ทำไมตำแหน่ง LIBERO ในวอลเลย์บอลถึงจำเป็นต้องตัวเล็ก?

ทุกครั้งที่คุณดูการแข่งขันวอลเลย์บอล เราเชื่อว่าคุณอาจจะเห็นผู้เล่นคนหนึ่ง จาก 6 คนของแต่ละฝั่ง ที่สวมชุดแข่งสีต่างจากคนอื่นๆ ในทีม … ตำแหน่งดังกล่าว ถูกเรียกว่า “ลิเบโร”

ตำแหน่ง ลิเบโร เกิดขึ้นเมื่อใด? มีหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างไร? และเหตุใด เราถึงเห็นผู้เล่นตัวเล็ก ที่มีความสูงไม่มากนัก เล่นในตำแหน่งนี้เสมอ? 

ติดตามหาคำตอบได้ที่นี่

ตำแหน่งที่เพิ่งถูกสร้าง

อย่างที่เราทราบกันว่า ในเกมวอลเลย์บอล แต่ละทีมจะมีผู้เล่น 6 คนในสนาม ซึ่งก็จะมีตำแหน่งอย่างชัดเจน …

ตัวตบหัวเสา (Outside Hitter), บอลเร็ว หรือ ตัวบล็อก (Middle Blocker), ตัวตีตรงข้าม หรือ บีหลัง (Opposite Hitter) รวมถึง ตัวเซ็ต (Setter) คือชื่อตำแหน่งที่คุณๆ น่าจะจำได้ขึ้นใจ แต่สำหรับ ลิเบโร (Libero) ตำแหน่งนี้เข้ามามีบทบาทในกีฬาตบลูกยางได้อย่างไร?4DQpjUtzLUwmJZZPG14uJkN63o4diY3Cukk79LdZV9sG

อันที่จริง ตำแหน่งลิเบโร เพิ่งจะถือกำเนิดในกีฬาวอลเลย์บอลเมื่อปี 1998 นี้เอง โดยเป็นแนวคิดของ FIVB หรือ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ ที่ต้องการเพิ่มเติมสิ่งใหม่ๆ สู่กีฬาตบลูกยาง

สิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของตำแหน่งนี้ คือ ผู้เล่นจะต้องสวมใส่ชุดที่มีสีต่างจากเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีเหตุผลอยู่ …

ตามกติกาการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอลนั้น จะมีการเปลี่ยนตัวได้มากสุด 6 คนต่อเซต โดยผู้เล่นสำรองจะต้องเปลี่ยนตัว เข้า-ออก กับผู้เล่นคนใดคนหนึ่งในสนาม และสามารถเปลี่ยนตัวกลับเข้ามาเล่นได้อีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับตำแหน่งลิเบโรนั้นมีข้อยกเว้น คือผู้เล่นตำแหน่งนี้สามารถเปลี่ยนตัวกับผู้เล่นคนใดก็ได้ และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนตัวกับผู้เล่นคนเดิมเวลาที่ต้องการให้ลิเบโรออกจากสนาม ที่สำคัญคือ การเปลี่ยนผู้เล่นตำแหน่งลิเบโรลงสนาม จะไม่ถูกนับรวมไปกับโควตาการเปลี่ยนตัวต่อเซตอีกด้วย โดยสามารถเปลี่ยนตัวเมื่อไหร่ก็ได้ ขอให้จบการเล่นแต่ละแต้มก่อนเท่านั้น

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้ลิเบโร คือตำแหน่งที่ช่วยเพิ่มมิติใหม่ในการเล่นวอลเลย์บอล ซึ่งเพิ่มความสนุก ตื่นเต้น เร้าใจ แก่แฟนๆ อย่างแท้จริง

เหตุผลที่ต้องใช้คนตัวเล็ก

กติกาที่อนุญาตให้เปลี่ยนตัวได้อย่างอิสระกว่าตำแหน่งอื่นๆ ของลิเบโรในกีฬาวอลเลย์บอลนั้น จะว่าไปก็สอดคล้องกับรากศัพท์ภาษาอิตาลี ที่แปลว่า “อิสระ” อย่างลงตัว

อย่างไรก็ตาม ในความอิสระนั้นก็มีข้อจำกัดอยู่ คือผู้เล่นตำแหน่งนี้ จะไม่สามารถเข้าไปเล่นในพื้นที่แถวหน้าได้ ไม่ว่าจะเป็นการกระโดดตบ บล็อก หรือเซ็ต รวมถึงการเสิร์ฟด้วย (ยกเว้นในการแข่งขันระดับมหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกา ที่สามารถเสิร์ฟได้) ทำให้การเปลี่ยนตัวของตำแหน่งลิเบโรส่วนใหญ่ จะถูกเปลี่ยนตัวกับผู้เล่นใบแถวหลังเท่านั้น

ขณะเดียวกัน อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า ตำแหน่งลิเบโร เกิดขึ้นเพื่อสร้างมิติใหม่ให้กับการเล่นวอลเลย์บอล สิ่งนั้นคือ “การเล่นเกมรับ” ด้วยเหตุนี้ ลิเบโร จึงมีความหมายในกีฬาวอลเลย์บอลว่าเป็นตำแหน่ง “ตัวรับอิสระ” นั่นเอง

ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า ผู้เล่นตำแหน่งลิเบโร จะอยู่ได้แค่ในแนวหลังเท่านั้น ทำให้หน้าที่สำคัญของลิเบโร คือการรับบอลตบ โดยเฉพาะจากผู้เล่นตำแหน่งหัวเสาของทีมคู่แข่งที่จะโจมตีเข้าใส่ 

และเมื่อกติกาวอลเลย์บอลถูกปรับเปลี่ยน ให้บอลที่เสิร์ฟพลิกเน็ตเป็นบอลดี สามารถเล่นต่อได้ รวมถึงมีการนับคะแนนแบบแรลลี่ สามารถเป็นแต้มได้ทั้งเมื่อเป็นฝ่ายเสิร์ฟหรือฝ่ายรับเสิร์ฟ ก็ทำให้การรับบอลเสิร์ฟ กลายเป็นอีกหนึ่งหน้าที่สำคัญไปด้วย

แน่นอนว่า ลูกตบกับลูกเสิร์ฟ หรือแม้กระทั่งลูกหยอดนั้น ล้วนคาดเดายาก จะตกลงที่แหน่งไหนของสนามก็ได้ ผู้ที่จะทำหน้าที่ “ด่านแรก” เพื่อรับบอล จะต้องมีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วด้วยเช่นกัน

แม้โดยปกติ จะเป็นที่ทราบกันดีว่า ความสูง คือปัจจัยสำคัญในการเล่นวอลเลย์บอล แต่ตามธรรมชาติแล้ว ก็ต้องแลกกับความคล่องตัวในการเคลื่อนไหว และนั่นทำให้ คนตัวเล็ก ที่มีการเคลื่อนไหวที่คล่องตัวกว่า กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวสำหรับการเล่นตำแหน่งลิเบโร ซึ่งต้องเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว เพื่อไปดักบอลที่อีกฝ่ายโจมตีมานั่นเอง

เป็นลิเบโรให้ดีต้องมีอะไร

การเคลื่อนไหวอันคล่องแคล่ว รวดเร็ว ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นพรที่พระเจ้ามอบให้คนตัวเล็กเป็นการชดเชยสิ่งที่ขาดหาย อาจเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญของการเล่นในตำแหน่งลิเบโรก็จริง

แต่การจะเป็นยอดลิเบโร แค่นั้นอาจไม่พอ …BTNFZUKNRIMOCVP.20130403172623

เจฟฟ์ สมิธ (Jeff Smith) ผู้อำนวยการ Serve City โรงเรียนฝึกสอนวอลเลย์บอลสำหรับเยาวชนในสหรัฐอเมริกาเผยว่า “ในขณะที่ตัวเซ็ตเป็นผู้นำในเกมบุก ลิเบโรนี่แหละคือผู้นำในเกมรับ รวมถึงเป็นหัวใจและจิตวิญญาณของการรับลูกเสิร์ฟ รวมถึงผู้เล่นเกมรับทั้งหมดด้วย”

ด้วยเหตุดังกล่าว ลิเบโรที่ดี จึงควรต้องมีการรับบอล รวมถึงการขุดบอล (Digging) ที่อีกฝ่ายตั้งใจตบฝังที่ดี ไม่เพียงเท่านั้น ยังต้องมีการอ่านเกมที่แม่นยำว่า ฝั่งคู่แข่งจะโจมตีด้วยรูปแบบใด จะมาด้วยลูกตบ หรือลูกหยอด ซึ่งนอกจากไอคิววอลเลย์บอลที่สูงแล้ว ยังต้องมีการสั่งการเพื่อนร่วมทีม เพื่อแบ่งหน้าที่ในเกมรับให้ชัดเจนด้วยเช่นกันว่า แต่ละคนจะต้องไปรอดักบอลที่ตำแหน่งไหน

อย่างไรก็ตาม ทักษะเกมรุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเซ็ตบอล ก็ถือเป็นสิ่งที่ผู้เล่นตำแหน่งลิเบโรไม่ควรละเลย ดังที่ เคน ชิบุยะ (Ken Shibuya) หนึ่งในทีมงานโค้ชวอลเลย์บอลของทีมชาติสหรัฐอเมริกาให้มุมมองว่า

“บางครั้ง คนที่ต้องทำหน้าที่รับบอลซึ่งอีกฝ่ายโจมตีมา อาจจะไม่ใช่ลิเบโรเสมอไป เพราะตัวเซ็ต อาจจะเป็นเป้าที่ถูกตีบอลใส่ ซึ่งตามกฎ ผู้ที่สัมผัสบอลแล้ว จะไม่สามารถสัมผัสบอลได้อีก ดังนั้น ลิเบโรนี่แหละ ที่จะต้องทำหน้าที่เซ็ตบอลให้ตัวตบหากจำเป็น”

แม้ผู้เล่นที่มักจะถูกนึกถึงเป็นคนแรกๆ ในกีฬาวอลเลย์บอล คือตำแหน่งสายทำแต้มอย่าง ตัวตบ ก็ตาม แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกคนในทีมนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

และบางที ปัจจัยสู่ชัยชนะของทีมตบลูกยาง อาจจะมาจากคนที่ถูกเรียกได้ว่า “ตัวเล็กที่สุดในสนาม” อย่าง ลิเบโร ก็เป็นได้

มือพิฆาตพยัคฆ์ : คลายข้อสงสัย มนุษย์ฆ่าเสือด้วยมือเปล่าได้จริงไหม?

หากคุณเป็นแฟนมังงะ “บากิ จอมประจัญบาน” คุณย่อมอินไปกับตัวละครที่ชื่อว่าโอโรจิ โดปโปะ นักคาราเต้เจ้าของฉายา “มือพิฆาตพยัคฆ์” ที่สามารถปราบเสื้อโคร่งน้ำหนักกว่าครึ่งตันได้ด้วยมือเปล่า…แล้วในโลกแห่งความเป็นจริง มันมีเรื่องแบบนั้นจริง ๆ หรือไม่? 

 

ต้องยอมรับว่า “มนุษย์” คือสัตว์ที่ฉลาดสุดในโลก แต่ไม่ใช่สัตว์ที่แข็งแกร่งที่สุด เมื่อปราศจากอาวุธ ต้องเอาตัวรอดเพียงลำพังในสภาพแวดล้อมที่เรียกว่าป่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่สิ่งมีชีวิตสองขา จะเอาชีวิตรอดจากภัยร้าย

ไม่ว่าจะเป็น วิวัฒนาการทางธรรมชาติ หรือ พรจากพระเจ้า มือเปล่าของมนุษย์มีความสามารถมากกว่าที่คิด สิ่งที่อยู่ปลายแขนทั้งสองสามารถช่วยชีวิตคุณจากยามยาก ด้วยการปลิดชีพ “เสือ” พยัคฆ์ร้ายแห่งพงไพร โดยไม่ต้องพึ่งพาอาวุธใด

เราจะนำเสนอ ตำนานของชายชาวอเมริกัน เมื่อร้อยกว่าปีก่อน พร้อมตอบคำถามคาใจ มนุษย์ฆ่าเสือด้วยมือเปล่าได้หรือไม่? 

 

ตำนานชายผู้ฆ่าเสือ

ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 วิถีชีวิตของมนุษย์ และ ธรรมชาติ ยังไม่ถูกแยกขาดจากกันดั่งทุกวันนี้ ก่อนสิ่งมีชีวิตผู้ประเสริฐจะหันปืนมาห้ำหั่นกันเอง ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 สัตว์จากพงไพรคืออันตรายขั้นสูงสุดcsz68147_0

มีมนุษย์เพียงไม่กี่คนกล้าท้าทายมฤตยูดังกล่าว หนึ่งในนั้นคือ คาร์ล เอคลีย์ นักอนุรักษ์ธรรมชาติชาวสหรัฐอเมริกา ผู้สร้างผลงานมากมายเป็นมรดกแก่คนรุ่นหลัง ไม่ว่าจะเป็น คิดค้นการสตัฟฟ์สัตว์สมัยใหม่, ผลักดันให้เกิดอุทยานแห่งชาติในอเมริกา และ สร้างกล้องถ่ายภาพสัตว์แบบเคลื่อนไหว

อ่านดูอาจรู้สึกว่าคาร์ล เอคลีย์ คือชายปราดเปรื่องที่ใช้ชีวิตแต่ละวันไปกับหนังสือและห้องทดลอง แต่เปล่าเลย ชีวิตของเขาโลดโผนราวกับ อินเดียนา โจนส์ ตลอดชีวิตของชายผู้นี้ เอคลีย์เข้าป่าเพื่อศึกษาและช่วยเหลือสัตว์ที่คนทั่วไปไม่รู้จัก เขาคือมนุษย์รายแรกที่ศึกษากอริลลาภูเขา และสามารถถ่ายรูปพวกมันกลับมาฝากชาวโลกได้สำเร็จ

คาร์ล เอคลีย์ คือผู้พิทักษ์ แต่บางครั้ง เขาคือนักล่าฝีมือฉกาจ เอคลีย์จำเป็นต้องเข้าป่าและฆ่าสัตว์เพื่อนำร่างไร้วิญญาณที่ได้มาสตัฟฟ์ ก่อนส่งเข้าพิพิธภัณฑ์ มันคืองานที่อันตรายเกินกว่าจะจินตนาการ ชีวิตของเอคลีย์จึงผ่านวินาทีเสี่ยงตายมาแล้วมากมาย

เขาเคยถูกช้างเหยียบจนเกือบตาย, เคยใช้ซากจระเข้เป็นเรือเพื่อข้ามแม่น้ำ, เคยถูกกอริลลาไล่ล่าจนเกือบตกหน้าผา หรือ ต่อสู้กับแรด 3  ตัวในเวลาเดียวกัน เอคลีย์ ผ่านประสบการณ์ราวกับพระเอกในภาพยนตร์ผจญภัย

แต่ทั้งหมดที่กล่าวมา ไม่ใช่เรื่องราวที่ทำให้ชื่อของเขายังถูกพูดถึงจนทุกวันนี้

เหตุการณ์อันกลายเป็นตำนาน เกิดขึ้นในปี 1896 เอคลีย์เดินทางไปยังประเทศเอธิโอเปีย เพื่อตามหาสัตว์ตัวอย่างมาทำการสตัฟฟ์เพื่อศึกษา ภารกิจครั้งนั้นของเขาใกล้เคียงกับคำว่าล้มเหลว เอคลีย์ใช้เวลา 4 วัน เพื่อค้นพบเพียงความว่างเปล่า

การล่าสัตว์ล่วงเลยเข้าสู่วันที่ 5 โชคเข้าข้างเอคลีย์ เขาค้นพบไฮยีน่า แต่กลายเป็นว่าเขาใช้กระสุนในการยิงมากเกินไป จนผิวหนังเละเกินกว่าจะนำมาสตัฟฟ์ เขาเดินทางต่อไปจนเจอ หมูป่า ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ เขารัวกระสุนอีกครั้ง เจ้าหมูป่าตัวนั้นลาโลกไปแบบไม่ทันส่งเสียงMr._Akeley_and_his_Gun_Boys

เอคลีย์เดินผ่านพุ่มไม้ไป โดยไม่สนใจจะเช็คสภาพของสัตว์ตัวนั้น เขาเดินทางสู่แอฟริกาเพื่อตามหาสัตว์แปลก เช่น นกกระจอกเทศ หรือ ไฮยีนา ไม่ใช่ หมูป่า จนกระทั่งขากลับ เอคลีย์ที่ออกมาจากป่าด้วยมือเปล่า จึงหวังเก็บหัวหมูป่าที่ยิงได้แทน

เมื่อ เอคลีย์ เดินไปยังพุ่มไม้ เขาไม่พบซากสัตว์ที่ควรอยู่ตรงนั้น กลับมีแต่รอยเลือดไหลเป็นทาง ในหัวเขาคิดว่า หมูป่าผู้โชคร้ายคงถูกไฮยีน่าลากไปกิน เขาเดินทางต่อจนผ่านจุดที่ฆ่าไฮยีน่าตัวแรก ซากของมันหายไปเช่นกัน จมูกของเอคลีย์สัมผัสถึงกลิ่นแปลก เขาประทับไรเฟิลขึ้นบ่า เตรียมพร้อมกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ทันใดนั้น เอคลีย์ ได้ยินเสียงบางสิ่งเคลื่อนไหว เขาทำในสิ่งที่โง่ที่สุดในชีวิต คือรัวกระสุนใส่พุ่มไม้แบบสุ่ม เสียงคำรามดังก้องตอบกลับมา เอคลีย์รู้ทันทีว่า สัตว์ที่จัดการซากหมูป่า และ ไฮยีน่า คือเสือดาว เขามีทางเลือก 2 ทาง คือถอยหลังหรือสู้ต่อ

เอคลีย์เลือกทางที่ 2 เขายิงใส่เสือดาวอีกครั้ง แม้เห็นเป้าหมายไม่ชัด เนื่องจากดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า เอคลีย์รัวกระสุนจนหมดแม็ก เขามั่นใจว่าสัตว์ร้ายตายเป็นแน่ แต่เปล่าเลย เสือดาวกระโจนโจมตีเอคลีย์ มันกัดที่มือขวาแบบจมเขี้ยว ทั้งสองตะลุมบอน เจ้าเสือดาวลงไปกองกับพื้น และกำลังใช้เท้าตะกุยท้องของเขา ขณะที่เอคลีย์กุมความได้เปรียบอยู่ด้านบน

เขากัดฟันทนความเจ็บปวด ต่อสู้กับเสือดาวด้วยแขนเพียงข้างเดียว เอคลีย์ใช้แขนข้างซ้ายล็อคคอของพยัคฆ์ร้าย ใช้เข่าทับน้ำหนักใส่ส่วนท้อง และใช้ข้อศอกงัดไว้ตรงง่ามขา เจ้าเสือดาวพยายามดิ้นเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ แต่กลับไม่สามารถทำได้ จากเหยื่อที่คิดหนีเอาชีวิตรอด เขาเริ่มมองเห็นชัยชนะอยู่เบื้องหน้า

เอคลีย์ใช้น้ำหนักตัวทั้งหมดที่มีกระแทกใส่ท้องของเสื้อดาว เอคลีย์รู้สึกถึงกระดูกซี่โครงที่กำลังหัก เขาทำมันอีกครั้ง ดูเหมือนว่ากระดูกซี่โครงเสือดาวหักเพิ่มอีกซี่ หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าสัตว์ร้ายจึงแน่นิ่ง เอคลีย์ได้รับชัยชนะ และจารึกเรื่องราวของเขาในฐานะ ชายผู้ฆ่าเสือด้วย “มือเปล่า”

 

ฆ่าเสือด้วยมือเปล่า?

พิจารณาจากเรื่องราวของ คาร์ล เอคลีย์ คำถาม “มนุษย์ฆ่าเสือโคร่งด้วยมือเปล่าได้หรือไม่?” คำตอบคือ “ได้” อย่างไม่ต้องสงสัย แต่หากจะจบบทความเพียงแค่นี้ ผู้เขียนย่อมทำผิดพลาดอย่างร้ายกาจ เนื่องจากมีรายละเอียดอีกมากมายซ่อนอยู่ภายใต้การกระทำอันน่าเหลือเชื่อAkeley-Leopard

ประการแรก คือ ความสามารถของฝั่งมนุษย์ คาร์ล เอคลีย์ ไม่ใช่แค่นักอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่คือนายพรานชั้นยอด ผู้เปี่ยมด้วยความรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่า ทันทีที่ เอคลีย์ มองเห็นเสือดาวกระหายเลือดอยู่ตรงหน้า ข้อมูลมหาศาลไหลเข้ามาสู่หัวของเขาอย่างเฉียบพลัน

เอคลีย์จึงรับมือและฆ่าเสือได้สำเร็จ เนื่องจากรู้ลักษณะนิสัยของคู่ต่อสู้ เสือดาวนั้นอาฆาตพยาบาท และตามล่าเหยื่อจนกว่าจะถึงที่สุด เขาจึงเลือกจะสู้และไม่ถอยหนี แม้ถูกปลดอาวุธจนเหลือแค่มือเปล่า กลับกัน หากเอคลีย์ไม่มีความรู้เรื่องเสือดาว เขาย่อมถูกปลิดชีพตั้งแต่ไม่ถูกปลดอาวุธด้วยซ้ำ

เหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกัน เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา ทราวิส คอฟฟ์แมน นักวิ่งเทรล ถูกโจมตีด้วยสิงโตภูเขาในรัฐโคโลราโด เขาทำในสิ่งที่เดียวกับที่เอคลีย์ทำได้ คือฆ่าพยัคฆ์ร้ายด้วยมือเปล่า ประสบการณ์เฉียดตายของนักวิ่งรายนี้ คือเครื่องยืนยันว่า ไม่ใช่มนุษย์ทุกคนที่ฆ่า เสือ หรือ สิงโต ด้วยมือเปล่า

แม้ไม่ใช่นายพราน คอฟฟ์แมน ศึกษาเรื่องราวของสิงโตภูเขาเป็นอย่างดี หลังเคยอ่านข่าวนักปั่นจักรยานภูเขาถูกโจมตีโดยสิงโตชนิดดังกล่าว นั่นคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ คอฟฟ์แมนรู้วิธีปลิดชีวิตคู่ต่อสู้ นั่นคือใช้แขนและขารัดคอเจ้าสิงโตภูเขาจนถึงแก่ความตาย

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คนธรรมดาอย่าง คอฟฟ์แมนรอดชีวิตจากสัตว์ร้าย คือสภาพร่างกาย เขาคือชายหนุ่มรูปร่างกำยำ อายุเพียง 30 ต้นๆ แถมยังมีกิจกรรมอดิเรกเป็นการวิ่งเทรล อันเป็นกีฬาผจญภัย ร่างกายของเขาย่อมอยู่ในเกณฑ์แข็งแรงกว่าคนทั่วไป จนสามารถรับมือกับสิงโตภูเขาได้

ตำนานสะท้านโลก คาร์ล เอคลีย์ ฆ่าเสือด้วยมือเปล่าในวัย 32 ปี ชายชาวเคนย่าผู้ฆ่าสิงโตด้วยมือเปล่า ก็สามารถทำได้ด้วยวัย 35 ปี จึงอาจกล่าวได้ว่า ผู้ชายวัย 35 ปี คือมนุษย์ที่มีโอกาสฆ่า เสือ หรือ สิงโต ด้วยมือเปล่ามากที่สุด เนื่องจากถึงพร้อมด้วยสภาพร่างกาย และประสบการณ์

รายละเอียดอีกประการที่มองข้ามไม่ได้ คือสภาพร่างกายของคู่ต่อสู้ หากพิจารณาจากสัตว์ร้ายที่ถูกฆ่าด้วยมือเปล่า ทั้ง เสือดาว และ สิงโตภูเขา ทั้งหมดเป็นสัตว์ป่าขนาดเล็ก ที่ร่างกายแตกต่างออกไปจาก เสือโคร่ง และ สิงโต ผู้ได้รับการขนานนามเป็นเจ้าแห่งพงไพร

เสือดาวที่ เอคลีย์ ปลิดชีพ มีน้ำหนักอยู่ราว 80 ปอนด์ หรือราว 36 กิโลกรัม ส่วนสิงโตภูเขาที่คอฟฟ์แมนปลิดชีพ มีน้ำหนักไม่เกิน 60 ปอนด์ หรือ 27 กิโลกรัม จะเห็นว่าสัตว์ป่าที่ถูกมนุษย์ฆ่าด้วยมือเปล่า มีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ยทั้งสองตัว โดยเสือดาวมีเฉลี่ยอยู่ที่ 63 กิโลกรัม ส่วนสิงโตภูเขาอยู่ที่ 68 กิโลกรัม

นอกจาก สายพันธุ์ และ น้ำหนักน้อยกว่ามาตรฐาน ฝั่งมนุษย์ยังต้องภาวนาปัจจัยอื่นของคู่ต่อสู้เข้ามาช่วยเหลือ เอคลีย์ ยิงเสือดาว 2 นัด ก่อนปลิดชีพด้วยมือเปล่า ส่วน สิงโตภูเขาที่โจมตีคอฟฟ์แมน มีอายุไม่ถึง 8 เดือน ไร้ประสบการณ์ในการออกล่า จึงตกเป็นเหยื่อของฝั่งมนุษย์เสียเอง

การสังหาร เสือ หรือ สิงโต ด้วยมือเปล่า จึงไม่ใช่แค่เรื่องของฝีมือ แต่เป็นเรื่องของโชคลาง มากเท่ากัน ต่อให้ฝ่ายมนุษย์มีฝีมือการต่อสู้ชั้นเยี่ยม และความรู้เรื่องสัตว์ร้ายเต็มคลั่ง แต่หากต้องเผชิญหน้ากับ เสือโคร่งโตเต็มวัย ที่ขั้นต่ำน้ำหนักอยู่ที่ 142 กิโลกรัม มนุษย์คงเป็นฝ่ายลาโลกลงโลงอย่างไม่ต้องสงสัย

เรื่องราวของ โมเสส เลคาเลา ชายเลี้ยงสัตว์ชาวเคนยาในปี 2007 คือตัวอย่างโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น เขาเผชิญหน้ากับสิงโต ขณะเดินทางผ่านป่าเพื่อกลับหมู่บ้าน โมเสสใช้เวลานาน 1 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อฆ่าสิงโตด้วยมือเปล่า 6-researchersr

ถึงเขาจะพิชิตเจ้าป่าได้สำเร็จ แต่ร่างกายที่อ่อนแรงจากการต่อสู้ กลับถูกโจมตีโดยฝูงไฮยีน่าอีกไม่กี่อึดใจถัดมา โมเสสถูกกัดมือและข้อเท้าจนขาด แม้หนีเอาตัวรอดมาได้ ผลสุดท้าย เขาเสียชีวิตที่โรงพยาบาล เนื่องจากสูญเสียเลือดมากเกินไป

มนุษย์ฆ่าเสือด้วยมือเปล่า จึงเป็นเรื่องสามารถทำได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า คุณจะเดินไปท้าสู้กับสัตว์ป่าเหล่านี้ตามใจชอบ สัตว์ป่าอย่างไรคือสัตว์ป่า ผู้เปี่ยมด้วยสัญชาติญาณนักล่าแต่กำเนิด ทางที่ดีเราควรเตรียมรับมือกับทุกสถานการณ์ ด้วยความพร้อมขั้นสูงสุดจะดีกว่า

กังฟู ปะทะ MMA สงคราม 2 ศาสตร์ต่อสู้ที่ตีแผ่ความเชื่อและความจริงในประเทศจีน

“กังฟู” ศิลปะการต่อสู้ของประเทศจีน ที่มีการพัฒนากว่ายาวนานหลายพันปี ด้วยกระบวนท่าที่งดงาม และเรื่องราวที่น่าตื่นตาตื่นใจ ผู้ใดหากสำเร็จวิชากังฟู ย่อมครองความเป็นหนึ่งในฐานะเจ้ายุทธภพอย่างไม่ต้องสงสัย

 

ชีวิตจริงไม่ต่างจากนิยาย ชายผู้หนึ่งเอ่ยปากดูหมิ่นวิชากังฟู เขาไม่ใช่วายร้ายจากสำนักมาร แต่เป็นอาจารย์สอนการต่อสู้รูปแบบ MMA หรือ (Mixed Martial arts) ศิลปะป้องกันตัวจากโลกตะวันตก จนเกิดการปะทะของศาสตร์ต่อสู้สองแขนง

สงครามที่เกิดขึ้นระหว่าง กังฟู และ MMA ไม่ได้น่าสนใจแค่ผลลัพธ์ที่บ่งบอกว่าใครชนะ แต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อและความจริงที่เกิดขึ้นในประเทศจีน ที่ก้าวไปไกลกว่าเรื่องราวของศิลปะป้องกันตัว

MMA ปะทะ กังฟู

ก่อนเข้าเรื่องความบาดหมางที่เกิดขึ้นระหว่าง MMA และ กังฟู เราขอพาทุกท่านรู้จักบุคคลผู้สุมไฟแค้น ระหว่างสองศิลปะป้องกันตัวในประเทศจีนเสียก่อน7fb3125c61ba316120b74fd204044de27fb3125c61ba316120b74fd204044de2

สวี เสี่ยวตง เจ้าของฉายา “ไอ้หมาบ้า” คือ ผู้เริ่มต้นสงคราม เขาเป็นสุดยอดนัก MMA ชาวจีนที่ได้รับการนับถือในฐานะ ผู้ริเริ่มการต่อสู้แขนงนี้ในแดนมังกร สวี เสี่ยวตง เริ่มต้นฝึก MMA และ มวยไทย ในปี 2001 หลังจากนั้นไม่นาน เขาสร้างยิมของตัวเองในกรุงปักกิ่ง และรันวงการอย่างต่อเนื่อง

“ผมเริ่มต้นเผยแพร่ MMA ในประเทศจีนด้วยตัวเอง ตั้งแต่ปี 2004 ไม่มีใครรู้จัก MMA ในตอนนั้น นอกจากผม” สวี เสี่ยวตง เปิดเผยเรื่องราวของเขา

นับตั้งแต่ สวี เสี่ยวตง เปิดยิมของตัวเองขึ้นมา เขาพาตัวเองออกห่างจากสังเวียน เพื่ออุทิศตนในฐานะอาจารย์ จนกระทั่งรับชมรายกังฟูในโทรทัศน์ช่อง CCTV-4 สวี เสี่ยวตง จึงหวนคืนสู้การต่อสู้อีกครั้ง ด้วยจุดประสงค์เดียวเท่านั้น “เปิดโปงความจอมปลอมของกังฟู”

“ผมไม่เคยคิดว่ากังฟู คือศิลปะป้องกันตัว มันเป็นแค่การออกกำลังกายสำหรับคนแก่” สวี เสี่ยวตง โจมตีกังฟูอย่างเผ็ดร้อน

“ผู้คนมากมายในจีนถูกล้างสมองโดยปรมาจารย์กังฟูจอมปลอม ผมพยายามทำให้พวกเขาตาสว่าง และทำให้พวกเขารู้ว่า วัฒนธรรมกังฟูที่แท้จริงเป็นอย่างไร”

ปรมาจารย์กังฟูจอมปลอมที่ สวี เสี่ยวตง กล่าว คือ เซียนวิชาไทเก๊ก ชื่อว่า เว่ย เหล่ย นักสู้รายนี้ปรากฏตัวในรายการพิเศษชื่อว่า Real Kung Fu เขาต่อสู้กับนักสู้กังฟูอีกรายที่เป็นชาวต่างชาติ ผลปรากฏว่า เว่ย เหล่ย คว้าชัยชนะอย่างง่ายดาย แบบไม่เสียเชิงอาจารย์กังฟู834

เท่านั้นยังไม่พอ เว่ย เหล่ย ยังแสดงพลังลมปราณ สามารถควบคุมนกพิราบไว้บนฝ่ามือ และบดเนื้อแตงโมจนแหลกละเอียด แม้ไม่ได้ทำลายเปลือกให้บอบช้ำ ราวกับฉากเปิดตัวยอดนักสู้ในภาพยนตร์กำลังภายในสักเรื่อง

ทันทีที่ สวี เสี่ยวตง ดูรายการจบ เขาเริ่มต้นภารกิจเปิดโปงความจอมปลอมของกังฟู สวี เสี่ยวตง อ้างว่า วิชากังฟูและพลังพิเศษที่เห็นในคือการทีวีคือการจัดฉาก นักสู้ฝรั่งที่ต่อสู้กับ เว่ย เหล่ย คือนักแสดงที่จ้างมาสวมบทบาท 

ส่วนเหตุผลที่นกพิราบไม่ยอมบินไปไหน เป็นเพราะเจ้านกตัวนั้นคือสัตว์เลี้ยงของ เว่ย เหล่ย เขาควบคุมมันด้วยความเชื่อง ไม่ใช่พลังกังฟู

คำกล่าวของ สวี เสี่ยวตง คือการดูหมิ่น ปรมาจารย์กังฟูมีหรือจะอยู่เฉย เว่ย เหล่ย ตอบกลับด้วยการโจมตี MMA เป็นศิลปะป้องกันตัวไร้ค่า และเขาสามารถแก้ท่า rear naked choke ด้วยมือเพียงข้างเดียว 

เว่ย เหล่ย ยืนยันว่ามันจะคือเรื่องง่ายสำหรับเขา หากเผชิญหน้ากับท่าดังกล่าวในการต่อสู้จริง

“ตอนผมได้ยินเขาพูดแบบนั้น (แก้ท่า rear naked choke) สังคม MMA ของเราต่างพากันประหลาดใจ เพราะ rear naked choke คือท่าที่ไม่สามารถแก้ไขได้”

“เพราะงั้น ผมเลยตอบกลับไปว่า ถ้าคุณคิดว่ากังฟูสุดยอดนัก เราก็มาสู้กัน” สวี เสี่ยวตง เอ่ยคำท้า ที่จะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

 

ราคาของชัยชนะ

การต่อสู้ระหว่าง สวี เสี่ยวตง และ เว่ย เหล่ย ถูกกำหนดขึ้นในวันที่ 27 เมษายน 2017 ปรมาจารย์กังฟูถือไพ่เหนือกว่า เขามีอำนาจกำหนดสถานที่ในการชก สวี เสี่ยวตง ต้องเดินทางไกลเกือบ 2,000 กิโลเมตร จากกรุงปักกิ่งสู่เฉิงตู เมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องของกังฟูfight1

ความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ไม่ได้บั่นทอนความมั่นใจในการต่อสู้ของ สวี เสี่ยวตง เขาปรากฏตัวด้วยกางเกงกีฬาขาสั้น และรองเท้าสีชมพูสดใส สวนทางกับ เว่ย เหล่ย ผู้เป็นเข้ามา ที่สวมชุดนักสู้กังฟูตามประเพณี เครื่องแต่งกายหาได้บ่งบอกความสามารถ ทันทีที่เสียงระฆังดัง ผลลัพธ์ปรากฏออกมาทันที

สวี เสี่ยวตง เดินเกมรุกหนัก เขารัวหมัดใส่ เว่ย เหล่ย ไม่ยั้ง เพียง 20 วินาที โดยไม่ต้องใช้ท่าล็อกใด ปรมาจารย์กังฟูร่วงลงไปกองกับพื้น การต่อสู้เป็นอันยุติ MMA เป็นฝ่ายชนะ

ชีวิตของ สวี เสี่ยวตง เปลี่ยนไปในพริบตาและไม่ใช่ในทางที่ดี นักสู้กังฟูนับร้อยเดือดดาล พากันส่งคำท้าขอแก้มือกับ สวี เสี่ยวตง แต่ที่แย่ไปกว่านั้น เขาถูกโจมตีโดยชาวเน็ตว่า จงใจดูหมิ่นวัฒนธรรมเก่าแก่ของประเทศ คลิปการต่อสู้ของ สวี เสี่ยวตง ถูกลบจากอินเตอร์เน็ต เช่นเดียวกับบัญชีใช้งานในสังคมออนไลน์ของเขา

ไม่มีใครลบบัญชีผู้ใช้ในโลกออนไลน์ของคุณได้ หากไม่ใช่ผู้มีอำนาจ ใช่แล้ว สวี เสี่ยวตง กำลังถูกเพ่งเล็งจากรัฐบาลจีน ในข้อหาดูหมิ่นวัฒนธรรมอันดีงาม 5fd32c0596cf210_w600_h320

เขาถูกสั่งให้ขอโทษอย่างเป็นทางการ และปรับเงินอีกว่า 1 ล้านบาท สวี เสี่ยวตง ปฏิเสธ ส่งผลให้ถูกสั่งห้ามเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง หรือ เครื่องบิน เพื่อยุติไม่ให้เขาเดินทางไปต่อสู้ที่ไหนได้อีก

ความพยายามของรัฐบาลจีนไม่เป็นผล สวี เสี่ยวตง เดินทางยาวนาน 36 ชั่วโมง เพื่อต่อสู้กับปรมาจารย์หวิงชุน ที่เขตปกครองตนเองซินเจียง ชัยชนะยังคงตกเป็นของฝั่ง MMA สวี เสี่ยวตง ไม่ย่อท้อต่อภารกิจ เขาเอาชนะนักสู้กังฟูรวม 17 คน จนกระทั่งไม่มีใครกล้าเอ่ยคำท้า

สวี เสี่ยวตง และ MMA ฝ่ายชนะ แต่ราคาที่ต้องจ่ายตามมาแสนสาหัส ชื่อของเขาหายไปจากอินเตอร์เน็ตในประเทศจีน กลายเป็นบุคคลที่มีคะแนนทางสังคมระดับ D ที่นอกจากจะห้ามขึ้นเครื่องบินและรถไฟความเร็วสูงแล้ว สวี เสี่ยวตง ยังถูกสั่งห้ามไม่ให้พักในโรงแรม หรือซื้อและเช่าที่อยู่อาศัย 

โชคดีที่ สวี เสี่ยวตง ไม่มีลูก เพราะหากเขามี ลูกของ สวี เสี่ยวตง จะถูกจำกัดสิทธิ์ทางการศึกษา ด้วยเช่นกัน

เพียงแค่ความต้องการที่จะเปิดโปงภาพลวงของกังฟูในโทรทัศน์ เหตุใดชายคนหนึ่งจึงต้องเสียอะไรมากขนาดนี้ ? เรามีคำตอบให้คุณในบทถัดไป..

 

ความจริงและความเชื่อ 

เรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ผู้อ่านคงสัมผัสได้ถึงความพ่ายแพ้อันย่อยยับของกังฟู แต่หากทบทวนดูให้ดี มรดกและประวัติศาสตร์ของกังฟูนั้นยิ่งใหญ่ จนกลายเป็นอำนาจที่ยิ่งใหญ่ มากกว่าจะตัดสินผลแพ้ชนะได้ในสังเวียนการต่อสู้

กังฟู คือ ศาสตร์ที่มีรากฐานยาวนานกว่า 4,000 ปี ก่อนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากตำนานวัดเส้าหลิน เรื่องราวของพระที่ต่อสู้เพื่อปกป้องความยุติธรรมในราชวงศ์ชิง ถูกเล่าต่อกันมานับไม่ถ้วน เรื่องราวผู้กล้าแห่งวัดเส้าหลินไม่มีที่สิ้นสุด แม้กระทั่งช่วงเวลาที่ถูกทำลายล้างในช่วงเวลาของราชวงศ์แมนจู

ปัจจุบัน วัดเส้าหลินยังคงอยู่ และยังคงรับพระหน้าใหม่เพื่อเข้ามาฝึกวิชากังฟู สิ่งที่เพิ่มเติม คือ การเปิดรับนักท่องเที่ยว วัดเส้าหลินคือจุดหมายที่คนทั่วโลกมุ่งหน้าเมื่อมาเยือนแดนมังกร วัฒนธรรมจีนแพร่กระจายไปทั่วโลกจากวัดเส้าหลิน สื่อท้องถิ่นรายงานว่า มีโรงเรียนเส้าหลินกระจายอยู่ 70 ประเทศทั่วโลก

มากกว่านั้น ผู้คนยังติดภาพความแข็งแกร่งของวิชากังฟู จากผลงานของนักแสดงชื่อดัง บรู๊ซ ลี ที่วางรากฐานจนแข็งแกร่งในยุค 70’s ก่อนถูกต่อยอดด้วย เฉินหลง (Jackie Chan) และ เจ็ต ลี (Jet Li) กังฟูคือความภาคภูมิใจของชาวจีน แต่มากกว่านั้น มันคือธุรกิจBruce-Lee3-0

NetEase บริษัทยักษ์ใหญ่ในจีน รายงานว่า ธุรกิจกังฟู มีมูลค่าอยู่ในหลักพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไล่ตั้งแต่ ภาพยนตร์, ทีวี, การศึกษา, การท่องเที่ยว และ ผลิตภัณฑ์ มีการยืนยันว่ามีนักเรียนกว่า 2 ล้านคนในโรงเรียน 12,000 แห่ง มันคือศิลปะป้องกันตัวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก

ถึงจะสร้างมูลค่ามากแค่ไหน ความจริงที่ต้องยอมรับคือ กังฟูไม่ใช่ “กีฬา” ชิ ยงซิน (Shi Yongxin) เจ้าอาวาสคนปัจจุบันของวัดเส้าหลิน ยอมรับว่าวิชากังฟูไม่อาจต่อสู้กับ MMA เนื่องจากกังฟูคือการฝึกจิตวิญญาณมากกว่าสภาพร่างกาย และกังฟูไม่ใช่การฝึกเพื่อสร้างพลังพิเศษ แต่เป็นการสร้างความสุขภายในจิตใจ

โชคร้าย เจตนารมณ์ที่แท้จริงของวัดเส้าหลินถูกบิดเบือน มีผู้คนมากมายอ้างชื่อของวัดเส้าหลินและวิชากังฟูเพื่อหารายได้ หลายคนมาฝึกและออกไปทั้งที่ยังไม่ได้การยอมรับเป็นพระ กลับสามารถเปิดสำนักเส้าหลินของตัวเอง เป็นเหตุให้เกิดศาสตร์ “กังฟูปลอม” ที่แพร่ระบาดไปทั่ว

ชัยชนะของ MMA เหนือกังฟู เปิดเผยความจริงดังกล่าว แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบใจ โดยเฉพาะรัฐบาลจีน ที่เพิ่งประสบความสำเร็จนำธงชาติไปปักบนกำแพงวัดเส้าหลินเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ก่อตั้งวัดในค.ศ. 495 

รัฐบาลจีน ประสบความสำเร็จในการสร้างภาพความแข็งแกร่งของวิชากังฟู ไม่ใช่แค่ประชาชนทั่วไปที่เชื่อว่าปรมาจารย์กังฟูมีพลังเหนือธรรมชาติ แต่นักสู้ MMA จำนวนมาก เชื่อว่าตัวเองไม่มีความสามารถมากพอจะต่อสู้กับผู้มีวิชา ซึ่งตรงข้ามกับความจริงโดยสิ้นเชิง

พรรคคอมมิวนิสต์จีน มีนโยบายชาตินิยมที่เข้มข้นและสุดโต่ง พวกเขาใช้กังฟูการแสดงภาพนักสู้ผู้รักชาติ และวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งของชาวจีน แม้ปัจจุบัน วัฒนธรรมกังฟู จะดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลจากนานาชาติ แต่ชาวจีนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าศาสตร์การต่อสู้นี้ คือเกียรติและศักดิศรีที่ควรสงวนให้ชาวจีนเพียงผู้เดียวf8bc1269fd8315afdd4e16

“ทุกคนในจีนคิดว่าวัดเส้าหลินมีความลับบางอย่าง ที่ไม่อยากแบ่งปันแก่ผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แก่ชาวต่างชาติผู้เป็นปีศาจ” มาร์ตา เนสโควิช นักศึกษาชาวเซอร์เบียที่ฝึกวิชาอยู่กับวัดเส้าหลินกล่าว

ไม่ว่าคำกล่าวข้างต้นจะจริงหรือไม่ ลัทธิชาตินิยมแฝงเข้าไปเป็นหนึ่งของวิชากังฟูเป็นที่เรียบร้อย สิ่งที่ สวี เสี่ยวตง ต้องจ่ายจึงไม่ใช่เพราะเขาใช้การต่อสู้ MMA ล้มกังฟู แต่เพราะเขากำลังทำลายคุณค่าของวัฒนธรรม ที่รัฐบาลจีนกำลังปลูกฝังcdb7969dcdc36b8681124794461ef6dd

กังฟู ไม่ใช่กีฬาและไม่มีวันชนะ MMA แต่ศาสตร์เก่าแก่นี้ ถูกใช้เป็นเครื่องมือหารายได้และเผยแพร่ลัทธิชาตินิยม สิ่งหนึ่งที่น่าเศร้าจากเรื่องราวนี้ คือไม่มีใครกำลังปกป้องเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกังฟู 

ย้อนแย้งอย่างน่าประหลาด บุคคลที่ลงมือปกป้องกังฟูมากที่สุด อาจเป็นคนที่ถูกชาวจีน มองว่าเป็นวายร้าย และนำศิลปะตะวันตกเข้ามารุกรานชาติ อย่าง สวี เสี่ยวตง

“ชู กำลังทำในสิ่งที่ถูกต้อง เขาต่อสู้กับกังฟูปลอม”  ชิ ยงซิน เจ้าอาวาสวัดเส้าหลินทิ้งคำพูดเตือนใจ ที่ทำให้ทุกคนต้องขบคิด

พัค, เอฟร่า และ เตเวซ ทริโอ 3 เชื้อชาติกับมิตรภาพที่ช่วยให้ ยูไนเต็ด ไร้เทียมทาน

“ไม่ว่าจะไปที่ไหนพวกนี้ตัวติดกันเหมือนกับฝาแฝด ไม่ว่าจะทำอะไรพวกเขาก็จะทำด้วยกัน แม้กระทั่งอาบน้ำห้องเดียวกันด้วย” ริโอ เฟอร์ดินานด์ เล่าโจ๊กที่อธิบายถึงความสัมพันธ์ของกลุ่มเพื่อนที่มีความสำคัญต่อองค์ประกอบทีมโดยรวมมากที่สุด

 

 

มันคือเรื่องราวของกลุ่มเพื่อนแท้ที่มาจาก 3 ทวีป คนหนึ่งเป็นเกาหลีใต้ อีกคนเป็นฝรั่งเศส และส่วนประกอบสุดท้ายเป็นอาร์เจนไตน์ … พวกเขาต่างกันสุดขั้วแต่กับสนิทกับเหมือนกับเป็นพี่น้อง

มิตรภาพและการผสมผสานเคมีของ พัค จี ซอง, ปาทริซ เอฟร่า และ คาร์ลอส เตเวซ จนกลายเป็นความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่น ชนิดที่ว่า “เฟอร์กี้” ก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้

ติดตามได้ที่นี่ 

 

1 กับ 2 และ 3 … 

มิตรภาพ 3 ทวีป ค่อยๆ เกิดขึ้นทีละนิด ทีละนิด มันเป็นการเจอกันของ 3 นักเตะที่มีวัฒนธรรม และ นิสัยต่างกันโดยสิ้นเชิง ที่ค่อยๆ ประกอบร่างขึ้นมาโดยการจั่วไพ่ใบแรกของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และเขาได้ พัค จี ซอง นักเตะตำแหน่งริมเส้นชาวเกาหลีใต้ จาก พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น มาด้วยค่าตัว 4 ล้านปอนด์ ในช่วงซัมเมอร์ปี 2005

พัค คือผลผลิตจากทีมชาติเกาหลีใต้ชุดคว้าอันดับ 4 ในฟุตบอลโลก 2002 ที่ กุส ฮิดดิ้งค์ พาตัวเขามายังเนเธอร์แลนด์ด้วยหลังจากเสร็จภารกิจในแดนโสมขาว สิ่งที่ พัค ทำสมัยอยู่ในพีเอสวีนั้นไม่ต่างอะไรกับตอนที่เขาเป็นนักเตะของ แมนฯ ยูไนเต็ด นั่นคือเขาเป็นคนที่ทำงานหนักและมีความทะเยอทะยาน อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับเขาที่ชวนให้ลำบากใจก็คือ แม้เขาจะเป็นนักเตะคนสำคัญของทีม แต่เมื่ออยู่นอกสนามความสำคัญในห้องแต่งตัวของเขาน้อยมาก เขาไม่ค่อยมีเพื่อนสนิท และไม่ค่อยได้คุยกับใครมากนัก 

“สมัยอยู่ ฮอลแลนด์ นานเป็นปีเลยที่เขาแทบจะไม่คุยกับเพื่อนๆ เว้นเสียแต่ว่ามันจะจำเป็นจริงๆ เท่านั้น” พัค ซอง จอง พ่อของ พัค จี ซอง ให้สัมภาษณ์กับสื่อในประเทศถึงช่วงเวลาที่ลูกชายต้องสู้กับความเหงาไปพร้อมกับการพยายามทำผลงานให้ดีในเวลาเดียวกัน…และนั่นคือสิ่งที่เขาเป็นก่อนจะได้มาอยู่กับ ยูไนเต็ด

จิ๊กซอว์ชิ้นที่ 2 ตามมาหลังจาก พัค เป็นสมาชิกของ ยูไนเต็ด ได้ราวครึ่งปี ในเดือนมกราคม 2006 นั่นคือการปรากฎตัวของ ปาทริซ เอฟร่า แบ็คซ้ายเชื้อสายแอฟริกันชาวฝรั่งเศส ที่ย้ายมาจาก โมนาโก พร้อมดีกรีรองแชมป์ยุโรป ซึ่งการมาของเอฟร่านี่แหละทำให้เรื่องมิตรภาพระหว่าง 3 ทหารเสือเกิดขึ้นอย่างจริงจัง

เดิมที พัค มีพื้นฐานภาษาอังกฤษอยู่บ้าง จากการมีครูสอนภาษาอังกฤษตั้งแต่สมัยอยู่ที่เนเธอร์แลนด์แล้ว เนื่องจากเขาตั้งเป้าว่าสักวันจะได้มาเล่นในอังกฤษ จนสุดท้ายฝันก็เป็นจริง อย่างไรก็ตามภาษาของพัคแม้จะแข็งในระดับหนึ่ง แต่ช่วงแรกๆ ก็ยังตามพวกนักเตะท้องถิ่นไม่ทัน และบังเอิญทีมชุดนี้ก็มีแกนหลักเป็นนักเตะในสหราชอาณาจักร เกินครึ่งทีม ดังนั้น พัค จึงเป็นพวกเก้ๆ กังๆ เข้าหาใครก่อนไม่ค่อยเป็น 

ส่วนเอฟร่าผู้มาทีหลังนั้นมีบุคลิกแตกต่างสุดๆ มั่นใจทุกการกระทำ ชอบเป็นจุดศูนย์กลางความฮาของทีม และนั่นทำให้ เอฟร่า ที่มาใหม่สามารถเข้ากับทุกๆ คนได้ โดยเฉพาะ พัค ที่เมื่อได้คุยกันแล้ว เอฟร่า บอกว่า “จี” (ชื่อที่เขาเรียก พาร์ค) คือคนที่ทำอะไรก็ฮา เพียงแต่ยังไม่ฉายแสงในกลุ่มนักเตะซีเนียร์ เพราะไม่กล้าพูดพอเท่านั้นเอง

“หมอนี่เป็นเด็กดีนะ เขาชอบทำให้คุณได้หัวเราะ หลายคนเข้าใจว่าเขาเป็นพวกเข้าสังคมยาก แต่ให้คุณได้รู้จักเขาก่อนเหอะ ผมเข้ามาและทำให้เขาหัวเราะและมีความสุขมากขึ้น หลังจากนั้นพวกเราก็หัวเราะในเรื่องเดียวกันได้แล้ว” เอฟร่า เล่าขณะที่เขาเดินทางไปเซอร์ไพรส์วันเกิดของ พัค ที่เมือง ซูวอน ประเทศเกาหลีใต้ในช่วงซัมเมอร์ปี 2008    

ทั้งสองคนเข้ากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ พัค กลายเป็นคนที่เข้ากับนักเตะในทีมคนอื่นๆ ได้ดีขึ้นเมื่อมีเอฟร่าเป็นเหมือนผู้นำพา จากนั้นสิ่งที่ตามมาคือการได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมทีม พัค มากขึ้น บทบาทในการลงเล่นของเขาชัดเจน จากคนที่เคยถูกเรียกว่านักเตะที่ได้แค่วิ่งและทำหน้าที่สกปรก (ไล่แย่งบอล ไล่บีบพื้นที่) ให้นักเตะสตาร์คนอื่นๆ เจองานที่ง่ายขึ้น แต่เมื่อเขาเริ่มเข้ามามีบทบาทในห้องแต่งตัว พัค ก็ไม่ได้มีหน้าที่แค่วิ่งอีกต่อไป 

แม้ว่าฤดูกาล 2006-07 จะเป็นปีที่เขาต้องสู้กับอาการบาดเจ็บจนได้ลงสนามในเกมลีกแค่ 14 เกมเท่านั้นแต่ก็ยิงได้ถึง 5 ลูก ถ้าไม่นับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ เวย์น รูนี่ย์ เขายิงเป็นรองแค่ หลุยส์ ซาฮา กับ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่เป็นกองหน้าเท่านั้นเอง สถิติดังกล่าวสะท้อนความมั่นใจของเขา พัค กล้าเล่นในจังหวะสุดท้าย ที่สำคัญเพื่อนร่วมทีมก็ไว้ใจเขามากขึ้นอีกด้วย เรียกได้ว่าการมาของ เอฟร่า มีผลกระทบสำคัญสำหรับปีกชาวเกาหลีใต้รายนี้เป็นอย่างมาก 

ฤดูกาลนั้น 2006-07 ยูไนเต็ด เข้าสู่ยุคใหม่เต็มตัวและจบซีซั่นด้วยการเป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก หลังคว้าแชมป์ ลีกคัพ ได้ในฤดูกาลก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นในการทวงความยิ่งใหญ่เท่านั้น เพราะหลังจบฤดูกาล เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไปคว้าตัวนักเตะในแนวรุกอย่าง คาร์ลอส เตเวซ ดาวยิงเลือดอาร์เจนไตน์มาจาก เวสต์แฮม เรื่องฝีเท้านั้นไม่มีใครสงสัย แต่ปัญหาคือไม่เคยมีนักเตะอเมริกาใต้คนไหนที่ไปได้สวยกับ ยูไนเต็ด เลย

นักเตะระดับเทพอย่าง ฮวน เซบาสเตียน เวรอน เคยมาที่นี่และล้มเหลวไม่เป็นท่า แม้นักเตะในชุดนั้นอย่าง รอย คีน และ นิคกี้ บัตต์ ยังบอกว่าไม่เคยเห็นนักเตะคนไหนมีจินตนาการในการเล่นมากมายขนาดนี้ ทว่าปัญหาที่ทำให้เขาล้มเหลวคือ เวรอน ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมทีมได้ เคมีของเขาผสมผสานกับคนอื่นๆ ไม่ลงตัว ซึ่งหลายคนก็มองว่า เตเวซ กำลังจะเจอบททดสอบในแบบเดียวกัน เก่งมาจากไหนไม่รู้ แต่เมื่ออยู่ที่นี่คุณต้องเป็นส่วนหนึ่งของทีมให้ได้ไม่อย่างนั้นปัญหาจะเกิดขึ้นแน่นอน … ซึ่งจะว่ากันตามตรงโอกาสล้มเหลวของ เตเวซ นั้นสมควรจะมากกว่า เวรอน ด้วยซ้ำไป เพราะ ณ เวลานั้นเขาเพิ่งเล่นในยุโรปได้แค่ปีเดียวเท่านั้น แถมยังเป็นทีมหนีตกชั้นอย่าง เวสต์แฮม อีกด้วย

สุดท้ายทุกคนรู้ดีว่า เตเวซ กลายเป็นนักเตะอเมริกาใต้คนแรกในทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ประสบความสำเร็จในทุก ๆ ด้านไม่ว่าจะด้วยสไตล์การเล่น ทัศนคติ และ จำนวนประตู สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะ เตเวซ มี 1 สิ่งที่เวรอน ไม่มี นั่นก็คือ “เพื่อนซี้” … เตเวซ เข้ามาเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นที่ 3 และเป็นส่วนหนึ่งในมิตรภาพ 3 ทวีป ที่แฟนๆ ยูไนเต็ด เรียกกันว่า “3 ทหารเสือ” (The Three Musketeer) นั่นเอง mmowTro

 

3 ทหารเสือที่ทำให้ทีมไร้อีโก้ 

หนึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ เตเวซ เข้ามาในทีแรก คือเขาไม่รู้ภาษาอังกฤษ ภาษาของเขาแย่ยิ่งกว่า พัค ตอนย้ายมาเสียอีก ซึ่งการที่ต้องเล่นในตำแหน่งเกมรุกด้วยกัน อีกทั้งยังเคยผ่านประสบการณ์คล้ายๆ กันทำให้ พัค พยายามจะเป็นที่ปรึกษาให้ เตเวซ เขาอยากจะช่วยเหลือในหลายเรื่องๆ ติดอยู่อย่างเดียวที่ว่าไม่รู้จะคุยกันยัง

“ผมไม่รู้จะเริ่มคุยกับเขา (เตเวซ) อย่างไร เพราะเขายังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แล้วผมก็ดันพูดภาษาสเปนไม่เป็นอีกต่างหาก” พัค บอกเล่ากับ เดลี่ เมล์ 

ซึ่งปัญหานี้หมดไปอย่างง่ายดายเมื่อ “ฟันนี่แมน” อย่าง เอฟร่า เข้ามาเป็นคนกลาง จริงๆ เขาแค่อยากจะช่วย พัค ให้สื่อสารกับ เตเวซ ได้เท่านั้น เอฟร่า มีหน้าที่แปลภาษาอังกฤษเป็นสเปน แรกเริ่มเดิมทีนั้นหน้าที่มีแค่ล่าม แต่ทุกคนรู้ว่า เอฟร่า ที่พูดได้ถึง 5 ภาษา (ฝรั่งเศส, อังกฤษ, อิตาลี, สเปน, โปรตุเกส) เป็นพวกหยุดปากไม่เป็น เขาจ้อไปเรื่อยและพยายามสื่อสารให้ 2 คนนี้ให้ออกไปเชิงตลกโปกฮา และมันช่วยทำให้ทั้ง 3 คนเข้าใจกันได้เป็นอย่างดี คนหนึ่งไม่ค่อยพูด, คนหนึ่งชอบช่วยเหลือคนอื่น และอีกคนทำหน้าที่เชื่อมทั้ง 2 คนเข้าหากัน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมมิตรภาพต่างภาษาและต่างวัฒนธรรมของสามทหารเสือจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่าย

หลังจากการสนิทสนมกัน บ้านของ พัค ก็กลายเป็นศูนย์รวมคนไกลบ้านแห่ง ยูไนเต็ด ทันที เนื่องจาก พัค นั้นพาครอบครัวมาอยู่ด้วย ดังนั้นบ้านของเขาจึงมีบรรยากาศที่มีความอบอุ่นมากกว่าบ้านของ เตเวซ และ เอฟร่า ที่เป็นชายโสด ทั้งสองคนมักจะมาหาอะไรกินหลังซ้อมเสร็จ และรวมตัวกันก่อนเกมการแข่งขันจะเริ่ม ซึ่งความสนิทสนมของทั้งสามคนโดยเฉพาะ เอฟร่า กับ พัค นั้นพัฒนาไปไกลมากจนระดับที่ว่า เอฟร่า เรียก พัค ซอง จอง พ่อของ พัค ว่า “ป๋า” เลยทีเดียว

“เวลามีเกมที่ต้องออกไปแข่งต่างประเทศ บ้านของผมเป็นเหมือนจุดรวมตัวโดยมิได้นัดหมาย ผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะรถของนักเตะพวกนี้แพงๆ กันทั้งนั้น พวกเขาคงไม่กล้าเอาไปจอดที่สนามบิน เลยมาที่บ้านผมเพราะมันไม่ไกลมากนัก แพ็ท (เอฟร่า) และ คาร์ลิโต้ (เตเวซ) มักจะมาที่นี่ บางครั้งก็มีพวก ฟาน เดอ ซาร์ กับ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ มาด้วย”

“แพ็ท กับ จี อายุเท่ากัน แต่ แพ็ท นั้นเป็นคนเข้ากับคนอื่นง่ายกว่า ส่วนใหญ่แล้ว จี จะมีเพื่อนเป็นนักเตะต่างชาติ เพราะนักเตะพวกนี้ช่วยเหลือและรักใคร่กันเสมอ ส่วนกลุ่มนักเตะจากสหราชอาณาจักรก็จะเกาะกันเป็นกลุ่มใหญ่ เวลาจะเที่ยวก็มักจะไปกันยกแก๊ง” พ่อของ พัค จี ซอง กล่าว 

ขณะที่มีความจริงบางข้อที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหน แม้โดยรวมแล้วดูเหมือน เอฟร่า เป็นคนลากทุกคนมารวมกันเป็นหนึ่งได้ แต่จริงๆ แล้วหากไม่มี พัค เอฟร่า อาจจะไม่ได้อยู่กับ ยูไนเต็ด นานขนาดนี้ก็ได้

“ป๋าพัค” เล่าต่อว่า ช่วงที่ เอฟร่า ย้ายมาใหม่ๆ แฟนบอลไม่ชอบเขาเพราะเขาเป็นแบ็คที่เติมเกมแล้วลงมาเล่นเกมรับไม่ทันเสมอ นั่นทำให้ปีแรกเขาได้เล่นน้อยมากเพราะโดนนักเตะอย่าง กาเบรียล ไฮน์เซ่ และ มิคาเอล ซิลแวสตร์ ขวางหน้า แต่สุดท้าย พัค เป็นคนที่คอยช่วยเหลือให้กำลังใจ เอฟร่า ประจำ เพราะเขาเองก็เคยโดนมาก่อนสมัยเล่นใน พีเอสวี ปีแรกๆ ว่ากันว่าเมื่อไหร่ที่เขาเล่นไม่ดี พัค มักจะถูกด่าทอและบางครั้งก็ขว้างขวดน้ำใส่ 

ส่วน เตเวซ นั้นเข้ามามีบทบาทในทีม 3 ทหารเสือ ด้วยการมีหน้าที่เป็น “คนช่วยอำ” เมื่อ เอฟร่า หยอกล้อ พัค เตเวซ ก็จะคอยหัวเราะเสมอ พวกเขาจับกลุ่มกันเหนียวแน่น มักจะไปมาหาสู่กันตลอด เรียกว่าสนิทกันถึงขั้นครอบครัวแต่ละคนเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะวันเกิดครบรอบอายุ 28 ปีของ พัค ที่จัดขึ้นเงียบๆ ในเมือง ซูวอน ประเทศเกาหลีใต้ ทั้ง เอฟร่า และ เตเวซ ยังเดินทางมาเซอร์ไพรส์ถึงที่ด้วยตัวเองเลยทีเดียว Carlos+Tevez+Ji+Sung+Park+Fulham+v+Manchester+4sIFIiSornml

“แก๊งนี้ไปไหนไปกันอย่างกับแฝด 3 พวกเขาทำอะไรด้วยกันตลอดเวลาไม่เว้นแม้กระทั่งตอนอาบน้ำ… อันนี้ผมมุกนะ” ริโอ เฟอร์ดินานด์ นักเตะซีเนียร์ของทีมว่าถึงความแนบแน่นของแก๊ง 3 ทหารเสือให้เห็นภาพโดยง่าย 

ความสัมพันธ์ระดับเพื่อนซี้ของทั้ง 3 คนมีผลดีต่อทีมโดยตรง เพราะแรกเริ่มในช่วงปี 2007-08 ทีมนั้นมักจะมีสองแก๊ง นั่นคือกลุ่มของนักเตะยูเค กับอีกหนึ่งกลุ่มคือนักเตะที่พูดภาษาโปรตุกีส ที่นำโดย คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และสมาชิกอย่าง นานี่, อันแดร์สัน ไปจนถึงมือขวาของ เฟอร์กี้ อย่าง คาร์ลอส เคยรอซ ด้วย 

อย่างไรก็ตามแก๊งของ 3 ทหารเสือนั้นเป็นกลุ่มที่สามารถเข้ากันได้กับทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเอฟร่านั้นปากสว่างมากพอที่จะทำให้บรรยากาศในห้องแต่งตัวเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ และนำมาซึ่งทีมสปิริตที่ยอดเยี่ยม และผลตอบแทนก็คือในปีนั้น ยูไนเต็ด กลายเป็นทีมที่สมบูรณ์แบบมาก แม้จะมี โรนัลโด้ เป็นพระเอก แต่คนอื่นๆ ก็ทำหน้าที่อย่างมืออาชีพ นักเตะอย่าง เวย์น รูนี่ย์ ที่เป็นตัวแทนของฝั่งยูเคใจกว้างเสมอถ้า โรนัลโด้ อยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่า ขณะที่ เตเวซ นั้นก็มีความเป็นมืออาชีพพอที่จะถอยมารับบทพระรอง เป็นตัววิ่งไล่ในแดนหน้าเพื่อเปิดช่องให้ โรนัลโด้ กลายเป็นดาวซัลโวในปีนั้นอีกด้วย ยูไนเต็ด คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ฤดูกาล 1998-99 ทุกคนรู้ดีว่าทีมชุดนั้นเต็มไปด้วยนักเตะที่มีสภาพจิตใจของผู้ชนะ พวกเขาทุกคนสามารถสวมปลอกแขนกัปตันทีมได้ เพราะคาแร็คเตอร์ที่ไม่ยอมแพ้เหมือนกันทั้งทีม ซึ่งถ้าหากใครติดตามดูทีม ณ เวลาดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ปีศาจแดง มักมีประตูท้ายเกมอยู่เสมอ จากจะแพ้เป็นเสมอ จากจะเสมอกลายเป็นคว้าสามแต้ม และบางครั้งยิงพลิกแซงแบบม้วนเดียวจบ 3-4 ลูกเลยก็ยังมี 200805230017_01

ยุคทองของ ยูไนเต็ด ดำเนินไปเรื่อยๆ ฤดูกาล 2008-09 พวกเขายังคงไร้เทียมทานในอังกฤษ ด้วยการคว้าแชมป์ไปครองแบบไม่ต้องออกแรงเหนื่อยเท่าไหร่ และเข้าไปถึงรอบชิงแชมเปี้ยนส์ลีกกับ บาร์เซโลน่า ติดที่ว่าพลาดท่าในเกมนั้น … อันที่จริง ทุกอย่างควรจะดำเนินต่อไปและได้รับการต่อยอดให้แข็งแกร่งขึ้นเพื่อมาแก้แค้น แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ เตเวซ เกิดเรื่องทะเลาะกับ เฟอร์กี้ รุนแรงจนต้องย้ายทีมออกไปแบบจบไม่สวยนัก ซึ่งการแยกทางครั้งนี้ เป็นการพิสูจน์ใจของกลุ่มเพื่อนรัก 3 เชื้อชาติอย่างแท้จริง 

 

ผมทำไม่ได้ 

ปัญหาของการออกจากทีม ยูไนเต็ด ชุดรุ่งเรืองของ เตเวซ ในมุมมองที่เขาเคยเล่า เกิดขึ้นจากการไม่ได้รับข้อเสนอฉบับใหม่หลังจากเขาหมดสัญญายืมตัวกับทีมครบ 2 ปี ซึ่งเดิมทีเขายืนยันว่าได้สัญญาปากเปล่ากับ เฟอร์กี้ ไว้แล้ว แต่เมื่อฤดูกาลจบลงก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนสุดท้ายเขาต้องย้ายไปเล่นให้กับ แมนฯ ซิตี้ คู่ปรับร่วมเมืองที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็น “เพื่อนบ้านน่ารำคาญ” ตามนิยามของยอดกุนซือชาวสก็อตต์6998585

เรื่องดังกล่าวจะไม่เดือดร้อนใหญ่โตอะไรเลยหาก เตเวซ ไม่ทำพฤติกรรมที่แฟน ยูไนเต็ด ไม่เคยลืม นั่นคือวันที่เขาชูป้ายกระดาษที่ข้อความว่า “สู่สุขตินะเฟอร์กี้” (RIP Fergie) พร้อมกับป้ายหลุมศพ เมื่อนั้นความสัมพันธ์ดีๆ ที่เคยเกิดขึ้นระหว่าง เตเวซ และ ปีศาจแดง ตัดขาดแบบไม่ใยดี 

ทุกครั้งที่ ซิตี้ เจอกับ ยูไนเต็ด และมีเตเวซลงสนาม เขาเหมือนตัวจุดชนวนความเกลียดชัง และเสียงด่าทอ แฟนบอลเล็งเขาเป็นเป้าในการโห่ ไม่เหลือความทรงจำดีๆ เลยแม้แต่น้อย

เรื่องดังกล่าวสงผลต่อมิตรภาพของกลุ่ม 3 ทหารเสือโดยตรง โดยเฉพาะ เอฟร่า ที่ยอมรับว่าแม้ตนเองไม่ใช่ชาวแมนคูเนี่ยน แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ทำให้เขารักสโมสรเหมือนเป็นบ้าน และเขาไม่ชอบที่เพื่อนรักของเขาทำเช่นนี้ … แต่สุดท้ายเขาก็เคารพในการตัดสินใจนั้น

“ผมไม่พอใจมากที่เขาไปเล่นให้ ซิตี้ ผมรำคาญใจเพราะเขาเป็นนักเตะที่ดี ผมเข้าใจแหละว่าในโลกของฟุตบอล เหรียญมันมี 2 ด้านและค่อนข้างซับซ้อน แต่ผมไม่ชอบป้ายของเขาเลยจริงๆ ให้ตายเถอะ”

“ผมบอกเขานะ ‘เฮ้ย คาร์ลิโต้ แกกำลังทำอะไรอยู่วะ เสื้อตัวนั้น (ซิตี้) ไม่เหมาะกับแกเลยสักนิด ฉันเคยไปบ้านแก แกก็รู้ แล้วฉันก็จำได้ด้วยว่าแกยังแขวนรูปตัวเองสมัยเป็นนักเตะของ ยูไนเต็ด ไว้แถวโต๊ะพูลอยู่เลย เลือดแกมันเป็นสีแดงโว้ย อย่าได้โกหกตัวเองเชียว'” 

แม้จะพูดอย่างนั้น แต่ความเป็นเพื่อนมันไม่เกี่ยวกับงานที่พวกเขาทำ นักเตะกลุ่ม 3 ทหารเสือยังไปมาหาสู่กันเป็นประจำเพราะพวกเขายังอยู่ในเมือง แมนเชสเตอร์ ด้วยกันเหมือนเดิม ไม่มีใครย้ายบ้าน เพียงแต่ว่ามิตรภาพครั้งนี้ไม่ถูกใจแฟนๆ ของ ยูไนเต็ด ที่เกลียดใครแล้วเกลียดเข้าเส้น เขาไม่อยากให้ งูพิษ อย่าง เตเวซ มายุ่งเกี่ยวกับนักเตะในทีม เรื่องนี้ เฟอร์กี้ เองก็ไม่ชอบใจเหมือนกัน …

“ผมพูดติดตลกกับเขาว่า ‘เฮ้ย เรายุติความเป็นเพื่อนสนิทกันดีไหม อย่าพยายามทำดีกับฉัน เพราะนั่นจะดีต่อพวกเราทั้งหมดแกเข้าใจมั้ย? เพราะคุณเฟอร์กูสันดูจะไม่ชอบให้เป็นแบบนี้แน่ โดยเฉพาะถ้าเขาเห็นพวกเรามานั่งอยู่ในร้านอาหารเดียวกันแบบนี้’ … ผมเชื่อว่าเฟอร์กี้ไม่ต้องการให้นักเตะอย่างเราๆ เป็นเพื่อนกันนะ”  

สุดท้ายแล้วจะเป็นการห้ามจริงๆ หรือห้ามเล่นๆ ก็ไม่ทราบได้ เพราะทั้ง 3 คนยังคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันจนทุกวันนี้ แม้จะต้องแยกห่างกันไปคนละทิศคนละทางในอีกหลายปีต่อมา แต่พวกเขาก็ยังมีกลุ่มแชทที่ใช้ติดต่อกันอยู่ประจำevra-tevez_3_g_1567490i

“ผมไม่ได้มีบทบาทเป็นแค่นักฟุตบอล อีกมุมหนึ่งผมก็เป็นลูกผู้ชายที่ซื่อสัตย์กับมิตรภาพ และผมจะไม่โกหกตัวเองว่า คาร์ลิโต้ เป็นเพื่อนของผม” เอฟร่า แสดงให้เห็นว่ามิตรภาพของพวกเขาเป็นของจริง แม้กระทั่งคำสั่งของ เฟอร์กี้ ก็ไม่อาจขวางกั้นได้ 

จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนที่สุด บางครั้งก็ไม่ได้มาจากผู้คนที่มีลักษณะนิสัยและวัฒนธรรมเหมือนกันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น พัค, เอฟร่า และ เตเวซ ต่างก็เจอกับช่วงเวลาที่ลำบากในช่วงการตั้งตัว หากแยกกันพวกเขาจะดูอ่อนแอ และไม่แน่อาจจะไม่มีใครประสบความสำเร็จกับ ยูไนเต็ด เลยก็เป็นได้

ทว่าการเปิดใจให้กัน ดูแลกันเหมือนพี่น้องทำให้ทุกอย่างกลับออกมาเป็นคำตอบในทางที่ดี การผสมผสานของกลุ่ม 3 ทหารเสือช่วยนำมาซึ่งเคมีโดยรวมของทีมที่ลงตัวที่สุด และนั่นทำให้ ปีศาจแดง ชุดนี้เป็นหนึ่งเดียวกันจนยากที่พลาดพลั้งให้กับใครได้ง่ายๆ …

เมื่อครั้งหนึ่ง UFO มาเชียร์ ฟิออเรนตินา ถึงสนาม อาร์เตมิโอ ฟรังคี

กลายเป็นข่าวฮือฮาไปทั่วโลก หลัง เพนตากอน หรือ กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา เผยแพร่คลิปวิดีโอการพบกับวัตถุปริศนาเหนือน่านฟ้าที่ถูกถ่ายได้โดยนักบิน ที่ก่อนหน้านี้ถูกเก็บเป็นความลับมานานหลายปี     

 

แม้อาจจะไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการพบเห็นวัตถุปริศนาแบบนี้ แต่ครั้งนี้ถือเป็นการเปิดหลักฐานอย่างเป็นทางการโดยรัฐบาลสหรัฐฯ เอง ซึ่งทำให้กระแส UFO และมนุษย์ต่างดาวจากนอกโลกได้ถูกพูดถึงอีกครั้ง 

ในขณะที่วงการกีฬา ก็เคยมีพัวพันกับ UFO มาเหมือนกัน เมื่อครั้งหนึ่งเคยมีวัตถุปริศนามาชมการแข่งขันของ ฟิออเรนตินา ทีมดังของอิตาลีถึงสนาม อาร์เตมิโอ ฟรังคี ต่อหน้าผู้คนนับหมื่นคน 

เกิดอะไรขึ้นในวันนั้น ร่วมติดตามไปพร้อมกับเราได้ที่นี้ 

 

วัตถุลึกลับจากนอกโลก 

UFO และมนุษย์ต่างดาวถือเป็นสิ่งลึกลับที่อยู่คู่กับโลกมาหลายสิบปี เพราะนับตั้งแต่ เคนเน็ธ อาร์โนลด์ นักบินและนักธุรกิจชาวอเมริกันออกมาเปิดเผยเรื่องราวที่เขาได้พบกับวัตถุประหลาดขณะขับเครื่องบินส่วนตัวเหนือเทือกเขาเรนเนียร์ในปี 1947 ก็มีรายงานการพบ UFO ออกมาจนถึงปัจจุบัน 

หรือแม้ในประเทศไทยเอง ก็เคยมีการรายงานการพบเห็น UFO หลายครั้ง ซึ่งครั้งที่โด่งดังที่สุด น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2501 โดยมีบันทึกจากเจ้าหน้าที่กงศุลสหรัฐฯ ประจำเชียงใหม่

ในรายงานระบุว่ามีการพบเห็นวัตถุบินได้ในระดับต่ำที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่สูงมาก โดยมีคนพบเห็นหลายคนรวมไปถึงพยานชาวอเมริกัน ก่อนที่วัตถุดังกล่าวจะลอยไปตกทางภาคตะวันออกของเมืองเชียงใหม่ บริเวณ อ.สันกำแพง 

ในตอนนั้นสถานกงศุลได้ส่ง โรเบิร์ต จอร์จ บริวสเตอร์ รองกงศุลที่ต่อมาเป็นหัวหน้า CIA ประจำเกาหลีใต้ ลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อมูล แต่เนื่องจากพื้นที่ที่คาดว่าเป็นจุดตกเป็นป่ารก ทำให้สุดท้ายคณะตรวจสอบไม่สามารถเข้าไปถึงในจุดนั้น และก็ไม่มีรายงานอะไรเพิ่มเติมจากเรื่องนี้ 

อันที่จริง UFO มาจากคำว่า Unidentified Flying Object หรือ “วัตถุบินได้ที่ไม่สามารถระบุว่าเป็นอะไร” ซึ่งเป็นคำจำกัดความจากกองทัพสหรัฐฯ ที่คนส่วนใหญ่ตีความว่าเป็นจานบิน หรือยานพาหนะของมนุษย์ต่างดาวจากนอกโลก 

ทว่าบางครั้ง สิ่งที่ผู้คนพบเห็นและเข้าใจว่าเป็น UFO นั้น อาจจะเป็นความเข้าใจผิดของผู้พบเห็นเอง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น ดาวเทียม เครื่องบิน บอลลูน จรวด หรือที่พบบ่อยในปัจจุบันอย่าง โดรน หรือบางทีก็อาจจะเป็น สิ่งที่เกิดขึ้นจากระบบสุริยะอย่าง อุกกาบาต หรือ ดาวหาง 

อย่างไรก็ดี ก็มีหลายครั้งที่มันให้คำตอบไม่ได้ เหมือนกับเหตุการณ์ที่สนาม อาร์เตมิโอ ฟรังคี 

 

UFO บุกสนามฟุตบอล

27 ตุลาคม 1954 ในฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศเริ่มเย็นขึ้นในประเทศอิตาลี ที่เมืองฟลอเรนซ์ แคว้นทัสคานี แฟนบอลนับหมื่นคนได้มีโอกาสออกมายืดเส้นยืดสายนอกบ้านในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ หลัง ฟิออเรนตินา สโมสรชื่อดัง มีคิวลงเตะกระชับมิตรกับ ปิสตอยเซ คู่แข่งร่วมเมือง ที่สนาม อาร์เตมิโอ ฟรังคีc_29_articolo_1020300_upiimgprincipaleoriz1

ในตอนแรกมันดูเหมือนเป็นเกมอุ่นเครื่องธรรมดา แต่หลังจากเริ่มครึ่งหลังไปได้ไม่นานผู้ชมในสนามก็พากันเงียบเสียงไปชั่วขณะ ก่อนจะตามมาด้วยด้วยเสียงอื้ออึง และมองไปบนท้องฟ้า 

สิ่งที่พวกเขาเห็นคือวัตถุลึกลับมากมายกำลังบินอยู่บนนั้น มันดูไม่เหมือนเครื่องบิน ยานอวกาศ หรือดาวเทียม แต่เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต และเชื่อว่ามันคือ UFO 

“ผมจำทุกอย่างได้หมดตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ มันเป็นอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนไข่ที่กำลังเคลื่อนที่อย่างช้าๆ ทุกคนเงยหน้าขึ้นไปมอง มันดูแววๆ กำลังมาจากท้องฟ้า เป็นสีเงินวับๆ” อาร์ดิโก แม็กนีนี ตำนานฟิออเรนตินา หนึ่งในนักเตะที่อยู่ในสนามในวันนั้นกล่าวกับ BBC 

“เราแปลกใจมาก เพราะเราไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน และตกใจกันมาก” foto_0000001620141024121302

การปรากฎตัวของพวกมันสร้างความแตกตื่นให้ผู้ชมบนอัฒจันทร์ ในขณะที่นักเตะของทั้งสองทีมก็หยุดเล่น เพื่อดูวัตถุประหลาดนี้ จนทำให้กรรมการสั่งพักการแข่งขันชั่วคราว

จิจี โบนี แฟนบอลของฟิออเรนตินา เป็นอีกหนึ่งคนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น  เขายืนยันว่าเขายังจำเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน แม้เวลาจะผ่านมานานหลายสิบปี แต่คำอธิบายของเขาต่างไปจาก แม็กนีนี เล็กน้อย

“ผมจำได้ชัดเจนว่าได้เห็นภาพที่เหลือเชื่อเช่นนี้” โบนีย้อนความทรงจำ 

“มันเคลื่อนที่เร็วมากและจากนั้นก็หยุด ทุกอย่างเกิดขึ้นในสองนาที ผมอาจจะพูดได้ว่ามันเหมือนกับซิการ์ของคิวบา มันทำให้ผมนึกถึงซิการ์คิวบาจากการเห็นมัน” 

“ผมคิดว่าพวกมันคือสิ่งที่มาจากนอกโลก นั่นคือสิ่งที่ผมเชื่อ และมันก็ไม่มีคำอธิบายอื่นสำหรับผมเลย” 

ในขณะที่ โรโมโล ทูซี กัปตันของ ปิสตอยเซ ก็เห็นด้วยในเรื่องนี้ เขาอธิบายว่าดูไกลๆ มันเหมือนกับวงแหวน ส่วน โรนัลโด โลมี เพื่อนร่วมทีม ยังบอกว่าได้ยินเสียงระเบิดที่ดังมากในตอนนั้น 

“ในปีนั้นทุกคนพากันพูดถึงเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว ทุกคนพูดถึงยูเอฟโอ และเราก็เคยมีประสบการณ์กับเรื่องนี้ เราเคยเห็นมัน เราเคยเห็นมันด้วยตาตัวเอง เห็นมันจริงๆ” ทูซีในวัย 70 ปีกล่าวกับ BBC 

บางคนอาจจะมองว่ามันอาจจะเป็นอุปาทานหมู่ แต่ในความเป็นจริงมีรายงานว่ามีคนในแคว้นทัสคานีจำนวนมากที่พบเห็นวัตถุลึกลับในลักษณะนี้ในวันนั้นตลอดทั้งวัน รวมไปถึงอีกหลายวันหลังจากนั้น รวมทั้งเห็นแสงสีขาวบนท้องฟ้าที่เมืองปราโต ทางตอนเหนือของ ฟลอเรนซ์ 

“ผู้เล่นและผู้คนต่างงุนงงกับวัตถุที่อยู่เหนือสนาม” โรแบร์โต ปินอตติ ประธานศูนย์ยูเอฟโอแห่งชาติของอิตาลีผู้มีงานเขียนเกี่ยวกับยูเอฟโออธิบายกับ BBC 

“ในตอนนั้นหนังสือพิมพ์พูดถึงมนุษย์ต่างดาวจากดาวอังคาร แน่นอนว่าตอนนี้เราพูดได้ว่ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่ก็คงสรุปได้ว่ามันเป็นปรากฎการณ์แห่งอัจฉริยภาพ ปรากฎการณ์ทางเทคโนโลยี และปรากฎการณ์ซึ่งไม่สามารถเชื่อมโยงกับอะไรก็ตามที่เรารู้จักบนโลกได้” 

อย่างไรก็ดี ยานบินลึกลับไม่ใช่เรื่องเดียวที่ชาวเมืองต้องเจอ 

 

เส้นผมนางฟ้า 

ปรากฎการณ์ยานบินลึกลับ อาจจะเป็นสิ่งที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับแฟนบอลในสนามและชาวเมือง ทว่าในขณะเดียวกันพวกเขายังต้องพบกับเหตุการณ์ประหลาด ที่เกิดขึ้นในระหว่างการปรากฏตัวของสิ่งที่เชื่อกันว่าเป็นผู้มาเยือนจากนอกโลก angel-hair-boldman_samples1

“มันยังมีเรื่องแปลกอีกเรื่องหนึ่ง คือในช่วงที่พบเห็นยูเอฟโอเหนือเมืองฟลอเรนซ์ มันดันมีสารเหนียวตกลงมาจากท้องฟ้า ในภาษาอังกฤษเรียกมันว่า ‘เส้นผมนางฟ้า'” ปินอตติอธิบาย 

“ปัญหาเดียวก็คือหลังจากนั้นไม่นานมันก็สลายตัว ผมจำได้ตอนกลางวันแสกๆ ผมเห็นว่าบนหลังคาในเมืองฟลอเรนซ์เต็มไปด้วยสารสีขาวอยู่ราวชั่วโมง เหมือนกับหิมะ แล้วมันก็ระเหยไปหมด” 

“ไม่มีใครรู้ว่าสารแปลกๆ นี้เกี่ยวข้องกับยูเอฟโอหรือเปล่า” 

มีพยานจำนวนมากที่บอกว่าสิ่งนี้เหมือนกับใยแมงมุมและสำลี ไม่สามารถรวมเป็นก้อนได้ และจะสลายตัวเมื่อสัมผัส ซึ่งแน่นอนว่าต่างมีคนสงสัยว่าสิ่งนี้คืออะไร เช่นเดียวกับ จอร์โจ บาตินี นักข่าวของหนังสือพิมพ์ La Nazione หนังสือพิมพ์ประจำเมืองฟิออเรนตินา 

เขาให้สัมภาษณ์กับรายการโทรทัศน์อิตาลีที่ชื่อว่า Voyager เมื่อปี 2003 ว่าตอนนั้นเขาได้รับโทรศัพท์เป็นร้อยสาย จากการพบเห็นสิ่งนี้ และในขณะที่เขาขึ้นไปสังเกตุการณ์บนยอดตึกของที่ทำการหนังสือพิมพ์ เขายังพบเห็นสิ่งที่ดูเหมือนลูกบอลที่ส่องแสงสีขาวเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็วเหนือยอดโบสถ์ 

บาตินี จึงตัดสินใจออกไปสำรวจโดยมุ่งไปที่ทิศทางที่วัตถุประหลาดเคลื่อนที่ไป ซึ่งทำให้เขาต้องเดินทางข้ามป่าออกไปนอกเมือง ก่อนจะพบกับสิ่งที่ผู้คนเรียกว่า “เส้นผมนางฟ้า” ปกคลุมไปทั่วบริเวณ
เขาพยายามหาคำตอบในเรื่องนี้ว่ามันคืออะไร จึงเก็บตัวอย่างโดยใช้ไม้ขีดไฟมวนมันให้เป็นก้อนกลม เพื่อจะทำให้ไป สถาบันวิเคราะห์ทางเคมีของมหาวิทยาลัยฟลอเรนซ์พิสูจน์ แต่เมื่อไปถึงก็มีคนมากมายที่ทำเช่นเดียวกับเขา 

ศูนย์วิจัยแห่งนี้ มีศาสตราจารย์จิโอวานนี คานเนรี เป็นผู้ดูแล เขานำวัสดุดังกล่าวไปวิเคราะห์ด้วยแถบแม่เหล็ก ก่อนจะสรุปได้ว่ามันประกอบด้วยธาตุโบรอน แคลเซียม และแม็กนีเซียม และไม่มีกัมมันตภาพรังสี แต่ไม่สามารถบอกได้ว่ามันคืออะไร 

มันจึงเต็มไปด้วยคำถามมากมาย ทั้งเรื่องยานประหลาดที่หลายคนพบเห็น และสารเหนียวจากท้องฟ้าที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน รวมถึงคำถามสำคัญว่าสองสิ่งนี้มีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่?

 

ใยแมงมุมอพยพ 

“ปรากฎการณ์ยูเอฟโอมันไม่มีอะไรเลย แต่เป็นเพียงเรื่องเล่า เวทมนตร์และเรื่องงมงายสรุปเข้าไปในไอเดียนี้ที่ว่า มนุษย์ต่างดาวกำลังมาที่นี่เพื่อปกป้องเราหรือทำลายเรา” เจมส์ แมคกานา นักบินอวกาศกองทัพอากาศสหรัฐ ที่ใช้เวลากว่า 40,000 ชั่วโมงในหอดูดาวเพื่อสังเกตการณ์ท้องฟ้ากล่าวกับ BBC78483759_lanazionenewspapersharpx304

แม้จะมีผู้คนมากมายที่ยืนยันว่าพวกเขาได้พบกับวัตถุลึกลับที่เชื่อว่าเป็นยูเอฟโอ เหนือสนาม อาร์เตมิโอ ฟรังคี และน่านฟ้าเมืองฟลอเรนซ์ แต่หลายคนก็เชื่อว่ามันอาจจะเป็นเพียงแค่ความเข้าใจผิด 

เนื่องจากในวันดังกล่าว เป็นวันเดียวกับที่กองทัพอากาศอิตาลีได้มีการซ้อมรบ ซึ่งพวกเขาได้ใช้ Chaff หรือเป้าลวงซึ่งเป็นพลุไฟที่ปล่อยจากเครื่องบินที่เอาไว้หลอกเรดาร์ ที่ทำให้คนเข้าใจว่าสิ่งนี้คือจานบินจากนอกโลก 

ในขณะที่ส่วนนึ่งก็มองว่ามันอาจจะเป็นวัตถุจากนอกโลกจริง แต่เป็นอุกกาบาตขนาดเล็ก หรือสะเก็ดดาว ที่บังเอิญลอยเข้ามาในชั้นบรรยายกาศในช่วงนั้นพอดี 

“ตอนที่ผมได้ดูเคสนี้ อย่างแรกผมคิดว่ามันอาจจะเป็นดาวตก หรืออุกกาบาตที่สว่างมากๆ ที่เข้ามาในชั้นบรรยากาศ พวกมันอาจจะรูปร่างคล้ายกับซิกาจากชิ้นส่วนที่แตกออก” แม็คกานาให้ความเห็น  

แล้วสารเหนียวที่ตกลงมาจากท้องฟ้าที่เรียกกันว่า “เส้นผมนางฟ้า” คืออะไร? คำอธิบายที่ดีที่สุดในเรื่องนี้น่าจะเป็น สิ่งที่เกิดขึ้นจากปรากฎการณ์แมงมุมอพยพที่เรียกว่า Ballooning Spider 

มันปรากฎการณ์ที่แมงมุมจะปีนขึ้นไปให้สูงที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ซึ่งอาจจะเป็นยอดไม้หรืออะไรก็ตาม ก่อนจะยิงใยขึ้นสู่ท้องฟ้า และปล่อยให้ลมพัดใยของพวกมันให้สูงขึ้น ทำให้มันสามารถบินขึ้นไปในอากาศและลอยไปตามกระแสลม

“มันค่อนข้างชัดเจนว่าสิ่งนี้คงมาจากแมงมุมที่เพิ่งฟักออกจากไข่แล้วชักใย มันเป็นใยที่บางมากๆ” แม็คกานาอธิบายเพิ่ม

“แมงมุมใช้ใยนี้เป็นเหมือนใบเรือ และโยงตัวเองเข้าด้วยกัน คุณเห็นก้อนใยนี้บนท้องฟ้า แมงมุมจะอยู่ในนี้ เพื่อย้ายถิ่นฐานไปในที่ต่างๆ” 

“พวกมันแค่บินไปพร้อมกับสายลม และสิ่งนี้เคยถูกบันทึกว่าเคยพบเห็นอยู่บนความสูง 14,000 ฟุตจากพื้นดิน ดังนั้นเมื่อพระอาทิตย์ส่องแสงไปที่มัน มันจึงเหมือนกับภาพที่ถูกสร้างด้วยเทคนิคพิเศษ” 

“ก้อนใยแมงมุมพวกนี้ บางทีมันก็แตกออกและตกลงมาบนพื้น มันจึงเหมือนเวทย์มนต์ แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น” 

ทฤษฎีนี้ค่อนข้างได้รับการสนับสนุนในวงกว้าง เนื่องจากในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม เป็นช่วงที่แมงมุมบางชนิดกำลังย้ายถิ่นฐานจากซีกโลกเหนือลงใต้ และปรากฎการณ์นี้ก็ยังพบเห็นได้อยู่เป็นประจำแม้กระทั่งปัจจุบัน 

อย่างไรก็ดี มีคนจำนวนหนึ่ง ที่ไม่ยอมรับในทฤษฎีนี้ หนึ่งในนั้นคือ ปิน็อตติ เนื่องจากเขามองว่า มันยังมีบางอย่างที่คำอธิบายเรื่องแมงมุมอพยพไม่สามารถตอบคำถามได้ 

“แน่นอน ผมรู้เกี่ยวกับสมมติฐานการย้ายถิ่นของแมงมุม มันเป็นไร้สาระมาก มันเป็นเรื่องเก่าและยังเป็นเรื่องงี่เง่าอีกด้วย” ปินอตติแย้ง 

เขามองว่าหากเส้นผมนางฟ้าคือใยแมงมุมจริง เหตุใดผลวิเคราะห์ทางเคมีของมันจึงออกมาไม่เหมือนส่วนประกอบที่อยู่ในใยแมงมุม ที่ต้องประกอบด้วยโปรตีน โซเดียม ไนโตรเจน แคลเซียม ไฮโดรเจน และอ็อกซิเจน

“ผมไม่เคยเชื่อรายงานเก่าใดๆ และเหตุการณ์แปลกใดๆ แบบนี้ นอกจากจะได้เห็นข้อมูลด้วยตาตัวเอง” ผู้เชี่ยวชาญด้านยูเอฟโอของอิตาลีอธิบายกับ BBC 

“ชัดเจนว่าแมกนีเซียมและแคลเซียม เป็นธาตุพื้นฐานที่อยู่ในร่างกายของเรา โบรอนและซิลิกอนน้อยกว่านั้น แต่ถ้าสิ่งนี้เป็นธาตุหลักที่อยู่ในใยสีขาว มันฟังไม่ขึ้นสำหรับผมที่จะคิดว่ามันมาจากแมงมุม” 

ผ่านมาแล้วเกือบ 60 ปี ตั้งแต่วันนั้น แน่นอนว่าหลักฐานที่จะตรวจสอบก็เริ่มจากหายไปตามกาลเวลา แต่สิ่งที่ยังอยู่คือความทรงจำของเหล่าผู้ที่ได้พบเห็นมันด้วยตาตัวเอง ที่ต่างบอกว่าเป็นความทรงจำที่ไม่ลืมไปชั่วชีวิตSchermata-2018-10-29-alle-13.07.24

“ผมอยากรู้มากว่ามันคืออะไร และผมมีสุขมากที่ได้เห็นมัน” ทูซี กัปตันของปิสตอยเซกล่าวกับ BBC 

“จริงๆ แล้วผมเชื่อแบบนั้น (สิ่งที่มาจากจักรวาลอื่น) เราอยู่ที่สนามและเห็นมัน มันเป็นสิ่งที่สุดยอดจริงๆ ที่ได้เห็น” 

ปัจจุบันยังคงไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นคืออะไร แม้ว่าบางส่วนอาจจะล้อเล่นว่ามนุษย์ต่างดาวอาจจะอยากมาชมฝีเท้านักเตะฟิออเรนตินาถึงขอบสนาม เนื่องจากในช่วงทศวรรษที่ 1950 ม่วงมหากาฬ ถือเป็นทีมใหญ่ที่ลุ้นแชมป์ทุกปี แต่ในเชิงวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่มีคำตอบในเรื่องนี้
และทำให้มันยังเป็นปริศนาที่ยังไม่คลี่คลายมาจนถึงทุกวันนี้

เจมี ยัง นักฟุตบอลที่ปฎิเสธปริญญาเอก เพื่อเดินตามความฝันอีกครั้ง

ฟุตบอล คือกีฬาที่สวยงามและน่าหลงไหล แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้สัมผัสสิ่งเหล่านั้น นักเตะมากมายก้าวไปไม่ถึงฝั่งฝัน และถูกทิ้งไว้กลางคันในช่วงเวลาที่มืดมิด ก่อนโดนตราหน้าชีวิตว่าล้มเหลว

 

มีเพียงไม่กี่คนสามารถกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง หนึ่งในนั้นคือ เจมี ยัง ผู้รักษาประตูชาวออสเตรเลีย ที่จากบ้านเกิดตั้งแต่อายุ 15 ไปใช้ชีวิตในฐานะนักฟุตบอลที่อังกฤษ 13 ปี จนตกอับเหลือเงินในบัญชีแค่หลักพัน ไม่มีสิ่งใดให้ทำนอกจาก เรียนหนังสือ

ชีวิตของเขากลับมาสดใส เมื่อได้ทุนเรียนต่อจนถึงปริญญาเอก แต่ เจมี ยัง ปฏิเสธโอกาสนั้น เพื่อเดินหน้าในฐานะนักฟุตบอลตามความฝันของตัวเองอีกครั้ง 

จากบ้านมาล่าฝัน

ออสเตรเลีย ประเทศขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคโอเชียเนีย คือดินแดนขึ้นชื่อเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม ด้วยโอกาสและเสรีภาพที่เปิดกว้างกว่าประเทศอื่นในเอเชีย-แปซิฟิค ผู้คนมากมายอพยพสู่ออสเตรเลียเพื่อแสวงหาชีวิตใหม่แก่ตัวเอง

เรื่องราวของ เจมี ยัง เริ่มต้นขึ้นตรงนี้ เขาคือลูกชายของผู้อพยพสองเชื้อชาติ เอียน คุณพ่อชาวสก็อตแลนด์ เดินทางข้าม 2 มหาสมุทรเพื่อมาแต่งงานกับ เชอร์รีล หญิงสาวชาวศรีลังกา เจมี ยัง จึงเติบโตขึ้นมาท่ามกลางวัฒนธรรมที่แตกต่าง และเปิดใจให้กับความหลากหลายในชีวิต

เจมี ยัง เป็นเด็กขยันและตั้งใจเรียน แต่สิ่งที่โดดเด่นกว่าความรู้ในตำรา คือ ความสามารถของเขาในฐานะนักฟุตบอล เจมี ยัง ลงเล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตูให้แก่ Albany Creek Excelsior FC สโมสรเก่าแก่ของออสเตรเลีย ก่อนก้าวขึ้นไปติดทีมชุดใหญ่ของทีม Eastern Suburbs ตั้งแต่อายุ 15 ปี

ด้วยความสามารถเกินวัย เจมี ยัง เบนสายเข้าสู่ด้านกีฬาเต็มตัว เขาเข้าศึกษาสถาบันกีฬาประจำรัฐควีนส์แลนด์ (Queensland Academy of Sport) ยังไม่ทันจะได้เรียนถึงไหน เจมี ยัง ได้รับการติดต่อจากสโมสรเรดดิ้ง ทีมฟุตบอลชื่อดังจากประเทศอังกฤษ ที่ชักชวนเขาไปทดสอบฝีเท้า ก่อนยื่นสัญญานักเตะเยาวชนให้ทันทีsss

ความฝันของเด็กชายทั่วโลก คือการเป็นนักเตะของทีมฟุตบอลในอังกฤษ แต่ชีวิตจริงไม่ง่ายเหมือนในฝัน หาก เจมี ยัง ตัดสินใจเซ็นสัญญากับสโมสรเรดดิ้ง หมายความว่า เขาต้องจากลาครอบครัว เพื่อเผชิญหน้ากับการใช้ชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกต่างเพียงลำพังในประเทศอังกฤษ

ความรักในกีฬาฟุตบอล และชีวิตที่อยากผจญภัย ทำให้ เจมี ยัง ตัดสินใจเซ็นสัญญากับสโมสรเรดดิ้ง เขาลาออกจากโรงเรียน และบอกมือลาครอบครัว เพื่อไปตามล่าความฝันยังแดนไกล ในปี 2001

การตัดสินใจครั้งนี้ของ เจมี ยัง นั้นยิ่งใหญ่ แต่มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นการผจญภัยของเขา ที่ต้องเจอเรื่องดีและร้ายอีกมากมายหลังจากนี้ …

 

บทเรียนจาก เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

ความยากลำบากเดินหน้าเข้าหา เจมี ยัง ทันทีที่ก้าวเท้าสู่ประเทศอังกฤษ ครอบครัวอุปถัมภ์ไม่เคยต้อนรับเขาในฐานะสมาชิกใหม่ เจมี ยัง ไม่เคยได้รับความอบอุ่นในฐานะลูกชายคนใหม่ของบ้าน เขาเปลี่ยนครอบครัวอุปถัมภ์อีกหลายครั้ง แต่จนแล้วจนรอด เจมี ยัง ไม่เคยเจอที่ไหนดีพอจะเรียกว่า บ้าน

เจมี ยัง จึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับเพื่อนร่วมรุ่น ทันใดนั้นเอง ความแตกต่างทางวัฒนธรรมกลายเป็นปัญหาใหญ่ วัยรุ่นชาวอังกฤษทุกคนดื่มสุราหนักตั้งแต่วัยเยาว์ คำถามว่า “สุดสัปดาห์นี้เราไปกินเหล้าที่ไหนดี?” วนเวียนอยู่ในชีวิตของ เจมี ยัง แบบที่เขาไม่เคยเจอมาก่อนในออสเตรเลีย

โชคดีที่ เจมี่ ยัง ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากพ่อแม่ที่แท้จริง เขาย้ำเตือนตัวเองเสมอว่าเขามาที่อังกฤษเพื่อสิ่งใด เจมี่ ยัง พาตัวเองออกห่างจากเหล้าเบียร์และไนต์คลับ เขาใช้ชีวิตอยู่ในยิมตั้งแต่บ่ายสามโมงจนถึงหนึ่งทุ่ม ก่อนจะได้พบบุคคลที่กลายเป็นพ่อคนที่ 2 ของเขา ชายที่ชื่อว่า เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

ก่อนจะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากการคุมทีมลิเวอร์พูล ผู้จัดการทีมชาวไอร์แลนด์เหนือรายนี้ เคยเป็นโค้ชในชุดเยาวชนของสโมสรเรดดิ้ง หลังเลิกงาน ร็อดเจอร์ส ชื่นชอบที่จะผ่อนคลายความเครียดไปกับการเล่นฟุตบอลเทนนิส 078F8D45000005DC-0-image-a-31_1463784851286

ที่นั่นเองเขาได้พบกับหนึ่งในลูกศิษย์ที่ยังคงไม่กลับบ้าน และไม่ได้ไปเตร็ดเตร่ที่ไหนกับเพื่อน อย่าง เจมี ยัง ความสัมพันธ์อันดีของทั้งคู่จึงเริ่มขึ้นนับแต่นั้น

“ในความเห็นของผม เบรนแดน คือโค้ชที่ยอดเยี่ยม เพราะว่าเขาเห็นคุณค่าผมในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่แค่นักฟุตบอล เขาทำให้ผมรู้สึกว่าได้รับการยอมรับ และมีตัวตนในชีวิตใครสักคน” เจมี ยัง กล่าวถึงความผูกพันกับ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

“เขาสร้างความมั่นใจในตัวผม และทำให้ผมเชื่อมั่นว่าผมมีความสามารถที่นักฟุตบอลคนอื่นไม่มี มันคือความสามารถแสนมหัศจรรย์ในฐานะโค้ชคนหนึ่ง เขาช่วยให้ผมปลดปล่อยตัวเอง รวมถึงสอนบทเรียนชีวิตที่สำคัญ”

“ผมใช้เวลาในวันคริสมาสต์ที่บ้านของเขาหลายครั้ง และผมยังคงพูดคุยกับครอบครัวของเขาจนถึงทุกวันนี้ พวกเขามหัศจรรย์ และเป็นผู้คนที่ติดดิน ผมจะไม่มีวันลืมจิตใจที่งดงามของพวกเขาเลย”Young

บทเรียนพิเศษจาก เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ช่วยให้ผลงานของ เจมี ยัง โดดเด่นเหนือเพื่อนร่วมรุ่น เขาไม่ใช่เพียงผู้รักษาประตูชุดเยาวชนที่ดีที่สุดในเรดดิ้ง แต่รวมไปถึงประเทศอังกฤษ เขามีชื่อติดทัพสิงโตคำรามชุดยู 18, ยู 19 และ ยู 20 กลายเป็นเพื่อนร่วมทีมของนักเตะที่เรารู้จักกันดีอย่าง เวย์น รูนีย์, เจมส์ มิลเนอร์ และ แกรี เคฮิลล์

อนาคตของ เจมี ยัง ดูสดใส เขาควรจะได้เซ็นสัญญากับทีมยักษ์ใหญ่เหมือนซูเปอร์สตาร์ทั้ง 3 ตรงกันข้าม เจมี ยัง วนเวียนอยู่กับฟุตบอลลีกล่าง และไม่เคยลงเล่นในพรีเมียร์ลีก ตลอดชีวิตค้าแข้งของเขา

เกิดอะไรขึ้นกับ เจมี ยัง กันแน่?

 

ล้มเหลวบนเส้นทางลูกหนัง 

เจมี ยัง คือนักฟุตบอลอนาคตไกล ไม่มีใครกล้าปฏิเสธเรื่องนั้น ฤดูกาล 2003-04 เรดดิ้งให้โอกาสสำคัญด้วยการเรียกเขาขึ้นมาเป็นผู้รักษาประตูมือสองของทีม แต่เนื่องจากฟอร์มที่คงเส้นคงวาของ มาร์คัส ฮาห์เนแมนน์ มือกาวหมายเลขหนึ่ง เจมี ยัง ได้โอกาสลงสนามแค่หนึ่งเกม ในฐานะตัวสำรอง

ดาวรุ่งทุกคนต้องการลงสนาม สถานการณ์ที่ เจมี ยัง เผชิญอยู่ไม่ใช่เรื่องดี เรดดิ้งแก้ปัญหาด้วยการส่งเขาไปยืมตัวกับสโมสร Rushden & Diamonds ในลีกทู (ปัจจุบัน ยุบทีมแล้ว) เพื่อช่วยให้ เจมี ยัง ได้ลงสนามอย่างต่อเนื่อง

เจมี ยัง ได้โอกาสที่รอมาตลอดชีวิต แทนจะทุ่มเทเต็มที่ เจมี ยัง กลับทำในสิ่งที่นักเตะดาวรุ่งควรทำน้อยที่สุด คือ หยิ่งผยอง และ มองตัวเองเป็นซูเปอร์สตาร์

“ผมโชคดีที่ได้ติดทีมชาติอังกฤษชุดเยาวชน แต่เมื่อมองกลับไป ตอนนั้นผมรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิพิเศษเหนือคนอื่น ถ้าพูดให้เข้าใจง่าย ผมคิดว่าตัวเองเก่งกว่าที่ผมเป็นในความจริง”

“ผมไม่มีความสุขเลยที่ต้องย้ายทีม ผมเชื่อว่าผมควรได้เล่นในระดับที่สูงกว่าลีกทู ทั้งที่ความจริงผมอายุแค่ 20 ปี”

“ผมมีอีโก้ในตัวเองสูงมาก และไร้เดียงสามากพอจะคิดว่าตัวเองดีพอสำหรับทุกสิ่ง ท้ายที่สุด มันคือจุดเริ่มต้นช่วงชีวิตที่ตกต่ำของผม”

เจมี ยัง เริ่มต้นด้วยการเป็นมือหนึ่งของ Rushden & Diamonds แต่เขาไม่เคยตั้งใจเล่นเต็มร้อยแม้แต่เกมเดียว เนื่องด้วยรู้ว่าสักวันต้องกลับไปเรดดิ้ง ต่อให้ทีมปัจจุบันตกชั้นไป มันก็ไม่ใช่เรื่องของเขา เจมี ยัง กล้าหาญพอที่จะเข้าไปบอกกับทีม ว่าไม่ต้องการอยู่กับสโมสรแห่งนี้อีกต่อไป Rushden & Diamonds จึงส่งเขากลับสู่เรดดิ้ง หลังเวลาผ่านไปเพียงครึ่งฤดูกาล

เจมี ยัง ได้สิ่งที่ต้องการ เขาพร้อมจะเริ่มต้นใหม่กับเรดดิ้ง แต่สถานการณ์ในถิ่นมาเดสกี สเตเดียม เปลี่ยนไป ผู้บริหารไม่พอใจที่ เจมี ยัง กลับสู่สโมสรก่อนเวลากำหนด เรดดิ้งดึงผู้รักษาประตูมือสองรายใหม่เข้ามา และปล่อยตัวเขาออกจากสโมสร หลังจบฤดูกาล 2005-06

บทเรียนครั้งใหญ่ปรับทัศนคติเสียใหม่ เจมี ยัง กลับตัวได้และเริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลอีกครั้งกับ วีคอมบ์ วันเดอเรอร์ส ในลีกทู คราวนี้เขาทุ่มเทเต็มที่ 100 เปอร์เซ็นต์ จนพาทีมจบอันดับ 12 ในฤดูกาล 2006-07 เจมี ยัง ได้รับการการันตีตำแหน่งตัวจริงในฤดูกาลหน้าอย่างไร้ปัญหา แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้เกิดขึ้นWC

การแข่งขันนัดที่ 3 ของฤดูกาล 2007-08 ในเกมพบกับ ชรูว์สบิวรี่ ทาวน์ เจมี ยัง ได้รับการบาดเจ็บอย่างหนักที่กล้ามเนื้อแฮมสตริง เขาไม่ได้ลงสนามอีกเลยตลอดฤดูกาล และไม่เคยกลับมายึดตำแหน่งตัวจริงถาวรให้ วีคอมบ์ วันเดอเรอร์ส ได้อีกเลย เดือนพฤศจิกายน ปี 2009 เขาถูกปล่อยตัวก่อนหมดสัญญา ผลสุดท้าย เจมี ยัง ย้ายร่วมทีม อัลเดอร์ช็อต ทาวน์ ด้วยสัญญาชั่วคราว

เจมี ยัง รู้ดีว่าเส้นทางนักฟุตบอลของเขาไม่แน่นอนอีกต่อไป เขาจำเป็นต้องหาบางอย่างมารองรับเขาไว้ หากเหตุการณ์ไม่เป็นใจเกิดขึ้นอีกครั้ง เจมี ยัง จึงหันไปหาสิ่งที่เขาหันหลังให้นับแต่เขาเดินทางจากบ้านเกิด ประเทศออสเตรเลีย นั่นคือ “การศึกษา”

 

นักฟุตบอลที่ (ไม่) ดี

“ตอนค้าแข้งใหม่ๆ ผมเชื่อว่านักฟุตบอลที่เรียนจบสูง คือพวกที่ไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพของตัวเอง ผมรู้สึกว่าการที่คุณออกไปทำอะไรสักอย่าง เช่น เรียนต่อ หมายความว่า คุณไม่ใช่นักฟุตบอลที่ดี”

เจมี ยัง ทำอย่างสิ่งที่เขาพูดข้างต้น เมื่อคิดว่าตัวเองกลายเป็นนักฟุตบอลที่ไม่ได้เรื่อง เขาหันหน้าเข้าสู่การศึกษา สิ่งที่ยากคือการยอมรับว่าตัวเองเป็นนักฟุตบอลที่แย่ จนต้องเริ่มต้นใหม่ในเส้นทางอื่น โชคดีที่ครอบครัวอยู่ข้างเขาเสมอ หลังจากได้ปรึกษากับคุณพ่อ เจมี ยัง จึงตัดสินใจศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี

เขาไม่มีปัญหาในการแบ่งเวลาระหว่างเรื่องฟุตบอลและเรื่องเรียน อันที่จริง เจมี ยัง ทำได้ดีเกินคาด ด้วยบทบาทมือหนึ่งตลอดฤดูกาล 2012–13 คว้าตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสร ควบคู่กับศึกษาสาขาสรีระวิทยาการ จากมหาวิทยาลัยนครแมนเชสเตอร์ ชีวิตของเขาที่อังกฤษดูเหมือนจะไปได้ดี …

จนกระทั่งได้รับการแจ้งข่าวว่า อัลเดอร์ช็อต ทาวน์ จะไม่ยื่นสัญญาใหม่ เนื่องจากสโมสรกำลังประสบปัญหาทางการเงิน เจมี่ ยัง จึงเดินทางกลับสู่ออสเตรเลียอีกครั้ง เพื่อทดสอบฝีเท้ากับสโมสร บริสเบน รอร์ แต่ก็พลาดการเซ็นสัญญา เนื่องจากปัญหาเรื่องค่าเหนื่อย และเมื่อเขาเดินทางกลับมาสู่ประเทศอังกฤษ ไม่มีที่ว่างในสโมสรใดเว้นว่างไว้อีกแล้วJamieYoung_1

เมื่อไม่มีฟุตบอลให้เล่น สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในชีวิตคือการศึกษา เจมี ยัง ใช้เวลาทั้งหมดในชีวิตทุ่มเทจนเรียนจบปริญญา และได้รับทุนศึกษาต่อจากมหาวิทยาลัยนครแมนเชสเตอร์ จนถึงปริญญาเอก ทันใดนั้น สโมสร บริสเบน รอร์ ติดต่อกลับมาหาเขาอีกครั้ง และคราวนี้พวกเขาพร้อมเซ็นสัญญากับ เจมี่ ยัง อย่างไร้เงื่อนไข

เหมือนกับวันที่จากบ้านเกิดมา หากเขาตัดสินใจรับข้อเสนอจาก บริสเบน รอร์ เพื่อเริ่มต้นใหม่ในฐานะนักฟุตบอลอีกครั้ง หมายความว่าต้องยุติการศึกษาไว้กลางคัน เจมี่ ยัง ตัดสินใจตอบรับข้อเสนอของ บริสเบน รอร์ ด้วยเหตุผลที่มีความหมายต่อชีวิตของเขามากที่สุด

คือ การพิสูจน์ตัวเองในฐานะ “นักฟุตบอลที่ดี” อีกครั้ง

 

เรียนรู้จากประสบการณ์

ตลอดระยะเวลา 13 ปี ในประเทศอังกฤษของเจมี่ ยัง สิ่งที่ทำมาตลอดคือต่อสู้กับอุปสรรคที่เขามาท้าทาย จนกว่าจะได้รับการยอมรับในฐานะนักฟุตบอลคนหนึ่ง เขายังคงเจอกับเรื่องราวแบบนั้นแม้กลับมาเริ่มต้นใหม่ในออสเตรเลีย

เจมี่ ยัง ไม่ได้รับโอกาสเป็นมือหนึ่งใน บริสเบน รอร์ และต้องอดทนรออยู่นาน จนกว่าเจ้าของตำแหน่งอย่าง ไมเคิล ธีโอ จะได้รับอาการบาดเจ็บ จึงจะได้รับโอกาสลงสนามในฐานะตัวจริง

ประสบการณ์สอนให้ผู้คนเรียนรู้ เจมี่ ยัง ใจเย็นและอดทนต่อโอกาส แม้กระทั่งวันที่ เจมี่ ยัง ก้าวมาเป็นตัวจริงแทน ไมเคิล ธีโอ ที่บาดเจ็บ และทำผลงานออกมาได้ดี เขายังไม่ได้รับการการันตีตำแหน่ง เพื่อคว้ารางวัลนั้น เจมี ยัง ตัดสินใจหยุดพักการเรียน เพื่อกลับมาทุ่มเทเวลาทั้งหมดแก่ฟุตบอล เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี

“สำหรับนักฟุตบอล หรือแม้แต่คนทั่วไป ทุกคนต้องเจอกับความยากลำบาก การก้าวถอยหลัง และความล้มเหลวในชีวิต”

“ทางเดียวที่จะก้าวผ่านปัญหาเหล่านี้ คือประเมินสิ่งที่เกิดขึ้น และวิธีการแก้ไขทุกอย่างให้ดีขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ คุณต้องมั่นใจในตัวเอง รวมถึงมุ่งมั่นตั้งใจเหมือนที่เคยเป็นมา”10487016-3x2-940x627

ความอดทนและเชื่อมั่น ตอบแทน เจมี ยัง อย่างคุ้มค่า เขายึดตำแหน่งตัวจริงของ บริสเบน รอร์ เป็นการถาวร และได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำสโมสรในปี 2018 และ 2019 พร้อมกับกลับไปศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกในสาขาฝึกสอนกีฬา ที่มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ อีกครั้ง

นอกจากฟุตบอลและการศึกษา เจมี ยัง อุทิศตนให้แก่ชีวิตหลายด้าน เขายังรับบทบาทเป็นทูตของ Multicultural Development Association องค์กรเกี่ยวกับผู้อพยพในออสเตรเลีย หลังเผชิญหน้าความหลากหลาย และประสบการณ์เหยียดผิวมากมายที่ได้รับตลอดอาชีพนักฟุตบอลเจมี ยัง ผ่านความล้มเหลวมากมาย แต่เขากลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง ด้วยแนวคิดที่เปลี่ยนไป ผู้คนมากมายจมอยู่กับความผิดพลาด โดยไม่เคยมองเห็นสิ่งดีที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แตกต่างออกไป เจมี ยัง ภูมิใจกับความสำเร็จทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา และยังคงก้าวเดินต่อไปในฐานะนักฟุตบอลคนหนึ่ง8463216-3x2-700x467

“ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเล่นลีกระดับล่างในอังกฤษ ผมอาจจะก้าวไปไม่ถึงจุดที่นักฟุตบอลหลายคนทำได้ แต่ผมภูมิใจกับความสำเร็จทุกอย่างที่ผ่านมา”

“ตอนนี้ ผมคือหนึ่งในผู้รักษาประตูราว 20 คนในออสเตรเลีย และผมเดินทางไปฝึกซ้อมทุกวันด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า เพราะว่าผมกำลังทำในสิ่งที่ผมรัก เท่านั้นเอง” เจมี ยัง สรุปการเดินทางยาวนานเกือบ 20 ปี ของเขา

โยคาจาร : ปรัชญาจากอินเดียที่อาจเป็นรากฐานวิชากังฟูวัดเส้าหลิน

กังฟู คือศิลปะป้องกันตัว ที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี ผ่านป๊อปคัลเจอร์ต่างๆ โดยเฉพาะภาพยนตร์ ส่งผลให้กังฟู กลายเป็นรูปแบบการต่อสู้ ที่ผู้คนชื่นชอบ มีสาวกวิชานี้ อยู่ทั่วทุกมุมโลก

 

เป็นที่รู้กันดีว่า วิชากังฟู ถือกำเนิดที่วัดเส้าหลิน ในประเทศจีน หากแต่มีทฤษฎีหนึ่งที่เชื่อว่า รากฐานของวิชากังฟู ไม่ได้เกิดขึ้นในแดนมังกร แต่เป็นประเทศอินเดีย

แท้จริงแล้วกังฟู อาจมีรากฐานมาจากการฝึกฝนโยคะ หรือปรัชญาโยคาจาร ที่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาพุทธ ในฐานะเครื่องมือ ที่ช่วยให้มนุษย์เข้าถึงจิตใจของตัวเอง รับรู้ความจริงแท้ของโลก ไม่ใช่ศิลปะการต่อสู้ แบบที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน

ฝึกจิตผ่านโยคะ

โยคาจาร หรือหมายความว่า การฝึกฝนโยคะ หรือผู้ฝึกโยคะ ในภาษาอินเดีย เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมปรัชญาพุทธศาสนาดั้งเดิม ที่กำเนิดขึ้น ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของยุคสมัยของพุทธกาลinternational-yoga-day-1

โยคาจาร ไม่ใช่ศิลปะการต่อสู้, กีฬา, การออกกำลังกาย แต่เป็นการเรียนรู้ปรัชญาผ่านการกระทำ เพื่อพัฒนาจิต, สมาธิ และการรับรู้ ผ่านการฝึกฝนโยคะ 

เป้าหมายสำคัญของโยคาจาร คือการฝึกจิตของผู้ฝึกให้สามารถรับรู้ ถึงสิ่งต่างๆ รอบตัว ด้วยจิตของผู้ฝึก หรือพูดให้เห็นภาพ ไม่ต่างอะไรกับการนั่งสมาธิ จนจิตใจสงบ สามารถรับรู้ความเคลื่อนไหวรอบตัว แม้จะหลับตา นั่งสมาธิอยู่กับที่ 

โยคาจารคือสิ่งที่พัฒนา ต่อมาจากรากฐานปรัชญาดั้งเดิมในพุทธศาสนา หากแต่แทนที่จะใช้การฝึกจิต ผ่านการนั่งสมาธิ โยคาจารได้นำการเคลื่อนไหว เข้ามาประยุกต์ใช้กับการฝึกด้วย

กระนั้นเป้าหมาย ของโยคาจาร ยังคงอยู่ในกรอบของปรัชญาแบบพุทธศาสนาเหมือนเดิม คือเป้าหมายให้ผู้ฝึกควบคุมจิตของตัวเองให้ได้ ใช้จิตเป็นบ่อเกิดความรู้, ความคิด, ความจริง และเข้าถึงสัจธรรมทั้งหมดทั้งมวล ด้วยจิตของมนุษย์

“โยคาจารคือทางเลือกที่ดี ได้การบำบัดจิตใจของมนุษย์ มันช่วยให้มนุษย์เห็นปัญหา และหาทางแก้ไขได้อย่างถูกต้อง” แดน ลัตส์เฮาส์ (Dan Lusthaus) นักเขียนชาวอเมริกัน ผู้นับถือศาสนาพุทธ กล่าวถึงปรัชญาแขนงนี้

โยคาจาร ฝึกฝนจิตผ่านการทำโยคะ แบบที่เราคุ้นชินในปัจจุบัน แต่แม้จะมีการขยับร่างกาย ในรูปแบบต่างๆ การขยับร่างกายนั้น ไม่ได้มีความสำคัญ ต่อการฝึกร่างกายแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน การฝึกร่างกาย ผ่านการเคลื่อนไหวต่างๆ คือความต้องการที่จะลดความสำคัญ ของการรับรู้ผ่านทางร่างกาย

ปรัชญาแขนงนี้เชื่อว่า มนุษย์รับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ การมองเห็น, การดมกลิ่น, การลิ้มรส, การฟัง และการสัมผัส … หากแต่การเคลื่อนไหว ในการฝึกโยคะ คือการช่วยให้มนุษย์ได้อยู่กับตัวเอง อยู่กับจิตของเรามากขึ้นpm_modi_international_yoga_Day_2020

เมื่อมนุษย์ได้อยู่กับจิตใจของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ มนุษย์จะเริ่มรับรู้ผ่านจิตของตัวเอง สามารถเห็นโลกที่แท้จริง เข้าใจปัญหาอย่างเห็นแจ้ง ไม่ติดในรูปของรสชาติ, กลิ่น, สี, เสียง, รูปลักษณ์ภายนอก

โยคาจาร จึงเปรียบเสมือนศาสตร์และปรัชญา ในการรักษาสภาพกายและสภาพจิต ผ่านการเห็นแจ้งรู้จริง ด้วยจิตของมนุษย์ ที่จะช่วยขับปัญหา และความเครียดออกไป เมื่อไร้ความเครียด สุขภาพร่างกายของมนุษย์ จะกลับมาแข็งแรงเป็นปกติ

 

รากฐานศิลปะการต่อสู้

ช่วงศตวรรษที่ 6 โรงเรียนสอนศาสตร์แบบโยคาจารได้แผ่ขยาย ไปทั่วประเทศอินเดีย ทำให้ศิลปะแขนงต่างๆ ได้รับเอาข้อดีบางอย่างของโยคาจาร ไปปรับใช้กับศาสตร์ของตัวเอง รวมถึงศาสตร์การต่อสู้

การฝึกจิตผ่านการขยับร่างกาย หรือการออกกำลังกาย ผ่านภาษาในปัจจุบัน คือรากฐานสำคัญ ของการพัฒนาศิลปะการต่อสู้ของประเทศอินเดีย ด้วยปรัชญาด้านพุทธศาสนา ได้สอนถึงจิตวิญญาณ อันเป็นรากฐานของศิลปะการต่อสู้แบบอินเดีย นั่นคือการอดทน และความเคารพ 

เพราะการฝึกโยคาจาร ไม่ได้ทำง่ายๆ การจิตด้วยการใช้ร่ายกาย ผู้ฝึกจะต้องมีจิตใจที่แน่นิ่ง เข้าถึงจิตของตัวเอง มากกว่าสัมผัสทางกาย และการฝึกมีหลายระดับ กว่าจะบรรลุวิชา ต้องใช้เวลานาน ดังนั้นผู้ฝึกต้องมีความอดทน และต้องให้ความเคารพแก่ตัวเอง

รากฐานบางส่วน จากแนวคิดทางพุทธศาสนา ได้ให้กับเนิดศิลปะการต่อสู้ยุคโบราณ ที่ถูกเรียกว่า “ยุทธศาสตรา” ซึ่งเกิดขึ้นทางตอนเหนือของอินเดียว โดยเป็นศิลปะที่สอนการใช้อาวุธ ในรูปแบบต่างๆ ทั้งดาบ, หอก, โล่, ธนู รวมถึงการต่อสู้มือเปล่าด้วย

สิ่งที่ยุทธศาสตรา ได้รับอิทธิพลจากโยคาจาร คือการจำกัดการเคลื่อนไหว ศาสตร์การต่อสู้รูปแบบนี้ จะต้องเอาชนะคู่ต่อสู้ ด้วยการเคลื่อนไหว เพียง 5 ครั้งเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่สำคัญ คือจิตที่มั่นคง รู้ถึงการเคลื่อนไหวของตนเอง และคู่ต่อสู้ashtanga-yoga-studio-borivali-west-mumbai-yoga-classes-2nfd1

นอกจากนี้ยุทธศาสตรา ยังเป็นวิชาที่เล่าเรียนด้วยความยากลำบาก ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสำเร็จวิชานี้ จึงเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้วิชานี้เสื่อมความนิยมในปัจจุบัน และถูกมองว่าเป็นอีกศาสตร์การต่อสู้ ที่กำลังจะล้มตาย

อย่างไรก็ตาม เราสามารถเห็นรากฐาน และอิทธิพล แนวคิดการฝึกฝนตัวเองแบบโยคาจาร ที่แม้จะเป็นแนวคิดทางปรัชญา แต่สามารถพัฒนา ส่งอิทธิพลไปถึงรากฐาน ของศิลปะการต่อสู้ 

 

โยคะสู่กังฟู

ปรัชญาแบบโยคาจาร ผูกติดกับอารยธรรมทางพุทธศาสนาอยู่ตลอด เมื่อศาสนาพุทธ แผ่ขยายแนวคิดสู่ประเทศจีน ในช่วงปลายศตวรรษที่ 5 ทำให้แนวคิดแบบโยคาจาร ถูกนำเข้าสู่ประเทศจีนด้วยเช่นกัน

แนวคิดนี้เริ่มแทรกซึมในชีวิตของชาวจีน ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยแนวคิดของการเน้นฝึกจิตวิญญาณ ซึ่งเข้ากับรากฐานดั้งเดิมของคนจีน … ปรัชญาโยคาจาร นำไปสู่การเกิดโรงเรียนสอนศาสนาทางด้านนี้โดยเฉพาะ เพื่อฝึกฝนให้ผู้คนสัมผัสถึงความจริง แก่นแท้ของโลก ด้วยจิตของเรา

ความแตกต่างของโยคาจารฉบับจีน คือพวกเขาเชื่อว่าประสาทสัมผัสของมนุษย์ ไม่ได้มีแค่ 5 แต่มีถึง 8 ด้าน ได้แก่ การรับรู้ด้วยตา, ลิ้น, จมูก, หู, ร่างกาย, จิต, สัญชาตญาณ และการอนุมาน 

สำหรับโยคาจารแบบจีน มองว่าการฝึกโยคะ จะช่วยให้มนุษย์สามารถเข้าถึงสัมผัสทั้ง 8 ได้ โดยเฉพาะการรับรู้ด้วยสัญชาติญาณ และการอนุมาน ซึ่งเป็นการแยกตัวออกมาจากการรับรู้ด้วยจิต และมนุษย์จะไม่สามารถเข้าถึง การรับรู้สองประเภทนี้ หากปราศจากการฝึกฝน

หนึ่งในนักบวชจีน ที่ได้รับอิทธิพล จากปรัชญาโยคาจาร คือพระโพธิธรรม (Bodhidharma) พระภิกษุในพุทธศาสนา นิกายเซน ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา การปฏิบัติธรรมด้วยการฝึกจิต

พระโพธิธรรม มองเห็นว่าชีวิตที่เป็นสุข คือการที่มนุษย์ต้องรับรู้ถึงตัวเอง ด้วยความคิดของตัวเอง เมื่อมนุษย์เข้าถึงตัวตน จะทำให้มนุษย์เข้าถึงธรรมชาติ เข้าถึงธรรมะที่เเท้จริงfd6329e8-992e-439a-bb6b-b6b6c35e8c1b

พระโพธิธรรม เคยมีโอกาสเดินทางไปที่ประเทศอินเดีย และได้ศึกษาปรัชญาแบบโยคาจาร ด้วยลักษณะที่เป็นศิลปะการเคลื่อนไหว ทำให้พระโพธิธรรมมองเห็นข้อดีของการฝึกนี้ เมื่อเดินทางกลับประเทศจีน จึงเกิดไอเดีย ที่จะนำศิลปะแขนงนี้ มาใช้ในการฝึกสอนพระรุ่นใหม่

เนื่องจากพระรุ่นใหม่ชาวจีนในเวลานั้น ต้องพบกับความยากลำบากในการฝึก เนื่องจากไม่มีวิธีการที่จะเข้าถึงจิตของตัวเอง พระโพธิธรรมจึงนำเสนอ ศิลปะที่เรียกว่า “กังฟู” 

แม้ในปัจจุบัน เราจะคุ้นเคยกับกังฟู ในฐานะศิลปะการต่อสู้แขนงหนึ่ง แต่จุดเริ่มต้นของกังฟู เป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้ฝึกจิตให้กับพระภิกษุ จึงเป็นเหตุผลที่วิชากังฟู ถูกจำกัดการฝึกสอนไว้ในวัดเส้าหลิน อันเป็นวัดที่พระโพธิธรรมก่อตั้งขึ้นเท่านั้น

เหตุผลที่กังฟู ต้องออกท่าทางมากกว่า โยคะ เป็นเพราะมุมมองของพระโพธิธรรม ที่มองว่า หากพระได้ขยับร่างกาย หรือในแง่หนึ่งคือการออกกำลังกาย พระจะมีสภาพกาย สภาพจิตที่ดีขึ้น ช่วนให้เข้าถึงธรรมะได้ดีมากกว่าเดิม9b8f77c5bf4815722b66eb0503f9e1a5

เมื่อวัฒธรรมของโยคะ และกังฟู เผยแพร่ไปยังโลกตะวันตก ทั้งสองศาสตร์ได้ถูกเปลี่ยนความหมายใหม่ โดยโยคะเปลี่ยนเป็นการออกกำลังกายรูปแบบหนึ่ง ขณะที่กังฟูถูกเปลี่ยนเป็นศิลปะการต่อสู้ ทำให้คนยุคปัจจุบัน ไม่คุ้นเคยกับทั้งสองศาสตร์ ในฐานะเครื่องมือฝึกจิตใจให้เข้าถึงความจริงของโลก

แม้ความหมายของศาสตร์จะเปลี่ยนไป แต่ผู้ฝึกวิชากังฟูรุ่นใหม่จำนวนหนึ่ง มองว่าการฝึกกังฟูช่วยให้มนุษย์เข้าใจความคิด และจิตของตัวเองมากขึ้น 

ไม่ต่างกับจุดประสงค์ในอดีต ที่กังฟูถูกสร้างขึ้น เพื่อสอนให้มนุษย์ได้เรียนรู้การเข้าถึงจิตของตัวเอง ตามรากฐานที่ได้รับมาจากปรัชญาแบบโยคาจาร

วิเคราะห์จริงจัง โรแบร์โต้ คาร์ลอส เล่นกองหน้าได้ไหม?

แม้ โรแบร์โต้ คาร์ลอส ตำนานนักเตะทีมชาติบราซิลจะแขวนสตั๊ดไปพักใหญ่แล้ว แต่ทุกวันนี้ยังมีคนกล่าวถึงเขาเป็นประจำในคำถามที่ว่า “ใครคือคู่กองหน้าที่ดีดีที่สุดในโลก” 

 

“คาร์ลอส ต้องคู่กับ โรนัลโด้” ถามกี่รอบก็ต้องมีคำตอบนี้ออกมาทั้งๆที่ความจริง คาร์ลอส เป็นนักเตะตำแหน่งแบ็คซ้ายโดยธรรมชาติๆแท้ๆ 

แนวคิดนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากไหน? และถ้าเราลองมาวิเคราะห์กันแบบจริงจังเพื่อหาคำตอบว่า คาร์ลอส สามารถเล่นกองหน้าได้จริงหรือไม่? คำตอบจะเป็นเช่นไร 

เชิญหาคำตอบพร้อมๆ กันไปพร้อมกับเราได้ที่นี่ 

 

คาร์ลอส เคยเป็นกองหน้าจริงๆ 

มีนักฟุตบอลหลายคนที่โดนจับโยกตำแหน่งจากการเป็นนักเตะโซนเกมรับ ขยับขึ้นมารับผิดชอบในตำแหน่งเกมรุกและทำได้ดี ยกตัวอย่างชัดๆ ก็ แกเรธ เบล ที่เปลี่ยนจากแบ็คซ้ายกลายเป็นปีกลมกรด อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนตำแหน่งเกิดขึ้นเพราะโค้ชเห็นแวว รวมถึงศักยภาพที่แสดงออกมาในสนามซ้อม, ทิศทางการเล่นเมื่อลงสนาม หรือแม้กระทั่งเอาสถิติการยิงประตูมากางวัดกันดูว่า “เขายิงประตูได้ดีจริงๆ” 622_c99556f3-18a2-32fb-89b1-983a879d7fc8

อย่างไรก็ตาม แนวคิดที่ว่า โรแบร์โต้ คาร์ลอส แบ็คซ้ายทีมชาติบราซิล แห่งยุค 90’s คือ “กองหน้าที่ดี” นั้นค่อนข้างแตกต่างกับชื่อที่เรากล่าวมา แต่มันตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ เพราะอันที่จริง คาร์ลอส เริ่มเล่นในตำแหน่ง “กองหน้า” มาก่อนตั้งแต่เขายังเป็นนักเตะวัยทีนเอจ เพียงแต่ว่ามันไม่เวิร์กเพราะเขาตัวเล็กเกินไป จากนั้น คาร์ลอส ถูกขยับตำแหน่งถอยลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาจบที่ตำแหน่งฟูลแบ็คที่เจ้าตัวบอกว่า “คือตำแหน่งที่ดีที่สุดของตัวเอง”  

“ผมชอบการเป็นลูกทีมของ วันแดร์เลย์ ลุกซอมเบอร์โก้ ตอนที่ย้ายไปพัลไมรัส ในปี 1993 มากที่สุด เขาเป็นคนแรก (ที่ คาร์ลอส เปลี่ยนตำแหน่ง) ที่บอกผมว่า ‘ฟังนะ โรแบร์โต้ ฉันอยากให้แกถอยไปเล่นฟูลแบ็ค ฉันไม่สนว่าแกจะเคยเล่นตรงไหนมาก่อน'” คาร์ลอส เปิดใจกับ FourFourTwo 

การเปลี่ยนตำแหน่งนั้นทำให้เกิดอะไรกับชีวิตของ คาร์ลอส บ้าง? หลายคนอาจสงสัย แต่มันคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ คาร์ลอส ก้าวขึ้นไปติดทีมชาติ และสำคัญที่สุดคือ เขามีโอกาสได้ย้ายมาเล่นในยุโรปในปี 1995 โดยทีมที่ติดต่อขอซื้อตัวเขาคือ อินเตอร์ มิลาน tumblr_owa15pLVuw1wnzah8o2_1280

การย้ายทีมครั้งนี้ดูเหมือนเป็นการพัฒนาที่ก้าวกระโดด แต่ความจริงไม่สามารถพูดแบบนั้นได้เต็มปาก เพราะ คาร์ลอส อยู่กับ อินเตอร์ ในระยะเวลาสั้นๆ และไม่ประสบความสำเร็จ ภายใต้การเป็นลูกทีมของกุนซือ รอย ฮอดจ์สัน … แต่ก็เป็นการเล่นให้กับ อินเตอร์ นี่แหละ ที่ทำให้โลกรู้ว่า คาร์ลอส นั้นรู้ตัวเองดีว่าเขาเป็นนักเตะตำแหน่งไหน  

ฮอดจ์สัน พยายามจับ คาร์ลอส ไปเล่นในตำแหน่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่ฟูลแบ็ค เขาโยกไปเล่นทั้งในตำแหน่งปีก และเป็นกองหน้าคู่ในระบบ 3-5-2 ซึ่ง คาร์ลอส จริงจังกับเรื่องนี้มาก เขาไม่ชอบใจอย่างแรงกับการเป็นลูกน้องของฮอดจ์สัน จนเจ้าตัวต้องเข้าไปคุยกับ มัสซิโม โมรัตติ เจ้าของทีม อินเตอร์ เพื่อขอย้ายทีมเลยทีเดียว … และหลังจากนั้นก็อย่างที่พวกเรารู้กัน คาร์ลอส ย้ายไป เรอัล มาดริด และได้ลงเล่นในตำแหน่งแบ็คซ้ายที่ตัวเองถนัด ก่อนกลายเป็นเจ้าของสมญานาม “ฟูลแบ็คที่ดีที่สุดในโลก” นับแต่นั้นเป็นต้นมาRoberto-Carlos-chut-imposible

แล้วอย่างนั้นคำกล่าวที่บอกว่า คู่กองหน้าที่เทพที่สุดคือการจับคู่กันระหว่าง โรนัลโด้ และ โรแบร์โต้ คาร์ลอส นั้นมาจากไหนกันล่ะ? ทำไมคนเราถึงคิดกันเป็นจริงเป็นจังกันได้จนถึงทุกวันนี้แม้เจ้าตัวจะบอกเองว่า “ผมไม่ใช่กองหน้า” ก็ตาม

 

โด้-คาร์ลอส … อย่างเทพ 

ย้อนกลับไปเกือบ 30 ปีก่อนคุณต้องเข้าใจว่า ณ เวลานั้นเกมเสมือนจริงในวงการฟุตบอลถือเป็นของใหม่ของโลกใบนี้ และเมื่อมันเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่า “ผู้คน” จะอินกับมากๆ โดยเกมที่ชื่อว่า “วินนิ่ง” หรือ Winning Eleven จากค่าย Konami ซึ่งเกมนี้เองเป็นจุดกำเนิดตำนานที่ยังพูดกันจนถึงทุกวันนี้ “โด้-คาร์ลอส” กองหน้าคู่บราซิล …

ในตัวเกมภาค วินนิ่ง 3 นั้นถือเป็นเวอร์ชั่นที่ชัดเจนที่สุดที่ทำให้เกิดทฤษฎีนี้ขึ้น เหตุผลมันง่ายมากๆ เพราะด้วยระบบเกมในตอนนั้นยังไม่ได้ซับซ้อนและละเอียดเหมือนกับตัวเกมภาคปัจจุบัน (ที่เปลี่ยนชื่อเป็น Pro Evolution Soccer หรือ PES แล้ว) ดังนั้นการจะวัดว่านักเตะคนไหนเก่งหรือไม่เก่ง มีจุดตัดสินง่ายนิดเดียวนั่นก็คือความเร็ว (ในเกมใช้คำว่าค่าพลัง Speed) โดยระดับความเร็วของ วินนิ่ง 3 อยู่ที่ 1 ถึง 9 … นักเตะที่มีค่าพลังของสปีด 5-8 นั้นเราจะไม่เห็นความต่างมากนัก แต่ถ้าคนไหนสปีด 9 เราจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนมากๆ ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ คือ คีลิยัน เอ็มบับเป้ วิ่งฉีกกองหลังในลีกเอิงแบบไม่เห็นฝุ่น จนคนตามท้อแล้วก็เข้าไปยิงง่ายๆ ปานขนมกรุบนั่นแหละ…

ดังนั้น สปีด ที่เป็นตัวชี้วัดทุกอย่างจึงทำให้มีนักเตะที่โลกความจริงไม่เท่าไหร่ แต่ในเกมเก่งโคตรๆ อย่าง ทิยานี่ บาบันกิด้า หรือ ดาเนี่ยล อโมคาชี่ จาก ไนจีเรีย นั้นถือว่าเป็นนักเตะในเกมที่เก่งกว่า เดวิด เบ็คแฮม หรือแม้กระทั่ง ซีเนดีน ซีดาน อีกด้วยซ้ำ s-l640

ซึ่งตัว คาร์ลอส นั้นเป็นหนึ่งในนักเตะไม่กี่คนที่มีสปีด 9 และมันจะสุดยอดขนาดไหนถ้าทีมของคุณมีกองหน้าสปีด 9 สองคนพร้อมๆ กัน ดังนั้นเอง คาร์ลอส จึงถูกเกมเมอร์ทั่วโลกขยับตำแหน่งจากแบ็คซ้ายที่เขาถนัดที่สุดมาเป็นกองหน้าเพื่อจับคู่กับ โรนัลโด้ ส่วนที่เหลือจะเปลี่ยนใครลงก็ไม่ต่างกัน โรนัลโด้ หรือ คาร์ลอส ได้บอลทุกอย่างจบ … ง่ายๆ แบบนั้นเลย 

อย่างที่เรากล่าวไปก่อนหน้านี้ ด้วยความที่ วินนิ่ง 3 ถือเป็นเกมเสมือนจริงแรกๆ ที่โลกรู้จัก ดังนั้นความอินมากจนแยกความจริงกับเกมไม่ออกย่อมเกิดขึ้น … คาร์ลอส เล่นกองหน้าได้แน่นอน สปีด 9 ยิง 9 จะเอาไปเล่นกองหลังคงเสียเปล่าอย่างไม่ต้องสงสัย 

ยิ่งเมื่อผนวกกับโลกแห่งความจริงที่ในช่วงกลางยุค 90’s การจะหาดูฟุตบอลต่างประเทศไม่ได้ง่ายเหมือนทุกวันนี้ กว่าเราจะได้เห็นฝีเท้าของ คาร์ลอส จริงๆ ก็ต้องรอดูในรายการอย่าง เจาะสนาม, ข่าวกีฬาภาคค่ำ หรือแม้กระทั่งรายการอย่าง ภาพกีฬามันๆ ซึ่งจะตัดมาเฉพาะไฮไลต์สวยๆ มาเท่านั้น ซึ่ง คาร์ลอส ก็มักจะโผล่มาในรายการเหล่าไฮไลต์เหล่านี้ประจำด้วยลูกยิงวัวตายควายล้ม แล้วแบบนี้จะแปลกอะไรที่ทำให้หลายคนที่เติบโตมาในยุคนั้นเชื่อว่า “โรแบร์โต้ คาร์ลอส ต้องเล่นกองหน้า” 20337885601576057646

 

แล้วในโลกแห่งความจริงล่ะ? 

ก่อนที่จะเริ่มไขข้อข้องใจนี้ต้องไปดูกันก่อนว่า กองหน้าที่ดีควรมีคุณลักษณะใดบ้างที่พึงประสงค์? ซึ่งอย่างแรกที่สังเกตได้ง่ายที่สุดก็คือ “ร่างกาย”

จริงอยู่ที่ คาร์ลอส เป็นไอ้หนุ่มแข้งหนักที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ สภาพความฟิตสูง ชนกับใครไม่ล้มง่ายๆ แต่ส่วนสูงของเขามีแค่ 168 เซนติเมตรเท่านั้น ซึ่งถ้าเราจะหาตัวเปรียบเทียบกองหน้าที่สูงไม่ถึง 170 เซนติเมตร แต่สามารถไปถึงระดับแถวหน้าของยุโรปได้มีใครบ้าง? … คำตอบคือ “แทบไม่มี” 

ไมเคิล โอเว่น ที่ว่าตัวเล็กๆ ก็สูงยัง 173 เซนติเมตร, เซร์คิโอ อเกวโร่ ก็สูงเท่ากัน และถ้าคุณจะเปรียบกับ ลิโอเนล เมสซี่ ล่ะ? เมสซี่ ก็ยังสูง 170 เซนติเมตรอยู่ดี หากเราเทียบตามบัญญัติไตรยางค์ คาร์ลอส อาจจะเป็นกองหน้าได้ แต่คำถามคือนอกจากลูกยิงที่หนักหน่วงกับความเร็วที่มี เขาสามารถทำอะไรได้อีก? 

กองหน้าที่ดีต้องเก็บบอลได้ เสียบอลยาก ซึ่ง คาร์ลอส เองก็อาจจะเป็นนักเตะที่ไม่เสียบอลง่ายๆ เท่าไรนัก แต่นั่นก็เพราะว่าเขาคือ “ฟูลแบ็ค” หน้าที่ของฟูลแบ็คเวลาเล่นเกมรุก คือการอ่านจังหวะเกมให้ถูกต้อง จากนั้นก็ตัดสินใจเติมเกมขึ้นมาและคอยระวังอย่าเสียบอลง่ายๆ    

คาร์ลอส เล่าว่าการครองบอลของฟูลแบ็คนั้นต่างออกไปจากการครองบอลแบบกองหน้า เมื่อคุณเป็นกองหน้า คุณจะเป็นเป้าให้คู่ต่อสู้ประกบ และเข้าปะทะ แต่ถ้าคุณเป็นฟูลแบ็ค คุณสามารถเลือกได้ว่าจะขึ้นมาตอนไหน และดีที่สุดคือการขึ้นมาตอนที่คู่ต่อสู้เพี่ยงพล้ำ …

“การเล่นฟูลแบ็คมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือคุณสามารถเซอร์ไพรส์คู่แข่งได้เสมอยามที่คุณเลือกจะเล่นเกมรุกด้วยความเร็วที่มี มันมีโอกาสที่พวกเขาจะตั้งรับไม่ทันและเปิดโอกาสให้คุณสร้างโอกาสเข้าทำให้กับทีม ข้อเสียคือห้ามเสียบอลเด็ดขาด ถ้าคุณเติมสูงและเสียบอล สิ่งเดียวที่คุณทำได้คือพยายามวิ่งเพรส (กดดันคู่แข่ง) ให้หนักที่สุดเพื่อเอาบอลกลับมาเล่นให้ได้” คาร์ลอส กล่าวเกี่ยวกับการเล่นฟูลแบ็คของเขา 

เปรียบเทียบภาพให้เห็นชัดขึ้นมาอีกหน่อยคือการเล่นเกมรุกแบบกองหน้า … ริโอ เฟอร์ดินานด์ ตำนานกองหลังของ แมนฯ ยูไนเต็ด และ ทีมชาติอังกฤษ เคยอธิบายเรื่องนี้ไว้และมันแตกต่างกับการเล่นเกมรุกแบบฟูลแบ็คที่ คาร์ลอส บอกชัดเจน การเล่นเกมรุกแบบฟูลแบ็ค คือการเล่นเกมรุกแบบ “เซอร์ไพรส์คู่แข่ง” แต่การเล่นเกมรุกแบบกองหน้าไม่มีคำว่าเซอร์ไพรส์ แต่มันคือการดวลกับกองหลังที่จ้องจะเอาคุณให้ร่วงตลอด 90 นาที อธิบายให้เขาใจง่ายที่สุดคือ “กองหน้าต้องพยายามใช้ไหวพริบที่มีทั้งหมดเพื่อหนีการประกบแบบติดตัว ส่วนฟูลแบ็คนั้นสบายๆ ไม่โดนประกบ เลือกจังหวะขึ้นเกมรุกได้ตามแต่ใจต้องการ”  

“กุน อเกวโร่ เป็นนักเตะที่มีศูนย์ถ่วงต่ำ เร็วมาก และเป็นพวกที่ทะยานไปข้างหน้าตลอดเวลา เขาใช้การสัมผัสบอลไม่กี่จังหวะและตัดสินใจเร็วสุดๆ  แตะบอล 1 ครั้ง แต่งบอล 1 ครั้งแล้วก็ยิงเลย เขายิงได้หมดทั้งซ้ายทั้งขวา ไม่เหลือเวลาให้คุณได้ตัดสินใจว่าจะประกบยังไง อเกวโร่ รู้ตั้งแต่ได้บอลแล้วว่าเขาจะจัดการกับลูกฟุตบอลยังไง นี่คือกองหน้าที่สร้างความลำบากให้ผมมากที่สุดตลอดอาชีพนักเตะ” เฟอร์ดินานด์ พูดถึง อเกวโร่ นักเตะที่สูง 173 เซนติเมตร ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับ คาร์ลอส ที่สุด41322a362a633b5f8dd31efea17d5efe

นอกจากที่ ริโอ อธิบายถึงการเล่นเกมรุกของกองหน้าร่างเล็กแล้ว อะไรอีกที่คุณคิดว่า อเกวโร่ มี แต่ คาร์ลอส ไม่มี?

ย้อนกลับไปอ่านข้างบนอีกครั้ง ริโอ บอกว่า อเกวโร่ จัดการจบสกอร์ได้ทั้งซ้ายและขวา ซึ่งแน่นอนว่าสำคัญมาก เพราะสำหรับกองหน้าคุณมีเวลาไม่กี่วินาที การแต่งบอลให้เข้าแต่เท้าข้างถนัดอย่างเดียวอาจจะไม่ทันกินในเกมการแข่งขันระดับสูง คำถามคือ อเกวโร่ ทำได้เฉียบขาดทั้งเท้าซ้ายและขวา แล้ว คาร์ลอส ล่ะทำได้หรือเปล่า? 

เราไม่อาจจะย้อนกลับไปดูการเล่นเท้าขวาของ คาร์ลอส ตลอดชีวิตค้าแข้งได้ทุกจังหวะ ดังนั้นเราต้องมาวัดกันตรงผลลัพธ์ที่ดูง่ายที่สุด นั่นคือ “จำนวนประตูที่ทำได้” ทุกคนรู้ว่า คาร์ลอส ถนัดเท้าซ้าย แล้วเท้าขวาของเขาล่ะเป็นอย่างไร? 

ตลอดการค้าแข้งเขายิงประตูมากถึง 77 ลูก ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับกองหลัง แต่เมื่อจำแนกแบบชัดๆ เอาเท่าที่มีการบันทึกไว้ได้ ตั้งแต่ปี 1996 ถึงปี 2012 คาร์ลอส ยิงประตูด้วยเท้าขวาเข้าไปแค่ 5 ลูกเท่านั้น คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ยังไม่ถึง 10% ของจำนวนทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นเราสามารถสรุปได้แบบกว้างๆ ว่า คาร์ลอส ยิงเท้าขวาได้มีประสิทธิภาพห่างกับเท้าซ้ายมากพอสมควร ซึ่งถ้าเขาเป็นกองหน้าและบอลเข้าเท้าขวา เขาจะยิงได้ดีขนาดไหน? … ไม่มีใครรู้ เพราะเขาไม่เคยได้เล่นกองหน้าจริงๆ แต่สถิติที่ว่าไป มองดูแล้วมันคงจะไม่เวิร์กเท่าไหร่

นอกจากนี้สิ่งสำคัญอีกอย่าง คือเรื่องของการยืนตำแหน่งที่ต่างกัน คาร์ลอส เล่นแบ็คซ้าย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เพื่อนร่วมทีมสามารถขยับหาที่ว่างเพื่อรอรับบอลจากเขาได้แทบจะรอบตัว ซึ่งมันต่างกับกองหน้าซึ่งแทนที่จะโดนล้อมด้วยเพื่อนร่วมทีมที่รอรับบอล กองหน้ามักจะโดนล้อมจากกองหลังคู่แข่งเสียมากกว่า 

ดังนั้นการเล่นลูกด้นสดแบบข้ามาคนเดียว จึงเป็นสกิลแบบที่กองหน้าทุกคนควรจะมี ซึ่งหากมองมาที่ คาร์ลอส เขามีความเร็วสูง มีทักษะยอดเยี่ยม แต่ถามว่าดีพอสำหรับจะเป็นกองหน้าที่ต้องหาจังหวะยิงเก่ง เอาชนะการดวล 1-1 ได้หรือไม่ เรื่องนี้ คาร์ลอส เองก็ยอมรับว่าเขายังไม่เหมาะเท่าไหร่นัก เขาชอบที่จะให้เพื่อนได้บอล ให้เพื่อนเป็นเป้าใหญ่ของกองหลัง และตัวเองเป็นฝ่ายเติมเกมเข้าไปเป็นตัวช่วยมากกว่า 

“ผมชอบเล่นกับ ซีดาน เพราะเขาเป็นนักเตะเบอร์ 10 ที่ชอบถ่างออกมาเป็นปีก เมื่อเขาได้บอลเขาจะพาบอลเข้าไปข้างในและเปิดช่องให้ผมได้โจมตี และมันทำให้ผมมีพื้นที่เล่นเยอะมาก และหากคุณจะถามผมว่าการโจมตีแบบฟูลแบ็คเป็นอย่างไร? นี่แหละคือตัวอย่าง ผมชอบการเล่นกับ ซีดาน จริงๆ” คาร์ลอส กล่าวอีกครั้ง 

 

คำถามสุดท้าย เล่นหน้า ปัง หรือ พัง? 

เป็นอีกครั้งที่เราต้องตอบคำถามเชิงวิเคราะห์ เพราะไม่สามารถหาความจริงได้ เนื่องจาก คาร์ลอส ไม่เคยเล่นกองหน้าได้นานพอจนมีผลงานในตำแหน่งนี้ให้เปรียบเทียบ แต่จากสิ่งที่กล่าวมาทั้งเรื่องของ ร่างกาย, สัญชาตญาณ, เทคนิคการยิงประตู และเทคนิคการเอาชนะในยามที่ต้องดวลกับแนวรับคู่แข่งมากกว่า 1 คน … คำตอบคงค่อนข้างชัดเจนว่า โรแบร์โต้ คาร์ลอส ไม่ใช่กองหน้าที่ดี hi-res-be3dda83814e4b1ea0a2eb7cd60c8c07_crop_north

จริงอยู่เขาอาจจะเคยเป็นกองหน้ามาก่อน แต่ก็แล้วยังไงล่ะ? ถ้าเขาทำหน้าที่ตรงนั้นได้สมบูรณ์แบบทำไมเขาจึงถูกจับมาเล่นฟูลแบ็คตลอดอาชีพค้าแข้ง? … อย่าเพิ่งมองว่าเราดูถูก คาร์ลอส เจ้าของแชมป์โลกปี 2002 และรายการอื่นๆ อีกมากมาย เราเข้าใจดีว่า เขามีทักษะ, ความเร็ว, ความแข็งแกร่ง ซึ่งก็ถือว่าเป็นส่วนผสมของกองหน้าที่ดีทั้งสิ้น เพียงแต่มันยังไม่มากพอเท่านั้นเอง 

สาเหตุที่มันไม่มากพอเกิดจากอะไร? ง่ายที่สุดก็คือ เขาไม่ได้รับการต่อยอดทักษะนั้นๆ ในฐานะกองหน้าตั้งแต่อายุเลยวัยทีน นั่นจึงทำให้ คาร์ลอส เป็นกองหน้าได้ในแบบที่แค่แก้ขัดเท่านั้นในกรณีที่ไม่มีกองหน้าจริงๆ หรือการเจอกับคู่แข่งที่อ่อนชั้นจนสามารถใช้คำว่าแค่ คาร์ลอส ก็เอาอยู่ 

ง่ายที่สุดเท่าที่คุณจะนึกภาพออกคือคุณเอา คาร์ลอส ช่วงที่ดีที่สุดของเขา (ติ๊ต่างว่างเป็นช่วงฟุตบอลโลกปี 2002) ไปเล่นกองหน้าให้กับ บราซิล เปลี่ยนคู่กองหน้าชุดนั้นออก 1 คนอะไรจะเกิดขึ้น?

คู่กองหน้าของ บราซิล ชุดแชมป์โลกสมัยที่ 5 คือ ริวัลโด้ ที่เล่นแบบผู้เล่นหมาย 10 ขณะที่ โรนัลโด้ เป็นตัวจบแบบสไตร์เกอร์หมายเลข 9 คุณลองเอาใครออกไปสักคนและเอา คาร์ลอส ไปเล่นแทนดู ก็พอจะเข้าใจได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ในฟุตบอลโลกครั้งนั้น ถ้าถอด ริวัลโด้ ออก คุณคิดว่า คาร์ลอส จะช่วย โรนัลโด้ กลายเป็นดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์ได้หรือไม่ และถ้าคุณเอา คาร์ลอส เล่นบทบาทหมายเลข 9 แทน โรนัลโด้ คุณคิดว่า คาร์ลอส จะยิง บราซิล ชนะทุกเกมในทัวร์นาเมนต์นั้น และตัวของเขาจะได้รางวัลดาวซัลโวเหมือนที่ โรนัลโด้ ทำหรือไม่? คำตอบคือไม่มีทางเป็นไปได้ 

ดังนั้นทฤษฎีที่ว่า โรแบร์โต้ คาร์ลอส ดีพอจะเป็นกองหน้าได้หรือไม่? คำตอบจากการวิเคราะห์ทั้งหมดบ่งชี้ว่า ทำได้ แต่ไม่ดี และถ้าเล่นเกมระดับสูงต้องดวลกับกองหลังระดับโลก เราสามารถขยับมาใช้คำที่แรงกว่านั้นว่า “เล่นกองหน้าไม่ได้” ก็คงไม่ผิดหนัก … มาถึงตรงนี้ถ้าคุณยังไม่เชื่อ เรามีบทสัมภาษณ์จากเจ้าตัวเอง ว่าที่สุดแล้วเขามองตัวเองกับตำแหน่งกองหน้าหมายเลข 9 ยังไง? 

“รอย ฮอดจ์สัน บอกให้ผมไปเล่นกองหน้าตัวกลาง (Centre-forward) ตอนที่เล่นให้ อินเตอร์ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้หรอก ผมยังพอเข้าใจได้บ้างนะถ้าเขาให้ผมเล่นปีก (Winger) เพราะผมเป็นแบ็คที่เล่นเกมรุกได้ดี แต่ถ้าให้ผมไปยืนคู่กองหน้าน่ะเหรอ? ผมว่าเพี้ยนแล้วล่ะ ผมสูง 168 เซนติเมตรนะ บอลลอยมาก็ข้ามหัวผมหมดแหละผมจะบอกให้” คาร์ลอส กล่าวทิ้งทาย 

เอาล่ะ? ใครเพี้ยนบ้าง … อย่าอายเลย เพราะผู้เขียนเองก็ขอยอมรับว่าเป็น 1 ในคนเพี้ยนแต่โดยดี … ทำไงได้ก็เล่นวิ่งเร็ว ยิงแรงขนาดซะขนาดนั้นนั้นใครจะไม่แอบคิดบ้าง? 

หลังโควิด-19 : วิเคราะห์สิ่งที่อาจเกิดขึ้นที่จะเปลี่ยน “ไทยลีก” ไม่เหมือนเดิม

เราทราบดีว่า ผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้ ฟุตบอลลีกไทย เปลี่ยนโปรแกรมจากเดิมที่เตะแบบจบภายในปี มาเป็นแข่งคร่อมปี ตามปฏิทินยุโรป 

 

แต่นั่นไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง ในระดับที่เรากำลังเขียนถึง เพราะสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่แผ่ขยายวงกว้างไปทั่วโลก ได้ส่งผลกระทบถึงด้านเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตของผู้คน 

อุตสาหกรรมกีฬา ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เกิดขึ้น อย่าง “ฟุตบอลไทยลีก” ได้มีการประกาศเลื่อนการแข่งขันออกไปราวๆ 5 เดือน 

แต่เมื่อเสียงนกหวีดนกแรกดังขึ้นในสังเวียนบอลไทย… 

นั่นเป็นสัญญาณที่จะกำลังบอกว่า “ไทยลีก” กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงอีกยุคสมัย และสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ อาจทำให้ ไทยลีก ไม่มีทางหวนกลับมาเหมือนเดิมอีกต่อไป  

 

เม็ดเงินที่หายไปในอุตสาหกรรมกีฬา

“หากมองในภาพรวม เม็ดเงินที่อุดหนุนอุตสาหกรรมกีฬา มันมาจาก Sponsorship (ผู้สนับสนุน) ซึ่งก็จะเป็นพวกธุรกิจดั้งเดิม แบรนด์เก่าๆ เช่น สายการบิน, สินค้าบริการที่เกี่ยวกับทางกายภาพ” 

“เมื่อธุรกิจเหล่านี้ได้รับผลกระทบ เม็ดเงินที่เอาไปลงในอุตสาหกรรมกีฬา เพื่อทำการตลาดและประชาสัมพันธ์ ก็จะลดลงน้อยลง เพราะต้องเอาเงินไปใช้จ่ายในส่วนที่จำเป็น เพื่อให้ธุรกิจตัวเองอยู่รอด ยกตัวอย่าง ไทยแอร์เอเชีย ที่เป็นสปอนเซอร์ให้หลายๆ ทีมในไทย ก็ได้รับผลกระทบอย่างมาก จากการที่ผู้ใช้บริการลดลง” 

“ดังนั้นอุตสาหกรรมกีฬาทั่วโลก ได้รับผลกระทบแน่นอน ไม่ใช่แค่ฟุตบอล แต่ยังรวมกีฬาอื่นๆ ด้วย ความถี่ในการจัดแข่งขัน อีเวนท์และทัวร์นาเมนต์จะลดลง ตามผลกระทบที่เกิดขึ้นกับธุรกิจผู้สนับสนุน สมมติ แบรนด์รถยนต์เจ้าหนึ่ง เป็นสปอนเซอร์หลักให้ เทนนิส 2 รายการระดับโลก ก็อาจลดมาเหลือสนับสนุนเพียงแค่ทัวร์นาเมนต์เดียว” 

ดร.ศุภศักดิ์ เงาประเสริฐวงศ์ อาจารย์คณะมนุษย์ศาสตร์ สาขาการจัดการท่องเที่ยวและบริการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงด้านการเงิน และธุรกิจกีฬา แสดงความเห็น และวิเคราะห์ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมกีฬา 

โดย ดร.ศุภศักดิ์ ชี้ว่า อุตสาหกรรมกีฬานั้น ถูกขับเคลื่อนและทำให้เติบโตขึ้นได้ ส่วนหนึ่งมาจากเม็ดเงินสนับสนุนจากเหล่าสปอนเซอร์ แต่เมื่อธุรกิจพวกนั้นได้รับความเสียหาย จากพิษเศรษฐกิจในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ขยายวงกว้างไปทั่วโลก เม็ดเงินที่หลั่งไหลเข้า อุตสาหกรรมกีฬา มีแนวโน้มที่จะลดลง 20-30 เปอร์เซนต์ 

ขณะที่ธุรกิจทำเงินในสถานการณ์นี้ อย่างเช่น ธุรกิจออนไลน์ ก็ยังไม่ได้เข้ามาทำการตลาด หรือ ลงเงินในกีฬาแบบดั้งเดิม (Tradition Sport) มากนัก ดังนั้น สโมสรกีฬาอาชีพทั่วโลก จึงประสบปัญหาอย่างหนักในเรื่องรายได้ เนื่องจากแมตช์การแข่งขันทั้งหลาย ถูกเลื่อนออกไป 

จีระศักดิ์ โจมทอง ผู้อำนวยการการตลาดและสื่อสโมสรชลบุรี เอฟซี เปิดเผยกับ Main Stand ถึงผลกระทบของทีมลูกหนังไทย ภายหลังจากการแข่งขันลีก ถูกเลื่อนออกไปถึงเดือน กันยายน “สโมสรฟุตบอลไทย มีโมเดลในการหารายได้แตกต่างจากทีมในต่างประเทศ 80 เปอร์เซนต์ของงบประมาณ มาจากเงินของผู้สนับสนุน อีก 20 เปอร์เซนต์ อาจจะมาจากยอดจำหน่ายสินค้าที่ระลึก ขายบัตรเข้าชม”

“การระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่อ ธุรกิจต่างๆ ทั้งรายเล็ก รายใหญ่ ที่สนับสนุนทีมฟุตบอลไทย หลายๆทีมประสบปัญหากันมาก เพราะสปอนเซอร์หยุดจ่ายเงิน เนื่องจากไม่มีการแข่งขัน ไม่มีอีเวนต์ ก็ไม่สามารถจ่ายเงินได้ บางทีมที่ได้ยินมา มีสปอนเซอร์ขอถอนตัวออกไปแล้ว เพราะเขาต้องหั่นงบที่ใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์ สร้างภาพลักษณ์ ไปเยียวยาองค์กรของตัวเองให้เข้มแข็งก่อน”

“ต้องเข้าใจก่อนว่า ฟุตบอลเป็นธุรกิจบันเทิง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ 5-6-7 ของมนุษย์ ไม่ใช่ปัจจัย 4 ตอนนี้ไม่มีใคร ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แบบนี้ อยู่ที่ว่าใครเจ็บมาก ใครเจ็บน้อย แม้แต่ธุรกิจรายใหญ่อย่าง ช้าง และ สิงห์ ที่สนับสนุนทีมบอลไทยหลายสโมสร ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน” 

“อย่าลืมว่านี่เป็นแค่ช่วงเริ่มต้นของวิกฤติเท่านั้นนะครับ ถ้าสถานการณ์ลากยาวไปอีกหลายเดือน ผมคิดว่าทีมกีฬาน่าจะต้องลำบากไปอีกหลายปี กว่าที่ทุกอย่างจะฟื้นฟูกลับมา”87543648_3360194977340241_5002585796788617216_o

นายใหญ่ด้านการตลาด ของชลบุรี เอฟซี อธิบายต่อว่า ในขณะที่สโมสรไม่มีรายรับเข้ามา แต่ทุกๆ เดือน ช่วงที่ไม่มีการแข่งขัน ทุกทีมกีฬาอาชีพ ยังคงต้องจ่ายเงินเดือนนักกีฬา, พนักงานอยู่ดี 

แม้จะมีแนวทางจาก สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ที่ให้สโมสร สามารถเจรจากับนักฟุตบอล เพื่อขอลดค่าเหนื่อย 50 เปอร์เซนต์ เพื่อให้ทีมสามารถอยู่รอดผ่านพ้นวิกฤติไปได้ แต่ดูว่านั่นอาจไม่เพียงพอที่รักษาสโมสรเล็กๆ ระดับรากหญ้าไว้ได้

“ผมคิดว่า หลังผ่านพ้นโควิด-19 น่าจะมีสโมสรในระดับไทยลีก 3-4 จำนวนไม่น้อย รวมถึงบางทีมในไทยลีก 2 หรืออาจจะมีสโมสรจากไทยลีก 1 แบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว จนต้องขอเปลี่ยนผู้บริหาร, ขายสิทธิ์ หรือยุบทีมไป”

“เพราะผลกระทบครั้งนี้ ค่อนข้างรุนแรง หากเป็นสโมสรใหญ่ๆ ที่ยังพอมีสายป่านยาว ก็น่าจะพอมีทุนสำรอง ยื้อชีวิตไว้ได้ แต่หากเป็นสโมสรเล็กๆ ไม่มีสายป่าน คงยื้อไว้ได้ไม่นาน เราน่าจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น หลังการแข่งขันกลับมาเตะอีกครั้ง อย่างแน่นอน”

“สถานการณ์ตอนนี้ แค่ประคับประคองทีม ให้อยู่ถึงวันที่จะกลับมามีการแข่งขันก็ยากลำบากแล้ว ตอนนี้หวังอย่างเดียวคือ ขอให้สถานการณ์ผ่านไปได้ด้วยดี และรีบกลับมาแข่งขันให้เร็วที่สุด”

“อย่างการขายสินค้าที่ระลึก ถึงเราจะมีช่องทางขายออนไลน์ แต่ก็ไม่ได้มากหรอกครับ เมื่อเทียบกับวันแข่งขัน เพราะคนไม่ได้มีความรู้สึก อารมณ์ร่วม ยิ่งภาวะแบบนี้ เงิน 1,000 บาทซื้อเสื้อฟุตบอล ช่วงไม่มีการแข่งขัน กับเงิน 1,000 บาท ซื้ออาหารการกิน คุณก็ต้องเลือกอย่างหลังที่เป็นปัจจัย 4” 

 

พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป 

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คือ พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปของมนุษย์ เดิมที เราคุ้นชินกับออกไปใช้ชีวิต ทำงานอยู่นอกบ้าน แต่เมื่อสถานการณ์นี้เกิดขึ้น มนุษย์ รับรู้ถึงความไม่ปลอดภัยในการออกไปอยู่ข้างนอก การต้องออกไปอยู่ในสถานที่ที่มีคนอยู่จำนวนมาก 

ประกอบกับ มนุษย์เงินเดือน จำนวนมาก เริ่มปรับตัวเข้ากับทำงานและใช้ชีวิตอยู่ภายในที่อยู่อาศัย รับชมความบันเทิงผ่านแพลตฟอร์มดิจิตัลออนไลน์, ช็อปปิ้ง ผ่านแอพลิเคชั่น ไปจนถึงสั่งอาหารผ่านเดลิเวอรี่ ทั้งหมดคือ พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป และกำลังจะกลายเป็น ความเคยชิน หากพวกเขาต้องใช้ชีวิตอยู่บ้านพักอาศัยนานอีกหลายเดือน 

จนเป็นคำถามที่น่าสนใจว่า “เมื่อฟุตบอลกลับมาแข่งขันอีกครั้ง ผู้บริโภคจะยังมีความต้องการไปรับชมฟุตบอลติดขอบสนาม เหมือนก่อนที่โลกนี้จะรู้จัก โรคโควิด-19 หรือเปล่า? ”

“พฤติกรรมของคนจะเปลี่ยนไป คนจะอยู่กับบ้านมากขึ้น ธุรกิจบรอดแคสต์ แบบ Pay-per-view (จ่ายเงินเพื่อรับชม), เจ้าของลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดกีฬา น่าจะได้เปรียบ เพราะผู้บริโภคมีแนวโน้มที่พฤติกรรมการรับชมกีฬา จะดูผ่านการถ่ายทอดสดมากขึ้น ส่วนการไปชมที่สนามอาจลดลง” ดร.ศุภศักดิ์ เงาประเสริฐวงศ์ กล่าว87759814_3112486258790997_7231223680775225344_o

ขณะที่ อาจินต์ ทองอยู่คง อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ที่สนใจและศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคฟุตบอลไทย มองว่า ปัจจัยด้านสาธารณสุข จะเป็นตัวชี้วัดว่า ทิศทางของผู้บริโภคจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ?

“ผมมองว่ามันไปได้สองทาง ขึ้นอยู่กับระบบสาธารณสุขว่าจะสามารถจัดการกับ โควิด-19 ได้แค่ไหน ? ทางที่หนึ่ง สมมติสามารถจัดการกับโควิด-19 ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด มีวัคซีนฉีดให้คนทั่วโลก ทำให้ผู้คนไม่ต้องกังวลเรื่องโควิด-19 อีก กีฬาฟุตบอล ในช่วงแรกจะกลับมาคึกคักมากๆ” 

“เพราะผู้คนจะนึกถึงชีวิตนอกบ้าน ที่ได้ใช้ร่วมกับคนอื่น ในพื้นที่สาธารณะ อย่างตอนที่เราอยู่บ้านมาเป็นเดือน ก่อนหน้านี้เราอาจไม่เคยรู้สึกอยากไปเดินห้าง อยากกินเบียร์นอกบ้าน เพราะเราสามารถเลือกทำหรือไม่ทำก็ได้ แต่ตอนนี้มนุษย์โหยหาอิสรภาพที่สามารถเลือกทำได้  ดังนั้นคนจะแห่กันไปดูบอลที่สนามกันอย่างเนื่องแน่นแน่นอน”

“แต่ในความน่าจะเป็นแบบที่ 1 มีน้อยมาก ส่วนตัวผมไม่คิดว่าโรคนี้จะหายไปทันควันหรอก มันอาจจะอยู่กับเรา เป็นโรคตามฤดูกาล หรือเป็นแบบวัณโรค เพียงแต่ว่า ลักษณะในการแพร่เชื้อของโควิด-19 กลายเป็นศัตรูของปฏิสัมพันธ์ในการเข้าสังคมของมนุษย์ ถ้าเกิดโรคนี้ไม่หายไป และเราต้องเรียนรู้จะอยู่กับมัน โลกนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”

ในมุมมองจากคนทำทีม จีระศักดิ์ โจมทอง ผอ.การตลาดฯ สโมสรชลบุรี เอฟซี แสดงความเห็นอีกมุมหนึ่งว่า การปรับเปลี่ยนโปรแกรมฟุตบอล ไทยลีก ให้อยู่ในช่วงเวลาเดียวกับ ลีกลูกหนังระดับโลก ยิ่งทำให้ผู้บริโภค เลือกที่จะชมการถ่ายทอดอยู่ที่บ้าน เพราะสามารถชมได้หลายแมตช์ต่อเนื่องกัน

“ยอดผู้ชมในสนามน่าจะลดอย่างแน่นอน เพราะคนน่าจะอยู่กับบ้านมากขึ้น จุดที่รวมตัวคนจำนวนมากอย่าง ห้างสรรพสินค้า, สนามกีฬา, คอนเสิร์ต คงได้รับผลกระทบมาก เพราะคนน่ายังมีความกังวลกับโรคโควิด-19 เราจะเห็นได้ว่า พฤติกรรมคนของเปลี่ยนไป สั่งอาหารมากินมากขึ้น อยู่บ้านสั่งซื้อสินค้าต่างๆ เลี่ยงการออกไปที่ชุมนุมคน”

“แต่คนยังดูฟุตบอลอยู่ แค่เปลี่ยนเป็นการรับชมอยู่ที่บ้าน ผ่าน ทีวี โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ ยิ่งฟุตบอลไทยเตะพร้อมบอลยุโรป คนก็ไม่อยากออกไปที่สนามสักเท่าไหร่หรอกครับ เพราะจะกลับบ้านไปดูบอลพรีเมียร์ลีก บอลสเปนต่อไม่ทัน คนที่ยังเข้าสนามบอลไทยอยู่ น่าจะเป็นพวกแฟนพันธุ์แท้ ส่วนแฟนบอลขาจร น่าจะหายไปเยอะเลย” จีระศักดิ์ โจมทอง เผย

 

มาตรการความปลอดภัย 

“คุณลองนึกถึงอัฒจันทร์สนามฟุตบอล พวก Terrace Culture (วัฒนธรรมเชียร์บนสแตนด์) การกอดคอ ร้องเพลงเชียร์บอล หรือการดื่มเบียร์ ดูบอลในผับของต่างประเทศ ถ้าวันหนึ่งกิจกรรมเหล่านี้ ได้เป็นความเสี่ยงของการติดโควิด-19 ทั้งหมด วัฒนธรรมการดูกีฬาน่าจะต้องเปลี่ยนไป”87953479_3357280710965001_1732440673056980992_o

“อย่างเรื่องการดูฟุตบอลในสนาม สเตเดียมที่มีหน้าตาอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ มันเกิดจากไอเดียทุนนิยม ที่ต้องการล้อมรั้วทั้งหมด เพราะต้องการคนให้ซื้อตั๋วเข้ามาชม มีการบีบที่นั่งให้จุคนได้มากที่สุด ทำให้กองเชียร์จึงต้องนั่งติดกัน แต่เมื่อมีการระบาดของโรคนี้ คุณจะอยู่ในสนามได้อย่างไร และคนรอบตัวคุณ จะยินดีให้ไปดูกีฬาที่นั่งติดกับคนอื่นไหม ? ” อาจินต์ ทองอยู่คง อาจารย์คณะสังคมวิทยาฯ มธ. กล่าว 

นอกเหนือจากพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่มีแนวโน้นว่ากำลังจะเปลี่ยนไปสู่อีกยุคสมัยเต็มตัว โดยมี โควิด-19 มาเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น 

อาจินต์ ทองอยู่คง ยังมองเห็นถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในสนามฟุตบอล หากในกรณีที่เชื้อโควิด-19 จะไม่หมดไปจากโลกใบนี้ นั่นคือ มาตรการรักษาความปลอดภัยด้านสุขอนามัย ที่อาจถูกนำมาใช้เป็นกฎ ข้อปฏิบัติต่างๆ ไปจนถึงการจัดระเบียบโซนนิ่งคนดู ที่ต้องมีการรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) 

“มาตรการรักษาความปลอดภัยที่สนามฟุตบอล ที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ มันพัฒนามาจากความกลัว ฮูลิแกน และคนที่จะเข้ามาก่อเหตุทะเลาะวิวาทในสนาม มันจึงถูกกำหนดออกมาเป็นข้อห้ามต่างๆ เช่น การค้นตัวเพื่อหาอาวุธ, การห้ามนำสิ่งของอันตรายเข้าสนาม มีกล้อง CCTV ติดเพื่อจับหน้า นำไปเช็คประวัติ”

“แต่โลกฟุตบอลหลังโควิด-19 อาจจะมีป้ายอื่นๆ เช่น หากไม่สวมหน้ากากอนามัย ห้ามเข้าสนาม, มีกล้องตรวจจับความร้อน เช็คอุณหภูมิในร่างกาย หรืออาจจะถึงขั้นที่ สนามกีฬาต้องลดความจุลง เพื่อให้มีระยะห่างระหว่างผู้ชมมากขึ้น ดังนั้นต้นทุนในการดูกีฬา ค่าเข้าชมคงต้องแพงขึ้นแน่ๆ คนดูก็อาจดูน้อยลงไปอีก” 

“อีกเรื่องหนึ่งในภาพรวม การจัดการกีฬาในอนาคต รัฐอาจจะเข้ามาควบคุมมากขึ้น เช่น ผู้จัด อาจต้องมีการขอใบอนุญาต ในการจัดกีฬาไม่ว่าในระดับสเกลใหญ่ หรือกีฬาท้องถิ่น เพื่อจัดการปัญหาด้านสุขอนามัย แม้แต่ฟุตบอลเดินสาย ก็อาจต้องใช้ต้นทุนในการจัดสูงขึ้นกว่าเดิม”

 

มูลค่าฟุตบอลไทยลดลงหรือไม่ ?

เมื่อเม็ดเงินที่ไหลเวียนในอุตสาหกรรมกีฬาลดน้อยลง สโมสรทั้งหลาย กำลังประสบปัญหาด้านการเงิน “นักฟุตบอล” จึงกลายเป็นอาชีพที่ต้องรับแรงกระแทกนี้ไปเต็มๆ อย่างไม่อาจเลี่ยงได้ 

ย้อนกลับไปเมื่อ 4-5 ปีหลังสุด ตลาดซื้อขายผู้เล่นไทยลีก ค่อนข้างคึกคัก มีหลายๆสโมสร มีกำลังทรัพย์ ทุ่มเงินซื้อนักเตะ พร้อมจ่ายค่าเซ็นสัญญา ค่าเหนื่อยรายเดือนกันแบบเต็มพิกัด เพื่อเติมเต็มขุมกำลังผู้เล่น 

แต่เมื่อเกิดสถานการณ์อย่างทุกวันนี้ ที่ฤดูกาลถูกเลื่อนออกไปอีก 5 เดือน ก็มีโอกาสสูงที่ ตลาดซื้อขายผู้เล่นไทยลีก จะไม่ได้คึกคัก หรือเกิดบิ๊กดีลระดับปรากฏการณ์ อย่างเช่น ธนบรูณ์ เกษารัตน์ ย้ายไป สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 50 ล้านบาท, ธีราทร บุญมาทัน ย้ายไป เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด 30 ล้านบาท

“ทุกอย่างจะถูกดึงกลับเข้ามาสู่ความเป็นจริง หลังจากช่วง 4-5 ปีหลัง มูลค่านักฟุตบอลไทยเฟ้อเกินจริง เมื่อโควิด-19 ผ่านพ้นไป อาชีพที่ได้รับผลกระทบมากสุดในฟุตบอลอาชีพ คือ นักเตะ” จีระศักดิ์ โจมทอง ผอ.การตลาด ชลบุรี เอฟซี คาดการณ์ถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้น ในตลาดซื้อขายผู้เล่นไทยลีก

“เพราะสโมสรทุกทีม คงต้องปรับงบประมาณลงมา เพราะไม่สามารถจ่ายเงินเดือนแพงเกินความเป็นจริงได้นัก แม้แต่สโมสรใหญ่ที่มีกลุ่มทุนระดับประเทศหนุนหลัง อย่าลืมว่า พวกเขาก็ต้องไปดูแลธุรกิจหลักของตนเองด้วย ครั้นจะเอาเงินมาทุ่มซื้อนักฟุตบอล จ่ายค่าเซ็น ค่าเหนื่อยแพงๆ เกินจริง แบบเมื่อก่อน คงทำได้ยาก”

“บางทีมที่เคยใช้เงินปีละ 300-400 ล้านบาท มีแนวโน้มที่อาจจะลดลงมาเหลือปีละ 200-100 ล้านบาท ทีมที่ใช้เงินปีละ 100 ล้าน ก็อาจลดลงมาครึ่งหนึ่ง นักฟุตบอลที่ค่าเหนื่อยแพงมากๆ ก็อาจจะต้องลดลงมา เพื่อให้ทีมไปต่อได้” 

วิกฤติในครั้งนี้ กลายเป็นกระจกที่สะท้อนให้ สโมสรฟุตบอลในไทย ได้มองเห็นและตระหนักตื่นตัว ถึงความเสี่ยงในการลงทุนด้านฟุตบอล 

บางทีมอาจมุ่งหวังเรื่องความสำเร็จ อัดเม็ดเงินใส่ทีมลูกหนัง แต่เมื่อถึงสถานการณ์ที่ไม่มีรายรับเข้าสโมสร และต้องแบกทุนมหาศาล จากความฝันอันหอมหวานถึงถ้วยแชมป์ มันอาจเป็นหายนะของคนทำทีมฟุตบอลเลยก็เป็นได้

ถึงกระนั้นสิ่งหนึ่งที่ สโมสรในไทยลีก 1  น่าจะพอใจชื้นอยู่บ้าง ในยุคที่รายได้จากสปอนเซอร์หดหาย นั่นคือ มูลค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด น่าจะยังเป็นแหล่งรายได้ก้อนโต ที่ทำเงินให้กับสโมสรได้เหมือนเช่นเคย และไม่แน่ว่า ตัวเลขอาจเพิ่มขึ้นกว่าเดิม จากยอดผู้ชมที่เติบโตขึ้น 87980592_3064541640237260_8080182219471060992_o

อาจินต์ ทองอยู่คง กล่าวว่า “อุตสาหกรรมกีฬา คงไม่ถึงขั้นเจ๊งหรอกครับ เพราะมีทางออกอย่างหนึ่งเป็นมิตรแท้ของอุตสาหกรรม คือ การถ่ายทอดสด อย่างที่คนน่าจะจำได้ ช่วงก่อนที่ลีกฟุตบอลชั้นนำ จะหยุด มีความพยายามที่แข่งแบบสนามปิด เพราะคนส่วนมาก ดูบอลผ่านทีวี มากกว่าในสนาม ที่ความจุมีจำกัด” 

“สิ่งที่สโมสรกังวลมาก คงเป็นค่าลิขสิทธิ์ เพราะค่าลิขสิทธิ์ทำเงินเข้าสโมสรมากกว่าค่าตั๋วเข้าชม ต่อจากนี้โมเดลธุรกิจอาจเปลี่ยนไป คนอาจหันมาดูบอลออนไลน์ เปิดแชทคุยกับเพื่อน สโมสรคงหวังพึ่งพารายได้จากการถ่ายทอดสดมากขึ้นเรื่อยๆ มีความเป็นไปได้ว่า ค่าลิขสิทธิ์จะสูงขึ้น มากกว่าลดลง”

“แต่ทีมที่จะได้สิทธิประโยชน์พวกนี้ มีแค่ทีมระดับบนๆ พวกลีกสูงสุดเท่านั้น ที่มีค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดอยู่แล้ว ส่วนพวกสโมสรเล็กๆ ที่ไมมีการถ่ายทอดสด อยู่ในลีกล่างๆ ผมยังมองไม่เห็นทางออกเลย พวกนี้คือ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากสุด และมีโอกาสที่ฟุตบอลอาชีพ จะมีขนาดเล็กลง เพราะทีมเล็กๆ เหล่านี้ มีโอกาสสลายไป”

นี่คือแนวโน้นและสัญญาณความเปลี่ยนแปลง ที่กำลังจะพลิกโฉมฟุตบอลอาชีพไทย เมื่อย่างก้าวเข้าสู่ โลกหลังโควิด-19 ที่จะแตกต่างกับ โลกก่อนโควิด-19 อย่างสิ้นเชิง 

“การปรับตัว” กลายเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับ ทุกๆทีม เพื่อความอยู่รอด เพราะบรรยากาศ สภาพแวดล้อม ทุกอย่างที่รายรอบอุตสาหกรรมฟุตบอลไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และผู้คน ได้เปลี่ยนไปหมดแล้ว… ไม่เช่นนั้น วิกฤตการณ์โรคระบาดในครั้งนี้ อาจกลายเป็นจุดจบของบางสโมสร 

“หัวใจสำคัญ คือ ต้องการปรับตัวให้ทัน กับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น” ดร.ศุภศักดิ์ เงาประเสริฐวงศ์ กล่าวเริ่ม 

“ในช่วงที่การแข่งขันหยุดต่อ 5 เดือน ทุกสโมสรต้องกลับมาวางแผนกลยุทธ์กันใหม่ หาจุดคุ้มทุนของตัวเองว่าอยู่ตรงไหน แฟนคลับของคุณ มากสุด ปานกลาง น้อยสุด มียอดเท่าไหร่ ? และจะสามารถหารายได้เสริมจากช่องทางไหนได้บ้าง” 

“วิกฤตินี้ทำให้สโมสรในไทย ต้องเร่งทำการตลาดออนไลน์มากขึ้น เพราะธุรกิจดั้งเดิมที่สนับสนุนฟุตบอล อาจต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูพอสมควร เม็ดเงินจากตรงนี้คงหายไป”  

“แต่ถ้าหากไม่ลงมือทำอะไร คิดว่าเมื่อกลับแข่งอีก 5 เดือนข้างหน้า ทุกอย่างคงเหมือนเดิม ทีมเหล่านั้นก็คงประคับประคองสโมสรไปได้ ด้วยความลำบากแน่ๆ” 

‘บ้าน’ : สถานที่สร้าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ให้เป็นปีศาจแห่งความสุข

บ้านควรจะเป็นที่ที่คนหนึ่งๆ สามารถปลดเปลื้องความเหนื่อยล้า และน่าเบื่อจากการทำงานได้อย่างเต็มที่ … อยากทำอะไรก็ได้ทำ อยากกินอะไรก็ได้กิน เราเชื่อว่าหลายคนคิดเอาไว้แบบนั้น 

 

แต่สำหรับการจะเป็นยอดคนนั้นมันมีอะไรที่ซับซ้อนยิ่งกว่า เพราะการจะแลกมาซึ่งสิ่งนั้น “บ้าน” จะต้องกลายเป็นสิ่งที่สร้างความทรมาน เพิ่มความเหนื่อยล้า เกินกว่าหลายคนจะคิดเอาไว้ 

นี่คือเรื่องในบ้านของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ นักเตะที่ดีที่สุดในโลกที่เลือกจะลงทุนกับความทรมานแม้อยู่ในสถานที่ที่ควรได้ปลดปล่อย … เพื่อแลกกับบางสิ่งที่กำลังจะมาถึงในเร็ววัน

ติดตามเรื่องราวได้ที่นี่ 

 

ทัศนคติของเด็กอายุ 11 ขวบที่ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ 

นักฟุตบอลอาชีพคืออาชีพที่ได้เงินตอบแทนสูงในแบบที่มนุษย์เงินเดือนได้แต่ฝัน จนทำให้บางครั้งเมื่อเรามองไปยังนักเตะอาชีพคนไหนสักคนเราจึงได้แต่แอบพาลในใจว่า “เล่นก็ไม่เก่ง ทำไมเงินเดือนพวกนี้ถึงได้เยอะนัก” B7LZjJmCMAAEHl2

เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นอาจจะเป็นเพราะเราไม่ได้เห็นเบื้องหลังหรือสิ่งที่พวกเขาทำ เพราะนักฟุตบอลจะปรากฎตัวและทำงานของเขาให้พวกเราดูก็ต่อเมื่ออยู่ในการแข่งขันเท่านั้น บางเกมพวกเขาเล่นไม่ได้เรื่อง บางเกมฟอร์มแย่ และสร้างข้อผิดพลาดมากมายจนทำให้แฟนบอลอดสงสัยในความสามารถของเขาไม่ได้

และถึงแม้มันจะดูไม่ยุติธรรมนักที่จะตัดสินใครบางคนในเวลาแค่ 90 นาที แต่นี่คือหนึ่งในหน้าที่ของนักเตะอาชีพ พวกเขาต้องรับผิดชอบกับผลงานที่เกิด และพร้อมรับคำวิจารณ์ โดยที่ไม่สามารถตอบโต้ด้วยคำพูดได้ … และต่อให้พวกเขาคิดจะเถียงมันก็ไม่เกิดผลดีอะไรเลย เพราะการเอาชนะแฟนบอลด้วยฝีปาก ไม่สามารถช่วยให้อะไรดีขึ้นได้ 

มาถึงจุดนี้สิ่งที่ยากที่สุด และสามารถตอบกลับคำวิจารณ์เหล่านี้ได้ดีที่สุดคือ “พัฒนาการ” นักเตะอาชีพต้องแสดงสิ่งนี้ให้แฟนๆ ได้เห็น และเมื่อวันหนึ่งพวกเขาพยายามมากพอ เสียงวิจารณ์เหล่านั้นก็จะหายไปเอง … หากจะบอกว่านักเตะคนไหนคือคนที่ทำให้เห็นภาพของความรับผิดชอบและการพัฒนาตัวเองได้ดีที่สุด แน่นอนว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คือหนึ่งในนั้น 

ทุกวันนี้ โรนัลโด้ คือตัวแทนของนักเตะที่มุมานะ และกระหายความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งบนโลกใบนี้ แต่หากย้อนกลับไป ทุกคนรู้ดีว่าเขาเคยเป็นที่ไม่พอใจของแฟนๆ มาก่อน เรื่องนี้ไม่ได้เริ่มตั้งแต่ตอนที่เขาอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่มันเริ่มตั้งแต่ที่เขายังเป็นเด็กชายวัย 11 ปีชาวโปรตุเกส และลงเล่นในเกมขำๆ สำหรับเด็กท้องถิ่นอยู่เลยด้วยซ้ำ 

“ย้อนกลับไปตอนอายุ 11 ปี ผมจำได้แม่นยำ ผมได้ยินเด็กสองคนคุยกันและบอกว่า ทักษะของผมยอดเยี่ยมในระดับปีศาจ ตอนนั้นผมฟังมันและปลื้มมาก” โรนัลโด้ เล่าให้ The Players’ Tribune  

ทุกคนรู้ว่าเขาเก่งมากหากมองในแง่ทักษะต่างๆ ไม่มีเด็กรุ่นเดียวกันคนไหนจับเขาได้ และความจริงเขาน่าจะพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ จนกระทั่งเขาได้ยินว่าตัวเองเป็นคนที่มีจุดอ่อน และถูกทำนายว่าจะเป็นได้แค่ “เด็กเก่ง” แต่เมื่อโตขึ้นจะต้องเจอกับปัญหาใหญ่ ในเกมที่ไม่จำกัดอายุเขาจะเอาตัวไม่รอด เพราะตัวของเขานั้นเล็กเกินไป 

“มีแต่คนบอกแบบเด็กสองคนนั้นตลอดเวลา แม้แต่โค้ชในทีมก็พูดแบบนั้นกับผม แต่ครั้งหนึ่งผมได้ยินพวกเขาพูดในสิ่งที่ต่างออกไป และจากนั้นก็ได้ยินมากขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นคำพูดที่บอกว่า ‘ใช่เขาเก่งจริงๆนั่นแหละ แต่โชคร้ายที่เขาตัวเล็กเกินกว่าจะทำอะไรได้ดีกว่านี้'” และประโยคปรามาสแบบนั้นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาตัดสินใจทำในสิ่งทีเด็กคนอื่นๆ ไม่ทำ 

ในขณะที่ในช่วงวัยนั้นฟุตบอลควรจะเป็นกิจกรรมที่ทำให้เกิดความสุขและความสนุก แต่โรนัลโด้ส่ายหัวกับความคิดนั้น คำปรามาสยังฝังใจและเขาก็ใจกว้างพอที่จะสำรวจตัวเองว่าอันที่จริง เขาก็ตัวเล็กอย่างที่มีคนบอก และทางแก้เดียวคือเขาต้องทำให้ตัวเองมีร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้น 

“ทุกอย่างที่คนอื่นพูดคือเรื่องจริง ผมตัวผอม ไม่มีกล้ามเนื้อเลย ตั้งแต่วันนั้นผมตัดสินใจเปลี่ยนตัวเองใหม่ ในวัย 11 ปี ผมรู้ดีว่าผมเป็นเด็กที่เก่งมาก แต่ผมอยากจะพยายามให้หนักมากกว่าคนอื่นๆ ผมเลยหยุดเล่นสนุกเหมือนเด็ก หยุดทำตัวเหมือนเด็ก และตั้งใจว่าจะทุ่มเทฝึกทุกด้านจนผมกลายเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลก” โรนัลโด้ กล่าว

นั่นคือทัศนคติของเด็กอายุ 11 ขวบ ที่พร้อมจะทำทุกอย่าง และที่ยอดเยี่ยมคือเด็กคนนี้ไม่ได้พูดเล่นๆ ความกระหายของเขาคือของจริง ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน เขาคิดอยู่เสมอว่าจะต้องกลายเป็นที่ยอมรับของทุกคนให้ได้ 

โรนัลโด้ เริ่มฝึกจริงจัง เล่นจริงจัง ใส่เต็ม 100% ทุกครั้ง จนถึงขนาดที่ว่าตอนที่เขาลงเล่นในเกมระดับอายุไม่เกิน 17 ปี โดโลเรส คุณแม่ของเขาไม่กล้ามาดู โรนัลโด้ ลงแข่งในสนาม เพราะเธอกลัวว่าลูกชายจะเจ็บหรือตายไปจริงๆ แม่ของ โรนัลโด้ เครียดมากจนต้องกินยาระงับประสาทเลยทีเดียว

“ผมเองก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้มันมาจากไหน แต่มันดังในหัวใจของผมอยู่ตลอด มันเหมือนกับความหิวกระหายที่กินเข้าไปเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม เมื่อผมลงเล่นและแพ้ผมจะกระหายขึ้นอีก และเมื่อชนะผมก็อยากจะชนะให้มากกว่าเดิม นั่นคือสิ่งที่เดียวที่ผมอธิบายถึงตัวเองได้” 

 

บ้านแห่งความทรมาน 

“ผมเริ่มแอบออกจากหอพักตอนกลางคืน เพื่อไปออกกำลังกายเพิ่มให้ตัวของผมใหญ่ขึ้น” ไม่มีความลับใดที่ทำให้เขายอดเยี่ยมได้อย่างทุกวันนี้ นอกจากทัศนคติของเขาเอง 40092697_10156687850757164_1740727146734682112_n

ช่วงที่เป็นนักเตะเยาวชนของ สปอร์ติ้ง ลิสบอน โรนัลโด้ ทำแบบที่เขาบอกเป็นประจำ แม้มันจะดีต่อตัวเขา แต่มันก็ยังไม่สุด เหตุผลเพราะว่าห้องฟิตเนสของสโมสรมี เปิด-ปิด เป็นเวลา วันไหนที่เขาออกจากหอพักช้าเขาจะหมดสิทธิ์ใช้โรงยิมไปโดยปริยาย ดังนั้นเมื่อถึงวันหนึ่งที่เขามีบ้านเป็นของตัวเอง บ้านที่หลังใหญ่มากพอจะใส่อุปกรณ์ออกกำลังกายต่างๆ เข้าไป เขาจึงเนรมิตอย่างเต็มที่ราวกับเป็นการระบายความเก็บกดในวัยเด็ก ที่หาเวลาออกกำลังกายแบบตามใจได้น้อยกว่าความต้องการของตัวเอง 

เป็นที่รู้กันดีว่าเมื่อ โรนัลโด้ ย้ายมาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เขาก็กลายเป็นนักเตะที่มีรายรับเพิ่มขึ้น และเรื่องมันคล้ายๆ กับตอนที่เขาอายุ 11 ขวบ เพราะการเริ่มต้นกับฟุตบอลอังกฤษนั้นเป็นไปอย่างยากลำบาก ร่างกายที่เขาคิดว่า “แข็งแกร่ง” สำหรับเล่นในโปรตุเกส กลับยังไม่พอเมื่อมาเล่นในอังกฤษ เรื่องนี้ทางสโมสรก็รู้ดีและจับ โรนัลโด้ เข้ายิมมากขึ้น แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ โรนัลโด้ เชื่อว่า “ยังได้อีก” เมื่อซ้อมกับทีมเสร็จและแยกย้ายกลับบ้าน เขาเลือกที่จะฝึกเองเพิ่มเติมที่บ้าน บ้านหลังที่เขาใส่อุปกรณ์ฟิตเนสครบเซ็ต นอกจากนี้ยังมีทั้งสระว่ายน้ำ, อ่างจากุชชี่ที่ปรับอุณหภูมิน้ำได้ตามต้องการ และห้องซาวน่าสำหรับผ่อนคลาย ทุกอย่างถูกสร้างขึ้นมาไม่ใช่แค่มีไว้เพื่อโก้ๆ ให้ดูเป็นบ้านสตาร์นักเตะ แต่มันคือสิ่งของที่เขาใช้ทำกิจกรรมเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองทั้งนั้น

บ้านหลังนี้เป็นเหมือนกับบ้านของปีศาจ ซึ่งแม้แต่เพื่อนร่วมทีมอย่าง ปาทริซ เอฟร่า ยังเคยเล่าถึงการไปเยือนบ้านของ โรนัลโด้ ว่าคือฝันร้ายอย่างแท้จริง เพราะ โรนัลโด้ จ้องจะฝึกเพิ่มเติมตลอดเวลา ซึ่งแม้จะมีนักเตะหลายคนที่ทำแบบนั้น แต่ เอฟร่า ยืนยันว่ากิจกรรมยามอยู่กับบ้านของ โรนัลโด้ เหมือนไม่ใช่คน แต่เหมือนกับเครื่องจักรที่ไม่เคยหยุดฝึกซ้อมเลย 

“ผมฝากเตือนถึงทุกคนเลยนะถ้า โรนัลโด้ ชวนคุณไปบ้านเขาให้ตอบว่าอย่าไป … เพราะเขามันคือเครื่องจักรดีๆ นี่เอง ไม่มีสักครั้งที่เขาคิดจะหยุดฝึกซ้อมเลย” เอฟร่า กล่าว 

สิ่งที่ เอฟร่า พูดนั้นอาจจะดูเว่อร์วัง เพราะคนอะไรจะฝึกได้ตลอดเวลาไม่ยอมหลับยอมนอนแบบที่เขาว่า แต่ โรนัลโด้ ทำแบบนั้นจริง เขาฝึกร่างกายเสร็จแล้ว เมื่อขึ้นเตียงนอนเขาก็ยังฝึกการพักผ่อนด้วย …

โรนัลโด้ ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเป็นอย่างมาก และสิ่งที่ให้พลังงานและทำให้กระปรี้กระเปร่าได้ที่สุดก็คือการนอนนั่นเอง แต่ถึงอย่างนั้นการนอนของ โรนัลโด้ ก็ยังแปลกประหลาดกว่านักเตะคนอื่น 

นิค ลิตเติลฮาส “ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอน” (ฟังดูแปลกแต่มีอาชีพนี้จริงๆ) คือคนที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จ้างให้มาดูแลเรื่องการนอนของนักเตะในทีม ปีศาจแดง เพราะเชื่อว่าการนอนที่มีประสิทธิภาพจะนำมาซึ่งร่างกายที่แข็งแกร่ง

ลิตเติลฮาส เล่าว่า โรนัลโด้ สามารถปฎิบัติตามโปรแกรมการนอนที่ได้สุขลักษณะที่แท้จริงได้ ว่ากันว่า โรนัลโด้ นั้นใช้การ “งีบหลับ” ประมาณ 5 ครั้งต่อ 1 วัน โดยการงีบ 1 ครั้งจะใช้เวลาครบรอบ Sleep Cycle อยู่ที่ 90 นาทีเป็นอย่างน้อย ซึ่งถ้าหากทำได้ครอบตาม Sleep Cycle ร่างกายจะสามารถ “ฟื้นคืน” ได้ดีกว่าการนอนหลับยาวๆ 8 ชั่วโมงรวดด้วยซ้ำ  22780612_10155903285117164_4547435837174857302_n

เพียงแต่ว่ามันไม่ได้ทำกันง่ายๆ การจะนอนให้ได้ประสิทธิภาพเช่นนี้ จำเป็นจะต้องมีรายละเอียดเล็กๆน้อยเคร่งครัดมาก อาทิ การทำที่นอนให้นุ่มพอดีกับน้ำหนักตัว ใช้ผ้าปูที่สะอาดและเปลี่ยนใหม่ตลอด ที่นอนต้องได้ระดับความสูงมากกว่า 10 เซนติเมตรขึ้นไป และที่สำคัญที่สุดและยากที่สุดในยุคนี้คือ “การตัดขาด” จากโทรศัพท์มือถือ และ โทรทัศน์ ออกไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่แค่ตอนที่อยู่บนเตียงเท่านั้น แต่จะต้องตัดขาดการสื่อสารเป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาที เพื่อทำให้สมองโล่งและพร้อมที่จะพักผ่อนอย่างเต็มรูปแบบมากที่สุด

ฝึกก็เต็มที่ นอนก็เต็มที่ แน่นอนว่าเรื่องกินก็ต้องเต็มที่เช่นกัน ส่วนนี้เราคงไม่ต้องอธิบายกันเยอะ เอาเป็นว่าโรนัลโด้กินทุกอย่างที่มีประโยชน์และเหมาะกับสรีระของเขา ปลาเนื้อขาว, เนื้ออกไก่, โยเกิร์ตไขมันต่ำ, อะโวคาโด้, ชีส, แฮม และ ขนมปังปิ้ง อะไรเทือกนี้ๆ แต่ทุกอย่างถูกคำนวนอย่างเหมาะสมว่า เมื่อไหร่จะกินได้เท่าไหร่ ซึ่งโรนัลโด้แก้ปัญหาเรื่องการคิดคำนวนด้วยการจ้างนักโภชนาการส่วนตัวไว้เรียบร้อย ดังนั้นทุกมื้อของโรนัลโด้ ไม่ว่าจะที่บ้านหรือที่ไหน ก็ล้วนแต่เป็นมื้ออาหารที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและปริมาณที่เหมาะสมเสมอ 5afd7e181ae66272008b480f

“กินเป็นประจำ” โรนัลโด้ กล่าว “เมื่อคุณฝึกหนัก ก็ต้องเติมพลังงานเข้าไปให้ร่างกายมีประสิทธิภาพ บางครั้งผมกินอาหารมื้อเล็กๆ วันละ 6 มื้อ เพื่อให้แน่ใจว่าพลังงานที่ได้มันเพียงพอต่อการทำงานของร่างกายผมแต่ละครั้ง” 

ทั้งหมดนี้เริ่มขึ้นในบ้านของเขาทั้งนั้น … นี่คือสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ เพราะเราทุกคนต่างก็เชื่อว่า “บ้าน” คือที่ที่ทำให้เราแสดงความเป็นตัวเองได้มากที่สุด เราสามารถกินอาหารแบบตะกละตะกลาม นอนกรนดังสนั่น ยกสำรับข้าวขึ้นมากินบนห้องนอน เปิดโทรทัศน์ดังไปสามบ้านแปดบ้าน หรืออะไรก็ตามแต่ได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีใครว่า ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครไม่รักความสบาย และชอบความผ่อนคลายทั้งนั้น  

แต่โรนัลโด้ กลับทำได้ เขาไม่เคยมีช่องว่างให้กับการผ่อนคลาย เข้มงวดกับตัวเองตลอดไม่ว่าจะทำอะไร แม้จะอยู่ในบ้านที่ไม่มีใครเห็นว่าเขาทำอะไร แต่โรนัลโด้ไม่เคยโกหกตัวเอง เขายังทำเรื่องน่าเบื่อ (ในสายตาคนทั่วไป) ซ้ำๆ อยู่อย่างนั้นเป็นสิบปี … ซึ่งคำตอบก็ชัดเจนดีว่าเขาได้อะไรกลับมา ในวัย 35 ปี โรนัลโด้ ยังเล่นฟุตบอลได้แข็งแกร่ง ปราดเปรียว เหมือนกับเด็กอายุ 20 ปีไม่มีผิดเพี้ยน

“จงมีระเบียบวินัย รักษาแรงจูงใจที่มีเอาไว้ตลอดเวลา และอย่าหย่อนยานกับกิจวัตรประจำวันที่คุณต้องทำ สำหรับผมผมไม่เคยเหลาะแหละ ผมพยายามบังคับตัวเองให้เข้มงวดตลอดเวลา” โรนัลโด้ กล่าว 

 

บ้านสร้างความสุข 

แม้หลายท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะคิดว่า โรนัลโด้ คือเครื่องจักรที่ไร้หัวใจไปเสียแล้ว ทุกอย่างที่เขาทำในบ้านของตัวเองคือการทรมานตัวเองเพื่อแลกกับความสำเร็จในอาชีพ แล้วแบบนี้จะมีความสุขที่แท้จริงได้หรือ? 

คำตอบคือ “ขึ้นอยู่กับว่าความสุขของแต่ละคนนั้นมีความหมายว่าอย่างไร” … โรนัลโด้ เองมีความสุขกับชีวิตที่มีวินัยแบบนี้ เขามีเงินทองมากมายพอที่จะทำอะไรก็ได้ ซื้ออาหารที่อร่อยแค่ไหนก็ได้ ซื้อเครื่องดื่มเกรดดี จัดปาร์ตี้ในบ้านราวกับเป็นงานคาร์นิวาลก็ยังไหว แต่โรนัลโด้ เลือกที่จะไม่ทำอย่างนั้น … เพราะเขาเชื่อว่าความสุขที่แท้จริงคือสิ่งเล็กๆ รอบตัวที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ได้อยู่กับคนที่รัก ได้ผ่อนคลายในเวลาที่ร่างกายและจิตใจต้องการมัน แค่นี้ก็มากพอ

“การฝึกหนักและการฟิตร่างกายคือสิ่งสำคัญที่สุด แต่การใช้ชีวิตในแง่มุมของความผ่อนคลายจะทำให้คุณกลายเป็นคนที่ยอดเยี่ยม เพราะนั่นเท่ากับว่าคุณเป็นคนที่แข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ ผมใช้เวลาว่างกับครอบครัว เพื่อนฝูง กับคนที่ผมรัก และนั่นก็มากพอแล้วที่ทำให้ผมมีความสุขกับสิ่งนั้นและมันช่วยสร้างทัศนคติที่ดีได้”  28279620_10156251521477164_2046851769016992200_nทุกวันนี้ โรนัลโด้ มีครอบครัวใหญ่ เขามีลูก 4 คน และภรรยาอีก 1 คน กิจกรรมที่ โรนัลโด้ แชร์บนโซเชี่ยลมีเดียของเขาทุกวันนี้ล้วนมีแต่เรื่องราวของครอบครัวเสมอ เช่นการเข้าโรงยิม (ในบ้าน) พร้อมกับลูกชายคนโต “คริสเตียโน่ จูเนียร์” การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เช่นเต้นแอโรบิคพร้อมกับภรรยา หรือแม้กระทั่งการนอนดูโทรทัศน์ในอิริยาบถสบายๆ แต่ก็ยังไม่วายมีกิมมิคเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพซ่อนอยู่เพราะระหว่างที่เขาดูนั้นภรรยาของเขาก็ใช้เครื่องนวดกล้ามเนื้อต้นขาให้ … ทุกสิ่งที่เขาเปิดเผยให้โลกได้รับรู้ตอนนี้คือการมีครอบครัวที่อบอุ่น ทำให้เขามีชีวิตที่ดีขนาดไหน และเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงอยู่บนจุดสูงสุดในอาชีพได้แม้เวลาจะผ่านมาเกือบ 20 ปีแล้วก็ตามCristiano-Ronaldo-Instagram-La-famiglia-bianconera

แม้ทุกคนภายนอกจะมองว่าบ้านสำหรับ คริสเตียโน่ คือ “บ้านสร้างปีศาจ” ที่ไม่ต่างอะไรกับสถานที่ทำงาน … แต่ทุกอย่างบนโลกนี้ล้วนมีราคาที่ต้องแลกมา โรนัลโด้ ยอมใช้ความมุ่งมั่น ความเหนื่อยล้า เข้าแลกกับความยากลำบากเหล่านี้ จนทำให้เขาได้อีกสิ่งหนึ่งกลับมา ซึ่งนั่นก็คือ บ้านที่มอบความรัก, ความอบอุ่น และความปลอดภัย บ้านที่ทุกคนในบ้านกินอิ่มนอนหลับ และมีชีวิตที่หลายคนได้แต่เฝ้าฝันถึง

และในวันที่ โรนัลโด้ เลิกเล่นฟุตบอล เขาก็จะได้คำตอบว่าสิ่งที่แลกไปนั้นคุ้มขนาดไหน เขาจะถูกกล่าวขานเป็นตำนานโลกลูกหนังแบบไม่รู้จบ และมันจะเกิดขึ้นไปพร้อมๆ กับครอบครัวที่มีความสุขอีกด้วย …