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเป็นชายหนุ่มที่ยังไม่เคยผ่านการแต่งงานเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์สมัครลงแข่งขันในพิธี Ka’el ได้ เมื่อผ่านคุณสมบัติแล้ว พวกเขาทั้งหมดจะถูกจับแยกกระท่อม กระท่อมละ 1 คน กติกาคือระหว่างการแข่งขัน 6 เดือน ผู้เข้าแข่งขันห้ามออกจากระท่อมเด็ดขาด ใครออก = แพ้ แบบไม่มีข้อแม้

อย่าลืมว่าในกระท่อม 6 เดือนนั้นจะโหดร้ายขนาดไหน จงจำไว้ว่าที่นั่นไม่มีไฟฟ้า ไม่มีอินเตอร์เน็ต และที่สำคัญไม่อนุญาตให้สุงสิงกับใคร เพราะ 1 ในกิจกรรมที่ห้ามเด็ดขาดคือการมีเพศสัมพันธ์ด้วย เวลาเดียวที่กลุ่มผู้เข้าแข่งขันจะได้เจอกับผู้คน คือยามเช้าที่จะมีผู้หญิงซึ่งเป็นสาวโสดในเผ่านำอาหารมาให้หน้ากระท่อมเท่านั้นเอง 

ที่สำคัญสุดๆ และทำให้มันโหดสุดๆ คืออาหารจานหลักที่ทำให้อ้วนได้ไวที่สุด เป็นอาหารที่น้อยคนบนโลกจนกินมันได้โดยเต็มใจ สำหรับชาว Bodi ไม่มีเวย์โปรตีน ไม่มีอาหารทางเลือก มีแต่การกินนมวัวผสมเลือดเท่านั้น Drawing-blood-from-a-cow

มันไม่ใช่เรื่องเล่นและชนเผ่า Bodi คิดไปเอง เพราะในเลือดสัตว์มีโปรตึนสูงมาก หนึ่งในตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นถึงความจริงข้อนี้เกิดขึ้นในปี 2562 ที่ผ่านมา เมื่อ ดร.อารีย์ อินทร์นวล ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ศึกษาการใช้ประโยชน์จากเลือดหมูเผื่อนำมาแปรรูปเป็น “โปรตีนฮีม” ซึ่งเป็นทางเลือกเพื่ออนาคตอีกด้วย 

เหนือสิ่งอื่นใด การกินเลือดสดๆ นอกจาจะได้โปรตีนแล้ว ยังมีไขมันที่ผสมอยู่ในเลือดอีกต่างหาก ดังนั้นการเอาเลือดไปผสมกับนมจึงเป็นเหมือนการรวมเอาแหล่งโปรตีนและไขมันมาผสมกันจนได้โภชนาการที่สูงขึ้นระดับคูณสองเลยกว่าได้ 

เรื่องประโยชน์ก็เป็นดั่งที่กล่าวมา แต่ให้ลองนึกภาพถึงคนที่ต้องกินมันติดต่อกันเป็นเวลา 6 เดือน คงเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ทว่าสุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่กับผู้เข้าแข่งขันชาว Bodi ด้วย พวกเขาอาจจะชินกับการกินอะไรแบบนี้และคิดว่ามันเป็นเรื่องง่ายที่จะจัดการดื่มรวดเดียวให้หมดชามก็เป็นได้ 

จะเห็นได้ว่าการแข่งขันครั้งนี้ทรหดมากทั้งในแง่ของกิจกรรมที่ต้องทำ (กินอาหารเดิมซ้ำๆ) รวมถึงเรื่องสภาพจิตใจที่ต้องอยู่คนเดียวเกือบครึ่งปี ออกไปไหนไม่ได้ จึงทำให้ผู้เข้าแข่งขันบางคนสติแตกก่อนที่การแข่งขันจะแข่งจบเสียอีก

 

ทนไปแล้วได้อะไร?

หลังจากครบหกเดือนแล้ว ผู้เข้าแข่งขันที่อยู่รอดจะปรากฎตัวต่อสาธารณะชนด้วยสภาพเปลือยเปล่า เพื่อให้เห็นถึงไขมันที่เพิ่มขึ้นมา 6 เดือนโดยที่ไม่มีใครเห็นก่อนหน้านี้ และออกมาแบบเซอร์ไพรส์ในคราวเดียว มันจึงเป็นเรื่องที่ชาวเผ่า สำนักข่าว หรือทีมสารคดีต่างๆ ให้ความสนใจอย่างปฎิเสธไม่ได้ บางคนออกมาปรากฎตัวด้วยน้ำหนักที่มากกว่าเดิมถึง 3 เท่าเลยก็มี (จาก 50 กิโลกรัมเป็น 150 กิโลกรัม)

วิธีหาผู้ชนะคือ “พุง” ผู้เข้าแข่งขันจะถูกวัดพุงด้วยการใช้เชือกวัด (คล้ายๆ การวัดรอบเอว) ใครพุงใหญ่ที่สุดจะกลายเป็นผู้ชนะไปในท้ายที่สุด

ในการแข่งขันที่สุดจะโหดร้ายทรมานทั้งกายทั้งใจแบบนี้ ผู้ชนะจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นว่าที่ผู้นำของเผ่าในอนาคต ที่สำคัญคือพวกเขาจะได้สาวงามที่สุดในเผ่าไปเป็นคู่ชีวิต (ส่วนมากมีน้ำหนักน้อยและร่างกายผอมบาง) ส่วนผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ที่ไม่ชนะก็ไม่ต้องเสียใจไป พวกเขายังเป็นที่หมายปองของสาวๆ ในเผ่า ที่นิยมคนอ้วนเป็นสเป็คหลักอยู่ดี … อย่างน้อยๆ การทนฝืน 6 เดือนก็ยังไม่สูญเปล่า Kael-Bodi

 

ความแปลกที่เสี่ยงตาย

ค่านิยมความอ้วนของเผ่า Bodi นั้นอาจจะดูแล้วไม่เดือดร้อนใคร แถมยังปฎิบัติกันมานานหลายชั่วอายุคน ทว่าเมื่อเรื่องราวถูกเผยแพร่ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการก็เตือนว่า มันเป็นความเสี่ยงที่จะทำลายสุขภาพอย่างรุนแรง 1c95bf4c-f03b-40a1-a53c-6dfa90c9c9da

Fedric Ngugi นักเขียนจากเว็บไซต์ face2faceafrica.com ได้ค้นคว้าและขอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและพบว่า การกินแต่เลือดวัวผสมกับนม รวมถึงการทำให้ร่างกายอ้วนขึ้น 2-3 เท่าภายในเวลาแค่ 6 เดือนนั้นมีผลเสียหลายด้าน 

อย่างแรกคือผู้เข้าแข่งขันจะประสบกับภาวะขาดสารอาหาร ถึงแม้ร่างกายจะอ้วนท้วนแต่ก็ไม่ได้กินแป้ง กินผัก ผลไม้เลย และการทำให้อ้วนภายในเวลาอันสั้นนั้น จะทำให้กลายเป็นโรคอ้วนที่นำมาสู่โรคหัวใจ, เบาหวาน, ความดัน และหากใครมีร่างกายไม่แข็งแรงพอที่จะรับการเปลี่ยนแปลง ก็อาจส่งผลเสียถึงชีวิตได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอีกด้วย

อย่างไรก็ตามความเชื่อนั้นยากจะเปลี่ยน ยิ่งบางความเชื่อที่สืบทอดกันมาเป็นร้อยปียิ่งยากเข้าไปใหญ่ สุดท้ายแล้วในเมื่อเผ่า Bodi ยังไม่พบว่ามีใครต้องตายเพราะการกินเลือดวัวผสมกับนม ไม่มีใครเสียสติทำร้ายคนอื่นจากการกักตัวและขุนตัวเองให้อ้วนเป็นเวลา 6 เดือน พวกเขาก็ยังมีสิทธิ์จะทำตามประเพณีของตนเองต่อไปได้ 

โลกใบนี้กว้างใหญ่และเต็มไปด้วยวัฒนธรรมต่างๆ มากมายแบบที่เราไม่เคยเจอ เผ่า Bodi คือหนึ่งในนั้น … และในช่วงการกักตัวหนี โควิด-19 แบบนี้ ใครอยากจะลองสูตรเพิ่มน้ำหนักของชาว Bodi ก็ลองดูกันสักตั้ง! แล้วคุณจะได้รู้ว่ากว่าจะมีเมียสักคน กว่าจะได้เป็นผู้นำ ชาว Bodi เขามีความรู้สึกแบบไหนกันแน่?

ทำไมลิเวอร์พูลถึงถูกตำหนิ เพราะพักงานสตาฟฟ์-ขอรับความช่วยเหลือรัฐบาล

วิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ COVID-19 ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงไปทั่วโลก และทุกวงการ ทุกภาคส่วน

 

แม้ปัญหาที่ชัดเจนที่สุดในวิกฤติครั้งนี้ คงหนีไม่พ้น ปัญหาทางการแพทย์และสาธารณสุข เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือโรคระบาดที่ติดต่อกันอย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้าง แต่ถึงกระนั้น อีกหนึ่งปัญหาที่เริ่มลุกลามรุนแรงไม่แพ้กันคือ ปัญหาเศรษฐกิจ

และสิ่งที่เกิดขึ้นจาก COVID-19 ในตอนนี้ ได้นำมาซึ่งคำถามของสังคม จากการกระทำของสโมสรดังระดับโลกอย่าง ลิเวอร์พูล ว่า สิ่งที่พวกเขาทำนั้นเหมาะสมหรือไม่ กับการให้พนักงานของสโมสรพักงาน แล้วรับเงินสวัสดิการช่วยเหลือจากภาครัฐ

 

ปัญหาจากวิถีชีวิตที่ต้องเปลี่ยนไป

สหราชอาณาจักร ซึ่งมี อังกฤษ เป็นดินแดนที่มีขนาดใหญ่ และถือเป็นศูนย์กลางนั้น คือหนึ่งในประเทศที่มีผู้ติดเชื้อ รวมถึงเสียชีวิตมากที่สุด โดยถึงตอนนี้ (5 มีนาคม 2020) มีผู้ติดเชื้อ 47,806 คน และเสียชีวิต 4,934 คนLIVERPOOL-CORONAVIRUS-scaled-e1584122359870-1024x682

ซึ่งอย่างที่เราทราบกันดีว่า COVID-19 มากับละอองฝอยจากการไอ ยิ่งอยู่ใกล้ชิดกันเท่าไหร่ โอกาสที่จะมีการแพร่เชื้อจากผู้ป่วยสู่คนอื่นๆ ในสังคมก็ยิ่งมากตามไปด้วย

ด้วยเหตุดังกล่าว การใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคมจึงต้องเปลี่ยนไป … วิถีชีวิตที่ต้องรักษาระยะห่างระหว่างกัน ที่มีคำเรียกหลากหลาย ไม่ว่าจะ Social Distancing, Physical Distancing หรือ อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องจำให้ได้ขึ้นใจ 

ถึงกระนั้น มาตรการดังกล่าวก็ทำให้ในหลายภาคธุรกิจต้องหยุดงาน เมื่อรายได้ไม่เข้า แต่รายจ่ายยังมีอยู่ ปัญหาทางการเงินก็ตามมา

และเมื่อเกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น มาตรการแก้ปัญหาแรกที่หลายๆ คนคงจะนึกออก คือการ “ปลดพนักงาน” แต่ก็แน่นอนว่า เมื่อมีคนว่างงาน ก็เท่ากับว่าพวกเขาไม่มีรายได้ และปัญหาต่างๆ ก็จะตามมา … เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว รัฐบาลของสหราชอาณาจักร จึงต้องออกมาตรการที่ชื่อว่า “Furlough” หรือ “พักงาน” ขึ้นมา โดยรัฐบาลจะจ่ายค่าจ้างให้ 80% ของค่าจ้างที่ได้รับต่อเดือน สูงสุดไม่เกินเดือนละ 2,500 ปอนด์ หรือราว 100,000 บาท

 

ยิ่งแก้…ยิ่งยุ่ง

โดยปกติแล้ว สโมสรฟุตบอลจะมีการจัดจ้างบุคลากรเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ Playing Staff หรือ นักฟุตบอล กับ Non-Playing Staff หรือ เจ้าหน้าที่สโมสรในส่วนต่างๆ และแน่นอนว่า เมื่อเกิดภาวะวิกฤติจนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ผลกระทบก็ย่อมเกิดกับทุกฝ่ายเป็นธรรมดา1_JS166454557

เริ่มตั้งแต่ในส่วนของนักฟุตบอล ถึงตอนนี้ ทาง พรีเมียร์ ลีก ลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษ ได้เริ่มการขอความร่วมมือสโมสรต่างๆ ให้ลดค่าจ้างนักเตะราว 30% จากที่ได้รับอยู่เดิม เพื่อให้สโมสรต่างๆ โดยเฉพาะสโมสรเล็กที่มีรายได้ไม่สูงนักอยู่รอดได้

ทว่ามาตรการดังกล่าว กลับนำมาซึ่งเสียงคัดค้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสมาคมนักฟุตบอลอาชีพ หรือ PFA ที่มองว่า หากลดค่าเหนื่อยนักเตะลง ก็เท่ากับว่าเม็ดเงินที่จะไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจฟุตบอลย่อมลดลงตาม โดยอาจสูงถึง 500 ล้านปอนด์ หรือราว 20,000 ล้านบาท ซึ่งโดยปกติเเล้วเงินจำนวนนี้จะถูกหักเป็นภาษีให้กับรัฐบาลสหราชอาณาจักรเมื่อนักเตะได้รับค่าจ้างราว 40% เท่ากับว่า รัฐอาจสูญเสียภาษีไปมากถึง 200 ล้านปอนด์ หรือราว 8,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

ดังนั้นหากมีการลดค่าจ้างลง เท่ากับว่า สำนักงานบริการสาธารณสุขแห่งสหราชอาณาจักร หรือ NHS ที่ต้องรองบประมาณจากรัฐบาลจะต้องได้รับผลกระทบไปด้วยแน่นอน ซึ่งทาง PFA มองว่า หากจะมีการลดค่าเหนื่อยจริง ทาง NHS ก็ควรจะได้รับอานิสงส์ เป็นงบประมาณในการสู้กับ COVID-19 มากกว่าที่เป็นอยู่ โดยพวกเขาเห็นด้วยกับการบริจาคเงินเข้าไปโดยตรงมากกว่า ขณะที่ฝ่ายสโมสรก็มองว่า หากสโมสรยังต้องจ่ายค่าเหนื่อยเต็มจำนวน หลายๆ ทีมอาจต้องประสบกับภาวะล้มละลายได้เลยทีเดียว

จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้ในระหว่างที่ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการลดค่าเหนื่อยนักเตะนั้นเอง ทางสโมสรก็ต้องลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่สามารถทำได้ก่อน นั่นคือการให้เจ้าหน้าที่ทีมบางส่วนพักงาน แล้วขอรับเงินสวัสดิการจากภาครัฐสำหรับคนที่ได้รับผลกระทบ

จนถึงตอนนี้ มีอยู่ 5 สโมสรในพรีเมียร์ลีก ที่ตัดสินใจขอเข้าร่วมมาตรการดังกล่าว หลังเกมพรีเมียร์ลีกถูกระงับไปอย่างไม่มีกำหนด นั่นคือ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด, ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์, บอร์นมัธ, นอริช ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล … ซึ่งชื่อสุดท้ายนี้เอง ที่ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์อย่างหนักหน่วง แม้ทีมหงส์แดงจะยืนยันว่า ถึงจะมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่บางคนต้องพักงาน แต่สโมสรยืนยันจะจ่ายค่าจ้างทุกคนครบ 100% โดยในส่วนที่เหลือจาก 80% หรือ 2,500 ปอนด์ที่ภาครัฐจ่าย ทีมจะโปะเงินส่วนที่ขาดให้ก็ตาม

 

ความถูกต้อง VS ความเหมาะสม

จริงอยู่ สโมสรในพรีเมียร์ลีกแทบทุกทีมที่ตัดสินใจใช้มาตรการนี้เพื่อลดค่าใช้จ่าย ต่างถูกแฟนบอลตำหนิ แต่เสียงวิจารณ์ของ ลิเวอร์พูล ดูจะหนักหน่วงกว่าเป็นพิเศษFormatFactoryDtM791pXQAEC4vg

ประการแรกก็คือ ลิเวอร์พูล เป็นทีมยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ ไม่เพียงเท่านั้น ฐานะทางการเงินยังดีมากเมื่อเทียบกับอีกหลายสโมสร เพราะแม้ค่าเหนื่อยของนักเตะทุกคนในทีมจะสูงถึง 310 ล้านปอนด์ (12,500 ล้านบาท) ในฤดูกาลล่าสุด แต่ผลงานในสนามที่ยอดเยี่ยม สามารถทำให้สโมสรโกยรายได้มากถึง 533 ล้านปอนด์ (ราว 21,500 ล้านบาท) รวมถึงยังมีกำไรก่อนหักภาษีสูงถึง 42 ล้านปอนด์ (ราว 1,700 ล้านบาท) อีกด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น สโมสร ลิเวอร์พูล, กุนซืออย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ และนักเตะหลายคนในทีม ยังแสดงออกถึงการช่วยเหลือ และมีความเห็นอกเห็นใจกับผู้คนในเมือง ในประเทศมากมายที่ต้องประสบกับปัญหาจากการแพร่ระบาดของไวรัส รวมถึงยังมีส่วนร่วมในการเจรจาลดค่าเหนื่อยกับทางพรีเมียร์ลีกด้วย

ทว่าการตัดสินใจดังกล่าว ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของสโมสรที่ดูดีนั้นพังทลาย จนแม้แต่อดีตนักเตะอย่าง เจมี่ คาร์ราเกอร์, แดนนี่ เมอร์ฟี่, ดีทมาร์ ฮามันน์ และ สแตน คอลลีมอร์ หรือแม้แต่กลุ่มแฟนบอลอย่าง Spirit of Shankly ออกมาตำหนิฝ่ายบริหารของ ลิเวอร์พูล อย่างรุนแรงว่า มีความจำเป็นขนาดไหนถึงต้องขอรับการช่วยเหลือจากภาครัฐๆ ทั้งๆ ที่สโมสรควรจะเป็นฝ่ายช่วยเหลือมากกว่าHenry

จากสถานการณ์และสิ่งที่เกิดขึ้น คงพูดไม่ได้ว่า ลิเวอร์พูล ทำผิด เพราะเมื่อมีกฎระเบียบที่เปิดทางให้ทำเช่นนั้นได้ รวมถึงสโมสรเองก็เป็นผู้จ่ายภาษีที่ดีให้กับรัฐบาลมาโดยตลอด การขอรับความช่วยเหลือนั้น จะว่าไปก็ดูสมเหตุสมผล

แต่ด้วยผลประกอบการที่ดี ตลอดจนภาพลักษณ์ของสโมสรที่เน้นถึงการช่วยเหลือสังคม การตัดสินใจดังกล่าวจึงนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ยิ่งเมื่อไปเทียบกับทีมคู่แข่งอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ยังคงจ่ายค่าจ้างให้บุคลากรในสโมสรด้วยตัวเอง 100% ตามเดิมแล้ว ความแตกต่างก็ยิ่งชัดขึ้นไปอีก

ถามว่าการกระทำของ ลิเวอร์พูล ถูกต้องหรือไม่? คำตอบแน่นอนว่า ถูกต้อง แต่หากถามว่า เหมาะสมหรือไม่นั้น? … บางที นี่ก็เป็นเส้นบางๆ ทางคุณธรรม ที่ดูจะหาคำตอบยากมากจริงๆ

ชินจิ โอโนะ ลูกพี่ชนาธิปและนักเตะญี่ปุ่นที่รับไม้ต่อจาก ‘นากาตะ’

ปฎิเสธไม่ได้ว่าสำหรับคอฟุตบอลไทยที่ติดตามฟอร์มของ ชนาธิป สรงกระสินธ์ หลังจากย้ายไปค้าแข้งที่ญี่ปุ่นกับ คอนซาโดเล ซัปโปโร ตั้งแต่ปี 2017 นั้น มันทำให้เรารู้จักนักเตะเจ้าถิ่นในทีมนี้มากขึ้น … เคน โทคุระ, ไดกิ ซุงะ บลาๆๆ แต่ไม่มีนักเตะคนใดที่เราจะคุ้นชื่อไปมากกว่า ชินจิ โอโนะ แข้งตัวเก๋าในทีมชุดนั้นอีกแล้ว

 

ในสายตาคนไทย เรามอง ชนาธิป ว่าคือสุดยอดแห่งยุค … พรสวรรค์, การเป็นนักสู้ และความทะเยอทะยานในแบบของ “นักเดินทาง” ที่แม้จะต้องออกไปในดินแดนที่ยังไม่มีใครยอมรับ แต่เขาก็พร้อมจะแลกเพื่อคำสรรเสริญในตอนท้าย เรามองชนาธิปอย่างไร ชาวญี่ปุ่นก็เคยมอง ชินจิ โอโนะ อย่างนั้น

เจ้าของฉายา “เทนไซ” (อัจฉริยะ) และนักเตะอายุน้อยที่สุดที่อยู่ในชุดประวัติศาสตร์ของทีมชาติญี่ปุ่นในฟุตบอลโลก 1998 … ผ่านประสบการณ์ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ และไม่ว่าไปที่ไหน ทุกคนก้มหัวคารวะให้กับหัวใจของเขาทั้งสิ้น

ติดตามเรื่องราวของ ชินจิ โอโนะ ได้ที่นี่ 

 

ชีวิตที่มีแต่คำว่า “อนาคต”

จุดเริ่มต้นของ ชินจิ โอโนะ ไม่ต่างอะไรกับนักฟุตบอลแถวหน้าของโลกคนอื่นๆ เพราะเขารู้อนาคตตั้งแต่เด็กแล้วว่าโตมาจะเป็นนักฟุตบอล นั่นคือสิ่งที่คิดง่ายแต่ทำยาก เพราะในตอนวัยเยาว์ ลีกฟุตบอลของญี่ปุ่นยังไม่ได้เป็นที่นิยมและมีระบบแบบแผนวางเป๊ะเหมือนทุกวันนี้24702_ext_01_0

เดิมทีฟุตบอลลีกญี่ปุ่นเป็นเพียงลีกกึ่งอาชีพ ที่มีแต่ทีมองค์กรมาแข่งขัน จนกระทั่งปี 1992 พวกเขาก็ตัดสินใจรีแบรนด์ให้มีความเป็นมืออาชีพเต็มตัว กับการก่อตั้ง เจลีก ทว่า 3 ซีซั่นผ่านไปจากการเปิดฉากการแข่งขันเมื่อปี 1993 กระแสแฟนบอลตกลงมาก ค่าเฉลี่ยคนดูลดลงจาก 19,000 คนเหลือ 10,000 คน หรือหายไปเกือบครึ่ง จนกระทั่งต้องปรับโครงสร้างใหม่ ด้วยการให้สโมสรต่างๆ ผูกสัมพันธ์กับท้องถิ่นยิ่งขึ้น

ขณะที่ลีกกำลังตั้งไข่ ชินจิ โอโนะ ก็อยู่ในช่วงเวลาและสถานการณ์เดียวกันพอดีเป๊ะ เขาเพิ่งศึกษาจบมัธยมปลายที่โรงเรียน ชิมิสึ คอมเมอร์เชี่ยล และแน่นอนว่าเขาจะเลือกอะไรเป็นเส้นทางต่อไปของชีวิตได้อีก นอกเสียจากฟุตบอล

“ผมไม่เคยชอบไปโรงเรียนหรอก ผมไม่อยากจะเรียนรู้อะไรนอกจากฟุตบอลอีกแล้ว ฟุตบอลเป็นอย่างเดียวที่ผมอยากทำ” เขาหัวเราะของแนวคิดที่คนอื่นมองว่า “คิดสั้น” แต่ไม่สำคัญเพราะเขาเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่คิดมาดีแล้ว 

“ผมเป็นตัวทีมชาติตั้งแต่สมัยยังเรียนหนังสือแล้ว มันทำให้ผมมั่นใจว่าผมจะต้องเป็นนักฟุตบอลอาชีพได้แน่นอน สุดท้ายผมก็เลือกเซ็นสัญญากับ อุราวะ เรดส์ นั่นคือสัญญาอาชีพฉบับแรก และหลังจากนั้นผมไม่เคยมองย้อนกลับไปที่อดีตอีกเลย”92671381_624

การประกาศตัวบนเวทีเจลีกปีแรกในฤดูกาล 1998 โอโนะ ถูกยกย่องว่าเขาคือเพชรของวงการฟุตบอลญี่ปุ่นที่มีศักยภาพเยอะจนสามารถเล่นได้ทุกตำแหน่งในแดนกลาง “วิชั่น, เทคนิค และ การจ่ายบอลที่สุดยอด” นี่คือคำจำกัดความของ โอโนะ ในตอนนั้นที่อายุแค่ 17 ปี แต่กลับสามารถยึดตัวหลัก ลงเล่น 29 นัด และยิงได้ถึง 9 ประตูในฤดูกาลแรกกับระดับอาชีพ 

อันที่จริง ไม่ต้องสนสถิติดังกล่าวหรอก เพราะฟอร์มการเล่นในสนามที่เปรี้ยงปร้างตั้งแต่ช่วงแรกของฤดูกาล ทำให้เขาถูกจับตาจาก ทาเคชิ โอกาดะ กุนซือทีมชาติญี่ปุ่นตอนนั้นทันที เพราะหลังจบเลกแรกของการแข่งขัน ก็จะถึงคิวของ ฟุตบอลโลก 1998 … สุดท้าย โอกาดะ เลือก โอโนะ ไป ฟร้องซ์ ’98 และคนที่ถูกตัดชื่ออกในเวลานั้นคือ คาซึโยชิ มิอุระ หรือ “คิง คาซู” ของวงการฟุตบอลญี่ปุ่นนั่นเอง 

วงการฟุตบอลญี่ปุ่น เลือกซื้ออนาคตกับ โอโนะ และมันคือการซื้อหวยที่ถูกรางวัล โอโนะ นำประสบการณ์จากฟุตบอลโลก กลับมาเป็นตัวหลักในศึกยู 20 ชิงแชมป์โลกปีต่อมา ในรายการนี้ โอโนะ ได้เจอกับจอมทัพดาวรุ่งจากทั่วโลกที่แต่ละคนกลายมาเป็นยอดนักเตะในอนาคตทั้ง สเตฟาน อัปเปียห์, โรนัลดินโญ่, เซย์ดู เกอิต้า, เอสเตบัน คัมบิอัสโซ่ และ ชาบี เอร์นันเดซ … และเขาพิสูจน์ตัวเองว่ามีดีไม่แพ้ใคร โอโนะ พาญี่ปุ่นไปถึงรอบชิงชนะเลิศ ก่อนจะแพ้ให้กับ สเปน 0-4 ญี่ปุ่นที่เล่นดีมาตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ตกม้าตายแบบเป็นคนละทีมในนัดสุดท้าย … ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่ในเกมนั้นเขาไม่ได้ลงสนาม

“อาจะเป็นเพราะผมไม่ได้ลงเล่นมั้ง (หัวเราะ) ผมได้ใบเหลืองครบโควต้าในรอบ 4 ทีมสุดท้ายและพลาดนัดชิงชนะเลิศไป ผมเองก็ไม่แน่ใจหรอกว่าถ้าผมลงสนามในวันนั้นแล้วสกอร์จะออกมาแบบไหน” โอโนะกล่าวกับสื่อในภายหลัง

“ไม่ว่าจะจบอย่างไรทีมชุดนั้นสมควรได้รับเครดิตทั้งหมด เราคือผู้เล่นที่เล่นกันมาตั้งแต่อายุ 15 ปี และต้องไปลืมว่าเรากวาดทีมใหญ่ๆ อย่าง อังกฤษ, โปรตุเกส, เม็กซิโก และ อุรุกวัย จนเกลี้ยง แค่นี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วล่ะ” 

ในยุคที่ฟุตบอลญี่ปุ่นกำลังสร้างแผนพัฒนาใน 50 ปี พวกเขามี ฮิเดโตชิ นากาตะ คนเดียวที่ไปต่างประเทศแล้วสามารถปรับตัวก่อนสร้างชื่อเสียงจนเป็นที่ยอมรับได้ และไม้ผลัดต่อไปที่วงการญี่ปุ่นเฝ้ารอคือ ชินจิ “เท็นไซ” โอโนะ นักเตะที่มีทั้งฝีเท้า ความมั่นใจ และชอบความท้าทาย ซึ่งนั่นคือคุณสมบัติเดียวกับที่ นากาตะ มีนั่นเองnakataono

“นากาตะ เป็นนักเตะที่ดี มีเทคนิคยอดเยี่ยม มีทัศนคติที่แข็งแกร่งมาก สำคัญที่สุดคือเขาเป็นคนฉลาดและมีไหวพริบ ผมว่าผมเองก็เป็นนักเตะที่ดี มีความสามารถแบบที่คล้ายๆกัน … แต่นากาตะเป็นผู้เล่นที่เพอร์เฟ็กต์ยิ่งกว่าผมแน่นอน” โอโนะกล่าว 

“แปลกดีที่ผมถูกเรียกว่าอัจฉริยะ แต่มันไม่ได้กวนใจอะไรผมหรอก ผมขอรับมันไว้ด้วยความภูมิใจที่มีคนบอกว่าผมเป็นอัจฉริยะ แต่ผมไม่คิดว่าผมจะเป็นคนนั้นๆ หรอก”

แม้ปากจะว่าไปในแบบของคนที่ไม่ชอบการเปรียบเทียบ แต่ความจริงก็คือ ชินจิ โอโนะ ตัดสินใจย้ายไปพิสูจน์ตัวเองที่ประเทศเนเธอร์แลนด์กับสโมสรในลีกสูงสุดอย่าง เฟเยนูร์ด … ที่ที่เขาจะใช้ฝีเท้าบอกเองว่า “อัจฉริยะ” คือคำที่เหมาะกับเขาหรือเปล่า? 

 

แค่เล่นในต่างประเทศ…ไม่ได้หมายความว่าเก่ง

โอโนะ ย้ายไป เฟเยนูร์ด ด้วยค่าตัว 5 ล้านปอนด์ ในปี 2001 ซึ่งถือว่ามากโขสำหรับนักเตะญี่ปุ่น ที่ยังไม่สามารถการันตีได้เลยว่าจะนำอะไรกลับมาให้สโมสรได้บ้าง … อย่าว่าแต่การชิงตำแหน่ง 11 ตัวจริง เพราะสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับนักเตะเอเชียในยุโรปคือการปรับตัวFormatFactory67400404_405161520118585_3450973733039077451_n

ณ เวลานั้น เฟเยนูร์ด ถือว่ามีนักเตะดังๆ อย่าง ปิแอร์ ฟาน ฮอยดองค์, ยอห์น ดาห์ล โทมัสสัน และ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ในวัยหนุ่ม … เห็นได้ชัดว่า โอโนะ ต้องทำให้เพื่อนๆ ในห้องแต่งตัวยอมรับเขาให้ได้ และเมื่อเขาเป็นเนื้อเดียวกับทีมทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นเอง

โอโนะ พยายามอย่างมากที่จะแสดงทัศนคติของตัวเองให้เพื่อนเห็นว่าเขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อขายเสื้อ แต่จะมาทำให้ทีมๆ นี้เป็นทีมที่ดีขึ้น

“ผมไม่กลัวการทำงานหนัก ผมไม่กลัวการซ้อมหนักในช่วงปรีซีซั่น เพราะมันจะทำให้ผมฟิตเต็มที่เมื่อถึงการแข่งจริงๆ และยิ่งหนักมันก็ยิ่งดีกว่าสำหรับร่างกายของผม”

ทัศนคติง่ายๆ แต่ทำยากแบบนี้เอง ที่ทำให้การเดินทางสู่ดินแดนที่ไม่มีใครเรียกเขาว่า “อัจฉริยะ” ของเขาสนุกขึ้นอีกหลายเท่าตัว ไม่ต้องเศร้าไม่ต้องเก็บตัว ฟุตบอลคือภาษาง่ายๆ ที่ใครก็พูดกันเข้าใจ มันส่งผ่านความพยายาม ไม่จำเป็นต้องพูด ถ้าคุณพยายามได้มากพอจะมีคนเห็น และยอมรับในตัวคุณเอง 

โอโนะ เป็นตัวจริงเลยทันที ช่วงระยะการปรับตัว ไม่มีในพจนานุกรมของเขา ฤดูกาล 2001-02 ที่เป็นซีซั่นแรกนั้นง่ายกว่าที่คิด ภาพที่แฟนบอลยุโรปหวังจะเห็น สิ่งที่นากาตะทำ ในตัวของโอโนะอาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง เขาไม่ได้เล่นเกมรุกมากเหมือนกับที่ นากาตะ ได้รับบทบาทหมายเลข 10 ที่ อิตาลี แต่บทบาทของ โอโนะ คือหมายเลข 8 ของทีม นั่นคือการสร้างความแตกต่างในแดนกลาง เปลี่ยนเกมรับเป็นเกมรุก นี่คือทำแหน่งที่ต้องใช้ทั้งความบู๊และความบุ๋นมากกว่าที่ใดๆ ที่เขาเคยเจอ … และสิ่งที่ตามมาก็คือเขากลายเป็นมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดคนหนึ่งในดัตช์ลีกไปอย่างสุดเซอร์ไพรส์pcimage

“ชินจิ โอโนะ ของเฟเยนูร์ดแน่นอน 100%” นี่คือสิ่งที่ เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ จอมทัพของ อาแจ็กซ์ ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ในเวลานั้น ตอบคำถามว่านักเตะคนไหนในดัตช์ลีกที่ดวลด้วยและทำให้เขารู้สึกลำบากและเหนื่อยที่สุด

“เขาเป็นนักเตะที่ร่างกายแข็งแกร่ง ฟิตมากๆ และก็เป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมเลย เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาตัดบอลจากผมและจะพาบอลหนีจากผมไป ผมต้องใช้ความพยายามเยอะมากในการไปเอาบอลคืนมาจากเขา ปรู๊ดเดียวเขาจะพาบอลไปที่พื้นที่สุดท้ายและมอบมันให้กองหน้าจัดการต่อ … โอโนะ คือนักเตะที่คุณไม่อาจจะปล่อยให้เขาเดินออกห่างคุณได้แม้แต่ก้าวเดียว หมอนี่เก่งมากๆ” สไนจ์เดอร์ ที่เคยคว้า 3 แชมป์กับ อินเตอร์ ในปี 2010 กล่าว 

หากจะพูดให้ถูกต้อง คงต้องบอกว่านี่คือปีมหัศจรรย์ของ เฟเยนูร์ด อย่างแท้จริง โอโนะ เข้ามาและทำให้ทีมๆ นี้ได้บอลเอาไปเล่นเกมรุกกันอย่างเมามัน สร้างสถิติยิงกันกระจายทั้ง ฮอยดองค์, ฟาน เพอร์ซี่ และ โทมัสสัน จน เฟเยนูร์ด ไปไกลที่สุดถึงขั้นการเป็นแชมป์ ยูฟ่า คัพ ในปี 2002 เลยทีเดียว นั่นคือแชมป์แรกในรอบหลายปีของพวกเขาที่เกิดขึ้นหลังการเข้ามาอยู่กับทีมแค่ปีเดียวของมิดฟิลด์ชาวญี่ปุ่น ดังนั้นไม่มีทางปฎิเสธได้เลยว่าเครดิตเหล่านี้ ควรถูกแบ่งให้กับ โอโนะ แข้งซามูไรคนที่สองที่ทั้งโลกต้องยอมรับในฝีเท้าบ้าง 

“ผมตัดสินใจเสี่ยงตั้งแต่กระโดดรับโอกาสนั้น (ย้ายไป เฟเยนูร์ด) ผมออกจากประเทศของตัวเอง และคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่ควรทำคือการแสดงทัศนคติของผมให้คนอื่นเห็นให้ได้ การไปเล่นในต่างประเทศไม่ใช่ความสำเร็จสุดท้ายของชีวิต แต่การลงสนามและประสบความสำเร็จในต่างประเทศต่างหากที่เป็นความสำเร็จที่แท้จริง” โอโนะ ให้สัมภาษณ์กับ gekisaka.jp

 

การเดินทางจะไม่สิ้นสุด…หากคุณมีเป้าหมาย 

โอโนะ กลับมาค้าแข้งที่ญี่ปุ่นกับ อุราวะ อีกครั้งในช่วงต้นปี 2006 หลังประสบปัญหาอาการบาดเจ็บจนได้ลงสนามน้อย ประกอบกับฟุตบอลโลก 2006 ใกล้เข้ามา และสำหรับเขาภารกิจในฟุตบอลโลกยังไม่จบ โอโนะ อยากจะอยู่ในทีมชาติต่อไป ซึ่งการกลับมาบ้านเก่า และได้ลงสนามต่อเนื่องมันจะดีต่อตัวเขามากกว่า

ณ ตอนนั้นหลายคนเสียดายคิดว่าเขาถอดใจไม่สู้ต่อในยุโรปอีกแล้ว บ้างก็บอกว่าเขาขาลงแล้ว แต่สุดท้ายทุกอย่างที่เขาตัดสินใจล้วนเป็นสิ่งที่เขาคิดว่าดีต่อตัวเองที่สุดเสมอ โอโนะ กลับมาและได้เล่นฟุตบอลโลก ซึ่งหลังจากนั้นปีเดียวเขาก็พิสูจน์ให้คนอื่นเห็นอีกครั้งว่า การเดินทางของเขามันไม่ได้จบแค่นี้แบบที่ใครเข้าใจ … สถานีต่อไปคือ โบคุ่ม ทีมในลีกสูงสุดของประเทศเยอรมันdownload

“ราคาค่างวดอาจจะไม่เท่ากับที่เราหวังไว้ แต่ดีลนี้ไม่ใช่เรื่องเงิน เราต้องการให้ ชินจิ กลับไปเปล่งประกายในเวทีใหญ่อีกครั้ง โอกาสนี้เหมาะสมที่เขาจะได้มัน” ชูโซ นากามูระ ผู้จัดการทั่วไปของ อุราวะ กล่าว 

อย่างไรก็ตามการเดินทางครั้งนี้ไม่เป็นอย่างที่หวัง โอโนะ ได้ลงเล่นให้กับ โบคุ่ม แค่ 34 เกมใน 2 ฤดูกาลครึ่ง เขาไม่ประสบความสำเร็จนักที่เยอรมันเพราะว่าอาการบาดเจ็บกลับมารุมเร้า อีกทั้งยังมีเรื่องครอบครัวให้ต้องตัดสินใจ นั่นจึงทำให้เขาขอย้ายกลับมาใน ญี่ปุ่น อีกครั้งกับ ชิมิสึ เอสพัลส์ แต่ก็เป็นช่วงสั้นๆ เนื่องจากเวลานั้นลูกสาวของเขากำลังโต

ชีวิตก็แบบนี้ บางครั้งการเดินทางให้อะไรกับคุณมากมาย โอโนะ จะกลายเป็นนักเตะที่ใครๆ ต่างก็เคารพเมื่อประสบความสำเร็จในยุโรป แต่สุดท้ายจะมีอะไรสำคัญกว่าครอบครัว? 

“มันคือช่วงเวลาที่ต้องดูแลใส่ใจคนในครอบครัวให้มากขึ้น ครอบครัวของผมที่ญี่ปุ่นต้องการผม ลูกๆ ผมกำลังเข้าวัยอนุบาล ช่วงเวลาก่อนหน้านี้ (ท้ายๆ กับ โบคุ่ม) เป็นช่วงเวลาที่วุ่นวายของผมนะ เราคุยและเห็นหน้ากันผ่านอินเตอร์เน็ตบ้าง แต่มันเทียบไม่ได้หรอกกับการตื่นมาแล้วเจอหน้ากันทุกวัน … ต้องยอมรับเลยว่ามันเป็น 2-3 เดือนเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากกับผมสุดๆ” 

สิ่งที่ โอโนะ ไม่เคยเปลี่ยนคือทัศนคติ ไม่ว่าจะเล่นในประเทศไหน ประสบความสำเร็จมากที่สุด จนมาถึงกับโบคุ่มที่ล้มเหลวที่สุด เขากลับไม่เคยมองว่ามันเป็นรอยด่างพร้อย แต่มันคือการปักหมุดสำหรับการเดินทางของชีวิต ที่เขาเองเข้าใจอยู่คนเดียวว่า ไม่ว่าจะดีหรือแย่ ประสบการณ์เหล่านี้ล้วนควรค่าแก่การจดจำทั้งสิ้น

“ไม่ว่าจะไปเล่นฟุตบอลทีประเทศไหน ไม่ว่าจะสโมสรต่างแดน จะลีกในประเทศ ผมคิดว่าทุกๆที่สร้างความทรงจำที่มีค่าให้กับผมอย่างเท่าเทียม ไม่มีที่ไหนพิเศษแตกต่างออกไป แต่ละสโมสรมีวัฒนธรรม มีความท้าทาย สิ่งที่น่าสนใจที่แตกต่างกันให้ได้เรียนรู้ตลอด ผมเลือกไม่ได้จริงๆ ว่าช่วงไหนที่ดีที่สุดในชีวิตของผม” นั่นคือสิ่งที่เขาเผยในวัย 33 ปี เมื่อปี 2014 ซึ่งตอนนั้น กำลังเล่นอยู่กับ เวสเทิร์น ซิดนี่ย์ วันเดอร์เรอร์ส ในเอลีก ประเทศออสเตรเลีย

 

ชายถูกออร่าอัจฉริยะครอบคลุม

เมื่อมาถึงบั้นปลายอาชีพ ประสบการณ์ผ่านการเดินทางข้ามทวีปของเขากลายเป็นสิ่งมีค่าที่หาได้ในนักเตะระดับเอเชียแค่ไม่กี่คน มันเป็นอย่างที่เขาบอก ช่วงที่เล่นในออสเตรเลีย หรือกลับมาเล่นกับ คอนซาโดเล ซัปโปโร โอโนะ กลายเป็นคนสำคัญในห้องแต่งตัวของทีม และเป็นขวัญใจของกองเชียร์ตลอด นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าทัศนคติของเขาไม่เคยเปลี่ยน การให้ความสำคัญกับคำว่ามืออาชีพ ทำให้ไม่ว่าเขาจะอายุเยอะมากขึ้นแค่ไหน หากมีสิ่งนี้อยู่ในตัว เขาจะได้ความเคารพนับถือกลับมาเสมอ

“ตัวผมเองไม่ได้มีโปรแกรมดูแลตัวเองเฉพาะเจาะจงอะไรมากมายนัก เรื่องง่ายๆ ที่ผมทำคือเน้นและพยายามให้หนักที่สุดในการฝึกซ้อม ทุกครั้งที่ลงเซสซั่นการฝึก ผมจะนึกภาพในหัวและเปลี่ยนมันให้เหมือนอยู่ในสถานการณ์สนามจริงตลอด ผมหวังทุกครั้งว่าการซ้อมจะทำให้ผมมีฟอร์มทีดีเมื่อลงแข่ง” โอโนะ กล่าวถึงการดูแลตัวเองในช่วงปลายอาชีพค้าแข้ง 

เขาทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่เซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกในปี 1998 และตอนนี้มันผ่านมาแล้ว 22 ปี … หากจะถามว่าอะไรที่ทำให้ไม่เบื่อไปก่อน ทั้งๆ ที่ร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนเดิม มีอาการบาดเจ็บรบกวนตลอด ทว่าเขายังเป็น โอโนะ คนเดิมที่ลงเล่น และพบปะแฟนๆ ของเขาอย่างเป็นกันเองด้วยรอยยิ้มเสมอ ไม่ต่างจากตอนที่ตัวเองอายุ 17 ปี ซึ่งน้อยคนมากที่จะยืนระยะได้ยาวนานขนาดนั้น?

เหตุผลมันง่ายนิดเดียว คือเมื่อคุณย้อนกลับไปอ่านบรรทัดแรกที่เขาตัดสินใจเป็นนักฟุตบอลอาชีพ คุณจะได้คำตอบนั้น 

“ฟุตบอลคือชีวิตของผม มันสำคัญที่จะต้องลงเล่นพร้อมกับรอยยิ้ม เพราะมันทำให้ผมรู้สึกสนุก และทำให้ตัวเองแสดงผลงานออกมาให้ดีที่สุด … หากจะว่ากันตรงๆ มันก็มีช่วงเวลาที่เครียดบ้าง แต่มันคงไม่ดีแน่ที่จะแสดงมุมนั้นให้แฟนๆ ของเราเห็น ผมไม่ชอบทำให้ใครต้องมารู้สึกแย่และกังวลเพราะตัวผมหรอก” เขาสรุปได้อย่างจับใจ

ทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่นักเตะในญี่ปุ่น ที่ได้รับอิทธิพลจากความเป็น “ฟุตบอลแมน” หรือ “นักเดินทาง” ที่ยิ่งใหญ่อย่างเขาเท่านั้น ใกล้ตัวคนไทยเราที่สุดอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่เคยทำงานร่วมกับ โอโนะ อยู่ 2 ปี ยังเคยให้บอกกล่าวถึงนิสัยใจคอของ โอโนะ ที่เขาให้ความเคารพและมีบทบาทสำคัญกับการเล่นญี่ปุ่นของเขาเป็นอย่างมาก 00018727-G

“โอโนะ บอกผมว่าเมื่อคุณได้รับบอล สิ่งแรกและสำคัญที่สุดที่คุณต้องแสดงออกคือความสามารถของคุณ ผมรู้สึกดีมากๆ ที่ได้ยินอย่างนั้น และผมจะเก็บคำพูดนี้ไว้ในใจ” ชนาธิป ให้สัมภาษณ์ไว้ในปีแรกที่เขาไปค้าแข้งที่ญี่ปุ่น ซึ่งมันคล้ายกับสถานการณ์กับตอนที่ โอโนะ ไปอยู่กับ เฟเยนูร์ด ใหม่ๆ ที่ต้องการแสดงความสามารถของตัวเองให้โลกเห็น อีกทั้งสถานะของทั้งคู่คือความหวังของชาติและผู้บุกเบิกกรุยทางเพื่อนักฟุตบอลในชาติเดียวกันด้วย … ต่างช่วงเวลาเท่านั้นเอง 

ประสบการณ์ที่ได้มาจะมีค่าที่สุดก็ต่อเมื่อมันถูกแบ่งปัน ตอนนี้ ชินจิ โอโนะ ในวัยใกล้ 40 ปี ได้ประกาศลาทีม คอนซาโดเล ซัปโปโร ไปตั้งแต่ช่วงกลางปี 2019 … แม้ตัวจะจากแต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้ยังคงอยู่ นั่นคือการช่วยให้ ชนาธิป ให้เป็นผู้เล่นที่ดีกว่าเดิม จนทุกวันนี้ได้เปลี่ยนสถานะจากนักเตะไทยโนเนมในสายตาคนญี่ปุ่น กลายเป็นความหวังของทีมและขวัญใจแฟนๆ ชาว คอนซะ ไปเรียบร้อยแล้ว 

“วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายของ ชินจิ ในบ้านหลังนี้ ผมขอบคุณชินจิ ที่คอยให้กำลังใจผมตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย ขอบคุณที่เชื่อมั่นในฝีเท้าของผมมาโดยตลอด ขอบคุณที่ชี้นำและทำให้ผมเป็นนักเตะที่ดีขึ้น ขอบคุณที่เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับรุ่นน้องเสมอมา” 

“ขอบคุณโอกาสดีๆ ที่โลกฟุตบอลทำให้ผมได้เจอกับตำนานอัจฉริยะของฟุตบอลญี่ปุ่นคนนี้ด้วย” ชนาธิป โพสต์ข้อความอำลา โอโนะ ที่ปัจจุบันเล่นให้กับ เอฟซี ริวกิว ใน เจลีก 2 ของญี่ปุ่น 

“ผมไม่ใช่อัจฉริยะหรอก ไม่ใช่คนประเภทนั้น” ที่คือคำที่เขาเคยบอกไว้ แต่ท้ายที่สุด ชินจิ โอโนะ ก็หนีคำสรรเสริญเหล่านั้นไม่พ้น

ไม่ว่าจะไปที่ไหนเขาก็จะเป็น “เท็นไซ โอโนะ” เสมอ ถึงตอนนี้มันไม่สำคัญเลยว่าเขาหรือ ฮิเดโตชิ นากาตะ ใครคือนักเตะญี่ปุ่นที่ยิ่งใหญ่กว่ากัน เรื่องแบบนั้นมันอยู่ที่มุมมองความชื่นชอบที่ไม่มีถูกมีผิด

แต่สิ่งที่ผู้คนกระทำและกล่าวถึงกับเขาต่างหากคือความจริงที่ไม่อาจปฎิเสธได้ แม้แต่ตัวของ โอโนะ เองจะไม่ได้อยากรับมันไว้ก็ตาม 

นัก (แสดง) มวยปล้ำ เหตุผลที่ WWE สร้างพระเอกหนังฮอลลีวูดได้มากมาย?

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักมวยปล้ำชื่อดังจาก WWE อย่าง เดอะ ร็อค, จอห์น ซีนา และ บาติสตา ต่างหันหลังให้วงการมวยปล้ำ เดินหน้าสู่อาชีพใหม่ที่หารายได้มากกว่า และท้าทายกว่าหลายเท่า คือ การเล่นภาพยนตร์ในฮอลลีวูด

 

นักมวยปล้ำเหล่านั้นทำได้ดีในฮอลลีวูด ปูทางให้รุ่นน้องมากมายหันหน้าสู่วงการมายา จนเป็นเรื่องปกติ ทำให้หลายคนส่งใสว่าเหตุใดนักมวยปล้ำกล้ามโต ถึงได้มีความสามารถในการแสดงมากขนาดนี้

เราจะพาคุณไปดูเหตุผลที่ทำให้นักมวยปล้ำจาก WWE สามารถประสบความสำเร็จที่ฮอลลีวูด ในฐานะนักแสดงที่มีคุณภาพ และได้รับความรักจากคนทั่วโลกอย่างทุกวันนี้

 

คาแรกเตอร์ของนักมวยปล้ำ

ดั่งที่หลายคนทราบ มวยปล้ำ คือกีฬาเพื่อความบันเทิง หน้าที่ของนักมวยปล้ำแต่ละคน ไม่แตกต่างจากนักแสดงในภาพยนตร์ ทุกคนมีบทบาทที่ตัวเองได้รับ (ศัพท์มวยปล้ำ คือ กิมมิค) แม้บทบาทดังกล่าวจะไม่ตรงกับลักษณะนิสัยจริงของนักมวยปล้ำ พวกเขามีหน้าที่ถ่ายทอดออกมาให้สมจริงที่สุด

กิมมิคส่งผลอย่างมากต่อชีวิตของนักมวยปล้ำ นอกจากออกไปหน้ากล้องเพื่อเล่นตามบทบาท นักมวยปล้ำยังต้องรักษาคาแรกเตอร์ของตัวเอง แม้อยู่นอกเวทีมวยปล้ำ เพื่อไม่ให้ใครจับได้ว่าทุกสิ่งที่แฟนมวยปล้ำเห็นบนเวทีคือเรื่องโกหก การกระทำแบบนี้เรียกว่า “เคย์เฟบ” (kayfabe)

การรักษาเคย์เฟบเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค 80’s การทำลายเคย์เฟบของนักมวยปล้ำ คือเรื่องที่ผู้ชมรับไม่ได้อย่างรุนแรง นักมวยปล้ำในยุค 80’s จึงมีภาพจำผ่านสื่อเพียงด้านเดียว กล่าวคือเห็นนักมวยปล้ำรายนี้เป็นอย่างไรบนเวที ผู้คนก็เชื่อว่านักมวยปล้ำรายนั้นมีนิสัยหรือคาแรกเตอร์แบบนั้นในชีวิตจริง

นักมวยปล้ำในยุค 80’s จึงแทบจะใช้ชีวิตแบบนักแสดงเกือบ 24 ชั่วโมง เมื่อความจริงในข้อนี้เข้าหูบรรดาโปรดิวเซอร์ และผู้กับกับในฮอลลีวูด ความสนใจดึงตัวนักมวยปล้ำสู่วงการมายาจึงถือกำเนิดขึ้นมา

นักมวยปล้ำคนแรกที่ได้โอกาสดังกล่าว คือ ฮัลค์ โฮแกน (Hulk Hogan) นักมวยปล้ำฝ่ายธรรมะหมายเลขหนึ่งในยุค 80’s ด้วยส่วนสูง 200 เซนติเมตร และมัดกล้ามขนาด 24 นิ้ว (ตามบทบาท) ฮัลค์ โฮแกนจึงเหมาะอย่างมากที่จะเข้ามารับบาทในภาพยนตร์เรื่อง Rocky III (1982)hogan-stallone-main-1280

ฮัลค์ โฮแกน ไม่ได้แสดงบทบาทที่ไกลตัวนักในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว เขารับบทเป็น Thunderlips นักมวยปล้ำดีกรีแชมป์โลก ที่ต้องมาเป็นคู่แข่งของ ร็อคกี บัลบัว พระเอกของเรื่องที่รับบทโดย ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน (Sylvester Stallone)

การแสดงเป็นนักมวยปล้ำของโฮแกน ในเรื่อง Rocky III คือเครื่องยืนยันว่านักมวยปล้ำสามารถทำการแสดงบนแผ่นฟิล์ม ได้ยอดเยี่ยมไม่แตกต่างจากบนเวที นักมวยปล้ำจึงเริ่มเดินเข้ามาสู่ฮอลลีวูด เมื่อพวกเขาได้รับบทบาท หรือคาแรกเตอร์ที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่กระทำบนเวที

นักมวยปล้ำรายแรกที่พิสูจน์ตัวเองได้ว่า สามารถเป็นดารานำของภาพยนตร์ชื่อดังระดับโลก คือ รอดดี ไพเปอร์ (Roddy Piper) นักมวยปล้ำฝ่ายอธรรมชื่อดังผู้ล่วงลับ เจ้าของฉายา “ราวดี” (Rowdy) อันเป็นคำแสลงถึงชาวสก็อตติชขี้เมาเลือดร้อน ซึ่งตรงกับคาแรกเตอร์บนเวทีของ รอดดี ไพเปอร์ ไม่ผิดเพี้ยน

ความสามารถในการพูดที่หาตัวจับได้ยาก บวกกับการแสดงเป็นชาวสก็อตแลนด์ตลอดเวลา (ไพเปอร์เป็นชาวแคนาดา) ช่วยให้ไพเปอร์รับบทพระเอกในเรื่อง They Live (1988) ภาพยนตร์คัลต์คลาสสิค ของ จอห์น คาร์เพนเตอร์ (John Carpenter) ด้วยบทบาทแรงงานข้างถนน ที่ค้นพบว่าโลกอยู่ภายใต้การปกครองของมนุษย์ต่างดาว

ไพเปอร์ในเรื่อง They Live อาจไม่ได้เป็นชาวสก็อตแลนด์ แต่เขายังต่อยอดจากคาแรกเตอร์บนเวทีมวยปล้ำ มาเป็นตัวละครในหนังเรื่องดังกล่าว ไพเปอร์เล่นเป็นชนชั้นล่างเลือดร้อน ที่พร้อมโค่นล้มมนุษย์ต่างดาวแบบถึงราก รวมถึงฝีปากเหนือใคร นำมาสู่ประโยคเด็ดอันเป็นที่จดจำ “I have come here to chew bubblegum and kick ass”

ร็อดดี ไพเปอร์ สร้างชื่อเสียงอย่างมากจากภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว เขากลายเป็นนักมวยปล้ำที่มีผลงานแสดงนำเกือบ 20 เรื่อง น่าเสียดายที่ไพเปอร์ ไม่เคยรับบทบาทมากกว่าในหนังบู๊เกรดบี เนื่องจากภาพจำของเขาในฐานะนักมวยปล้ำ ที่ทำให้ผู้คนมองเห็นคาแรกเตอร์ของไพเปอร์ในด้านเดียว

ความสามารถของนักมวยปล้ำ

นักมวยปล้ำสมารถเข้าถึงบทบาทที่หลากหลายในการแสดง ภายหลังเหตุการณ์ มอนทรีออล สครูว์จ็อบ (montreal screwjob) เมื่อปี 1997 แฟนมวยปล้ำทั่วโลกรับรู้ว่ามวยปล้ำคือการแสดง และไม่มองนักมวยปล้ำตามคาแรกเตอร์บนเวทีอีกต่อไป

ด้วยเหตุนี้ คาแรกเตอร์ของนักมวยปล้ำ จึงไม่ถูกนำมาพิจารณาในการคัดเลือกเพื่อรับบทภาพยนตร์ แต่คัดเลือกจากฝีมือในการแสดงแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่คำนึงว่าบทบาทที่นักมวยปล้ำได้รับในหนัง จะตรงกับเรื่องราวบนเวทีหรือไม่1578819635968

นักมวยปล้ำชื่อดังมากมายจึงหลั่งไหลเข้าสู่วงการภาพยนตร์ ไล่ตั้งแต่ เดอะร็อค หรือ ดเวย์น จอห์นสัน (“The Rock” Dwayne Johnson) จอห์น ซีนา (John Cena) และ บาติสตา (Batista) ทั้งหมดคือนักมวยปล้ำที่ผันตัวเข้าสู่ฮอลลีวูด และผ่านการแสดงหนังระดับบล็อคบัสเตอร์แล้วมากมาย

นักมวยปล้ำเหล่านี้มีดีกรีเป็นแชมป์โลกมวยปล้ำหลายสมัย และการจะก้าวสู่จุดสูงสุดของวงการไม่ใช่เรื่องง่าย เดอะร็อค, ซีนา และ บาติสต้า ต้องฝ่าฟันกับนักมวยปล้ำคู่แข่งนับร้อยชีวิต พวกเขาพัฒนาตัวเองในทุกด้าน เพื่อให้เป็นที่ยอมรับจากผู้บริหาร ถึงความสามารถในการครอบครองแชมป์โลก  อันหมายถึง “หน้าตาของสมาคม”

นักมวยปล้ำทั้งสามมีศักยภาพครบทุกด้าน ไม่ต่างจากนักแสดงแอคชั่นเกรด A ทั้ง รูปลักษณ์ชายกล้ามโต, การสื่อสารผ่านหน้าจอทีวีต่อผู้ชมทางบ้าน, การเคลื่อนที่ระหว่างเข้าฉากบู๊ โดยเข้าใจมุมกล้องที่กำลังถ่ายทำ และ สามารถรับมือกับสื่อมวลชนที่เข้ามาได้เป็นอย่างดี

ความสามารถเหล่านี้มีอยู่ในตัวของนักมวยปล้ำระดับสูงของ WWE มันจึงเป็นเรื่องง่ายที่พวกเขาจะเข้าสู่วงการภาพยนตร์ เมื่อเริ่มอิ่มตัวกับความสำเร็จในวงการมวยปล้ำ และสามารถรับบทบาทสำคัญในภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่อย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ โรมัน เรนส์ (Roman Reigns) นักมวยปล้ำเชื้อสายซามัว หน้าตาของ WWE คนปัจจุบัน ที่รับบทบาทในเรื่อง ฮ็อบส์ แอนด์ ชอว์ (Hobbs & Shaw) ภาพยนตร์ทุนสร้าง 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อปีที่ผ่านมา แม้จะไร้ประสบการณ์แสดงก่อนหน้านี้

 

มวยปล้ำคือการแสดง

อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญ ที่ผลักดันมวยปล้ำไปสู่งวงการบันเทิง คือรากฐานของ WWE ที่มองมวยปล้ำไม่ใช่แค่กีฬา แต่เป็นธุรกิจที่ต้องการหารายได้จากทรัพยากรที่อยู่ในมือ เมื่อเห็นนักมวยปล้ำกำลังไปได้สวยในฮอลลีวูด WWE จึงเป็นฝ่ายวิ่งเข้าหาวงการภาพยนตร์เสียเอง ในทศวรรษ 2000’s

WWE Films หรือ WWE Studios คือธุรกิจย่อยของ WWE ในรูปแบบสตูดิโอภาพยนตร์ โดยมีวิธีการทำงานคือ เข้าไปร่วมมือกับนายทุนรายย่อย เช่น ค่าย Liongates และ Samuel Goldwyn Films เพื่อผลิตหนังป้อนเข้าไป โดยใช้นักมวยปล้ำเป็นตัวละครหลักของเรื่อง

ภาพยนตร์ที่ชาวไทยรู้จักกันดีอย่าง See No Evil, The Marine, The Condemned และ 12 Rounds คือภาพยนตร์ที่ WWE Studios เป็นผู้สร้าง โดยมีนักมวยปล้ำชื่อดังไม่ว่าจะเป็น จอห์น ซีนา, เคน (Kane) หรือ “สโตน โคลด์” สตีฟ ออสติน (Stone Cold Steve Austin) ร่วมแสดงในหนังดังกล่าวด้วยบทตัวละครนำ3ba5465a80319f1586fe66a0f3df80f5

WWE Studios ประสบความสำเร็จอย่างมากในธุรกิจภาพยนตร์ นับตั้งแต่ปี 2013-2017 พวกเขามีส่วนร่วมสร้างหนังไม่ต่ำกว่าปีละ 6 เรื่องต่อปี การสร้างภาพยนตร์จำนวนมากขึ้น จึงเปิดโอกาสให้นักมวยปล้ำระดับกลาง ที่ไม่ได้รับความสนใจจากสตูดิโอใหญ่ ได้มีโอกาสชิมลางในวงการภาพยนตร์

การพัฒนาทักษะการแสดงของนักมวยปล้ำเหล่านี้ ช่วยปูทางให้ WWE มีเนื้อหาเพื่อความบันเทิงในรูปแบบรายการทีวี แยกออกมาจากรายการมวยปล้ำปล้ำรายสัปดาห์ตามปกติ เช่นรายการ Total Divas หรือ Miz & Mrs. โดยรายการหลังสามารถทำยอดผู้ชมเฉลี่ยในซีซั่นแรก มากถึง 1 ล้านวิวต่อตอนmaxresdefault (1)

WWE ยังมีรายการพิเศษมากมายทางช่อง WWE Network ที่ได้รับความนิยมมากคือ Southpaw Regional Wrestling รายการที่นำเสนอเรื่องราวของค่ายมวยปล้ำปลอมในยุค 80’s โดยนำนักมวยปล้ำมารับบทบาทที่แตกต่าง เช่น จอห์น ซีนา ที่รับบทผู้ประกาศข่าว หรือ เอเจ สไตล์ ในบทบาทของมาลิบู อัล เจ้าของเต้นท์รถมือสอง ที่มาลงโฆษณากับค่าย Southpaw

การผันตัวเข้าสู่วงการบันเทิงของ WWE คือหนึ่งในแนวทางปฏิรูปมวยปล้ำสู่กีฬาเพื่อความบันเทิงอย่างเต็มตัว ส่งผลนักมวยปล้ำต้องเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์จากนักกีฬา กลายเป็นนักแสดงที่สามารถมอบความบันเทิงให้กับแฟนคลับของ WWE ได้หลากหลายวิธี

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อนักมวยปล้ำเหล่านี้ จึงมีส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มความสามารถ และปรับปรุงภาพลักษณ์ของนักมวยปล้ำใน WWE ให้ดีราวกับนักแสดง ส่งผลให้กำแพงที่ขวางกั้นนักมวยปล้ำจากวงการบันเทิง พังทลายลงในที่สุด

เจย์ เจย์ โอโคชา นักฟุตบอลแอฟริกา ที่ได้รับการยกย่องน้อยกว่าความเป็นจริง

“ผมชอบที่จะโชว์ทักษะของผมในสนาม คุณสามารถทำให้นักเตะคู่แข่งดูโง่ได้”

 

แม้ว่าปัจจุบัน นักเตะจากแอฟริกา จะมีภาพจำในแง่ความดุดันและเต็มไปด้วยพละกำลัง แต่ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ก็มีผู้เล่นเชิงเทคนิคจากแอฟริกาจำนวนไม่น้อย ที่ก้าวขึ้นมาสร้างความตื่นตาให้โลกลูกหนัง 

ออกุสติน เจย์ เจย์ โอโคชา อดีตเพลย์เมกเกอร์ทีมชาติไนจีเรียคือหนึ่งในนั้น เขาเปี่ยมไปด้วยทักษะ และความสามารถเฉพาะตัว ที่เล่นงานคู่แข่งจนหัวหมุน สมราคานักเตะที่สวมหมายเลข 10 

อย่างไรก็ดี เขากลับได้รับการยกย่องน้อยกว่าความเป็นจริง เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? ร่วมติดตามไปพร้อมกับเรา

 

สร้างชื่อตั้งแต่วัยละอ่อน

เส้นทางสายลูกหนังของ โอโคชา ดูเหมือนจะเริ่มต้นตั้งแต่เขาลืมตาดูโลก เมื่อเขาเกิดมาในครอบครัวที่ชื่นชอบในกีฬาฟุตบอล กีฬายอดนิยมของของไนจีเรีย 

“มันเป็นเหมือนศาสนาในประเทศของผม มันรวมให้คนทั้งประเทศเป็นหนึ่งเดียว ถ้าฟุตบอลไปได้ดี หลังจากนั้นทุกสิ่งก็จะดี มันเป็นมากกว่าเกมการแข่งขัน มากกว่ากีฬา มันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของเรา” โอโคชากล่าวกับ FIFA.com 

ทำให้ตั้งแต่เด็กๆ เขาและพี่ชายมักจะหาเวลาออกไปเล่นฟุตบอลตามข้างถนนทุกครั้งที่มีโอกาส แต่ด้วยความที่ ครอบครัวของเขาไม่ได้มีฐานะร่ำรวย จึงต้องหาเศษวัสดุมาม้วนพันเป็นก้อนกลม ใช้แทนลูกฟุตบอลอยู่เสมอ images

“เท่าที่ผมจำได้ ผมเคยเล่นลูกบอลมาทุกรูปแบบ ด้วยการเอาสิ่งที่อยู่รอบตัวที่หาได้มาทำเป็นลูกบอล นั่นคือโบนัส ผมหมายความว่ามันมหัศจรรย์มาก” โอโคชาย้อนความหลังกับ BBC 

ก่อนที่มันจะช่วยขัดเกลาให้เขากลายเป็นผู้เล่นจอมเทคนิค และเพียงอายุ 16 ปี ความสามารถของโอโคชาก็เริ่มเป็นที่รู้จัก หลังโชว์ทีเด็ดในสีเสื้อ อีนูกู เรนเจอร์ส ด้วยการลากเลื้อย ก่อนจะยิงประตูผ่านมือ วิลเลียมส์ ออคปารา อดีตผู้รักษาทีมชาติไนจีเรียของ บีบีซี ไลออนส์

แต่นั่นก็คือเวทีบทแรกเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้มาค้าแข้งในยุโรปด้วยความบังเอิญ 

มันเริ่มจากช่วงหน้าร้อนในปี 1990 เมื่อ โอโคชา อยากเห็นว่าฟุตบอลของแชมป์โลกเป็นอย่างไร จึงขอติดตาม เบเนบิ นูมา เพื่อนของพี่ชาย มาเที่ยวและชมเกมการแข่งขันฟุตบอลที่เยอรมัน 

ในตอนระหว่างนั้น นูมา เล่นให้กับ โบรุสเซีย นอยน์เคียร์เชิน ทีมระดับ 3 ของลีกเยอรมัน อยู่แล้ว เขาจึงชวนโอโคชาไปซ้อมด้วยเพื่อฆ่าเวลาระหว่างรอ แต่ด้วยฝีเท้าที่โดดเด่น ทำให้เขาถูกโค้ชของทีมชวนมาทดสอบฝีเท้า ก่อนจะได้รับสัญญาอาชีพ 4xYk9kpTURBXy9kYzFmZTIzMjc5YjhjOTc1MmMxMjc3ZjM3MGQ3OGQ3My5wbmeSlQMABs0Cds0BYpUCzQMHAMPDgqEwAaExAQ

และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของตำนาน เพราะหลังจากนั้นไม่นาน เขาได้ย้ายไปเล่นให้ทีมในลีกสูงสุดอย่าง ไอน์ทรัค แฟรงต์เฟิร์ต ก่อนจะย้ายไปค้าแข้งให้กับทีมดังมากมายในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เฟเนร์บาห์เช ของตุรกี, ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในลีกฝรั่งเศส หรือ โบลตัน วันเดอเรอร์ส ในแดนผู้ดี 

แน่นอนว่าทุกที่ที่เขาไป ล้วนสร้างปรากฎการณ์ได้เสมอ 

 

พ่อมดลูกหนัง 

โอโคชาคือผู้เล่นที่เกิดมาเพื่อเป็นนักเตะหมายเลข 10 ตัวจริง เขาเป็นนักเตะที่เต็มไปด้วยความสามารถเฉพาะตัว และเทคนิคแพรวพราว โดยเฉพาะการเลี้ยงบอล ทำให้ทุกครั้งที่เขาได้ลงสนาม ผู้คนจะได้เห็นลีลาการเล่นที่ตื่นตาจากเขา 

“ผมชอบที่จะโชว์ทักษะของผมในสนาม คุณสามารถทำให้นักเตะคู่แข่งดูโง่ได้” โอโคชาอธิบาย 

แน่นอนว่าเบื้องหลังความสามารถของเขาล้วนมาจากชีวิตในวัยเด็ก เพราะการต้องเล่นในพื้นที่แคบๆ ริมถนน บวกกับการต้องใช้ทักษะในการควบคุมบอลประดิษฐ์ ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ว่าจะกระดอนไปทางไหน ทำให้เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ 

“วิธีที่ผมได้เรียนรู้ในการเล่นฟุตบอลคือออกไปเล่น และสนุกกับตัวเอง ผมไม่รู้ว่าวันหนึ่งผมจะได้เป็นผู้เล่นอาชีพ” โอโคชากล่าวกับ Independent  

“ที่ยุโรปมันต่างออกไป พวกเขาเล่นให้กับสโมสรตั้งแต่อายุ 9 ขวบ แต่ที่แอฟริกา มันไม่มีโอกาสนั้น เราแค่เล่นเพื่อสนุกกับมัน”  

“มันกลายเป็นที่ที่ผมได้เรียนรู้การพลิกแพลงและเทคนิคของผม การได้ทำแบบนั้นในสนามแย่ๆ ก็ช่วยผมเช่นกัน” 

และมันก็กลายเป็นอาวุธที่ใช้เล่นงานคู่แข่งจนหัวปั่น นักเตะหลายคนต้องตกเป็นเหยื่อของเขา ไม่เว้นแม้แต่ โอลิเวอร์ คาห์น ยอดผู้รักษาประตูระดับตำนานของเยอรมัน

มันเกิดขึ้นในปี 1993 ปีที่สองในบุนเดสลีกาของดาวเตะชาวไนจีเรีย ในขณะที่ แฟรงค์เฟิร์ต นำ คาร์ลสรูห์ อยู่ 2-1 ในช่วงท้ายเกม โอโคชา ได้บอลในกรอบเขตโทษ ก่อนจะจัดการล็อกหลบ คาห์น ถึงสองครั้งซ้อน แล้วล็อกหลบกองหลังคู่แข่งกลับไปกลับมาจนตามไม่ทัน ก่อนจะอาศัยจังหวะนั้นซัดผ่านมือคาห์นเข้าไป 

“ผมยังมึนหัวอยู่เลย” คาห์น กล่าวแบบติดตลกผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวในเวลาต่อมา

ประตูดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำให้ มันได้รับเลือกเป็นประตูยอดเยี่ยมของบุนเดสลีกาแห่งฤดูกาลในปี 1993 เพราะประตูนี้ยังได้รับการยกย่องในฐานะหนึ่งในประตูที่สวยที่สุดในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกาอีกด้วย 

นอกจากนี้ เขายังเป็นเจ้าของสถิติเลี้ยงบอลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก หลังเลี้ยงบอลไปถึง 52 ครั้งในเกมนัดประเดิมสนามที่พบกับอิตาลี ในศึกเวิลด์คัพ 1994 ที่สหรัฐอเมริกา 

ในขณะเดียวกัน โอโคชา ยังเป็นเพลย์เมกเกอร์ที่ครบเครื่อง เพราะนอกจากจะสร้างสรรค์เกมจ่ายบอลให้เพื่อนทำประตูได้แล้ว เขายังยิงประตูได้อย่างเฉียบคม ทั้งเท้าซ้ายและเท้าขวา และสถิติ 85 ประตูในชีวิตการค้าแข้งก็พิสูจน์เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี 

นอกจากนี้เขายังเป็นนักเตะที่ยิงฟรีคิกได้อย่างยอดเยี่ยมโดยเฉพาะระยะ 25 หลาลงมา ที่มันกลายเป็นหนึ่งในอาวุธที่เล่นงานคู่แข่งมากแล้วนักต่อนัก โดยเฉพาะตอนที่ค้าแข้งในตุรกี เมื่อ 36 ประตูที่เขาทำได้ในสีเสื้อของ เฟเนร์บาห์เช เกิดจากลูกฟรีคิกถึง 9 ลูก 

แต่ที่เป็นที่จดจำที่สุดน่าจะเป็นฟรีคิกในเกมคาร์ลิงคัพรอบรองชนะเลิศ กับ แอสตัน วิลลา ในฤดูกาล 2003-2004 สมัยที่โอโคชาค้าแข้งอยู่กับ โบลตัน 

ในเกมนั้น โอโคชา เบิกประตูให้ โบลตันไปแล้วตั้งแต่ต้นเกมจากลูกฟรีคิก ก่อนที่เขาจะมีโอกาสอีกครั้งในนาทีที่ 80 เมื่อมาได้ฟรีคิกเยื้องไปทางซ้ายของกรอบเขตโทษ และเขาก็ไม่พลาดโอกาสนั้น หลังจัดการตะบันไซด์ก้อยเสียบเสาเข้าไปอย๋างงดงาม

สิ่งเหล่านี้ทำให้โอโคชา ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในทุกสโมสรที่ค้าแข้ง เขากลายเป็นสีสันให้กับทุกทีมที่ไป 

อย่างไรก็ดี เขากลับไม่ได้รับการยกย่องในระดับโลกเท่าที่ควร เพราะอะไร? 

 

ราชันไร้มงกุฏ 

แม้ว่าโอโคชา จะเป็นนักเตะที่มีประสบการณ์โชกโชน หลังเริ่มต้นค้าแข้งในยุโรปตั้งแต่อายุยังน้อย และผ่านการเล่นให้กับทีมในหลากหลายประเทศ แต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่ค่อยได้รับการยอมรับในระดับโลก การไม่ได้พิสูจน์ตัวเองกับทีมใหญ่ในท็อปลีกของยุโรป 

เพราะหากไล่เรียงทีมในลีกใหญ่ที่โอโคชา เคยลงเล่น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นทีมระดับกลางของลีกในตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็น แฟรงค์เฟิร์ต หรือ โบลตัน ที่ไปไกลที่สุดคือการลุ้นตำแหน่งพื้นที่สโมสรยุโรปเท่านั้น 

จริงอยู่ที่เขาเคยเล่นให้กับทีมใหญ่ของประเทศอย่าง เปเอสเช หรือ เฟเนร์บาห์เช แต่สถานะของลีกฝรั่งเศสและตุรกี ในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเพียงแค่ลีกเกรดบีของยุโรป ทำให้แม้ว่าเขาจะทำผลงานได้ดีแค่ไหน ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับอยู่ดี  

“บางทีความรั้นของผมที่พยายามพิสูจน์อะไรบางอย่าง ที่ไม่ได้มีราคาอะไร ทำให้ผมไม่มีโอกาสได้เซ็นกับสโมสรใหญ่” โอโคชากล่าวกับ OmaSportD2iOpvmWkAAAXmN

นอกจากนี้ การที่เขาไม่เคยคว้าแชมป์ระดับเมเจอร์ ก็ยังเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาไม่ค่อยได้รับการยกย่อง เขาแทบไม่มีผลงานที่จับต้องได้ตอนอยู่ แฟรงค์เฟิร์ต ส่วนตอนที่เล่นในตุรกี ก็คว้ามาได้เพียงแค่ถ้วยนายกรัฐมนตรี ที่เป็นเพียงถ้วยซูเปอร์คัพ

ในขณะที่ในสีเสื้อ โบลตัน ที่ว่ากันว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดในชีวิตอาชีพของ โอโคชา เขาทำได้ดีที่สุดแค่ตำแหน่งรองแชมป์ลีกคัพ เช่นเดียวกับในทีมชาติ แม้จะพาทีมเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกถึง 3 สมัย แต่ไปไกลที่สุดแค่รอบ 16 ทีมสุดท้ายเท่านั้น 

ทำให้เกียรติยศที่ดูเป็นชิ้นเป็นอันที่สุด คือแชมป์ แอฟริกัน เนชั่นคัพ ในปี 1994 และเหรียญทองโอลิมปิก ในปี 1996 แต่ก็เป็นช่วงเวลา 6 ปีแรกในชีวิตนักเตะอาชีพ ซึ่งหมายความว่าในอีก 12 ปีหลังจากนั้น เขาแทบไม่ได้แตะความสำเร็จอะไรอีกเลย 

“เปเอสเช ไม่ได้เป็นสโมสรเล็ก เฟเนร์บาห์เช ก็ไม่เล็กสำหรับตุรกี ไอน์ทรัค แฟรงต์เฟิร์ต ก็ไม่ใช่สโมสรเล็ก แต่มันอิงจากการที่ผมไม่ได้คว้าแชมป์อะไรกับสโมสรเหล่านี้” โอโคชากล่าวต่อ jobeerman

“ผมสามารถพูดได้ว่า ผมอยู่ที่นั่นในช่วงเวลาที่ผิด” 

ทำให้ตลอดชีวิตการค้าแข้ง นอกจากตำแหน่งนักเตะเตะยอดเยี่ยมแห่งปีไนจีเรีย 7 สมัย และนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของโบลตัน เขาแทบจะไม่ได้รับรางวัลในระดับทวีป หรือระดับโลกอย่างเป็นทางการแม้แต่รายการเดียว 

ที่ใกล้เคียงที่สุดคือการคว้าอันดับ 2 นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปแอฟริกาในปี 1998 และนักเตะทวีปแอฟริกาแห่งปีของ BBC 2 สมัย 2003 และ 2004 

อย่างไรก็ดี เขาไม่เคยเสียใจกับสิ่งที่ผ่านมา 

 

มรดกแก่คนรุ่นหลัง 

“ถ้ามองย้อนกลับไป ผมเห็นว่าผมมักจะสร้างชื่อในทุกทีที่ไป ผมเปิดประตูรับรุ่นต่อไปเสมอ และนั่นก็คือภารกิจของผม” โอโคชากล่าวกับ OmaSport

“คุณอาจจะเห็นความสำเร็จในวิธีที่ต่างออกไป แต่สำหรับผม ผมได้หลงเหลือมรดกในทุกที่ที่ผมค้นพบตัวเอง ซึ่งผมคิดว่ามันมีขนาดในระดับหนึ่ง ผมทำมันสำเร็จ”nigeria-94-austin-jay-jay-okocha_gcxqi91cz4tm1grwx550oio8w

จริงอยู่ที่ โอโคชา อาจจะไม่ได้คว้าแชมป์อะไรมากมาย เป็นชิ้นเป็นอัน เมื่อเทียบกับผลงานที่โดดเด่นในสนาม แต่อดีตกัปตันทีมชาติไนจีเรีย ก็มีความสุขที่ชีวิตของเขาดำเนินมาในรูปแบบนี้ 

เพราะทุกที่ที่เขาได้ผ่านไป เขาได้ทิ้งมรดกเอาไว้มากมายให้แก่คนรุ่นหลัง ไม่ว่าจะเป็นครั้งหนึ่งที่เคยเป็นพี่เลี้ยงให้กับ โรนัลดินโญ หรือช่วยยกระดับโบลตัน จากทีมหนีตกชั้น มาเป็นทีมลุ้นพื้นที่สโมสรยุโรป 

“ผมไม่เสียใจในสิ่งที่ผมทำในพรีเมียร์ลีก ผมคงจะเสียใจสำหรับช่วงเวลาในอังกฤษหากผมไม่ทิ้งมรดกเอาไว้ บางคนอาจจะโชคดีพอที่อยู่ถูกที่ถูกเวลา แม้ว่าจะไม่ได้ลงเล่นมากนัก แต่พวกเขาก็คว้าแชมป์” โอโคชากล่าวกับ Goal 

“แต่สิ่งสำคัญที่สำหรับผมคือโอกาสที่ได้มา ผมคิดว่าผมเพิ่มโอกาสของผมได้มากที่สุดที่โบลตัน ด้วยการเปลี่ยนความคิดของผู้คนตอนที่ผมมาถึงจนกระทั่งผมจากไป” 

“โบลตันเป็นหนึ่งในทีมที่น่าจะตกชั้นตอนที่ผมมาถึง แต่เราก็พาสโมสรไปอีกระดับหนึ่ง แม้ว่าผมจะไม่มีโอกาสได้เล่นยูโรปาลีกครั้งแรกของเรา” 

“ดังนั้นเมื่อมองย้อนกลับไปในสิ่งที่ผมได้รับจากโบลตัน ผมคิดว่ามันทำให้ผมมีความสุข เพราะว่าเราไม่เคยถูกคาดหมายว่าจะไปคว้าแชมป์” 

ในขณะเดียวกันเขายังไม่เคยเสียใจกับเส้นทางที่เขาเลือก กลับกันมันยังทำให้เขาภาคภูมิใจในสิ่งที่ทำลงไป ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่เขายึดถือมาตลอดจนวันสุดท้ายที่แขวนสตั๊ด Jayjay-Okocha-ourlegacywaynew-e1556028484547-1300x976

“ผมไม่เคยเสียใจ ผมคิดว่าผมได้ทำเต็มที่แล้วเพื่อชนะรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีแอฟริกา แต่ผมต้องเชิดหน้าและตระหนักว่าในชีวิตคนเรา คุณจะไม่ได้ในสิ่งที่ควรได้หรือคาดหวัง” โอโคชากล่าวกับ OmaSport

ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางคนความสำเร็จอาจจะตัดสินกันด้วยจำนวนแชมป์ที่คว้ามาได้  หรือการยิงประตูได้มากมาย แต่ไม่ใช่สำหรับ โอโคชา เพราะสำหรับเขา แค่การได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพก็ถือว่าประสบความสำเร็จมากแล้ว ที่ทำให้เขาได้รับการจดจำในฐานะหนึ่งในนักเตะหมายเลย 10 ที่ดีที่สุดที่แอฟริกาเคยมีมา 

“พูดตามตรง ผมไม่เสียใจ เมื่อนึกถึงการเริ่มต้นอย่างยากจนของผม ผมไม่คิดว่าผมจะได้เล่นให้ทีมชาติ ผมไม่เคยคิดว่าผมจะมีชีวิตนักฟุตบอล 18 ปีในยุโรป จากศักยภาพที่ผมมีในฐานะนักฟุตบอล” 

“เมื่อมองย้อนกลับไป ผมอาจจะคิดว่าควรทำอะไรได้มากกว่านี้ แต่พูดตามตรง ผมไม่เคยเสียใจ”

 

โอกาสครั้งสำคัญ การฉายแสงของ ‘อีสปอร์ต-เกมมิ่ง’ ท่ามกลางวิกฤติโลก

“โลกทั้งใบแทบหยุดนิ่ง” คือสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ COVID-19 เกิดการระบาดใหญ่ไปทั่วโลก จนมีผู้ติดเชื้อหลายแสน กับผู้เสียชีวิตอีกหลายหมื่น

 

วงการกีฬาเองก็เช่นกัน เพราะ COVID-19 ทำให้การแข่งขันแทบทุกชนิดกีฬาทั่วทุกมุมโลกต้องหยุดชะงัก บ้างเลื่อน บ้างยกเลิก และบ้างก็ต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบไป 

แต่ท่ามกลางความเงียบงันและมืดมิด กลับมีแสงสว่างและเสียงอึกทึกเล็กๆ ดังขึ้นในโลกออนไลน์ เมื่อการแข่งขันเกม หรือ อีสปอร์ต กลายเป็นที่นิยม และมีคนติดตามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แต่กระแสความนิยมที่เติบโตสวนกระแสโลกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

 

อีสปอร์ตก็กระทบ (จริงๆ นะ)

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะไปถึงตรงจุดนั้น เราคงต้องชี้ให้เห็นถึงความจริงประการหนึ่งว่า อีสปอร์ต ตลอดจนวงการเกมเอง ก็ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 เช่นเดียวกับวงการกีฬา และวงการอื่นๆdota-2-the-international-6

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ คือการแข่งขันอีสปอร์ตของเกมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Dota 2, FIFA, LoL (League of Legends), RoV หรือเกมอื่นๆ ต่างก็ต้องงดเว้นการจัดแข่งขันรอบออฟไลน์ หรือรอบที่ทีมแข่งขันจะมาประจันหน้า ขึ้นดวลในสถานที่เดียวกัน ซึ่งเป็นรอบที่สามารถเรียกผู้ชมเข้าสนามแข่งขันได้ไม่ต่างกับการแข่งขันกีฬาอื่นๆ ไว้ก่อน 

โดยมาตรการรับมือกับสถานการณ์นั้นก็มีหลากหลาย บ้างก็ตัดสินใจเลื่อนการแข่งขัน บ้างก็ปรับรูปแบบการแข่งขันเป็นรอบออนไลน์ ซึ่งแต่ละคนจะแข่งกันในสถานที่ของตน ซึ่งเป็นรูปแบบที่เราจะได้พบกันบ่อยในรอบแรกๆ ของแต่ละทัวร์นาเมนต์ และก็มีหลายงานที่ต้องยกเลิกการแข่งขันไปเลย 

ไม่เพียงเท่านั้น เกม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำของอีสปอร์ต ยังได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะงานเกมโชว์หลายๆ งานต้องถูกเลื่อน หรือไม่ก็ยกเลิกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง E3 งานโชว์เกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกที่มีขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน ซึ่งมักจะเป็นงานแรกของการเปิดตัวเกมดังๆ ที่มีคิวจะออกจำหน่ายในช่วงปลายปีอีกด้วยนั้น ก็ต้องยกเลิกการจัดงานในปี 2020 เป็นที่เรียบร้อย

แม้เกมจะยังสามารถออกจำหน่ายได้ตามปกติ รวมถึงการแข่งขันอีสปอร์ตยังเดินหน้าต่อไปได้ผ่านการแข่งขันในระบบออนไลน์ แต่การขาดอีเวนท์ที่สามารถเรียกผู้ชม รวมถึงสปอนเซอร์ได้อย่างมากมายมหาศาลไป ถึงตอนนี้ก็เริ่มมีการวิเคราะห์แล้วว่า รายได้จากวงการอีสปอร์ตทั่วโลก ที่มีแนวโน้มว่าจะแตะหลัก 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2020 คงจะเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน ซึ่งสาเหตุนั้น ก็มาจาก COVID-19 นั่นเอง

 

ความคึกคักกลางความเงียบงัน

แม้รายได้จากวงการอีสปอร์ตส่อเค้าว่าจะไม่บรรลุเป้าหมาย 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงเวลานี้ คือ วงการเกมที่คึกคักยิ่งกว่าเดิม

ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ Steam แพลตฟอร์มเล่นเกมบนคอมพิวเตอร์ หรือ PC ที่ใหญ่และได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก เพราะในช่วงที่คนทั่วโลกต้องอยู่บ้าน แทบจะออกไปไหนไม่ได้ ตามนโยบายระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับหรือแพร่กระจายเชื้อ COVID-19 หนึ่งในกิจกรรมความบันเทิงที่สามารถทำได้นั้น คือการเล่นเกม และนั่นทำให้มีผู้เข้า Steam เพื่อเล่นเกมต่างๆ มากกว่า 20 ล้านคนทั่วโลกในช่วงเวลาเดียวกัน มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ไม่เพียงแค่การเล่นเท่านั้น การดูคนเล่นเกมผ่านการสตรีมมิ่ง (Streaming) หรือ “แคสเกม” ก็ได้รับความนิยมเช่นกัน โดยใน Twitch โซเชียลมีเดียสายเกมมิ่งอันดับ 1 ของโลกนั้น มียอดผู้ชมในขณะเดียวกันโดยเฉลี่ยมากถึง 1.43 ล้านคนต่อวัน มากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2019 ถึง 12% เลยทีเดียว

การเล่นเกม รวมถึงรับชมการเล่นเกม ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของอีสปอร์ต กลายเป็นที่นิยมในเวลานี้ได้อย่างไร? คอนราด เวียเชค หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์และให้คำปรึกษาของ Sportcal บริษัทที่ปรึกษาการตลาดในวงการกีฬา ให้มุมมองว่าhow-to-stream-android-to-twitch-hero

“ปัจจุบันการแข่งขันกีฬาทั่วทุกมุมโลกถูกยกเลิกไม่ก็เลื่อนแข่งออกไป ซึ่งนี่ถือเป็นโอกาสสำคัญของอีสปอร์ต ในการสร้างตัวตนของพวกเขาในหมู่ของแฟนกีฬา ที่ปกติจะเสพคอนเทนท์ในลักษณะอื่นเลยครับ เพราะหนึ่งในจุดเด่นที่สำคัญเลยก็คือ ชุมชนอีสปอร์ตเอง ก็จะมีการจัดทัวร์นาเมนต์ของเกมต่างๆ ในระบบออนไลน์อยู่เสมอเพื่อความต่อเนื่อง ซึ่งแม้แต่ในสถานการณ์ของโลกที่เป็นอยู่ ณ ตอนนี้ อีสปอร์ตเองก็สามารถทำได้ ต่างจากกีฬาทั่วไปที่ตอนนี้ทำไม่ได้ง่ายๆ แล้วนั่นเอง”

“และเนื่องจากปฏิทินกีฬาของโลกที่พังทลายไปแล้วในตอนนี้ นี่คือโอกาสสำคัญที่อีสปอร์ตจะได้มีพื้นที่สื่อ เพราะสถานีต่างๆ ก็จำเป็นต้องหาคอนเทนท์มาลงเพื่อให้ตารางเวลาเต็ม ยิ่งบวกกับกระแสอีสปอร์ตที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้ว การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส เราอาจจะได้เห็นมูลค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดของอีสปอร์ตเพิ่มขึ้นในเร็วๆ นี้ด้วยครับ”

 

เวทีปล่อยของ

ย้อนกลับไปยังคำพูดของ คอนราด เวียเชค ข้างต้น เสน่ห์อย่างหนึ่งของอีสปอร์ตและเกมมิ่งคือ ขอแค่มีเกมที่อยากเล่นและเครื่องเล่นรองรับ รวมถึงระบบอินเตอร์เน็ตที่เสถียร คุณก็สามารถเข้าสู่การแข่งขันเพื่อผ่อนคลายตัวเองจากความตึงเครียดของการได้รับข่าวสาร หรือช่วงชิงความเป็นหนึ่งในโลกเสมือนได้ตามใจibai-RoKuJxy8sQuJcf7WdRc5j0H-624x385@El Correo

และในเมื่อการแข่งขันกีฬาตามปกติต้องหยุดชะงักเช่นนี้ จะมีอะไรที่น่าดูไปกว่าการแข่งขันกีฬาบนโลกเสมือน ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้เห็นหลายการแข่งขันกีฬา ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ ด้วยการแข่งขันกีฬาดังกล่าวตามปกติ เพียงแต่แทนที่จะลงสนามแข่งขันจริง ก็หันมาต่อสู้กันในเกมแทน

หนึ่งในตัวอย่าง คือ ลาลีกา ลีกฟุตบอลสูงสุดของประเทศสเปน ที่จับมือกับ ธนาคาร Santander สปอนเซอร์หลักของการแข่งขัน, สถานีโทรทัศน์ Movistar Plus ผู้ถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด และ “Ibai” หรือชื่อจริง อิไบ ยานอส (Ibai Llanos) คนดังแห่งวงการอีสปอร์ตของสเปน จัดการแข่งขันเกม FIFA 20 ที่มาพร้อมกับความพิเศษ นำเอานักเตะตัวจริงจากสโมสรต่างๆ ในลาลีกาฤดูกาล 2019-20 จับจอยเล่นทีมต้นสังกัดของตน เพื่อหาว่า นักเตะคนใด และทีมไหนจะครองความเป็นหนึ่ง รวมถึงยังเป็นการระดมทุนเข้าองค์การ ยูนิเซฟ อีกด้วย

ผลปรากฎว่า มีนักเตะจากทุกสโมสรอาสาที่จะเป็นตัวแทนของทุกทีม ก่อนที่สุดแล้ว จะมี 18 จาก 20 ทีมลงทำการแข่งขัน … ที่หายไป 2 ทีม ไม่ใช่ว่านักเตะคนนั้นป๊อดแต่อย่างใด ทว่าเนื่องจาก บาร์เซโลน่า และ มายอร์ก้า เป็น 2 สโมสรที่มีเกม PES (Pro Evolution Soccer) ของ Konami คู่แข่งสำคัญของ FIFA จากค่าย EA Sports เป็นพาร์ทเนอร์ 

“เราได้นักกีฬาระดับหัวแถวที่รักในการแข่งขันมา และถึงแม้ว่านี่จะเป็นการแข่งเพื่อการกุศล ทุกคนก็หวังที่จะชนะอยู่ดี” นี่คือคำยืนยันจาก อัลเฟรโด เบอร์เมโย หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ดิจิตัลของ ลาลีกา ที่เสริมด้วยว่า นักเตะบางคน เครียดกับการแข่งเกม FIFA มากยิ่งกว่าการลงสนามเตะจริงๆ เสียอีก

และการแข่งขันตลอด 3 วัน ซึ่งมีการถ่ายทอดสดไปทั่วโลก ก็เต็มไปด้วยสีสัน มีการทำประตูเกิดขึ้นแบบถล่มทลาย ก่อนที่สุดท้าย มาร์โก อเซนซิโอ จะนำ เรอัล มาดริด ต้นสังกัดของเขาคว้าแชมป์ โดยสามารถระดมทุนให้แก่ ยูนิเซฟ ได้มากถึง 142,000 ยูโร หรือราว 5.1 ล้านบาทเลยทีเดียว 

แต่ไม่ใช่แค่วงการฟุตบอลเท่านั้น ที่คึกคักกับอีสปอร์ตในช่วงต้องพักการแข่งขัน เพราะวงการความเร็ว หรือ มอเตอร์สปอร์ต ก็เช่นกัน แถมสเกลของผู้เข้าแข่งขัน ยังมหึมากว่าที่ ลาลีกา จัดมากเลยทีเดียว26293110-8142325-image-a-13_1584964168976

เพราะใครจะไปคิดว่า นักแข่ง Formula 1 ในยุคปัจจุบันอย่าง แม็กซ์ เวอร์สตัพเพ่น กับ แลนโด้ นอร์ริส, อดีตนักแข่ง F1 อย่าง ฮวน พาโบล มอนโตย่า กับ นิโก้ ฮัลเคนเบิร์ก, นักแข่งรถจากรายการต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก, นักกีฬาอีสปอร์ต F1, ยูทูบเบอร์สายเกมแข่งรถ, นักฟุตบอลอย่าง ธิโบต์ กูร์กตัวร์ หรือแม้แต่นักกอล์ฟอย่าง เอียน โพลเตอร์ ทั้งหมดจะมารวมตัวเพื่อทำในสิ่งเดียวกัน คือการแข่งรถ แถมยังมีการแข่งขันหลายรายการ หลายเกม ผุดขึ้นมาให้ได้ชมกันอย่างเต็มอิ่มทั้งวัน ซึ่งแม้แต่ทางผู้จัดการแข่งขัน F1 เองก็เอาด้วย

ดาร์เรน ค็อกซ์ ประธานและซีอีโอของ Torque Esports และเว็บไซต์ The Race ที่จัดการแข่งขัน The Race All-Star esports Battle เผยถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาตัดสินใจจัดการแข่งขันรถบนโลกออนไลน์ว่า มาจากข่าวลือที่แพร่สะพัด ถึงการยกเลิกการแข่งขัน F1 รายการ ออสเตรเลียน กรังด์ปรีซ์ สนามเปิดฤดูกาล 2020 ก่อนหน้ากำหนดการแข่งขัน 13-15 มีนาคม เพียงวันเดียวเท่านั้น แถมการตัดสินใจในเบื้องต้น ยังเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการประกาศยกเลิกการแข่งขันจริงๆ เสียอีก

“พอได้ข่าวก็รู้สึกเลยว่า ‘เราต้องทำอะไรสักอย่างให้แฟนๆ ได้มีการแข่งขันดูในวันอาทิตย์’ ผมก็พูดกับคนรอบข้างแบบ ‘ลุยเลย เดี๋ยวผมออกตังค์เอง’ ตอนนั้นเรายังไม่รู้เลยว่าจะมีใครมาแข่งบ้าง สิ่งที่เกิดขึ้นนี่คือสไตล์โบราณแท้ๆ ‘สร้างมันขึ้นมา เดี๋ยวคนก็มาหาเอง’ แล้วนักแข่งก็มาจริงๆ ที่สำคัญคือ ทุกคนที่มา ไม่ได้เรียกร้องเงิน ไม่เรียกร้องอะไรเลย พวกเขามาเพราะอยากแข่งจริงๆ”

ซึ่งจะว่าไป การเล่นเกม ก็ถือเป็นสิ่งที่นักแข่งรถในยุคสมัยนี้คุ้นเคยอยู่แล้ว เพราะการขับแบบเสมือนจริง หรือ Simulation เป็นหนึ่งในสิ่งที่พวกเขาต้องทำ เพื่อทำความคุ้นเคยกับสนามแข่งก่อนลงสนามจริง ยิ่งนักแข่ง F1 สายเลือดใหม่อย่าง แลนโด้ นอร์ริส เป็นหนึ่งในเกมเมอร์ตัวยง และมีแฟนคลับที่ติดตามจากการเล่นเกมอยู่แล้ว ก็ยิ่งทำให้มีคนเข้ามาดูการแข่งขันแบบสดๆ นับแสนนับล้านวิวเลยทีเดียว 

 

ต่อยอดกระแสให้ยั่งยืน

จากสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เห็นได้ชัดว่า ท่ามกลางวงการกีฬาที่แทบจะหยุดนิ่ง แต่อีสปอร์ต รวมถึงวงการเกม ยังสามารถไปต่อได้ ซึ่ง ไมเคิล แพชเตอร์ นักวิเคราะห์จาก Wedbush Securities เชื่อว่า วงการอีสปอร์ตและเกมมิ่ง ยังสามารถเติบโตได้แม้ในภาวะอันลำบากเช่นนี้desktop-20180912-2

“ผมเชื่อว่าที่สุดแล้ว คุณก็จะหาอะไรดูใน Netflix จนเบื่อ แล้วก็ต้องหาอะไรที่ทำให้เกิดความบันเทิงบนโลกอินเตอร์เน็ต นี่แหละคือโอกาสในการเพิ่มฐานผู้ชมอีสปอร์ต มันอาจจะไม่เพิ่มขึ้นถึง 50% แต่ผมว่า ถ้าฐานผู้ชมเพิ่มขึ้น 20% นั้นเป็นไปได้”

และสำหรับแฟนกีฬาที่อยากจะหาอะไรดูในช่วงที่ไม่มีกีฬาอะไรให้ดู เชมัส เบิร์น บรรณาธิการของเว็บไซต์ Byteside ก็แนะนำว่า วิธีการที่จะเข้าถึงอีสปอร์ตได้ง่ายที่สุด แค่เพียงเปิดหู เปิดตา เปิดใจในการรับชมเท่านั้น

“อย่าวิตกกังวลไปหากคุณไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นบนหน้าจอ สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ ฟังผู้บรรยาย แล้วคุณก็จะเริ่มปะติดปะต่อกติกา เรื่องราว และจังหวะของเกมได้เอง”

แน่นอนว่า เมื่อกระแสมาแล้ว หลายคนก็คิดถึงการต่อยอดให้สิ่งที่เป็นอยู่เติบโตยิ่งกว่าเดิม ซึ่งอาจรวมถึงการมีคู่แข่งในวงการเดียวกัน แต่สำหรับ ดาร์เรน ค็อกซ์ เจ้าตัวกลับไม่คิดเช่นนั้น

“สำหรับผมแล้ว นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาสร้างศัตรู แต่ควรเป็นช่วงเวลาที่จะต้องร่วมมือร่วมใจกัน เพราะวงการอีสปอร์ตทั้งในเกมแข่งรถ หรือวงการอื่นๆ ก็เติบโตขึ้นได้ด้วยแนวทางนี้”

“นี่คือเวลาที่เราจะต้องพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งหากเราทำมันให้เติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้ตอนนี้ เราก็อาจจะไม่เห็นการเติบโตแบบยั่งยืนอีกเลย”

โทนี ชูมัคเกอร์ นักฟุตบอลที่ชาวฝรั่งเศสโหวตว่าน่ารังเกียจยิ่งกว่า ฮิตเลอร์

หากเอ่ยถึงบุคคลในประวัติศาสตร์ที่คนฝรั่งเศสไม่ชอบหน้า ชื่อของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ อดีตผู้นำจอมเผด็จการของเยอรมัน น่าจะเป็นชื่อลำดับต้นๆ ที่พวกเขานึกถึง จากการบุกยึดครองฝรั่งเศสในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 

 

อย่างก็ดีในอีก 40 ปีต่อมา กลับมีนักฟุตบอลคนหนึ่งที่ชาวฝรั่งเศสเกลียดยิ่งกว่าอดีตผู้นำพรรคนาซี และ “โทนี ชูมัคเกอร์” ก็คือชื่อของเขา เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ร่วมติดตามไปพร้อมกับเรา

 

เพื่อนบ้านที่ (ไม่ค่อย) เป็นมิตร 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ฝรั่งเศส และ เยอรมนี ถือเป็นหนึ่งในสองชาติมหาอำนาจของยุโรป พวกเขาล้วนเป็นผู้นำทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม มาตั้งแต่อดีต แถมยังเป็นหนึ่งในชาติที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการก่อตั้งสหภาพยุโรป (อียู) 6378462-Germany_France_Border-0

และด้วยความที่ทั้งสองชาติมีพรมแดนที่ติดกัน ทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกันมาตลอด ตั้งแต่ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นสงครามฟรังโก-ปรัสเซีย (ส่วนหนึ่งของเยอรมนีในอดีต) ในช่วงปี 1870-1871 ที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝรั่งเศส หรือสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ฝรั่งเศสถอนแค้นได้สำเร็จ 

อย่างไรก็ดี สงครามโลกครั้งที่ 2 กลับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้ชาวฝรั่งเศสอับอายมากที่สุด 

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ฝรั่งเศสมีความเชื่อมั่นในแสนยานุภาพของตัวเอง จากการสามารถต่อต้านการบุกของเยอรมันได้อย่างเด็ดขาด ทำให้พวกเขาเชื่อว่าตัวเองมีกองทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก 

และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เปิดฉากขึ้น ฝรั่งเศสก็ต้องเผชิญกับการรุกรานของเยอรมนีอีกครั้งภายใต้การนำของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำจอมเผด็จการของพรรคนาซี ซึ่งพวกเขาก็เชื่อว่ากองทัพที่เกรียงไกร น่าจะต้านทานเอาไว้ได้เช่นเคย เพียงแต่ครั้งนี้พวกเขาคิดผิด 

ด้วยยุทธวิธีการรบที่ทันสมัยกว่า ที่ฝรั่งเศสยังยึดติดกับการรบแบบสนามเพลาะ ในขณะที่เยอรมนีใช้รูปแบบ “บลิทซ์ครีค” (Blitzkrieg) หรือสงครามสายฟ้าแลบ ที่เน้นการโจมตีอย่างรวดเร็ว ทั้งภาคพื้นดินและกลางอากาศ 

บวกกับยุโธปกรณ์ทางการรบของฝรั่งเศสที่ด้อยกว่า จากการที่รถถังของพวกเขาเป็นเพียงแค่ยานพาหนะที่สนับสนุนทหารราบ แต่ฝั่งเยอรมนีเป็นรถถังประจัญบาน ทำให้กองทัพฝรั่งเศสถูกตีจนแตกพ่ายในเวลารวดเร็ว

และในวันที่ 25 มิถุนายน 1940 กรุงปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศสก็ถูกยึดครองโดยเยอรมนีอย่างสมบูรณ์ หลังฝรั่งเศสประกาศ “ยกธงขาว” ยอมแพ้ โดยใช้เวลาทั้งสิ้นเพียง 46 วัน ซึ่ง ฮิตเลอร์ ถึงกับเดินทางไปที่ปารีสเพื่อประกาศชัยชนะด้วยตัวเอง 

แม้ว่าส่วนหนึ่งในเหตุผลของการประกาศยอมแพ้ของฝรั่งเศส จะมาจากการประเมินว่ากองทัพไม่สามารถต่อกรต่อสรรพกำลังของนาซีเยอรมันได้ รวมไปถึงไม่อยากให้บ้านเมืองเสียหาย แต่มันกลายเป็นความอับอายของชาวฝรั่งเศส ที่ต้องพ่ายอย่างหมดรูป ในช่วงเวลาไม่ถึง 2 เดือน 

แน่นอนว่าเหตุการณ์นี้ล้วนเป็นสิ่งที่จำฝังใจต่อพวกเขา บวกกับความแค้นในอดีต ทำให้ชาวฝรั่งเศสรู้สึกเกลียดชังชาวเยอรมัน รวมไปถึง ฮิตเลอร์ ผู้นำในตอนนั้น

อย่างไรก็ในอีก 40 กว่าปีต่อมา กลับมีคนที่ชาวฝรั่งเศสเกลียดกว่าผู้นำพรรคนาซี 

 

เกมสุดอื้อฉาว

แม้ว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝรั่งเศส และ เยอรมนี (ตะวันตก) จะจับมือเป็นพันธมิตรกัน และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสหภาพยุโรป หรือ อียู ในปี 1958 แต่ความรู้สึกของความไม่ลงรอยของทั้งคนสองประเทศก็ยังไม่จางหาย 

ก่อนที่มันจะมาปะทุอีกครั้งในปี 1982 เมื่อ ฝรั่งเศส และ เยอรมันตะวันตก ต้องโคจรมาพบกันในรอบรองชนะเลิศในเวิลด์คัพที่สเปน  Djo4E67XcAIfh8R

ในครั้งนั้น ฝรั่งเศส ภายใต้การนำของ มิเชล พลาตินี ทำผลงานได้อย่างน่าเซอร์ไพร์ส ด้วยการทะลุเข้ามาถึงรอบ 4 ทีมสุดท้าย ในขณะที่ เยอรมันตะวันตก เจ้าของแชมป์โลก 2 สมัย (ในขณะนั้น) ที่มี ปิแอร์ ลิตบาร์สกี เป็นตัวชูโรง ก็ไม่น้อยหน้า ฝ่าด่านเข้ามาได้ถึงรอบนี้

เกมนัดดังกล่าวถูกจัดขึ้นที่ รามอน ซานเชซ ปิซฆวน รังเหย้าของ เซบียา ในวันที่ 8 กรกฎาคม 1982 ก่อนที่มันจะกลายเป็นเกมที่ชาวฝรั่งเศสไม่ลืมนักเตะคนหนึ่งไปชั่วชีวิต 

การแข่งขันดำเนินไปตามปกติ เยอรมันตะวันตกเป็นฝ่ายได้เฮก่อนตั้งแต่นาทีที่ 17 เมื่อ เคลาส์ ฟิชเชอร์ ยิงไปติดเซฟของ ฌอง ลุค เอ็ตโตรี บอลมาเข้าทาง ลิตบาร์สกี ยิงสวนให้ฝรั่งเศสออกนำ แต่ทัพตราไก่ก็ไม่ยอมแพ้ เมื่อมาได้จุดโทษใน 10 นาทีต่อมา ก่อนที่ พลาตินี จะรับหน้าที่สังหารเข้าไปเป็นประตู 1-1 และจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นั้น 

ครึ่งหลังในนาทีที่ 50 มิเชล ฮิดัลโก ตัดสินใจแก้เกมด้วยการส่ง ปาทริค บัตติสตอง กองหลัง ลงมาแทน แบร์นาร์ด เก็งกินี แนวรุกที่โดนใบเหลืองไปแล้ว แต่ในอีก 10 นาที เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น 

มันเป็นจังหวะที่ พลาตินี จ่ายบอลให้ บัสติตอง ทะลุช่องขึ้นมายิง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ เฮอราลด์ “โทนี” ชูมัคเกอร์ ผู้รักษาประตูเยอรมันตะวันตก พยายามออกมาปิดมุม ซึ่งจากกล้องในการถ่ายทอดสด ดูเหมือนไม่มีอะไร และเป็นแค่การที่บัตติสตอง ยิงหลุดกรอบออกไปเอง PJ-BV717_SP_FRA_P_20140702175529

แต่ในสนามกลับมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น เมื่อ บัตติสตอง ที่โดนชูมัคเกอร์เข้าปะทะแถวกรอบเขตโทษ ถึงกับนอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้นสนาม เขาแทบไม่ได้สติ จนเพื่อนร่วมทีมเห็นท่าไม่ดี และต้องเรียกเปลสนาม เพื่อนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน 

“เขาไม่มีชีพจรแล้วในตอนนั้น เขาดูซีดมาก” พลาตินีกล่าวกับ Goal ในตอนหลัง 

และจากภาพช้าทำให้เห็นว่า ในจังหวะที่ บัตติสตอง ปะทะกับ ชูมัคเกอร์ ทั้งสองฝ่ายต่างเร่งความเร็วเข้าหากัน และในช่วงเวลาแค่เสี้ยววินาที นายด่านชาวเยอรมันตะวันตก ก็หันสะโพกและใช้ท่อนแขนฟาดไปที่คู่แข่ง 

มันกลายเป็นการปะทะที่น่าสยดสยองครั้งหนึ่งในเกมฟุตบอล เมื่อครั้งนั้น ทำให้ บัตติสตอง ฟักหัก 3 ซี่ ซี่โครงร้าว กระดูกสันหลังเสียหาย ที่ไม่น่าเชื่อว่านี่ไม่ใช่อาการบาดเจ็บที่เกิดจากรถชน แต่เกิดขึ้นในสนามฟุตบอล 

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ บัตติสตอง หมดสติไปราวชั่วโมง และอยู่ในสภาวะโคม่า เขาต้องใช้เวลารักษาตัวเองถึง 6 เดือนกว่าจะกลับมาหายดีเป็นปกติ 

แต่สิ่งที่โหดร้ายที่สุด คือ ชูมัคเกอร์ ดูเหมือนจะไม่มีท่าทีรู้สึกผิดกับเหตุการณ์นี้ 

 

เกลียดกว่าฮิตเลอร์ 

แม้ว่าจะเป็นการปะทะที่น่าสยดยอง แต่แทบไม่น่าเชื่อว่า ฝรั่งเศสไม่ได้ฟาวล์ ไม่ได้ฟรีคิกหรือลูกจุดโทษอะไรเลย แถม ชาร์ล โคเวอร์ ผู้ตัดสินชาวดัตช์ในวันนั้น ยังให้เยอรมันได้ลูกตั้งเตะ และไม่ได้แจกใบแดงหรือแม้แต่ใบเหลืองให้กับ ชูมัคเกอร์อีกด้วย visuel_battiston

“โชคร้ายที่ผมไม่เห็นการชนกัน เพราะว่าผมกำลังตามบอลที่หลุดกรอบออกไป” โคเวอร์ให้สัมภาษณ์กับ L’Equipe เมื่อปี 2012

“ผมเข้าไปถามผู้ช่วยของผมทันทีว่าเห็นเหตุการณ์มั้ย และเขาก็บอกผมว่าในความคิดของเขามันไม่ใช่ความตั้งใจ ดังนั้นผมจึงทำอะไรไม่ได้เลย” 

โคเวอร์ อาจจะอ้างว่าเขามองไม่เห็นเหตุการณ์ในวันนั้น ซึ่งพอเข้าใจได้ว่าเขาอาจจะอยู่ตรงมุมอับพอดี แต่เพราะเหตุใดผู้ช่วยผู้ตัดสินที่อยู่ที่ใกล้ที่สุดจึงมองว่าไม่ใช่ความตั้งใจ ซึ่งเรื่องนี้แม้ปัจจุบันก็ยังไม่มีคำตอบ 

“มันเป็นความอยุติธรรมที่ลึกซึ้ง เราพยายามบอกให้กรรมการเป่าฟาล์ว” อแลง กูร์โยล สมาชิกของทีมในวันนั้นกล่าวกับ Metronews  

“หลังจากนั้นเมื่อเราเห็นสภาพของปาทริค เรากังวลอย่างมากกับสภาพร่างกายของเขา เขาจะตื่นขึ้นมามั้ย ชีวิตเขากำลังเป็นอันตรายหรือเปล่า หลังเหตุการณ์นั้น ทั้งทีมล้วนรู้สึกแย่ เราไม่ได้คิดถึงเกมอยู่พักใหญ่ ไม่ได้มีสมาธิกับมันเลย”

แต่สิ่งที่ทำให้แฟนบอลชาวฝรั่งเศสโกรธแค้นที่สุด คือท่าทีของ ชูมัคเกอร์ เพราะขณะที่ทุกคนกำลังตกใจกับสภาพของบัตติสตอง และพยายามย้ายเขาออกจากสนามโดยเร็ว นายด่านเลือดดอยช์ กลับแทบไม่ได้สนใจอาการคู่แข่งที่เขาเพิ่งทำให้น็อคไป 

ชูมัคเกอร์ ดูเหมือนไม่ได้ยินดียินร้าย เขารีบเอาบอลมาวางที่เส้นหกหลา และยืนเท้าสะเอวด้วยความเบื่อหน่าย ราวกับว่าให้เอาบัตติสตองออกจากสนามไปเสียที 5-1

นอกจากนี้ การที่เขาเซฟได้ถึง 2 ครั้งในช่วงการดวลจุดโทษ ยังช่วยให้ เยอรมันตะวันตก เอาชนะ ฝรั่งเศส เข้าไปชิงชนะเลิศกับ อิตาลี แน่นอน เขากลายเป็นฮีโร่ แต่นั่นก็สำหรับแฟนบอลเยอรมันเท่านั้น เมื่อในตอนนั้น แทบไม่มีใครอยากให้พวกเขาชนะจากเหตุการณ์ที่ชูมัคเกอร์ทำเอาไว้ 

นั่นทำให้  ชูมัคเกอร์ กลายเป็นบุคคลที่ชาวฝรั่งเศสเกลียดมากที่สุด โดยจากการสำรวจของสำรวจของหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส ผู้รักษาประตูเลือดดอยช์ มีคะแนนเป็นอันดับ 1 มากกว่า อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่ตามมาเป็นอันดับ 2 เสียอีก

แถมมันยังสะเทือนไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างเยอรมันและฝรั่งเศส เมื่อความโหดร้ายที่เขากระทำต่อบัตติสตอง ถูกโยงจนเหตุการณ์ที่เยอรมันบุกยึดครองฝรั่งเศส และปลุกกระแสความเกลียดชังต่อเยอรมันในแดนน้ำหอม 

ทำให้หลังฟุตบอลโลก 1982 เฮลมุต ชมิดท์ นายกรัฐมนตรีเยอรมันตะวันตก ถึงขั้นต้องส่งโทรเลขหา ฟรองชัวร์ มิตเตอร์รองด์ ประธานาธิบดีของฝรั่งเศส แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อลดความตึงเครียดระหว่างสองชาติ

“ผมไม่เข้าใจขอบเขตของมัน ผมไม่ได้เป็นคนสนใจการเมืองเลย แต่ทันใดนั้นผมต้องมารับผิดชอบกับการต่อต้านเยอรมันที่ลุกเป็นไฟในฝรั่งเศส” ชูมัคเกอร์กล่าวกับ Goal

“มันเหมือนกับผมเป็นชนวนที่ทำให้ให้เกิดสงครามครั้งต่อไป มันเป็นความเกลียดชังอย่างมหาศาลที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน” 

ถึงกระนั้น ใช่ว่า ชูมัคเกอร์ จะไม่เสียใจ 

 

ผมเองก็เสียใจ    

“ผมสังเกตพฤติกรรมเขาตลอด วิธีที่เขาชน โดมินิค โรเช็ตตู และ ดิดิเยร์ ซิกซ์” บัตติสตองกล่าวกับ AFP 

“ผมคิดว่าเขากระตือรือร้นมาก ถูกกระตุ้นได้ง่ายมากๆ ผมพูดเรื่องนี้กับผู้เล่นคนอื่นๆ บนม้านั่งสำรอง”D9iC890XsAAiOpY

อันที่จริง ชูมัคเกอร์ เป็นคนค่อนข้างบ้าเลือดอยู่แล้ว มีเรื่องเล่าว่าเขาเคยโชว์การดับบุหรี่ด้วยแขนต่อหน้าแฟนสาว หรือมักจะไปต่อยกระสอบทรายระบายความแค้นที่บ้านจนนิ้วเลือดออก หากทีมได้รับความพ่ายแพ้ 

แต่ชูมัคเกอร์ยอมรับว่าเขาเสียใจกับเหตุการณ์ในปี 1982 และไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้บัตติสตองได้รับบาดเจ็บ ในขณะเดียวกัน เขารู้ดีว่าเขาควรเข้าไปดูอาการของคู่แข่ง แต่เพราะตอนนั้นมีนักเตะฝรั่งเศสอยู่แล้ว จึงเลือกที่จะไม่เข้าไป 

นอกจากนี้ ผู้รักษาประตูทีมชาติเยอรมันยังบอกว่า เขารู้สึกเสียใจที่ตอบนักข่าวในเรื่องอาการบาดเจ็บของคู่กรณีว่าจะช่วยออกค่าทำฟันให้ 

“ผมไม่ได้อยากทำให้เขาบาดเจ็บ แต่จะทำในสิ่งเดิมอีกครั้งหากมันเกิดขึ้นอีก มันเป็นวิธีเดียวที่จะได้บอล” ชูมัคเกอร์กล่าวกับ Le Figaro

“ผมเสียใจที่ตัวแทนของเยอรมันและผม ไม่ได้ไปโรงพยาบาลทันทีที่ได้ข่าวของปาทริค บัตทิสตอง”   

เขายืนยันว่าเขาไม่ได้เป็นคนเย่อหยิ่ง หรือไม่ได้เป็นคนที่ไม่รู้สึกรู้สากับอะไร และไม่สำนึกผิด แต่ตอนนั้นที่เขาตัดสินใจไม่เข้าไปดูอาการ หรือแสดงความเสียใจทันทีหลังเหตุการณ์เพียงเพราะเขากลัว กลัวเกินกว่าที่ต้องเผชิญกับมัน thb_a07d6ec71f43826c3e7262e982012590

“ความลับคือผมกลัวว่า บัตติสตอง จะได้รับบาดเจ็บหนัก หรืออยู่ในภาวะโคม่า” ชูมัคเกอร์ยืนยัน ซึ่งบัตติสตอง ก็เข้าใจดีในสิ่งที่คู่กรณีแสดงออกมา 

“บางทีเขาอาจจะรู้สึกสำนึกผิด มันสามารถดึงข้อสรุปในสิ่งที่เขารู้สึก ทั้งหมดที่ผมรู้คือชูมัคเกอร์ เป็นคนที่ชัยชนะมีค่าเหนือทุกสิ่ง และเขาก็ทำมันตลอดในเย็นวันนั้น” บัตทิสตองกล่าวกับ Goal 

เพื่อไม่ให้ความโกรธต่อชูมัคเกอร์ บานปลาย หลังเกมนั้น เพื่อนของบัตติสตอง ได้นัดให้ทั้งสองได้เจอกัน เพื่อให้ทั้งสองคนได้เคลียร์ความในใจ โดยเลือกวันที่พิเศษที่สุด นั่นก็คือหนึ่งวันก่อนวันแต่งงานของกองหลังฝรั่งเศส 

พวกเขานัดเจอกันที่เม็ตซ์ ชูมัคเกอร์ มาพร้อมกับของขวัญและคำขอโทษ แต่ในความเป็นจริง เหมือนเขาถูกลวงมาฆ่า หลังถูกพาไปที่ห้องที่เต็มไปด้วยสื่อฝรั่งเศสที่มารอทำข่าว โดยที่เขาไม่รู้มาก่อน

“พวกเขาพาผมไปที่ห้อง และเมื่อเปิดประตู ก็เต็มไปด้วยนักข่าวมากมาย ผมไม่ได้คาดคิดในเรื่องนี้ ผมได้ขอโทษ แต่ผมไม่ชอบวิธีการเจอกันที่พวกเขาจัดขึ้น มันแสดงให้เห็นบนหน้าของผม” ชูมัคเกอร์ กล่าวกับ Goal 

ก่อนที่เขาจะมีโอกาสแก้ตัวอย่างเป็นทางการในอีก 2 ปีหลังฟุตบอลโลกที่สเปน  

 

เกมไถ่บาป 

ในปี 1984 ฝรั่งเศสและเยอรมันตะวันตกโคจรมาพบกันอีกครั้งในเกมนัดกระชับมิตร แม้เหตุการณ์จะผ่านไป 2 ปี แต่ความโกรธแค้นต่อชูมัคเกอร์ ก็ยังไม่หายไปง่ายๆ จากใจแฟนบอลฝรั่งเศส 

นั่นจึงทำให้เกมนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียด ภายในสนามเต็มไปด้วยตำรวจที่เข้ามารักษาความปลอดภัย และต้องล้อมรั้วด้วยลวดหนาม ราวกับกำลังจะมีสงครามเกิดขึ้น 

“ตอนที่ผมลงไปในสนามที่สตาร์บูร์ก ในเกมทีมชาตินัดแรกกับฝรั่งเศสหลังฟุตบอลโลก ผมเห็นตัวเองเป็นเหมือนกับตุ๊กตาที่มีชีวิตที่กำลังห้อยต่องแต่งอยู่บนตะแลงแกง (ที่แขวนคอนักโทษประหาร” ชูมัคเกอร์ย้อนความหลังกับ Goal 

“สนามถูกล้อมรั้วและต้องรักษาความปลอดภัยจากตำรวจที่มีกระบองอยู่ในมือ มิฉะนั้นคนฝรั่งเศสอาจจะฉีกผมเป็นชิ้นๆ ทุกที่ในสนามมีแบนเนอร์เป็นตราสวัสดิกะและสโลแกนคล้ายนาซี” 

“ไข่ มันฝรั่ง แอปเปิ้ล มะเขือเทศ หิน พวกเขาขว้างทุกอย่างมาที่ผม พวกเขาผิวปากและเดือดดาลทุกครั้งที่ผมได้บอล แต่พวกเขาไม่สามารถทำให้ผมรู้สึกตัวเล็กลงได้” 

นี่คือสิ่งที่ ชูมัคเกอร์ ต้องยืนหยัด เขารู้ดีว่าเขาทำผิดต่อ บัตติสตอง แต่เขาก็ต้องทำผลงานอย่างเต็มที่ในเกมนี้ โดยไม่เกรงกลัว และพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาแข็งแกร่ง 

“ผมรู้ผมต้องทำอะไร ถ้าผมไม่ลุกขึ้นยืนในสภาพที่กดดันเช่นนี้ ชีวิตทีมชาติของผมก็จะจบลง ผมเต็มไปด้วยสมาธิและเตรียมตัวด้วยการฝึกจิตอย่างต่อเนื่อง” ชูมัคเกอร์ย้อนความหลัง

แม้จะโดนกดดัน แต่ชูมัคเกอร์ ก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เขาปัดลูกยิงจากฝั่งซ้าย รับลูกยิงไกล ไว้ได้ทั้งหมด ก่อนจะมาเสียท่าให้ ดิดิเยร์ ซิกซ์ ที่ซัดไกลเข้าไปให้ฝรั่งเศสออกนำ 

ก่อนที่สุดท้ายฝรั่งเศสจะเอาชนะไปได้ด้วยสกอร์นั้น และชัยชนะของเจ้าบ้านต่อคู่แค้นอย่างเยอรมันก็ทำให้บรรยากาศดีขึ้น ราวกับว่า ชูมัคเกอร์ ได้ไถ่โทษในสิ่งที่เคยทำลงไป 1984_Schumacher_Imago

“ฝรั่งเศสชนะ 1-0 แต่ผมเล่นได้ดี และเมื่อเกมเดินหน้าไปเรื่อยๆ ผู้คนก็เริ่มปรบมือให้ผม” ชูมัคเกอร์ กล่าว

“ผมแลกเสื้อกับ บัตติสตอง แต่แลกในห้องแต่งตัว ไม่ได้แลกในสนาม” 

หลังเกมวันนั้น ชูมัคเกอร์ ได้มีโอกาสติดทีมชาติไปเล่นฟุตบอลโลกในปี 1986 แต่ไม่สามารถหยุดความร้อนแรงของ ดิเอโก มาราโดนา ได้ และทำได้เพียงตำแหน่งรองแชมป์โลกในการแข่งขันที่อาร์เจนตินา และหลุดทีมในชุดปี 1990 ที่เยอรมันไปถึงตำแหน่งแชมป์โลก 

ในขณะที่ บัสติสตอง หลังพักรักษาตัวจนหายดี เขาก็กลับมาติดทีมชาติอีกครั้ง แถมยังเป็นหนึ่งในขุนพลฝรั่งเศสชุดคว้าแชมป์ยูโร 1984 และอันดับ 3 ในฟุตบอลโลก 1986 ก่อนเลิกเล่นไปในปี 1991 

ผ่านมาเกือบ 40 ปีนับตั้งแต่เกมสุดอื้อฉาว หลายคนโดยเฉพาะแฟนบอลฝรั่งเศส อาจจะยังไม่ให้อภัยกับการกระทำของชูมัคเกอร์ เมื่อส่วนใหญ่มองว่าเขาแค่แก้ตัวให้ตัวเองไม่รู้สึกผิดจนเกินไป 

แน่นอนว่ามันยากที่จะพิสูจน์ว่าสิ่งที่ ชูมัคเกอร์ อธิบายเป็นเรื่องจริงหรือไม่? การเท้าสะเอวในตอนนั้น เขารู้สึกผิดหรือกลัวอย่างนั้นหรือ? แต่ไม่ว่าคำตอบจะคืออะไร สำหรับ บัตติสตอง เขาปล่อยวางมันไปหมดแล้ว 

มันจึงเป็นเพียงแค่เหตุการณ์สำคัญ เหตุการณ์หนึ่งในชีวิตเขา ก็เท่านั้นเอง

“ผมให้อภัยเขา ตลอดเวลาผมตระหนักว่าผู้คนต้องตราหน้าเขากับเรื่องนี้ไปตลอดกาล แต่ตอนนี้มันจบลงแล้ว” บัตติสตองกล่าวเมื่อปี 2012