HOW TO PLANK แพลงก์อย่างไรให้ฟิตและดีต่อร่างกายที่สุด?

กำลังเป็นกระแสอยู่เลยทีเดียวสำหรับการ “แพลงก์” หนึ่งในท่าออกกำลังกายยอดนิยม เพราะนอกจากจะมีการขอแต่งงานระหว่างการแพลงก์ของ ตูน บอดี้แสลม (อาทิวราห์ คงมาลัย) กับ ก้อย (รัชวิน วงศ์วิริยะ) คู่รักนักวิ่งขวัญใจคนทั้งประเทศ หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน “จอร์จ ฮู้ด” เจ้าหน้าที่ตำรวจเกษียณ วัย 62 จาก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ก็ได้ทำลายสถิติโลกการแพลงก์ยาวนานที่สุด โดยเขาทำได้นานถึง 8 ชั่วโมง 15 นาที 15 วินาที จนได้รับการจดบันทึกลง กินเนสส์ บุ๊ค ไปเป็นที่เรียบร้อย 

 

สองเหตุการณ์นี้ทำให้ผู้คนหันกลับมาให้ความสนใจการแพลงก์กันอีกครั้ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะการแพลงก์ถือเป็นการออกกำลังกายที่ใครๆ ก็สามารถทำได้ ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรนอกจากร่างกายตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้นมันยังเป็นท่าการออกกำลังกายที่เสริมความแข็งแกร่งของร่างกายได้หลายส่วนในคราวเดียวกัน 

สำหรับใครที่อยากลองแพลงก์ดูบ้าง ครั้งนี้ Main Stand จะมาแนะนำเทคนิค รวมถึงข้อดี-ข้อเสีย ว่าต้องแพลงก์อย่างไรถึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด รับรองว่าไม่ต้องแพลงก์ได้นานระดับสถิติโลกก็สามารถมีร่างกายที่แข็งแรงได้ 

แพลงก์อย่างไรให้ถูกต้อง

การแพลงก์นั้นไม่มีอะไรซับซ้อน แค่คุณนอนคว่ำเหยียดตัวตรง ตั้งข้อศอกทั้ง 2 ข้าง ยกสะโพกศีรษะขึ้น เพียงเท่านี้สามารถสร้างเสริมความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อส่วนหน้าท้องและช่วงตัวได้แล้ว 

หลักใหญ่ใจความของการแพลงก์ที่ถูกต้อง ลำตัวจะต้องตรงเหมือนไม้กระดาน เกร็งร่างกายทุกส่วน โดยเฉพาะหน้าท้อง บั้นท้าย และต้นขา เพื่อช่วยซัพพอร์ตหลังช่วงล่าง planking-t

อย่างไรก็ตาม การแพลงก์นั้นสามารถพลิกแพลงได้หลากหลาย เช่น แพลงก์แล้วยกขาข้างหนึ่งลอยจากพื้น (Single Leg Plank) หรือแพลงก์ด้วยการใช้ศอกวางแนบพื้นแล้วโยกตัวไปด้านหน้าและหลัง (Rocking Plank) แพลงก์ด้วยการเหยียดมือทั้งสองยันพื้น จากนั้นให้งอศอกขวาลงพื้น ตามด้วยศอกซ้าย ก่อนดันแขนขวาขึ้นตามด้วยแขนซ้าย (Walking Plank หรือ Plank Walk Up) หรือขณะอยู่ในท่าแพลงก์ให้ใช้มือขวาแตะหัวไหล่ซ้าย ทำสลับข้างไปเรื่อยๆ (Plank Tap) รวมถึงการแพลงก์ด้วยแขนเดียวแล้วเอียงตัวไปข้างที่แขนกับศอกไม่ได้วางอยู่บนพื้น หรือ ไซด์แพลงก์ (Side Plank) โดยการพลิกแพลงเหล่านี้จะช่วยให้ส่วนของกล้ามเนื้อที่ได้รับการบริหารนั้นแตกต่างกันออกไป และยังช่วยให้การแพลงก์ไม่จำเจอีกด้วย

นี่คือหลักการแพลงก์พื้นฐาน เชื่อว่าไม่ใช่เรื่องยาก ทุกคนสามารถทำตามได้สบายๆ นอกจากนั้นมันยังมีประโยชน์มากมายอีกด้วย …

 

ประโยชน์ของการแพลงก์

การแพลงก์เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดขุมทรัพย์ของการออกกำลังกาย เป็นขุมทรัพย์ที่ไม่ว่าใครๆ ก็สามารถคว้ามาครองได้ทุกที่ทุกเวลา ที่เรียกว่าเป็นขุมทรัพย์เนื่องจากประโยชน์อันมากมายมหาศาลของมัน และนี่คือประโยชน์ของการแพลงก์ที่เมื่ออ่านจบแล้วคุณอาจจะลุกขึ้นไปแพลงก์เลยทีเดียว

1. กล้ามเนื้อแกนลำตัวแข็งแรง : จากรายงานของ American Council on Exercise การแพลงก์จะต้องใช้กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ที่ประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อหน้าท้อง, กล้ามเนื้อหลัง, กล้ามเนื้อคอ, กล้ามเนื้อไหล่, กล้ามเนื้อหน้าอก, กล้ามเนื้อด้านข้างลำตัว และกล้ามเนื้อก้น ซึ่งเมื่อคุณแพลงก์ต่อเนื่องกันทุกวันก็จะทำให้กล้ามเนื้อส่วนดังกล่าวเหล่านี้แข็งแรงมากขึ้น และมันจะส่งผลดีเป็นลูกโซ่ต่อการออกกำลังกายประเภทอื่นๆ 

2. ลดความเสี่ยงการบาดเจ็บที่หลังและกระดูกสันหลัง : การแพลงก์คือการออกกำลังกายที่สามารถช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกสันหลัง (แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าการแพลงก์ของคุณต้องไม่เกิดแรงกดทับบริเวณหลังและสะโพกมากเกินไป) และเมื่อกล้ามเนื้อหลังและกระดูกสันหลังแข็งแรงแล้ว ผลที่ตามมาคือความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บในบริเวณดังกล่าวจากการนั่งโต๊ะทำงานหรือชีวิตประจำวันจะลดลง นอกจากนั้นยังสามารถช่วยป้องกันอาการกระดูกสันหลังคดได้อีกด้วย

3. การเผาผลาญดีขึ้น : การแพลงก์เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในสร้างความแข็งแรงให้ร่างกายของคุณ และการทำทุกวันอย่างต่อเนื่องจะช่วยเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าการซิทอัพอย่างชัดเจน การแพลงก์เป็นประจำทุกวันจะช่วยให้คุณเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ แม้ว่าการแพลงก์จะเป็นการไม่ขยับร่างกาย อยู่กับที่เฉยๆ ก็ตาม และจะยิ่งได้ผลดีถ้าคุณเป็นคนที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน หรือแทบจะไม่ได้ขยับร่างกาย การแพลงก์วันละ 10 นาทีก่อน หรือหลังทำงาน ทุกวัน นอกจากจะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญแล้ว ยังช่วยให้อัตราการเผาผลาญนั้นอยู่ในระดับสูงตลอดทั้งวัน  แม้กระทั่งตอนที่คุณนอนหลับอยู่ก็ตามBenefits-of-planking-every-day-with-plank-exercise-variations-5

4. บุคลิกภาพดีขึ้น : สืบเนื่องจากข้อ 2 ที่ว่าการแพลงก์จะช่วยให้หลังและกระดูกสันหลังแข็งแรงขึ้น ดังนั้นมันจึงส่งผลโดยตรงต่อการแก้อาการหลังค่อม ไหล่ห่อ ซึ่งเมื่ออาการเหล่านี้หายไป แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคือบุคลิกภาพที่ดีขึ้น

5. ทรงตัวได้ดีขึ้น : เคยลองยืนกระต่ายขาเดียวแล้วรู้สึกเซ ทรงตัวไม่อยู่ เหมือนจะล้มหรือเปล่า? ที่เป็นแบบนั้นมีสาเหตุมาจากการที่มีกล้ามเนื้อหน้าท้องไม่แข็งแรง การแพลงก์ และไซด์แพลงก์ (Side Plank) หรือการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องด้านข้าง จะช่วยให้คุณสามารถทรงตัวได้ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเล่นกีฬา หรือการออกกำลังกายแบบอื่นๆ

6. ร่างกายยืดหยุ่นมากกว่าเดิม : การแพลงก์จะช่วยขยายและยืดกล้ามเนื้อหลังส่วนต่างๆ ของคุณ เช่น บ่า, หัวไหล่, และกระดูกไหปลาร้า นอกจากนั้นยังเป็นการยืดกล้ามเนื้อบริเวณแขน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับร่างกาย

7. สุขภาพจิตดีขึ้น : การแพลงก์จะส่งผลต่อระบบประสาท ช่วยยืดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่แข็งตึงจากความเครียดในชีวีตประจำวัน นอกจากนั้นการแพลงก์ไม่เพียงแต่ช่วยผ่อนคลายสมอง แต่ยังช่วยลดความวิตกกังวล และอาการซึมเศร้าได้อีกด้วย แต่ที่สำคัญคือต้องทำต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน

ถือได้ว่าเป็นท่าออกกำลังกายที่เรียบง่ายแต่มีประโยชน์มหาศาลทีเดียวสำหรับการแพลงก์ อย่างไรก็ตามก็ไม่ต่างจากการออกกำลังกายประเภทอื่นๆ การหักโหมเกินไปย่อมไม่ใช่เรื่องดี ดังนั้นในหัวข้อต่อไปเราจะมาตอบคำถามที่ว่า 

“ต้องแพลงก์นานแค่ไหนถึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด?”

 

แพลงก์แต่พอดี

ถึงแม้การแพลงก์จะมีประโยชน์มากมาย แต่สำหรับบุคคลบางประเภทเช่น คนที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดช่วงท้อง, คนที่มีอาการปวดอุ้งเชิงกราน, ผู้หญิงตั้งครรภ์, และคนที่มีน้ำหนักเกินค่ามาตรฐาน การแพลงก์อาจไม่ใช่ทางเลือกในการออกกำลังกายที่ดีนัก เพราะจะเป็นการให้โทษต่อร่างกายมากกว่าประโยชน์ 6 6 Positive Changes That Regular Planking May Bring Your overall metabolism will be boosted

เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่ออาการบาดเจ็บจากแผลผ่าตัดหรือทำให้อาการบาดเจ็บที่มีอยู่แย่ลงกว่าเดิม (สำหรับคนที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดช่วงท้องและคนที่มีอาการปวดอุ้งเชิงกราน) อาจทำให้กล้ามเนื้อได้รับภาระหนักเกิดไปเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับ (สำหรับคนที่มีน้ำหนักเกินค่ามาตรฐาน) และอาจส่งผลเสียต่อทารกในครรภ์ (สำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์)

นอกจากนั้นการแพลงก์ก็ควรทำแต่พอดี ไม่ควรหักโหมหรือฝืนมากจนเกินไป เพราะในการแพลงก์นั้น เมื่อกล้ามเนื้อท้องหมดแรงสังเกตได้ว่าหลังจะเริ่มแอ่น ก้นจะกระดก หลังค่อมเป็นสัญญาณว่ากล้ามเนื้อส่วนท้องส่งน้ำหนักมาด้านหน้าให้กล้ามเนื้อด้านหน้าช่วยพยุง และช่วงลำตัวจะห้อยต่ำลง ถึงตอนนี้คือสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่ากล้ามท้องของคุณทำงานต่อไปไม่ไหวแล้ว แต่ที่ยังประคองท่าอยู่ได้เพราะใช้ส่วนอื่นมาช่วย ไม่เกิดประโยชน์ต่อกล้ามเนื้อในส่วนที่ควรจะได้อีกต่อไป หากยังดันทุรังทำต่อไปนานๆ จะนำพาไปสู่อาการบาดเจ็บที่รุนแรงยิ่งขึ้น download

“การแพลงก์ที่นานเกินไปไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ นอกจากการเอาชนะคำท้าทายหรือต้องการทำลายสถิติเท่านั้น”

“แต่หากคุณยังเป็นมือใหม่ การแพลงก์เพียง 2 นาทีก็เพียงพอแล้ว หรือถ้า 2 นาทียังนานเกินไป ก็ลองเปลี่ยนเป็นแพลงก์เซ็ตละ 30 วินาที เว้นช่วงพัก ทำต่อเนื่องกัน 3-4 เซ็ท ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มเวลาขึ้นเรื่อยๆ ตามขีดจำกัดของร่างกาย เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น”

“และถ้าให้ดีที่สุดคุณควรจะสลับรูปแบบการแพลงก์ไปเรื่อยๆ เริ่มจากท่าแพลงก์พื้นฐาน เมื่อครบเวลาก็เปลี่ยนเป็น Single Leg Plank, Rocking Plan, Plank Walk Up, Plank Tap สลับกันไปเรื่อยๆ” ด็อกเตอร์ สจ๊วต แม็คกิล ศาสตราจารย์ด้านชีวกลศาสตร์กระดูกสันหลัง จากมหาวิทยาลัย University of Waterloo ให้คำแนะนำUntitled-1

ถึงตรงนี้เชื่อว่าทุกคนน่าจะเข้าใจดีถึงหลักการแพลงก์ที่ถูกต้อง เทคนิคเคล็ดลับรวมถึงประโยชน์ต่างๆ กันเป็นอย่างดีแล้ว ต่อจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองว่าจะหยิบองค์ความรู้เหล่านี้ไปปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตประจำวันได้มากน้อยแค่ไหน

แต่สำคัญที่สุดคือ “อย่าหาข้ออ้างให้ตัวเอง” เพราะการแพลงก์นั้นสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา … ว่าแล้วก็เริ่มแพลงก์เสียเลยหลังจากอ่านบทความนี้จบก็เป็นไอเดียที่ไม่เลวนะ

ลูคัส ราเดเบ หัวหน้าแก๊งเด็กนรก ลีดส์ ยูไนเต็ด ยุค 2000

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากพูดถึงทีมชุดรุ่งเรืองของ ลีดส์ ยูไนเต็ด หนึ่งในนั้นต้องเป็นทีมในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เมื่อขุนพลชุดนั้นที่เต็มไปด้วยแข้งดาวรุ่ง สามารถสร้างปรากฎการณ์ออกอาละวาดไปทั่วภาคพื้นยุโรป 

 

และท่ามกลางเด็กหนุ่มเหล่านั้น ก็มีแข้งวัย 31 กะรัตคนหนึ่งที่เฉิดฉายไม่แพ้กัน เขาคนนี้เป็นทั้งกัปตัน และหัวใจสำคัญในแนวรับ ที่คอยผลักดันให้ทีมพลังหนุ่มประสบความสำเร็จ 

ชื่อของเขาคือ ลูคัส ราเดเบ กองหลังชาวแอฟริกาใต้ และนี่คือเรื่องราวของ กัปตันผู้เยือกเย็นที่กลายเป็นหัวหน้าแก๊งเด็กเลือดร้อน ติดตามไปพร้อมกับเรา 

 

อดีตทีมชาติบ็อบฮูทัตสวันนา  

ราเดเบอาจจะเป็นที่รู้จักในฐานะนักเตะระดับตำนานของแอฟริกาใต้ แต่ย้อนกลับไปในวัยเด็ก เขาต้องใช้ชีวิตที่ผ่านความเป็นความตาย และการแบ่งแย่งสีผิวมาโดยตลอด  

เขาเกิดในปี 1969 ที่เมือง Diepkloof ทางตอนใต้ของกรุงโยฮันเนสเบิร์ก ในยุคที่แอฟริกาใต้ ยังแบ่งแยกสีผิว ทำให้เขาต้องเติบโตขึ้นมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ทุกหย่อมหญ้า และความปลอดภัยเป็นเพียงแค่จินตนาการLucas_Radebe_FNB_Stadium07092011HBP350-1

“ผมเคยข้องเกี่ยวกับอาชญากรรม แก๊ง และการปล้น เราแน่ใจว่าเมื่อพรุ่งนี้มาถึง เราต้องมีอะไรตกถึงท้อง แต่ชีวิตแบบนั้น ทำให้รู้ว่าผมต้องเติบโต” ราเดเบกล่าวกับ Reuters 

“ที่นี่ไม่มีบุคคลต้นแบบให้เราได้ดู เราไม่มีทีวี หรือได้ชมการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ เราต้องอยู่แบบวันต่อวัน และผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด” 

และก่อนที่ลูกชายของพวกเขาจะต้องจบชีวิตก่อนวัยอันควร ทำให้ตอนราเดเบอายุ 15 ปี พ่อแม่ของเขาตัดสินใจส่งเขาไปเรียนต่อในพื้นที่นอกเมืองที่ชื่อ “บ็อบฮูทัตสวันนา” 

มันคือหนึ่งในรัฐอิสระของคนผิวดำ ที่ถูกกีดกันจากสถานะความเป็นพลเมือง จนต้องแยกออกไปปกครองตัวเอง และมีเพียงแอฟริกาใต้ให้การรับรองในฐานะ “ประเทศ” แน่นอนว่ามันตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ

“ในปี 1987 พ่อแม่ของผมตัดสินใจว่าจะพาผมออกไปจากโซเวโต (ย่านหนึ่งของกรุงโยฮันเนสเบิร์ก) เนื่องจากความรุนแรงของการเหยียดผิว ซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง” ราเดเบกล่าวกับ Forbes Africa 

“ผมต้องไปอยู่ที่บ็อบฮูทัตสวันนา ในพื้นที่ชนบทที่เรียกว่า Lehurutse การเป็นเด็กจากเมืองเมืองใหญ่ สิ่งเดียวที่ทำให้ผมอยู่ที่นั่นได้คือฟุตบอล” 

อย่างไรก็ดี เขากลับทำได้ดีในเกมลูกหนัง ราเดเบ ที่ตอนนั้นเล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตู ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม จนได้เข้าไปอยู่ในทีม ไอซีแอล เบิร์ดส ทีมท้องถิ่นใน บ็อบฮูทัตสวันนา ซ็อคเกอร์ลีก รวมไปถึงติดทีมชาติบ็อบฮูทัตสวันนาอีกด้วย 

“ผมเริ่มทำผลงานได้ดีในการแข่งขันเร็วกว่าที่หลายคนคิดไว้ จนได้เล่นใน บ็อบสันลีก รวมถึงทีมชาติบอบฮูทัตวสันนา” 

ก่อนที่มันจะกลายเป็นสะพานไปสู่เส้นทางสายอาชีพ เพราะหลังจากที่เขาติดทีมชาติบอบฮูทัตสวันนา มาเตะกับทีมชาติแอฟริกาใต้ ฝีเท้าของเขาก็ไปเข้าตาแมวมองของ ไกเซอร์ ชีฟส์ ยอดทีมแห่งประเทศอย่างจัง จนได้ย้ายมาร่วมทีมในปี 1989 7e49716397fa48f2ba4367e6e3805ad0

“แม้พ่อแม่ของผมไม่ได้ใส่ใจกับมันมากนัก แต่ผมกำลังจะได้เป็นนักเตะอาชีพหลังเกมนั้น ไกเซอร์ ชีฟส์ ยื่นข้อเสนอให้ผม และผมได้เซ็นสัญญากับพวกเขาในสัปดาห์แรกของการทดสอบฝีเท้า” 

ที่นั่นเขาได้เปลี่ยนมาเล่นตำแหน่งกองกลาง และกลายเป็นหนึ่งในแข้งคนสำคัญของทีม ราเดเบ ลงเล่นให้ทีมไปทั้งสิ้น 113 นัด ทำไป 5 ประตู ตลอด 4 ปี พร้อมช่วยให้ ไกเซอร์ ชีฟส์ คว้าแชมป์ลีก 3 สมัย 

และหลังจากนั้นไม่นาน โอกาสครั้งสำคัญก็มาถึง 

 

นักเตะตัวแถม 

แอฟริกาใต้ ต้องตกอยู่ภายใต้โทษแบนของฟีฟ่าเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี จากปัญหาการแบ่งแยกสีผิว ซึ่งทำให้นักเตะของพวกเขาหมดโอกาสย้ายไปโกยเงินในต่างแดน จนกระทั่งต้นทศวรรษ 1990 โทษดังกล่าวนี้ก็สิ้นสุดลง หลังกฎหมายแบ่งแยกสีผิวถูกยกเลิกไป

และมันก็ทำให้นักเตะจากแอฟริกาใต้ ได้มีโอกาสย้ายเข้ามาเล่นในยุโรปมากมาย รวมไปถึง ราเดเบ ที่ได้ย้ายมาเล่นให้ ลีดส์ ยูไนเต็ด ทีมดังแห่งเกาะอังกฤษในปี 1994 พร้อมกับ ฟิล มาซิงกา กองหน้าเพื่อนร่วมชาติ COIFhhDWIAAPK8J

“ในตอนนั้น ผมถูกโน้มน้าวว่าโอกาสนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว ผมอายุ 25 ปี ซึ่งถูกมองว่า ‘สายเกินไป’ ในฟุตบอลระดับโลก และเพื่อนร่วมทีมของผมส่วนใหญ่ ทั้ง ฟิล มาซิงกา, ฌอน บาร์ทเล็ตต์ และคนอื่นๆ ต่างไปเล่นที่นั่น และปรับตัวได้แล้ว” ราเดเบกล่าวกับ Forbes Africa 

แต่นั่นก็ทำให้เขารู้สึก “คิดผิด” … การย้ายมาเล่นในต่างแดนครั้งในประเทศที่สภาพอากาศพร้อมจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้ ราเดเบ แทบบ้า แถมการถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ จากการเป็นคนผิวดำเพียงไม่กี่คนในเมือง ยังทำให้เขารู้สึกแปลกแยกไปอีก 

“อากาศมันแย่มาก การคิดถึงบ้านมันน่ากลัวและทุกอย่างก็แย่ไปหมด ผมเป็นคนผิวดำไม่กี่คนในเมืองลีดส์ และชุมชนก็ไม่ได้สงวนท่าทีต่อผม เขาทำเหมือนผมเป็นมนุษย์ต่างดาว” ราเดเบย้อนความหลังกับ Forbes Africa

นอกจากนี้ การที่ราเดเบ ไม่ใช่เป้าหมายหลักในการเสริมทัพ เนื่องจากเขาถูกซื้อเข้ามาเพียงเพราะต้องการให้ มาซิงกา มีเพื่อนอยู่ในทีม บวกกับอาการบาดเจ็บ ทำให้เขาได้รับโอกาสเพียงน้อยนิดภายใต้การคุมทีมของ โฮเวิร์ด วิลกินสัน 

4 เดือนแรกในอังกฤษ ราเดเบ ได้รับโอกาสลงสนามตัวจริงไปเพียงแค่เกมเดียว โดยที่เหลือเป็นตัวสำรอง สิ่งนี้บั่นทอนจิตใจเขาอย่างหนัก จนถึงขั้นคิดที่จะหนีกลับไปที่บ้านเกิดLucas-Radebe

“ผมไม่ได้เล่นเลย จนผมอยากย้ายออกจากทีม การเบียดขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ ภายใต้การคุมทีมของ โฮเวิร์ด วิลกินสัน เป็นเรื่องยาก ผมแทบไม่มีโอกาสเลย” อดีตกัปตันแอฟริกาใต้กล่าวกับ Reuters 

“ผมได้รับโอกาสอย่างจำกัดจำเขี่ย ผมไม่เคยได้เล่นในเกมใหญ่เลย ผมเริ่มหดหู่ใจและคิดถึงบ้าน ผมและ ฟิล มาซิงกา เคยต้องเก็บเหรียญ 50 เพนนีเพื่อโทรกลับบ้านจากตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญ มันเลวร้ายขนาดนั้นเลย” 

“มันเป็นช่วงเดือนธันวาคมปี 1994 สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคืออากาศ มันเลวร้ายมากและผมก็คิดว่า ‘กระเป๋าของผมเก็บเรียบร้อยแล้ว ตั๋วก็มีแล้ว ผมก็แค่เดินทางไป’ ผมไม่ได้บอกใคร ผมแค่ออกไปเฉยๆ” 

แม้สุดท้ายเขาเปลี่ยนใจ กัดฟันสู้ต่อ แต่ถึงอย่างนั้นสถานการณ์ก็ไม่ได้ดีขึ้น แถมบางครั้งเขาต้องถูกโยกไปเล่นแบ็คซ้าย ซึ่งไม่ได้เป็นตำแหน่งถนัด โดยตลอด 2 ฤดูกาลแรกในสีเสื้อของลีดส์ เขาได้ลงเล่นไปเพียง 28 นัดเท่านั้น

แต่แล้วการมาถึงของ จอร์จ เกรแฮม ก็เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล  

 

สู่แนวรับสุดแกร่ง 

แม้ว่า วิลกินสัน จะพา ลีดส์ คว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 เดิม ในฤดูกาล 1991-92 แต่ผลงานหลังจากนั้นของทีม กับชื่อการแข่งขันใหม่อย่าง พรีเมียร์ลีก ก็ดูจะสาละวันเตี้ยลง เมื่อเขาแทบไม่เคยพาทีมเข้าใกล้คำว่าลุ้นแชมป์อีกเลย โดยอันดับดีที่สุดคืออันดับ 5 ในฤดูกาล 1993-94 และ 1994-95 แถมบางฤดูกาลยังร่วงลงไปอยู่ในโซนท้ายตาราง 

ก่อนที่ฟางเส้นสุดท้ายจะขาดลงในเดือนกันยายน 1996 เมื่อเขาพาทีมเปิดบ้านพ่ายต่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-4 ที่ทำให้บอร์ดบริหารปลดเขาออกจากตำแหน่ง ก่อนจะแต่งตั้ง จอร์จ เกรแฮม อดีตกุนซืออาร์เซนอล เข้ามาแทนที่ในวันต่อมา 

และการมาถึงของเกรแฮม ก็เหมือนเป็นการชุบชีวิต ราเดเบ เมื่ออดีตกุนซือปืนใหญ่ เห็นจุดเด่นในเรื่องสรีระและความเยือกเย็นของแข้งชาวแอฟริกาใต้ จึงสั่งให้เขาเปลี่ยนจากตำแหน่งกองกลางมาเป็นกองหลังตัวกลาง

อันที่จริงมันไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับราเดเบ เขาเคยเล่นตำแหน่งนี้อยู่บ้างสมัยค้าแข้งให้กับ ไกเซอร์ ชีฟส์ แต่การเปลี่ยนมาเล่นในตำแหน่งนี้อย่างจริงจัง ได้ปลุกศักยภาพที่ซ้อนเร้นของเขาให้ตื่นขึ้นมา george_graham_tottenham_364024

“การเข้ามาของ จอร์จ เกรแฮม คือสิ่งที่ยอดเยี่ยมอย่างสมบูรณ์แบบสำหรับผม เขาเป็นคนให้โอกาสผม และช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมก็เริ่มต้นตั้งแต่ตอนนั้น” ราเดเบ กล่าวกับ Reuters 

ราวกับว่าเป็นตำแหน่งที่ใช่สำหรับเขา เมื่อ ราเดเบ ค่อยๆ พัฒนาฝึเท้าจนกลายมาเป็นกองหลังที่ไว้ใจได้ และช่วยให้ลีดส์ เสียไปเพียงแค่ 38 ประตูจาก 38 นัด น้อยกว่าฤดูกาลก่อนหน้าที่เสียไป 57 ประตู และน้อยเป็นอันดับ 4 ของลีก แถมยังน้อยกว่าทีมแชมป์อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด อีกด้วย 

นอกจากนี้ในฤดูกาลดังกล่าว เขายังมีโอกาสได้กลับมาสวมถุงมืออีกครั้ง หลัง มาร์ก บีนีย์ ผู้รักษาประตูของทีมถูกไล่ออกจากสนามในช่วง 15 นาทีสุดท้ายในเกมพบ แมนฯ ยูไนเต็ด และช่วยเซฟอย่างอุตลุต แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถป้องกันลูกยิงของ เอริค คันโตนา ได้ และพ่ายไป 0-1 

อย่างไรก็ดี มันกลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความรุ่งเรืองของราเดเบ เมื่อหลังจากนั้น เขาสถาปนาขึ้นมาเป็นหัวใจในแนวรับของทีม และช่วยให้ลีดส์ จบในอันดับ 5 ของตารางในฤดูกาล 1997-98 โดยเสียไปเพียง 43 ประตูจาก 38 นัด 

“ชีวิตนักฟุตบอลผมเริ่มสดใสหลังจากนั้น ผมยังอยู่ในทีม บาฟานา บาฟานา (ทีมชาติแอฟริกาใต้) ที่คว้าแชมป์ แอฟริกัน เนชันส์คัพ (เมื่อปี 1996) อีกด้วย” ราเดเบ กล่าวกับ Forbes Africa 

ผลงานที่คงเส้นคงวา และความสุขุมเยือกเย็นของเขา ทำในฤดูกาล 1998-99 ราเดเบ ได้รับความไว้ใจจากเกรแฮม ให้เป็นกัปตันทีมคนใหม่ของ ลีดส์ ยูไนเต็ด 

น่าเสียดายที่เกรแฮม อยู่กับเขาได้ไม่นาน เพราะหลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือน อดีตกุนซืออาร์เซนอล ก็ตกปากรับคำย้ายไปคุม ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ อย่างกะทันหัน ก่อนที่สโมสรจะแต่งตั้ง เดวิด โอเลียรี มือขวาของเกรแฮมขึ้นมาคุมทัพแทน  

และมันกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ในฐานะกัปตันทีมของราเดเบ 

 

หัวหน้าแก๊งเด็กนรก 

โอเลียรี อาจจะเป็นกุนซือหนุ่มที่ไม่เคยมีประสบการณ์คุมสโมสรไหนมาก่อน แต่การที่เขาเคยคลุกคลีกับแข้งเยาวชนสมัยเป็นผู้ช่วยฯ ของเกรแฮม ทำให้เขาเลือกที่จะใช้นโยบายดันผู้เล่นดาวรุ่งขึ้นมาใช้งานในทีมชุดใหญ่ 

อย่างไรก็ดี ใช่ว่าทีมของโอเลียรี จะเต็มไปด้วยแข้งดาวรุ่งทั้ง 11 คน เมื่อทีมของเขายังจำเป็นต้องมีนักเตะตัวเก๋าไว้คอยประคองทีม และราเดเบ ก็เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ถูกวางไว้สำหรับบทบาทนี้ EOJzNj5XsAAWrTU

มันเป็นช่วงเวลาที่เขาพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นกองหลังระดับท็อปของลีกพอดิบพอดี ราเดเบ กลายเป็นผู้เล่นที่ขึ้นชื่อในการเข้าปะทะที่เด็ดขาดและแม่นยำ แถมยังอ่านเกมได้อย่างยอดเยี่ยม จนได้รับการยกย่องในฐานะกองหลังที่ผ่านยากคนหนึ่งของลีก

“ผมเรียนรู้การประกบตัวนักเตะด้วยรูปแบบหลากหลาย สำหรับบางคน ผมรู้ดีว่าไม่สามารถพุ่งเสียบแบบสุดตัวได้ ต้องอาศัยการยืนด้วยสองเท้า แล้วเน้นไปที่การดักทางพวกเขา” ราเดเบ เผยเคล็ดลับกับ Independent 

“ผู้เล่นอย่าง จานฟรังโก โซลา คุณไม่สามารถสไลด์เขาได้ แต่คนอย่าง อองรี นั้นต้องรู้ว่าที่ไหนและเมื่อไร (ที่จะสไลด์เขา)”

นอกจากนี้ ในฐานะกัปตันทีม ยังทำให้ ราเดเบ เปรียบเสมือนเป็นหัวหน้าแก๊งเด็กนรก ที่ช่วยดูแลทีมที่เต็มไปด้วยแข้งเลือดร้อน ในขณะเดียวกันเขาก็ยังเป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้แข้งรุ่นน้องในทีม ร่วมกับแข้งจอมเก๋าคนอื่น 

“เรามีนักเตะรุ่นใหญ่ที่สุดยอดทั้ง ไนเจล มาร์ติน, เดวิด แบตตี และ ลูคัส ราเดเบ พวกเขาทำให้เรารู้สึกว่าเป็นที่ยอมรับ และทำให้เราเชื่อมั่นในตัวเองมากเป็นอย่างมาก” สตีเฟน แม็คเฟล กล่าวกับ The 42 

นั่นทำให้ลีดส์ ภายใต้การนำทีมของเขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการคว้าอันดับ 4 ของตารางในฤดูกาล 1998-99 และจบในอันดับ 3 ของตารางในฤดูกาลต่อมา รวมไปถึงเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า คัพ ในปีดังกล่าว 

ผลงานที่สุดยอดได้ทำให้ ราเดเบ กลายเป็นแข้งเนื้อหอม และได้รับความสนใจจากทีมดังอย่าง เอซี มิลาน, โรมา รวมไปถึง แมนฯ ยูไนเต็ด ที่เคยยื่นข้อเสนอสูงถึง 10 ล้านปอนด์ ในช่วงหน้าร้อนปี 2000 หวังจะคว้าตัวเขาไปร่วมทัพ แต่สุดท้ายต้องอกหัก เมื่อเขาตัดสินใจอยู่กับลีดส์ต่อ 

“แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยากได้ลายเซ็นผม แต่หลังจากคิดอย่างหนัก ผมปฏิเสธพวกเขาเพราะว่าผมมองว่า ลีดส์ ยูไนเต็ด คือสโมสรที่ผมสามารถสร้างปรากฎการณ์อย่างยั่งยืน ตอนนี้ผมยังคงจงรักภักดีต่อพวกเขา” ราเดเบ ย้อนความหลังกับ Forbes Africa 

และมันก็ตอบแทน ราเดเบ ในฤดูกาลต่อมา เมื่อ ลีดส์ สร้างปรากฎการณ์เขย่าเวทียุโรป ด้วยการเข้าไปถึง รอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ในฤดูกาล 2000-01 ด้วยการเอาชนะทีมยักษ์ใหญ่ทั้ง เอซี มิลาน และ ลาซิโอradebe

“ลูคัส เป็นผู้นำทั้งในและนอกสนาม ทุกคนฟังเขา ผมคงทำไม่ได้หากไม่มีเขา และคงไม่สามารถแลกเขากับนักเตะคนไหนในพรีเมียร์ลีก เขาคือกัปตันผู้เป็นแรงบันดาลใจ” เดวิด โอเลียรี อดีตกุนซือลีดส์ กล่าว 

อย่างไรก็ดี นั่นกลับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขา ที่มันจะไม่หวนกลับมาอีก 

 

กัปตันในตำนาน

น่าเสียดายที่หลังจากฤดูกาลนั้น การที่ ลีดส์ ไม่ได้ไปเล่น UCL หลังจบในอันดับ 4 (ยุคนั้น พรีเมียร์ลีกยังได้โควต้าลุยถ้วยใหญ่ของยุโรปเพียง 3 ทีม) จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความตกต่ำของทีม ด้วยปัญหาทางการเงิน และการบริหารที่ผิดพลาด ทำให้พวกเขาร่วงตกชั้นในฤดูกาล 2003-04default (1)

แต่ ราเดเบ ก็ไม่ไปไหน เขาอยู่กับทีมจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตนักเตะอาชีพ ก่อนจะประกาศแขวนสตั๊ด หลังฤดูกาล 2004-05 ด้วยวัย 36 ปี พร้อมกับปิดฉากช่วงเวลา 12 ปีกับทีมแห่งแคว้นยอร์คเชียร์อย่างน่าเศร้า

อย่างไรก็ดี เขายังคงได้รับการยกย่องในฐานะหนึ่งในกัปตันที่ดีที่สุดของลีดส์ในรอบ 100 ปี รวมทั้งถูกแฟนบอลหลายคนนำชื่อของเขาไปตั้งเป็นชื่อลูก แถมครั้งหนึ่งยังเคยได้รับการเชิดชูจาก เนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดี แอฟริกาใต้ ในฐานะ “ฮีโร่ของผม” 

หากมองย้อนกลับไป บางทีสิ่งเหล่านี้อาจจะไม่มีวันเกิดขึ้น หากเขาตัดสินใจออกจากทีมลีดส์ในวันนั้น และต้องขอบคุณชีวิตในวัยเด็กที่ยากลำบาก ที่ทำให้เขาตัดสินใจสู้ต่อ จนกลายมาเป็นหนึ่งในนักเตะระดับตำนานของอังกฤษ 

“การยืนอยู่ตรงนั้น ทำให้ผมตระหนักได้ถึงโอกาสที่ผมมี และความรับผิดชอบที่ต้องทำ มันไม่ใช่แค่สำหรับตัวเอง แต่ยังหมายถึงประเทศของผม และโอกาสที่จะเปิดประตูให้กับนักเตะแอฟริกันคนอื่น” ราเดเบกล่าวกับ Reuters

“ผมเปลี่ยนใจ เพราะว่าผมคิดว่าผมควรจะผิดหวังหากพยายาม มากว่าที่จะไม่พยายามอะไร ผมผ่านช่วงเวลาอันโหดร้ายของการแบ่งแยกสีผิว ผมเคยถูกยิง ผมเคยไม่มีอะไร แต่ผมก็รอดชีวิตมาได้ สิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงตัวผม” 

“การก้าวผ่านชีวิตในวัยเด็กที่เห็นเพื่อนของผมหลายคนถูกฆ่าหรือเข้าคุก สร้างตัวตนให้ผม และมันก็ช่วยให้ผมสามารถเผชิญกับความท้าทาย รวมถึงประสบความสำเร็จที่ลีดส์ได้สำเร็จ”  ราเดเบ กล่าวทิ้งท้าย

ริโอ – วิดิช การจับคู่ของ 2 เซนเตอร์ฮาล์ฟ ที่แกร่งสุดกลางยุคปี 2000’S

ทุกครั้งที่มีการพูดถึงคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่ดีที่สุดเท่าที่โลกเคยมี ชื่อของ ริโอ เฟอร์ดินานด์ และ เนมันย่า วิดิช 2 กองหลังของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มักจะถูกเสนอชื่อเข้าชิงอยู่บ่อยๆ 

 

เหตุผลส่วนใหญ่มาจากความสำเร็จและการผสมผสานที่ทั้งคู่ทำร่วมกัน จนกลายเป็นสิ่งที่ผลักดันให้ ยูไนเต็ด ในยุคนั้นแข็งแกร่งจนยากจะปฎิเสธ 

แต่ใครจะรู้ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ณ จุดแรก เกิดจากความสงสัยในกันและกันว่า “คนนี้หรือจะดีพอมาเล่นข้างเรา?” หลังจากความพ่ายแพ้ที่โดนยิงในเกมเดียวถึง 4 ลูก

อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยน และนำมาสู่การสร้างกำแพงเหล็กที่ดีที่สุดเท่าที่ ยูไนเต็ด เคยมี … 

 

เริ่มต้นด้วยความไม่มั่นใจ 

หลังจากหมดยุค ยาป สตัม ปราการหลังยุค 3 แชมป์ที่ออกจากทีมไปในปี 2001 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องปวดหัวกับการหาตัวแทนที่สามารถทำหน้าเป็นผู้นำในแผงเกมรับได้ดีพอ เขาคนนี้จะต้องเป็นผู้ที่กล้าสั่งการเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ คนที่มีความนิ่ง และคนที่พาทีมกลับสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้งให้ได้ d87756880e687152f0dead082b404e87

หลังจากที่ ยูไนเต็ด ส่งแมวมองไปตามที่ต่างๆ มากมาย สุดท้ายพวกเขากลับมาพบกับเพชรแท้ที่อยู่ไม่ไกลมืออย่าง ริโอ เฟอร์ดินานด์ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟของ ลีดส์ ยูไนเต็ด ที่ทัพยูงทองเพิ่งซื้อมาจาก เวสต์แฮม ได้ไม่นานนัก 

อย่างไรก็ตามการได้ เฟอร์ดินานด์ มาร่วมทีมในปี 2002 ด้วยค่าตัวสถิติโลกในตำแหน่งกองหลัง 30 ล้านปอนด์ ทำให้เกิดเรื่องที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ต้องคิดต่อ เพราะหลังจากจบฤดูกาล 2002-03 ซึ่งทีมกลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ยูไนเต็ด ก็ยิ่งห่างไกลความสำเร็จออกไปเรื่อยๆ ฤดูกาล 2003-04, 2004-05 และ 2005-06 คือ 3 ซีซั่น ที่แนวรับของ ปีศาจแดง เปื่อยยุ่ยจนกลายเป็นเหตุผลสำคัญ ที่พวกเขาไม่สามารถคว้าแชมป์ลีกได้เลย … นี่คือครั้งที่ ยูไนเต็ด พลาดแชมป์ลีกยาวนานที่สุดในยุคของ เฟอร์กี้ 

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นมันง่ายที่จะอธิบาย และ เฟอร์กี้ เองก็เข้าใจมันอย่างชัดเจน เหตุผลก็คือ “คู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ” นั้นไม่มีความเสถียรและพร้อมจะพลาดง่ายๆ ตลอดเวลานั่นเอง

แม้จะมี ริโอ เฟอร์ดินานด์ เป็นตัวยืน แต่นักเตะที่มาเล่นคู่กันอย่าง โลรองต์ บลองค์ ก็แก่เกินไป, เวส บราวน์, จอห์น โอเช, มิกาแอล ซิลแวสตร์ ต่างก็ยังไม่นิ่งพอจนไปเพิ่มภาระให้ผู้นำในเกมรับอย่างริโอ 

เมื่อมันเป็นเคมีที่ไม่ลงตัว หน้าที่ของคนเป็นผู้จัดการทีมอย่าง เฟอร์กี้ คือ ต้องออกตามหาส่วนผสม ที่มายืนเคียงข้าง ริโอ และต้องเป็นคู่ที่ต่างฝ่ายต่างยกระดับซึ่งกันและกัน  ไม่ใช่ให้ใครคนหนึ่ง มารับภาระแบกจนหลังหักหลังงอ 

เดือนธันวาคม ปี 2005 เมื่อรู้แน่ชัดแล้วว่ากองหลังที่มีอยู่ไม่มีแววจะก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะในแบบที่ตนเองต้องการ เฟอร์กี้ จึงรับข้อมูลจากทีมสเก๊าท์ของสโมสรมา และจิ้มไปที่ชื่อของ เนมันย่า วิดิช กองหลังจากเซอร์เบียของ สปาร์ตัก มอสโก ทีมในลีกรัสเซีย ก่อนที่การย้ายทีมจะเสร็จสิ้นในเดือนถัดมา ช่วงตลาดนักเตะฤดูหนาว ต้นปี 2006

ณ เวลานั้น ยูไนเต็ด ใช้เงินสำหรับ วิดิช อยู่ที่ 7 ล้านปอนด์ และมันไม่มีอะไรการันตีเลยว่าเขาจะประสบความสำเร็จในอังกฤษ เพราะตัวของ วิดิช เองยังไม่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมชาติเซอร์เบียด้วยซ้ำ หนักยิ่งกว่านั้นคือแมวมองของ อาร์เซน่อล เคยตามดูฟอร์มของ วิดิช มาแล้ว และฟันธงว่า “ไม่น่าเล่นในพรีเมียร์ลีกได้” 

เรื่องดังกล่าวเกิดจากการเผยแพร่ของ โกรัน มิโลสลาฟเยวิช ที่เป็นเอเย่นต์และแมวมองของนักเตะฝั่งรัสเซีย โดยเขาบอกว่าได้นำเสนอ วิดิช กับ อาร์เซน่อล ตั้งแต่ยังเป็นดาวรุ่งเพียงแต่ว่าอาร์เซน่อล ไม่ชอบกองหลังที่เข้าบอลโฉ่งฉางแบบนี้ 

“ผมวิ่งตรงจาก มอสโก ไป ลอนดอน เพราะไม่มีใครติดต่อเรื่อง วิดิช มาเลย ผมเลยไปคุยกับแมวมองของพวกเขา จากนั้นพวกเขาก็มาในเกมที่ทีมชาติ เซอร์เบีย พบกับ บอสเนีย ถึงสนาม แต่โชคร้ายที่ วิดิช โดนไล่ออกจากการได้ใบเหลือง 2 ใบ และหลังจากนั้นแมวมองของ อาร์เซน่อล บอกว่า ‘แค่นี้ยังไม่ดีพอ'” มิโลสลาฟเซวิช กล่าว ดาวน์โหลด

ไม่ใช่แค่คนนอกเท่านั้นที่คิดอย่างนี้ ในวันที่ วิดิช เปิดตัวกับทีมปีศาจแดง ริโอ เฟอร์ดินานด์ ก็เล่าว่า ณ นาทีแรกเขาไม่เคยคิดว่าปราการหลังจากแดนไกลคนนี้จะมาเป็นพาร์ทเนอร์ที่ดีได้ หนำซ้ำยังกลัวว่า จะทำให้งานของเขาหนักกว่าที่เคยเป็นด้วยซ้ำ 

เกมนัดแรก เฟอร์กี้ ส่ง วิดิช ลงสนามคู่กับ ริโอ คือเกมที่ ยูไนเต็ด พบกับ แบล็คเบิร์น ในเดือนกุมภาพันธ์ มี 2006 ในเกมนั้น ปีศาจแดง แพ้ แบล็คเบิร์น ด้วยการเสียประตูถึง 4 ลูก

“ผมเคยสงสัยว่าเขาดีพอสำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด หรือไม่ ตอนที่เราร่วมงานกันครั้งแรก” ริโอ เฟอร์ดินานด์ ให้สัมภาษณ์กับ Goal ในภายหลัง 

เปิดใจ 

การจะเป็นคู่กองหลังที่สามารถสอดประสานกันได้อย่างลงตัว คนนึงชน อีกคนหนึ่งซ้อน ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่ความจริง คือ มันซับซ้อน … บางครั้งนักเตะที่เก่งมากๆ 2 คนมาทำงานร่วมกัน ก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะสมบูรณ์แบบแต่อย่างใด กลับกันบางคนที่เคมีไม่ตรงกันจริงๆ ต่อให้จะพยายามซ้อมหนักแค่นั้น ก็ยากที่จะหาจุดกึ่งกลางของกันและกันได้43c967e7c25cf9031467224ab8a60486

ดังนั้นการจะเข้ากันได้ก็ต้องเริ่มละลายพฤติกรรมกันก่อน เริ่มจากจุดเล็กๆ เรื่องราวนอกสนาม ชีวิตความเป็นอยู่การวางตัวใส่กัน และอยู่ร่วมกันเพื่อเป้าหมายเดียวกันนั่นคือ “ความสำเร็จของทีม”

แม้ ริโอ จะมอง วิดิช ผู้มาใหม่ว่า “ไม่น่ารอด” แต่สิ่งที่เขาทำนั้นถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี การตั้งข้อสงสัย ไม่ได้มาพร้อมกับการสร้างอคติในใจ อย่างน้อยๆ ริโอ ยังเปิดใจลองพยายามพูดคุยกับ วิดิช ที่พูดภาษาอังกฤษได้เพียงน้อยนิดในครั้งแรก และใช้เวลาร่วมกันให้มากขึ้น เผื่อว่าสิ่งที่เขาคิดในตอนแรกนั้นจะเป็นสิ่งที่เขาผิดพลาดไปเอง

ครึ่งฤดูกาลหลังของซีซั่น 2005-06 เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เองก็พบว่า วิดิช นั้นยังไม่พร้อมกับการเป็นตัวจริง เขาจึงค่อยๆส่งลงสนามในเกมเล็กๆ ที่ไม่กดดันมาก ค่อยๆ ให้เวลา วิดิช รู้จักปรับตัวกับฟุตบอลอังกฤษไปก่อน 

ซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้การ “รับมือกับสถานการณ์จริง” นั้นเป็นไปได้ยาก เพราะทั้ง ริโอ กับ วิดิช ไม่ได้ประสานงานกันในเกมแข่งขันจริงเท่าไรนัก อย่างไรก็ตามปัญหาตรงนี้สามารถแก้ไขได้ เพราะเวลาเล่นด้วยกันในสนามมีเพียงแค่ 90 นาทีเท่านั้น แต่ถ้าทั้งคู่เปิดใจให้กันและกัน ยามอยู่นอกสนามล่ะ? พวกเขาจะมีเวลาให้ปรับเข้าหากันมากกว่าเกมการแข่งขันจริงหลายเท่านัก และจุดเริ่มต้นมันเริ่มจากจุดนั้น 

“ริโอ เปิดใจมากขึ้นตอนที่ผมย้ายมา, เขาช่วยผมไม่ใช่แค่ในสโมสร, นอกสนามก็เช่นกัน ในการใช้ชีวิตในเมือง” วิดิช กล่าวถึงรุ่นพี่ในวันที่เขายังเป็นเด็กใหม่ 

“ความสัมพันธ์ของเราผสมผสานกันในทุกการเซสซั่นการฝึก, เราสื่อสารกันตลอดเวลาแม้กระทั่งในยามซ้อม มากถึงขั้นบางครั้งตอนที่ เรเน่ (มิวเลนสตีน) อธิบายถึงการออกกำลังกายต่างๆ คุณก็จะได้เห็นผมกับ ริโอ คุยกันอยู่ นักเตะคนอื่นมักจะบอก ‘เมื่อไหร่เอ็ง 2 คนจะเงียบวะ’ … ซึ่งความจริงที่เราคุยกันไม่ใช่เรื่องไร้สาระนะ แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นเรื่องของเกมล่าสุดหรือระหว่างการซ้อมอะไรแบบนั้น”

อย่างที่ได้กล่าวไว้เพราะ “คู่เซ็นเตอร์” จำเป็นต้องมีความเข้าใจกันสูงมาก เพราะต้องทำงานร่วมกันตลอด 90 นาที ดังนั้นการเป็นเพื่อนกันจริงๆ ของ ริโอ กับ วิดิช จึงเริ่มทำให้หลายคนได้กลิ่นของการผสมผสานที่ชักจะลงตัวในมากขึ้นทุกๆ วัน 

“การยืนตำแหน่ง, มันขึ้นอยู่กับการสื่อสาร, กองหน้าไม่ได้ขึ้นอยู่ซึ่งกันและกัน แต่สำหรับกองหลัง มันเป็นแบบนั้น” วิดิช ว่าไว้เช่นนั้น 

 

ความสัมพันธ์ที่สุกงอม

หลังให้เวลาทั้งคู่รู้จักกันประมาณ 8 เดือน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2006-07 ก็กลับมาเริ่มแข่งอีกครั้งหลังจากศึกฟุตบอลโลก 2006 ที่มีควันหลงมาถึงถิ่นปีศาจแดง จากเหตุการณ์ที่หลายคนมองว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จงใจทำให้ เวย์น รูนี่ย์ ถูกไล่ออก ในเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่อังกฤษพบกับโปรตุเกส10745

ด้วยข่าวนี้ใครก็คิดว่า ยูไนเต็ด เละแน่ในฤดูกาล 2006-07 ไหนจะเรื่องของกองหลังอย่าง วิดิช ก็ยังไม่การันตีว่าเขาพร้อมเต็มที่สำหรับพรีเมียร์ลีกหรือยัง … ในภาวะรุมเร้ามากมาย ยูไนเต็ด ตอบกลับด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมในฤดูกาล 2006-07 ซึ่งสามารถพูดได้เต็มว่านี่คือจุด “ทวงคืนความยิ่งใหญ่อีกครั้ง” ของทีมปีศาจแดง

ในส่วนของแนวรุก เฟอร์กี้ ขาย รุด ฟาน นิสเตลรอย ทิ้ง และให้ โรนัลโด้ กับ รูนี่ย์ ฉายแววให้เต็มที่ ส่วนในแนวรับ เขาให้ความไว้วางใจ วิดิช อย่างเต็มที่และดัน วิดิช ขึ้นมาเป็นคู่หูเซ็นเตอร์ฮาล์ฟกับ ริโอ อย่างเต็มตัว

เมื่อได้ฝึกซ้อมด้วยกัน พูดคุยกันตลอด แถมยังสนิทกันนอกสนามอยู่แล้ว และบวกกับโอกาส “รับมือสถานการณ์จริง” ร่วมกันเข้าไปอีก ตอนนี้ วิดิช กับ เฟอร์ดินานด์ ก็ช่วยยกระดับแนวรับของ ยูไนเต็ด ขึ้นมาเรื่อยๆ จนเรื่องที่หลายคนกังวลต้องหมดห่วงไปโดยปริยาย 

“เมื่อคุณต้องเล่นกับใครสักคนตลอดเวลา คุณจำเป็นต้องรู้ว่าอะไรคือจุดแข็งและจุดอ่อนของเขา ดังนั้นการที่เรารู้จักกันดีทำให้เราสามารถปรับตัวกับทุกอย่างได้ เมื่อเราพูดกันในสนามซ้อมมากพอ เราแทบไม่จำเป็นต้องพูดอะไรกันในสนามแข่งขันจริง ระหว่างผมกับ ริโอ แค่มองตาก็รู้ใจแล้ว เรารู้หน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี รู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร นี่คือความสัมพันธ์ที่พิเศษ ทุกวันนี้คุณเชื่อไหมผมก็ยังคุยกับเขาเรื่อยๆ และเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันไม่เปลี่ยนเลย” วิดิช ในวัยแขวนสตั๊ดเล่าย้อนกลับไปตอนที่เขายังเล่นอยู่ 

สิ่งที่ทุกคนกล้ายอมรับคือ ก่อนหน้านี้ ยูไนเต็ด ในยุคของ เฟอร์กี้ คือทีมที่เป็นเอ็นเตอร์เทนฟุตบอลจริงๆ เสียเท่าไหร่ ต้องยิงกลับไปให้มากกว่าเก่า ทว่าการผสมผสานของ ริโอ กับ วิดิช นั้นแม้จะไม่ได้เปลี่ยนทรงบอลทั้งทีมที่ยังเป็นบอลเอ็นเตอร์เทนยิงเยอะอยู่ แต่ที่แน่ๆ แนวรับของปีศาจแดง เสียประตูน้อยลงเรื่อยๆ อย่างเห็นได้ชัด 

ในฤดูกาล 2006-07 ยูไนเต็ด เสียประตูน้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 ของลีก (เป็นรอง เชลซี ที่ใช้ จอห์น เทอร์รี่ และ ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่) แต่ก็อย่างที่เคยได้เกริ่นไว้ 2006-07 คือจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะหลังจากฤดูกาลดังกล่าว ยูไนเต็ด ไม่เคยเป็นรองทีมใดในลีกอีกเลย 

ฤดูกาล 2007-08 คือของจริงที่เรียกได้ว่า “พีกที่สุด” ยูไนเต็ด เสียประตูตลอดทั้งฤดูกาลแค่ 22 ลูกในเกมลีก (น้อยที่สุด) เท่านั้นยังไม่พอ พวกเขายังใช้เกมรับเป็นสารตั้งต้นที่นำไปสู่เกมรุกที่ร้อนแรงที่สุดในยุโรป จนกระทั่งกรุยทางผ่านเข้าไปคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก สมัยที่ 3 ของสโมสรดังกล่าวในปีนั้นด้วย 

ภาพที่ทุกคนเห็นเป็นประจำคือภาพการผสานงานที่คุ้นเคย นั่นคือ วิดิช ชนให้เป็นตัวแรก และ ริโอ ยืนอ่านทางช่วยเก็บในจังหวะที่สอง แม้ต่างคนจะต่างทำหน้าที่คนละแบบ แต่เป้าหมายของพวกเขาคือสิ่งเดียวกันนั่นคือ “ทำอย่างไรก็ได้ให้ทีมไม่เสียประตู”  8186620f1ca27b09789323bacba86f0c

คนที่ยืนยันเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือ เคราร์ด ปีเก้ ที่เคยเป็นแบ็คอัพให้ทั้ง วิดิช และ ริโอ ที่บอกว่าการทำงานร่วมกันของทั้งคู่ ไม่มีจุดอ่อน และทำให้ตัวของ ปีเก้ รู้ตัวดีว่าไม่มีทางที่จะแย่งตำแหน่งคนใดคนหนึ่งได้เลย

“แม้ว่าผมจะเป็นเงาของสองนักเตะผู้ยิ่งใหญ่แต่ผมก็ได้มีส่วนร่วมเหมือนกันนะ ในแชมเปี้ยนส์ ลีกปี 2008 ผมได้ลงเล่นไป 3 เกมและทำประตูได้ 2 ประตู” ปีเก้ เล่าถึงตอนที่ตัวเองยังเป็นนักเตะ ยูไนเต็ด 

“เนมันย่า วิดิช มีอายุมากกว่าผม 5 ปี ส่วน ริโอ แก่กว่าผมเกือบๆ 9 ปีซึ่ง ณ เวลานั้นพวกเขาสองคนคือคู่กองหลังที่ดีที่สุดในโลก พวกเขาไม่เคยมีเกมที่เล่นได้แย่เลย”

 

สองนักสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค 

การทำงานร่วมกันของ ริโอ และ วิดิช นำมาซึ่งความสำเร็จมากมาย ทั้งคู่ร่วมกันคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย และ แชมเปี้ยนส์ลีกอีก 1 สมัย 

ทั้งคู่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือการพยายามหาจุดอ่อนของตัวเองให้เจอ จากนั้นก็แก้ไขและพัฒนามันให้ดีขึ้น และถ้าหากยังไม่ดีพอ พวกเขาก็ยังสามารถมั่นใจได้ว่าคู่เซ็นเตอร์คนข้างๆ สามารถทำให้จุดอ่อนนั้นหายไปได้ และนี่คือสาเหตุที่ทำให้ ริโอ เฟอร์ดินานด์ และ เนมันย่า วิดิช ถูกโหวตให้เป็นหนึ่งในคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่ดีที่สุดแห่งยุค 

แม้เรื่องราวดังกล่าวจะผ่านไปนานมากกว่า 10 ปี แล้ว แต่อดีตก็สามารถชี้นำอนาคตได้หากรู้จักนำมาประยุกต์และปรับใช้อย่างเหมาะสม … ณ ปัจจุบัน แมนฯ ยูไนเต็ด (รวมถึงทุกๆ ทีม) ล้วนต้องสร้างคู่เซ็นเตอร์แบบที่ วิดิช กับ ริโอ เป็นให้ได้ เพื่อเป็นฐานที่แข็งแกร่ง และนำไปต่อยอดถึงแดนมิดฟิลด์ และเกมรุกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เพียงแต่ว่าการจะลอกเลียนแบบหรือปฎิบัติตามนั้นไม่ได้ทำกันง่ายๆเพราะ ทั้ง ริโอ และ วิดิช ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมทีม แต่พวกเขาคือเพื่อนกันจริงๆ จึงทำให้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นไปได้อย่างราบรื่น

บทสรุปจากความสำเร็จของ ริโอ และ วิดิช คือการทำงานหนัก, ลดทิฐิ, เปิดใจ และวางเป้าหมายร่วมกัน พวกเขาหยิบทุกอย่างใส่แก้ว จากนั้นจึงค่อยๆ ผสมผสานจนทั้งสองส่วน กลายเป็นเนื้อเดียวกันได้ในท้ายที่สุดgettyimages-525698598-1024x1024

บางครั้งความสำเร็จก็ต้องใช้หลายอย่างเพื่อแลกมา จากจุดเริ่มต้นที่ต่างคนต่างก็มีเครื่องหมายคำถาม จากนิสัยใจคอที่ดูเหมือนจะแตกต่างจนไม่น่าเข้ากันได้ กลับนำมาสู่การผสมผสานของทั้งคู่  ที่นำมาซึ่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ยังไม่มีทีมใดนอังกฤษทาบสถิติได้ เหมือนกับ CHIVAS REGAL เบล็นเด็ดสก๊อตช์วิสกี้ที่ผสมผสานลงตัวด้วยความชำนาญจนได้รสชาติระดับโลกที่ยากจะเลียนแบบ

CHIVAS REGAL เบล็นเด็ดสก๊อตช์วิสกี้ผู้สนับสนุนมิตรภาพ และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างเป็นทางการ 

จูนินโญ่ แข้งจิ๋วแซมบ้า ที่เปลี่ยนให้คนเชื่อว่า คนตัวเล็กก็เล่นพรีเมียร์ลีกได้

ฟุตบอลอังกฤษขึ้นชื่อเรื่องการเล่นที่รวดเร็ว หนักหน่วง และรุนแรงเสมอมา โดยเฉพาะเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ยิ่งถือว่าเป็นช่วงที่สไตล์ของฟุตบอลอังกฤษถูกเรียกว่าฟุตบอลโบราณ เพราะสักแต่จะโยนและวัดความแข็งแกร่งของร่างกายอย่างเดียว

 

แม้กล่าวเช่นนั้น คนอังกฤษก็ภูมิใจกับสไตล์ของพวกเขา และเชื่อว่านี่คือเกมของลูกผู้ชายที่แท้จริง แถมยังมั่นใจอยู่ลึกๆ ว่าที่นี่ไม่ใช่ลีกที่เหมาะกับพวกจอมเทคนิคตัวจิ๋วร่างกายไร้มัดกล้าม … ถ้าพวกตัวจิ๋วเหล่านี้ได้ลงสนาม คงถูกเบียดกระแทกกระเด็นปลิวไปไกลแน่นอน

อย่างไรก็ตามมี 1 คนที่เปลี่ยนแปลงทุกความเชื่อ และสร้างความเคารพให้กับแฟนบอลอังกฤษที่มีต่อนักเตะบราซิล รวมถึงนักเตะตัวเล็กๆ คนอื่นๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม 

และนี่คือเรื่องราวของเขาคนนั้น จูนินโญ่ เปาลิสต้า … ตัวรุกร่างเล็กเจ้าของความสูง 168 เซนติเมตร ของ มิดเดิลสโบรช์ ผู้ทำลายภาพจำเก่าๆ ได้อย่างพังพินาศ 

 

ความบันเทิงที่แสนแตกต่าง

ย้อนกลับไปเกือบ 30-40 ปีก่อน หรือช่วงก่อนเข้าสู่ยุคที่ลีกสูงสุดเปลี่ยนชื่อเป็น “พรีเมียร์ลีก” ฟุตบอลอังกฤษมักจะโดนติฉินว่าเป็นลีกฟุตบอลที่เล่นกันแบบใช้แต่พละกำลัง ดวลความแข็งแกร่งของร่างกาย หรือเรียกกันง่ายๆ ว่า “บอลโบราณ” นั่นเอง JS48559467

ด้วยรูปแบบการเล่นที่โยนบอลยาวจากหลังไปหน้า จากกราบข้างเข้ากรอบเขตโทษ ทำให้ ดิวิชั่น 1 ของอังกฤษ ยังดูห่างชั้นกับลีก เซเรีย อา ของ อิตาลี ที่เป็นฟุตบอลแท็คติกสวยงาม และอุดมไปด้วยนักเตะซูเปอร์สตาร์เดินกันให้ว่อน อาทิ มิเชล พลาตินี, รุด กุลลิท, ดีเอโก มาราโดนา, มาร์โก ฟาน บาสเทน, โลธาร์ มัทเธอุส, โรแบร์โต บาจโจ้ และแน่นอนว่าความนิยมฝั่งอิตาลีเหนือกว่าฝั่งอังกฤษเป็นไหนๆ ณ เวลานั้น 

จนกระทั่งในปี 1992 ลีกสูงสุดของอังกฤษมีการรีแบรนด์ขึ้นมาใหม่เพื่อสร้างจุดขาย ให้โดนใจตลาดคนดูมากขึ้น นอกจากนี้พวกเขายังตั้งใจทำให้ลีกนี้ คือลีกที่มีความเสมอภาค ทีมเล็กๆ มีสิทธิ์ได้เงินจากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์ไม่แพ้ทีมใหญ่ เพื่อการพัฒนาไปด้วยกันที่ยั่งยืนกว่า

เริ่มต้นจากการเปลี่ยนชื่อลีก ดิวิชั่น 1 กลายเป็น พรีเมียร์ลีก ซึ่ง ณ เวลานั้น ทีมมีเดียของพรีเมียร์ลีกพยายามอย่างมากที่จะยกระดับลีกให้ขึ้นมาเป็นลีกอันดับ 1 ของโลก พวกเขาเริ่มถ่ายโฆษณาโดยการนำเอาสตาร์ของทุกทีมที่ลงแข่งขันเป็นตัวชูโรง ซึ่งเป็นอะไรที่ถือว่าทันสมัยมากเมื่อ ณ เวลานั้น 

การเติบโตทางการตลาดทำให้โลกทัศน์เปิดกว้างขึ้น ในช่วงที่มีการเปลี่ยนชื่อเป็นพรีเมียร์ลีก ก็เริ่มมีนักเตะต่างชาติฝีเท้าดีเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อมีนักเตะซึ่งมีสไตล์ที่แตกต่างจากบอล “ฮิตแอนด์โฮป” (โยนยาวแล้วไปหวังกันข้างหน้า) อย่างที่เห็นจนชินตา ความสนุกก็เริ่มบังเกิด 

นักเตะต่างชาติหลายคนเข้ามา และสร้างความประทับใจ ให้ความบันเทิงกับแฟนๆ ในแบบที่พวกเขาไม่เคยเห็น แข้งแนวรุกอย่าง เอริค คันโตน่า, อังเดร แคนเชลสกี่ส์, ดาวิด ชิโนล่า, จานฟรังโก้ โซล่า และ เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ คือผู้สร้างความแตกต่างอย่างแท้จริง 

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อเก่าๆ ก็ยังไม่หมดไป เพราะ ณ เวลานั้นถึงแม้จะมีแข้งต่างชาติเข้ามาในส่วนของเกมรุก แต่ในเกมรับ หลายๆ ทีมยังใช้นักเตะในสหราชอาณาจักรเป็นส่วนใหญ่ และคุณสมบัติของแข้งแนวรับเจ้าถิ่นเหล่านี้คือ ตัวใหญ่, พันธุ์ดุ, เตะแหลก และ หนักทั้งในและนอกเกม ดังนั้นมันจึงมีวลีที่ว่า นักเตะตัวเล็กร่างกายไม่แข็งแรงนั้นยากที่จะมาเล่นในพรีเมียร์ลีกได้

เทคนิคอย่างเดียวไม่มีทางพอ … หลายคนเชื่ออย่างนั้น กระทั่งนักเตะบราซิลเจ้าของความสูง 168 เซนติเมตร ที่ชื่อว่า จูนินโญ่ เปาลิสต้า เข้ามา และสั่นคลอนความเชื่อดังกล่าวได้รุนแรงที่สุดอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด

 

แข้งจิ๋วแซมบ้า 

“ตอนแรกผมกังวลมากกับสิ่งที่ ไบรอัน ร็อบสัน (โค้ชของโบโร่) บอกกับผม เขามาที่บราซิลด้วยตัวเองและอธิบายเป็นฉากๆ ถึงภาพในหัวของเขา และสุดท้ายเขาบอกกับผมว่า ‘เราต้องการนักเตะที่แตกต่างอย่างคุณ’ และสุดท้ายผมก็เชื่อเช่นนั้น” จูนินโญ่ กล่าว d-23

เดือนตุลาคม ปี 1995 มิดเดิลสโบรช์ ทีมในโซนอีสานของอังกฤษ ทุ่มเงิน 4.75 ล้านปอนด์ คว้าตัว จูนินโญ่ วัย 22 ปี ที่มีหลายทีมในยุโรปหมายตาอยู่ ดังนั้นการเลือก เดอะ โบโร่ ทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดของ จูนินโญ่ จึงกลายเป็นที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

ถึงตรงนี้เราคงต้องขอชี้แจงก่อนว่า อันที่จริง เคยมีนักเตะบราซิลที่มาค้าแข้งในฟุตบอลอังกฤษก่อนหน้า จูนินโญ่ โดยแข้งแซมบ้าคนแรกในวงการฟุตบอลอังกฤษคือ มิรันดินญ่า ที่เล่นให้กับ นิวคาสเซิล ช่วงปี 1987-89

และหากนับเฉพาะยุคพรีเมียร์ลีก จูนินโญ่ ก็ไม่ได้เป็นนักเตะบราซิลคนแรก เพราะก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือน อิไซอัส ได้ย้ายมาเล่นกับ โคเวนทรี แต่ด้วยฝีเท้าและส่วนสูง หลายคนจึงจับตามอง และอาจรวมถึงการตั้งอคติกับ จูนินโญ่ มากกว่าใครอื่น

อย่างที่บอก หลายคนเชื่อว่าแข้งตัวจิ๋วไร้ซึ่งมัดกล้ามคงเอาชื่อมาทิ้งกับการเลือกครั้งนี้ แต่ จูนินโญ่ แค่เข้ามาและลงไปเล่น จากนั้นเขาก็เห็นความแตกต่างจากที่คนอื่นๆ บอก … และมันทำให้เขาปรับตัวกับทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว แม้จะเป็นครั้งแรกที่เขาออกมาค้าแข้งนอกประเทศบราซิล

“สิ่งที่ง่ายที่สุดในการปรับตัวกับประเทศอังกฤษก็คือฟุตบอล ผมทำมันได้เร็วที่สุดเลย เหตุผลเพราะผมได้พบกับอิสระในการเล่นแต่ละเกม” จูนินโญ่ จั่วหัวแบบชวนงง ทั้งๆ ที่ฟุตบอลอังกฤษเป็นเกมที่เร็วและหนักแน่น

“สำหรับคนภายนอกที่มองฟุตบอลอังกฤษจะบอกว่าเกมที่นี่เร็วมาก แต่ถ้าคุณลงไปอยู่ในสนามอย่างผมคุณจะพบว่าในช่วงที่ทุกอย่างรอบตัวคุณเคลื่อนไหว คุณจะพบช่องว่างที่มีแต่คุณเท่านั้นที่เห็น ผมได้อิสระมากมายจากการมองเห็นนั้น” จูนินโญ่ เล่า 

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า เซนส์บอล อย่างแท้จริง เพราะมีไม่บ่อยนักที่นักเตะจากอเมริกาใต้จะมาที่อังกฤษและเล่นได้ดีทันที เรื่องของฝีเท้าไม่มีใครเถียง นักเตะแซมบ้านั้นการันตีเรื่องเทคนิคที่เหลือล้น แต่ปัญหาจริงๆ คือเรื่องของการปรับตัวกับสภาพสิ่งแวดล้อมที่ต่างจากวิถีเดิมของพวกเขามาก จนส่งผลไปถึงฟอร์มการเล่นในสนามและเละไม่เป็นท่า

แต่ จูนินโญ่ ไม่ใช่แบบนั้น เขามองหาจุดแข็งภายใต้จุดอ่อนเจอ ยิ่งเกมเร็วเท่าไหร่ เขากลับยิ่งเห็นความผิดพลาดและพื้นที่ที่คู่แข่งเปิดทางให้มากเท่านั้น นี่คือการพลิกวิกฤติเป็นโอกาสที่น้อยคนนักจะเปลี่ยนแปลงมันได้ และเขามีเคล็ดลับที่ง่ายนิดเดียว (ในมุมมองของเจ้าตัว) นั่นคือก็ เมื่อตัวเล็ก ก็ต้องทดแทนด้วยใจที่ใหญ่แทนนั่นเอง

“ตอนต้นอาชีพของผม ผมโดนตำหนิเรื่องรูปร่างที่เล็กมากๆ เสมอ ผมเคยเกือบเลิกเล่นด้วยนะ เพราะโค้ชไม่เคยไว้ใจผมเลย แต่พอผมได้กลายมาเป็นนักเตะอาชีพ ผมสามารถเปลี่ยนทุกอย่างได้โดยสิ้นเชิง ผมอาจจะดูบอบบาง แต่ผมมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ถ้าคุณย้อนกลับไปดูประวัติการลงเล่นของผมที่ผ่านมาทั้งหมด คุณจะพบว่าผมเคยได้รับบาดเจ็บแค่ 2 ครั้งเท่านั้น ผมเคยเล่นทุกเกมทั้งฤดูกาล และมันหมายถึงว่าหากผมจะตัวเล็ก แต่มันก็ไม่ได้แปลว่าผมเป็นคนที่อ่อนแอเสียเมื่อไร” จูนินโญ่ กล่าวกับ FourFourTwo 

 

ปรากฎการณ์

สภาพจิตใจที่แข็งแกร่งไม่ได้เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ จูนินโญ่ กลายเป็นตำนานของ มิดเดิลสโบรช์ ในภายหลัง เขาเคยยอมรับว่าแม้จะมั่นใจในรูปร่างตัวเองตอนที่อยู่ บราซิล กับ เซา เปาโล แต่เมื่อมาที่อังกฤษตัวของเขาแอบหวั่นๆ อยู่เหมือนกันว่า จะผ่านมันไปได้หรือไม่ssss

“ผมเปิดดูเทปการเล่นของทีมต่างๆ และพอจำได้ว่าตอนนั้นผมรู้สึกกลัว โดยเฉพาะเรื่องร่างกายนี่แหละ แต่ความจริงคือ ผมไม่เคยหนีความกลัวนี้ ผมพุ่งเข้าใส่มันอย่างไม่ลังเล”

“จากนั้นผมก็ใช้เวลาไม่กี่เดือนผ่านการฝึกซ้อมและปรับตัว สุดท้ายผมก็อยู่ในขีดความฟิตที่ลงตัวมาก” จูนินโญ่ เล่าถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาเลิกกังวลกับร่างกาย และใช้ฝีเท้าเขย่าลีกอังกฤษ

เกมหนึ่งที่ถือว่าเป็นแมตช์คลาสสิกคือ ดาร์บี้แมตช์ แดนอีสาน ระหว่าง โบโร่ เจอกับ นิวคาสเซิล ที่ เซนต์ เจมส์ พาร์ค ในเกมนั้น ฟิลิปป์ อัลแบร์ต กองหลังชาวเบลเยี่ยมที่สูง 190 เซนติเมตรของ นิวคาสเซิล ไล่เตะไล่กระแทก และเล่นเกมจิตวิทยาขู่ จูนินโญ่ ทั้งเกม แต่แข้งจิ๋วจากแซมบ้าลุกขึ้นมาชี้หน้าของ อัลแบร์ต และบอกว่า “ข้าไม่กลัวหรอก”

“ผมดวลกับ อัลแบร์ต ด้วยความกังวลในตอนแรก ผมรู้ว่ามันจะยากแต่ผมก็เจอแบบนี้มาเยอะ ทว่าวันนั้น อัลแบร์ต เตะผมต่อหน้ากรรมการเลยนะ แต่ตอนนั้นผมบอกได้เลยว่าผมไม่กลัวใครทั้งนั้น ผมหมายถึงในสนามน่ะนะ แต่ถ้าเจอเขาไล่หวดผมแบบนี้นอกสนาม ผมว่าผมคงต้องเลือกที่จะวิ่งหนีตายแหละ” จูนินโญ่ เล่าความหลังอย่างอารมณ์ดี 

ในปีนั้นแทบไม่มีกองหลังคนไหนที่หยุด จูนินโญ่ เปาลิสต้า ได้โดยไม่ทำฟาวล์ เขากลายเป็นไฮไลต์สำคัญในเกมทุกๆ สัปดาห์ แฟนๆ ของ โบโร่ ต่างพากันกล่าวถึงความตื่นตาตื่นใจของเพลย์เมคเกอร์ชาวบราซิลรายนี้ และรู้ตัวอีกทีทุกคนในเมืองก็พร้อมใจยกย่องเขาให้เป็นนักเตะที่ดีที่สุดเท่าที่ทีมเคยมีมาเลยทีเดียว 

โดยเฉพาะปีที่ดีที่สุดของเขา ฤดูกาล 1996-97 ที่ผนึกกำลังคู่กับ ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี่ ช่วย โบโร่ เข้าชิงฟุตบอลถ้วยถึง 2 รายการ ทว่าปีนั้นคือปีตลกร้าย เพราะนอกจากพวกเขาจะพลาดทั้ง 2 แชมป์แล้ว โบโร่ ยังตกชั้นสู่ดิวิชั่น 1 อีกต่างหาก 

 

ตัวไปแต่ความยอดเยี่ยมไม่เคยจากไปไหน

จูนินโญ่ ยอมรับว่าเขามีความสุขกับ โบโร่ ในเวลานั้นมากแม้จะเป็นปีที่ล้มเหลว โดยเดิมทีเขาอยากจะอยู่ช่วยทีมเลื่อนชั้นให้ได้ ทว่าสิ่งที่เขาต้องทำอีกเรื่อง คือการรักษาตำแหน่งในทีมชาติบราซิลเอาไว้ เพราะฟุตบอลโลกปี 1998 กำลังจะมาถึงแล้ว ซึ่งการเล่นใน ดิวิชั่น 1 ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีแน่juninho

ดังนั้น จูนินโญ่ จึงเลือกย้ายไปเล่นในสเปนกับ แอตเลติโก มาดริด และสร้างชื่อเสียงต่อเนื่อง โดยเฉพาะการประสานงานกับ คริสเตียน วิเอรี่ กองหน้าชาว อิตาลี จนกลายเป็นขวัญใจแฟนตราหมีไปอย่างรวดเร็ว (แต่ที่สุดแล้ว จูนินโญ่ก็พลาดติดทีมชาติไปฟุตบอลโลก 1998 จากการโดน มิเชล ซัลกาโด้ เสียบขาหักในช่วงราว 5 เดือนก่อนถึงทัวร์นาเมนต์) … แม้เขามีชีวิตที่ดีในสเปน แต่ที่อังกฤษ ผู้คนยังคงพูดถึงเขาในแง่บวกเสมอ 

ด้วยฟอร์มที่ จูนินโญ่ ทำไว้ กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของนักเตะบราซิลในอังกฤษทันที ทุกคนมีภาพจำจากการเล่นของ จูนินโญ่ ว่า แข้งบราซิลไม่ใช่พวกดีแต่เทคนิคแต่เล่นจริงป้อแป้ไม่ได้เรื่อง แต่เริ่มจำฝังหัวถึงภาพของผู้สร้างเกมรุกให้กับทีมได้เร้าใจที่สุด ด้วยทักษะ, ความเร็ว และความคิดสร้างสรรค์ในแบบที่นักเตะอังกฤษยากจะเลียนแบบ 

ดังนั้นนักเตะบราซิลจึงค่อยๆ มีโอกาสมาเล่นในพรีเมียร์ลีกมากขึ้นถึง 70 คน และแน่นอนว่ามันมาจากการเปิดประตูสู่ความบันเทิงของ จูนินโญ่ เปาลิสต้า คนนี้นี่เอง ซึ่งตัวของเขาก็กลับมาเล่นให้กับ โบโร่ อีก 2 ครั้งในช่วงฤดูกาล 1999-2000 และปี 2002-2004 หลังจากที่เขานำทีมชาติบราซิล คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 5 ได้สำเร็จ

ที่สำคัญคือ จูนินโญ่ สามารถนำ มิดเดิลสโบรช์ คว้าแชมป์ระดับเมเจอร์ถ้วยแรกและถ้วยเดียวของสโมสรจนถึงทุกวันนี้ คือ ลีกคัพ เมื่อฤดูกาล 2003-04 อีกด้วย

ไม่ใช่แค่คนอังกฤษเท่านั้นที่ได้อิทธิพลจาก จูนินโญ่ เพราะแม้แต่ที่ บราซิล ผู้คนก็เริ่มติดตามฟุตบอลพรีเมียร์ลีกมากขึ้น โดยมีจุดประสงค์แรกเริ่มในการดูฟอร์มของ จูนินโญ่ นั่นเอง

“มันเป็นสิ่งที่ผมภูมิใจมาก ก่อนหน้านี้เราแทบไม่สามารถหาการถ่ายทอดสดฟุตบอลอังกฤษดูในบราซิลได้เลย แต่ตอนนี้ผู้คนกำลังเปิดใจและรักพรีเมียร์ลีกขึ้นเรื่อยๆ”  

“พรีเมียร์ลีกคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในอาชีพของผมแล้ว ผมมีความสุขเกิดขึ้นมากที่นั่น ผมคิดว่ารูปแบบการเล่นของผมนำมาสู่สไตล์ใหม่ของพรีเมียร์ลีก และมันชัดเจนมากเมื่อนักเตะยุคหลังๆ อย่าง คูตินโญ่, ฟีร์มิโน่, กาเบรียล เชซุส และ ริชาร์ลิสัน กำลังเล่นและทำได้ดีเหลือเกิน”

“อย่างน้อยๆ ตอนนี้ผมก็พอจะบอกได้ว่า ผมมีความสุขมากๆ กับการได้เป็นนักเตะบราซิลคนแรกๆ ที่ได้เล่นในพรีเมียร์ลีก” ผู้สร้างปรากฎการณ์แซมบ้าตัวจิ๋วกล่าวทิ้งท้าย

เคที่ เทย์เลอร์ นักชกแชมป์โลกหญิงผู้ได้สัมผัส ‘รอย คีน’ ในด้านที่โลกไม่เคยเห็น

แม้จะเป็นชาติบ้านใกล้เรือนเคียงกับ อังกฤษ แต่สำหรับชาว ไอร์แลนด์ แล้ว พวกเขามีความหยิ่งผยองในตัว ซึ่งส่งผ่านมาจนเป็นคาแร็คเตอร์เฉพาะตัวที่เต็มไปด้วยความห้าวไม่กลัวใครและมีความเป็นสุภาพบุรุษสูงมากในเวลาเดียวกันไม่เว้นแม้แต่คนอย่าง รอย คีน 

 

รอย คีน คืออดีตกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาเป็นคนที่มีบุคลิกดุดัน ขึงขัง เอาจริงเอาจัง พูดจาสามหาว ไม่กลัวใคร แน่นอนว่าเขา คือ ต้นแบบที่อธิบายถึงนิสัยคนไอริชได้ดี เจ้าของผลโหวต “กัปตันทีมที่ดีที่สุดตลอดกาล” ของพรีเมียร์ลีกรายนี้มี 2 คาแร็คเตอร์อยู่ในตัว เขาเป็นไอ้โหดเวลาทำงานไม่ว่าจะตอนเป็นนักฟุตบอล, โค้ช หรือนักวิเคราะห์ก็ตาม เรื่องนี้ทุกคนรู้ดีอยู่แล้วผ่านวีรกรรมมากมายที่เขาเคยสร้าง ทว่าคุณพอนึกภาพออกบ้างหรือเปล่าว่า รอย คีน ในเวอร์ชั่น “สุภาพบุรุษจุฑาเทพ” นั้นเป็นอย่างไร?

นี่คือเรื่องราวของไอ้โหดของทุกคนในวันที่หัวใจของเขาหล่อถึงขีดสุด ซึ่งถูกเล่าผ่านนักชกไอริชเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกและแชมป์โลก

จอมโหดเพื่อนไม่คบ 

อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ภาพลักษณ์ของ รอย คีน คือไอ้โหดและเป็นชายที่ขี้โมโหที่สุดในโลกเท่าที่ใครจะนึกออก และมันมากจนบางครั้งก็ได้บดบังความสำเร็จในสนามอันมากมายของเขาD9rLTX9XsAU81zk

คีน นั้นมีวีรกรรมที่ค่อนไปทางพวกหัวรุนแรงให้เห็นอยู่เป็นประจำ และเมื่อเขาได้พูดในที่สาธารณะมันก็ไม่ต่างกันนัก … วาจาของเขายังเชือดเฉือนคนอื่นได้แบบเจ็บแสบหากใครทนไม่ได้คงคับแค้นจุกอกไปเลยทีเดียว นิสัยยอมหักไม่ยอมงอของ คีน นั้นเคยฉะกับยอดกุนซือผู้ไม่เคยง้อใครในโลกอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มาแล้ว เขาทิ้งท้ายการถกเถียงกับ เฟอร์กี้ ว่า “ฟัค” และจากนั้นเขาก็ย้ายออกจาก แมนฯ ยูไนเต็ด ในปี 2005 

ไม่ใช่แค่ในสโมสรเท่านั้น ในนามทีมชาติไอร์แลนด์ รอย คีน ก็ยังเคยมีเรื่องกับ มิค แม็คคาร์ธี่ กุนซือของทีมจนต้องโดนไล่ออกจากแคมป์ทีมชาติมาแล้ว เพราะเขาคิดว่า มิค เป็นคนที่ไม่เก่งพอจะมาคุมผู้เล่นชุดนั้น และเขาเองก็ไม่อยากเล่นภายใต้โค้ชที่เขาคิดว่าอ่อนแอเกินไปกับตำแหน่งนี้ 

“มิค แกมันไอ้ปลิ้นปล้อนไม่ได้มีราคาอะไรเลย ฉันไม่นับถือแกสักเรื่องไม่ว่าจะตอนที่แกเป็นผู้เล่น แกก็ไม่ได้เรื่อง ตอนแกเป็นผู้จัดการทีมแกก็ไม่ดีพอ และในฐานะคนๆ หนึ่งแกมันก็เป็นไอ้ห่วยแตก แอ็คอาร์ตกับฟุตบอลโลกของแกไปเถอะ เหตุผลเดียวที่ฉันทำงานร่วมกับแกได้ก็เพราะแกเป็นผู้จัดการทีมประเทศของฉัน คนห่าอะไรไร้สาระสุดๆ” คีน เล่าถึงตอนที่เขาด่า มิค ในช่วงเก็บตัวฟุตบอลโลก 2002 

ทุกคนที่อยู่รอบตัว รอย คีน ดูเหมือนจะโดนเขาด่าทั้งหมด ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง คีน จะต้องหาเรื่องโจมตีคนอื่นให้ได้ ดังนั้นเขาไม่น่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนสนิทที่ดีสำหรับใครๆ ได้เลยจากการแสดงออกต่อหน้าสื่อ การเกรี้ยวกราดกับทุกเรื่องเป็นเหตุผลที่ รอย คีน ไม่ค่อยได้รับการยอมรับมากนัก แม้ว่าเกียรติยศในการเป็นนักฟุตบอลจะมากมาย แต่ภาพลักษณ์ของเขาเทียบไม่ติดกับสุภาพบุรุษลูกหนังของวงการคนอื่นๆ อย่าง เดวิด เบ็คแฮม, แฟร้งค์ แลมพาร์ด, สตีเว่น เจอร์ราร์ด หรือแม้แต่คนบ้านเดียวกันอย่าง ร็อบบี้ คีน  

มีคำกล่าวที่ว่าหากไม่อยากให้ชีวิตหดหู่สิ้นหวังก็จงอย่าไปอยู่ใกล้กับคนที่มีพลังลบแบบนี้ อย่างไรก็ตามคนอย่าง รอย คีน กลับมีมุมลึกๆ ในฐานะมนุษย์พลังบวกของใครบางคนได้อย่างไม่น่าเชื่อ เรื่องมันเริ่มจากการถ่ายรูปกับเด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังเลือกเส้นทางว่ากำลังจะเป็นนักฟุตบอลหรือเป็นนักมวย … และเธอคนนี้คือคนที่ได้สัมผัสรอย คีน ในมุมที่ไม่เคยมีใครได้สัมผัสมาก่อน 

 

เคที่ เทย์เลอร์… สาวน้อยผู้โชคดี

เคที่ เทย์เลอร์ เป็นนักมวยหญิงในรุ่นไลท์เวตชาวไอริชที่มีสไตล์การชกที่รวดเร็วและดุดัน แต่ลักษณะนิสัยของเธอนั้นเป็นอะไรที่ตรงกันข้ามกับเวลาที่สวมวิญญาณนักสู้บนเวทีอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว Irish-shooting

เธอโตมากับครอบครัวนักสู้พ่อของเธอเคยเป็นนักมวยระดับสมัครเล่น และเป็นโค้ชของเธอมาจนทุกวันนี้ ทำให้เธอเริ่มชกมวยตั้งแต่อายุ 12 ปี และยังเคยขึ้นเวทีชกตั้งแต่อายุ 15 ปี ที่สำคัญคือมันคือการชกแบบใต้ติน ที่ไม่มีสถาบันใดๆ ให้การรับรองอีกต่างหาก

“ผมเห็นเธอชกในเวทีใต้ดิน เธอเยี่ยมยอดจนทำให้ผมต้องเข้าใจการชกมวยของผู้หญิงใหม่ ผมคิดว่าเธอนี่แหละยอดนักชก อีกทั้งเมื่อออกนอกสังเวียนเธอยังเป็นเด็กหญิงที่น่ารัก และมันตรงข้ามกับตัวตนที่เธอเป็นบนเวทีเลย” เดฟ แม็คออลี่ย์ นักชกแชมป์โลกรุ่นฟลายเวต เล่าถึงสิ่งที่เขาเห็นในตัวของ เคที่ เทย์เลอร์ ตั้งแต่อายุยังเด็ก

เคที่ คือนักมวยหญิงที่เก่งจริงแบบไม่ต้องมีใครอวย นับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมาเธอเริ่มกวาดแชมป์มากมายหลายรายการทั้งระดับประเทศและระดับทวีปยุโรป เหรียญทองที่การันตีฝีมือนั้นเรียกได้ว่ามีมากกว่า 18 เหรียญ จนกระทั่งได้กลายเป็นตัวแทนของประเทศไปแข่งขันศึกโอลิมปิกที่กรุงลอนดอนในปี 2012 มาแล้ว

ศึกโอลิมปิกในครั้งนั้นเป็นเหมือนเวทีแจ้งเกิด เธอเอาชนะ นาตาชา โจนาส จากสหราชอาณาจักรในรอบ 4 คนสุดท้ายก่อนจะเข้าไปคว่ำ มาฟซูน่า โชริเอว่า จากทาจิกิสถานในรอบชิงชนะเลิศและคว้าเหรียญทองให้กับ ไอร์แลนด์ ได้สำเร็จ ซึ่งหลังจากเดินทางกลับมายังบ้านเกิดนั้นเธอเป็นเหมือนตำนานมวยของ ไอร์แลนด์ ไปแล้ว ผู้คนมารับเธอเต็มสนามบินและพร้อมใจโบกธงชาติต้อนรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง นอกจากนี้ศิลปินวง Coddle ยังแต่งเพลงให้เธออีก 1 เพลงโดยมีชื่อเพลงว่า “Katie Taylor Ireland’s Boxing Legend” ซึ่งเพลงนี้ยังขึ้นไปติดชาร์ตบิลบอร์ดของประเทศอีกด้วย 

อย่างไรก็ตามเมื่อชีวิตเริ่มบินขึ้นสูง สำหรับเด็กสาวที่มีความเรียบง่ายในการใช้ชีวิต รับมือกับความกดดันไม่ค่อยเก่ง เคที่ เริ่มกลับรู้สึกว่าหลังได้เหรียญทองโอลิมปิก ชีวิตของเธอมันยากขึ้นแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

แต่ก่อนทุกครั้งที่เธอแพ้จะไม่มีใครสนใจมากมายนัก แต่หลังจากได้เหรียญทองโอลิมปิกแล้ว มีแต่คนจับตาทุกไฟต์ของเธอ ทุกครั้งที่ขึ้นเวทีทุกคนคาดหวังว่าเธอจะต้องชนะ และนั่นเริ่มเป็นช่วงเวลาที่ เคที่ เกิดอาการสับสนในตัวเอง และเมื่อเธอแพ้ขึ้นมาจริงๆ เธอรับแรงกดดันนั้นไม่ไหว จนแทบอยากจะเลิกชกมวยให้รู้แล้วรู้รอด แม้จะมีหลายปัจจัยที่เธอผ่านชีวิตคนดังผู้ยากลำบากได้ แต่ รอย คีน คือคนที่เธอยกให้เป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและความสำเร็จกับเธอมากที่สุด 

 

สายโทรศัพท์เปลี่ยนชีวิต

โอลิมปิก 4 ปีต่อมาที่ริโอ เดอ จาเนโร ในปี 2016 เคที่ ยังคงเป็นตัวเต็งที่จะคว้าเหรียญทองในรุ่นฟลายเวต ทว่าเมื่อเอาเข้าจริงเธอกลับตกรอบ 8 คนสุดท้าย พลาดเหรียญรางวัลอย่างสุดเหลือเชื่อ ด้วยการแพ้ให้กับนักชกโนเนมจากฟินแลนด์อย่าง มิรา พอทโคเน่น และแน่นอนว่าการแพ้ในครั้งนี้ทำให้คน ไอริช ที่เคยโบกธงรับเธอในวันที่คว้าเหรียญทอง เริ่มมองเธอในฐานะนักมวยที่ไม่ฟิตและไม่เก่งเหมือนเก่า คำวิจารณ์ต่างๆ ตามมาตามประสาของโลกไซเบอร์ ซึ่งถ้อยคำเหล่านั้นทำร้าย เคที่ อย่างจังriver

เธอ เป็นคนที่ตั้งกฎกับตัวเองว่าเธอจะไม่ให้เบอร์โทรศัพท์ของเธอกับใคร และไม่ชอบคุยกับใครเป็นการส่วนตัวหลังจากการชกแต่ละไฟต์ ไม่ว่าจะเป็นนักข่าวหรือคนในครอบครัวก็ตามถ้าโทรมาหลังจากที่เธอขึ้นชก เธอจะไม่รับสายนั้นเป็นอันขาด แต่หลังจากแพ้ตกรอบ 8 คนสุดท้ายครั้งนั้นเธอก็เลือกจะแหกกฎของตัวเองด้วยการรับสายจาก รอย คีน …. ชายที่ใครๆ ต่างมองว่าชีวิตนี้ให้กำลังใจใครไม่เป็น

“หลังจากที่แพ้ในโอลิมปิก สายแรกที่โทรเข้ามาหาฉันคือ รอย คีน เขาโทรมาเพื่อบอกว่า “จงเชิดหน้าเข้าไว้” เขาเป็นคนที่มีพลังบวกมากกว่าที่ใครคิด การได้คุยกับเขาในวันนั้นทำให้ฉันมี่พลังมากขึ้นจริงๆ” เคที่ เริ่มเล่าเหตุการณ์เมื่อ 3 ปีก่อน

จริงๆ แล้ว เคที่ เคยเป็นนักฟุตบอลระดับทีมชาติไอร์แลนด์ชุดใหญ่พร้อมๆ กับการชกมวยสากลสมัครเล่น โดยลงสนามให้ทีมยักษ์เขียวไป 11 นัดระหว่างปี 2006-09 ซึ่งแน่นอน คีน เป็นแรงบันดาลใจมาตั้งแต่เด็กทำให้เธอเห็นในสิ่งที่คนอื่นๆ ไม่เคยเห็นในตัว คีน มาก่อน และตัวของ คีน เองก็มีส่วนอย่างมากที่ทำให้ เคที่ เลือกเส้นทางนักมวยและมาได้ไกลถึงเหรียญทองโอลิมปิก 

“พวกเขามีบางสิ่งที่พวกคุณไม่เคยเห็น เขามีจิตใจดีนะ และเขาแค่ไม่ชอบดูเป็นพระเอกในสายตาใคร แต่ความดีในหัวใจของเขานี่ประเสริฐเลยล่ะ” เคที่ กล่าว

คีน กับ เคที่ นั้นได้พบกันครั้งแรกในตอนที่เธอยังเป็นนักฟุตบอลหญิงดีกรีทีมชาติ ไอร์แลนด์ เธอเล่าให้ คีน ฟังว่าเส้นทางลูกหนักของเขามีอิทธิพลของเธอขนาดไหน และคาแร็คเตอร์ของเขา คือ สิ่งที่เธอพยายามเลียนแบบมาโดยตลอดนั่นคือ ไม่กลัวใคร, ไม่กลัวความจริง และ พยายามท้าทายตัวเองแบบไม่หยุดยั้งriver (1)

สิ่งที่ เคที่ ได้จากคีน คือ คำแนะนำที่ไม่น่าเชื่อว่าจะได้จากคนๆ นี้ เมื่อ คีน เป็นคนบอกกับเธอตรงๆ ว่าเลิกเล่นฟุตบอลซะ และเอาดีกับการชกมวยดีกว่า 

“เราได้พูดคุยกัน เขาบอกกับฉันว่าอย่าจริงจังกับอะไรมากเกินไปจนลืมที่จะสนุกกับการทำสิ่งๆ นั้น เขาย้ำให้ชัดเจนว่าความสนุกในการเล่นคือสิ่งสำคัญเป็นอย่างมาก”

คีน มองออกว่าอะไรกันแน่ที่เหมาะกับเธอที่สุด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทั้ง 2 คนมีความเหมือนกันอยู่พอสมควรตรงที่เล่นฟุตบอลบอล และชกมวย คีน เองก็มีพื้นฐานการเป็นนักมวยมาก่อนเหมือนกัน เขามั่นใจว่า เคที่ จะเป็นนักมวยที่เก่งกาจและประสบความสำเร็จได้ แม้แต่ในวันที่ เธอ แพ้ไฟต์ป้องกันเหรียญทองที่ ริโอ คีนก็ยังเป็นคนที่ฉุดเธอขึ้นมาให้สู้อีกครั้ง

จากที่เธอเคยคิดจะเลิกชกมวยหลังจากพลาดเหรียญทองในโอลิมปิกที่ ริโอ การได้คุยกับ รอย คีน ครั้งนั้นทำให้ เคที่ เทย์เลอร์ มองหาความท้าทายใหม่ด้วยการหันมากชกมวยสากลอาชีพและเธอก็ทำมันได้ดีเสียด้วย เพราะนับตั้งแต่เริ่มเทิร์นโปรในปี 2016 จนถึงทุกวันนี้ผ่านมาแล้วถึง 14 ไฟต์ที่เธอไม่เคยแพ้ใครเลยทำสถิติ ชนะ 14 เสมอ 0 แพ้ 0 และเป็นการชนะแบบน็อคเอาต์ 5 ครั้ง ที่สำคัญคือปัจจุบันเธอถือเข็มขัดแชมป์โลกหญิงรุ่นฟลายเวตถึง 4 เส้นจากสถาบัน WBA, IBF, WBO และ WBC ซึ่งเป็นสถาบันหลักครบทั้งหมดkatiedocอย่างไรก็ตามสิ่งที่ เคที่ เทย์เลอร์ พูดถึง รอย คีน ในแง่มุมที่หลายคนไม่เคยเห็นนั้นกลับไม่เคยถูก คีน ตอบกลับผ่านหน้าสื่อเลยแม้แต่ครั้งเดียว ดูเหมือนว่า รอย คีน จะไม่ได้สนเรื่องที่ว่าใครจะมองหรือตัดสินเขาแบบไหน … ทว่าอย่างน้อยๆ เรื่องนี้เราก็ทำให้รู้ว่า รอย คีน ไม่ได้ด่าคนอื่นเป็นอย่างเดียวเท่านั้น ทว่าคำพูดและคำแนะนำของเขานั้นได้ทำให้ ไอร์แลนด์ มีแชมป์มวยหญิงที่ดีที่สุดแห่งยุค แม้ว่าเขาจะไม่ค่อยอยากรับความดีความชอบนี้ก็ตาม

เหตุใดคนเกาหลีใต้ถึงไม่พอใจที่ “ซน ฮึง มิน” ได้สิทธิ์ยกเว้นเกณฑ์ทหาร

“เกณฑ์ทหาร” คำสั้นๆ 3 พยางค์ ซึ่งเป็นที่ถกเถียง ในหมู่ประชาคมโลก ถึงความเหมาะสมว่า ควรมีอยู่ต่อไปหรือไม่ ในสังคมโลกศิวิไลซ์ ปัจจุบัน

 

สำหรับประเทศเกาหลีใต้ แม้จะพัฒนาไปก้าวไกลแค่ไหน แต่ระบบการเกณฑ์ทหาร ยังคงเข้มแข็ง มีมาสืบเนื่องยาวนาน นับตั้งแต่จบสงครามเกาหลี ในยุค 50’s ของศตวรรษที่ 20

ไม่มีผู้ชายคนไหน จะหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหารไปได้ ยกเว้นข่ายบางประการ ที่รัฐบาลเกาหลีใต้กำหนดไว้ ให้ บุคคลผู้นั้นพ้นจากการเป็นทหาร หนึ่งในนั้นคือ การเป็นนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จ ในเวทีนานาชาติ

ซน ฮึง มิน คืออีกหนึ่งคน ที่ได้รับสิทธิ์นี้ ในฐานะหนึ่งในนักเตะ ชุดเหรียญทองเอเชียนเกมส์ 2018 ร่วมกับเพื่อนๆอีก 22 คน ที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ

อย่างไรก็ตาม ทั้งที่เป็นนักเตะชื่อดัง เป็นฮีโร่ของประเทศ และอาจเป็นนักเตะที่เก่งที่สุด ตั้งแต่ประเทศเกาหลีใต้เคยมีมา แต่กลับได้รับเสียงต่อต้าน จากประชาชนในประเทศ ถึงสิทธิ์ที่เขาได้รับ การละเว้นไม่ต้องเข้ากรมรับใช้ชาติ 

ซึ่งไม่ใช่แค่เฉพาะ ซน เท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่มนักกีฬา ประเภทอื่นด้วยเช่นกัน ที่ชาวเกาหลีใต้มองว่า ไม่สมควรได้รับการยกเว้น

 

กีฬากับการโฆษณา

เป็นที่รู้กันดีว่า เกาหลีใต้ เป็นชาติที่อยู่ในสภาวะเสี่ยงสงครามตลอดเวลา เพราะมีอาณาเขต ติดกับเกาหลีเหนือ บริเวณชายแดนระหว่างสองประเทศ มีการทดลองใช้อาวุธ เป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะฝั่งเกาหลีเหนือ ความตึงเครียดปกคลุมชีวิต ของประชาชนทั้งสองประเทศ E12D615C-C857-44A1-A067-2A439D106019

ด้วยเหตุนี้ การเกณฑ์ทหาร จึงมีความสำคัญอย่างมาก เปรียบเสมือนการสร้างความเชื่อมั่นแก่คนในชาติ ว่าพวกเขา จะพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ 

ประเด็นหนึ่งที่ผู้คนในสังคมเกาหลีใต้ มักถกเถียงกันคือ การที่ กลุ่มนักกีฬาที่สร้างชื่อเสียง และความสำเร็จในระดับนานาชาติ จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเกณฑ์ทหาร  ซึ่งหากมองผิวเผิน กีฬา กับ ความมั่นคงชาติ อาจเป็นคนละประเด็น แต่หากมองถึงเหตุผลทางประวัติศาสตร์ เรื่องนี้มีที่มาที่ไปและเหตุผล 

ย้อนกลับไปในช่วงที่เกาหลีใต้ สร้างชาติขึ้นมาใหม่ หลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 ในตอนนั้นเกาหลีใต้ เป็นชาติที่ยากจนติดลำดับต้นๆของเอเชีย ปราศจากเทคโนโลยี และขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือ แต่สิ่งที่พวกเขามี คือ ความเป็นชาติที่ทะเยอทะยาน อยากก้าวขึ้นมาสู่มหาอำนาจของเอเชีย 

รัฐบาลเกาหลีใต้ มองเห็นความสำคัญ ที่จะแสดงศักยภาพให้ชาวโลกได้เห็น ซึ่งวิถีทางที่เลือกใช้ คือการโฆษณาผ่าน “กีฬา” 

ในยุค 70’s และ 80’s ท่ามกลางไฟร้อนของสงครามเย็น การแข่งขันกีฬานานาชาติ เช่น โอลิมปิก ไม่เคยเป็นแค่การแข่งขันกีฬา เพื่อกระชับมิตร พวกเขาให้มหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่สุดในโลก เพื่ออวดแสนยานุภาพ ความแข็งแกร่งของประเทศ ผ่านนักกีฬา ที่เปรียบเหมือนนักรบในอดีต บนสังเวียนที่ต่างออกไป

ปี 1973 เกาหลีใต้ ได้ประกาศกฏหมาย เรื่องข้อยกเว้นการเกณฑ์ทหารของนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จ ในมหกรรมกีฬาระดับชาติ อย่าง โอลิมปิก หรือ เอเชียนเกมส์ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับเหล่านักกีฬา มุ่งมั่นคว้าเหรียญทอง เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ

หลังจากนั้นเป็นต้นมา นักกีฬาเกาหลีใต้ จำนวนไม่น้อยได้ประโยชน์จากกฎหมายนี้ ขณะที่โลกฟุตบอล กฎนี้ถูกประกาศใช้ ในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2002 ที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพร่วมกับญี่ปุ่น 

หากแข้งเสือขาว (มีที่มาจากโลโก้ของสมาคมฯ) สามารถผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้เป็นอย่างน้อย พวกเขาจะได้รับการยกเว้นการเกณฑ์ทหาร ก่อนที่ทีมชาติเกาหลีใต้ จะผ่านเข้าไปจบถึงตำแหน่งอันดับ 4 

สำหรับกีฬาฟุตบอลปัจจุบัน นักเตะที่อยู่ในข่ายได้รับการยกเว้น คือผู้ที่สามารถช่วยให้ทีมชาติประสบความสำเร็จดังนี้ แชมป์ฟุตบอลเอเชียนคัพ,  พาทีมจบ 4 อันดับแรกในฟุตบอลโลก, เหรียญทองเอเชียนเกมส์ และเหรียญรางวัลใดก็ได้ในโอลิมปิก เกมส์ 

เหมือนอย่างตอนที่ทีมฟุตบอลรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี คว้าเหรียญทองแดง โอลิมปิก 2012 ที่กรุงลอนดอน และได้รับลดเวลาการเป็นทหาร จาก 2 ปี เหลือเพียงการฝึกพื้นฐาน 4 สัปดาห์เท่านั้น จบแล้วก็จบกัน

 

เวลาเปลี่ยน ความสำคัญเปลี่ยน

ยุคปัจจุบัน เกาหลีใต้ ได้กลายเป็น ชาติฟุตบอลแถวหน้าของทวีปเอเชีย มีนักเตะมากมายค้าแข้งอยู่ในทวีปยุโรป ตามลีกชั้นนำของโลก ดังนั้นการจะพูดว่า นักบอลเหล่านี้ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ตามที่รัฐบาลเกาหลีใต้ต้องการ คงไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใดA82I0115_1

อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกหมุนเวียนเข้าสู่ ปี 2018 เหตุการณ์การละเว้นการเกณฑ์ทหารของผู้เล่นชุดเหรียญทอง เอเชียนเกมส์ ที่มี ซน ฮึง มิน เป็นตัวชูโรง กลับได้รับแรงต่อต้านอย่างหนักหน่วง บนโลกอินเทอร์เน็ต และกลายเป็นกระแสสังคม อย่างรวดเร็ว 

เหตุผลสำคัญมาจากความเชื่อที่เปลี่ยนไป ชาวเกาหลีใต้จำนวนไม่น้อย คิดว่า นักฟุตบอล รวมถึงนักกีฬาประเภทอื่น เล่นเพื่อตัวเอง ไม่ได้เล่นเพื่อชาติ เล่นเพราะอยากจะรอดเกณฑ์ทหาร ไม่ใช่สร้างชื่อเสียงให้บ้านเกิด 

น้ำตาที่เหล่านักฟุตบอลเกาหลีใต้ ร่ำไห้แบบไม่อายฟ้าอายดิน ในการแข่งขันโอลิมปิก 2016 ที่ประเทศบราซิล ไม่ใช่เพราะเสียใจ ที่ไม่อาจสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติ แต่เป็นเพราะเสียใจ ที่ตัวเอง กำลังต้องไปเป็นทหาร

ต่อให้เป็นเช่นนั้นจริง หากเหล่านักฟุตบอลจะนั่งร้องไห้ เพราะต้องไปเข้ากรมรับใช้ชาติ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดนัก หากมองในมุมนักเตะ เพราะหลายคน อาจกำลังมีอาชีพการค้าแข้งที่สดใส บางคนเล่นในทวีปยุโรป ส่วนบางคนกำลังจะได้ไปเล่นในอนาคตอันใกล้ 

ดังนั้น สำหรับนักฟุตบอลบางคน พวกเขามองว่า การต้องไปเป็นทหารคือการเสียโอกาส เป็นระยะเวลาร่วม 2 ปี จากที่ต้องเล่นบอลในยุโรป กลายเป็นต้องมาเล่นให้กับ ซังจู ซังมู (Sangju Sangmu) ทีมของทหาร รวมถึง อาซาน มูกุงฮวา (Asan Mugunghwa) ทีมของตำรวจในเคลีก ที่บางครั้ง เล่นในลีกพระรอง ไม่ใช่ลีกสูงสุด ด้วยซ้ำไป

เมื่อเป็นเช่นนี้ นักเตะบางคนจึงพยายาม หาทางเลี่ยง การเกณฑ์ทหารให้ได้ เช่น ปาร์ค ชู ยอง อดีตผู้เล่นของอาร์เซนอล ที่ใช้สิทธิ์พำนัก 10 ปี ในประเทศโมนาโก ยืดช่วงเวลา ผ่อนผันการเข้ารับเกณฑ์ทหาร ออกไปได้อีก 10 ปี 

จากที่เขาต้องเข้ากรมในปี 2012 ยืดออกเป็น 2022 นั่นทำให้เขาถูกโจมตีอย่างหนัก จากประชาชนเกาหลีใต้ ด้วยข้อหาไม่เต็มใจรับใช้ชาติ จนเจ้าตัวต้องขอโทษผ่านสื่อ ในเวลาต่อมา แม้ที่สุดแล้ว เขาจะได้รับสิทธิ์ลดหย่อน จากการเป็นส่วนหนึ่งของทีมชุดเหรียญทองแดงโอลิมปิก 2012 ก็ตาม

แต่ที่หนักหนาสาหัส คงเป็นเคสของ ซน ฮึง มิน เขายอมที่จะพลาด การเล่นให้กับ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ต้นสังกัดของเขา ช่วงต้นฤดูกาล เพื่อไปแข่งขันเอเชียนเกมส์ ภาพเหล่านี้ ทำให้ชาวเกาหลีใต้ ตั้งข้อสงสัยกับเหล่านักกีฬาชื่อดังระดับนี้ว่าเขาตั้งใจเล่นกีฬา เพื่อชาติหรือเพื่อตัวเอง?

นอกจากนี้ ชาวเกาหลีใต้ ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า มีการเลือกปฏิบัติ ในวงการกีฬา ที่อาจมีการล็อบบี้ เลือกนักกีฬา ที่อยากหลุดพ้นการเกณฑ์ทหาร ให้เข้าร่วมการแข่งขัน มากกว่าที่จะดูฝีมือ ในเวทีการแข่งขัน

เหตุผลนี้ ยิ่งทำให้เคสของ ซน โดนโจมตีเป็นพิเศษ จริงอยู่ที่ ซน คือนักบอลที่เก่งที่สุดของเกาหลีใต้ แต่ชาวเกาหลีใต้หลายคน เชื่อสนิทใจว่า เหตุผลที่ซนติดทีมนี้ เพราะผู้มีอำนาจบางกลุ่มที่ไม่ต้องการให้แข้งรายนี้ เสียเวลาไปเป็นทหารร่วม 2 ปี แถมยังมีหลักฐานชัดเจน เมื่อข้อตกลงที่ทีมไก่เดือยทอง ตกลงกับสมาคมฟุตบอลฯ ในการปล่อยตัว ซน เล่นรายการนี้ คือสเปอร์สจะได้ใช้งานเขาในช่วงต้นเดือนมกราคม 2019 ก่อนจะปล่อยให้เขากลับมารับใช้บ้านเกิด ในศึกเอเชียนคัพ ตั้งแต่เกมสุดท้ายของรอบแรก

ยิ่งคนเกาหลีใต้ที่ค่อนข้างเซนสิทีฟ กับกระแสสังคม  ย่อมมองว่า นี่เป็นการปฏิบัติ อย่างไม่เท่าเทียม นักฟุตบอลคนรวย ได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจให้ไม่ต้องเป็นทหาร ขณะที่ชาวเกาหลีใต้ยากจน จำนวนมาก มีครอบครัวต้องเลี้ยงดู กลับต้องไปเข้ากรม เสียโอกาสหลายอย่างในชีวิต

อาจจะมีข้อโต้แย้งว่า สุดท้ายแล้ว นักฟุตบอลเหล่านี้ ได้สร้างชื่อเสียง ให้กับประเทศ บนเวทีนานาชาติ แต่คนเกาหลีใต้บางส่วน ไม่ได้มองเช่นนั้น 

เพราะการคว้าเหรียญทอง จากการแข่งขันเอเชียนเกมส์ มักถูกคนเกาหลีมองว่า ไม่ใช่ความสำเร็จที่สร้างชื่อ ให้กับประเทศ เพราะเกาหลีใต้ คือชาติแถวหน้าของเอเชียอยู่แล้ว ถ้าจะได้เหรียญทองคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

คนเกาหลีใต้ อินกับการประสบความสำเร็จในทัวร์นาเมนต์ระดับโลกจริงๆ มากกว่า เช่น ฟุตบอลโลก และ โอลิมปิก แต่สำหรับทัวร์นาเมนต์อย่างเอเชียนเกมส์ อาจไม่มีค่าหรือความหมายเหมือนอย่างในอดีตอีกแล้ว ในมุมมองคนเกาหลีใต้2410238-50103530-2560-1440

“ผมคิดว่า มันไม่ยุติธรรมเลย เพราะประเทศของเราได้เหรียญทอง ในกีฬาฟุตบอล และเบสบอล มาอย่างละ 5 ครั้ง แล้วมั้ง” ปาร์ค ฮันจิน หนุ่มวัย 27 ปี ผู้เคยผ่านประสบการณ์ เป็นทหารเกณฑ์มาแล้ว ตัดพ้อถึงความไม่ยุติธรรม

“ผมคิดว่ามีเหตุผลหลัก เหตุผลเดียว ที่คนเกาหลีใต้ จะให้ความสนใจ กับเกมนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลเอเชียนเกมส์ คือพวกเขาต้องการดูแค่ว่า สุดท้ายแล้ว ซนจะต้องเป็นทหารเกณฑ์หรือไม่” กู ฮยอกโม อีกหนึ่งอดีตทหารเกณฑ์ เผยภาพที่ชัดเจน ถึงความนิยมการแข่งขันเอเชียนเกมส์ กับนิวยอร์กไทม์ส

 

วงการบันเทิง > วงการกีฬา 

อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้กระแสต่อต้าน การละเว้นเกณฑ์ทหาร เกิดขึ้นมา นั่นเป็นเพราะวงการกีฬา มีคู่แข่ง ที่ชาวเกาหลีใต้รู้สึกว่าสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ได้มากกว่า นั่นคือ อุตสาหกรรมบันเทิง โดยเฉพาะศิลปินเค-ป็อป

ย้อนเวลา กันอีกครั้ง ไปในปี 1997 เกาหลีใต้ต้องพบเจอ วิกฤติเศรษฐกิจ ครั้งสำคัญ ในช่วงเวลาเดียวกับ วิกฤตการณ์ ต้มยำกุ้ง ของไทย 

ทำให้รัฐบาล มองหาทางกระตุ้นเศรษฐกิจ ของประเทศอีกครั้ง โดยเลือกใช้วิธีเดิม เหมือนสมัยยุค 70’s คือหาอุตสาหกรรมสักอย่าง สร้างภาพลักษณ์ด้านบวก บนเวทีโลก แต่คราวนี้ เกาหลีใต้มองข้ามวงการกีฬา แล้วหันไปพัฒนาอุตสาหกรรมบันเทิงแทน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ทั้งเหล่านักร้อง นักแสดง ซีรีส์ รายการวาไรตี้ จากเกาหลีใต้ เป็นที่นิยมไปทั่วโลก สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศเกาหลีใต้ โดยเเท้จริง 

เหตุผลนี้ ทำให้ชาวเกาหลีใต้ มีตัวเปรียบเทียบสำคัญ พวกเขามองว่า หากจะมีคนได้รับสิทธิ์ ละเว้นการเกณฑ์ทหาร ก็ขอให้เป็นเหล่าไอดอล ที่สร้างชื่อเสียง ให้กับประเทศในเวทีนานาชาติ รวมถึงสร้างรายได้มหาศาลระดับพันล้านเข้าสู่ประเทศในแต่ละปี

เพราะก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน ที่โด่งดัง ไปทั่วโลกแค่ไหน ทั้ง ดงบังชินกิ (TVXQ), ซุปเปอร์ จูเนียร์ (Super Junior), บิ๊กแบง (BIGBANG) หรือเอ็กโซ (EXO) พวกเขาล้วนต้องเข้ารับเกณฑ์ทหาร ไม่มีทางหลีกเลี่ยงbts-band

ช่วงเวลาเดียวกับที่ ซน ฮึง มิน ได้ละเว้นการเกณฑ์ทหาร คือเวลาเดียวกับที่วงบีทีเอส (BTS) หรือ บังทันโซยอนดัน ไอดอลชายของเกาหลีใต้ โด่งดังแบบสุดขีด บนเวทีโลก 

ถ้าให้สรุปสั้นๆ ว่าพวกเขาดังขนาดไหน บีทีเอส เป็นวงดนตรี ที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุด บนโลกอินเทอร์เน็ต ที่สหรัฐอเมริกา ในปี 2017 มีอัลบั้มขึ้นชาร์ตบิลบอร์ด อย่างต่อเนื่อง และได้อันดับ 1 ในชาร์ต 3 อัลบั้มในปีเดียว ซึ่งไม่เคยมี ใครทำได้มาก่อน นับตั้งแต่ เดอะ บีตเทิลส์ (The Beatles) ทำได้ในปี 1996 

ความโด่งดังนี้ ทำให้พวกเขาได้ขึ้นปกนิตยสาร TIME ในฐานะ Next Generation Leaders หรือผู้นำของคนรุ่นใหม่

ขณะที่ทัวร์คอนเสิร์ตของบีทีเอส มีผู้ชมรวมกันมากกว่า 1,600,000 คน สร้างรายได้ไปกว่า 149 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยคร่าวๆ ได้กว่า 4,591 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนมหาศาล คือเงินที่ไหลเข้าประเทศ ไปพัฒนาประเทศเกาหลีใต้ต่อไป

“ผมเคยทำงานอยู่ที่จอร์แดน ผมสัมผัสได้เลยว่า เค-ป็อปโด่งดังมากแค่ไหน และมีบทบาทอย่างมาก ที่ทำให้คนท้องถิ่น ได้รู้จักประเทศเกาหลีใต้” คัง แทก ยู ครูสอนเทควันโด ที่เคยใช้ชีวิตในต่างแดน กล่าวถึงความโด่งดัง ของอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีใต้ DpR_IyuU4AAT8HE

อย่างไรก็ตาม ในปี 2020 สมาชิกของบีทีเอส จะต้องเริ่มต้นเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ซึ่งส่งผลให้กิจกรรมต่างๆ ของวงต้องลดลงไปโดยปริยาย ทำให้ประชาชนบางส่วน ไม่พอใจ ที่ศิลปินกลุ่มนี้ ไม่ได้รับการละเว้น ในขณะที่ซน กลับไม่ต้องเข้ากรม ทั้งที่ชนะเพียงแค่ เหรียญทองเอเชียนเกมส์

“ผมคิดว่าสมาชิกของบีทีเอส ควรได้รับการละเว้นการเกณฑ์ทหาร” ซง กยองแทค อดีตนักสกี ทีมชาติเกาหลีใต้ แสดงความเห็น “ถ้าชาวเกาหลีใต้ไปต่างประเทศ แล้วพวกเขาไม่รู้ว่า เรามาจากไหน เพียงแค่บอกว่า เราเป็นคนชาติเดียวกับบีทีเอส พวกเขาจะรู้จักเราในทันที”

“คนรุ่นใหม่จำนวนมาก กำลังตั้งคำถามกับประเทศ ในพื้นที่สาธารณะ ทำไมศิลปินที่ขึ้นบิลบอร์ดชาร์ต ถึงมีค่าน้อยกว่า นักกีฬาที่ชนะการแข่งขัน?” ฮา แทกยอง นักกฎหมายชาวเกาหลีใต้กล่าว

 

อย่างน้อยก็สู้เพื่อชาติ

เสียงต่อต้าน จากชาวเกาหลีใต้ ทำให้รัฐบาลต้องรีบออกมาตอบรับ ด้วยการพร้อมทบทวน พิจารณา ถึงการละเว้นเกณฑ์ทหาร ให้มีความโปร่งใส และยุติธรรมมากขึ้น south-korea-requires-all-males-to-serve-in-the-military--heres-what-its-like1535454628

“เรามีแผนอยู่แล้ว ที่จะเปลี่ยนแปลงระบบถึงการคัดเลือกทหาร ในส่วนของประชาชน จากอุตสาหกรรมบันเทิง และกีฬาใหม่อีกครั้ง” กี ชานซู กรรมธิการ ของกองทัพเกาหลีใต้ กล่าว

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่าชาวเกาหลีใต้ทุกคน จะไม่เห็นด้วย กับการละเว้นการเกณฑ์ทหารของ ซน ฮึง มิน เพราะถึงอย่างไร นักกีฬาทุกคน ที่ลงเล่นให้กับทีมชาติ ในนามเกาหลีใต้ คือตัวแทนของชาติ มีธงชาติ ปักอยู่บนหน้าอกเสื้อ

“ผมยืนยันได้ว่า นักกีฬาที่จะไปเล่นในกีฬาโอลิมปิกทุกคน พวกเขาอยากไปแข่ง เพราะต้องการเหรียญทอง เพื่อเป็นเกียรติประวัติของตัวเอง และประเทศชาติ ไม่ได้หวังผล เรื่องการเกณฑ์ทหาร” ซง กยองแทค กล่าว

ทั้งนี้ ในช่วงที่ซน ฮึง มิน กำลังแข่งขันรายการ โอลิมปิก 2016 มีชายชาวเกาหลีใต้หลายคน ยื่นเรื่องต่อกรมทหาร ขอเพิ่มเวลารับใช้ชาติเป็น 2 เท่า แทน ซน ฮึง มิน ที่พลาดเป้าคว้าเหรียญ จนไม่ได้สิทธิ์ละเว้นการเกณฑ์ทหารในตอนนั้น

ขณะเดียวกันตัวของซน ได้ออกมาเปิดปาก หลังเกิดเรื่องราวความขัดแย้ง โดยมีตัวเองเป็นต้นเหตุ สุดท้ายเขายืนยันว่า เขาเต็มใจรับใช้ชาติ เพื่อสร้างเกียรติยศให้ประเทศ และไม่เกี่ยงหากต้องไปเล่น ให้กับทีมทหารในอนาคต

“การคว้าเหรียญทอง ในเอเชียนเกมส์ คือสิ่งสำคัญ ของชีวิตผม เพราะผมได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ ผมได้เห็นผู้คนมากมายมีความสุข กับชัยชนะของเรา เป็นภาพที่ผมจะไม่ลืม”

“ถ้าผมไม่ได้เหรียญทอง ผมก็เต็มใจ จะไปเล่นให้กับทีมของทหาร (ซังจู ซังมู) อย่างไรก็ตาม ผมดีใจ ที่ผมทำได้สำหเร็จ เพื่อชาติของผม”

เหรียญย่อมมีสองด้าน และขึ้นอยู่กับว่า จะมองที่ด้านไหน ความเหมาะสมของการละเว้น การเกณฑ์ทหาร ให้กับเหล่านักกีฬา ยังคงดำเนินต่อไป แต่วิธีแก้ที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การจำกัดความว่า ใครสมควรได้รับการยกเว้น เพราะอาจเป็นการปรับเปลี่ยนวิธี การเกณฑ์ทหารในรูปแบบใหม่ ให้เหมาะสมกับโลกที่เปลี่ยนไป

ด้วยสภาพความตึงเครียดที่ลดน้อยลง ระหว่างสองชาติเกาหลี ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้ เตรียมปรับลดจำนวนทหารลงในอนาคต รวมถึงลดระยะเวลา ในการรับใช้ชาติ โดยจะเริ่มต้นในปี 2021 เพื่อปรับให้เข้ากับยุคสมัย และลดแรงเสียดทานจากประชาชน ที่จำนวนไม่น้อย อยากให้การเกณฑ์ทหาร เป็นเรื่องของการสมัครใจมากกว่า

เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะประกอบอาชีพใด ทั้งนักกีฬา นักร้อง นักแสดง พนักงานบริษัท พ่อค้า หรือคนตกงาน ล้วนต้องการที่จะกำหนด ชะตาชีวิตของตัวเอง มากกว่าให้ใครคนอื่นมาบังคับ

ชนชั้นใดถึงเป็นนักกีฬาเกาหลีเหนือได้? แพ้แล้ว… ต้องไปขุดเหมืองจริงหรือ?

เกาหลีเหนือถือเป็นประเทศที่ลึกลับสำหรับคนภายนอกมาอย่างยาวนาน และด้วยความที่วางตัวตรงข้ามกับชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ทำให้มีข้อมูลในด้านลบหลุดออกมาให้ชาวโลกได้รับรู้กันมากมาย โดยเฉพาะการกดขี่ข่มเหงประชาชน ความอดอยากหิวโหย ความพยายามหนีออกจากประเทศของชาวเกาหลีเหนือ รวมทั้งการถูกลงโทษของนักกีฬาโสมแดงที่ไม่ประสบความสำเร็จในการแข่งขันระดับนานาชาติ

 

เคอร์ติส เมลวิน หนึ่งในนักวิชาการอาวุโสของสถาบันอเมริกัน-เกาหลี วิทยาลัยระหว่างประเทศศึกษาชั้นสูงจอห์น ฮอปกิ้นส์ ให้ข้อมูลว่า เมื่อปีที่แล้ว คิม จอง อึน ใช้งบประมาณไปกับกีฬาของประเทศ 6 เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมด

ระบบการสร้างนักกีฬาของประเทศลึกลับแห่งนี้ คริสโตเฟอร์ กรีน นักวิเคราะห์สถานการณ์ของเกาหลีเหนือ เล่าถึงวิธีการปั้นนักกีฬาของเกาหลีเหนือว่า รูปแบบจะเหมือนกับประเทศคอมมิวนิสต์ทั้งหลาย จะมีการเลือกเด็กๆ จากโรงเรียน ทหาร ตำรวจ หรือแรงงานจากโรงงานที่ให้การสนับสนุนกีฬานั้นๆ อยู่แล้ว มาปลุกปั้น เนื่องจากเกาหลีเหนือขาดงบประมาณในการพัฒนากีฬาเมื่อเทียบกับจีนหรือรัสเซีย พี่ใหญ่ของชาติคอมมิวนิสต์ 

“อย่างไรก็ตาม การจะมาเป็นนักกีฬาของชนชาตินี้ไม่ใช่มีดีแค่พรสวรรค์”

3-229

“ซองบุน” หลักกำหนดชีวิตของชาวเกาหลีเหนือ

ชิเกมุระ โทชิมิตสึ อาจารย์ของมหาวิทยาลัยวาเซดะ ในประเทศญี่ปุ่น ที่ศึกษาค้นคว้าเรื่องราวของเกาหลีเหนืออย่างจริงจัง ให้ข้อมูลว่า ภูมิหลังของครอบครัว หรือ “ซองบุน” มีผลต่ออนาคตของเด็กที่จะถูกปั้นเป็นนักกีฬาอย่างมาก เพราะเด็กคนนั้นต้องไม่อยู่ในครอบครัวที่ไม่มีเรื่องความเสื่อมเสียในเรื่องความรักชาติมาก่อน และจะเน้นสร้างนักกีฬาที่จะออกไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศเป็นหลัก อาทิ มวยปล้ำ, กีฬาต่อสู้, ฟุตบอล โดยมีทั้งแคมป์ภายในกรุงเปียงยาง และต่างประเทศ

การจัดลำดับชนชั้นของคนเกาหลีเหนือ หรือ “ซองบุน” เป็นหลักการในการแบ่งชนชั้นของคนเกาหลีเหนือตั้งแต่เกิด พิจารณาจากภูมิหลังของบรรพบุรุษทั้งในด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ รวมทั้งพฤติกรรมที่ผ่านมาในอดีต ของผู้ที่มีสายเลือดเดียวกับทารกคนนั้น ถูกกำหนดขึ้นโดยคิม อิล ซุง ผู้นำคนแรกของเกาหลีเหนือ โดยซองบุนแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ กระจายออกเป็น 51 ชนชั้น ถูกยกให้เป็นการแบ่งชนชั้นที่กดขี่มากที่สุดระบบหนึ่งของโลก

 

3 กลุ่มใหญ่ของซองบุนแบ่งออกเป็น

1.กลุ่มภักดี : 28 เปอร์เซ็นต์ ชนชั้นนี้ประกอบด้วย นักปฏิวัติ, ทายาทของทหารที่สู้เพื่อเกาหลีเหนือและเสียชีวิตในสงคราม เกษตรกร และครอบครัวของเกษตรกร กลุ่มคนเหล่านี้จะได้อาศัยอยู่ในกรุงเปียงยาง ได้รับอาหาร ที่อยู่ ยารักษาโรค การศึกษาที่ดี มีหน้าที่การงานระดับสูง

2.กลุ่มลังเล : 45 เปอร์เซ็นต์ ประกอบด้วยประชาชนที่เคยอาศัยอยู่ในเกาหลีใต้หรือจีนมาก่อน รวมทั้งคนที่ญาติอพยพไปอยู่ในเกาหลีใต้, พ่อค้าธุรกิจขนาดเล็ก, ปัญญาชน, ผู้ชำนาญการทางไสยศาสตร์ ซึ่งกลุ่มนี้จะถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

3.กลุ่มปรปักษ์ : 27 เปอร์เซ็นต์ ประกอบด้วยทายาทของเจ้าของที่ดิน, เศรษฐี, นักบวชในศาสนาต่างๆ, นักโทษการเมือง, ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือเกาหลีใต้ในช่วงสงครามเกาหลี รวมไปถึงผู้ที่ถูกตัดสิน ว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามของพรรคแรงงาน หรือผู้ที่ติดต่อกับกลุ่มอำนาจภายนอกประเทศ

การเก็บข้อมูลซองบุนจะมีการทำแฟ้มข้อมูลของแต่ละบุคคลที่มีอายุมากกว่า 17 ปี ถ้าอายุน้อยกว่านั้นข้อมูลจะอยู่รวมกับพ่อแม่ สำหรับข้อมูลส่วนตัวของประชาชนเกาหลีเหนือจะถูกบริหารจัดการโดยซอฟต์แวร์ “Faithful Servant 2.0” ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบซองบุนได้จากคอมพิวเตอร์ของกระทรวงรักษาความสงบภายในทั้งในระดับภาคและจังหวัด

 

ซองบุนมีผลอย่างมหาศาลต่อชีวิตและอนาคต

คนประเทศนี้ไม่สามารถเลือกอาชีพได้ด้วยตัวเอง และฝ่ายปกครองจะเป็นผู้เลือกให้ ถ้ามีซองบุนต่ำก็จะได้ทำงานใช้แรงงาน ในทางกลับกัน ถ้ามีซองบุนสูงก็จะได้งานระดับสูงที่สามารถคาดหวังไปถึงการมีตำแหน่งที่ดีในพรรคแรงงานได้ ที่เกาหลีเหนือแทบไม่สามารถฝืนข้อบังคับนี้ได้ ไม่ว่าจะมีความสามารถในด้านนั้นๆ ขนาดไหน โอกาสที่จะถูกยกระดับไปทำงานที่สูงกว่าซองบุนมีน้อยมาก

เช่นเดียวกับหน้าที่การงาน ถ้าพ่อแม่มีซองบุนที่ดี ลูกก็จะมีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดีไปด้วย แต่ถ้าซองบุนต่ำแล้ว ไม่ว่าจะตั้งใจเรียนขนาดไหน ก็เป็นไปได้ยากที่จะได้รับการศึกษาที่ดี สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุของความขุ่นเคืองพ่อแม่ของลูกที่เกิดในครอบครัวที่ซองบุนต่ำ แต่ไม่โทษระบบการแบ่งชนชั้น ระบบนี้ยิ่งสร้างความแข็งแกร่งให้ชนชั้นสูง และไม่อนุญาตให้ชนชั้นต่ำกว่าลืมตาอ้าปาก ผู้ที่ซองบุนสูงก็จะเรียนในโรงเรียนเดียวกัน ไปเจอกันในวิทยาลัยเดียวกัน ซึ่งเครือข่ายเหล่านี้ก็จะจับมือกันสร้างประโยชน์ให้กับพรรคพวกตัวเองในอนาคต

ด้วยความที่เกาหลีเหนือจะมีการปันส่วนอาหารให้ประชาชน ดังนั้นซองบุนจึงเป็นเกณฑ์กำหนดปริมาณอาหารที่แต่ละครอบครัวจะได้รับ ซองบุนที่สูงจะได้อาหารที่ดีอย่างสมบูรณ์ และลดหลั่นกันลงมาตามภูมิหลังที่ถูกกำหนดไว้

หนังสือ Kim Il-song’s North Korea (โดย เฮเลน-หลุยส์ ฮันเตอร์) ระบุว่า ซองบุนจะเห็นผลอย่างชัดเจนก็ต่อเมื่อเด็กคนนั้นอายุ 12 ปี ซึ่งจะเป็นช่วงที่จะต้องเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษา ณ เวลานั้นเขาจะรู้ว่าตัวเองยืนอยู่จุดไหนของสังคม เพราะทุกอย่างไม่ได้ตัดสินจากความฉลาด หรือมีความเป็นผู้นำในชั้นเรียน มันขึ้นอยู่กับซองบุนต่างหาก

ในมุมของดนตรีหรือกีฬาก็เช่นกัน แม้ว่าเด็กคนนั้นจะทำมันได้ดีขนาดไหน ซองบุนที่ไม่เหมาะสมก็จะทำให้ความพยายามในการจะเป็นนักกีฬาหรือศิลปินไร้ค่าไปในทันที และซองบุนก็อาจจะพานักกีฬาที่มีพรสวรรค์ที่สุดคนหนึ่ง ไปเป็นแรงงานตามเหมือง ถ้าภูมิหลังของพวกเขาไม่ดีพอ

 

มีโอกาสเปลี่ยนแปลงซองบุนได้หรือไม่?

โรเบิร์ต คอลลินส์ อดีตเจ้าหน้าที่ในกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา ที่ผันตัวมาเป็นนักวิจัยและนักเขียน บอกว่า ในช่วงกลางทศวรรษ 90 เกาหลีเหนือประสบปัญหาขาดแคลนอาหารอย่างหนัก ทำให้มีการตั้งตลาดมืดในการซื้อขายแลกเปลี่ยนอาหารเกิดขึ้น จุดนี้จึงทำให้กลุ่มชนชั้นปรปักษ์มีโอกาสที่จะหาเงินจากการขายของ และนำเงินเหล่านั้นมาติดสินบนชนชั้นสูงในการที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ แต่ไม่ได้บอกว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงซองบุนในแฟ้มชีวิตของตัวเองได้

เดอะ การ์เดี้ยน สื่ออังกฤษเคยรายงานว่า ในหลายปีหลัง ซองบุนดูเหมือนจะลดความศักดิ์สิทธิ์ลงไปเรื่อยๆ เพราะมีเจ้าหน้าที่ในพรรคแรงงานจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับการเอาการกระทำในอดีตของบรรพบุรุษมาตัดสินชีวิตของลูกหลาน

 

การแข่งขันกีฬาในเกาหลีเหนือ

ช่วงก่อน ค.ศ.1990 เกาหลีเหนือเคยมีการจัดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ 14 รายการในแต่ละปี จนกระทั่งหลังปี 1990 เป็นต้นมา ก็เริ่มลดจำนวนลงไปเรื่อยๆ เหลือเพียงเทศกาลแข่งขันฟิกเกอร์สเก็ตที่ภูเขาแพ็กตู ก่อนจะมาฟื้นฟูวงการกีฬาของประเทศทั้งการเป็นเจ้าภาพกีฬานานาชาติและการส่งนักกีฬาออกไปแข่งขันในต่างประเทศ

ปี 1975 โช ชาง ซอป นักวิ่งมาราธอนเกาหลีเหนือไปคว้าแชมป์รายการโกซิเซ พีช มาราธอน ที่เช็กโกสโลวาเกีย ซึ่งเป็นมาราธอนที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปและเก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากบอสตัน มาราธอนเท่านั้น ทำให้เขาเป็นนักกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประเทศในช่วงนั้น หลังจากนั้นอีก 6 ปี เปียงยางก็จัดการแข่งขันเปียงยาง มาราธอนขึ้น ในเดือนเมษายน 1981 ซึ่งก็จัดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นรายการระดับบรอนซ์ ลาเบล หรือระดับ 3 ของสหพันธ์กรีฑานานาชาติด้วย

ฟุตบอลลีกในเกาหลีเหนือมีทั้งทีมชายและทีมหญิง ซึ่งฟุตบอลลีกชายเริ่มก่อตั้งในปี 1960 มาจนถึงฤดูกาลล่าสุดมีทั้งหมด 13 ทีม ทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด คือ เอพริล 25 (April 25) เป็นแชมป์ลีกมาแล้วถึง 16 สมัย0023ae9885da13646b0a05

ฟุตบอลหญิงของประเทศนี้ประสบความสำเร็จในเวทีโลกมากกว่าฟุตบอลชายเสียอีก ในขณะที่แข้งชายไปฟุตบอลโลกมา 2 ครั้ง (1966, 2010) แต่ฟุตบอลหญิงไปมาแล้ว 4 สมัย ปี 1999, 2003, 2007, 2011 เคยได้แชมป์ฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชียมาแล้ว 2 สมัยติดต่อกัน ปี 2001, 2003

ทีมฟุตบอลหญิงมิดเดิลสโบรห์ จากอังกฤษ เคยมาทัวร์เตะอุ่นเครื่องในเกาหลีเหนือมาแล้วเมื่อปี 2010 และได้ลองลิ้มความเก่งกาจของเอพริล 25 สปอร์ตคลับ กับคาลเมกิ สองทีมฟุตบอลหญิงของเกาหลีเหนือเล่นงาน เอพริล 25 ยำใหญ่ 6-2 และคาลเมกิถล่ม 5-0 การแข่งขันสองแมตช์ดังกล่าว มีแฟนบอลเข้าชมถึง 6,000 คน เป็นสถิติยอดผู้ชมสูงสุดในเวลานั้น

นอกจากนั้นบาสเกตบอลก็เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมของท่าผู้นำ โดยคิม จอง อิล อดีตผู้นำมีหอเก็บวิดีโอการแข่งขันของไมเคิล จอร์แดน อดีตซุปเปอร์สตาร์นักยัดห่วงชาวอเมริกันทุกแมตช์ ปี 2013 เคยมีการให้เดนนิส ร็อดแมน นักบาสเกตบอลชาวอเมริกันมาช่วยสอนเทคนิคให้บาสเกตบอลทีมชาติเกาหลีเหนือด้วย86579bda74c32fe572caa577afab56e4

กีฬาฤดูหนาวอย่างฮอกกี้น้ำแข็งลีก ฟิกเกอร์สเก็ตก็เป็นกีฬาขึ้นชื่อของประเทศนี้ แต่ยังไม่มีแชมป์ในระดับนานาชาติ ที่นี่มีสนามกอล์ฟ 18 หลุม เปียงยาง กอล์ฟ คอมเพล็กซ์ อยู่ห่างจากเปียงยาง 20 ไมล์ และใช้เป็นสถานที่จัดแข่งขันกอล์ฟสมัครเล่น “ดีพีอาร์เค อเมเจอร์ กอล์ฟ โอเพ่น” มาตั้งแต่ปี 2011 และเปิดให้นักกอล์ฟต่างชาติมาแข่งขันได้ด้วย

 

ทำไมปิดประเทศแต่ยังส่งนักกีฬาแข่งขันนอกประเทศ?

เกาหลีเหนือเป็นประเทศที่มีความเข้มงวดในเรื่องการเดินทางอย่างมาก แม้แต่คนในประเทศที่จะเดินทางไปยังต่างจังหวัดจะต้องขออนุญาตกับทางการก่อน และต้องมีเอกสารยืนยันให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตรวจสอบได้ในกรณีที่เรียกดู ดังนั้นการเดินทางเข้า-ออกประเทศยิ่งเป็นเรื่องยากเข้าไปใหญ่

อี ซอง ยุน ผู้เชี่ยวชาญเกาหลีศึกษา สถาบันเฟล็ตเชอร์ มหาวิทยาลัยเทิร์ฟส์ บอกว่า การส่งนักกีฬาออกไปแข่งขันมหกรรมต่างๆ เป็นการก้าวข้ามความน่าสงสารที่คนภายนอกมองว่าประเทศนี้เป็นประเทศล้าหลังก็เท่านั้น  

แม้แต่นิวยอร์ก ไทม์ส ยังให้เหตุผลว่า เพราะชาวโลกจะได้มีเรื่องอื่นให้นึกถึงเกาหลีเหนือบ้าง ไม่ใช่แค่เรื่องการสร้างอาวุธนิวเคลียร์เพียงอย่างเดียว

 

เกาหลีเหนือกับโอลิมปิกเกมส์

เกาหลีเหนือส่งนักกีฬาแข่งขันมหกรรมกีฬาของมวลมนุษยชาติครั้งแรก ในโอลิมปิกเกมส์ ฤดูหนาว 1964 ที่อินน์สบูร์ก ประเทศออสเตรีย และได้มา 1 เหรียญเงิน จากฮาน พิล ฮวา ในกีฬาสปีด สเก็ตติ้ง 3,000 เมตรหญิง ในศึกฤดูหนาว เกาหลีเหนืออาจจะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เพราะหลังจากเหรียญเงินของฮาน พิล ฮวาแล้ว ก็มีอีกเพียงเหรียญทองแดงเดียวจากฮวาง อ๊อก ซิล ในสปีด สเก็ตติ้ง 500 เมตร ที่ฝรั่งเศส เมื่อปี 1992

อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในโอลิมปิก ฤดูร้อน เป็นอย่างมาก ได้มาแล้วถึง 16 เหรียญทอง จากการส่งแข่งขัน 10 ครั้ง เริ่มครั้งแรกในปี 1972 ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี แต่บอยคอตการแข่งขันปี 1984 ที่ลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา และ 1988 ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพ เนื่องจากปัญหาทางการเมือง

ยิมนาสติก ยูโด มวยปล้ำ มวยสากลสมัครเล่น ยกน้ำหนัก เป็นกีฬาที่สร้างเหรียญทองให้เกาหลีใต้มาโดยตลอด แต่เหรียญทองแรกในโอลิมปิก ฤดูร้อน ของทัพนักกีฬาโสมแดงกลับมาจากกีฬายิงปืนท่านอน 50 เมตรชาย ที่รี โฮ จุน ทำได้เมื่อปี 1972 นอกจากนั้นได้เหรียญทองจากมวยสากลสมัครเล่น 2 เหรียญ ยิมนาสติก 3 เหรียญ มวยปล้ำ 3 เหรียญ ยกน้ำหนัก 5 เหรียญ และยูโด 2 เหรียญ

 

ความพ่ายแพ้ที่มาพร้อมหายนะ

ฟุตบอลเป็นกีฬาเบอร์ต้นๆ ที่คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือให้ความสนใจ ร่วมกับบาสเกตบอล ทำให้เขาเพ่งมองผลงานนักกีฬาเกาหลีเหนือในฟุตบอลเป็นหลัก ถ้าผลงานออกมาดีจะได้รับรางวัลอย่างงามเมื่อกลับถึงบ้าน แต่ถ้ากลับมาพร้อมกับความพ่ายแพ้ ก็โดนลงโทษเช่นกัน

ในฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ สื่อเกาหลีใต้และสื่อตะวันตกรายงานอย่างพร้อมเพรียงกันว่า นักเตะเกาหลีเหนือถูกลงโทษเมื่อกลับถึงบ้านเกิด หลังจากที่ทำผลงานได้ย่ำแย่ แพ้ทั้ง 3 แมตช์ในรอบแบ่งกลุ่ม หนึ่งในนั้นเป็นการแพ้โปรตุเกส 0-7

บาร์นี่ เฮนเดอร์สัน ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์เทเลเกราฟ รายงานว่า นักเตะทั้งทีม (ยกเว้นจอง แต เซ และอาน ยอง ฮัก สองแข้งเกาหลีเหนือที่เกิดในญี่ปุ่น ซึ่งบินตรงกลับไปญี่ปุ่นทันที) รวมทั้งสต๊าฟฟ์โค้ช ได้ถูกนำตัวไปที่ทำเนียบวัฒนธรรม เพื่อรับฟังคำตำหนิจากปัก มยอง ชอล รัฐมนตรีกีฬา โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐ 400 คน นักศึกษาและนักข่าวร่วมอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย โดยในเหตุการณ์ดังกล่าว นักเตะทุกคนจะต้องร่วมใจกันโยนความผิดให้กับโค้ชของตัวเอง  

ขณะที่โชซุน อิลโบ สื่อเกาหลีใต้รายงานอีกว่า เป็นเรื่องปกติที่นักกีฬาและโค้ชเกาหลีเหนือที่ทำผลงานไม่ดีในกีฬาระดับนานาชาติจะถูกส่งตัวไปด่านกักกันเพื่อเป็นการลงโทษ

ชิเกมุระ โทชิมิตสึ บอกว่า นักกีฬาเกาหลีเหนือที่คว้าเหรียญรางวัลกลับมาได้ จะได้รับรางวัลเป็นที่พักอาศัยที่ดีขึ้นกว่าเดิม อาหารการกินก็สมบูรณ์พูนสุขมากขึ้น มีรถยนต์ขับ หรืออาจจะเป็นรางวัลอื่นๆ จากท่านผู้นำ ในทางกลับกันถ้าหอบความพ่ายแพ้กลับมา คิม จอง อึน จะแสดงความไม่พอใจอย่างมาก และจะลงโทษด้วยการทำให้ชีวิตความเป็นอยู่แย่ลง ลดอัตราการปันส่วนอาหาร อยู่ในที่พักที่แย่ลง หรือถ้าทำให้ผิดหวังมาก ก็อาจจะถูกส่งไปทำงานในเหมืองเลยทีเดียว

นอกจากนั้นชิเกมุระ โทชิมิตสึ บอกไว้ตรงกับที่โชซุน อิลโบรายงานไว้ว่า นักเตะเกาหลีเหนือชุดฟุตบอลโลก 2010 ต้องเข้ารับการวิจารณ์และอบรมอย่างเคร่งเครียด ที่ไม่สามารถต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ในการคว้าชัยชนะจากการแข่งขันฟุตบอลโลกได้ ส่วนโค้ชนั้นถูกลงโทษให้เป็นแรงงานไปตลอดชีวิต

 

บทลงโทษของผู้แพ้

ไมเคิล แมดเดน นักวิชาการที่เป็นผู้ก่อตั้ง www.nkleadershipwatch.org เว็บไซต์ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนืออย่างใกล้ชิด ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสถาบันอเมริกัน-เกาหลี วิทยาลัยระหว่างประเทศศึกษาชั้นสูงจอห์น ฮอปกิ้นส์ ให้ข้อมูลว่า ชาวเกาหลีเหนือทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในชนชั้นไหนจะต้องเข้ารับการอบรมปรัชญา “จูเช” หรือ “การพึ่งตัวเอง” ซึ่งเป็นแนวคิดของคิม อิล ซุง อดีตผู้นำเกาหลีเหนือคนแรก ซึ่งจะเข้ารับการอบรมทุก 2 สัปดาห์ แต่สำหรับนักกีฬาที่ออกแข่งขันในต่างประเทศแล้วผลงานน่าผิดหวัง จะต้องเข้ารบการอบรมบ่อยกว่าเดิม 3-4 วันต่อครั้ง เพื่อให้สำนึกถึงสิ่งที่ต้องทำเพื่อประเทศชาติมากกว่าประชาชนทั่วไป และจะถูกลงโทษให้ใช้แรงงานที่ไม่หนักมาก เช่น ขุดท่อระบายน้ำ, กวาดถนน เป็นต้น

ชอย ฮยอน มี อดีตนักมวยเกาหลีเหนือที่หนีออกจากบ้านเกิดมาอยู่ในเกาหลีใต้ กล่าวกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ว่า ถ้านักกีฬาเกาหลีเหนือแพ้นักกีฬาญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ หรือสหรัฐอเมริกา จะต้องถูกเข้าเขตกักกันเป็นการลงโทษ และไม่มีโอกาสที่จะได้แข่งขันอีกเลย

การลงโทษนักกีฬาที่ไม่ประสบความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นในยุคของคิม จอง อิล (ปกครองประเทศระหว่างปี 1997-2011) หรือคิม จอง อึน ผู้นำคนปัจจุบันเท่านั้น แต่ได้มีมาตั้งแต่ยุคของคิม อิล ซุง(ปกครองประเทศระหว่างปี 1966-1994) ผู้นำคนแรกมาแล้ว

โชล ฮวาน คัง อดีตนักเตะทีมชาติเกาหลีเหนือที่สามารถฝ่าฝันเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 1966 ที่ประเทศอังกฤษ ได้เล่าในหนังสือชีวประวัติของตัวเอง “The Aquariums of Pyongyang” ว่า หลังจากที่ทีมโสมแดงล้มอิตาลีในรอบ 16 ทีม และผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้นั้น มีข่าวเล็ดรอดไปถึงผู้นำที่กรุงเปียงยางว่า แข้งโสมแดงฉลองกันแบบเมาปลิ้น แถมยังแหกกฎห้ามมีเซ็กส์ระหว่างที่ไปแข่งขันด้วย หลังจากนั้นก็แพ้โปรตุเกสในรอบ 8 ทีมกลับบ้านไป เมื่อถึงบ้านนักเตะก็ถูกจับเข้าไปอยู่ในค่ายกักกัน

โชล ฮวาน คัง เล่าในหนังสืออีกว่า ปาร์ก ซึง จิน เพื่อนร่วมทีมฟุตบอลโลก 1966 ที่รอดชีวิตออกจากค่ายกักกันได้ ถูกเพื่อนร่วมชะตากรรมในด่านกักกันเรียกว่า “ไอ้แมลงสาบ” เพราะเขาจับแมลงทุกชนิดที่พบเจอในช่วงที่ถูกลงโทษมากินประทังชีวิต รวมทั้งแมลงสาบนั่นเอง

รางวัลตอบแทนของเหล่าฮีโร่

ในส่วนของมุมผู้ที่ประสบความสำเร็จ รางวัลตอบแทนเป็นเรื่องที่คุ้มค่า นักกีฬาเหล่านั้นจะมีหน้ามีตาในสังคม ยอง ฮวางโบ อดีตนักไอซ์ฮอกกี้หญิงทีมชาติเกาหลีเหนือ บอกว่า รางวัลที่ได้จากความสำเร็จในการแข่งขันนั้นมากมายก็จริง ทั้งรถและที่อยู่อาศัย แต่การมอบรางวัลไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย หรืออาจจะเรียกว่าน้อยมาก เพราะความสำเร็จที่ท่านผู้นำมองว่าควรค่าแก่รางวัลระดับนั้นจะต้องเป็นนักกีฬาที่ได้เหรียญในโอลิมปิกเกมส์หรือศึกชิงแชมป์โลกเท่านั้น

สื่อของพรรคแรงงานรายงานว่า นักกีฬาของเกาหลีเหนือทุกคน ได้รับแรงบันดาลใจจากความความรัก ความห่วงใยจากพรรคแรงงาน ทำให้ประสบความสำเร็จอย่างมากมายในการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ

ขณะที่สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า นักกีฬาที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศจะได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ ทั้งการรายงานข่าวสารความสำเร็จทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมไปถึงการสร้างสารคดี ภาพยนตร์ เกี่ยวกับนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จด้วย โดยเฉพาะหลังจากที่คิม จอง อึน ขึ้นมารับตำแหน่งผู้นำประเทศแล้ว ก็เริ่มมีการสร้างและปรับปรุงสนามกีฬา สาธารณูปโภคด้านกีฬามากขึ้น รวมทั้งมีการจัดงานเลี้ยง มีปฏิสัมพันธ์กับนักกีฬาเกาหลีเหนือมากขึ้น

 

การลงโทษที่อาจเป็นเพียงข่าวลือ?

ถึงจะมีข่าวคราวการลงโทษนักกีฬาที่ไม่ประสบความสำเร็จให้ได้เห็นกันมากมาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเรื่องจริงเสมอไป อูโด เมอร์เคล อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมวิทยาการกีฬา ในมหาวิทยาลัยไบรตัน ประเทศอังกฤษ แสดงทรรศนะในอีกมุมหนึ่งว่า ไม่เชื่อว่านักกีฬาเกาหลีเหนือจะถูกขังคุก ถ้าทำผลงานออกมาแย่ ตัวอย่างจากนักฟุตบอลชาย เมื่อจบฟุตบอลโลก 2010 ไปได้ครึ่งปี นักเตะหน้าเดิมก็ลงแข่งขันให้ได้เห็นอีก แถมหลังจากนั้น 2 ปี ผู้เล่นทีมชุดดังกล่าว อย่าง รี กวาง ชอน ก็ได้ย้ายมาร่วมทีมเมืองทองฯ ยูไนเต็ด พร้อมพา “กิเลนผยอง” คว้าแชมป์ไร้พ่าย

ขณะที่สมาคมฟุตบอลเกาหลีเหนือเองก็เคยถูกสอบถามจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ(ฟีฟ่า) ถึงการลงโทษนักเตะชุดฟุตบอลโลก 2010 ซึ่งเซ็ปป์ แบล็ตเตอร์ ประธานฟีฟ่าในขณะนั้น ได้ให้มีการสอบสวนเรื่องนี้หลังจากที่สถานีวิทยุ Free Asia ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริการายงานเรื่องนี้ออกมา

โดยได้รับคำตอบว่า ข่าวนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะนักเตะชุดนั้นยังคงลงซ้อมเพื่อเตรียมแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 16 อยู่

ฟีฟ่าออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “จากข้อมูลที่มีอยู่ในมือ และตรวจสอบแหล่งที่มาทั้งหมดแล้ว ฟีฟ่าเชื่อมั่นว่าการลงโทษจากข่าวที่ออกมานั้น ไม่ใช่เรื่องจริง”

นี่คือเบื้องหลังชีวิตของนักกีฬาโสมแดงหลังหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจรับใช้ชาติ จากคำบอกเล่าของผู้ประสบด้วยตัวเอง และเล่ากันปากต่อปาก ซึ่งน้อยคนในโลกภายนอกจะมีโอกาสเข้าพิสูจน์ว่า จริงหรือไม่!

จอห์น ร็อคเกอร์ นักกีฬา ‘ขวาจัด’ ที่คนนิวยอร์กเกลียดที่สุดในประวัติศาสตร์

ว่ากันว่าสิ่งที่นักกีฬาไม่ควรพูดถึงมากที่สุดมีอยู่ไม่กี่เรื่อง … ซึ่งนอกจากเรื่องการเมืองแล้ว ก็มีเรื่องเชื้อชาตินี่แหละ ที่ไม่ควรแสดงความคิดเห็นในเชิงลบโดยเด็ดขาด

 

อย่างไรก็ตามสำหรับนักกีฬาบางคน พวกเขามองว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ไม่ชอบก็แค่พูดออกไป สิทธิ์ของข้าใครจะทำไม? ยกตัวอย่างเช่น นักเบสบอลที่ดีที่สุดคนหนึ่งของยุค 2000’s

จอห์น ร็อคเกอร์ คือนักกีฬาที่ชาว นิวยอร์ก ทั้งเมืองพร้อมใจกันเกลียดเขาโดยไร้เงื่อนไข … ทำไมจึงเป็นแบบนั้น 

ติดตามได้ที่นี่

 

พิทเชอร์มือฉกาจ

พิทเชอร์ คือหนึ่งในตำแหน่งของผู้เล่นเบสบอล โดยตำแหน่งนี้จะมีหน้าที่ขว้างบอลให้เพื่อนร่วมทีมที่เป็นแคชเชอร์ และต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ แบตเตอร์ ของทีมตรงข้าม ซึ่งยืนขวางทางแคชเชอร์นั้นตีลูกโดน ดังนั้นจึงพอกล่าวได้ว่า พิทเชอร์ คือตำแหน่งที่สำคัญต่อทีมเป็นอันดับแรกๆ และคนที่จะก้าวขึ้นมาอยู่ในฐานะพิทเชอร์มือฉกาจนั้นต้องเป็นคนที่เก่งจริง ขว้างบอลได้หลากหลายสไตล์ และยังต้องผ่านการแข่งขันในระดับสูงกว่าที่จะก้าวขึ้นมายืน 1 ในวงการ 0cd1cc75f4168d9e1917f20436d40017_crop_exact

จอห์น ร็อคเกอร์ คือเด็กเทพที่เกิดมาเพื่อเป็นพิทเชอร์โดยแท้จริง เขาฝึกขว้างบอลตั้งแต่เรียนประถม ก่อนจะได้รับการคัดเลือกเข้าโรงเรียน First Presbyterian Day ในรัฐจอร์เจีย ช่วงมัธยม 

สิ่งที่ยอดเยี่ยมของเจ้าหนู “ร็อคเกอร์พิทเชอร์” คือสมัยที่เป็นนักกีฬาระดับมัธยม เขาเคยขว้าง โนฮิตเตอร์ (ไม่มีผู้เล่นทีมคู่แข่งตีลูกที่พิทเชอร์ขว้างโดน และวิ่งเข้าเบสได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว) ถึง 3 เกมติดต่อกัน ซึ่งถือว่าเป็นทักษะในระดับที่เหนือกว่าเด็กรุ่นเดียวกันมากโข พรสวรรค์และการฝึกฝนคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ จอห์น ร็อคเกอร์ มีเส้นทางวัยรุ่นที่ง่ายดายอย่างที่สุด เพราะเขาไม่จำเป็นต้องดิ้นรนเรื่องการเรียนมหาวิทยาลัยเลยแม้แต่น้อย มีหลายมหาวิทยาลัยในเมืองแอตแลนต้า และรัฐจอร์เจีย มากมายที่ต้อนรับเขาในโควต้านักกีฬา สุดท้ายเขาเลือก University of Georgia ที่มีทีมเบสบอลที่มีชื่อเสียงนามว่า Georgia Bulldogs ซึ่งนำไปสู่การเข้าระบบลีกอาชีพใน MLB (เมเจอร์ลีก เบสบอล) ครั้งแรกกับทีม แอตแลนต้า เบรฟส์ ในปี 1998

จอห์น ใช้เวลา 1 ปีพัฒนาตัวเองขึ้นมาเล่นในระดับอาชีพ ด้วยการทำเซฟถึง 38 เกม ในปี 1999 และพาทีมเข้าสู่รอบเพลย์ออฟ แถมไปไกลถึงรอบชิงแชมป์ เนชั่นแนลลีก (รอบชิงแชมป์สาย ผู้ชนะจะได้เข้าไปเล่นใน เวิลด์ ซีรี่ส์ ศึกชิงแชมป์ประจำฤดูกาล พบแชมป์ อเมริกันลีก) ด้วยการเข้าไปพบกับ นิวยอร์ก เม็ตส์ ทีมจากมหานครที่ไม่มีวันหลับไหล 

ศึกครั้งชิงแชมป์ของ 2 ทีมจากภาคตะวันออกนี้ไม่ใช่แมตช์ธรรมดา เพราะทั้ง นิวยอร์ก เม็ตส์ และ แอตแลนต้า เบรฟส์ ต่างก็เป็น 2 ทีมที่ชิงความยิ่งใหญ่ประจำสาย 

เม็ตส์ นั้นอยู่มาตั้งแต่ยุคก่อตั้ง เนชั่นแนลลีก ในปี 1962 ขณะที่ เบรฟส์ คือทีมที่ก่อตั้งขึ้นมาปี 1994 และเป็นหน้าใหม่ที่อยากจะล้มยักษ์เก่าให้ได้ ทั้งคู่เป็นไม้เบื่อไม้เมา หรือที่เรียกได้ว่าคู่รักคู่แค้นกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งศึกในปี 1999 ครั้งนี้ถูกเติมไฟให้ร้อนขึ้นแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะมาถึงของผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง จอห์น ร็อคเกอร์ นั่นเอง 

 

เติมไฟให้การแข่งขัน

ด้วยความที่เป็นเกมที่มีเดิมพันสูง แถมศักดิ์ศรีก็กินกันไม่ลง ทำให้อุณหภูมิของเกมเดือดดาลขึ้นโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีใครขยี้ ทว่า จอห์น ร็อคเกอร์ เชื่อว่าเกมจะสนุกได้มากกว่านั้นหากเขาได้พูดอะไรออกไป และมันเป็นสิ่งที่ติดอยู่ในใจของเขามายาวนาน 

เรื่องของเรื่องก็คือว่าที่ แอตแลนต้า บ้านเกิดของ จอห์น นั้นเป็นเมืองที่มีผู้อพยพมากมาย มีชาวอเมริกันผิวขาว น้อยกว่ากลุ่มคนผิวดำ, เม็กซิกัน และ ชาวเอเชียอพยพ ดังนั้นเขาจึงมีจุดยืนที่ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นพวกอนุรักษ์นิยม หรือถ้าจะอธิบายด้วยบริบทปัจจุบันให้เห็นภาพง่ายๆ คือ เขาคือกลุ่มคนที่ยกมือสนับสนุน โดนัลด์ ทรัมป์ ให้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกานั่นเอง

จอห์น เป็นอเมริกันผิวขาวชนชั้นกลางค่อนข้างบนของประเทศ พ่อแม่ของเขามีฐานะมีการศึกษา ขณะที่ตัวของเขาแม้จะเป็นนักกีฬามาตั้งแต่เด็ก แต่เกรดเฉลี่ยของ จอห์น ตอนเรียนมัธยมก็สูงถึง 3.5 และพ่อของเขาบอกว่าลูกชายเป็นเด็กฉลาดมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

จากสิ่งแวดล้อมดังกล่าว ทำให้เราพอจะคาดเดาได้ว่าครอบครัวของ ร็อคเกอร์ เป็นพวกอนุรักษ์นิยม ไม่เชื่อเรื่องความเท่าเทียม และไม่สนับสนุนกลุ่มหัวก้าวหน้าหรือ “ลิเบอรัล” นั่นเอง  เพราะมีการเปิดเผยจากเว็บไซต์ Bleacher Report ว่าสมัยที่อยู่ในระดับมหาวิทยาลัย เขาเคยเรียกเพื่อนร่วมทีมที่เป็นคนผิวดำว่า “ไอ้ลิงอ้วน” 412092f520ce727becfcbf34d28d167c_crop_north

แม้จะเป็นสิ่งที่ทั่วโลกพยายามรณรงค์ และไม่มีใครชอบใจ แต่ดูเหมือนว่า จอห์น จะยึดมั่นในการเป็นตัวของตัวเองสูงมาก เขาเคยพูดถึงประเด็นเรียกเพื่อนร่วมทีมด้วยถ้อยคำเหยียดเชื้อชาติในแนวๆ ที่ว่า “ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมผิดตรงไหน?” 

“ไอ้หนุ่มคนนั้นควรจะโดนจับเข้าคุก แต่แทนที่จะเป็นอย่างนั้น เขากลับมาเป็นนักบาสเกตบอล คุณคิดว่ายังไงล่ะ?” จอห์น กล่าว  

ตัวของเขาอธิบายภายหลังว่าเขาไม่ได้คิดจะเหยียดผิวหรือเหยียดเชื้อชาติใครก่อน ทว่าบางครั้งจุดยืนของเขาทำให้มักจะโดนคนอื่นเข้ามารังควานเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เป็นประจำ นั่นทำให้เขาต้องตอบโต้แบบแรงๆ ไป ซึ่งสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ประเด็นที่สังคมเอามาโจมตีเขาจนไม่ได้ผุดได้เกิดหรอก ของจริงมันเริ่มตอนปี 1999 ของ ซีรี่ส์ เม็ตส์ ปะทะ เบรฟส์ ต่างหาก 

มันเป็นธรรมดาที่นักข่าวจะต้องสัมภาษณ์ผู้เล่นดาวเด่นของแต่ละทีม และแจ็คพ็อตก็มาแตกเมื่อ Sports Illustrated เลือกสัมภาษณ์ จอห์น ร็อคเกอร์ ในหัวข้อที่ว่า คุณคิดอย่างไรหากวันหนึ่งได้มาเล่นให้กับทีมในมหานครนิวยอร์ก อย่าง นิวยอร์ก แยงกี้ส์ และ นิวยอร์ก เม็ตส์? ร็อคเกอร์ ตอบกลับแบบที่คนทั้งเมืองต้องตะลึงว่า …

“ไม่หรอก ผมคงเลิกเล่นก่อนนั่นแหละ นิวยอร์ก เป็นเมืองที่วุ่นวายที่สุด คุณนึกภาพว่าคุณต้องขึ้นรถไฟไปสนามแข่งสิ บรรยากาศมันคงเหมือนนั่งรถไฟในเบรุต (เมืองหลวงของประเทศ เลบานอน)” ร็อคเกอร์ จั่วหัวแบบไม่กลัวใคร

“เด็กผู้หญิงย้อมหัวสีม่วง นั่งติดกับคนแปลกหน้าที่ติดโรคเอดส์ หันไปด้านขวาเจอไอ้หนุ่มที่เคยผ่านคุกมาแล้ว 4 ครั้ง ถัดจากนั้นไปอีก 1 ตัว เจอกับสาวอายุ 20 ที่เป็นคุณแม่ลูกสี่” 

“สิ่งที่ผมชิงชังมากที่สุดในนิวยอร์ก ก็คือพวกคนต่างชาติพวกนี้แหละ ไม่ว่าจะเดินไปไหนมาไหนในเมืองนี้ ผมแทบไม่ได้ยินคนพูดภาษาอังกฤษกัน มีแต่ภาษาเกาหลี, เวียดนาม, อินเดีย, รัสเซีย และ สเปน ผมสงสัยมาก ไอ้คนพวกนี้มันเข้ามาในประเทศของเราได้อย่างไร”

ที่ จอห์น พูดแบบนั้นก็เพราะว่านิวยอร์ก เป็นเมืองที่ติดอันดับมีผู้อพยพจากต่างประเทศเข้ามาอาศัยมากที่สุดเมืองหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา และทำให้กลุ่มคนอนุรักษ์นิยมอย่าง จอห์น ไม่พอใจนั่นเอง 

“ไม่มีที่ไหนในประเทศนี้ จะมีคนที่อยู่ๆ เดินเข้ามาปาขวดน้ำใส่คุณแล้วตะโกนโหวกเหวกว่า “เฮ้ย เมื่อคืนฉันได้แม่แกแล้ว แม่แกมันอย่างเด็ดเลยว่ะ เห็นได้ชัดว่าสิ่งพวกนี้มันทำให้นิวยอร์กเสื่อมโทรม และพวกเขาเองก็รู้ว่าผมพูดถูก” จอห์น ร็อคเกอร์ ซ้ำอีกดอก

 

ความรู้สึกที่เปลี่ยนไม่ได้

การที่ จอห์น พูดออกไปอย่างนั้น เป็นเหมือนการจุดไฟให้กับคนทั้งนิวยอร์กโดยแท้ ทุกคนไม่พอใจที่อยู่ดีๆ ไอ้หนุ่มจากอีกฝั่งมาจาบจ้วงด้วยสีหน้ายิ้มเยาะ ดังนั้นเกมการแข่งขันระหว่าง เม็ตส์ และ เบรฟส์ จึงดุเดือดเข้มข้นเล่นกันถึง 6 เกมเลยทีเดียว329-37281-original

ส่วนตัวของจอห์น ยังคงเป็นทองไม่รู้ร้อน ทุกครั้งที่เขาขว้างได้แต้ม เขามักจะออกแอ็คชั่นยียวนกวนประสาทแฟนเบสบอลที่เข้ามาเพื่อด่าทอและโจมตีเขา และสิ่งที่ต้องยอมรับคือ ณ ตอนนั้น เบรฟส์ เป็นทีมที่ดีกว่าและเอาชนะ เม็ตส์ ไป 4-2 เกม นอกจากจะโดนพูดจาจาบจ้วงแล้วยังแพ้ในเกมอีก ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ จอห์น ร็อคเกอร์ กลายเป็นคนที่ชาวนิวยอร์กเกลียดเป็นอันดับ 1 แห่งยุคเลยทีเดียว

จะเก่งแค่ไหนแต่การแสดงจุดยืนที่ไม่ฉลาดแบบนี้ ก็ทำให้ จอห์น ร็อคเกอร์ ต้องเจอกับชีวิตนักกีฬาที่ประสบปัญหา จริงๆ เขาควรจะเล่นในลีกได้อีกเป็น 10 ปีด้วยอายุเพียง 20 กว่าๆ ในตอนนั้น แต่ความจริงคือ เขาเข้ามาในลีกและได้เล่นเพียงแค่ 5 ปี ก็ไม่มีทีมไหนเลือกใช้งาน ซึ่งเราพอคาดเดาได้ว่าเหตุผลไม่น่าจะมาจากเรื่องฟอร์มการเล่นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น 

“ผมเคยเป็นเพื่อนร่วมทีมกับเขาในช่วงปี 1996 เขาเป็นพวกไอ้บ้าจอมฟิวส์ขาด เมื่อเขากำลังเพี้ยน ทางดีที่ดีที่สุด คือคุณควรจะอยู่ห่างๆ เขาไปเสียดีกว่า” เคอร์รี่ ลิกเท่นเบิร์ก อดีตเพื่อนร่วมทีมกล่าว

นอกจากนี้ยังมีอดีตโค้ชของ จอห์น ทั้งสมัยเรียนและสมัยเล่นอาชีพอีกหลายคน ที่กล่าวว่า เบสบอล คือเรื่องของการให้ความเคารพและความอ่อนน้อมถ่อมตน … ซึ่งบางครั้งก็เบรกเขาได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่มันจะไม่ใช่อย่างนั้น 

หลายสิ่งหลายอย่างรวมกันกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้สุดท้าย จอห์น ร็อคเกอร์ ประกาศวางมือไปในปี 2003 ซึ่งเขายังอายุแค่ 28 ปีเท่านั้น 

การวางมือของ จอห์น นั้นแปลกประหลาดกว่านักเบสบอลฝีมือดีคนอื่นๆ ตรงที่เขาได้รับเสียงด่าทอ และซ้ำเติมจากแฟนๆ มากกว่าคำชมหรือการพูดสิ่งดีๆ ที่เคยสร้างไว้ 

“ไอ้หมอนี่เป็นคนที่น่าเกลียดที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา อาชีพเบสบอลของเขาสั้นขนาดนั้นมันก็ไม่แปลก เพราะสมองของมันก็เล็กจิ๋วไม่ต่างกันหรอก” นักเขียนเจ้าของนามปากกา “มิเชล” จากเว็บไซต์ www.rockersucks.com … ชื่อคุ้นๆ ใช่ไหม? ไม่แปลกหรอก เพราะเว็บไซต์นี้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อรวมพลคนเกลียด จอห์น ร็อคเกอร์ โดยเฉพาะ 

เมื่อความเกลียดชังปะทะความเกลียดชังก็ไม่มีอะไรหยุดอยู่ จอห์น ร็อคเกอร์ กลายเป็นคนที่เดินหน้าทำแคมเปญเพื่ออนุรักษ์นิยมอีกมากมายหลังจากที่เขาเลิกเป็นนักเบสบอลอาชีพ 

เขาเคยสนับสนุนแคมเปญ “สปีค อิงลิช” หรือ “พูดอังกฤษสิ” เพื่อบอกเล่าถึงจำนวนผู้อพยพที่เข้ามาสร้างความลำบากให้สหรัฐอเมริกาทั้งๆ ที่ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ นอกจากนี้ยังปรากฎภาพเขาใส่เสื้อที่สกรีนว่า “ลิเบอรัล ซัค” หรือ ไอ้พวกหัวก้าวหน้าจอมห่วยแตก 

จอห์น เดินหน้าลุยเรื่องพวกนี้อย่างเต็มที่ ในช่วงปี 2012 ที่ บารัค โอบาม่า ได้เป็นประธานาธิบดีของ อเมริกา จอห์น ก็โพสต์ข้อความบอกว่า “อเมริกากำลังเข้าสู่ความโง่เขลาอีกครั้ง”

และไม่ต้องแปลกใจเลยว่าในอีกไม่กี่ปีต่อมาที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดี จอห์น ร็อคเกอร์ จะมีความสุขขนาดไหน เขายกมือเชียร์ทรัมป์เต็มที่ และมีความสุขที่ผลการเลือกตั้งเป็นไปตามที่หวังjohn-rocker-1

“อเมริกาต้องการใครสักคนที่ตรงไปตรงมา ไม่มือถือสากปากถือศีล ไม่ชอบอะไรก็พูดออกมา และไม่โอนอ่อนต่อสิ่งอื่นๆ และผมเชื่อว่า โดนัลด์ ทรัมป์ คือชายคนนั้น” นี่คือสิ่งที่ จอห์น ร็อคเกอร์ ว่าไว้

มาถึงตรงนี้คงยากที่ จอห์น คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไร และจะมีใครทำให้เขาเลิกคิดแบบนั้น แต่สิ่งที่หนึ่งที่เราควรรู้คือโลกคนนี้มีผู้คนมากมายร้อยพ่อพันแม่ บางครั้งพวกเขาก็แตกต่างและทำอะไรที่เป็นเส้นขนานกับบริบทสังคม 

สิ่งที่เราทำได้คือ “ปล่อยให้มันเป็นไป” ใช้ชีวิตของเราให้มีความสุข ไปในที่ที่อยากไป กินในสิ่งที่อยากกิน เพราะชีวิตมันสั้นเกินกว่าที่คุณจะจงเกลียดจงชังใครสักคนไปจนตาย … 

เรย์ มิสเตริโอ คนเล็กหัวใจใหญ่ ผู้เปิดประตูมวยปล้ำเม็กซิกันสู่สายตาคนทั่วโลก

ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนมวยปล้ำ เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก เรย์ มิสเตริโอ (REY MYSTERIO) นักมวยปล้ำตัวเล็กใจใหญ่ เจ้าของท่าไม้ตาย 619 ที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของเราเสมอ

 

ผลงานเบื้องหน้าของ เรย์ มิสเตริโอ คือเรื่องราวที่รู้จักกันดี แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่นักมวยปล้ำสายเลือดเม็กซิกัน จะได้รับการยอมรับในวงกว้าง เรย์ มิสเตริโอ ต้องทำงานอย่างหนักตั้งแต่วันแรก กว่าจะประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้

เราจะพาพาคุณไปดูเรื่องราวของ เรย์ มิสเตริโอ ตั้งแต่วันที่เขาไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ชื่อนี้ จนถึงวันที่ถูกคนทั่งโลกเรียกว่าราชา และยังคงยืนหยัดบนเวทีมวยปล้ำมานานกว่า 30 ปี rey-mysterio-wwe-return

ก่อนจะเป็น เรย์ มิสเตริโอ

สิ่งแรกที่ทุกคนควรรู้เกี่ยวกับ เรย์ มิสเตริโอ นั่นคือ ชื่อ เรย์ มิสเตริโอ ไม่ใช่ชื่อจริงของนักมวยปล้ำรายนี้ ชื่อจริงของเขาคือ ออสการ์ กูเตียร์เรซ (Óscar Gutiérrez) 

ส่วนชื่อ เรย์ มิสเตริโอ เป็นนามแฝงของนักมวยปล้ำชาวเม็กซิโกรายหนึ่ง ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในยุค 70’s จากการปล้ำในสมาคมท้องถิ่นที่เมืองติฮัวนา ประเทศเม็กซิโก โดยชื่อ เรย์ มิสเตริโอ มีความหมายว่า ราชาผู้ลึกลับrey-mysterio-sin-mascara

การใช้นามแฝงแทนชื่อจริงในฐานะนักมวยปล้ำ ถือเป็นเรื่องปกติในวัฒนธรรมมวยปล้ำเม็กซิโก หรือ ลูชา ลิเบร (Lucha Libre) ซึ่งมีเอกลักษณ์สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การสวมหน้ากากคลุมศีรษะสีสันสดใส โดยชื่อแฝงของนักมวยปล้ำแต่ละราย สามารถส่งต่อให้กับนักมวยปล้ำรุ่นต่อไปได้ หากมองเห็นนักมวยปล้ำรุ่นใหม่ ที่มีศักยภาพมากพอจะแบกเกียรติยศบนหน้ากากของนักมวยปล้ำรายนั้นต่อไป

เมื่อเวลาล่วงเลยเข้าสู่ปี 1987 เรย์ มิสเตริโอ ซีเนียร์ (Rey Misterio Sr.) เปิดยิมสอนมวยปล้ำที่เมืองติฮัวนา เขามีลูกศิษย์ฝีมือดีมากมายที่แฟนมวยปล้ำรู้จักกันดี ไม่ว่าจะเป็น คอนแนน (Konnan), ไซโคซิส (Psicosis) หรือ ไซคลอป (Ciclope) แต่จนแล้วจนรอด ไม่มีใครที่ถูกรับเลือก ให้ใช้ชื่อ เรย์ มิสเตริโอ ต่อจากตำนานรายนี้

วันหนึ่ง เรย์ มิสเตริโอ ซีเนียร์ ได้รู้จักกับลูกศิษย์คนใหม่ เขาเป็นเด็กชายวัย 8 ขวบ ที่เดินทางเพียงลำพังกว่า 20 ไมล์ ข้ามชายแดนสหรัฐอเมริกา-เม็กซิโก เด็กชายไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นหลานชายของเขา ผู้สืบทอดสายเลือดโดยตรงของ เรย์ มิสเตริโอ

“มันเป็นความคิดที่อยู่ในหัว และอยู่ในใจของผมเสมอ เมื่อไรก็ตามที่ผมขึ้นปล้ำแมตช์แรก ผมจะได้ใช้ชื่อ เรย์ มิสเตริโอ จูเนียร์ ผมคิดว่าเป็นเรื่องง่ายสำหรับผม” เรย์ มิสเตริโอ คนปัจจุบันที่เรารู้จักกันดี ย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการสืบทอดชื่อ เรย์ มิสเตริโอ จากคุณลุง

“ถามว่าทำไม? หนึ่งเลยคือลุงไม่มีลูก ผมเป็นเหมือนลูกชายของเขา และที่สำคัญ พวกเราคือสายเลือดเดียวกัน อย่างไร เรย์ มิสเตริโอ ก็จะเป็นชื่อของผม ในฐานะนักมวยปล้ำ”

สิ่งที่ เรย์ มิสเตริโอ จูเนียร์ คิดไม่ได้ผิดเลยแม้แต่น้อย เขาคือนักมวยปล้ำพรสวรรค์สูงมากที่สุดคนหนึ่ง เท่าที่โลกนี้เคยรู้จัก แม้จะสูงเพียง 160 เซนติเมตร และหนักไม่ถึง 65 กิโลกรัม เขาควรจะสร้างชื่อเสียงให้โลกรู้จักได้ตั้งแต่ตอนนั้น หากไม่ติดว่ากฎหมายของสหรัฐอเมริกา ไม่สามารถให้ใบอนุญาตทำงานแก่เด็กอายุ 15 ปี

แต่เรื่องดังกล่าวไม่ใช่ปัญหา เขามีคุณลุงเป็นตำนานนักมวยปล้ำในเมืองติฮัวนา และแม้จะต้องเริ่มต้นที่ค่ายมวยปล้ำท้องถิ่นของเม็กซิโก ด้วยชื่อ เรย์ มิสเตริโอ มันคงไม่ยากที่เขาจะสร้างชื่อเสียง จนก้าวขึ้นสู่ระดับสูงอย่างรวดเร็ว

โชคร้ายที่ทุกอย่างไม่ได้ง่ายอย่างที่เขาคิด …

“เมื่อแมตช์แรกของผมมาถึง ผมไม่ได้ใช้ชื่อ เรย์ มิสเตริโอ จูเนียร์ ตอนนั้นผมช็อคมาก” เรย์ จูเนียร์ ย้อนเล่าช่วงเวลาที่เปลี่ยนเส้นทางมวยปล้ำของเขาไปตลอดกาล

“ผมถามลุงผมว่าทำไม ลุงตอบแค่ว่า ผมยังไม่พร้อม ผมยังไม่พร้อมที่จะแบกชื่อนั้นไว้ ตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้ผมบอกได้เลยว่า เขาพูดถูกต้องที่สุด”

ก่อนจะเป็น เรย์ มิสเตริโอ ที่รู้จักกันในปัจจุบัน นักมวยปล้ำรายนี้ใช้ชื่อว่า “กิ้งก่าเขียว” หรือ “ฮัมมิงเบิร์ด” ในช่วงเริ่มต้นของอาชีพ ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นหลานของนักมวยปล้ำชื่อดัง และต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อรับค่าจ้างไม่ถึง 20 ดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับนักมวยปล้ำหน้าใหม่

สถานการณ์ปากกัดตีนถีบ ผลักดันให้เจ้ากิ้งก่าเขียว พัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งปี 1991 หลังก้าวสู่เส้นทางนักมวยปล้ำอาชีพได้ 2 ปี คุณลุงของเขาก็ใจอ่อน ยอมมอบชื่อ เรย์ มิสเตริโอ ให้แก่หลานชาย โลกจึงได้รู้จักกับ เรย์ มิสเตริโอ จูเนียร์ นักมวยปล้ำรุ่นใหม่ที่จะสานต่อตำนานของราชาผู้ลึกลับ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

เผยแพร่มวยปล้ำเม็กซิกัน

ปี 1992 เรย์ มิสเตริโอ จูเนียร์ ก้าวเข้าสู่สมาคมใหญ่ในประเทศเม็กซิโกอย่าง AAA (Asistencia Asesoría y Administración) แต่ตัวเขาไม่ได้รับการผลักดันมากนัก โดยยังคงปล้ำอยู่ในระดับกลาง ไม่มีผลงานอะไรโดดเด่น65884_1197397348_f_1

ไฮไลต์ในอาชีพของ เรย์ มิสเตริโอ ช่วงนั้น คือการปล้ำในสมาคม World Wrestling Association สมาคมท้องถิ่นของเมืองติฮัวนา ที่ เรย์ มิสเตริโอ เปิดศึกกับนักมวยปล้ำร่วมค่าย ไซโคซิส ทั้งสองสร้างแมตช์มวยปล้ำที่ร้อนแรง แต่โชคร้ายที่มันถูกจำกัดอยู่ในวงแคบ ชื่อเสียงของ เรย์ มิสเตริโอ จึงไม่เคยไปไกลกว่าเมืองแถบชายแดนของเม็กซิโก

โชคชะตาของ เรย์ มิสเตริโอ มาถึงจุดเปลี่ยนในปี 1995 เมื่อ พอล เฮย์แมน เจ้าของค่าย ECW (Extreme Championship Wrestling) ค่ายมวยปล้ำอินดี้มาแรงของสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น ได้เห็นเทปการปล้ำระหว่าง เรย์ และ ไซโคซิส ทันทีที่ดูจบ พอล เฮย์แมน ไม่รีรอที่จะโทรหาใครสักคน เพื่อนำนักมวยปล้ำทั้งสองรายเข้ามาสู่ค่าย

“มันคือสิ่งที่ร้อนแรงที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น และมันไม่ใช่คู่เอกของวันด้วยซ้ำ เด็กสองคนนี้ขึ้นไปบนเวทีเพื่อสร้างสิ่งมหัศจรรย์ทุกคืน” พอล เฮย์แมน ย้อนเล่าถึงความหลัง ในวันที่เขาได้รู้จักกับ เรย์ มิสเตริโอ

“มันคือมวยปล้ำที่แตกต่างออกไป สิ่งที่เรียกว่า ลูชา ลิเบร ไม่เคยมีใครในประเทศนี้ (สหรัฐอเมริกา) เคยเห็นมันมาก่อน แม้ว่า WCW จะเคยทำโชว์มวยปล้ำลูชาในลอสแอนเจลิส แต่มันโคตรจะห่วยแตก”

พอล เฮย์แมน ไม่รอช้า ดึงตัว เรย์ มิสเตริโอ และ ไซโคซิส จากเม็กซิโก สู่เมืองฟิลาเดลเฟีย บ้านของ ECW พอล เฮย์แมน จับทั้งสองมาเจอกันตั้งแต่แมตช์แรก และทำในสิ่งที่เด็กทั้งสองต้องตะลึงงัน คือไม่พูดสิ่งใดนอกจากว่า “พวกเอ็งออกไปปล้ำ และทำให้เต็มที่”

เรย์ มิสเตริโอ และ ไซโคซิส ยืนงงอยู่กับที่กว่า 20 นาที เพราะถึงพวกเขาจะเป็นยอดฝีมือในเม็กซิโก แต่สำหรับสหรัฐอเมริกา พวกเขาคือน้องใหม่ที่ยังคงตื่นเต้น และต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เรย์ มิสเตริโอ จึงตัดสินใจ บุกไปยังห้องทำงานของ พอล เฮย์แมน เพื่อถามให้รู้ชัดว่า เขาต้องการอะไรกันแน่

“ทำทุกอย่างที่นายจำเป็นต้องทำ ปล้ำมวยปล้ำ ต่อยกัน บิน หรืออัดก่อนให้เลือดออก ทำอะไรก็ได้ที่นายต้องการ ทำอะไรก็ได้ที่ทำให้คนดูเห็นว่า นายคือนักมวยปล้ำที่ดีที่สุดในโลก” พอล เฮย์แมน ตอบกลับมา

“เรย์ แล้วนายคิดว่านายคือนักมวยปล้ำที่ดีที่สุดในโลกหรือเปล่าล่ะ?”

เรย์ มิสเตริโอ ตอบคำถามทั้งหมดของ พอล เฮย์แมน ด้วยการปล้ำกับไซโคซิส พวกเขานำศาตร์ ลูชา ลิเบร มวยปล้ำจากเม็กซิโกที่ชาวอเมริกันไม่เคยเห็น เข้ามาผสมผสานกับสไตล์ฮาร์ดคอร์ของ ECW ได้อย่างลงตัว ทุกครั้งที่ทั้งคู่พบกัน เสียงร้องของแฟนใน ECW Arena จะดังก้องไปทั่ว เพื่อตอบรับมวยปล้ำสุดเร้าใจที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต

ชมแมตช์การปล้ำระหว่าง เรย์ มิสเตริโอ และ ไซโคซิส ด้านล่าง

ความสำเร็จของ เรย์ มิสเตริโอ ใน ECW ทำให้เขาได้รับการยกย่องจนถึงทุกวันนี้ ในฐานะนักมวยปล้ำที่เผยแพร่สไตล์ ลูชา ลิเบร ที่เคยถูกจำกัดอยู่ในเม็กซิโก ให้กระจายตัวสู่สหรัฐอเมริกา 

ก่อนที่ตัว เรย์ มิสเตริโอ เอง จะกลายเป็นผู้เปิดประตู นำมวยปล้ำสไตล์ ลูชา ลิเบร ให้แฟนมวยปล้ำทั่วโลกได้รู้จัก ผ่านผลงานของใน WWE จนได้รับฉายา “ราชาแห่ง ลูชา ลิเบร” มาจนถึงทุกวันนี้

 

ภารกิจสุดท้ายของราชา

เวลาล่วงเลยผ่านจากวันแรกที่ เรย์ มิสเตริโอ ก้าวสู่สหรัฐอเมริกา มายาวนานกว่า 20 ปี ทุกวันนี้เขายังคงเป็นนักมวยปล้ำระดับสูงของ WWE และยังคงได้รับความนิยมจากแฟนมวยปล้ำมากหน้าหลายตา ไม่ว่าจะเป็นแฟนมวยปล้ำรุ่นเก่าที่ติดตามมานาน หรือแฟนมวยปล้ำรุ่นใหม่ที่เพิ่งรู้จัก เรย์ มิสเตอริโอ ในฐานะตำนานที่ยังคงโลดแล่นในวงการ014_RAW_12062020jgc232464d53bc720c

แต่หากมองในความเป็นจริง ความโด่งดังของ เรย์ มิสเตริโอ ไม่ใช่เรื่องดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักมวยปล้ำสไตล์ลูชาด้วยกันเอง เพราะนั่นหมายความว่า WWE ไม่สามารถปั้นนักมวยปล้ำลูชารุ่นใหม่ขึ้นมาแทน เรย์ มิสเตริโอ ได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ WWE ดึงตัว เรย์ กลับมาสู่สมาคมอีกครั้ง หลังจากโบกมือลาไปในปี 2013

ทุกวันนี้ เรย์ มิสเตริโอ ยังคงเป็นนักมวยปล้ำหน้ากากหมายเลขหนึ่งของสมาคม หรืออาจจะเรียกว่าหมายเลขหนึ่งของโลก อย่างที่เคยเป็นมาตลอด 20 ปี มันไม่ใช่เรื่องดีกับวงการ ลูชา ลิเบร เลย ซึ่งตัวเรย์ มิสเตริโอ เอง ก็รู้เรื่องนี้ดี

“ผมเป็นตัวแทนผู้คนของผม ผมรู้เรื่องนี้ดี และผมเองก็สัมผัสถึงมัน ผมรู้เรื่องนี้มาตั้งแต่วันแรก และมันคือส่วนสำคัญที่สุดในการเดินทางของผม” เรย์ มิสเตริโอ สัมภาษณ์กับ Al Jazeera

“ผมต้องการทิ้งบางอย่างให้แก่คนรุ่นหลัง คนจะยังคงพูดถึง เรย์ มิสเตริโอ แม้ว่าผมจะจากไปแล้ว แต่เป้าหมายของผมคือ ผมไม่อยากให้ผู้คนจดจำผมแค่ในความทรงจำ ผมต้องการช่วยเหลือนักมวยปล้ำละตินรุ่นใหม่ พวกเขากำลังช่วยกันเผยแพร่ ลูชา ลิเบร ผมจำเป็นต้องช่วยพวกเขาปฏิรูปกีฬานี้”

เรย์ มิสเตริโอ ทำตามดั่งที่กล่าว ในการกลับมาสู่ WWE เป็นครั้งที่สอง เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในการปล้ำกับ อันดราเดร (Andrade) นักมวยปล้ำพรสวรรค์ชาวเม็กซิกัน ทั้งสองปล้ำกันแบบจัดเต็มทุกครั้งที่เจอกัน ชวนให้แฟนมวยปล้ำนึกถึงเมื่อครั้งที่ เรย์ มิสเตริโอ พบกับ ไซโคซิส ปลุกกระแสมวยปล้ำสไตล์ลูชา ให้กลับมาร้อนแรงบนเวที WWE อีกครั้ง หลังจากซบเซาไปหลายปี

ความสำเร็จของ เรย์ มิสเตริโอ อาจทำให้เขาเป็นนักมวยปล้ำสไตล์ ลูชา ลิเบร ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล แต่เรื่องราวที่ผ่านมาทั้งทั้งหมดอาจไร้ความหมาย หากเขาไม่สามารถสานต่อสิ่งที่เขาสร้างมาได้ตลอดทั้งชีวิต

ไม่มีใครรู้ว่า เรย์ มิสเตริโอ จะปล้ำได้อีกนานแค่ไหน แต่สิ่งที่แน่ใจได้หลังจากนี้คือ เรย์ มิสเตริโอ จะทุ่มเทชีวิตทั้งหมดหลังจากนี้ เพื่อนำพามวยปล้ำสไตล์ ลูชา ลิเบร กลับสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง เพื่อให้ผู้คนจดจำและรู้จักนักมวยปล้ำละตินรายอื่น ไม่ต่างจากที่แฟนมวยปล้ำทั่วโลก มอบความรักให้แก่ เรย์ มิสเตริโอ เหมือนดั่งในปัจจุบัน18f03631fd3689e1-600x338

“ผมเห็นนักมวยปล้ำรุ่นใหม่ หลายครั้งที่ผมคิดว่า พวกเขาทำแบบนั้นได้อย่างไร บางครั้งผมก็คิดว่า บางทีเราอาจจะเป็นแบบนั้น ในช่วงที่เริ่มสร้างชื่อในวงการนี้ แน่นอนผมมีความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ เสมอ แต่ตอนนี้เราอยู่ในยุคใหม่แล้ว”

“เป้าหมายของผมตอนนี้ คือต้องการเปิดศึกกับอันดราเดรต่อไป ผมไม่กลัวที่จะเดิมพันหน้ากากของผม ในศึกเรสเซิลมาเนีย เพราะไม่ว่าใครจะชนะ มันจะช่วยยกระดับมวยปล้ำของเราขึ้นไปให้สูงขึ้น”

“ผมรู้ดีว่าผมอยู่ที่นี่ เพื่อเป็นตัวแทนแก่สิ่งที่ผมเติบโตขึ้นมา นั่นคือมวยปล้ำสไตล์ ลูชา ลิเบร และผมจะทำสิ่งนั้น จนกว่าจะแขวนหน้ากากของผม” เรย์ มิสเตริโอกล่าวถึงภารกิจสุดท้ายของเขา

เงินข้าซ่าไม่เลิก เกิดอะไรขึ้นเมื่อ ‘เอล ชาโป’ เงินเหลือจนอยากจะซื้อ ‘เชลซี’?

“เอล ชาโป” คือพ่อค้ายาเสพติดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเม็กซิโก และเป็นธรรมดาของกลุ่มคนที่โตขึ้นมากับธุรกิจสีดำ ที่พวกเขาจะต้องการมีหน้ามีตาและเป็นที่ยอมรับในสังคมให้ได้

 

และมันจะมีอะไรที่จะเรียบง่ายแต่ได้ผลไปกว่าการได้เป็นเจ้าของทีมฟุตบอลสักทีม … ทุ่มเงินไม่อั้น, ซื้อนักเตะชื่อดัง, นำความสำเร็จมาสู่สโมสร รวมถึงได้รับคำชมคำยอมรับจากแฟนบอล ไม่มีอะไรซับซ้อนมากมายนัก 

นั่นทำให้ครั้งหนึ่ง เอล ชาโป ตัดสินใจจะยื่นข้อเสนอซื้อสโมสรอย่าง เชลซี ด้วยเหตุผลที่ว่า “เงินมันเหลือ” … แต่อะไรที่ทำให้ดีลดังกล่าวไม่เกิดขึ้น 

ติดตามได้ที่นี่ 

 

จาก “เจ้าเตี้ย” คนขับรถ สู่ราชา “เอล ชาโป”

สภาพแวดล้อมมีผลกับการเติบโตของเด็กคนหนึ่งแค่ไหน? … ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามีผลสูงมาก และเคสของ ฮัวคิน กุซมัน ที่เกิดในปี 1957 ในรัฐ ซินาลัว ดินแดนที่ยาเสพติดเบ่งบานก็ไม่ต่างกัน พ่อและแม่ของเขามีอาชีพเป็นคนงานไร่ฝิ่น นั่นจึงทำให้เขาคลุกคลีกับสิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก

395145

ว่ากันว่าเขาเริ่มจากการเป็นโชเฟอร์ขนส่งกัญชาให้กับ “ซินาลัว คาร์เทล” หรือแก๊ง ซินาลัว เป็นอันดับแรก โดยเริ่มตั้งแต่อายุราวๆ 12 ปี ถึงแม้ว่าจุดนี้จะไม่มีการยืนยันถึงระยะเวลาการเริ่มเกี่ยวกับธุรกิจค้ายาที่แน่ชัดๆ แต่ว่ากันว่า ฮัวคิน ลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่ยังเรียนประถมเพื่อมารับเงินสกปรก 

เวลาผ่านไป ฮัวคิน เริ่มไต่เต้าขึ้นมาจนกลายเป็นผู้ดูแลระบบขนส่งโลจิสติกขององค์กรในช่วงปี 1981 ซึ่ง ณ เวลานั้นเขายังทำงานให้กับ เฟลิกซ์ กัลญาโด้ ราชายาเสพติดแห่งเม็กซิโกเจ้าของฉายา “Godfather” อยู่ จนกระทั่งยุคสมัยของ เฟลิกซ์ ล่มสลาย จากการโดนกวาดล้างในปี 1989 ฮัวคิน ก็กลายเป็นหัวหน้าแก๊งที่มีชื่อเสียงในเรื่องของความโหดเหี้ยมนับตั้งแต่นั้นมา 

เมื่อมีชื่อเสียงเขาก็ได้รับฉายาใหม่คือ “ชาโป” ที่แปลว่าคนตัวเตี้ย ทว่าการได้ขึ้นเป็นหัวหน้าแก๊ง ซินาลัว เป็นรุ่นที่ 2 ทำให้เขาถูกเติมคำว่า “เอล” เพื่อความยิ่งใหญ่เข้าไป จนกลายเป็นชื่อที่ใครก็รู้จักอย่าง เอล ชาโป นั่นเอง 

ช่วงที่ ชาโป ขึ้นเป็นใหญ่ เขาใช้ความโหดเหี้ยมเป็นจุดเด่น และรวบอำนาจตลาดค้ายาเสพติดเอาไว้ในมือของตัวเองได้ทั้งหมด มีพันธมิตรรอบกาย โดยเฉพาะฝั่ง โคลอมเบีย ที่ขึ้นชื่อเรื่อง “โคเคน” ที่มาจากเครือข่ายของราชาแห่งโคลอมเบียอย่าง ปาโบล เอสโคบาร์ 

เมื่อครองอำนาจเบ็ดเสร็จ ชาโป เริ่มต้องการคืนกำไรสู่สังคมเพื่อทำให้แก๊งของเขามีความแข็งแกร่งขึ้นไป เขาต้องการเป็นขวัญใจของประชาชน เหมือนกับที่ ปาโบล เอสโคบาร์ สามารถเปลี่ยนให้ชาวเมือง เมเดยิน เรียกเขาว่าเป็น “ราชา” ดังนั้น ชาโป จึงมักมีกิจกรรมลดแลกแจกแถม ทำตัวเหมือนกับโรบินฮู้ดที่นำเงินมาแจกคนจน จนได้ฉายา “นักบุญแห่งยาเสพติด” ไปอีก 1 ฉายา 

นิยตสาร นิวยอร์ก โพสต์ ของ สหรัฐอเมริกา ถึงกับสืบความได้ว่าอิทธิพลจากการแบ่งปันของ ชาโป ทำให้เขารู้ทุกความเคลื่อนไหวของรัฐบาลเม็กซิโก ว่ากันว่าเขาเคยใช้เงินถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราวๆ 3 พันล้านบาท) เพื่อติดสินบนกับคนที่อยู่บนยอดหอคอยของรัฐบาล นั่นคือการมอบมันให้กับ ประธานาธิบดี เอ็นริเก เปนญา นิเอโต นอกจากนี้ยังมีงบพิเศษของแก๊งที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจ่ายสินบนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐต่างๆโดยเฉพาะ เพื่อแลกกับการยุติการไล่ล่าล้างบางแก๊ง ซินาลัว ของเขา ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะจริงหรือไม่ ก็ไม่มีใครยืนยันได้ 100% เพราะตัวของนาย เปนญา นิเอโต ก็ปฎิเสธเรื่องเสมอมา

ขนาดงบสินบนยังมากมายขนาดนี้ ไม่ต้องสืบหาความเลยว่าทรัพย์สินและเงินสดของ เอล ชาโป นั้นมีมากเท่าไหร่ … ซึ่งจุดนี้เองถือว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับกลุ่มคนทำงานผิดกฎหมาย นั่นคือเมื่อมีเงินมากมายที่มาจากงานสกปรกแล้ว พวกเขาจะฟอกเงินจำนวนนี้อย่างไรให้ขาวสะอาด และสามารถเอามาใช้ได้จริงโดยไม่ต้องกลัวความผิดนั่นเอง

ธุรกิจต่างๆ ของ เอล ชาโป เกิดขึ้นมากมายทั้งธุรกิจระบบโลจิสติก ธุรกิจเสื้อผ้าแฟชั่น ล้วนเป็นธุรกิจบังหน้าที่ทำให้เงินของเขาสะอาด แต่จะมีอะไรดีกว่าธุรกิจที่นอกจากจะได้ฟอกเงินแล้ว เขายังได้รับความนิยมจากประชาชนเพิ่มขึ้นด้วย … และธุรกิจนั้นก็คือการซื้อสโมสรฟุตบอลนั่นเอง ยิ่งทุนเดิมของ เอล ชาโป เป็นคนรักและคลั่งไคล้ในกีฬาฟุตบอลอยู่แล้ว ดังนั้น โลกลูกหนังจึงเป็นที่ที่ธุรกิจกับความชื่นชอบของเขาสามารถมาบรรจบกันได้นั่นเอง 

 

คนรักบอล

มีการกล่าวอ้างกันในสื่อของ เม็กซิโก บอกว่า เอล ชาโป นั้นมีกิจกรรมยามว่างคือการไปดู คลับ พูเอบา (Club Puebla) ทีมในลีกสูงสุดของเม็กซิโกลงแข่งขันเสมอ เขาเป็นคนบ้าฟุตบอล และชื่นชอบทีม พูเอบา จนมีความสนิทสนมกับบุคลการในสโมสรแห่งนี้เป็นอย่างดี78a989b0-c8ea-11e9-979d-9eb39d3e714a

อย่างไรก็ตามไม่มีหลักฐานว่า เอล ชาโป ได้เอาเงินที่เขามีไปลุงทุนกับสโมสร พูเอบา เพื่อฟอกเงินแต่อย่างใด มีเพียงการตั้งสมมุติฐานขึ้นมาเท่านั้น 

แต่มันมีเรื่องที่ชวนให้คิดอยู่หลายอย่างนั่นคือ ช่วงเวลาคาบเกี่ยวของกันของสโมสรแห่งนี้ กับช่วงเวลาที่ เอล ชาโป ขึ้นเป็นใหญ่ในปี 1992 เป็นต้นมา

ในช่วงปี 1992 พูเอบา นั้นเป็นสโมสรที่มีผลงานไม่ค่อยดีนัก ทีมของพวกเขามีปัญหากับสหพันธ์ฟุตบอลเม็กซิโก เนื่องจาก เอมิเลียโน่ เอสปิโนซ่า ประธานสโมสรถูกจับได้ว่า “มีความผิดปกติในการบริหาร” จน เอสปิโนซ่า ถูกบังคับให้ออกจากตำแหน่ง ขณะที่สโมสร พูเอบา ถูกขับออกจากลีกสูงสุด ซึ่งก็ทำให้ พูเอบา วนเวียนอยู่กับการเลื่อนชั้นตกชั้นอยู่อย่างนั้น

จนกระทั่งในปี 1998 สโมสร พูเอบา เกิดตกชั้นจากลีกสูงสุดอีกครั้ง แต่ดูเหมือนครั้งนี้จะมีคนไม่ยอม เนื่องจากในช่วงเวลาเดียวกัน มีสโมสรในลีกสูงสุดที่ชื่อว่า ลีออง (Club Leon) กำลังประสบปัญหาทางการเงินและอยากจะขายทีม เรื่องของการซื้อทีมจึงเกิดขึ้น เพียงแต่ว่ามันไม่ใช่การซื้อที่ปกติเท่าไรนัก 1504049795_895044_1504050211_noticia_normal

ทีมที่จะซื้อสโมสรลีออง ก็คือ พูเอบา ที่ตกชั้นไปนั่นเอง และการซื้อครั้งนี้ไม่ใช่การซื้อทั้งทีม แต่ซื้อแค่สิทธิ์ในการเล่นลีกสูงสุดของ ลีออง เท่านั้น พูดง่ายๆ ก็เหมือนการจ่ายเงินให้ ลีออง ตกชั้นแทน พูเอบา ด้วยราคา 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นั่นเอง 

เงิน 9 ล้านในอุตสาหกรรมฟุตบอลเม็กซิโกในปี 1999 นั้นเป็นตัวเลขที่ไม่ใช่น้อยๆ สมัยนั้นนักเตะเกรดดีสุดๆ ยังราคาแค่หลักล้านต้นๆ ดังนั้นการขอซื้อแค่สิทธิ์ด้วยราคา 9 ล้าน จึงเป็นตัวเลขที่น่าสงสัยว่าสรุปแล้ว พูเอบา ไปเอาเงินจำนวนนี้มาจากไหนกันแน่? และข้อสงสัยนี้นำมาสู่ทฤษฎีสมคบคิดว่าถ้าจะมีใครคนหนึ่งมีเงินเหลือขนาดนั้น ก็คงจะหนีไม่พ้นแฟนพันธุ์แท้ของของ พูเอบา อย่าง เอล ชาโป นั่นเอง 

 

เงินมันเหลือจึงต้องเล่นของใหญ่ 

ทรัพย์สินโดยรวมของ เอล ชาโป ตลอดการทำธุรกิจขนโคเคนจาก โคลอมเบีย ผ่าน เม็กซิโก และปลายทางคือ สหรัฐอเมริกา อยู่ที่ราวๆ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 

ปัญหามันไม่ใช่การทำเงิน แต่มันคือเมื่อปลายทางของธุรกิจของ เอล ชาโป คือสหรัฐอเมริกา จึงยากที่ชาติมหาอำนาจจะยอม … อเมริการู้ดีว่าหากปล่อยให้ เอล ชาโป โดนจับในเม็กซิโก มันคงไม่มีประโยชน์เพราะด้วยสินบนพันล้านที่เคยจ่ายไว้ ดังนั้นจึงกดดันให้ เม็กซิโก ส่งผู้ร้ายข้ามแดนหาก ชาโป ถูกจับได้ 

และ เอล ชาโป ก็ถูกจับได้จริงๆ ในปี 2014 และถือเป็นการถูกจับครั้งที่ 2 ในชีวิตของเขา หลังโดนจับครั้งแรกในปี 1993 … ทางการเม็กซิโก ได้ตามล่าเขาไปจนถึงที่ซ่อนตัวที่อยู่ในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งของรัฐ ซินาลัว ที่เป็นถิ่นของเขาเอง ทว่าเรื่องการส่งตัวยังไม่ทันจะแล้วเสร็จดี เขาก็ใช้วิธีติดสินบนและให้ลูกน้องขุดอุโมงค์ยาว 1.5 กิโลเมตร จากนอกเรือนจำเข้ามายังห้องขังของเขา จนสุดท้ายหนีออกมาได้อย่างเฉียดฉิวในปีถัดมา

อเมริกา เอาจริงเอาจังมากกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดนครั้งนี้ เพราะอิทธิพลของโคเคนที่ ชาโป ส่งได้กระจายไปทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงส่งทีมงานเข้ามาช่วยจับกุม ชาโป อีกครั้งในปี 2016 และครั้งนี้ ชาโป หนีไม่รอดด้วยการถูกส่งไปอเมริกาตามหมายจับในเดือนมกราคมปี 2017 

ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะจบลงเมื่อ ชาโป เข้าคุกที่ อเมริกา ทว่าหลายสิ่งหลายอย่างก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง มีความลับหลุดออกมาจากเจ้าหน้าที่ของอเมริกามากมายถึงสิ่งที่ ชาโป เคยทำตลอดช่วงเวลาที่มีอิสระ และหนึ่งในนั้นคือการวางเป้าหมายจะกลายเป็นบุคคลทรงอิทธิพลของโลกให้ได้ นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงเริ่มออกหน้าออกหน้าโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย

ในช่วงปี 2009-13 นิตยสาร Forbes จัดอันดับให้เขาเป็นบุคคลทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของโลก โดยติดอันดับท็อป 100 มาโดยตลอด (สูงสุดอันดับที่ 41 ของโลก) นอกจากนี้ยังเผยต่อว่า ชาโป เป็นบุคคลที่อำนาจมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประเทศเม็กซิโก รองจาก คาร์ลอส สลิม มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของประเทศ ซึ่งมีเส้นทางสีขาว จากการทำธุรกิจโทรคมนาคม ต่างกับเขาโดยสิ้นเชิง 

ในช่วงที่เขาพีกถึงขีดสุดทั้งเรื่องเงินที่มี และความต้องการชื่อเสียง มีการเปิดเผยว่า เอล ชาโป พยายามส่งให้คนติดต่อไปยังสโมสรฟุตบอลต่างๆ ในยุโรปเพื่อเจรจาขอซื้อทีม ซึ่งแต่ละทีมที่เขาเล่นด้วยไม่ใช่ทีมเล็ก ลิสต์ของ เอล ชาโป มีทั้ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้, เอซี มิลาน, ยูเวนตุส และ เชลซี ซึ่งเขาเล็งไปที่ เชลซี อย่างจริงจัง เพราะในปี 2016 เชลซี ถือเป็นทีมที่มีมูลค่าอันดับ 6 ของโลก โดยมีมูลค่าประเมินอยู่ที่ 1.37 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

stamfordbridge-cropped_wmf79bw3vhel1j5cafppk1hh8

“มีหลายคนการันตีว่าราชายาเสพติดรายนี้เป็นแฟนตัวยงของฟุตบอล และเขาต้องการเป็นราชาในโลกฟุตบอลด้วย เขาเคยเป็นผู้เล่นของทีม พูเอบา และเกี่ยวข้องกับทีมในฐานะแฟนพันธุ์แท้” รายละเอียดจาดหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่ชื่อว่า Puente Libre ว่าไว้เช่นนั้น 

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ ชาโป คาดหวัง ไม่มีทางเป็นจริงได้เลย เขาอาจจะเล็งไปที่ เชลซี เพราะ ณ ช่วงปี 2016 เป็นต้นมา โรมัน อับราโมวิช ประธานสโมสรชาวรัสเซีย มีปัญหากับทางการของอังกฤษจากเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำให้เขาถูกถอดถอนวีซ่าของอังกฤษ จนต้องไปถือพาสปอร์ตของ อิสราเอล ซึ่งเป็นเชื้อสายของเขาแทน ถึงกระนั้น เจ้าตัวก็ยังไม่กล้าเสี่ยงใช้พาสปอร์ตใหม่เข้าอังกฤษมาจนถึงทุกวันนี้

สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เสี่ยหมี ถอยตัวเองออกมาในเรื่องของการออกหน้า และให้ มาเรียน่า กรานอฟสกาย่า เป็นผู้จัดการเรื่องภายในสโมสรแทนตัวเขา โดยที่เจ้าตัวก็เป็นคนดูแลอยู่เบื้องหลัง จนทำให้ทางการอังกฤษจับตาดูการทำงานของ เชลซี อย่างใกล้ชิด … นั่นคือสิ่งที่ ชาโป เชื่อว่าความง่อนแง่นนี้จะสามารถนำเขาเข้าสู่เวทีฟุตบอลระดับโลกได้

อย่างไรก็ตามมีการเปิดเผยอีกว่าข้อเสนอที่ เอล ชาโป ยื่นไปนั้นไม่ได้ถูกพิจรณาจาก โรมัน อับราโมวิช เลย เนื่องจาก เสี่ยหมี ไม่ต้องการที่จะขายสโมสรแห่งนี้ออกไป ขณะที่ความจริงอีกประการหนึ่ง คือสมาคมฟุตบอลลีกอังกฤษไม่มีนโยบายให้ทีมในการดูแลของพวกเขามีเจ้าของสโมสรที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมอยู่แล้ว หากใครก็ตามที่จะเข้ามาซื้อสโมสรนั้นจะต้องถูกทางลีกพิจารณา ซึ่งแน่นอนว่า เอล ชาโป ที่มีหมายจับเต็มไปหมดไม่มีทางผ่านเกณฑ์ได้ นั่นจึงทำให้การซื้อทีมครั้งนี้พลาดไป590b80125124c9dc5ff6ec50

และการซื้อทีม เชลซี หนนี้ของ เอล ชาโป ไม่ใช่ครั้งแรก … เดอะ มิร์เร่อร์ สื่อจากอังกฤษเปิดเผยว่าจริงๆ แล้ว ชาโป นั้นอยากจะซื้อทีม เชลซี ตั้งแต่ปี 2003 ในช่วงที่มีแววจะเปลี่ยนเจ้าของ ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ ชาโป พลาดเป็นเจ้าของในครั้งนั้นก็เป็นเพราะ โรมัน อับราโมวิช จ่ายเงิน 200 ล้านปอนด์และได้หุ้นทั้งหมดมาครองนั่นเอง 

จริงอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้อาจจะเป็นเรื่องเล็กๆ และเป็นความฝันของราชายาเสพติดคนหนึ่ง ที่คิดอะไรไปเรื่อยตราบใดเท่าที่เงินของเขาทำได้ แต่ความจริงแล้วโลกของธุรกิจสีขาวก็ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น โดยเฉพาะองค์กรระดับโลกอย่างพรีเมียร์ลีกที่มาตรฐานสูง มีการตรวจสอบทุกอย่างอย่างเป็นระบบระเบียบ ยากที่เงินใต้โต๊ะของ ชาโป จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ 

ดีลการซื้อสโมสร เชลซี ของ เอล ชาโป อาจจะไม่มีวันเกิดขึ้นจริง แต่อย่างน้อยๆ เราก็ได้รู้ว่าโลกเรายังมีพื้นที่ให้คนที่ทำงานสุจริตและมือสะอาดอยู่เสมอ … บางครั้งเงินก็ซื้อทุกอย่างไม่ได้ และนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงไม่ควรจะทำความชั่ว เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านั้นก็จะย้อนกลับมาเล่นงานคุณโดยไม่รู้ตัวอยู่ดี