ทำไมลิเวอร์พูลถึงถูกตำหนิ เพราะพักงานสตาฟฟ์-ขอรับความช่วยเหลือรัฐบาล

วิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ COVID-19 ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงไปทั่วโลก และทุกวงการ ทุกภาคส่วน

 

แม้ปัญหาที่ชัดเจนที่สุดในวิกฤติครั้งนี้ คงหนีไม่พ้น ปัญหาทางการแพทย์และสาธารณสุข เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือโรคระบาดที่ติดต่อกันอย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้าง แต่ถึงกระนั้น อีกหนึ่งปัญหาที่เริ่มลุกลามรุนแรงไม่แพ้กันคือ ปัญหาเศรษฐกิจ

และสิ่งที่เกิดขึ้นจาก COVID-19 ในตอนนี้ ได้นำมาซึ่งคำถามของสังคม จากการกระทำของสโมสรดังระดับโลกอย่าง ลิเวอร์พูล ว่า สิ่งที่พวกเขาทำนั้นเหมาะสมหรือไม่ กับการให้พนักงานของสโมสรพักงาน แล้วรับเงินสวัสดิการช่วยเหลือจากภาครัฐ

 

ปัญหาจากวิถีชีวิตที่ต้องเปลี่ยนไป

สหราชอาณาจักร ซึ่งมี อังกฤษ เป็นดินแดนที่มีขนาดใหญ่ และถือเป็นศูนย์กลางนั้น คือหนึ่งในประเทศที่มีผู้ติดเชื้อ รวมถึงเสียชีวิตมากที่สุด โดยถึงตอนนี้ (5 มีนาคม 2020) มีผู้ติดเชื้อ 47,806 คน และเสียชีวิต 4,934 คนLIVERPOOL-CORONAVIRUS-scaled-e1584122359870-1024x682

ซึ่งอย่างที่เราทราบกันดีว่า COVID-19 มากับละอองฝอยจากการไอ ยิ่งอยู่ใกล้ชิดกันเท่าไหร่ โอกาสที่จะมีการแพร่เชื้อจากผู้ป่วยสู่คนอื่นๆ ในสังคมก็ยิ่งมากตามไปด้วย

ด้วยเหตุดังกล่าว การใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคมจึงต้องเปลี่ยนไป … วิถีชีวิตที่ต้องรักษาระยะห่างระหว่างกัน ที่มีคำเรียกหลากหลาย ไม่ว่าจะ Social Distancing, Physical Distancing หรือ อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องจำให้ได้ขึ้นใจ 

ถึงกระนั้น มาตรการดังกล่าวก็ทำให้ในหลายภาคธุรกิจต้องหยุดงาน เมื่อรายได้ไม่เข้า แต่รายจ่ายยังมีอยู่ ปัญหาทางการเงินก็ตามมา

และเมื่อเกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น มาตรการแก้ปัญหาแรกที่หลายๆ คนคงจะนึกออก คือการ “ปลดพนักงาน” แต่ก็แน่นอนว่า เมื่อมีคนว่างงาน ก็เท่ากับว่าพวกเขาไม่มีรายได้ และปัญหาต่างๆ ก็จะตามมา … เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว รัฐบาลของสหราชอาณาจักร จึงต้องออกมาตรการที่ชื่อว่า “Furlough” หรือ “พักงาน” ขึ้นมา โดยรัฐบาลจะจ่ายค่าจ้างให้ 80% ของค่าจ้างที่ได้รับต่อเดือน สูงสุดไม่เกินเดือนละ 2,500 ปอนด์ หรือราว 100,000 บาท

 

ยิ่งแก้…ยิ่งยุ่ง

โดยปกติแล้ว สโมสรฟุตบอลจะมีการจัดจ้างบุคลากรเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ Playing Staff หรือ นักฟุตบอล กับ Non-Playing Staff หรือ เจ้าหน้าที่สโมสรในส่วนต่างๆ และแน่นอนว่า เมื่อเกิดภาวะวิกฤติจนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ผลกระทบก็ย่อมเกิดกับทุกฝ่ายเป็นธรรมดา1_JS166454557

เริ่มตั้งแต่ในส่วนของนักฟุตบอล ถึงตอนนี้ ทาง พรีเมียร์ ลีก ลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษ ได้เริ่มการขอความร่วมมือสโมสรต่างๆ ให้ลดค่าจ้างนักเตะราว 30% จากที่ได้รับอยู่เดิม เพื่อให้สโมสรต่างๆ โดยเฉพาะสโมสรเล็กที่มีรายได้ไม่สูงนักอยู่รอดได้

ทว่ามาตรการดังกล่าว กลับนำมาซึ่งเสียงคัดค้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสมาคมนักฟุตบอลอาชีพ หรือ PFA ที่มองว่า หากลดค่าเหนื่อยนักเตะลง ก็เท่ากับว่าเม็ดเงินที่จะไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจฟุตบอลย่อมลดลงตาม โดยอาจสูงถึง 500 ล้านปอนด์ หรือราว 20,000 ล้านบาท ซึ่งโดยปกติเเล้วเงินจำนวนนี้จะถูกหักเป็นภาษีให้กับรัฐบาลสหราชอาณาจักรเมื่อนักเตะได้รับค่าจ้างราว 40% เท่ากับว่า รัฐอาจสูญเสียภาษีไปมากถึง 200 ล้านปอนด์ หรือราว 8,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

ดังนั้นหากมีการลดค่าจ้างลง เท่ากับว่า สำนักงานบริการสาธารณสุขแห่งสหราชอาณาจักร หรือ NHS ที่ต้องรองบประมาณจากรัฐบาลจะต้องได้รับผลกระทบไปด้วยแน่นอน ซึ่งทาง PFA มองว่า หากจะมีการลดค่าเหนื่อยจริง ทาง NHS ก็ควรจะได้รับอานิสงส์ เป็นงบประมาณในการสู้กับ COVID-19 มากกว่าที่เป็นอยู่ โดยพวกเขาเห็นด้วยกับการบริจาคเงินเข้าไปโดยตรงมากกว่า ขณะที่ฝ่ายสโมสรก็มองว่า หากสโมสรยังต้องจ่ายค่าเหนื่อยเต็มจำนวน หลายๆ ทีมอาจต้องประสบกับภาวะล้มละลายได้เลยทีเดียว

จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้ในระหว่างที่ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการลดค่าเหนื่อยนักเตะนั้นเอง ทางสโมสรก็ต้องลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่สามารถทำได้ก่อน นั่นคือการให้เจ้าหน้าที่ทีมบางส่วนพักงาน แล้วขอรับเงินสวัสดิการจากภาครัฐสำหรับคนที่ได้รับผลกระทบ

จนถึงตอนนี้ มีอยู่ 5 สโมสรในพรีเมียร์ลีก ที่ตัดสินใจขอเข้าร่วมมาตรการดังกล่าว หลังเกมพรีเมียร์ลีกถูกระงับไปอย่างไม่มีกำหนด นั่นคือ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด, ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์, บอร์นมัธ, นอริช ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล … ซึ่งชื่อสุดท้ายนี้เอง ที่ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์อย่างหนักหน่วง แม้ทีมหงส์แดงจะยืนยันว่า ถึงจะมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่บางคนต้องพักงาน แต่สโมสรยืนยันจะจ่ายค่าจ้างทุกคนครบ 100% โดยในส่วนที่เหลือจาก 80% หรือ 2,500 ปอนด์ที่ภาครัฐจ่าย ทีมจะโปะเงินส่วนที่ขาดให้ก็ตาม

 

ความถูกต้อง VS ความเหมาะสม

จริงอยู่ สโมสรในพรีเมียร์ลีกแทบทุกทีมที่ตัดสินใจใช้มาตรการนี้เพื่อลดค่าใช้จ่าย ต่างถูกแฟนบอลตำหนิ แต่เสียงวิจารณ์ของ ลิเวอร์พูล ดูจะหนักหน่วงกว่าเป็นพิเศษFormatFactoryDtM791pXQAEC4vg

ประการแรกก็คือ ลิเวอร์พูล เป็นทีมยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ ไม่เพียงเท่านั้น ฐานะทางการเงินยังดีมากเมื่อเทียบกับอีกหลายสโมสร เพราะแม้ค่าเหนื่อยของนักเตะทุกคนในทีมจะสูงถึง 310 ล้านปอนด์ (12,500 ล้านบาท) ในฤดูกาลล่าสุด แต่ผลงานในสนามที่ยอดเยี่ยม สามารถทำให้สโมสรโกยรายได้มากถึง 533 ล้านปอนด์ (ราว 21,500 ล้านบาท) รวมถึงยังมีกำไรก่อนหักภาษีสูงถึง 42 ล้านปอนด์ (ราว 1,700 ล้านบาท) อีกด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น สโมสร ลิเวอร์พูล, กุนซืออย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ และนักเตะหลายคนในทีม ยังแสดงออกถึงการช่วยเหลือ และมีความเห็นอกเห็นใจกับผู้คนในเมือง ในประเทศมากมายที่ต้องประสบกับปัญหาจากการแพร่ระบาดของไวรัส รวมถึงยังมีส่วนร่วมในการเจรจาลดค่าเหนื่อยกับทางพรีเมียร์ลีกด้วย

ทว่าการตัดสินใจดังกล่าว ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของสโมสรที่ดูดีนั้นพังทลาย จนแม้แต่อดีตนักเตะอย่าง เจมี่ คาร์ราเกอร์, แดนนี่ เมอร์ฟี่, ดีทมาร์ ฮามันน์ และ สแตน คอลลีมอร์ หรือแม้แต่กลุ่มแฟนบอลอย่าง Spirit of Shankly ออกมาตำหนิฝ่ายบริหารของ ลิเวอร์พูล อย่างรุนแรงว่า มีความจำเป็นขนาดไหนถึงต้องขอรับการช่วยเหลือจากภาครัฐๆ ทั้งๆ ที่สโมสรควรจะเป็นฝ่ายช่วยเหลือมากกว่าHenry

จากสถานการณ์และสิ่งที่เกิดขึ้น คงพูดไม่ได้ว่า ลิเวอร์พูล ทำผิด เพราะเมื่อมีกฎระเบียบที่เปิดทางให้ทำเช่นนั้นได้ รวมถึงสโมสรเองก็เป็นผู้จ่ายภาษีที่ดีให้กับรัฐบาลมาโดยตลอด การขอรับความช่วยเหลือนั้น จะว่าไปก็ดูสมเหตุสมผล

แต่ด้วยผลประกอบการที่ดี ตลอดจนภาพลักษณ์ของสโมสรที่เน้นถึงการช่วยเหลือสังคม การตัดสินใจดังกล่าวจึงนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ยิ่งเมื่อไปเทียบกับทีมคู่แข่งอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ยังคงจ่ายค่าจ้างให้บุคลากรในสโมสรด้วยตัวเอง 100% ตามเดิมแล้ว ความแตกต่างก็ยิ่งชัดขึ้นไปอีก

ถามว่าการกระทำของ ลิเวอร์พูล ถูกต้องหรือไม่? คำตอบแน่นอนว่า ถูกต้อง แต่หากถามว่า เหมาะสมหรือไม่นั้น? … บางที นี่ก็เป็นเส้นบางๆ ทางคุณธรรม ที่ดูจะหาคำตอบยากมากจริงๆ

ชินจิ โอโนะ ลูกพี่ชนาธิปและนักเตะญี่ปุ่นที่รับไม้ต่อจาก ‘นากาตะ’

ปฎิเสธไม่ได้ว่าสำหรับคอฟุตบอลไทยที่ติดตามฟอร์มของ ชนาธิป สรงกระสินธ์ หลังจากย้ายไปค้าแข้งที่ญี่ปุ่นกับ คอนซาโดเล ซัปโปโร ตั้งแต่ปี 2017 นั้น มันทำให้เรารู้จักนักเตะเจ้าถิ่นในทีมนี้มากขึ้น … เคน โทคุระ, ไดกิ ซุงะ บลาๆๆ แต่ไม่มีนักเตะคนใดที่เราจะคุ้นชื่อไปมากกว่า ชินจิ โอโนะ แข้งตัวเก๋าในทีมชุดนั้นอีกแล้ว

 

ในสายตาคนไทย เรามอง ชนาธิป ว่าคือสุดยอดแห่งยุค … พรสวรรค์, การเป็นนักสู้ และความทะเยอทะยานในแบบของ “นักเดินทาง” ที่แม้จะต้องออกไปในดินแดนที่ยังไม่มีใครยอมรับ แต่เขาก็พร้อมจะแลกเพื่อคำสรรเสริญในตอนท้าย เรามองชนาธิปอย่างไร ชาวญี่ปุ่นก็เคยมอง ชินจิ โอโนะ อย่างนั้น

เจ้าของฉายา “เทนไซ” (อัจฉริยะ) และนักเตะอายุน้อยที่สุดที่อยู่ในชุดประวัติศาสตร์ของทีมชาติญี่ปุ่นในฟุตบอลโลก 1998 … ผ่านประสบการณ์ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ และไม่ว่าไปที่ไหน ทุกคนก้มหัวคารวะให้กับหัวใจของเขาทั้งสิ้น

ติดตามเรื่องราวของ ชินจิ โอโนะ ได้ที่นี่ 

 

ชีวิตที่มีแต่คำว่า “อนาคต”

จุดเริ่มต้นของ ชินจิ โอโนะ ไม่ต่างอะไรกับนักฟุตบอลแถวหน้าของโลกคนอื่นๆ เพราะเขารู้อนาคตตั้งแต่เด็กแล้วว่าโตมาจะเป็นนักฟุตบอล นั่นคือสิ่งที่คิดง่ายแต่ทำยาก เพราะในตอนวัยเยาว์ ลีกฟุตบอลของญี่ปุ่นยังไม่ได้เป็นที่นิยมและมีระบบแบบแผนวางเป๊ะเหมือนทุกวันนี้24702_ext_01_0

เดิมทีฟุตบอลลีกญี่ปุ่นเป็นเพียงลีกกึ่งอาชีพ ที่มีแต่ทีมองค์กรมาแข่งขัน จนกระทั่งปี 1992 พวกเขาก็ตัดสินใจรีแบรนด์ให้มีความเป็นมืออาชีพเต็มตัว กับการก่อตั้ง เจลีก ทว่า 3 ซีซั่นผ่านไปจากการเปิดฉากการแข่งขันเมื่อปี 1993 กระแสแฟนบอลตกลงมาก ค่าเฉลี่ยคนดูลดลงจาก 19,000 คนเหลือ 10,000 คน หรือหายไปเกือบครึ่ง จนกระทั่งต้องปรับโครงสร้างใหม่ ด้วยการให้สโมสรต่างๆ ผูกสัมพันธ์กับท้องถิ่นยิ่งขึ้น

ขณะที่ลีกกำลังตั้งไข่ ชินจิ โอโนะ ก็อยู่ในช่วงเวลาและสถานการณ์เดียวกันพอดีเป๊ะ เขาเพิ่งศึกษาจบมัธยมปลายที่โรงเรียน ชิมิสึ คอมเมอร์เชี่ยล และแน่นอนว่าเขาจะเลือกอะไรเป็นเส้นทางต่อไปของชีวิตได้อีก นอกเสียจากฟุตบอล

“ผมไม่เคยชอบไปโรงเรียนหรอก ผมไม่อยากจะเรียนรู้อะไรนอกจากฟุตบอลอีกแล้ว ฟุตบอลเป็นอย่างเดียวที่ผมอยากทำ” เขาหัวเราะของแนวคิดที่คนอื่นมองว่า “คิดสั้น” แต่ไม่สำคัญเพราะเขาเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่คิดมาดีแล้ว 

“ผมเป็นตัวทีมชาติตั้งแต่สมัยยังเรียนหนังสือแล้ว มันทำให้ผมมั่นใจว่าผมจะต้องเป็นนักฟุตบอลอาชีพได้แน่นอน สุดท้ายผมก็เลือกเซ็นสัญญากับ อุราวะ เรดส์ นั่นคือสัญญาอาชีพฉบับแรก และหลังจากนั้นผมไม่เคยมองย้อนกลับไปที่อดีตอีกเลย”92671381_624

การประกาศตัวบนเวทีเจลีกปีแรกในฤดูกาล 1998 โอโนะ ถูกยกย่องว่าเขาคือเพชรของวงการฟุตบอลญี่ปุ่นที่มีศักยภาพเยอะจนสามารถเล่นได้ทุกตำแหน่งในแดนกลาง “วิชั่น, เทคนิค และ การจ่ายบอลที่สุดยอด” นี่คือคำจำกัดความของ โอโนะ ในตอนนั้นที่อายุแค่ 17 ปี แต่กลับสามารถยึดตัวหลัก ลงเล่น 29 นัด และยิงได้ถึง 9 ประตูในฤดูกาลแรกกับระดับอาชีพ 

อันที่จริง ไม่ต้องสนสถิติดังกล่าวหรอก เพราะฟอร์มการเล่นในสนามที่เปรี้ยงปร้างตั้งแต่ช่วงแรกของฤดูกาล ทำให้เขาถูกจับตาจาก ทาเคชิ โอกาดะ กุนซือทีมชาติญี่ปุ่นตอนนั้นทันที เพราะหลังจบเลกแรกของการแข่งขัน ก็จะถึงคิวของ ฟุตบอลโลก 1998 … สุดท้าย โอกาดะ เลือก โอโนะ ไป ฟร้องซ์ ’98 และคนที่ถูกตัดชื่ออกในเวลานั้นคือ คาซึโยชิ มิอุระ หรือ “คิง คาซู” ของวงการฟุตบอลญี่ปุ่นนั่นเอง 

วงการฟุตบอลญี่ปุ่น เลือกซื้ออนาคตกับ โอโนะ และมันคือการซื้อหวยที่ถูกรางวัล โอโนะ นำประสบการณ์จากฟุตบอลโลก กลับมาเป็นตัวหลักในศึกยู 20 ชิงแชมป์โลกปีต่อมา ในรายการนี้ โอโนะ ได้เจอกับจอมทัพดาวรุ่งจากทั่วโลกที่แต่ละคนกลายมาเป็นยอดนักเตะในอนาคตทั้ง สเตฟาน อัปเปียห์, โรนัลดินโญ่, เซย์ดู เกอิต้า, เอสเตบัน คัมบิอัสโซ่ และ ชาบี เอร์นันเดซ … และเขาพิสูจน์ตัวเองว่ามีดีไม่แพ้ใคร โอโนะ พาญี่ปุ่นไปถึงรอบชิงชนะเลิศ ก่อนจะแพ้ให้กับ สเปน 0-4 ญี่ปุ่นที่เล่นดีมาตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ตกม้าตายแบบเป็นคนละทีมในนัดสุดท้าย … ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่ในเกมนั้นเขาไม่ได้ลงสนาม

“อาจะเป็นเพราะผมไม่ได้ลงเล่นมั้ง (หัวเราะ) ผมได้ใบเหลืองครบโควต้าในรอบ 4 ทีมสุดท้ายและพลาดนัดชิงชนะเลิศไป ผมเองก็ไม่แน่ใจหรอกว่าถ้าผมลงสนามในวันนั้นแล้วสกอร์จะออกมาแบบไหน” โอโนะกล่าวกับสื่อในภายหลัง

“ไม่ว่าจะจบอย่างไรทีมชุดนั้นสมควรได้รับเครดิตทั้งหมด เราคือผู้เล่นที่เล่นกันมาตั้งแต่อายุ 15 ปี และต้องไปลืมว่าเรากวาดทีมใหญ่ๆ อย่าง อังกฤษ, โปรตุเกส, เม็กซิโก และ อุรุกวัย จนเกลี้ยง แค่นี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วล่ะ” 

ในยุคที่ฟุตบอลญี่ปุ่นกำลังสร้างแผนพัฒนาใน 50 ปี พวกเขามี ฮิเดโตชิ นากาตะ คนเดียวที่ไปต่างประเทศแล้วสามารถปรับตัวก่อนสร้างชื่อเสียงจนเป็นที่ยอมรับได้ และไม้ผลัดต่อไปที่วงการญี่ปุ่นเฝ้ารอคือ ชินจิ “เท็นไซ” โอโนะ นักเตะที่มีทั้งฝีเท้า ความมั่นใจ และชอบความท้าทาย ซึ่งนั่นคือคุณสมบัติเดียวกับที่ นากาตะ มีนั่นเองnakataono

“นากาตะ เป็นนักเตะที่ดี มีเทคนิคยอดเยี่ยม มีทัศนคติที่แข็งแกร่งมาก สำคัญที่สุดคือเขาเป็นคนฉลาดและมีไหวพริบ ผมว่าผมเองก็เป็นนักเตะที่ดี มีความสามารถแบบที่คล้ายๆกัน … แต่นากาตะเป็นผู้เล่นที่เพอร์เฟ็กต์ยิ่งกว่าผมแน่นอน” โอโนะกล่าว 

“แปลกดีที่ผมถูกเรียกว่าอัจฉริยะ แต่มันไม่ได้กวนใจอะไรผมหรอก ผมขอรับมันไว้ด้วยความภูมิใจที่มีคนบอกว่าผมเป็นอัจฉริยะ แต่ผมไม่คิดว่าผมจะเป็นคนนั้นๆ หรอก”

แม้ปากจะว่าไปในแบบของคนที่ไม่ชอบการเปรียบเทียบ แต่ความจริงก็คือ ชินจิ โอโนะ ตัดสินใจย้ายไปพิสูจน์ตัวเองที่ประเทศเนเธอร์แลนด์กับสโมสรในลีกสูงสุดอย่าง เฟเยนูร์ด … ที่ที่เขาจะใช้ฝีเท้าบอกเองว่า “อัจฉริยะ” คือคำที่เหมาะกับเขาหรือเปล่า? 

 

แค่เล่นในต่างประเทศ…ไม่ได้หมายความว่าเก่ง

โอโนะ ย้ายไป เฟเยนูร์ด ด้วยค่าตัว 5 ล้านปอนด์ ในปี 2001 ซึ่งถือว่ามากโขสำหรับนักเตะญี่ปุ่น ที่ยังไม่สามารถการันตีได้เลยว่าจะนำอะไรกลับมาให้สโมสรได้บ้าง … อย่าว่าแต่การชิงตำแหน่ง 11 ตัวจริง เพราะสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับนักเตะเอเชียในยุโรปคือการปรับตัวFormatFactory67400404_405161520118585_3450973733039077451_n

ณ เวลานั้น เฟเยนูร์ด ถือว่ามีนักเตะดังๆ อย่าง ปิแอร์ ฟาน ฮอยดองค์, ยอห์น ดาห์ล โทมัสสัน และ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ในวัยหนุ่ม … เห็นได้ชัดว่า โอโนะ ต้องทำให้เพื่อนๆ ในห้องแต่งตัวยอมรับเขาให้ได้ และเมื่อเขาเป็นเนื้อเดียวกับทีมทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นเอง

โอโนะ พยายามอย่างมากที่จะแสดงทัศนคติของตัวเองให้เพื่อนเห็นว่าเขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อขายเสื้อ แต่จะมาทำให้ทีมๆ นี้เป็นทีมที่ดีขึ้น

“ผมไม่กลัวการทำงานหนัก ผมไม่กลัวการซ้อมหนักในช่วงปรีซีซั่น เพราะมันจะทำให้ผมฟิตเต็มที่เมื่อถึงการแข่งจริงๆ และยิ่งหนักมันก็ยิ่งดีกว่าสำหรับร่างกายของผม”

ทัศนคติง่ายๆ แต่ทำยากแบบนี้เอง ที่ทำให้การเดินทางสู่ดินแดนที่ไม่มีใครเรียกเขาว่า “อัจฉริยะ” ของเขาสนุกขึ้นอีกหลายเท่าตัว ไม่ต้องเศร้าไม่ต้องเก็บตัว ฟุตบอลคือภาษาง่ายๆ ที่ใครก็พูดกันเข้าใจ มันส่งผ่านความพยายาม ไม่จำเป็นต้องพูด ถ้าคุณพยายามได้มากพอจะมีคนเห็น และยอมรับในตัวคุณเอง 

โอโนะ เป็นตัวจริงเลยทันที ช่วงระยะการปรับตัว ไม่มีในพจนานุกรมของเขา ฤดูกาล 2001-02 ที่เป็นซีซั่นแรกนั้นง่ายกว่าที่คิด ภาพที่แฟนบอลยุโรปหวังจะเห็น สิ่งที่นากาตะทำ ในตัวของโอโนะอาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง เขาไม่ได้เล่นเกมรุกมากเหมือนกับที่ นากาตะ ได้รับบทบาทหมายเลข 10 ที่ อิตาลี แต่บทบาทของ โอโนะ คือหมายเลข 8 ของทีม นั่นคือการสร้างความแตกต่างในแดนกลาง เปลี่ยนเกมรับเป็นเกมรุก นี่คือทำแหน่งที่ต้องใช้ทั้งความบู๊และความบุ๋นมากกว่าที่ใดๆ ที่เขาเคยเจอ … และสิ่งที่ตามมาก็คือเขากลายเป็นมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดคนหนึ่งในดัตช์ลีกไปอย่างสุดเซอร์ไพรส์pcimage

“ชินจิ โอโนะ ของเฟเยนูร์ดแน่นอน 100%” นี่คือสิ่งที่ เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ จอมทัพของ อาแจ็กซ์ ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ในเวลานั้น ตอบคำถามว่านักเตะคนไหนในดัตช์ลีกที่ดวลด้วยและทำให้เขารู้สึกลำบากและเหนื่อยที่สุด

“เขาเป็นนักเตะที่ร่างกายแข็งแกร่ง ฟิตมากๆ และก็เป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมเลย เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาตัดบอลจากผมและจะพาบอลหนีจากผมไป ผมต้องใช้ความพยายามเยอะมากในการไปเอาบอลคืนมาจากเขา ปรู๊ดเดียวเขาจะพาบอลไปที่พื้นที่สุดท้ายและมอบมันให้กองหน้าจัดการต่อ … โอโนะ คือนักเตะที่คุณไม่อาจจะปล่อยให้เขาเดินออกห่างคุณได้แม้แต่ก้าวเดียว หมอนี่เก่งมากๆ” สไนจ์เดอร์ ที่เคยคว้า 3 แชมป์กับ อินเตอร์ ในปี 2010 กล่าว 

หากจะพูดให้ถูกต้อง คงต้องบอกว่านี่คือปีมหัศจรรย์ของ เฟเยนูร์ด อย่างแท้จริง โอโนะ เข้ามาและทำให้ทีมๆ นี้ได้บอลเอาไปเล่นเกมรุกกันอย่างเมามัน สร้างสถิติยิงกันกระจายทั้ง ฮอยดองค์, ฟาน เพอร์ซี่ และ โทมัสสัน จน เฟเยนูร์ด ไปไกลที่สุดถึงขั้นการเป็นแชมป์ ยูฟ่า คัพ ในปี 2002 เลยทีเดียว นั่นคือแชมป์แรกในรอบหลายปีของพวกเขาที่เกิดขึ้นหลังการเข้ามาอยู่กับทีมแค่ปีเดียวของมิดฟิลด์ชาวญี่ปุ่น ดังนั้นไม่มีทางปฎิเสธได้เลยว่าเครดิตเหล่านี้ ควรถูกแบ่งให้กับ โอโนะ แข้งซามูไรคนที่สองที่ทั้งโลกต้องยอมรับในฝีเท้าบ้าง 

“ผมตัดสินใจเสี่ยงตั้งแต่กระโดดรับโอกาสนั้น (ย้ายไป เฟเยนูร์ด) ผมออกจากประเทศของตัวเอง และคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่ควรทำคือการแสดงทัศนคติของผมให้คนอื่นเห็นให้ได้ การไปเล่นในต่างประเทศไม่ใช่ความสำเร็จสุดท้ายของชีวิต แต่การลงสนามและประสบความสำเร็จในต่างประเทศต่างหากที่เป็นความสำเร็จที่แท้จริง” โอโนะ ให้สัมภาษณ์กับ gekisaka.jp

 

การเดินทางจะไม่สิ้นสุด…หากคุณมีเป้าหมาย 

โอโนะ กลับมาค้าแข้งที่ญี่ปุ่นกับ อุราวะ อีกครั้งในช่วงต้นปี 2006 หลังประสบปัญหาอาการบาดเจ็บจนได้ลงสนามน้อย ประกอบกับฟุตบอลโลก 2006 ใกล้เข้ามา และสำหรับเขาภารกิจในฟุตบอลโลกยังไม่จบ โอโนะ อยากจะอยู่ในทีมชาติต่อไป ซึ่งการกลับมาบ้านเก่า และได้ลงสนามต่อเนื่องมันจะดีต่อตัวเขามากกว่า

ณ ตอนนั้นหลายคนเสียดายคิดว่าเขาถอดใจไม่สู้ต่อในยุโรปอีกแล้ว บ้างก็บอกว่าเขาขาลงแล้ว แต่สุดท้ายทุกอย่างที่เขาตัดสินใจล้วนเป็นสิ่งที่เขาคิดว่าดีต่อตัวเองที่สุดเสมอ โอโนะ กลับมาและได้เล่นฟุตบอลโลก ซึ่งหลังจากนั้นปีเดียวเขาก็พิสูจน์ให้คนอื่นเห็นอีกครั้งว่า การเดินทางของเขามันไม่ได้จบแค่นี้แบบที่ใครเข้าใจ … สถานีต่อไปคือ โบคุ่ม ทีมในลีกสูงสุดของประเทศเยอรมันdownload

“ราคาค่างวดอาจจะไม่เท่ากับที่เราหวังไว้ แต่ดีลนี้ไม่ใช่เรื่องเงิน เราต้องการให้ ชินจิ กลับไปเปล่งประกายในเวทีใหญ่อีกครั้ง โอกาสนี้เหมาะสมที่เขาจะได้มัน” ชูโซ นากามูระ ผู้จัดการทั่วไปของ อุราวะ กล่าว 

อย่างไรก็ตามการเดินทางครั้งนี้ไม่เป็นอย่างที่หวัง โอโนะ ได้ลงเล่นให้กับ โบคุ่ม แค่ 34 เกมใน 2 ฤดูกาลครึ่ง เขาไม่ประสบความสำเร็จนักที่เยอรมันเพราะว่าอาการบาดเจ็บกลับมารุมเร้า อีกทั้งยังมีเรื่องครอบครัวให้ต้องตัดสินใจ นั่นจึงทำให้เขาขอย้ายกลับมาใน ญี่ปุ่น อีกครั้งกับ ชิมิสึ เอสพัลส์ แต่ก็เป็นช่วงสั้นๆ เนื่องจากเวลานั้นลูกสาวของเขากำลังโต

ชีวิตก็แบบนี้ บางครั้งการเดินทางให้อะไรกับคุณมากมาย โอโนะ จะกลายเป็นนักเตะที่ใครๆ ต่างก็เคารพเมื่อประสบความสำเร็จในยุโรป แต่สุดท้ายจะมีอะไรสำคัญกว่าครอบครัว? 

“มันคือช่วงเวลาที่ต้องดูแลใส่ใจคนในครอบครัวให้มากขึ้น ครอบครัวของผมที่ญี่ปุ่นต้องการผม ลูกๆ ผมกำลังเข้าวัยอนุบาล ช่วงเวลาก่อนหน้านี้ (ท้ายๆ กับ โบคุ่ม) เป็นช่วงเวลาที่วุ่นวายของผมนะ เราคุยและเห็นหน้ากันผ่านอินเตอร์เน็ตบ้าง แต่มันเทียบไม่ได้หรอกกับการตื่นมาแล้วเจอหน้ากันทุกวัน … ต้องยอมรับเลยว่ามันเป็น 2-3 เดือนเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากกับผมสุดๆ” 

สิ่งที่ โอโนะ ไม่เคยเปลี่ยนคือทัศนคติ ไม่ว่าจะเล่นในประเทศไหน ประสบความสำเร็จมากที่สุด จนมาถึงกับโบคุ่มที่ล้มเหลวที่สุด เขากลับไม่เคยมองว่ามันเป็นรอยด่างพร้อย แต่มันคือการปักหมุดสำหรับการเดินทางของชีวิต ที่เขาเองเข้าใจอยู่คนเดียวว่า ไม่ว่าจะดีหรือแย่ ประสบการณ์เหล่านี้ล้วนควรค่าแก่การจดจำทั้งสิ้น

“ไม่ว่าจะไปเล่นฟุตบอลทีประเทศไหน ไม่ว่าจะสโมสรต่างแดน จะลีกในประเทศ ผมคิดว่าทุกๆที่สร้างความทรงจำที่มีค่าให้กับผมอย่างเท่าเทียม ไม่มีที่ไหนพิเศษแตกต่างออกไป แต่ละสโมสรมีวัฒนธรรม มีความท้าทาย สิ่งที่น่าสนใจที่แตกต่างกันให้ได้เรียนรู้ตลอด ผมเลือกไม่ได้จริงๆ ว่าช่วงไหนที่ดีที่สุดในชีวิตของผม” นั่นคือสิ่งที่เขาเผยในวัย 33 ปี เมื่อปี 2014 ซึ่งตอนนั้น กำลังเล่นอยู่กับ เวสเทิร์น ซิดนี่ย์ วันเดอร์เรอร์ส ในเอลีก ประเทศออสเตรเลีย

 

ชายถูกออร่าอัจฉริยะครอบคลุม

เมื่อมาถึงบั้นปลายอาชีพ ประสบการณ์ผ่านการเดินทางข้ามทวีปของเขากลายเป็นสิ่งมีค่าที่หาได้ในนักเตะระดับเอเชียแค่ไม่กี่คน มันเป็นอย่างที่เขาบอก ช่วงที่เล่นในออสเตรเลีย หรือกลับมาเล่นกับ คอนซาโดเล ซัปโปโร โอโนะ กลายเป็นคนสำคัญในห้องแต่งตัวของทีม และเป็นขวัญใจของกองเชียร์ตลอด นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าทัศนคติของเขาไม่เคยเปลี่ยน การให้ความสำคัญกับคำว่ามืออาชีพ ทำให้ไม่ว่าเขาจะอายุเยอะมากขึ้นแค่ไหน หากมีสิ่งนี้อยู่ในตัว เขาจะได้ความเคารพนับถือกลับมาเสมอ

“ตัวผมเองไม่ได้มีโปรแกรมดูแลตัวเองเฉพาะเจาะจงอะไรมากมายนัก เรื่องง่ายๆ ที่ผมทำคือเน้นและพยายามให้หนักที่สุดในการฝึกซ้อม ทุกครั้งที่ลงเซสซั่นการฝึก ผมจะนึกภาพในหัวและเปลี่ยนมันให้เหมือนอยู่ในสถานการณ์สนามจริงตลอด ผมหวังทุกครั้งว่าการซ้อมจะทำให้ผมมีฟอร์มทีดีเมื่อลงแข่ง” โอโนะ กล่าวถึงการดูแลตัวเองในช่วงปลายอาชีพค้าแข้ง 

เขาทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่เซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกในปี 1998 และตอนนี้มันผ่านมาแล้ว 22 ปี … หากจะถามว่าอะไรที่ทำให้ไม่เบื่อไปก่อน ทั้งๆ ที่ร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนเดิม มีอาการบาดเจ็บรบกวนตลอด ทว่าเขายังเป็น โอโนะ คนเดิมที่ลงเล่น และพบปะแฟนๆ ของเขาอย่างเป็นกันเองด้วยรอยยิ้มเสมอ ไม่ต่างจากตอนที่ตัวเองอายุ 17 ปี ซึ่งน้อยคนมากที่จะยืนระยะได้ยาวนานขนาดนั้น?

เหตุผลมันง่ายนิดเดียว คือเมื่อคุณย้อนกลับไปอ่านบรรทัดแรกที่เขาตัดสินใจเป็นนักฟุตบอลอาชีพ คุณจะได้คำตอบนั้น 

“ฟุตบอลคือชีวิตของผม มันสำคัญที่จะต้องลงเล่นพร้อมกับรอยยิ้ม เพราะมันทำให้ผมรู้สึกสนุก และทำให้ตัวเองแสดงผลงานออกมาให้ดีที่สุด … หากจะว่ากันตรงๆ มันก็มีช่วงเวลาที่เครียดบ้าง แต่มันคงไม่ดีแน่ที่จะแสดงมุมนั้นให้แฟนๆ ของเราเห็น ผมไม่ชอบทำให้ใครต้องมารู้สึกแย่และกังวลเพราะตัวผมหรอก” เขาสรุปได้อย่างจับใจ

ทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่นักเตะในญี่ปุ่น ที่ได้รับอิทธิพลจากความเป็น “ฟุตบอลแมน” หรือ “นักเดินทาง” ที่ยิ่งใหญ่อย่างเขาเท่านั้น ใกล้ตัวคนไทยเราที่สุดอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่เคยทำงานร่วมกับ โอโนะ อยู่ 2 ปี ยังเคยให้บอกกล่าวถึงนิสัยใจคอของ โอโนะ ที่เขาให้ความเคารพและมีบทบาทสำคัญกับการเล่นญี่ปุ่นของเขาเป็นอย่างมาก 00018727-G

“โอโนะ บอกผมว่าเมื่อคุณได้รับบอล สิ่งแรกและสำคัญที่สุดที่คุณต้องแสดงออกคือความสามารถของคุณ ผมรู้สึกดีมากๆ ที่ได้ยินอย่างนั้น และผมจะเก็บคำพูดนี้ไว้ในใจ” ชนาธิป ให้สัมภาษณ์ไว้ในปีแรกที่เขาไปค้าแข้งที่ญี่ปุ่น ซึ่งมันคล้ายกับสถานการณ์กับตอนที่ โอโนะ ไปอยู่กับ เฟเยนูร์ด ใหม่ๆ ที่ต้องการแสดงความสามารถของตัวเองให้โลกเห็น อีกทั้งสถานะของทั้งคู่คือความหวังของชาติและผู้บุกเบิกกรุยทางเพื่อนักฟุตบอลในชาติเดียวกันด้วย … ต่างช่วงเวลาเท่านั้นเอง 

ประสบการณ์ที่ได้มาจะมีค่าที่สุดก็ต่อเมื่อมันถูกแบ่งปัน ตอนนี้ ชินจิ โอโนะ ในวัยใกล้ 40 ปี ได้ประกาศลาทีม คอนซาโดเล ซัปโปโร ไปตั้งแต่ช่วงกลางปี 2019 … แม้ตัวจะจากแต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้ยังคงอยู่ นั่นคือการช่วยให้ ชนาธิป ให้เป็นผู้เล่นที่ดีกว่าเดิม จนทุกวันนี้ได้เปลี่ยนสถานะจากนักเตะไทยโนเนมในสายตาคนญี่ปุ่น กลายเป็นความหวังของทีมและขวัญใจแฟนๆ ชาว คอนซะ ไปเรียบร้อยแล้ว 

“วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายของ ชินจิ ในบ้านหลังนี้ ผมขอบคุณชินจิ ที่คอยให้กำลังใจผมตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย ขอบคุณที่เชื่อมั่นในฝีเท้าของผมมาโดยตลอด ขอบคุณที่ชี้นำและทำให้ผมเป็นนักเตะที่ดีขึ้น ขอบคุณที่เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับรุ่นน้องเสมอมา” 

“ขอบคุณโอกาสดีๆ ที่โลกฟุตบอลทำให้ผมได้เจอกับตำนานอัจฉริยะของฟุตบอลญี่ปุ่นคนนี้ด้วย” ชนาธิป โพสต์ข้อความอำลา โอโนะ ที่ปัจจุบันเล่นให้กับ เอฟซี ริวกิว ใน เจลีก 2 ของญี่ปุ่น 

“ผมไม่ใช่อัจฉริยะหรอก ไม่ใช่คนประเภทนั้น” ที่คือคำที่เขาเคยบอกไว้ แต่ท้ายที่สุด ชินจิ โอโนะ ก็หนีคำสรรเสริญเหล่านั้นไม่พ้น

ไม่ว่าจะไปที่ไหนเขาก็จะเป็น “เท็นไซ โอโนะ” เสมอ ถึงตอนนี้มันไม่สำคัญเลยว่าเขาหรือ ฮิเดโตชิ นากาตะ ใครคือนักเตะญี่ปุ่นที่ยิ่งใหญ่กว่ากัน เรื่องแบบนั้นมันอยู่ที่มุมมองความชื่นชอบที่ไม่มีถูกมีผิด

แต่สิ่งที่ผู้คนกระทำและกล่าวถึงกับเขาต่างหากคือความจริงที่ไม่อาจปฎิเสธได้ แม้แต่ตัวของ โอโนะ เองจะไม่ได้อยากรับมันไว้ก็ตาม 

นัก (แสดง) มวยปล้ำ เหตุผลที่ WWE สร้างพระเอกหนังฮอลลีวูดได้มากมาย?

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักมวยปล้ำชื่อดังจาก WWE อย่าง เดอะ ร็อค, จอห์น ซีนา และ บาติสตา ต่างหันหลังให้วงการมวยปล้ำ เดินหน้าสู่อาชีพใหม่ที่หารายได้มากกว่า และท้าทายกว่าหลายเท่า คือ การเล่นภาพยนตร์ในฮอลลีวูด

 

นักมวยปล้ำเหล่านั้นทำได้ดีในฮอลลีวูด ปูทางให้รุ่นน้องมากมายหันหน้าสู่วงการมายา จนเป็นเรื่องปกติ ทำให้หลายคนส่งใสว่าเหตุใดนักมวยปล้ำกล้ามโต ถึงได้มีความสามารถในการแสดงมากขนาดนี้

เราจะพาคุณไปดูเหตุผลที่ทำให้นักมวยปล้ำจาก WWE สามารถประสบความสำเร็จที่ฮอลลีวูด ในฐานะนักแสดงที่มีคุณภาพ และได้รับความรักจากคนทั่วโลกอย่างทุกวันนี้

 

คาแรกเตอร์ของนักมวยปล้ำ

ดั่งที่หลายคนทราบ มวยปล้ำ คือกีฬาเพื่อความบันเทิง หน้าที่ของนักมวยปล้ำแต่ละคน ไม่แตกต่างจากนักแสดงในภาพยนตร์ ทุกคนมีบทบาทที่ตัวเองได้รับ (ศัพท์มวยปล้ำ คือ กิมมิค) แม้บทบาทดังกล่าวจะไม่ตรงกับลักษณะนิสัยจริงของนักมวยปล้ำ พวกเขามีหน้าที่ถ่ายทอดออกมาให้สมจริงที่สุด

กิมมิคส่งผลอย่างมากต่อชีวิตของนักมวยปล้ำ นอกจากออกไปหน้ากล้องเพื่อเล่นตามบทบาท นักมวยปล้ำยังต้องรักษาคาแรกเตอร์ของตัวเอง แม้อยู่นอกเวทีมวยปล้ำ เพื่อไม่ให้ใครจับได้ว่าทุกสิ่งที่แฟนมวยปล้ำเห็นบนเวทีคือเรื่องโกหก การกระทำแบบนี้เรียกว่า “เคย์เฟบ” (kayfabe)

การรักษาเคย์เฟบเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค 80’s การทำลายเคย์เฟบของนักมวยปล้ำ คือเรื่องที่ผู้ชมรับไม่ได้อย่างรุนแรง นักมวยปล้ำในยุค 80’s จึงมีภาพจำผ่านสื่อเพียงด้านเดียว กล่าวคือเห็นนักมวยปล้ำรายนี้เป็นอย่างไรบนเวที ผู้คนก็เชื่อว่านักมวยปล้ำรายนั้นมีนิสัยหรือคาแรกเตอร์แบบนั้นในชีวิตจริง

นักมวยปล้ำในยุค 80’s จึงแทบจะใช้ชีวิตแบบนักแสดงเกือบ 24 ชั่วโมง เมื่อความจริงในข้อนี้เข้าหูบรรดาโปรดิวเซอร์ และผู้กับกับในฮอลลีวูด ความสนใจดึงตัวนักมวยปล้ำสู่วงการมายาจึงถือกำเนิดขึ้นมา

นักมวยปล้ำคนแรกที่ได้โอกาสดังกล่าว คือ ฮัลค์ โฮแกน (Hulk Hogan) นักมวยปล้ำฝ่ายธรรมะหมายเลขหนึ่งในยุค 80’s ด้วยส่วนสูง 200 เซนติเมตร และมัดกล้ามขนาด 24 นิ้ว (ตามบทบาท) ฮัลค์ โฮแกนจึงเหมาะอย่างมากที่จะเข้ามารับบาทในภาพยนตร์เรื่อง Rocky III (1982)hogan-stallone-main-1280

ฮัลค์ โฮแกน ไม่ได้แสดงบทบาทที่ไกลตัวนักในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว เขารับบทเป็น Thunderlips นักมวยปล้ำดีกรีแชมป์โลก ที่ต้องมาเป็นคู่แข่งของ ร็อคกี บัลบัว พระเอกของเรื่องที่รับบทโดย ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน (Sylvester Stallone)

การแสดงเป็นนักมวยปล้ำของโฮแกน ในเรื่อง Rocky III คือเครื่องยืนยันว่านักมวยปล้ำสามารถทำการแสดงบนแผ่นฟิล์ม ได้ยอดเยี่ยมไม่แตกต่างจากบนเวที นักมวยปล้ำจึงเริ่มเดินเข้ามาสู่ฮอลลีวูด เมื่อพวกเขาได้รับบทบาท หรือคาแรกเตอร์ที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่กระทำบนเวที

นักมวยปล้ำรายแรกที่พิสูจน์ตัวเองได้ว่า สามารถเป็นดารานำของภาพยนตร์ชื่อดังระดับโลก คือ รอดดี ไพเปอร์ (Roddy Piper) นักมวยปล้ำฝ่ายอธรรมชื่อดังผู้ล่วงลับ เจ้าของฉายา “ราวดี” (Rowdy) อันเป็นคำแสลงถึงชาวสก็อตติชขี้เมาเลือดร้อน ซึ่งตรงกับคาแรกเตอร์บนเวทีของ รอดดี ไพเปอร์ ไม่ผิดเพี้ยน

ความสามารถในการพูดที่หาตัวจับได้ยาก บวกกับการแสดงเป็นชาวสก็อตแลนด์ตลอดเวลา (ไพเปอร์เป็นชาวแคนาดา) ช่วยให้ไพเปอร์รับบทพระเอกในเรื่อง They Live (1988) ภาพยนตร์คัลต์คลาสสิค ของ จอห์น คาร์เพนเตอร์ (John Carpenter) ด้วยบทบาทแรงงานข้างถนน ที่ค้นพบว่าโลกอยู่ภายใต้การปกครองของมนุษย์ต่างดาว

ไพเปอร์ในเรื่อง They Live อาจไม่ได้เป็นชาวสก็อตแลนด์ แต่เขายังต่อยอดจากคาแรกเตอร์บนเวทีมวยปล้ำ มาเป็นตัวละครในหนังเรื่องดังกล่าว ไพเปอร์เล่นเป็นชนชั้นล่างเลือดร้อน ที่พร้อมโค่นล้มมนุษย์ต่างดาวแบบถึงราก รวมถึงฝีปากเหนือใคร นำมาสู่ประโยคเด็ดอันเป็นที่จดจำ “I have come here to chew bubblegum and kick ass”

ร็อดดี ไพเปอร์ สร้างชื่อเสียงอย่างมากจากภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว เขากลายเป็นนักมวยปล้ำที่มีผลงานแสดงนำเกือบ 20 เรื่อง น่าเสียดายที่ไพเปอร์ ไม่เคยรับบทบาทมากกว่าในหนังบู๊เกรดบี เนื่องจากภาพจำของเขาในฐานะนักมวยปล้ำ ที่ทำให้ผู้คนมองเห็นคาแรกเตอร์ของไพเปอร์ในด้านเดียว

ความสามารถของนักมวยปล้ำ

นักมวยปล้ำสมารถเข้าถึงบทบาทที่หลากหลายในการแสดง ภายหลังเหตุการณ์ มอนทรีออล สครูว์จ็อบ (montreal screwjob) เมื่อปี 1997 แฟนมวยปล้ำทั่วโลกรับรู้ว่ามวยปล้ำคือการแสดง และไม่มองนักมวยปล้ำตามคาแรกเตอร์บนเวทีอีกต่อไป

ด้วยเหตุนี้ คาแรกเตอร์ของนักมวยปล้ำ จึงไม่ถูกนำมาพิจารณาในการคัดเลือกเพื่อรับบทภาพยนตร์ แต่คัดเลือกจากฝีมือในการแสดงแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่คำนึงว่าบทบาทที่นักมวยปล้ำได้รับในหนัง จะตรงกับเรื่องราวบนเวทีหรือไม่1578819635968

นักมวยปล้ำชื่อดังมากมายจึงหลั่งไหลเข้าสู่วงการภาพยนตร์ ไล่ตั้งแต่ เดอะร็อค หรือ ดเวย์น จอห์นสัน (“The Rock” Dwayne Johnson) จอห์น ซีนา (John Cena) และ บาติสตา (Batista) ทั้งหมดคือนักมวยปล้ำที่ผันตัวเข้าสู่ฮอลลีวูด และผ่านการแสดงหนังระดับบล็อคบัสเตอร์แล้วมากมาย

นักมวยปล้ำเหล่านี้มีดีกรีเป็นแชมป์โลกมวยปล้ำหลายสมัย และการจะก้าวสู่จุดสูงสุดของวงการไม่ใช่เรื่องง่าย เดอะร็อค, ซีนา และ บาติสต้า ต้องฝ่าฟันกับนักมวยปล้ำคู่แข่งนับร้อยชีวิต พวกเขาพัฒนาตัวเองในทุกด้าน เพื่อให้เป็นที่ยอมรับจากผู้บริหาร ถึงความสามารถในการครอบครองแชมป์โลก  อันหมายถึง “หน้าตาของสมาคม”

นักมวยปล้ำทั้งสามมีศักยภาพครบทุกด้าน ไม่ต่างจากนักแสดงแอคชั่นเกรด A ทั้ง รูปลักษณ์ชายกล้ามโต, การสื่อสารผ่านหน้าจอทีวีต่อผู้ชมทางบ้าน, การเคลื่อนที่ระหว่างเข้าฉากบู๊ โดยเข้าใจมุมกล้องที่กำลังถ่ายทำ และ สามารถรับมือกับสื่อมวลชนที่เข้ามาได้เป็นอย่างดี

ความสามารถเหล่านี้มีอยู่ในตัวของนักมวยปล้ำระดับสูงของ WWE มันจึงเป็นเรื่องง่ายที่พวกเขาจะเข้าสู่วงการภาพยนตร์ เมื่อเริ่มอิ่มตัวกับความสำเร็จในวงการมวยปล้ำ และสามารถรับบทบาทสำคัญในภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่อย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ โรมัน เรนส์ (Roman Reigns) นักมวยปล้ำเชื้อสายซามัว หน้าตาของ WWE คนปัจจุบัน ที่รับบทบาทในเรื่อง ฮ็อบส์ แอนด์ ชอว์ (Hobbs & Shaw) ภาพยนตร์ทุนสร้าง 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อปีที่ผ่านมา แม้จะไร้ประสบการณ์แสดงก่อนหน้านี้

 

มวยปล้ำคือการแสดง

อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญ ที่ผลักดันมวยปล้ำไปสู่งวงการบันเทิง คือรากฐานของ WWE ที่มองมวยปล้ำไม่ใช่แค่กีฬา แต่เป็นธุรกิจที่ต้องการหารายได้จากทรัพยากรที่อยู่ในมือ เมื่อเห็นนักมวยปล้ำกำลังไปได้สวยในฮอลลีวูด WWE จึงเป็นฝ่ายวิ่งเข้าหาวงการภาพยนตร์เสียเอง ในทศวรรษ 2000’s

WWE Films หรือ WWE Studios คือธุรกิจย่อยของ WWE ในรูปแบบสตูดิโอภาพยนตร์ โดยมีวิธีการทำงานคือ เข้าไปร่วมมือกับนายทุนรายย่อย เช่น ค่าย Liongates และ Samuel Goldwyn Films เพื่อผลิตหนังป้อนเข้าไป โดยใช้นักมวยปล้ำเป็นตัวละครหลักของเรื่อง

ภาพยนตร์ที่ชาวไทยรู้จักกันดีอย่าง See No Evil, The Marine, The Condemned และ 12 Rounds คือภาพยนตร์ที่ WWE Studios เป็นผู้สร้าง โดยมีนักมวยปล้ำชื่อดังไม่ว่าจะเป็น จอห์น ซีนา, เคน (Kane) หรือ “สโตน โคลด์” สตีฟ ออสติน (Stone Cold Steve Austin) ร่วมแสดงในหนังดังกล่าวด้วยบทตัวละครนำ3ba5465a80319f1586fe66a0f3df80f5

WWE Studios ประสบความสำเร็จอย่างมากในธุรกิจภาพยนตร์ นับตั้งแต่ปี 2013-2017 พวกเขามีส่วนร่วมสร้างหนังไม่ต่ำกว่าปีละ 6 เรื่องต่อปี การสร้างภาพยนตร์จำนวนมากขึ้น จึงเปิดโอกาสให้นักมวยปล้ำระดับกลาง ที่ไม่ได้รับความสนใจจากสตูดิโอใหญ่ ได้มีโอกาสชิมลางในวงการภาพยนตร์

การพัฒนาทักษะการแสดงของนักมวยปล้ำเหล่านี้ ช่วยปูทางให้ WWE มีเนื้อหาเพื่อความบันเทิงในรูปแบบรายการทีวี แยกออกมาจากรายการมวยปล้ำปล้ำรายสัปดาห์ตามปกติ เช่นรายการ Total Divas หรือ Miz & Mrs. โดยรายการหลังสามารถทำยอดผู้ชมเฉลี่ยในซีซั่นแรก มากถึง 1 ล้านวิวต่อตอนmaxresdefault (1)

WWE ยังมีรายการพิเศษมากมายทางช่อง WWE Network ที่ได้รับความนิยมมากคือ Southpaw Regional Wrestling รายการที่นำเสนอเรื่องราวของค่ายมวยปล้ำปลอมในยุค 80’s โดยนำนักมวยปล้ำมารับบทบาทที่แตกต่าง เช่น จอห์น ซีนา ที่รับบทผู้ประกาศข่าว หรือ เอเจ สไตล์ ในบทบาทของมาลิบู อัล เจ้าของเต้นท์รถมือสอง ที่มาลงโฆษณากับค่าย Southpaw

การผันตัวเข้าสู่วงการบันเทิงของ WWE คือหนึ่งในแนวทางปฏิรูปมวยปล้ำสู่กีฬาเพื่อความบันเทิงอย่างเต็มตัว ส่งผลนักมวยปล้ำต้องเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์จากนักกีฬา กลายเป็นนักแสดงที่สามารถมอบความบันเทิงให้กับแฟนคลับของ WWE ได้หลากหลายวิธี

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อนักมวยปล้ำเหล่านี้ จึงมีส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มความสามารถ และปรับปรุงภาพลักษณ์ของนักมวยปล้ำใน WWE ให้ดีราวกับนักแสดง ส่งผลให้กำแพงที่ขวางกั้นนักมวยปล้ำจากวงการบันเทิง พังทลายลงในที่สุด

เจย์ เจย์ โอโคชา นักฟุตบอลแอฟริกา ที่ได้รับการยกย่องน้อยกว่าความเป็นจริง

“ผมชอบที่จะโชว์ทักษะของผมในสนาม คุณสามารถทำให้นักเตะคู่แข่งดูโง่ได้”

 

แม้ว่าปัจจุบัน นักเตะจากแอฟริกา จะมีภาพจำในแง่ความดุดันและเต็มไปด้วยพละกำลัง แต่ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ก็มีผู้เล่นเชิงเทคนิคจากแอฟริกาจำนวนไม่น้อย ที่ก้าวขึ้นมาสร้างความตื่นตาให้โลกลูกหนัง 

ออกุสติน เจย์ เจย์ โอโคชา อดีตเพลย์เมกเกอร์ทีมชาติไนจีเรียคือหนึ่งในนั้น เขาเปี่ยมไปด้วยทักษะ และความสามารถเฉพาะตัว ที่เล่นงานคู่แข่งจนหัวหมุน สมราคานักเตะที่สวมหมายเลข 10 

อย่างไรก็ดี เขากลับได้รับการยกย่องน้อยกว่าความเป็นจริง เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? ร่วมติดตามไปพร้อมกับเรา

 

สร้างชื่อตั้งแต่วัยละอ่อน

เส้นทางสายลูกหนังของ โอโคชา ดูเหมือนจะเริ่มต้นตั้งแต่เขาลืมตาดูโลก เมื่อเขาเกิดมาในครอบครัวที่ชื่นชอบในกีฬาฟุตบอล กีฬายอดนิยมของของไนจีเรีย 

“มันเป็นเหมือนศาสนาในประเทศของผม มันรวมให้คนทั้งประเทศเป็นหนึ่งเดียว ถ้าฟุตบอลไปได้ดี หลังจากนั้นทุกสิ่งก็จะดี มันเป็นมากกว่าเกมการแข่งขัน มากกว่ากีฬา มันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของเรา” โอโคชากล่าวกับ FIFA.com 

ทำให้ตั้งแต่เด็กๆ เขาและพี่ชายมักจะหาเวลาออกไปเล่นฟุตบอลตามข้างถนนทุกครั้งที่มีโอกาส แต่ด้วยความที่ ครอบครัวของเขาไม่ได้มีฐานะร่ำรวย จึงต้องหาเศษวัสดุมาม้วนพันเป็นก้อนกลม ใช้แทนลูกฟุตบอลอยู่เสมอ images

“เท่าที่ผมจำได้ ผมเคยเล่นลูกบอลมาทุกรูปแบบ ด้วยการเอาสิ่งที่อยู่รอบตัวที่หาได้มาทำเป็นลูกบอล นั่นคือโบนัส ผมหมายความว่ามันมหัศจรรย์มาก” โอโคชาย้อนความหลังกับ BBC 

ก่อนที่มันจะช่วยขัดเกลาให้เขากลายเป็นผู้เล่นจอมเทคนิค และเพียงอายุ 16 ปี ความสามารถของโอโคชาก็เริ่มเป็นที่รู้จัก หลังโชว์ทีเด็ดในสีเสื้อ อีนูกู เรนเจอร์ส ด้วยการลากเลื้อย ก่อนจะยิงประตูผ่านมือ วิลเลียมส์ ออคปารา อดีตผู้รักษาทีมชาติไนจีเรียของ บีบีซี ไลออนส์

แต่นั่นก็คือเวทีบทแรกเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้มาค้าแข้งในยุโรปด้วยความบังเอิญ 

มันเริ่มจากช่วงหน้าร้อนในปี 1990 เมื่อ โอโคชา อยากเห็นว่าฟุตบอลของแชมป์โลกเป็นอย่างไร จึงขอติดตาม เบเนบิ นูมา เพื่อนของพี่ชาย มาเที่ยวและชมเกมการแข่งขันฟุตบอลที่เยอรมัน 

ในตอนระหว่างนั้น นูมา เล่นให้กับ โบรุสเซีย นอยน์เคียร์เชิน ทีมระดับ 3 ของลีกเยอรมัน อยู่แล้ว เขาจึงชวนโอโคชาไปซ้อมด้วยเพื่อฆ่าเวลาระหว่างรอ แต่ด้วยฝีเท้าที่โดดเด่น ทำให้เขาถูกโค้ชของทีมชวนมาทดสอบฝีเท้า ก่อนจะได้รับสัญญาอาชีพ 4xYk9kpTURBXy9kYzFmZTIzMjc5YjhjOTc1MmMxMjc3ZjM3MGQ3OGQ3My5wbmeSlQMABs0Cds0BYpUCzQMHAMPDgqEwAaExAQ

และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของตำนาน เพราะหลังจากนั้นไม่นาน เขาได้ย้ายไปเล่นให้ทีมในลีกสูงสุดอย่าง ไอน์ทรัค แฟรงต์เฟิร์ต ก่อนจะย้ายไปค้าแข้งให้กับทีมดังมากมายในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เฟเนร์บาห์เช ของตุรกี, ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในลีกฝรั่งเศส หรือ โบลตัน วันเดอเรอร์ส ในแดนผู้ดี 

แน่นอนว่าทุกที่ที่เขาไป ล้วนสร้างปรากฎการณ์ได้เสมอ 

 

พ่อมดลูกหนัง 

โอโคชาคือผู้เล่นที่เกิดมาเพื่อเป็นนักเตะหมายเลข 10 ตัวจริง เขาเป็นนักเตะที่เต็มไปด้วยความสามารถเฉพาะตัว และเทคนิคแพรวพราว โดยเฉพาะการเลี้ยงบอล ทำให้ทุกครั้งที่เขาได้ลงสนาม ผู้คนจะได้เห็นลีลาการเล่นที่ตื่นตาจากเขา 

“ผมชอบที่จะโชว์ทักษะของผมในสนาม คุณสามารถทำให้นักเตะคู่แข่งดูโง่ได้” โอโคชาอธิบาย 

แน่นอนว่าเบื้องหลังความสามารถของเขาล้วนมาจากชีวิตในวัยเด็ก เพราะการต้องเล่นในพื้นที่แคบๆ ริมถนน บวกกับการต้องใช้ทักษะในการควบคุมบอลประดิษฐ์ ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ว่าจะกระดอนไปทางไหน ทำให้เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ 

“วิธีที่ผมได้เรียนรู้ในการเล่นฟุตบอลคือออกไปเล่น และสนุกกับตัวเอง ผมไม่รู้ว่าวันหนึ่งผมจะได้เป็นผู้เล่นอาชีพ” โอโคชากล่าวกับ Independent  

“ที่ยุโรปมันต่างออกไป พวกเขาเล่นให้กับสโมสรตั้งแต่อายุ 9 ขวบ แต่ที่แอฟริกา มันไม่มีโอกาสนั้น เราแค่เล่นเพื่อสนุกกับมัน”  

“มันกลายเป็นที่ที่ผมได้เรียนรู้การพลิกแพลงและเทคนิคของผม การได้ทำแบบนั้นในสนามแย่ๆ ก็ช่วยผมเช่นกัน” 

และมันก็กลายเป็นอาวุธที่ใช้เล่นงานคู่แข่งจนหัวปั่น นักเตะหลายคนต้องตกเป็นเหยื่อของเขา ไม่เว้นแม้แต่ โอลิเวอร์ คาห์น ยอดผู้รักษาประตูระดับตำนานของเยอรมัน

มันเกิดขึ้นในปี 1993 ปีที่สองในบุนเดสลีกาของดาวเตะชาวไนจีเรีย ในขณะที่ แฟรงค์เฟิร์ต นำ คาร์ลสรูห์ อยู่ 2-1 ในช่วงท้ายเกม โอโคชา ได้บอลในกรอบเขตโทษ ก่อนจะจัดการล็อกหลบ คาห์น ถึงสองครั้งซ้อน แล้วล็อกหลบกองหลังคู่แข่งกลับไปกลับมาจนตามไม่ทัน ก่อนจะอาศัยจังหวะนั้นซัดผ่านมือคาห์นเข้าไป 

“ผมยังมึนหัวอยู่เลย” คาห์น กล่าวแบบติดตลกผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวในเวลาต่อมา

ประตูดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำให้ มันได้รับเลือกเป็นประตูยอดเยี่ยมของบุนเดสลีกาแห่งฤดูกาลในปี 1993 เพราะประตูนี้ยังได้รับการยกย่องในฐานะหนึ่งในประตูที่สวยที่สุดในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกาอีกด้วย 

นอกจากนี้ เขายังเป็นเจ้าของสถิติเลี้ยงบอลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก หลังเลี้ยงบอลไปถึง 52 ครั้งในเกมนัดประเดิมสนามที่พบกับอิตาลี ในศึกเวิลด์คัพ 1994 ที่สหรัฐอเมริกา 

ในขณะเดียวกัน โอโคชา ยังเป็นเพลย์เมกเกอร์ที่ครบเครื่อง เพราะนอกจากจะสร้างสรรค์เกมจ่ายบอลให้เพื่อนทำประตูได้แล้ว เขายังยิงประตูได้อย่างเฉียบคม ทั้งเท้าซ้ายและเท้าขวา และสถิติ 85 ประตูในชีวิตการค้าแข้งก็พิสูจน์เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี 

นอกจากนี้เขายังเป็นนักเตะที่ยิงฟรีคิกได้อย่างยอดเยี่ยมโดยเฉพาะระยะ 25 หลาลงมา ที่มันกลายเป็นหนึ่งในอาวุธที่เล่นงานคู่แข่งมากแล้วนักต่อนัก โดยเฉพาะตอนที่ค้าแข้งในตุรกี เมื่อ 36 ประตูที่เขาทำได้ในสีเสื้อของ เฟเนร์บาห์เช เกิดจากลูกฟรีคิกถึง 9 ลูก 

แต่ที่เป็นที่จดจำที่สุดน่าจะเป็นฟรีคิกในเกมคาร์ลิงคัพรอบรองชนะเลิศ กับ แอสตัน วิลลา ในฤดูกาล 2003-2004 สมัยที่โอโคชาค้าแข้งอยู่กับ โบลตัน 

ในเกมนั้น โอโคชา เบิกประตูให้ โบลตันไปแล้วตั้งแต่ต้นเกมจากลูกฟรีคิก ก่อนที่เขาจะมีโอกาสอีกครั้งในนาทีที่ 80 เมื่อมาได้ฟรีคิกเยื้องไปทางซ้ายของกรอบเขตโทษ และเขาก็ไม่พลาดโอกาสนั้น หลังจัดการตะบันไซด์ก้อยเสียบเสาเข้าไปอย๋างงดงาม

สิ่งเหล่านี้ทำให้โอโคชา ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในทุกสโมสรที่ค้าแข้ง เขากลายเป็นสีสันให้กับทุกทีมที่ไป 

อย่างไรก็ดี เขากลับไม่ได้รับการยกย่องในระดับโลกเท่าที่ควร เพราะอะไร? 

 

ราชันไร้มงกุฏ 

แม้ว่าโอโคชา จะเป็นนักเตะที่มีประสบการณ์โชกโชน หลังเริ่มต้นค้าแข้งในยุโรปตั้งแต่อายุยังน้อย และผ่านการเล่นให้กับทีมในหลากหลายประเทศ แต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่ค่อยได้รับการยอมรับในระดับโลก การไม่ได้พิสูจน์ตัวเองกับทีมใหญ่ในท็อปลีกของยุโรป 

เพราะหากไล่เรียงทีมในลีกใหญ่ที่โอโคชา เคยลงเล่น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นทีมระดับกลางของลีกในตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็น แฟรงค์เฟิร์ต หรือ โบลตัน ที่ไปไกลที่สุดคือการลุ้นตำแหน่งพื้นที่สโมสรยุโรปเท่านั้น 

จริงอยู่ที่เขาเคยเล่นให้กับทีมใหญ่ของประเทศอย่าง เปเอสเช หรือ เฟเนร์บาห์เช แต่สถานะของลีกฝรั่งเศสและตุรกี ในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเพียงแค่ลีกเกรดบีของยุโรป ทำให้แม้ว่าเขาจะทำผลงานได้ดีแค่ไหน ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับอยู่ดี  

“บางทีความรั้นของผมที่พยายามพิสูจน์อะไรบางอย่าง ที่ไม่ได้มีราคาอะไร ทำให้ผมไม่มีโอกาสได้เซ็นกับสโมสรใหญ่” โอโคชากล่าวกับ OmaSportD2iOpvmWkAAAXmN

นอกจากนี้ การที่เขาไม่เคยคว้าแชมป์ระดับเมเจอร์ ก็ยังเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาไม่ค่อยได้รับการยกย่อง เขาแทบไม่มีผลงานที่จับต้องได้ตอนอยู่ แฟรงค์เฟิร์ต ส่วนตอนที่เล่นในตุรกี ก็คว้ามาได้เพียงแค่ถ้วยนายกรัฐมนตรี ที่เป็นเพียงถ้วยซูเปอร์คัพ

ในขณะที่ในสีเสื้อ โบลตัน ที่ว่ากันว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดในชีวิตอาชีพของ โอโคชา เขาทำได้ดีที่สุดแค่ตำแหน่งรองแชมป์ลีกคัพ เช่นเดียวกับในทีมชาติ แม้จะพาทีมเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกถึง 3 สมัย แต่ไปไกลที่สุดแค่รอบ 16 ทีมสุดท้ายเท่านั้น 

ทำให้เกียรติยศที่ดูเป็นชิ้นเป็นอันที่สุด คือแชมป์ แอฟริกัน เนชั่นคัพ ในปี 1994 และเหรียญทองโอลิมปิก ในปี 1996 แต่ก็เป็นช่วงเวลา 6 ปีแรกในชีวิตนักเตะอาชีพ ซึ่งหมายความว่าในอีก 12 ปีหลังจากนั้น เขาแทบไม่ได้แตะความสำเร็จอะไรอีกเลย 

“เปเอสเช ไม่ได้เป็นสโมสรเล็ก เฟเนร์บาห์เช ก็ไม่เล็กสำหรับตุรกี ไอน์ทรัค แฟรงต์เฟิร์ต ก็ไม่ใช่สโมสรเล็ก แต่มันอิงจากการที่ผมไม่ได้คว้าแชมป์อะไรกับสโมสรเหล่านี้” โอโคชากล่าวต่อ jobeerman

“ผมสามารถพูดได้ว่า ผมอยู่ที่นั่นในช่วงเวลาที่ผิด” 

ทำให้ตลอดชีวิตการค้าแข้ง นอกจากตำแหน่งนักเตะเตะยอดเยี่ยมแห่งปีไนจีเรีย 7 สมัย และนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของโบลตัน เขาแทบจะไม่ได้รับรางวัลในระดับทวีป หรือระดับโลกอย่างเป็นทางการแม้แต่รายการเดียว 

ที่ใกล้เคียงที่สุดคือการคว้าอันดับ 2 นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปแอฟริกาในปี 1998 และนักเตะทวีปแอฟริกาแห่งปีของ BBC 2 สมัย 2003 และ 2004 

อย่างไรก็ดี เขาไม่เคยเสียใจกับสิ่งที่ผ่านมา 

 

มรดกแก่คนรุ่นหลัง 

“ถ้ามองย้อนกลับไป ผมเห็นว่าผมมักจะสร้างชื่อในทุกทีที่ไป ผมเปิดประตูรับรุ่นต่อไปเสมอ และนั่นก็คือภารกิจของผม” โอโคชากล่าวกับ OmaSport

“คุณอาจจะเห็นความสำเร็จในวิธีที่ต่างออกไป แต่สำหรับผม ผมได้หลงเหลือมรดกในทุกที่ที่ผมค้นพบตัวเอง ซึ่งผมคิดว่ามันมีขนาดในระดับหนึ่ง ผมทำมันสำเร็จ”nigeria-94-austin-jay-jay-okocha_gcxqi91cz4tm1grwx550oio8w

จริงอยู่ที่ โอโคชา อาจจะไม่ได้คว้าแชมป์อะไรมากมาย เป็นชิ้นเป็นอัน เมื่อเทียบกับผลงานที่โดดเด่นในสนาม แต่อดีตกัปตันทีมชาติไนจีเรีย ก็มีความสุขที่ชีวิตของเขาดำเนินมาในรูปแบบนี้ 

เพราะทุกที่ที่เขาได้ผ่านไป เขาได้ทิ้งมรดกเอาไว้มากมายให้แก่คนรุ่นหลัง ไม่ว่าจะเป็นครั้งหนึ่งที่เคยเป็นพี่เลี้ยงให้กับ โรนัลดินโญ หรือช่วยยกระดับโบลตัน จากทีมหนีตกชั้น มาเป็นทีมลุ้นพื้นที่สโมสรยุโรป 

“ผมไม่เสียใจในสิ่งที่ผมทำในพรีเมียร์ลีก ผมคงจะเสียใจสำหรับช่วงเวลาในอังกฤษหากผมไม่ทิ้งมรดกเอาไว้ บางคนอาจจะโชคดีพอที่อยู่ถูกที่ถูกเวลา แม้ว่าจะไม่ได้ลงเล่นมากนัก แต่พวกเขาก็คว้าแชมป์” โอโคชากล่าวกับ Goal 

“แต่สิ่งสำคัญที่สำหรับผมคือโอกาสที่ได้มา ผมคิดว่าผมเพิ่มโอกาสของผมได้มากที่สุดที่โบลตัน ด้วยการเปลี่ยนความคิดของผู้คนตอนที่ผมมาถึงจนกระทั่งผมจากไป” 

“โบลตันเป็นหนึ่งในทีมที่น่าจะตกชั้นตอนที่ผมมาถึง แต่เราก็พาสโมสรไปอีกระดับหนึ่ง แม้ว่าผมจะไม่มีโอกาสได้เล่นยูโรปาลีกครั้งแรกของเรา” 

“ดังนั้นเมื่อมองย้อนกลับไปในสิ่งที่ผมได้รับจากโบลตัน ผมคิดว่ามันทำให้ผมมีความสุข เพราะว่าเราไม่เคยถูกคาดหมายว่าจะไปคว้าแชมป์” 

ในขณะเดียวกันเขายังไม่เคยเสียใจกับเส้นทางที่เขาเลือก กลับกันมันยังทำให้เขาภาคภูมิใจในสิ่งที่ทำลงไป ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่เขายึดถือมาตลอดจนวันสุดท้ายที่แขวนสตั๊ด Jayjay-Okocha-ourlegacywaynew-e1556028484547-1300x976

“ผมไม่เคยเสียใจ ผมคิดว่าผมได้ทำเต็มที่แล้วเพื่อชนะรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีแอฟริกา แต่ผมต้องเชิดหน้าและตระหนักว่าในชีวิตคนเรา คุณจะไม่ได้ในสิ่งที่ควรได้หรือคาดหวัง” โอโคชากล่าวกับ OmaSport

ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางคนความสำเร็จอาจจะตัดสินกันด้วยจำนวนแชมป์ที่คว้ามาได้  หรือการยิงประตูได้มากมาย แต่ไม่ใช่สำหรับ โอโคชา เพราะสำหรับเขา แค่การได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพก็ถือว่าประสบความสำเร็จมากแล้ว ที่ทำให้เขาได้รับการจดจำในฐานะหนึ่งในนักเตะหมายเลย 10 ที่ดีที่สุดที่แอฟริกาเคยมีมา 

“พูดตามตรง ผมไม่เสียใจ เมื่อนึกถึงการเริ่มต้นอย่างยากจนของผม ผมไม่คิดว่าผมจะได้เล่นให้ทีมชาติ ผมไม่เคยคิดว่าผมจะมีชีวิตนักฟุตบอล 18 ปีในยุโรป จากศักยภาพที่ผมมีในฐานะนักฟุตบอล” 

“เมื่อมองย้อนกลับไป ผมอาจจะคิดว่าควรทำอะไรได้มากกว่านี้ แต่พูดตามตรง ผมไม่เคยเสียใจ”

 

โอกาสครั้งสำคัญ การฉายแสงของ ‘อีสปอร์ต-เกมมิ่ง’ ท่ามกลางวิกฤติโลก

“โลกทั้งใบแทบหยุดนิ่ง” คือสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ COVID-19 เกิดการระบาดใหญ่ไปทั่วโลก จนมีผู้ติดเชื้อหลายแสน กับผู้เสียชีวิตอีกหลายหมื่น

 

วงการกีฬาเองก็เช่นกัน เพราะ COVID-19 ทำให้การแข่งขันแทบทุกชนิดกีฬาทั่วทุกมุมโลกต้องหยุดชะงัก บ้างเลื่อน บ้างยกเลิก และบ้างก็ต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบไป 

แต่ท่ามกลางความเงียบงันและมืดมิด กลับมีแสงสว่างและเสียงอึกทึกเล็กๆ ดังขึ้นในโลกออนไลน์ เมื่อการแข่งขันเกม หรือ อีสปอร์ต กลายเป็นที่นิยม และมีคนติดตามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แต่กระแสความนิยมที่เติบโตสวนกระแสโลกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

 

อีสปอร์ตก็กระทบ (จริงๆ นะ)

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะไปถึงตรงจุดนั้น เราคงต้องชี้ให้เห็นถึงความจริงประการหนึ่งว่า อีสปอร์ต ตลอดจนวงการเกมเอง ก็ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 เช่นเดียวกับวงการกีฬา และวงการอื่นๆdota-2-the-international-6

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ คือการแข่งขันอีสปอร์ตของเกมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Dota 2, FIFA, LoL (League of Legends), RoV หรือเกมอื่นๆ ต่างก็ต้องงดเว้นการจัดแข่งขันรอบออฟไลน์ หรือรอบที่ทีมแข่งขันจะมาประจันหน้า ขึ้นดวลในสถานที่เดียวกัน ซึ่งเป็นรอบที่สามารถเรียกผู้ชมเข้าสนามแข่งขันได้ไม่ต่างกับการแข่งขันกีฬาอื่นๆ ไว้ก่อน 

โดยมาตรการรับมือกับสถานการณ์นั้นก็มีหลากหลาย บ้างก็ตัดสินใจเลื่อนการแข่งขัน บ้างก็ปรับรูปแบบการแข่งขันเป็นรอบออนไลน์ ซึ่งแต่ละคนจะแข่งกันในสถานที่ของตน ซึ่งเป็นรูปแบบที่เราจะได้พบกันบ่อยในรอบแรกๆ ของแต่ละทัวร์นาเมนต์ และก็มีหลายงานที่ต้องยกเลิกการแข่งขันไปเลย 

ไม่เพียงเท่านั้น เกม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำของอีสปอร์ต ยังได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะงานเกมโชว์หลายๆ งานต้องถูกเลื่อน หรือไม่ก็ยกเลิกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง E3 งานโชว์เกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกที่มีขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน ซึ่งมักจะเป็นงานแรกของการเปิดตัวเกมดังๆ ที่มีคิวจะออกจำหน่ายในช่วงปลายปีอีกด้วยนั้น ก็ต้องยกเลิกการจัดงานในปี 2020 เป็นที่เรียบร้อย

แม้เกมจะยังสามารถออกจำหน่ายได้ตามปกติ รวมถึงการแข่งขันอีสปอร์ตยังเดินหน้าต่อไปได้ผ่านการแข่งขันในระบบออนไลน์ แต่การขาดอีเวนท์ที่สามารถเรียกผู้ชม รวมถึงสปอนเซอร์ได้อย่างมากมายมหาศาลไป ถึงตอนนี้ก็เริ่มมีการวิเคราะห์แล้วว่า รายได้จากวงการอีสปอร์ตทั่วโลก ที่มีแนวโน้มว่าจะแตะหลัก 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2020 คงจะเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน ซึ่งสาเหตุนั้น ก็มาจาก COVID-19 นั่นเอง

 

ความคึกคักกลางความเงียบงัน

แม้รายได้จากวงการอีสปอร์ตส่อเค้าว่าจะไม่บรรลุเป้าหมาย 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงเวลานี้ คือ วงการเกมที่คึกคักยิ่งกว่าเดิม

ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ Steam แพลตฟอร์มเล่นเกมบนคอมพิวเตอร์ หรือ PC ที่ใหญ่และได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก เพราะในช่วงที่คนทั่วโลกต้องอยู่บ้าน แทบจะออกไปไหนไม่ได้ ตามนโยบายระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับหรือแพร่กระจายเชื้อ COVID-19 หนึ่งในกิจกรรมความบันเทิงที่สามารถทำได้นั้น คือการเล่นเกม และนั่นทำให้มีผู้เข้า Steam เพื่อเล่นเกมต่างๆ มากกว่า 20 ล้านคนทั่วโลกในช่วงเวลาเดียวกัน มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ไม่เพียงแค่การเล่นเท่านั้น การดูคนเล่นเกมผ่านการสตรีมมิ่ง (Streaming) หรือ “แคสเกม” ก็ได้รับความนิยมเช่นกัน โดยใน Twitch โซเชียลมีเดียสายเกมมิ่งอันดับ 1 ของโลกนั้น มียอดผู้ชมในขณะเดียวกันโดยเฉลี่ยมากถึง 1.43 ล้านคนต่อวัน มากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2019 ถึง 12% เลยทีเดียว

การเล่นเกม รวมถึงรับชมการเล่นเกม ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของอีสปอร์ต กลายเป็นที่นิยมในเวลานี้ได้อย่างไร? คอนราด เวียเชค หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์และให้คำปรึกษาของ Sportcal บริษัทที่ปรึกษาการตลาดในวงการกีฬา ให้มุมมองว่าhow-to-stream-android-to-twitch-hero

“ปัจจุบันการแข่งขันกีฬาทั่วทุกมุมโลกถูกยกเลิกไม่ก็เลื่อนแข่งออกไป ซึ่งนี่ถือเป็นโอกาสสำคัญของอีสปอร์ต ในการสร้างตัวตนของพวกเขาในหมู่ของแฟนกีฬา ที่ปกติจะเสพคอนเทนท์ในลักษณะอื่นเลยครับ เพราะหนึ่งในจุดเด่นที่สำคัญเลยก็คือ ชุมชนอีสปอร์ตเอง ก็จะมีการจัดทัวร์นาเมนต์ของเกมต่างๆ ในระบบออนไลน์อยู่เสมอเพื่อความต่อเนื่อง ซึ่งแม้แต่ในสถานการณ์ของโลกที่เป็นอยู่ ณ ตอนนี้ อีสปอร์ตเองก็สามารถทำได้ ต่างจากกีฬาทั่วไปที่ตอนนี้ทำไม่ได้ง่ายๆ แล้วนั่นเอง”

“และเนื่องจากปฏิทินกีฬาของโลกที่พังทลายไปแล้วในตอนนี้ นี่คือโอกาสสำคัญที่อีสปอร์ตจะได้มีพื้นที่สื่อ เพราะสถานีต่างๆ ก็จำเป็นต้องหาคอนเทนท์มาลงเพื่อให้ตารางเวลาเต็ม ยิ่งบวกกับกระแสอีสปอร์ตที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้ว การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส เราอาจจะได้เห็นมูลค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดของอีสปอร์ตเพิ่มขึ้นในเร็วๆ นี้ด้วยครับ”

 

เวทีปล่อยของ

ย้อนกลับไปยังคำพูดของ คอนราด เวียเชค ข้างต้น เสน่ห์อย่างหนึ่งของอีสปอร์ตและเกมมิ่งคือ ขอแค่มีเกมที่อยากเล่นและเครื่องเล่นรองรับ รวมถึงระบบอินเตอร์เน็ตที่เสถียร คุณก็สามารถเข้าสู่การแข่งขันเพื่อผ่อนคลายตัวเองจากความตึงเครียดของการได้รับข่าวสาร หรือช่วงชิงความเป็นหนึ่งในโลกเสมือนได้ตามใจibai-RoKuJxy8sQuJcf7WdRc5j0H-624x385@El Correo

และในเมื่อการแข่งขันกีฬาตามปกติต้องหยุดชะงักเช่นนี้ จะมีอะไรที่น่าดูไปกว่าการแข่งขันกีฬาบนโลกเสมือน ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้เห็นหลายการแข่งขันกีฬา ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ ด้วยการแข่งขันกีฬาดังกล่าวตามปกติ เพียงแต่แทนที่จะลงสนามแข่งขันจริง ก็หันมาต่อสู้กันในเกมแทน

หนึ่งในตัวอย่าง คือ ลาลีกา ลีกฟุตบอลสูงสุดของประเทศสเปน ที่จับมือกับ ธนาคาร Santander สปอนเซอร์หลักของการแข่งขัน, สถานีโทรทัศน์ Movistar Plus ผู้ถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด และ “Ibai” หรือชื่อจริง อิไบ ยานอส (Ibai Llanos) คนดังแห่งวงการอีสปอร์ตของสเปน จัดการแข่งขันเกม FIFA 20 ที่มาพร้อมกับความพิเศษ นำเอานักเตะตัวจริงจากสโมสรต่างๆ ในลาลีกาฤดูกาล 2019-20 จับจอยเล่นทีมต้นสังกัดของตน เพื่อหาว่า นักเตะคนใด และทีมไหนจะครองความเป็นหนึ่ง รวมถึงยังเป็นการระดมทุนเข้าองค์การ ยูนิเซฟ อีกด้วย

ผลปรากฎว่า มีนักเตะจากทุกสโมสรอาสาที่จะเป็นตัวแทนของทุกทีม ก่อนที่สุดแล้ว จะมี 18 จาก 20 ทีมลงทำการแข่งขัน … ที่หายไป 2 ทีม ไม่ใช่ว่านักเตะคนนั้นป๊อดแต่อย่างใด ทว่าเนื่องจาก บาร์เซโลน่า และ มายอร์ก้า เป็น 2 สโมสรที่มีเกม PES (Pro Evolution Soccer) ของ Konami คู่แข่งสำคัญของ FIFA จากค่าย EA Sports เป็นพาร์ทเนอร์ 

“เราได้นักกีฬาระดับหัวแถวที่รักในการแข่งขันมา และถึงแม้ว่านี่จะเป็นการแข่งเพื่อการกุศล ทุกคนก็หวังที่จะชนะอยู่ดี” นี่คือคำยืนยันจาก อัลเฟรโด เบอร์เมโย หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ดิจิตัลของ ลาลีกา ที่เสริมด้วยว่า นักเตะบางคน เครียดกับการแข่งเกม FIFA มากยิ่งกว่าการลงสนามเตะจริงๆ เสียอีก

และการแข่งขันตลอด 3 วัน ซึ่งมีการถ่ายทอดสดไปทั่วโลก ก็เต็มไปด้วยสีสัน มีการทำประตูเกิดขึ้นแบบถล่มทลาย ก่อนที่สุดท้าย มาร์โก อเซนซิโอ จะนำ เรอัล มาดริด ต้นสังกัดของเขาคว้าแชมป์ โดยสามารถระดมทุนให้แก่ ยูนิเซฟ ได้มากถึง 142,000 ยูโร หรือราว 5.1 ล้านบาทเลยทีเดียว 

แต่ไม่ใช่แค่วงการฟุตบอลเท่านั้น ที่คึกคักกับอีสปอร์ตในช่วงต้องพักการแข่งขัน เพราะวงการความเร็ว หรือ มอเตอร์สปอร์ต ก็เช่นกัน แถมสเกลของผู้เข้าแข่งขัน ยังมหึมากว่าที่ ลาลีกา จัดมากเลยทีเดียว26293110-8142325-image-a-13_1584964168976

เพราะใครจะไปคิดว่า นักแข่ง Formula 1 ในยุคปัจจุบันอย่าง แม็กซ์ เวอร์สตัพเพ่น กับ แลนโด้ นอร์ริส, อดีตนักแข่ง F1 อย่าง ฮวน พาโบล มอนโตย่า กับ นิโก้ ฮัลเคนเบิร์ก, นักแข่งรถจากรายการต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก, นักกีฬาอีสปอร์ต F1, ยูทูบเบอร์สายเกมแข่งรถ, นักฟุตบอลอย่าง ธิโบต์ กูร์กตัวร์ หรือแม้แต่นักกอล์ฟอย่าง เอียน โพลเตอร์ ทั้งหมดจะมารวมตัวเพื่อทำในสิ่งเดียวกัน คือการแข่งรถ แถมยังมีการแข่งขันหลายรายการ หลายเกม ผุดขึ้นมาให้ได้ชมกันอย่างเต็มอิ่มทั้งวัน ซึ่งแม้แต่ทางผู้จัดการแข่งขัน F1 เองก็เอาด้วย

ดาร์เรน ค็อกซ์ ประธานและซีอีโอของ Torque Esports และเว็บไซต์ The Race ที่จัดการแข่งขัน The Race All-Star esports Battle เผยถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาตัดสินใจจัดการแข่งขันรถบนโลกออนไลน์ว่า มาจากข่าวลือที่แพร่สะพัด ถึงการยกเลิกการแข่งขัน F1 รายการ ออสเตรเลียน กรังด์ปรีซ์ สนามเปิดฤดูกาล 2020 ก่อนหน้ากำหนดการแข่งขัน 13-15 มีนาคม เพียงวันเดียวเท่านั้น แถมการตัดสินใจในเบื้องต้น ยังเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการประกาศยกเลิกการแข่งขันจริงๆ เสียอีก

“พอได้ข่าวก็รู้สึกเลยว่า ‘เราต้องทำอะไรสักอย่างให้แฟนๆ ได้มีการแข่งขันดูในวันอาทิตย์’ ผมก็พูดกับคนรอบข้างแบบ ‘ลุยเลย เดี๋ยวผมออกตังค์เอง’ ตอนนั้นเรายังไม่รู้เลยว่าจะมีใครมาแข่งบ้าง สิ่งที่เกิดขึ้นนี่คือสไตล์โบราณแท้ๆ ‘สร้างมันขึ้นมา เดี๋ยวคนก็มาหาเอง’ แล้วนักแข่งก็มาจริงๆ ที่สำคัญคือ ทุกคนที่มา ไม่ได้เรียกร้องเงิน ไม่เรียกร้องอะไรเลย พวกเขามาเพราะอยากแข่งจริงๆ”

ซึ่งจะว่าไป การเล่นเกม ก็ถือเป็นสิ่งที่นักแข่งรถในยุคสมัยนี้คุ้นเคยอยู่แล้ว เพราะการขับแบบเสมือนจริง หรือ Simulation เป็นหนึ่งในสิ่งที่พวกเขาต้องทำ เพื่อทำความคุ้นเคยกับสนามแข่งก่อนลงสนามจริง ยิ่งนักแข่ง F1 สายเลือดใหม่อย่าง แลนโด้ นอร์ริส เป็นหนึ่งในเกมเมอร์ตัวยง และมีแฟนคลับที่ติดตามจากการเล่นเกมอยู่แล้ว ก็ยิ่งทำให้มีคนเข้ามาดูการแข่งขันแบบสดๆ นับแสนนับล้านวิวเลยทีเดียว 

 

ต่อยอดกระแสให้ยั่งยืน

จากสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เห็นได้ชัดว่า ท่ามกลางวงการกีฬาที่แทบจะหยุดนิ่ง แต่อีสปอร์ต รวมถึงวงการเกม ยังสามารถไปต่อได้ ซึ่ง ไมเคิล แพชเตอร์ นักวิเคราะห์จาก Wedbush Securities เชื่อว่า วงการอีสปอร์ตและเกมมิ่ง ยังสามารถเติบโตได้แม้ในภาวะอันลำบากเช่นนี้desktop-20180912-2

“ผมเชื่อว่าที่สุดแล้ว คุณก็จะหาอะไรดูใน Netflix จนเบื่อ แล้วก็ต้องหาอะไรที่ทำให้เกิดความบันเทิงบนโลกอินเตอร์เน็ต นี่แหละคือโอกาสในการเพิ่มฐานผู้ชมอีสปอร์ต มันอาจจะไม่เพิ่มขึ้นถึง 50% แต่ผมว่า ถ้าฐานผู้ชมเพิ่มขึ้น 20% นั้นเป็นไปได้”

และสำหรับแฟนกีฬาที่อยากจะหาอะไรดูในช่วงที่ไม่มีกีฬาอะไรให้ดู เชมัส เบิร์น บรรณาธิการของเว็บไซต์ Byteside ก็แนะนำว่า วิธีการที่จะเข้าถึงอีสปอร์ตได้ง่ายที่สุด แค่เพียงเปิดหู เปิดตา เปิดใจในการรับชมเท่านั้น

“อย่าวิตกกังวลไปหากคุณไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นบนหน้าจอ สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ ฟังผู้บรรยาย แล้วคุณก็จะเริ่มปะติดปะต่อกติกา เรื่องราว และจังหวะของเกมได้เอง”

แน่นอนว่า เมื่อกระแสมาแล้ว หลายคนก็คิดถึงการต่อยอดให้สิ่งที่เป็นอยู่เติบโตยิ่งกว่าเดิม ซึ่งอาจรวมถึงการมีคู่แข่งในวงการเดียวกัน แต่สำหรับ ดาร์เรน ค็อกซ์ เจ้าตัวกลับไม่คิดเช่นนั้น

“สำหรับผมแล้ว นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาสร้างศัตรู แต่ควรเป็นช่วงเวลาที่จะต้องร่วมมือร่วมใจกัน เพราะวงการอีสปอร์ตทั้งในเกมแข่งรถ หรือวงการอื่นๆ ก็เติบโตขึ้นได้ด้วยแนวทางนี้”

“นี่คือเวลาที่เราจะต้องพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งหากเราทำมันให้เติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้ตอนนี้ เราก็อาจจะไม่เห็นการเติบโตแบบยั่งยืนอีกเลย”

โทนี ชูมัคเกอร์ นักฟุตบอลที่ชาวฝรั่งเศสโหวตว่าน่ารังเกียจยิ่งกว่า ฮิตเลอร์

หากเอ่ยถึงบุคคลในประวัติศาสตร์ที่คนฝรั่งเศสไม่ชอบหน้า ชื่อของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ อดีตผู้นำจอมเผด็จการของเยอรมัน น่าจะเป็นชื่อลำดับต้นๆ ที่พวกเขานึกถึง จากการบุกยึดครองฝรั่งเศสในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 

 

อย่างก็ดีในอีก 40 ปีต่อมา กลับมีนักฟุตบอลคนหนึ่งที่ชาวฝรั่งเศสเกลียดยิ่งกว่าอดีตผู้นำพรรคนาซี และ “โทนี ชูมัคเกอร์” ก็คือชื่อของเขา เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ร่วมติดตามไปพร้อมกับเรา

 

เพื่อนบ้านที่ (ไม่ค่อย) เป็นมิตร 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ฝรั่งเศส และ เยอรมนี ถือเป็นหนึ่งในสองชาติมหาอำนาจของยุโรป พวกเขาล้วนเป็นผู้นำทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม มาตั้งแต่อดีต แถมยังเป็นหนึ่งในชาติที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการก่อตั้งสหภาพยุโรป (อียู) 6378462-Germany_France_Border-0

และด้วยความที่ทั้งสองชาติมีพรมแดนที่ติดกัน ทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกันมาตลอด ตั้งแต่ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นสงครามฟรังโก-ปรัสเซีย (ส่วนหนึ่งของเยอรมนีในอดีต) ในช่วงปี 1870-1871 ที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝรั่งเศส หรือสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ฝรั่งเศสถอนแค้นได้สำเร็จ 

อย่างไรก็ดี สงครามโลกครั้งที่ 2 กลับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้ชาวฝรั่งเศสอับอายมากที่สุด 

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ฝรั่งเศสมีความเชื่อมั่นในแสนยานุภาพของตัวเอง จากการสามารถต่อต้านการบุกของเยอรมันได้อย่างเด็ดขาด ทำให้พวกเขาเชื่อว่าตัวเองมีกองทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก 

และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เปิดฉากขึ้น ฝรั่งเศสก็ต้องเผชิญกับการรุกรานของเยอรมนีอีกครั้งภายใต้การนำของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำจอมเผด็จการของพรรคนาซี ซึ่งพวกเขาก็เชื่อว่ากองทัพที่เกรียงไกร น่าจะต้านทานเอาไว้ได้เช่นเคย เพียงแต่ครั้งนี้พวกเขาคิดผิด 

ด้วยยุทธวิธีการรบที่ทันสมัยกว่า ที่ฝรั่งเศสยังยึดติดกับการรบแบบสนามเพลาะ ในขณะที่เยอรมนีใช้รูปแบบ “บลิทซ์ครีค” (Blitzkrieg) หรือสงครามสายฟ้าแลบ ที่เน้นการโจมตีอย่างรวดเร็ว ทั้งภาคพื้นดินและกลางอากาศ 

บวกกับยุโธปกรณ์ทางการรบของฝรั่งเศสที่ด้อยกว่า จากการที่รถถังของพวกเขาเป็นเพียงแค่ยานพาหนะที่สนับสนุนทหารราบ แต่ฝั่งเยอรมนีเป็นรถถังประจัญบาน ทำให้กองทัพฝรั่งเศสถูกตีจนแตกพ่ายในเวลารวดเร็ว

และในวันที่ 25 มิถุนายน 1940 กรุงปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศสก็ถูกยึดครองโดยเยอรมนีอย่างสมบูรณ์ หลังฝรั่งเศสประกาศ “ยกธงขาว” ยอมแพ้ โดยใช้เวลาทั้งสิ้นเพียง 46 วัน ซึ่ง ฮิตเลอร์ ถึงกับเดินทางไปที่ปารีสเพื่อประกาศชัยชนะด้วยตัวเอง 

แม้ว่าส่วนหนึ่งในเหตุผลของการประกาศยอมแพ้ของฝรั่งเศส จะมาจากการประเมินว่ากองทัพไม่สามารถต่อกรต่อสรรพกำลังของนาซีเยอรมันได้ รวมไปถึงไม่อยากให้บ้านเมืองเสียหาย แต่มันกลายเป็นความอับอายของชาวฝรั่งเศส ที่ต้องพ่ายอย่างหมดรูป ในช่วงเวลาไม่ถึง 2 เดือน 

แน่นอนว่าเหตุการณ์นี้ล้วนเป็นสิ่งที่จำฝังใจต่อพวกเขา บวกกับความแค้นในอดีต ทำให้ชาวฝรั่งเศสรู้สึกเกลียดชังชาวเยอรมัน รวมไปถึง ฮิตเลอร์ ผู้นำในตอนนั้น

อย่างไรก็ในอีก 40 กว่าปีต่อมา กลับมีคนที่ชาวฝรั่งเศสเกลียดกว่าผู้นำพรรคนาซี 

 

เกมสุดอื้อฉาว

แม้ว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝรั่งเศส และ เยอรมนี (ตะวันตก) จะจับมือเป็นพันธมิตรกัน และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสหภาพยุโรป หรือ อียู ในปี 1958 แต่ความรู้สึกของความไม่ลงรอยของทั้งคนสองประเทศก็ยังไม่จางหาย 

ก่อนที่มันจะมาปะทุอีกครั้งในปี 1982 เมื่อ ฝรั่งเศส และ เยอรมันตะวันตก ต้องโคจรมาพบกันในรอบรองชนะเลิศในเวิลด์คัพที่สเปน  Djo4E67XcAIfh8R

ในครั้งนั้น ฝรั่งเศส ภายใต้การนำของ มิเชล พลาตินี ทำผลงานได้อย่างน่าเซอร์ไพร์ส ด้วยการทะลุเข้ามาถึงรอบ 4 ทีมสุดท้าย ในขณะที่ เยอรมันตะวันตก เจ้าของแชมป์โลก 2 สมัย (ในขณะนั้น) ที่มี ปิแอร์ ลิตบาร์สกี เป็นตัวชูโรง ก็ไม่น้อยหน้า ฝ่าด่านเข้ามาได้ถึงรอบนี้

เกมนัดดังกล่าวถูกจัดขึ้นที่ รามอน ซานเชซ ปิซฆวน รังเหย้าของ เซบียา ในวันที่ 8 กรกฎาคม 1982 ก่อนที่มันจะกลายเป็นเกมที่ชาวฝรั่งเศสไม่ลืมนักเตะคนหนึ่งไปชั่วชีวิต 

การแข่งขันดำเนินไปตามปกติ เยอรมันตะวันตกเป็นฝ่ายได้เฮก่อนตั้งแต่นาทีที่ 17 เมื่อ เคลาส์ ฟิชเชอร์ ยิงไปติดเซฟของ ฌอง ลุค เอ็ตโตรี บอลมาเข้าทาง ลิตบาร์สกี ยิงสวนให้ฝรั่งเศสออกนำ แต่ทัพตราไก่ก็ไม่ยอมแพ้ เมื่อมาได้จุดโทษใน 10 นาทีต่อมา ก่อนที่ พลาตินี จะรับหน้าที่สังหารเข้าไปเป็นประตู 1-1 และจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นั้น 

ครึ่งหลังในนาทีที่ 50 มิเชล ฮิดัลโก ตัดสินใจแก้เกมด้วยการส่ง ปาทริค บัตติสตอง กองหลัง ลงมาแทน แบร์นาร์ด เก็งกินี แนวรุกที่โดนใบเหลืองไปแล้ว แต่ในอีก 10 นาที เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น 

มันเป็นจังหวะที่ พลาตินี จ่ายบอลให้ บัสติตอง ทะลุช่องขึ้นมายิง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ เฮอราลด์ “โทนี” ชูมัคเกอร์ ผู้รักษาประตูเยอรมันตะวันตก พยายามออกมาปิดมุม ซึ่งจากกล้องในการถ่ายทอดสด ดูเหมือนไม่มีอะไร และเป็นแค่การที่บัตติสตอง ยิงหลุดกรอบออกไปเอง PJ-BV717_SP_FRA_P_20140702175529

แต่ในสนามกลับมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น เมื่อ บัตติสตอง ที่โดนชูมัคเกอร์เข้าปะทะแถวกรอบเขตโทษ ถึงกับนอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้นสนาม เขาแทบไม่ได้สติ จนเพื่อนร่วมทีมเห็นท่าไม่ดี และต้องเรียกเปลสนาม เพื่อนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน 

“เขาไม่มีชีพจรแล้วในตอนนั้น เขาดูซีดมาก” พลาตินีกล่าวกับ Goal ในตอนหลัง 

และจากภาพช้าทำให้เห็นว่า ในจังหวะที่ บัตติสตอง ปะทะกับ ชูมัคเกอร์ ทั้งสองฝ่ายต่างเร่งความเร็วเข้าหากัน และในช่วงเวลาแค่เสี้ยววินาที นายด่านชาวเยอรมันตะวันตก ก็หันสะโพกและใช้ท่อนแขนฟาดไปที่คู่แข่ง 

มันกลายเป็นการปะทะที่น่าสยดสยองครั้งหนึ่งในเกมฟุตบอล เมื่อครั้งนั้น ทำให้ บัตติสตอง ฟักหัก 3 ซี่ ซี่โครงร้าว กระดูกสันหลังเสียหาย ที่ไม่น่าเชื่อว่านี่ไม่ใช่อาการบาดเจ็บที่เกิดจากรถชน แต่เกิดขึ้นในสนามฟุตบอล 

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ บัตติสตอง หมดสติไปราวชั่วโมง และอยู่ในสภาวะโคม่า เขาต้องใช้เวลารักษาตัวเองถึง 6 เดือนกว่าจะกลับมาหายดีเป็นปกติ 

แต่สิ่งที่โหดร้ายที่สุด คือ ชูมัคเกอร์ ดูเหมือนจะไม่มีท่าทีรู้สึกผิดกับเหตุการณ์นี้ 

 

เกลียดกว่าฮิตเลอร์ 

แม้ว่าจะเป็นการปะทะที่น่าสยดยอง แต่แทบไม่น่าเชื่อว่า ฝรั่งเศสไม่ได้ฟาวล์ ไม่ได้ฟรีคิกหรือลูกจุดโทษอะไรเลย แถม ชาร์ล โคเวอร์ ผู้ตัดสินชาวดัตช์ในวันนั้น ยังให้เยอรมันได้ลูกตั้งเตะ และไม่ได้แจกใบแดงหรือแม้แต่ใบเหลืองให้กับ ชูมัคเกอร์อีกด้วย visuel_battiston

“โชคร้ายที่ผมไม่เห็นการชนกัน เพราะว่าผมกำลังตามบอลที่หลุดกรอบออกไป” โคเวอร์ให้สัมภาษณ์กับ L’Equipe เมื่อปี 2012

“ผมเข้าไปถามผู้ช่วยของผมทันทีว่าเห็นเหตุการณ์มั้ย และเขาก็บอกผมว่าในความคิดของเขามันไม่ใช่ความตั้งใจ ดังนั้นผมจึงทำอะไรไม่ได้เลย” 

โคเวอร์ อาจจะอ้างว่าเขามองไม่เห็นเหตุการณ์ในวันนั้น ซึ่งพอเข้าใจได้ว่าเขาอาจจะอยู่ตรงมุมอับพอดี แต่เพราะเหตุใดผู้ช่วยผู้ตัดสินที่อยู่ที่ใกล้ที่สุดจึงมองว่าไม่ใช่ความตั้งใจ ซึ่งเรื่องนี้แม้ปัจจุบันก็ยังไม่มีคำตอบ 

“มันเป็นความอยุติธรรมที่ลึกซึ้ง เราพยายามบอกให้กรรมการเป่าฟาล์ว” อแลง กูร์โยล สมาชิกของทีมในวันนั้นกล่าวกับ Metronews  

“หลังจากนั้นเมื่อเราเห็นสภาพของปาทริค เรากังวลอย่างมากกับสภาพร่างกายของเขา เขาจะตื่นขึ้นมามั้ย ชีวิตเขากำลังเป็นอันตรายหรือเปล่า หลังเหตุการณ์นั้น ทั้งทีมล้วนรู้สึกแย่ เราไม่ได้คิดถึงเกมอยู่พักใหญ่ ไม่ได้มีสมาธิกับมันเลย”

แต่สิ่งที่ทำให้แฟนบอลชาวฝรั่งเศสโกรธแค้นที่สุด คือท่าทีของ ชูมัคเกอร์ เพราะขณะที่ทุกคนกำลังตกใจกับสภาพของบัตติสตอง และพยายามย้ายเขาออกจากสนามโดยเร็ว นายด่านเลือดดอยช์ กลับแทบไม่ได้สนใจอาการคู่แข่งที่เขาเพิ่งทำให้น็อคไป 

ชูมัคเกอร์ ดูเหมือนไม่ได้ยินดียินร้าย เขารีบเอาบอลมาวางที่เส้นหกหลา และยืนเท้าสะเอวด้วยความเบื่อหน่าย ราวกับว่าให้เอาบัตติสตองออกจากสนามไปเสียที 5-1

นอกจากนี้ การที่เขาเซฟได้ถึง 2 ครั้งในช่วงการดวลจุดโทษ ยังช่วยให้ เยอรมันตะวันตก เอาชนะ ฝรั่งเศส เข้าไปชิงชนะเลิศกับ อิตาลี แน่นอน เขากลายเป็นฮีโร่ แต่นั่นก็สำหรับแฟนบอลเยอรมันเท่านั้น เมื่อในตอนนั้น แทบไม่มีใครอยากให้พวกเขาชนะจากเหตุการณ์ที่ชูมัคเกอร์ทำเอาไว้ 

นั่นทำให้  ชูมัคเกอร์ กลายเป็นบุคคลที่ชาวฝรั่งเศสเกลียดมากที่สุด โดยจากการสำรวจของสำรวจของหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส ผู้รักษาประตูเลือดดอยช์ มีคะแนนเป็นอันดับ 1 มากกว่า อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่ตามมาเป็นอันดับ 2 เสียอีก

แถมมันยังสะเทือนไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างเยอรมันและฝรั่งเศส เมื่อความโหดร้ายที่เขากระทำต่อบัตติสตอง ถูกโยงจนเหตุการณ์ที่เยอรมันบุกยึดครองฝรั่งเศส และปลุกกระแสความเกลียดชังต่อเยอรมันในแดนน้ำหอม 

ทำให้หลังฟุตบอลโลก 1982 เฮลมุต ชมิดท์ นายกรัฐมนตรีเยอรมันตะวันตก ถึงขั้นต้องส่งโทรเลขหา ฟรองชัวร์ มิตเตอร์รองด์ ประธานาธิบดีของฝรั่งเศส แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อลดความตึงเครียดระหว่างสองชาติ

“ผมไม่เข้าใจขอบเขตของมัน ผมไม่ได้เป็นคนสนใจการเมืองเลย แต่ทันใดนั้นผมต้องมารับผิดชอบกับการต่อต้านเยอรมันที่ลุกเป็นไฟในฝรั่งเศส” ชูมัคเกอร์กล่าวกับ Goal

“มันเหมือนกับผมเป็นชนวนที่ทำให้ให้เกิดสงครามครั้งต่อไป มันเป็นความเกลียดชังอย่างมหาศาลที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน” 

ถึงกระนั้น ใช่ว่า ชูมัคเกอร์ จะไม่เสียใจ 

 

ผมเองก็เสียใจ    

“ผมสังเกตพฤติกรรมเขาตลอด วิธีที่เขาชน โดมินิค โรเช็ตตู และ ดิดิเยร์ ซิกซ์” บัตติสตองกล่าวกับ AFP 

“ผมคิดว่าเขากระตือรือร้นมาก ถูกกระตุ้นได้ง่ายมากๆ ผมพูดเรื่องนี้กับผู้เล่นคนอื่นๆ บนม้านั่งสำรอง”D9iC890XsAAiOpY

อันที่จริง ชูมัคเกอร์ เป็นคนค่อนข้างบ้าเลือดอยู่แล้ว มีเรื่องเล่าว่าเขาเคยโชว์การดับบุหรี่ด้วยแขนต่อหน้าแฟนสาว หรือมักจะไปต่อยกระสอบทรายระบายความแค้นที่บ้านจนนิ้วเลือดออก หากทีมได้รับความพ่ายแพ้ 

แต่ชูมัคเกอร์ยอมรับว่าเขาเสียใจกับเหตุการณ์ในปี 1982 และไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้บัตติสตองได้รับบาดเจ็บ ในขณะเดียวกัน เขารู้ดีว่าเขาควรเข้าไปดูอาการของคู่แข่ง แต่เพราะตอนนั้นมีนักเตะฝรั่งเศสอยู่แล้ว จึงเลือกที่จะไม่เข้าไป 

นอกจากนี้ ผู้รักษาประตูทีมชาติเยอรมันยังบอกว่า เขารู้สึกเสียใจที่ตอบนักข่าวในเรื่องอาการบาดเจ็บของคู่กรณีว่าจะช่วยออกค่าทำฟันให้ 

“ผมไม่ได้อยากทำให้เขาบาดเจ็บ แต่จะทำในสิ่งเดิมอีกครั้งหากมันเกิดขึ้นอีก มันเป็นวิธีเดียวที่จะได้บอล” ชูมัคเกอร์กล่าวกับ Le Figaro

“ผมเสียใจที่ตัวแทนของเยอรมันและผม ไม่ได้ไปโรงพยาบาลทันทีที่ได้ข่าวของปาทริค บัตทิสตอง”   

เขายืนยันว่าเขาไม่ได้เป็นคนเย่อหยิ่ง หรือไม่ได้เป็นคนที่ไม่รู้สึกรู้สากับอะไร และไม่สำนึกผิด แต่ตอนนั้นที่เขาตัดสินใจไม่เข้าไปดูอาการ หรือแสดงความเสียใจทันทีหลังเหตุการณ์เพียงเพราะเขากลัว กลัวเกินกว่าที่ต้องเผชิญกับมัน thb_a07d6ec71f43826c3e7262e982012590

“ความลับคือผมกลัวว่า บัตติสตอง จะได้รับบาดเจ็บหนัก หรืออยู่ในภาวะโคม่า” ชูมัคเกอร์ยืนยัน ซึ่งบัตติสตอง ก็เข้าใจดีในสิ่งที่คู่กรณีแสดงออกมา 

“บางทีเขาอาจจะรู้สึกสำนึกผิด มันสามารถดึงข้อสรุปในสิ่งที่เขารู้สึก ทั้งหมดที่ผมรู้คือชูมัคเกอร์ เป็นคนที่ชัยชนะมีค่าเหนือทุกสิ่ง และเขาก็ทำมันตลอดในเย็นวันนั้น” บัตทิสตองกล่าวกับ Goal 

เพื่อไม่ให้ความโกรธต่อชูมัคเกอร์ บานปลาย หลังเกมนั้น เพื่อนของบัตติสตอง ได้นัดให้ทั้งสองได้เจอกัน เพื่อให้ทั้งสองคนได้เคลียร์ความในใจ โดยเลือกวันที่พิเศษที่สุด นั่นก็คือหนึ่งวันก่อนวันแต่งงานของกองหลังฝรั่งเศส 

พวกเขานัดเจอกันที่เม็ตซ์ ชูมัคเกอร์ มาพร้อมกับของขวัญและคำขอโทษ แต่ในความเป็นจริง เหมือนเขาถูกลวงมาฆ่า หลังถูกพาไปที่ห้องที่เต็มไปด้วยสื่อฝรั่งเศสที่มารอทำข่าว โดยที่เขาไม่รู้มาก่อน

“พวกเขาพาผมไปที่ห้อง และเมื่อเปิดประตู ก็เต็มไปด้วยนักข่าวมากมาย ผมไม่ได้คาดคิดในเรื่องนี้ ผมได้ขอโทษ แต่ผมไม่ชอบวิธีการเจอกันที่พวกเขาจัดขึ้น มันแสดงให้เห็นบนหน้าของผม” ชูมัคเกอร์ กล่าวกับ Goal 

ก่อนที่เขาจะมีโอกาสแก้ตัวอย่างเป็นทางการในอีก 2 ปีหลังฟุตบอลโลกที่สเปน  

 

เกมไถ่บาป 

ในปี 1984 ฝรั่งเศสและเยอรมันตะวันตกโคจรมาพบกันอีกครั้งในเกมนัดกระชับมิตร แม้เหตุการณ์จะผ่านไป 2 ปี แต่ความโกรธแค้นต่อชูมัคเกอร์ ก็ยังไม่หายไปง่ายๆ จากใจแฟนบอลฝรั่งเศส 

นั่นจึงทำให้เกมนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียด ภายในสนามเต็มไปด้วยตำรวจที่เข้ามารักษาความปลอดภัย และต้องล้อมรั้วด้วยลวดหนาม ราวกับกำลังจะมีสงครามเกิดขึ้น 

“ตอนที่ผมลงไปในสนามที่สตาร์บูร์ก ในเกมทีมชาตินัดแรกกับฝรั่งเศสหลังฟุตบอลโลก ผมเห็นตัวเองเป็นเหมือนกับตุ๊กตาที่มีชีวิตที่กำลังห้อยต่องแต่งอยู่บนตะแลงแกง (ที่แขวนคอนักโทษประหาร” ชูมัคเกอร์ย้อนความหลังกับ Goal 

“สนามถูกล้อมรั้วและต้องรักษาความปลอดภัยจากตำรวจที่มีกระบองอยู่ในมือ มิฉะนั้นคนฝรั่งเศสอาจจะฉีกผมเป็นชิ้นๆ ทุกที่ในสนามมีแบนเนอร์เป็นตราสวัสดิกะและสโลแกนคล้ายนาซี” 

“ไข่ มันฝรั่ง แอปเปิ้ล มะเขือเทศ หิน พวกเขาขว้างทุกอย่างมาที่ผม พวกเขาผิวปากและเดือดดาลทุกครั้งที่ผมได้บอล แต่พวกเขาไม่สามารถทำให้ผมรู้สึกตัวเล็กลงได้” 

นี่คือสิ่งที่ ชูมัคเกอร์ ต้องยืนหยัด เขารู้ดีว่าเขาทำผิดต่อ บัตติสตอง แต่เขาก็ต้องทำผลงานอย่างเต็มที่ในเกมนี้ โดยไม่เกรงกลัว และพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาแข็งแกร่ง 

“ผมรู้ผมต้องทำอะไร ถ้าผมไม่ลุกขึ้นยืนในสภาพที่กดดันเช่นนี้ ชีวิตทีมชาติของผมก็จะจบลง ผมเต็มไปด้วยสมาธิและเตรียมตัวด้วยการฝึกจิตอย่างต่อเนื่อง” ชูมัคเกอร์ย้อนความหลัง

แม้จะโดนกดดัน แต่ชูมัคเกอร์ ก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เขาปัดลูกยิงจากฝั่งซ้าย รับลูกยิงไกล ไว้ได้ทั้งหมด ก่อนจะมาเสียท่าให้ ดิดิเยร์ ซิกซ์ ที่ซัดไกลเข้าไปให้ฝรั่งเศสออกนำ 

ก่อนที่สุดท้ายฝรั่งเศสจะเอาชนะไปได้ด้วยสกอร์นั้น และชัยชนะของเจ้าบ้านต่อคู่แค้นอย่างเยอรมันก็ทำให้บรรยากาศดีขึ้น ราวกับว่า ชูมัคเกอร์ ได้ไถ่โทษในสิ่งที่เคยทำลงไป 1984_Schumacher_Imago

“ฝรั่งเศสชนะ 1-0 แต่ผมเล่นได้ดี และเมื่อเกมเดินหน้าไปเรื่อยๆ ผู้คนก็เริ่มปรบมือให้ผม” ชูมัคเกอร์ กล่าว

“ผมแลกเสื้อกับ บัตติสตอง แต่แลกในห้องแต่งตัว ไม่ได้แลกในสนาม” 

หลังเกมวันนั้น ชูมัคเกอร์ ได้มีโอกาสติดทีมชาติไปเล่นฟุตบอลโลกในปี 1986 แต่ไม่สามารถหยุดความร้อนแรงของ ดิเอโก มาราโดนา ได้ และทำได้เพียงตำแหน่งรองแชมป์โลกในการแข่งขันที่อาร์เจนตินา และหลุดทีมในชุดปี 1990 ที่เยอรมันไปถึงตำแหน่งแชมป์โลก 

ในขณะที่ บัสติสตอง หลังพักรักษาตัวจนหายดี เขาก็กลับมาติดทีมชาติอีกครั้ง แถมยังเป็นหนึ่งในขุนพลฝรั่งเศสชุดคว้าแชมป์ยูโร 1984 และอันดับ 3 ในฟุตบอลโลก 1986 ก่อนเลิกเล่นไปในปี 1991 

ผ่านมาเกือบ 40 ปีนับตั้งแต่เกมสุดอื้อฉาว หลายคนโดยเฉพาะแฟนบอลฝรั่งเศส อาจจะยังไม่ให้อภัยกับการกระทำของชูมัคเกอร์ เมื่อส่วนใหญ่มองว่าเขาแค่แก้ตัวให้ตัวเองไม่รู้สึกผิดจนเกินไป 

แน่นอนว่ามันยากที่จะพิสูจน์ว่าสิ่งที่ ชูมัคเกอร์ อธิบายเป็นเรื่องจริงหรือไม่? การเท้าสะเอวในตอนนั้น เขารู้สึกผิดหรือกลัวอย่างนั้นหรือ? แต่ไม่ว่าคำตอบจะคืออะไร สำหรับ บัตติสตอง เขาปล่อยวางมันไปหมดแล้ว 

มันจึงเป็นเพียงแค่เหตุการณ์สำคัญ เหตุการณ์หนึ่งในชีวิตเขา ก็เท่านั้นเอง

“ผมให้อภัยเขา ตลอดเวลาผมตระหนักว่าผู้คนต้องตราหน้าเขากับเรื่องนี้ไปตลอดกาล แต่ตอนนี้มันจบลงแล้ว” บัตติสตองกล่าวเมื่อปี 2012

ปิแอร์ ฟาน ฮอยดองค์ ดาวยิงสารเลวผู้ถือสโลแกน “เงินมา งานเดิน เงินเกิน งานเนี้ยบ”

“คนอังกฤษมักจะมองผมเป็นคนชั่วคบไม่ได้ หรือไม่ก็ไอ้คนสารเลว แต่จริงๆ มันเป็นแบบนี้ ผมจะเล่าให้ฟัง …” 

 

นี่คือคำพูดของนักเตะตำแหน่งกองหน้าที่มีสถิติการยิงประตูโหดร้ายทารุณแบบน่าเหลือเชื่อ ดาวยิงคนอื่นๆ อาจจะประสบปัญหาบ้างในการย้ายทีมและปรับตัวไม่ได้จนลั่นกระสุนไม่เฉียบคมเหมือนเก่า แต่ไม่ใช่สำหรับเขาคนนี้

ปิแอร์ ฟาน ฮอยดองค์ ดาวยิงที่เล่นฟุตบอลลีกสูงสุด 6 ประเทศทั่วยุโรป และไม่ว่าจะไปที่ไหนเขาคือเบอร์ 1 ของทีมเสมอ … แต่ถึงอย่างนั้นทำไมแฟนๆ ถึงไม่รักเขาและกล่าวหาเขาว่าเป็นไอ้สารเลวกันล่ะ?

ติดตามทั้งหมดได้ที่นี่

 

จากเด็กถูกคัดทิ้ง สู่กองหน้าทีมชาติฮอลแลนด์ 

“คาแร็คเตอร์” หมายถึงตัวตนของคนๆ หนึ่ง ประกอบด้วยสิ่งที่อยู่ภายในทั้งลักษณะนิสัย และสิ่งที่เห็นได้ด้วยตา นั่นคือการปฎิบัติตัวต่างๆ นานา สำหรับ ปิแอร์ ฟาน ฮอยดองค์ นั้น คาแร็คเตอร์ ที่เหมาะจะระบุตัวตนของเขาที่สุดก็คือ “ยอดคน” download

ในระบบฟุตบอลลีกอาชีพนั้นเป็นระบบที่คัดกรองนักเตะได้อย่างเข้มข้นมากที่สุด กว่าจะเติบโตกลายเป็นผู้เล่นที่มีชื่อเสียงได้ นักเตะดาวรุ่งจะต้องผ่านการแข่งขันกับเด็กๆ อีกหลายพันหลายหมื่นคนในประเทศ และในเมื่อมีผู้ชนะเพียงหยิบมือ มันก็ต้องมีผู้แพ้ที่ต้องยอมรับความจริง จากนั้นมันขึ้นอยู่กับว่า หนนี้พวกเขาแพ้ … แล้วยังไงต่อดี? 

หลายคนเลิกเล่นไปเลยและหาอาชีพอื่นที่มั่นคงกว่าทำ แต่สำหรับ ฟาน ฮอยดองค์ ที่เป็นชาวดัตช์เชื้อสายโมร็อกโก เกิดมาในครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว เพราะพ่อของเขาทิ้งครอบครัวไปตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก กลับไม่ใช่เช่นนั้น … มันก็เหมือนกับเรื่องราวของนักกีฬาดังอีกหลากหลายคน เมื่อคนเราได้เห็นความลำบาก ความทะเยอทะยานก็จะยิ่งสูงขึ้น เพื่อหลีกหนีฝันร้ายที่เคยเกิดขึ้นในวัยเด็ก และ ฟาน ฮอยดองค์ เลือกที่จะเล่น “ฟุตบอล”

เนื่องจาก เวลเบิร์ก บ้านเกิดของเขาเป็นหมู่บ้านเล็กๆ เขาจึงเป็นเด็กที่เก่งที่สุดในหมู่บ้าน ในการเล่นระดับรุ่นอายุไม่เกิน 10 ขวบ ไม่มีใครเก่งกว่าเด็กคนนี้อีกแล้ว จนกระทั่งแมวมองของสโมสร เอ็นเอซี เบรด้า เห็นแววและมอบสัญญาเป็นนักเตะฝึกหัดให้ เส้นทางชีวิตเส้นใหม่ของเขาก็ได้เริ่มขึ้น … ในทางที่ชวนบั่นทอนพลังใจยิ่งนัก

ในวัย 11 ปี กับเด็กที่อยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ฟาน ฮอยดองค์ พยายามพัฒนาตัวเองตลอดมา แรกเริ่มโค้ชจับเขาไปเล่นกองกลางก่อน เขาเล่นในตำแหน่งนั้นจนอายุ 14 ปี และมีการประเมินผลงานประจำปีว่า “เด็กคนนี้พัฒนาการช้าเกินไป” นั่นทำให้เขาถูกตัดชื่อและถูกยกเลิกสัญญาจากทีมชุดเยาวชน ถ้าเป็นเด็กคนอื่นๆ คนผิดหวังเสียใจหนักหน่วง แต่ ฟาน ฮอยดองค์ ได้แต่คิดในใจว่า “เดี๋ยวก็รู้ว่าเขาจะพัฒนาได้แค่ไหน” 

“เขาจับผมเล่นกองกลางจนอายุ 14 ปี แล้วก็บอกว่าผมไม่ดีพอสำหรับทีม ถามว่ามันลำบากใจไหม? แน่นอน ตอนนั้นคุณอยู่ในช่วงวัยแห่งความฝัน และมีคนมาบอกว่าฝันของคุณจบลงแล้วแบบนี้ แต่ที่ผมรู้อย่างหนึ่ง คือพวกเขาพูดถึงผมว่าไม่ใช่มิดฟิลด์ที่ดีหรอกในตอนนั้น” ฟาน ฮอยดองค์ ตอบคำถามถึงเรื่องราวในวัยเด็ก

สิ่งที่เขาทำหลังจากนั้น คือการไปทดสอบฝีเท้ากับ รูเซนดาล (Roosendaal) และเป็นช่วงเวลาที่เขาถูกเปลี่ยนมาเป็นกองหน้าซึ่งนั่นคือตำแหน่งที่เหมาะที่สุด ฟาน ฮอยดองค์ ได้โปรโมตสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 1988 ก่อนจะใช้เวลาปีครึ่งกลายเป็นตัวหลักของทีมและจัดการถล่มประตูไปถึง 39 ลูก … เขาไม่ใช่กองกลางที่ดี แต่เป็นกองหน้าที่โหดโคตรๆ นี่คือคำอธิบายที่เหมาะที่สุดในเวลานั้น  

หลังจากเห็นจำนวนประตูและฟอร์มการเล่นที่เป็นคนละคน เบรด้า กลับมาใหม่และคราวนี้พวกเขาต้องจ่ายเงินให้กับ รูเซนดาล 400,000 ยูโร เพื่อนำ ฟาน ฮอยดองค์ อดีตเด็กปั้นของตัวเองกลับมาเล่นให้กับสโมสรอีกครั้งdownload (1)

“พวกเขาเซ็นผมกลับมาเพราะเห็นผมยิงประตูได้มากมาย และตัวผมเองก็พร้อมอยู่แล้วการได้กลับไปเล่นให้กับทีมที่เชียร์มาตั้งแต่เด็ก จะมีอะไรดีกว่านั้นอีก” ฟาน ฮอยดองค์ เล่าผ่าน FourFourTwo 

การกลับมาเล่นให้ เบรด้า ครั้งนี้แม้จะทำให้ทีมรักของเขาเสียเงิน 400,000 ยูโร ซึ่งถือว่าเอาเรื่องสำหรับทีมเล็กๆ ในฮอลแลนด์เมื่อกว่า 30 ปีก่อน แต่สิ่งที่ทำให้เรารู้ว่า เบรด้า ยอมจ่ายเสมอ ต่อให้มากกว่านี้ก็ย่อมได้คือสถิติการยิงประตูของ ฟาน ฮอยดองค์ และสไตล์การเล่นที่ยากจะหาใครก็อปปี้ รวดเร็ว, แข็งแกร่ง, เทคนิคดี และยิงได้อย่างเฉียบขาด 81 ประตูจาก 115 เกมในลีก มากพอที่จะทำให้นักเตะจากทีมเล็กๆ ก้าวขึ้นมาติดทีมชาติฮอลแลนด์ชุดใหญ่ในปี 1994 … จนถึงทุกวันนี้ ฟาน ฮอยดองค์ ยังเป็นนักเตะคนสุดท้ายของ เบรด้า ที่มีโอกาสได้ติดทีมชาติชุดใหญ่อีกด้วย

“ผมบอกตัวเองตอนติดทีมชาติว่า ต่อให้นี่เป็นการติดทีมชาติครั้งสุดท้ายผมก็ยินดี ผมได้แชร์ห้องแต่งตัวกับ เดนนิส เบิร์กแคมป์, พี่น้อง เดอ บัวร์ ไหนจะมี คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ ที่ก้าวขึ้นมาติดทีมชาติชุดใหญ่พร้อมกันอีก มันเหมือนได้เห็นโลกอีกใบ ผมมองไปที่ เซดอร์ฟ ตอนเขาถอดเสื้อและเห็นถึงร่างกายอันเหลือเชื่อของเขา… ทั้งๆที่ตัวผมเองทำงานในร้านขายอุปกรณ์กีฬามาตั้งแต่เด็กๆ เข้าไปฝึกในฐานทัพอาทิตย์ละสามวัน แต่เทียบไม่ได้เลยกับร่างกายของ เซดอร์ฟ ผมถามเขาว่า ‘นี่นายออกกำลังกายหรือเปล่าเนี่ย?’ เขาตอบว่า ‘ไม่เลยซักนิดเดียว’ แต่ผมสาบานได้ว่าร่างกายของเขาตอนอายุ 17 มันสุดยอดมาก แม้ตัวเขาเองจะมองว่ามันธรรมดาๆ ก็ช่างเหอะ” ฟาน ฮอยดองค์ กล่าว

 

เส้นทางคนเข้ม 

หลังจากก้าวไปติดทีมชาติด้วยฟอร์มสุดโหด ทำให้หลายทีมในยุโรปให้ความสนใจ ฟาน ฮอยดองค์ ขึ้นมา และเป็น กลาสโกว์ เซลติก ที่ติดต่อมาเป็นทีมแรก ในส่วนการเจรจาค่าตัว เบรด้า เคาะราคาทันที 2.5 ล้านปอนด์ แต่เมื่อมาเจรจาเรื่องค่าเหนื่อย ฟาน ฮอยดองค์ ก็พบว่าค่าเหนื่อยที่ถูกเสนอให้ ดูถูกเขาเกินไป00CFDEFD00000190-0-image-a-170_1520251922536

ไม่มีใครเปิดเผยตัวเลขที่แท้จริงว่า ณ เวลานั้นเขาได้สักเท่าไหร่ แต่เมื่อ ฟาน ฮอยดองค์ ประเมินสถานการณ์ แถมยังถูกทั้งเอเย่นต์และบอร์ดของ เซลติก เกลี้ยกล่อมว่าสิ่งดีๆ จะตามมา เขาจึงตัดสินใจลองสักตั้ง ด้วยค่าเหนื่อยที่อย่างไรเสียก็ไม่น่าจะเกิน 4,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ 

การเจรจาเกลี้ยกล่อมดำเนินขึ้น ฝั่ง เซลติก ไม่เคยได้แชมป์ลีกมา 6 ปีก่อนหน้านี้ พวกเขาต้องการ ฟาน ฮอยดองค์ จริงๆ แต่ค่าเหนื่อยที่สูงนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะนักเตะซีเนียร์ของทีมอย่าง เปาโล ดิ คานิโอ และ จอร์จ คาเด็ต นั้นมีค่าเหนื่อยสูงอยู่แล้ว การเพิ่มให้ ฟาน ฮอยดองค์ อีกคนจะทำให้เพดานค่าเหนื่อยของทีมพัง ดังนั้นพวกเขาจึงให้สัญญาเอาไว้ว่าถ้าหากว่าย้ายมาแล้วผลงานดีทีมจะเบิ้ลค่าเหนื่อยให้เขาเอง … และเขาก็ตกลง เงินมา งานเดิน อะไรประมาณนั้น 

เรื่องมันก็ง่ายๆ แค่นั้นเพื่อเงินที่รออยู่ ฟาน ฮอยดองค์ ก็แค่ลงไปเล่นและทำประตูให้ได้มากๆ เพื่อรอสัญญาจากบอร์ดบริหาร เขาลงเล่น 69 นัดและยิง 44 ลูก และพาเซลติกกลับมาคว้าแชมป์ สก็อตติช คัพ ได้สำเร็จ จนเริ่มกลายเป็นนักเตะที่แฟนๆ ถูกใจได้อย่างรวดเร็ว

“จริงๆ เรื่องเงินมันอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่าไหร่หรอก ผมไปที่นั่นด้วยเรื่องความท้าทาย แต่หลังจากทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำผมก็ไม่เห็นว่าพวกเขาจะทำอะไรกับค่าเหนื่อยของผมเลย จนพวกเขาต้องย้ำอีกครั้งว่า ‘ใช่ คุณจะได้รับเงินเยอะกว่านี้แน่ถ้าคุณต่อสัญญาฉบับใหม่กับเรา’ ซึ่งบอกตรงๆ ผมไม่คิดว่ามันจะมากอย่างที่พวกเขาบอกหรอก เพราะถึงเซลติกจะเบิ้ลค่าเหนื่อยให้ผม 2 เท่า แต่พูดตรงๆ มันก็เป็นจำนวนแค่ครึ่งเดียวของนักเตะเบอร์ต้นๆ ในทีมอยู่ดี” ฟาน ฮอยดองค์ กล่าว

ช่วงเวลานั้นฟุตบอลโลกปี 1998 ใกล้เข้ามา ซึ่ง ฟาน ฮอยดองค์ เองก็เริ่มจะอยากไปทีมใหญ่กว่านี้และได้ลงเล่นมากกว่านี้โดยที่มีเขาเป็นศูนย์กลางของทีม เขาก็เลยไม่ต่อสัญญากับ เซลติก และย้ายไป น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ แทน 

“7,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ที่พวกเขาเสนอมามันก็ดูดีนะ … ดูดีสำหรับคนไร้บ้านน่ะ แต่มันไม่คู่ควรกับกองหน้าที่ติดทีมชาติฮอลแลนด์ชุดใหญ่อย่างผม” ฟาน ฮอยดองค์ ผยองสุดขีด ณ เวลานั้น ซึ่งมันทำให้คะแนนความนิยมของเขาตกลงไปมาก แฟนๆ ไม่พอใจที่ได้เห็นการพูดดูหมิ่นคนจรจัด และแสดงตัวว่าไม่ได้อยู่กับทีมด้วยความรัก แต่เป็นเพราะเงินมากกว่าpierre_van_hooijdonk_holland_253125

“การสัมภาษณ์ผมถูกเขียนลงคอลัมน์ และพาดหัวเรียกแขกว่า ‘ฟาน ฮอยดองค์ เหยียดคนจรจัด’ เมื่อเมียผมเห็นเธอตกใจมาก เธอถามผมว่านี่คุณพูดอะไรออกไปบ้าง? จากนั้นผมก็ไปถึงบางอ้อของการให้สัมภาษณ์กับสื่อแถวนี้อย่างไร และนั่นก็คือคอลัมน์สุดท้ายที่ผมจะพูดอะไรแบบนี้อีก” ฟาน ฮอยดองค์ ย้อนกลับไปถึงอดีต 

ไม่ว่าเขาจะพูดจริงหรือไม่ตอนนี้ไม่สำคัญ ภาพจำของเขากลายเป็นจอมโอหังที่ย้ายทีมเพราะอยากจะได้เงินที่มากกว่า แฟนๆ มองเขาเป็นพวกดังแล้วแยกวง แต่ดูเหมือนว่าเขาไม่ค่อยสนใจสักเท่าไหร่ เพราะก้าวที่ใหญ่กว่า เซลติก รอเขาอยู่ นั่นคือการเล่นพรีเมียร์ลีกนั้นเอง 

 

ราชาแห่งเจ้าป่า

ฟาน ฮอยดองค์ ถูก น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ซื้อตัวตัวไปร่วมทีมด้วยค่าตัวประมาณ 4.5 ล้านปอนด์ ในครึ่งหลังของฤดูกาล 1996-97 ที่ทีมกำลังหนีตกชั้น 4346BDEC00000578-4793602-image-a-11_1502831532055

หนนี้เขาพลาด ฟาน ฮอยดองค์ มีเวลาน้อยเกินไปที่จะปรับตัว เขายิงได้แค่ลูกเดียวจาก 8 เกม ขณะที่ ฟอเรสต์ ก็แพ้เอาๆ จนสุดท้ายต้องตกชั้นไป แม้แฟนๆ จะเริ่มสงสัยในตัวเขาจากวีรกรรมเก่าๆ แต่ ฟาน ฮอยดองค์ ก็ประกาศผ่านสื่อว่า “ผมจะพาทีมกลับขึ้นมาเอง” 

มหกรรมความโหดของ ฟาน ฮอยดองค์ เกิดขึ้นในช่วงดิวิชั่น 1 เขายิงประตูด้วยค่าเฉลี่ยที่สูงมาก แทบจะ 1 เกมต่อ 1 ลูก จนกระทั่ง ฟอเรสต์ เลื่อนชั้นกลับมาได้ในปีเดียว … แต่แล้วก็เหมือนเคย เมื่อทุกอย่างกำลังดี ฟาน ฮอยดองค์ กลับทำการ “สไตรค์” หรือปฎิเสธการลงสนาม เพราะตัวเองได้ข้อเสนอที่ดีกว่าจากทีมนิรนาม และเขาไม่อยากจะเล่นให้ ฟอเรสต์ อีกต่อไปแล้ว 

สำหรับแฟนบอลอังกฤษนี่คือเรื่องใหญ่ พวกแฟนๆ พร้อมจะรักนักเตะในทีมโดยไร้เงื่อนไข แต่ถ้าเขาคนนั้นได้ทำอะไรที่เป็นเหมือนการหักหลังความไว้ใจของพวกเขาแล้วล่ะก็ แน่นอนว่านักเตะคนนั้นจะโดนเกลียดอย่างเลี่ยงไม่ได้ และ ฟาน ฮอยดองค์ ที่เป็นเหมือนพระเจ้าตอนพาทีมเลื่อนชั้น ก็กลายเป็นไอ้สารเลวไปโดยปริยาย เพราะการ สไตรค์ ของเขานำมาซึ่งความเสียหายของทีม

กว่าที่ ฟาน ฮอยดองค์ จะกลับมาเล่นได้ก็สายเกินไป ประตูเขาไม่มากพอสำหรับความต้องการของทีม จนสุดท้าย ฟอเรสต์ ก็ขึ้นชั้นมาได้แค่ปีเดียว แต่ก็จบด้วยการเป็นบ๊วยของลีกในฤดูกาล 1998-99 ตกชั้นครั้งที่ 2 ในระยะเวลาแค่ 3 ปี 

ตอนนั้นนักเตะอังกฤษในทีมฟอเรสต์หลายคนไม่กลัวที่จะจ้วง ฟาน ฮอยดองค์ ออกสื่อ โดยเฉพาะ สตีฟ สโตน กองกลางจอมโหดที่เป็นซีเนียร์ของทีมที่บอกว่า “ต่อจากนี้ผมจะไม่สนห่าเหวอะไรทั้งสิ้นที่ไอ้ ปิแอร์ มันทำ มันจะทำอะไรก็เรื่องของมัน”   

สโตน พูดจริงทำจริง มีเกมหนึ่งที่ ฟาน ฮอยดองค์ ยิงประตูได้แต่ สโตน บอกให้ผู้เล่นทุกคนไม่ต้องไปดีใจร่วมด้วย การแสดงออกของสโตน มีอิทธิพลต่อแฟนๆ มาก จากเสียงเฮที่มีต่อ ฟาน ฮอยดองค์ ก็กลายเป็นเสียงโห่ และสุดท้ายเขาก็กลายเป็นนักเตะที่ไม่มีใครในทีมอยากจะเสวนาด้วย 

ไม่มีใครให้อภัย มีแต่ภาพจำที่ตอกย้ำตัวเองว่าเราไม่น่าเอาไอ้หน้าเงินคนนี้มาอยู่กับทีมเลย นั่นคือสิ่งที่นักเตะ บอร์ดบริหาร โค้ช และ แฟนของ ฟอเรสต์ คิดทบทวนตลอดทั้งปี จนกระทั่งสุดท้าย ฟาน ฮอยดองค์ ก็ได้ย้ายทีมสมใจหลังจาก ฟอเรสต์ ตกชั้น โดยการย้ายทีมครั้งนี้เขาเก็บความลับบางอย่างออกไปด้วย 

 

หิวเงินหรือทะเยอทะยาน 

การเวลาผ่านไปหลายปี มันนานพอที่ต่อให้ ฟาน ฮอยดองค์ จะพูดอะไรออกมาก็ไม่มีใครสามารถเกลียดเขาไปได้มากกว่านี้แล้ว … อารมณ์ประมาณว่า “ตอบมาเถอะ ว่าตอนนั้นมันเกิดอะไรขึ้น” 

“คุณมีโอกาสที่จะเป็นตำนานของ ฟอเรสต์ แบบเห็นๆ ทำไมคุณถึงเลือกจะสไตรค์ล่ะ?” พอล บัตเตอร์รี่ ฝากถามมายัง FourFourTwo และ ฟาน ฮอยดองค์ ก็พร้อมจะนำเสนอในมุมมองขอเขาบ้างว่า73f8810475804734968472c5e782e029

“เดือนธันวาคมปี 1997 (ณ เวลานั้นฟอเรสต์เล่นใน ดิวิชั่น 1 และ ฟาน ฮอยดองค์ กำลังยิงกระจาย) ผมได้รับข้อเสนอจาก พีเอสวี จากนั้นผมก็เลยบอกกับ เดฟ บาสเซ็ตต์ โค้ชของทีมว่า ผมไม่พอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่นะ ผมอยากจะย้ายทีม” 

เนื่องจาก บาสเซ็ตต์ เป็นโค้ชยุคเก่าที่ไม่ได้สอนอะไรมาก ฟาน ฮอยดองค์ มองว่าด้วยศักยภาพของโค้ช และนักเตะที่มีในทีมมันยากที่เขาจะประสบความสำเร็จ ดังนั้นเขาต้องการจะย้ายไปสู่ทีมที่มีระบบที่ดีกว่านี้ และมีนักเตะที่พร้อมจะสู้เพื่อความสำเร็จแบบจริงจังมากกว่าที่เป็นอยู่ … หากจะพูดให้เห็นภาพคือความทะเยอทะยานที่ ฟาน ฮอยดองค์ มี สูงกว่าสิ่งที่ ฟอเรสต์ เป็นในเวลานั้น และนั่นทำให้เขาสไตรค์ จนนำมาซึ่งการถูกเข้าใจผิดว่า อยากย้ายทีมอัพค่าตัวจนตัวสั่น

“การซ้อมของ บาสเซ็ตต์ ไม่มีอะไรเลย เบสิกมาก เราแบ่งทีมเล่น Five A Side (ข้างละ 5 คน) จากนั้นก็ซ้อมยิงประตู ตัวของ บาสเซ็ตต์ แทบไม่ได้คุมซ้อมเลยด้วยซ้ำ เขาจะโผล่มาอีกทีก็วันศุกร์ก่อนแข่งโน่น แล้วคุณรู้อะไรไหม ก่อนแข่งเราไม่เคยถูกห้ามอะไรเหมือนกับนักเตะสโมสรอื่นโดนห้ามเลย” ฟาน ฮอยดองค์ เริ่มแฉ 

“ตรงข้ามกับสนามเหย้าของทีม นักเตะสามารถเดินไปหาอะไรกินได้ตามใจเลย ปีกไก่เหรอ? คาโบนาร่าอัดซอสเยอะๆ ดีไหมนะ? หรือจะเฟร้นช์ฟรายดี? เลือกไปเถอะ คุณกินได้ทั้งหมดโดยไม่มีใครว่า” นั่นคือเหตุผลที่เขาอยากจะไป พีเอสวี ณ เวลานั้น 

“ผมบอกว่าจะย้าย แต่ เดฟ บอกผมว่า ‘แกก็รู้ฉันปล่อยแกไปไม่ได้ ถ้าแกไปแล้วใครจะพาเรากลับไปพรีเมียร์ลีกล่ะ? เอางี้ไหมถ้าเราขึ้นสู่ลีกสูงสุดได้ ฉันพร้อมจะปล่อยแกไป’ … เขาพูดแบบนั้นแล้วผมก็บอกว่า ‘โอเค จบซีซั่นนี้เท่านั้น'”  

ทุกอย่างเป็นไปตามเป้า แต่สัญญาไม่เป็นสัญญา ในขณะที่ ฟาน ฮอยดองค์ พาทีมเลื่อนชั้นและรอข้อเสนอจากทีมที่ใหญ่กว่าและมีอนาคตกว่า เขาก็ต้องเจอกับเรื่องหัวเสีย เพราะถึงแม้สโมสรจะพร้อมขายเขา แต่ก็ตั้งราคาไว้สูงเกินความเป็นจริงจนไม่มีทีมไหนอาจเอื้อมถึงได้นั่นเอง

“ผมโคตรหงุดหงิดตอนที่ได้ยินข่าวว่า ฟอเรสต์ ปฎิเสธข้อเสนอของ นิวคาสเซิล ที่ยื่นมา 7 ล้านปอนด์ แต่ บาสเซ็ตต์ บอกว่าไว้ให้ถึง 10 ล้านปอนด์ แล้วค่อยมาคุยกัน … คุณฟังดีๆ นะ 10 ล้านปอนด์ในปี 1997 มันไร้สาระไหมล่ะ? มันคือราคาที่เป็นไปไม่ได้เลย เหมือนกับตอนนี้มีคนมาขายกาแฟคาปูชิโน่ให้คุณแก้วละ 25 ปอนด์ (ราวๆ 1,000 บาท) คุณจะยอมซื้อไหมล่ะ?” นั่นคือเหตุผลทั้งหมดที่ทำให้ ฟาน ฮอยดองค์ ไม่พอใจ

แต่นั่นยังไม่จบ เขายังไม่ได้ร้ายสุดๆ และใช้ไม้แข็งอย่างการสไตรค์ในตอนนั้น เขาพยายามหาทางออกอย่างสุดความสามารถ ด้วยการไปคุยกับไดเร็คเตอร์ของสโมสรที่ชื่อ เออร์วิ่ง โชลาร์ ซึ่งเป็นคนที่เขาเคารพมาก ฟาน ฮอยดองค์ ไปบอกกับเขาตรงๆ ว่า “ที่เขาอยากย้ายทีมมันเป็นเรื่องความพอใจ ไม่ใช่เรื่องของเงินแบบที่ใครๆ พูดกัน”van_hooijdonk_0

“ฟังนะ ผมไม่ได้เห็นเงินเป็นเรื่องใหญ่ แต่ผมไม่อยากจะอยู่ที่นี่แล้ว ผมไม่มีความสุข เพราะอะไรรู้ไหม? พวกเราแม่งโคตรห่วยแตก ซ้อมกันด้วยฟอร์มที่ห่าเหวสุดจะบรรยายได้ แล้วผู้คนก็พากันคิดว่าเราจะเป็นแชมป์ … ถุยเถอะครับ คุณลองคิดนะคุณเอาแมวมาเป็นโค้ชทุกทีมในลีก และสุดท้ายจะมีแมว 1 ตัวที่ได้แชมป์ และมีแมว 3 ตัวที่ตกชั้น คุณคิดว่าแมวที่ได้แชมป์เป็นแมววิเศษ ขณะที่ตัวที่ตกชั้นเป็นแมวที่ไม่ได้เรื่องหรือเปล่า? … ไม่หรอก มันเกี่ยวกับนักเตะในทีมนั่นแหละคุณรู้ไว้ด้วยนะ นี่คือสิ่งที่ผมคุยกับ โชลาร์ และเขาตอบว่า ‘อืม แล้วเดี๋ยวเรามาดูกัน คุณไปฟุตบอลโลกก่อนเถอะ'” ฟาน ฮอยดองค์ อธิบายละเอียดยิบเหมือนกับคนที่อัดอั้นตันใจมานาน 

“ผมยื่นคำขาดเป็นครั้งที่ 2 หลังจากจบฟุตบอลโลกนะ ถ้าคุณทำให้ผมต้องเจ็บปวดอีก ผมจะทำให้คุณต้องเจ็บปวดบ้าง” สุดท้าย ฟาน ฮอยดองค์ ก็ไม่ได้ย้ายทีมอยู่ดี และนั่นทำให้เขาตัดสินใจสไตรค์เพราะโดนผิดสัญญาถึง 2 หนในปีเดียว

“ผมไม่ได้อยากจะทำร้ายแฟนๆ เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นคนเริ่มเรื่องนี้ แต่ผมต้องการแสดงออกให้ไอ้พวกหน้าด้านบางคนรู้เท่านั้นแหละว่าที่สุดแล้ว ผมจึงเลือกไม่ลงสนามดื้อๆ และตัดสินใจฝึกซ้อมอยู่ที่บ้านแทน” 

 

ทางออกสุดท้าย 

สิ่งที่ ฟาน ฮอยดองค์ เสียใจคือทางออกสุดท้ายของเขากลับไม่ได้ผล เพราะการสไตรค์ของเขาไม่ได้อยู่ในช่วงตลาดซื้อขายเปิด แต่ โชลาร์ ก็บอกกับเขาว่าหลังจบปีนี้ได้ย้ายแน่ชัวร์ๆ เขาจึงกลับมาลงเล่นอีกครั้ง โดยที่ช่วยอะไรไม่ได้เพราะสถานการณ์ในทีมมันพังไปหมดแล้ว

“นักเตะท้องถิ่นหลายคนให้สัมภาษณ์กับสื่อโจมตีผม บอกว่าผมเป็นไอ้สารเลวที่นำความอับอายมาสู่ทีม แต่รู้อะไรไหมเมื่อผมกลับมาเตะให้ทีมอีกครั้ง ผมเข้าไปในห้องแต่งแล้วบอกว่า ‘เอาล่ะทุกคน ใครมีอะไรสงสัยในตัวของฉันไหม?’ สิ่งที่ผมได้เจอคือความเงียบ มีเพียง เจฟฟ์ โธมัส คนเดียวที่ลุกขึ้นยืนและบอกว่า ‘ฉันไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่นายทำ’ นั่นล่ะผมต้องการแบบนั้น ผมบอกเขาว่า โอเค ฉันเข้าใจที่นายไม่เห็นด้วย แต่ฉันก็ต้องคิดถึงอาชีพของฉันเหมือนกันนะ … แต่อย่าห่วงเลย เมื่อไหร่ที่ฉันได้กลับมาลงสนาม ฉันจะเต็มที่และทำมันอย่างตั้งใจแน่นอน แม้ว่าหัวใจของฉันไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้ว” 

เขาพยายามจะบอกว่าห้องแต่งตัวของ ฟอเรสต์ พังไม่เป็นท่า นอกจากทีมจะไม่มีศักยภาพในสนามแล้ว การเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวก็ติดลบ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ ฟาน ฮอยดองค์ เองที่เริ่ม แต่ความจริงก็คือเมื่อเขากลับมาลงเล่นเขาก็ยิงได้ 6 ประตู มากที่สุดในทีม ไม่มีนักเตะคนไหนทำได้เท่านั้น ซึ่งถามว่ามันเปลี่ยนแปลงอะไรได้ไหมกับทีมที่พังยับทีมนี้? … คำตอบคือมันเละจนกว่าจะแก้ไขแล้วจากน้ำมือของทุกๆ คนที่ร่วมกันทำผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่าimage

“เดฟฟ์ บาสเซ็ตต์ นี่มันไอ้งูพิษชัดๆ เลย ตอนที่ผมกลับมาลงเล่นและยังยิงประตูไม่ค่อยได้ เขาก็พูดว่าให้ผมกลับไปรักษาสภาพจิตใจที่บ้าน โดยพักผมไว้สัก 2 เกม แต่พอผลงานแย่และโดนไล่ออกเขาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ‘ฟาน ฮอยดองค์ หนีกลับบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาต’ ผมบอกเลยว่าเขาคือมนุษย์ที่โหลยโท่ยที่สุดที่ผมเคยเจอ ผู้คนอาจจะชื่นชมเขาในการคุมวิมเบิลดัน แต่ความจริงคือนักเตะเก่งต่างหาก เขาไม่ใช่โค้ชที่ดีอะไรเลย คุณรู้ไหมก่อนจะลงสนามแต่ละเกมแท็คติกที่เขาสั่งเราคืออะไร? … เราจะบุกแบบไหน เราจะตั้งรับยังไง ไม่เคยมีหรอก มีแต่การพูดก่อนลงสนามว่า ‘สนุกกับมันนะเด็กๆ’ แค่นั้นแหละ” ฟาน ฮอยดองค์ จัดให้อย่างสาสมส่งท้าย 

อย่างที่ได้กล่าวไป คำพูดทั้งหมดของ ฟาน ฮอยดองค์ คือการพูดเมื่อเวลาผ่านไปนานกว่า 20 ปี ดังนั้นหากย้อนเวลากลับไปในช่วงปี 1998-99 ที่เขามีปัญหากับ ฟอเรสต์ หมายความว่า ไม่มีใครรู้ความจริงจากมุมมองของเขาบ้าง และนั่นทำให้แฟนบอลเริ่มกดดันสโมสรให้ขาย ฟาน ฮอยดองค์ ออกไปพร้อมทั้งสาปแช่ง ทุกคนเชื่อว่าไอ้สารเลวคนนี้ไปอยู่ทีมไหนก็คงไม่รอดหรอก 

ข่าว “คาว” ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้ภาพลักษณ์ของเขาดูแย่ และหลังจากจบฤดูกาล 1998-99 ทีมใหญ่ที่เคยติดต่อเขามาก็หายไปเพราะไม่กล้าเสี่ยง เหลือแต่ วิเทสส์ อาร์เนม ทีมเล็กๆ ในลีกสูงสุดของลีกฮอลแลนด์ ที่พร้อมจ่ายเงิน 3.5 ล้านปอนด์ เพื่อซื้อ ฟาน ฮอยดองค์ ไป download (3)

แต่สิ่งทีเกิดขึ้นหลังจากนี้ต่างหากคือคำตอบที่แท้จริงว่า ฟาน ฮอยดองค์ เป็นตัวปัญหาระดับพระกาฬที่พร้อมพังทุกทีมที่เขาอยู่หรือไม่? 

คุณจะอธิบายอะไรได้ดีไปกว่าการยิง 25 ประตูจาก 29 เกมลีกให้ วิเทสส์ ได้อันดับ 3 ของลีก ตามด้วยการยิง 19 ประตูจาก 30 เกมเป็นดาวซัลโวสูงสุดหลังย้ายไปอยู่กับ เบนฟิก้า ในฤดูกาล 2000-01 และที่ร้ายกาจที่สุดคือการถูก เฟเยนูร์ด ซื้อตัวกลับมาสู่ลีกบ้านเกิด ก่อนพาทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า คัพ ได้อย่างยิ่งใหญ่ และก้าวไปติดทีมชาติฮอลแลนด์ชุดใหญ่อีกครั้ง

ตั้งแต่ที่ ฟาน ฮอยดองค์ ย้ายออกจาก ฟอเรสต์ ไม่มีที่ไหนเลยที่เขายิงต่ำกว่า 20 ลูก เป็นเวลาถึง 5 ฤดูกาลติดต่อกัน … มันค่อนข้างชัดว่าเขาไม่ใช่พวกทำทีมพัง แต่เป็นพวกแบกทีมให้ประสบความสำเร็จมากกว่าdownload (2)

“คุณคิดว่า การที่ภาพจำของคุณคือนักเตะตัวพังแคมป์และพวกสร้างปัญหาไม่หยุด แฟร์กับคุณไหม?” นี่คือคำถามที่ เอ็ด แฟนบอลจาก น็อตติงแฮม ถาม ฟาน ฮอยดองค์ ผ่านทาง FourFourTwo เพื่อขอคำยืนยันอีกครั้ง ก่อน ฟาน ฮอยดองค์ จะตอบทิ้งท้ายว่า

“คนที่จะตอบคำถามนี้ไม่ใช่ผม แต่ควรเป็นเพื่อนนักเตะที่ใช้ห้องแต่งตัวร่วมกับผมมากกว่า ซึ่งแน่ล่ะ ส่วนใหญ่พวกเขาบอกผมว่าผมเป็นไอ้สารเลวครบสูตร แต่คุณจะไม่มีวันได้ยินพวกเขาพูดว่า ‘ผมเป็นนักเตะที่ไร้ความเป็นมืออาชีพ’ เพราะอะไรรู้ไหม? ผมตอบแทนทุกๆ ต้นสังกัดของผมอย่างคุ้มค่า ทีมไหนที่จ่ายเงินให้ผม พวกเขาจะได้ประตูถล่มทลายกลับไปและบอกว่า ‘โอ้ว นี่เป็นค่าเฉลี่ยที่ร้ายไม่ใช่เล่น'” 

“ผมไม่ใช่กองหน้าที่ทำให้ต้นสังกัดต้องสงสัยในตัวเอง ว่าทำไมพวกเขาต้องจ่ายค่าเหนื่อยสูงๆ ให้ผม และถ้าคุณไปถามพวกเขาเหล่านั้นผม เชื่อเลยว่าไม่มีใครกล้าพูดว่า ผมเป็นนักเตะที่เลี้ยงเสียข้าวสุกหรอกนะจะบอกให้”

ความหมายของชีวิต เส้นทางมหัศจรรย์ในลีกล่างสุดของอังกฤษกับ ‘ฮูลิโอ อาร์ก้า’

ฮูลิโอ อาร์ก้า เป็นนักเตะดีกรีทีมชาติอาร์เจนติน่าชุดชิงแชมป์โลก รุ่นยู-21 ในปี 2001 … เขาเป็นกัปตันทีมชุดนั้นและมีนักเตะหนุ่มๆรอบกายมากมายที่หลังจากนั้นได้เล่นกับทีมระดับโลก

 

ทว่า อาร์ก้า ได้มาใช้ชีวิตในอังกฤษและเล่นกับทีมฟุตบอลอย่าง ซันเดอร์แลนด์ และ มิดเดิลสโบรห์ ก่อนจะต้องย้ายลงไปเล่นในลีกล่างสุดของประเทศ นั่นคือลีกสมัครเล่นอย่าง ซันเดย์ ลีก … มันเป็นเส้นทางที่สวนกับเพื่อนคนอื่นๆ จนสื่อต่างๆลงข่าวในเชิงตลกขบขัน

อย่างไรก็ตามชีวิตคนเรามีวิธีการวิ่งหาคำตอบแตกต่างกัน การลงมาเล่นในลีกที่มีทีมจากผับเป็นผู้สนับสนุน มีกรรมการพักสูบบุหรี่ช่วงพักครึ่ง และมีเพื่อนร่วมทีมที่เมาค้างมาลงสนาม อาร์ก้า กับพบว่านี่คือความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขา

อะไรทำให้เขาคิดแบบนั้น ติดตามได้ที่นี่

อเมริกาใต้สายพันธุ์นักสู้ 

หลังจากผ่านยุค 90’s ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกจึงได้เห็นความยอดเยี่ยมของนักเตะชาวอเมริกาใต้มากมาย จูนินโญ่ เปาลิสต้า คือผู้เบิกเส้นทางของนักเตะบราซิล ขณะที่ส่วนของนักเตะอาร์เจนไตน์ก็เริ่มตามกันมามากมายไล่ตั้งแต่เบอร์เล็กจนถึงเบอร์ใหญ่อย่าง ฮวน เซบาสเตียน เวรอน 

อย่างไรก็ตาม นักเตะอเมริกาใต้ที่มีชื่อเสียงมาจากลีกอื่นมาก่อนหรือแม้กระทั่งการเล่นให้กับทีมชาติ ไม่ได้การันตีถึงความเก่งกาจแต่อย่างใด ดังนั้นเราจึงเห็นยอดแข้งที่ผิดหวังมากมาย เวรอน คือหนึ่งในนั้นนอกจากนี้ยังมีทั้ง เอร์นัน เครสโป หรือแม้แต่ยุคปัจจุบันอย่าง อังเคล ดิ มาเรีย และ อเล็กซิส ซานเชซ ที่ล้มเหลวกับ แมนฯ ยูไนเต็ด 

แต่ในผู้ล้มเหลว มักมีผู้ชนะเสมอ ปกติแล้วลักษณะของนักเตะอเมริกาใต้มักจะมาเร็วไปเร็ว กล่าวคือบางคนพอดังมากๆ ก็ย้ายไปทีมที่ใหญ่กว่า และมีโอกาสคว้าแชมป์กว่า หรือไม่บางรายก็ย้ายออกไปเพราะปรับตัวไม่ได้ จนไม่สามารถมีฟอร์มที่ดีได้เหมือนเดิม

1 ในนักเตะที่แตกต่างจากภาพจำนักเตะอเมริกาใต้คนอื่นๆสุดขั้วคือ ฮูลิโอ อาร์ก้า นักเตะชาวอาร์เจนติน่า ที่เป็นเหมือนตำนานของ 2 ทีมในภาคออีสานของอังกฤษทั้ง ซันเดอร์แลนด์ และ มิดเดิลสโบรห์ …. ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนเขาก็คือขวัญใจอันดับหนึ่งของย่านนี้โดยแท้จริงJulio-Arca (1)

ไม่ใช่เพราะว่า อาร์ก้า เก่งกว่าใคร แต่เป็นเพราะเขามาจากจุดที่แตกต่างกับนักเตะอเมริกาใต้คนอื่นๆ เขาไม่ใช่นักเตะดัง ยังไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง แถมยังอายุแค่ 18 ปี ในการย้ายออกจาก อาร์เจนติน่า บ้านเกิด พร้อมด้วยประสบการณ์ลงเล่นแบบอาชีพเพียง 38 เกมเท่านั้น 

จุดที่แตกต่างคือ “ความทะเยอทะยาน” นั่นเอง โดยนิสัยของนักเตะอเมริกาใต้แล้วส่วนใหญ่เป็นพวกมีอารมณ์ศิลปินสูง แม้จะอารมณ์ดีอัธยาศัยดี แต่บางครั้งมันก็มากเกินไป จนทำให้พวกเขาไม่ถูกโรคกับวัฒนธรรมฟุตบอลอังกฤษที่ฝึกซ้อมและเล่นกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่ทำให้หลายคนยกธงขาว ต่างกับ อาร์ก้า ที่อายุแค่ 18 ปี และเข้าใจว่าเขาย้ายมาอังกฤษครั้งนี้ “เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัว” เขาจะต้องเริ่มนับ 1 ใหม่หมด ไม่มีใครรู้จักเขาเลย ดังนั้นเมื่อเข้าตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม เขาจึงเริ่มทำอะไรบางอย่าง ที่เราเรียกกันว่า “การปรับตัวเพื่อเอาชีวิตรอด” นั่นเอง

“ผมอายุแค่ 19 มั้งตอนนั้น พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เอาแค่ออกจากบ้านไปซื้อของมันก็เป็นเรื่องยากสำหรับผมแล้ว ปกติผมเป็นคนอยู่ไม่ติดบ้าน แต่ช่วงแรกๆที่อังกฤษมันทำให้ผมกลัวการเข้าสังคม” อาร์ก้า กล่าว และถึงแม้จะยาก แต่เขาค่อยๆปรับที่ตัวเองเป็นอย่างแรก เข้าหาคนอื่นให้มากขึ้น พูดคุยสื่อสารกับทุกคนและทุกวัน นั่นคือสิ่งที่เขาตั้งใจ 

“ผมเริ่มเข้าหากลุ่มนักเตะที่พูดภาษาสเปนหรือฝรั่งเศสก่อนเป็นอย่างแรก ปีเตอร์ รีด (โค้ชของ ซันเดอร์แลนด์) บอกให้ผมสนิทกับ อีเมอร์สัน โธม (นักเตะบราซิล) ซึ่ง โธม ที่อยู่มานานกว่า เขานี่แหละจะเป็นคนชี้และตะโกนบอกผม ซึ่งส่วนใหญ่มันเป็นเรื่องง่ายๆ เพราะเขามักจะบอกว่า “เอาบอลขึ้นไปทางซ้าย แล้วโยนให้ไอ้ยักษ์ ไนออล ควินน์ โหม่งก็พอ (ควินน์ สูงเกือบ 2 เมตร)” ซึ่งช่วงแรกไม่ค่อยมีใครด่าผมมากมายหรอก นอกจากผมจะเล่นแย่จริงๆ และบางทีผมก็รู้สึกได้ว่าคนอื่นๆด่า เอเมอร์สัน โธม แทนที่จะด่าผม (เพราะ อาร์ก้า ยังฟังอังกฤษไม่รู้เรื่อง)” เขาหัวเราะเมื่อเล่าถึงช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้น

อาร์ก้า ไม่ได้เป็นพวกสายศิลปินโลกส่วนตัวสูงเหมือนกับนักเตะอเมริกาใต้ทั่วไปอย่างที่ได้กล่าวมา นั่นจึงทำให้การปรับตัวของเขาเป็นไปอย่างเรียบง่าย แต่กลับค่อยๆพัฒนาขึ้นจนกลายเป็นยอดนักเตะของสโมสร และกลายเป็นเพื่อนซี้กับกลุ่มนักเตะท้องถิ่นที่เป็นซีเนียร์อย่าง ไนออล ควินน์ และ เควิน ฟิลลิปป์ส จากดาวรุ่งโนเนมจาก อาร์เจนติน่า อาร์ก้า กลายเป็นรุ่นใหญ่ของซันเดอร์แลนด์ได้ภายในเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น และอยู่ในช่วงเวลาดีๆ กับสโมสรรวมถึงแฟนๆมากมาย

“นอกจากเกมแรกในอังกฤษที่เป็นไฮไลท์ของชีวิตแล้ว ก็มีเกมชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด ในฟุตบอลถ้วย (ลีก คัพ ปี 2000/2001) ผมรู้สึกว่าเราสามารถเอาชนะทีมไหนก็ได้ นั่นคือความมั่นใจที่ผมได้จากเกมนั้น เรามีทีมที่ดี ก็เพราะมีกลุ่มนักเตะที่ยอดเยี่ยมและทีมสต๊าฟฟ์ที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนั่นแหละ” ความทรงจำวัยหวานยังแม่นยำเสมอสำหรับ อาร์ก้า 

แม้ ซันเดอร์แลนด์ ในยุคของ อาร์ก้า 2000-2006 จะไม่มีถ้วยแชมป์ใดๆเลยแม้แต่ใบเดียว แถมยังผ่านประสบการร์ตกชั้นในปี 2003 แต่ อาร์ก้า ยังจดจำทุกอย่างได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะความสุขเล็กๆ อาทิชัยชนะในเกมกับ ยูไนเต็ด หรือแม้แต่การเลื่อนชั้นจากกลับคืนสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้งนปี 2005-06 และเหนือสิ่งอื่นใดคือการได้เป็น “คนในความทรงจำ” ของแฟนบอลที่นี่คือความสำเร็จที่เขาภูมิใจที่สุดแล้ว

“ผมโชคดีที่ได้รับการโหวตจากแฟนๆให้เป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งปีของสโมสร ถ้วยรางวัลนี้ต่อให้ใครมาขอซื้อต่อแพงเท่าไหร่ผมก็ไม่มีวันขาย มันคือตัวแทนของความทรงจำ การอยู่ที่นั่นผมอาจจะมีช่วงเวลาที่แย่ๆบ้าง แต่ผมเป็นคนมองโลกในแง่ดี และอยู่กับสิ่งที่ทำให้ผมได้มีความสุข ดังนั้นแค่ได้อยู่กับทีมก็มีความสุขแล้ว การได้ใช้เวลากับ ซันเดอร์แลนด์ มันยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมี” อาร์ก้า กล่าวทิ้งท้าย Julio-Arca

 

ชีวิตหลังเลิกเล่น…ยากกว่าที่คิด

หลังจากออกจาก ซันเดอร์แลนด์ ในปี 2006 เพราะการเข้ามาของ รอย คีน ที่มาเป็นกุนซือในเวลานั้นและตั้งใจจะเปลี่ยนโครงสร้างทีมใหม่ อาร์ก้า ได้ย้ายไปอยู่กับ มิดเดิลสโบรห์ สโมสรบ้านใกล้เรือนเคียงกับ ซันเดอร์แลนด์ และมีความเป็นคู่กัดกันเล็กๆในย่านนี้ (คู่กัดเบอร์ 1 ของ ซันเดอร์แลนด์ คือ นิวคาสเซิล) ดังนั้นความนิยมของเขาในกลุ่มแฟนซันเดอร์แลนด์ก็ไม่ได้ลดลงไป ยิ่งไปกว่านั้นด้วยมาตรฐานที่เขาสร้างให้กับสโมสรใหม่อย่าง เดอะ โบโร่ ก็ทำให้เขากลายเป็นที่รักของแฟนๆที่ริเวอร์ไซด์ ไม่ต่างกันนัก

การเป็นนักสู้ของ อาร์ก้า ถูกใจแฟนๆของ เดอะ โบโร่ เป็นอย่างมาก เขาใช้เวลาที่นั่น 7 ปี จนได้ก้าวขึ้นมาเป็นกัปตันทีม ลงเล่นกว่า 200 เกม นั่นคือสิ่งที่บอกว่า อาร์ก้า เป็นนักเตะที่รักษามาตรฐานการเล่นของตัวเองได้สูงเสมอมา และความเป็นผู้นำและความมุ่งมั่นทำให้เขาได้รับการยอมรับเสมอไม่ว่าเล่นกับสโมสรใดก็ตาม 

ช่วงเวลากับโบโร่ แม้จะไม่ได้มีอะไรหวือหวาและโรแมนติกไปกว่าช่วงเวลาที่ ซันเดอร์แลนด์ แต่ช่วงเวลานี้คือหนังชีวิตของเขา อาร์ก้า เริ่มมีอายุมากขึ้น และมันเป็นธรรมดาที่เขาจะเริ่มโดนคลื่นลูกใหม่ไล่หลังตามมา 

นอกจากช่วงท้ายๆเขาจะได้ลงเล่นน้อยลงแล้ว อาการบาดเจ็บที่เท้าก็ออกอาการและกัดกินเขาจนลงเล่นไม่ได้หลายเดือน สุดท้ายด้วยอายุที่มากขึ้นและร่างกายที่ไม่เหมือนเดิม อาร์ก้า ก็หมดสัญญากับ โบโร่ และโดนปล่อยตัวออกจากสโมสร

“อาการบาดเจ็บที่เท้าหมายความว่าเวลาของผมกับ โบโร่ จบลงแล้ว ผมเจ็บปวดและเศร้าเล็กน้อย เพราะว่าอีกไม่กี่ก้าวผมก็จะได้ไป เวมบลีย์ พร้อมกับทีม(เพลย์ออฟ ขึ้นพรีเมียร์ลีก)” การพลาดพาทีมเลื่อนชั้น ถือเป็นความผิดหวังเล็กๆของเขาเท่านั้น แต่ที่เจ็บปวดจริงๆ คือการต้องเลิกเล่นฟุตบอลต่างหาก ces-fabregas-arsenal-julio-arca-middlesbrough-1361606.jpg

“ผมโกรธมากที่ต้องเลิกเล่น อาการบาดเจ็บเล่นงานจนผมเสียเวลาชีวิตกับมันไปเยอะมาก 18 เดือนสำหรับการผ่าตัดและรักษาตัว 18 เดือนสำหรับคนบ้าบอลที่ไม่ได้เตะฟุตบอลเลย คุณรู้ใช่ไหมว่ามันน่าอึดอัดขนาดไหน?” 

“โคตรแย่ ทุกอย่างโคตรแย่แบบติดลบสุดๆเมื่อผมแขวนสตั๊ด ภาพที่ผมคิดไว้คือผมจะต้องเป็นคนที่มีเวลาให้ครอบครัว มีความสุขกับชีวิต แต่ความจริงคือผมยังเจ็บที่เท้าไม่หาย มันเล่นงานหนักจนแม้แต่เล่นกับลูกๆที่บ้านผมยังทำไม่ได้เลย” อาร์ก้า กล่าว

เวลาแย่ๆแบบนี้สิ่งที่คนเราคิดถึงที่สุดก็คือบ้าน… แต่สำหรับ อาร์ก้า เขาใช้ชีวิตที่อังกฤษมาแล้วถึง 13 ปี เขาแทบจะเผลอคิดว่าตัวเองเป็นคนอังกฤษไปแล้วด้วยซ้ำ เขาใช้ชีวิตที่นี่นานจนคิดว่าอังกฤษคือบ้าน ดังนั้นเขาจะต้องหาทางออกให้กับเงินที่เริ่มหมดไป และสุขภาพที่เริ่มแย่ลงแบบนี้

“ใจจริงผมอยากจะกลับบ้านที่ บัวโนสไอเรส แต่พอคิดดูแล้วผมคงต้องคิดถึงอะไรไปหลายอย่างในภาคอีสานของอังกฤษ ผมอยู่ที่นี่มานานจนคุ้นเคยกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่นี่ไปซะแล้ว” อาร์ก้า กล่าว และนั่นทำให้เขาเลือกที่จะหาทางรอดในอังกฤษต่อ แทนที่จะกลับไปยัง อาร์เจนติน่า ที่เป็นบ้านเกิด Julio-Arca (2)

 

ยากเกิน…เดี๋ยวค่อยคิด

หลังจากตัดสินใจปักหลักในอังกฤษต่อไป อาร์ก้า เริ่มตั้งสติและนึกถึงสิ่งที่ตัวเองมี นั่นก็คือ “ความรู้” เขาเริ่มเปิดคลินิกสอนฟุตบอลให้กับเด็กรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี และมันค่อนข้างแปลก เมื่อเขาได้กลับมาเหยียบหญ้าอีกครั้ง ช่วงเวลาในอดีตก็แล่นผ่านเข้ามาในหัวสมอง… สอนเด็กก็สนุกดี แต่จะดีกว่าถ้าได้เตะเอง นั่นคือสิ่งที่เขาเริ่มคิด 

อย่างไรก็ตามการจะกลับมาเล่นในระดับอาชีพอีกครั้งยากเกินไปสำหรับนักเตะวัย 32 ปี ที่ห่างจากฟุตบอลมาเกือบ 2 ปี แถมยังมีอาการเจ็บที่เท้าที่วางใจไม่ได้ว่าจะกำเริบขึ้นมาเมื่อไหร่ 

ตอนแรกเขาก็หมดหวัง จนกระทั่งคิดได้ว่า “ฟุตบอล” มีอยู่ทุกที่ อยู่ที่ว่าเขาพร้อมจะเปิดรับกับประสบการณ์ใหม่ๆหรือเปล่าเท่านั้นเอง… สิ่งที่รอเขาอยู่คือ ซันเดย์ ลีก ลีกฟุตบอลสมัครเล่น แม้จะมีเลื่อนชั้นตกชั้น แต่ส่วนใหญ่นักเตะ ซันเดย์ ลีก หรือฟุตบอลนอกลีกนี้ ก็มักจะมีอาชีพประจำอยู่แล้ว ฟุตบอลเป็นแค่งานอดิเรกเท่านั้น197

“ผมเริ่มจากการเป็นนักฟุตบอลอาชีพและเมื่อถึงวันที่ต้องเลิกเล่นมันหดหู่ ยิ่งเมื่อรู้ว่าคุณจะกลับมาเล่นอาชีพไม่ได้อีก มันก็ค่อนข้างยากจะรับ ตอนนั้นผมคิดว่าส่วนที่ใหญ่ที่สุดของชีวิต (ฟุตบอล) ของผมได้จบลงแล้ว” 

การโทษตัวเองและโชคชะตาที่นานพอทำให้ อาร์ก้า เปลี่ยนใจ เขาคิดอยากจะสนุกๆกับการเตะบอลอีกครั้ง จึงได้พิจารณาข้อเสนอจากสโมสร วิลโลว์ พอนด์ ทีมนอกลีกที่ได้รับการสนับสนุนจากผับท้องถิ่นในเมืองซันเดอร์แลนด์ ซึ่งตอนนั้น อาร์ก้า ไม่มีอะไรจะเสีย เขาคิดว่าถึงจะไม่ได้เงินมากมาย แถมคนดูก็เทียบกับอดีตไม่ได้ แต่อย่างน้อยๆ มันคงทำให้เขาแก้เบื่อได้บ้าง

“เพื่อนของผมเล่นให้กับทีมใน ซันเดย์ ลีก ที่ชื่อว่า วิลโลว พอนด์ เอฟซี ผมก็เลยตามมาเล่นด้วย เราตกลงค่าจ้างกันโดยมีราคาประมาณ 3.5 ปอนด์ต่อเกม และใครที่ได้รางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ คนนั้นจะได้กินเบียร์ฟรีอีก 2 แก้ว ตอนนั้นผมแค่อยากจะออกกำลังกายเท่านั้นแหละ แต่พอได้ลองเตะแล้วมันเป็นประสบการณ์ที่โคตรเยี่ยมเลย” อาร์ก้า กล่าวกับ สกาย สปอร์ต 

วิลโลว พอนด์ นั้นเป็นทีมที่เจ้าของเป็นเจ้าของผับ ที่ไม่ได้จริงจังอะไรกับการเลื่อนชั้นตกชั้นอยู่แล้ว อาร์ก้า จึงเล่นแบบสบายๆไร้ความกดดัน แถมคลาสที่เคยผ่านเกมระดับสูงมาเป็น 10 ปี ยิ่งทำให้เขายิ่งเล่นยิ่งเหนือ หลังจากนั้นข่าวของนักเตะพรีเมียร์ลีก ที่มาเล่นซันเดย์ ลีก ก็ดังไปถึงทีมอย่าง เซาธ์ ชีลด์ ทีมนอกลีกที่อยากจะเอาจริงกับการไต่ระดับให้สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ 

“ผมได้รับโทรศัพท์จากทีม เซาธ์ ชีลด์” อาร์ก้า เล่าต่อ และเขาเลือกที่จะเซ็นสัญญากับทีมโดยไม่ต้องคิด ชีวิตหลังเลิกเล่นของนักเตะอาชีพนั้นเป็นเรื่องยากกว่าจะปรับตัวกันได้ แต่นี่คือคำถามที่ยากเกินไป อาร์ก้า จึงบอกว่า “เดี๋ยวค่อยคิด ตอนนี้ทำตามหัวใจตัวเองไปก่อน”

 

ราชาแห่ง เซาธ์ ชีลด์ 

“ยิ่งคุณอายุมากขึ้นเท่าไหร่ คุณจะยิ่งสนุกกับฟุตบอลมากขึ้น เชื่อผมสิ” อาร์ก้า เล่ากับเดอะ การ์เดี้ยนฟัง 

“ที่เซาธ์ ชีลด์ เรามีหนุ่มๆที่ยอดเยี่ยมมาก มีแฟนบอลที่คอยตามเชียร์ด้วย ผมจึงได้รู้จักกับความตื่นเต้นอีกครั้งเมื่อได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมนี้… เรื่องค่าแรงไม่ต้องพูดถึงมันห่างกันอยู่แล้วแต่ความกดดันกับความตื่นเต้นมันไม่ได้หนีกับลีกบนๆเท่าไหร่หรอก” JS71957250

การเข้ามาของ อาร์ก้า สร้างบรรทัดฐานใหม่ๆให้กับทีม นักเตะในทีมได้เห็นการวางตัวของเขา และเข้าใจว่าทำไมเขาจึงได้ไปเล่นในระดับพรีเมียร์ลีก… นั่นก็เพราะว่าคำว่า “วินัย” และ “ความทุ่มเท” นั่นเอง

ฮูลิโอ เข้ามาและกลายเป็นผู้นำและผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนในทีมตั้งแต่เมื่อเขามาถึง เขามีบทบาทสำคัญมากในการเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของสโมสรแห่งนี้ และมอบช่วงเวลาที่น่าจดจำมากมาย “ผมไม่รู้จะขอบคุณเขายังไงดีสำหรับความพยายามอันน่าเหลือเชื่อของเขา” เจฟฟ์ ธอมป์สัน ประธานสโมสรของ เซาธ์ ชีลด์ กล่าว 

ขณะที่กุนซือของทีมอย่าง เกรแฮม เฟนตัน ก็พูดในสิ่งที่ไม่ต่างกันนัก สำหรับที่อื่น ฮูลิโอ อาร์ก้า อาจจะเป็นนักเตะหมดสภาพ แต่ที่ เซาธ์ ชีลด์ เขาคือพระเจ้าของทุกคนๆ

“ฮูลิโอ อาร์ก้า เป็นเหมือนพระเจ้าของ เซาธ์ ชิลด์ส การที่เขามาอยู่กับทีมมันทำให้เราคว้านักเตะคนอื่นๆมาร่วมทีมง่ายเลย เราแค่บอก ‘รู้ป่ะ ถ้านายย้ายมาอยู่ที่นี่ นายจะเป็นเพื่อนร่วมทีมกับ ฮูลิโอ อาร์ก้า นะ'” เกรแฮม แฟนตัน โค้ชของ เซาธ์ ชิลด์ส

อาร์ก้า พา เซาธ์ ชีลด์ ทำสถิติมากมายรวมถึงสถิติสุดทึ่งอย่างการเอาชนะ 35 เกมรวด จนกระทั่งกวาดทุกแชมป์ที่ลงแข่งขัน รวมถึงรายการที่ดีที่สุดสำหรับทีมนอกลีกนั่นคือ FA Vase คัพ ซึ่งเป็นรายการที่ได้รับการรองรับจากสมาคมฟุตบอลอังกฤษ โดยให้สิทธิ์เฉพาะทีมที่ต่ำกว่าลีกทู ลงแข่งขันเท่านั้นๆ ว่าง่ายๆก็คือมันคือเวทีของทีมสมัครเล่นทั่วประเทศ 

รางวัลของการเป็นแชมเปี้ยนส์อาจจะไม่ได้มากมายนัก แต่ที่สุดยอดที่สุดคือ เอฟเอ จะจัดเกมนัดชิงชนะเลิศในสนาม เวมบลีย์ ซึ่งเป็นสังเวียนที่นักเตะทุกคนในประเทศนี้ฝันว่าจะได้เหยียบสักครั้ง… แม้แต่ อาร์ก้า เองตอนที่เล่นในอาชีพกับ ซันเดอร์แลนด์ กับ มิดเดิลสโบรห์ ก็ยังไม่เคยได้เหยีบเวมบลีย์สักครั้งเลย 

แต่ที่ เซาธ์ ชีลด์ ทีมเล็กๆที่ อาร์ก้า ไม่ได้คาดหวังมากกว่าการออกกำลังกาย กลับเป็นทีมที่ให้โอกาสนั้นกับเขา ทุกคนพยายามอย่างหนักจนกระทั่งไปถึงนัดชิงชนะเลิศในฤดูกาล 2016-17  ซึ่งในเกมนั้น อาร์ก้า เดินลงสนามในฐานะกัปตันทีม ก่อนจะพา เซาธ์ ชีลด์ เอาชนะ คลีทธอ์ป ทาวน์ไป 4-0 และชูถ้วยแชมป์ FA Vase ต่อหน้าแฟนๆอีกหลายพันชีวิต 

“เซาธ์ ชีลด์ คือสิ่งมหัศจรรย์ ที่บางครั้งมันจะมาเยือนชีวิตของคุณ ผมไม่เคยคาดหวังอะไรแบบนี้เลยในวันแรก แต่ ณ ตอนนี้ผมได้อยู่ในเวมบลีย์ และการก้าวสู่เวมบลีย์พร้อมๆกับหนุ่มๆพวกนี้คือความที่เป็นจริงของผมหลังจากที่ผ่านชีวิตนักฟุตบอลมาหลายปี” อาร์ก้า กล่าวถึงประสบการณ์ที่ตัวเองไม่เคยคิดว่าจะได้รับ 

ย้อนกลับไปในวันที่เขาเลือกมาเล่นให้กับทีม ซันเดย์ ลีก ทุกสื่อแทบลงเสนอข่าวในเชิงขำขันของอดีตนักเตะ อาร์เจนติน่า ยู21 ชุดแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2001 ที่มาไกลเหลือเชื่อ ทั้งๆที่เพื่อนร่วมรุ่นอย่าง ฮาเวียร์ ซาบิโอล่า และ มักซี่ โรดิเกซ ได้เล่นฟุตบอลระดับสูง…. อย่างไรก็ตามทุกคนมีคำถามในใจที่แตกต่างกันออกไป ซึ่ง อาร์ก้า พบว่าคำถามของเขามันไม่ยิ่งใหญ่และมากมายเหมือนใครๆ มันคือความเรียบง่าย แค่ตื่นมาและได้เล่นฟุตบอลท่ามกลางผู้คนที่รักเขา คือ ที่สุดของที่สุดในชีวิตแล้ว

“ผมยังจำได้นะ มีคนเปรียบผมกับเพื่อนๆ (อาร์เจนติน่า ชุดแชมป์โลกยู21) พวกเขามองมาที่ผมแล้วก็ว่า “ว้าว” ผมก็ยอมรับว่านี่เป็นลีกที่ต่ำกว่าจริงๆ แต่การได้ไปเวมบลีย์ และการมีโอกาสได้ชูถ้วยที่นั่น ผมว่า…มีไม่กี่คนหรอกที่ทำได้” อาร์ก้า กล่าวทิ้งท้าย

จอร์เเดน คิลกาน่อน ‘GOD OF DUNK’… ผู้รับข้อแลกเปลี่ยนจากพระเจ้า

เป็นธรรมเนียมของ NBA ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีจะต้องมีเกม ออลสตาร์ ที่เหล่าดาวดังต้องมาดวลกันต่อหน้าสายตาแฟนๆ จุดประสงค์ของเกมนี้เพื่อที่จะโชว์ความเอ็นเตอร์เทนแบบเต็มรูปแบบด้วยกลุ่มนักบาสตัวท็อป มันจะเป็นเกมที่มีแต่การ บุก บุก แล้วก็บุกเท่านั้น ทุกลีลาจะถูกจัดเต็มและคำนึงถึงความสนุกก่อนชัยชนะ

 

ขณะเดียวกัน ก็มีอีกหนึ่งอีเวนท์ที่แฟนๆ รอคอย ซึ่งเกิดขึ้น 1 วันก่อนหน้าการแข่งขันเกมออลสตาร์จริงๆ นั่นคือ สแลมดังค์ คอนเทสต์ (Slam Dunk Contest) การโชว์ลีลาการยัดห่วงของเหล่าซูเปอร์สตาร์ ที่ร่างกายของพวกเขาแทบจะถูกสั่งการให้ดังค์อย่างง่ายดายจากการฝึกซ้อมและอยู่กับลูกบาสทุกเมื่อเชื่อวัน  

และหนึ่งในสแลมดังค์แห่งความทรงจำ คงหนีไม่พ้นปี 2016 ที่ แซค ลาวีน จาก มินเนโซต้า ทิมเบอร์วูล์ฟส์ กับ แอรอน กอร์ดอน จาก ออร์แลนโด แมจิค เปิดศึกดวลดังค์แบบไม่มีใครยอมใคร จนทำให้แฟนๆ อ้าปากค้าง เพราะความสะใจที่ยัดห่วงอย่างหนักหน่วงและสวยงาม ทว่าทุกชื่อที่กล่าวมาเดินลงมาดังค์ด้วยชุดแข่งของทีม ตามกฎของ NBA เสื้อผ้าของพวกเขาอำนวยความสะดวกต่อการกระโดดและเคลื่อนไหว

ทว่าในวันต่อมา ช่วงการพักครึ่งของเกมออลสตาร์ กลับมีชายคนหนึ่งลงมาพร้อมการสวมเสื้อกล้าม 1 ตัวสกรีนชื่อด้านหลังว่า “จอร์เเดน” และสวมกางเกงยีนส์ทรงเดฟที่อย่าว่าแต่กระโดดเลย เอาแค่วิ่งให้ได้อย่างคล่องเเคล่วก็เป็นเรื่องยากเเล้ว … เขาคนนี้ไม่มีต้นสังกัด ไม่ได้เป็นนักบาสเก็ตบอลอาชีพ แต่กล้าท้าชนเหล่าซูเปอร์สตาร์ด้วยโจทย์ที่ว่าจะทำท่าที่ยากและลอยตัวให้สูงกว่าทุกคน … และยังบอกกับปากตัวเองว่า “ผมดั๊งค์ได้ดีกว่าไมเคิล จอร์เเดน”

 

จิ๊กโก๋บ้านนอกสะดุดรัก…

อันนี้จริง … จอร์แดน คิลกานอน ก็เป็นเหมือนกับเด็กหนุ่มอเมริกันทั่วไป เขาเล่นกีฬาทุกอย่าง แค่ว่าตอนเด็กๆ ยังไม่รู้ว่าอะไรกันแน่ คือ สิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุด Jordan-Kilganon2

การเกิดและโตใน เมืองซัดบิวรี่ รัฐออนตาริโอ ประเทศแคนาดา เมืองเล็กๆ ที่มีประชากร 160,000 คนทำให้เขาเป็นเหมือนปลาน้อยในอ่างแก้ว นั่นคือเก่งทุกอย่างชนิดที่ว่าได้รางวัล MVP ระดับไฮสคูลทั้งการเเข่งบาสเกตบอล, เบสบอล และ วอลเล่ย์บอล จนกระทั่งเจอจุดเปลี่ยนจากการไปเที่ยวพักร้อนและพบว่าแท้จริงเเล้วเขาเองก็ไม่เท่าไหร่เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ

“ตอนอายุ 16 ผมสูง 180 เซนติเมตร ครอบครัวเราไปเที่ยวน้ำตกไนแองการ่า ระหว่างนั้นมีการเล่นบาสกลางแจ้งที่แป้นเตี้ยกว่าปกติ แต่ผมกลับดังค์ไม่เป็น นี่คือเรื่องที่น่าผิดหวังมากสำหรับผม” เจ้าของฉายา “ดังค์ก็อด” เริ่มเล่าถึงวันที่เขาไต่บันได สู่สถานะพระเจ้าแห่งการยัดห่วง

“หลังจากจบไฮสคูลผมเลิกเล่นกีฬาทุกอย่างเลย แล้วได้แต่คิดทบทวนว่าควรจะทุ่มพลังทั้งหมดให้กับสิ่งไหนดี อะไรคือสิ่งที่ผมรักที่สุด ผมพบคำตอบว่ามันคือการเป็นนักดังค์นี่แหละที่ตามหา หลังจากนั้นก็ได้เวลาลุยไปข้างหน้าเท่านั้น”

ปี 2010 คือปีที่ คิลกาน่อน เริ่มหยุดที่จะวิ่งแต่เปลี่ยนมาเป็นการกระโดดเเทน เเละเขาให้คำจำกัดความว่าการฝึกซ้อมของเขาขั้นระดับใช้คำว่า “บ้า” ได้อย่างไม่เคอะเขิน นั่นคือเขาฝึกกระโดดทั้งวันชนิดที่ไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย เขาไม่ได้ทำเพราะอยากจะเก่งเท่านั้น แต่ทุกการกระโดดทำให้อะดรีนาลีนหลั่งไหลไปทั่วร่างกาย เขาไม่เบื่อกับการทำสิ่งเดิมซ้ำๆ เลยแม้แต่น้อย

ยิ่งกระโดดก็ยิ่งสูง ยิ่งฝึกดังค์ยิ่งแม่นยำมากขึ้น หนึ่งสิ่งที่ติดตัวเขามาตลอดคือ เขาเป็นคนที่มีความมั่นใจสูงมาก และไม่เคยรีรอโอกาส เขาเริ่มคิดเเล้วว่าตัวเองในช่วงวัยรุ่นนั้นสามารถดังค์ได้ดีกว่าเหล่า “ดังค์เกอร์” มืออาชีพ แม้จะยังทำได้ไม่ดีเท่าไหร่นักก็ตาม แต่มีบางสิ่งบอกว่าเขาทำได้แน่หากพัฒนาอย่างถูกต้อง  

“ผมเริ่มรู้สึกว่าผมน่าจะทำได้เทียบเท่าหรือดีกว่าพวกมืออาชีพ เพียงแต่มันยังมีบางสิ่งในตัวผมที่ยังไม่ถูกค้นพบ จากนั้นผมแค่รอให้ใครสักคนหยิบผมขึ้นมา เเละมอบในสิ่งที่ช่วยให้ผมก้าวขึ้นไปอีกระดับได้” เขาเล่าย้อนความถึงจุดที่เริ่มรู้ว่าถ้าพยายามต่อไปจะต้องทำตามฝันได้แน่ เพียงแต่ว่ายังขาดบางสิ่งเท่านั้นArticle-Pic-1

คิลกาน่อน เริ่มสร้างชื่อหลังยุค 2010 การลองผิดลองถูกของเขาถูกบันทึก และอัพโหลดลงยูทูบมาเป็นเวลานาน จึงเริ่มเข้าตาของทีมดังค์มืออาชีพอย่าง “Dunk Elite” ซึ่งจัดการติดต่อเขาเข้าร่วมทีม และหลังจากนั้นเขาก็ได้ค้นพบการฝึกซ้อมที่ไม่ใช่แค่การกระโดดอย่างเดียวแบบที่เคยทำ

 

เหลาจนเฉียบคม

การจะทำให้ร่างกายเเข็งแกร่งขนาดที่กระโดดสูงกว่านักบาสเกตบอล NBA ได้ไม่มีทางลัด คิลกานอน มีโปรเเกรมฝึกสุดโหดที่ถูกออกแบบมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ

เขาจะเริ่มต้นวันด้วยการอยู่ในห้องเวทเทรนนิ่งเพื่อให้ร่างกายงอตัวเพื่อดีดตัวให้สูงขึ้น เขาใช้เวลากับการอยู่ในยิมไม่ต่ำกว่า 2-3 ชั่วโมง และไม่จบเท่านั้น หลังออกจากยิมด้วยตัวที่เหงื่อชุ่มเเล้ว เขาจะมาซ้อมกระโดดดังค์วันละ ครึ่งชั่วโมงบ้าง 3-4 ชั่วโมง และบางครั้งก็มากถึง 9 ชั่วโมง เหตุผลที่ทำไมถึงต้องมากและหนักขนาดนั้น? คิลกาน่อน บอกว่ามันเป็นเรื่องของการสร้างภาพในหัวให้ชัดเจนจนทำในสิ่งที่ยากให้ง่ายลงได้ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ จากหนุ่มไฮสคูลเขาก้าวกระโดดเข้ามาเป็นแชมป์รายการ Sprite Slam Dunk Showdown ในปี 2012 (ซึ่งขณะนั้นเขาอายุเพียง 20 ปี) ได้สำเร็จ 2 ปีแห่งความพยายามยืนยันกับเขาเเล้วว่าการที่เขาคิดว่าตัวเองเป็น “เทพเจ้าแห่งการดังค์” ไม่ใช่เรื่องที่เข้าข้างตัวเองแต่อย่างใด

การเห็นภาพและสามารถจินตนาการท่าทางในการดั๊งค์อย่างเชี่ยวชาญ ทำให้ คิลกาน่อน เป็นผู้คิดท่าดั๊งค์ที่แตกต่างจากที่คนอื่นเห็น เขามีถึง 100 ท่าที่เขาทำมันเป็นคนแรกโดยเฉพาะท่า “แมงป่อง” นั่น คือ ท่ากระโดดให้ตัวเลยแป้นแล้วไขว้แขนอ้อมหลังยัดห่วง ที่เป็นเหมือนลายเซ็นของเขา หลักการฝึกก็ง่ายๆ คือ การทำซ้ำเป็นพันๆ ครั้งในแต่ละท่าเท่านั้นเอง

แต่ละท่าจะถูกขยับความสูงของแป้นขึ้นเรื่อยๆ ระดับจะถูกปรับจนเท่าแป้นบาสที่เเข่งจริงในวันที่เขามั่นใจว่า “ระยะนี้เสร็จแน่” หลายครั้งที่เขาต้องบาดเจ็บจากความผิดพลาดในการฝึกซ้อม แต่เขาไม่หยุดมันง่ายๆ เป้าหมายที่แน่นอนว่าจะต้องการเป็นนักดังก์ที่เก่งที่สุดในโลก คือ แรงผลักดันที่ทำให้เขา ไม่เพียงแต่ออกแบบการฝึกสุดหฤโหดเท่านั้น แต่ยังออกแบบโปรแกรมการรักษาสุขภาพกล้ามเนื้อของตัวเองให้ใช้งานได้อย่างยาวนาน เพราะไม่มีใครรู้ว่าเขาจะกระโดดสูงขนาดนั้นได้ถึงอายุเท่าไหร่ ทั้งการทรงตัว, การส่งพลังตอนกระโดด และตอนเท้าแตะพื้น ทุกอย่างมีการประมวลผลมาเป็นอย่างดี

ขณะที่ใครต่อใครหลายคนเริ่มรู้สึก “ว้าว” ต่อท่าทางการดั๊งค์ต่างๆที่เขาแสดงออกมา คิลกาน่อน ไม่แปลกใจ และไม่จำเป็นต้องถ่อมตัวใดๆ ทั้งสิ้น เขารับทุกคำชม แถมยังกล้าพูดว่าการฝึกแบบนี้ ทำให้เขาเป็นคนที่ “ดังค์เก่งที่สุดในโลก”rs-228905-GettyImages-510601596

“การจะดังค์ได้นั้นต้องระวังให้มากๆเลย การขึ้นดังค์ในท่าทางที่บ้าและอันตรายต้องเกิดใจความรู้สึกที่เด็ดเดี่ยวด้วย ถามว่ามันเกิดขึ้นจากไหน มันก็เกิดขึ้นจากการทำซ้ำเป็นพันๆ ครั้งนั่นแหละ การซ้อมที่บ้าคลั่งทำให้ผมผิดพลาดเป็น 100 ครั้ง และเมื่อผมเห็นความผิดพลาดอย่างชัดเจน ผมจึงสามารถดังค์ได้สมบูรณ์แบบ”

“ผมไม่เคยทำอะไรนอกจากการดังค์ แม้วันรุ่งขึ้นขาของผมจะเจ็บจนต้องร้องโหยหวนยืนแทบไม่ไหว ผมไม่เคยหยุดดังค์แม้อากาศจะติดลบ 35 องศา และหิมะกองเป็นพะเนิน ผมไม่เคยหยุดดังค์ในวันที่ฝนตก เที่ยงคืนถึง 10 โมงเช้าคือเวลาของผม … เอาง่ายๆ ผมเคยฝึกดังค์แบบไม่หลับไม่นอนถึง 3 วันมาเเล้ว”  

นับตั้งแต่การฝึกอย่างจริงจังและเดินสายดั๊งค์อย่างเต็มตัว คิลกาน่อน คว้าแชมป์ Sprite Slam Dunk Showdown ถึง 4 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2012 จนถึงปี 2016  รางวัลเหล่านี้ไม่แปลกอะไรเลย เมื่อได้เห็นว่าเขาซ้อมหนักดังที่กล่าวมาเป็นเวลาติดต่อกันเกือบ 8 ปี

ในทุกๆปีจะมีท่าใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ กระโดดข้ามมอเตอร์ไซค์, รถยนต์ หรือหมุนตัว 2-3 รอบ ก็มีมาเเล้ว จนกระทั่งมีการติดต่อให้เขาเข้ามาโชว์ในเกม NBA ออลสตาร์ ปี 2016 ที่เขาจัดการขโมยซีนเหล่าดาวเด่นที่มารวมตัวกันจนดับสนิทเลยทีเดียว

ก่อนหน้าเกม ออลสตาร์ 1 วัน แฟนบาสเพิ่งจะได้ดื่มด่ำกับการแข่งขัน สเเลมดังค์ ในการดวลกันระหว่าง แซ็ค ลาวีน กับ อารอน กอร์ดอน ว่าใครจะเป็นคนที่ดั๊งค์ได้หวือหวาฮือฮาที่สุด ดังนั้นจึงทำให้ช่วงพักระหว่างเกม ออลสตาร์ ซึ่ง NBA ให้ทีม Elite Dunk ขึ้นโชว์สร้างสีสัน แฟนบาสเกตบอลไม่ได้สนใจนัก อาจถึงขั้นละสายตา เพราะพวกเขามารอดูเหล่าซูเปอร์สตาร์ไม่ใช่ทีมโชว์แบบนี้ เช่นเดียวกับทีมออลสตาร์ทั้ง 2 ฝั่ง ที่ซ้อมรับส่งลูกกันอย่างชิลๆ  

จอร์เเดน คิลกาน่อน ปรากฏตัวพร้อมสวมกางเกงยีน วิ่งเข้าไปกระโดดยัดห่วงด้วยท่า “โน ลุค ดังค์” ด้วยความเร็ว และแรงเหลือเชื่อ ทันทีที่เสียงลูกบาสอัดกับตาข่าย ซวบบบ! เสียงเฮก็ลั่นสนามทันที ไม่ใช่แค่เหล่าคนดูเท่านั้น ผู้เล่นระดับสตาร์ดังของ NBA อย่าง ดเวย์น เหวด, คริส บอช, รัสเซลล์ เวสต์บรูค และอีกหลายๆ คนถึงกับกรามค้างกับสิ่งที่พ่อหนุ่มจากแคนาดาคนนี้ได้ทำลงไป หลังจากนั้นชื่อของ จอร์เเดน คิลกาน่อน ก็ไม่ใช่นักยัดห่วงอินดี้อีกเเล้ว เขากลายเป็นดังค์เกอร์กระแสหลักที่ใครก็พูด คลิปการดังค์ในเกม ออลสตาร์ 2016 ตามยูทูปถูกอัพโหลดเป็นร้อยๆคลิปในคืนเดียว บางคลิปถึงกับใช้ชื่อว่า “Best Dunk Of NBA All Star Ever” (การดั๊งค์ที่สุดยอดที่สุดในการเเข่งขันออลสตาร์) เลยทีเดียว

ส่วนคอมเมนต์บนโลกโซเชี่ยลส่วนใหญ่ลงมติสั้นๆ ว่า … “ถ้าหมอนี่ได้สิทธิ์แข่งขันสแลมดังค์มันคงเป็นแชมป์ไปแล้ว” ซึ่งคำถามนี้ก็มีนักข่าวเอาไมค์ไปจ่อปากเขาว่าคิดว่าจะเอาชนะเหล่านักบาสเกตบอลอาชีพได้ไหม  สิ่งที่เขาตอบคือ “แหงสิ! ก็พวกเขาเป็นนักบาส ผมเป็นนักดังค์นี่หว่า”

แฟนๆ หลายคนที่ไม่เคยติดตามวงการนักดังค์จริงถึงกับสงสัยว่า คิลกาน่อน เล่นให้ทีมไหน? หรือมหาวิทยาลัยใด ทำไมจึงกระโดดได้สูงและดังค์ได้เร็วทั้งที่สวมกางเกงยีนส์ … แต่ที่น่าสงสัยที่สุด คือ ร่างกายของเขารับกับการฝึกที่เกินมนุษย์มนาขนาดนี้ได้อย่างไรต่างหาก?

 

วิทยาศาสตร์บอกได้…

ความพยายามอย่างหนักเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ คิลกาน่อน เป็นยอดนักดั๊งค์ แต่นั่นก็แค่ส่วนหนึ่ง ร่างกายของเขามีบางสิ่งที่พระเจ้ามอบให้เพื่อมาดังค์เพียงอย่างเดียว แต่สิ่งนี้จะเรียกว่าพรสวรรค์ได้หรือไม่? คงพูดได้ไม่เต็มปากมากนัก แม้ว่าเขาจะมีแต้มต่อจากความสูง 6 ฟุต 1 นิ้ว (185 เซนติเมตร) ที่มีติดตัวก็ตามoxp6w539zh5ZXK7IHEr-o

“เขาเป็นนักกระโดดที่โคตรสุดยอดมากๆ และมีโครงสร้างเพื่อเป็นนักกีฬาโดยเฉพาะ” จอร์แดน แคนน่อน นักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยวอเตอร์ลู และ ศาสตราจารย์ สจ็วร์ต แม็คกิล ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน ชีวกลศาสตร์เกี่ยวกับกระดูกสันหลังที่มีชื่อเสียงระดับโลก ทั้งสองคือผู้เห็นพลังกระโดดของ คิลกาน่อน และอดสงสัยไม่ได้ว่าเขากระโดดสูงขนาดนั้นได้อย่างไร จนต้องขอวิจัยร่างกายของ “ก็อด ออฟ ดังค์” เป็นกรณีพิเศษ เพราะหากไขความลับนี้ได้มนุษยชาติจะสามารถก้าวข้ามความสามารถทางกีฬาได้อีกขึ้น

แคนน่อน ได้ใช้เทคโนโลยี Electromyography ที่ล้ำสมัยเพื่อวัดการกระตุ้นด้านกล้ามเนื้อของ คิลกาน่อน ซึ่งหลังจากทดสอบดูแล้วพบว่านี่คือความประหลาดที่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป …

กล้ามเนื้อของ คิลกาน่อน เป็นกล้ามเนื้อชนิดพิเศษที่มีความยืดหยุ่นสูงจนน่าตกใจ กล้ามเนื้อเขาสามารถหด และคลายตัวได้อย่างรวดเร็ว เส้นประสาทต่างๆ ก็ตอบสนองดีกว่าและเร็วกว่า แรงส่งจากกล้ามเนื้อที่เขาใช้กระโดดนั้น มาจากกล้ามเนื้อส่วนสะโพกในการยกตัวขึ้นสูงเหนือพื้น ขณะที่คนธรรมดาใช้แรงจากหัวเข่าร่วมกับการเก็บลำตัวให้ตรง

“ร่างกายของ คิลกาน่อน มีทักษะโดยธรรมชาติ เส้นประสาทและกล้ามเนื้อของเขาทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าคนปกติ กล้ามเนื้อของเขาหด และยืดตัวอย่างรวดเร็วมากในจังหวะที่จะกระโดดตัวขึ้นไป” แคนน่อน ตะลึงกับโครงสร้างพันธุกรรมของหนูทดลองของเขา

“การจะทำได้แบบนี้กล้ามเนื้อของเขาจะต้องเเข็งแรงมากและเขาสามารถควบคุมมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จังหวะระเบิดพลังกระโดดนี่แหละที่สุดยอดเขาสามารถเพิ่มความเร็วได้อีกในการดันตัวขึ้นมา”

“คำอธิบายที่ดีที่สุดเกี่ยวกับกล้ามเนื้อของเขาน่ะเหรอ? … นี่แหละของขวัญจากพระเจ้าเลย” นักวิจัยสรุปอย่างเรียบง่ายแต่ได้ใจความsssw

เรียกได้ว่าการฝึกแบบที่ คิลกาน่อน ใช้พัฒนาศักยภาพตัวเองนั้น คือ สิ่งที่ใครก็ทำตามได้หากมีความอึด, ถึก และทนมากพอ ทว่าการจะทำให้กระโดดได้สูงและเร็วในแบบที่เขาทำคือสิ่งที่ “ยากมาก” ที่ใครจะลอกเลียนแบบ เพราะร่างกายที่เกิดมาเพื่อการกระโดดดังค์โดยเฉพาะ แถมยังผ่านการฝึกแบบหฤโหดมาอีกด้วย

 

ข้อแลกเปลี่ยนกับพระเจ้า

ทุกอย่างบนโลกนี้ต่างมี 2 ด้าน ไม่มีสิ่งใดดีหมด 100% และการระเบิดพลังกระโดดของ คิลกาน่อน ก็เช่นกัน

8 ปีที่ผ่านมากับการทำให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่นและประสาทสัมผัสเร็วจี๋ขนาดนี้มีส่งผลเสียกับเขาเหมือนกัน การกระโดดสุดตัวแต่ละครั้ง คือ การดึงเอาพลังจากอนาคตมาใช้ คุณจำที่เขาบอกได้ไหมว่า ทุกเช้าจะต้องตื่นมาพร้อมกับความเจ็บปวดกล้ามเนื้อ นั่นแหละคือข้อแลกเปลี่ยนของการเป็นอันดับ 1 ของโลก

การกระโดดก็เหมือนการทุบกล้ามเนื้อที่เดิมซ้ำๆ เป็นพันๆ รอบ ดังนั้นการพักผ่อนถือเป็นหนึ่งในการซ้อมของ คิลกาน่อน เหมือนกัน เวลากระโดดต้องกระโดดให้เต็มแรง และเวลาพักผ่อนเขาก็ต้องเคร่งครัดอย่างเต็มที่

คิลกาน่อน มีกฎเหล็กอยู่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาซ้อมหนักเพื่อออกงานใหญ่ หลังจากซ้อมอย่างหนักจนสามารถสร้างภาพในหัวจนเกือบอยู่ในระดับไม่ต้องมองแป้นดังค์ได้ เขาจะต้องใช้เวลาฟื้นฟูกล้ามเนื้อ 48 ชั่วโมงเลยทีเดียว แน่นอนว่าหากเขาคิดจะเป็นนักบาสเกตบอล NBA ขึ้นมา เขาไม่อาจสามารถมีเวลาฟื้นฟูร่างกายแบบนี้ได้แน่ๆ0001_BirHakeim_w_JordanKilganon_July2016_©KevinCouliau

แม้ดูน่าเสียดาย แต่ตัวของ คิลกาน่อน พอใจมากกับการเเลกเปลี่ยนกับพระเจ้าครั้งนี้ เขามีความสุขกับร่างกายของเขาที่กระโดดได้สูงกว่าใคร เพราะสิ่งนี้คือสิ่งที่เขาต้องการ เขาไม่ต้องการปอดใหญ่ๆ อย่างนักกีฬาอาชีพ เพราะถึงมีเขาก็ไม่ใช้มันอยู่ดี ทุกวันนี้เขายังเป็นคนติดบุหรี่ และไม่ชอบเดินทางไปไหนไกลบ้าน เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการซ้อมกับแป้นส่วนตัว และท่องโลกอินเตอร์เน็ต … ใครอยากจะเล่นบาสเก็ตบอลเก่งจนครองโลกได้ก็ทำไป  ตัวเขาขอแค่เป็น “ราชาแห่งวงการดังค์” แค่นี้ก็พอแล้ว

“การดังค์คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตผม ผมพยายามจะผลักดันตัวเองให้เกินกว่าขีดจำกัดที่ทำได้ เชื่อสิ คุณจะได้เห็นการดังค์เจ๋งๆ จากผมมากกว่านี้อีก” นี่คือคำตอบของเขาที่ยืนยันว่าเล่นอย่างอื่นไม่ได้ก็ไม่เป็นไรเลยแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตามที่สุดเเล้วสิ่งที่ คิลกาน่อน ทำคือประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ ในอนาคตหากมีคนที่มีกล้ามเนื้อยืดหยุ่นประสาทสัมผัสที่ว่องไปเหมือนกับเขา ขณะเดียวกันก็มีความแข็งแกร่งสุดถึกระเดียวกับกับ เลบรอน เจมส์“งานวิจัยของเราไม่หยุดแค่นี้แน่ วิธีการของเขาสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับกีฬาชนิดอื่นๆ ได้แน่นอนเพื่อเพิ่มการกระโดดที่มีประสิทธิภาพ การสร้างนักกีฬาที่ไร้เทียมทานนั้น เราจำเป็นต้องศึกษาจากกระบี่มือหนึ่งเสียก่อน นี่แหละเหตุผลที่เราต้องมาวิจัยกับชายที่ทื่อ จอร์เเดน คิลกาน่อน คนนี้ยังไงล่ะ” กลุ่มนักวิจัยกล่าวทิ้งท้าย

เหตุใดแข้งศัตรูอย่าง ‘ริเกลเม’ จึงถูกชาวบราซิลเอาไปตั้งชื่อจนเกลื่อนประเทศ?

อาร์เจนตินา และ บราซิล ถือเป็นหนึ่งในคู่ปรับที่เกลียดกันมาอย่างยาวนาน ทำให้ทุกครั้งที่ทั้งคู่โคจรมาพบกัน ไม่ว่าจะในระดับสโมสรหรือทีมชาติ ล้วนใส่กันอย่างไฟแลบ จนมีใบเหลืองใบแดงมากกว่าปกติ 

 

อย่างไรก็ดี กลับมีนักเตะชาวอาร์เจนไตน์คนหนึ่งที่ชาวบราซิลเกลียดไม่ลง ยิ่งไปกว่านั้น ยังเอาชื่อของเขาไปตั้งชื่อลูกหลานจนเกลื่อนประเทศ 

เขาคนนั้นมีชื่อว่า ฮวน โรมัน ริเกลเม อดีตจอมทัพ โบคา จูเนียร์ส และ บียาร์เรอัล เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ร่วมติดตามไปพร้อมกับเรา 

คู่ปรับตลอดกาล 

“คู่รักคู่แค้น” ถือเป็นหนึ่งในสเน่ห์ของเกมลูกหนัง เมื่อสิ่งเหล่านี้กลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ทั้งสองทีมเข้าฟาดฟันกันอย่างไม่คิดชีวิต และทำให้เกมมีสีสันกว่าปกติ 

และสำหรับทีมชาติ อาร์เจนตินา กับ บราซิล ก็คือหนึ่งในคู่ปรับที่มีชื่อเสียงในโลกฟุตบอล จากการแย่งชิงกันเป็นเบอร์หนึ่งของทวีป ที่ไม่ว่าเจอกันครั้งไหน ล้วนใส่กันไม่ยั้งราวกับเป็นสงครามขนาดย่อมบนสนามหญ้าnintchdbpict000394197735

อันที่จริงจุดเริ่มต้นการเป็นคู่ปรับของพวกเขา อาจต้องย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีฟุตบอลมาเกี่ยวข้อง นั่นคือช่วงเพิ่งประกาศตัวเป็นเอกราช (อาร์เจนตินา ประกาศเอกราชปี 1816 ขณะที่ บราซิล ประกาศเอกราชปี 1922) เมื่อทั้งสองประเทศต่างมีพื้นที่ทับซ้อน จนกลายเป็นสงครามแย่งชิงดินแดน

ในปี 1825 สงครามระหว่างบราซิล และอาร์เจนตินาครั้งแรกได้ปะทุขึ้นในชื่อ “สงครามซิสพลาทิน” หลังทั้งสองฝ่ายต่างแย่งชิงพื้นที่ปากแม่น้ำริโอ เดอ ลา พลาตา ฝั่งตะวันออก ที่แต่เดิมเป็นของจักรวรรดิบราซิล แต่คนในพื้นที่ส่วนใหญ่ล้วนพูดภาษาสเปน 

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ สหจังหวัด ริโอ เดอ ลา พลาตา หรืออาร์เจนตินาในปัจจุบัน ปลุกระดมให้คนในท้องถิ่น ต่อต้านต้านการกดขี่จากการปกครองของบราซิล และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ สหจังหวัด ริโอ เดอ ลา พลาตา ซึ่งเป็นผลให้บราซิล ประกาศสงครามอย่างเป็นทางการต่ออาร์เจนตินา 

หลังสู้รบกันอย่างยาวนานจนถึงปี 1828 ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็เจรจาสงบศึกภายใต้ “สนธิสัญญามอนเตวิเดโอ” ก่อนจะปลดปล่อยจังหวัดซิสพลาทีน ให้เป็นอิสระ และกลายเป็นประเทศอุรุกวัยในปัจจุบัน 

เวลาล่วงเลยผ่านไปจนเข้ามาถึงศตวรรษที่ 20 ในขณะที่ทั้งสองประเทศกำลังกลายเป็นมหาอำนาจของทวีป เมล็ดพันธ์แห่งความเกลียดชัง ก็ถูกส่งต่อให้แก่คนในประเทศผ่านชนชั้นปกครอง 

ในช่วงทศวรรษที่ 1930’s อาร์เจนตินาพยายามปลูกฝังแนวคิดต่อทหารเรือว่า บราซิล คือชนชาติที่ต่ำต้อยกว่า และปฏิบัติต่อคนที่พูดภาษาโปรตุเกส (ภาษาราชการของบราซิล) ในฐานะพลเมืองชั้นสอง 

ในขณะที่บราซิล ผู้นำเผด็จการ เกตูลีโอ วาร์กัส ได้สั่งห้ามพูดถึงประวัติศาสตร์ที่พวกเขาพ่ายแพ้อาร์เจนตินาในสงครามซิสพาทีน และถูกลบออกจากหนังสือเรียน เพื่อไม่ให้ประชาชนรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าเพื่อนบ้าน 

สิ่งนี้ได้ถูกส่งต่อผ่านฟุตบอล กีฬาที่ได้รับความนิยมของทวีป เมื่อทั้งคู่ต่างแย่งกันสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ซึ่งบราซิลเป็นฝ่ายทำได้ดีกว่าในช่วงแรก ด้วยการคว้าแชมป์โลก 3 สมัยในปี 1958, 1962 และ 1970 พร้อมกับการแจ้งเกิดหนึ่งในนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกที่ชื่อว่า “เปเล่” 

แต่อาร์เจนตินา ก็ไม่ยอมแพ้ พวกเขาคว้าแชมป์โลกสมัยแรกในปี 1978 ที่แม้จะถูกเรียกกว่า “การแข่งขันที่สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์” แต่ในอีก 8 ปีต่อมา พวกเขาก็คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 07bf5fb1-3826-40c8-9f22-d6d34caad030

นอกจากนั้น มันยังเป็นการให้กำเนิด “ดิเอโก มาราโดนา” นักเตะที่ชาวอาร์เจนไตน์ภาคภูมิใจ ที่กลายเป็นข้อถกเถียงกันระหว่างแฟนบอลอาร์เจนตินาและบราซิล ว่าระหว่างเขากับ เปเล่ ใครเก่งกว่ากัน 

ความขัดแย้งของพวกเขายังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน ที่ทำให้การพบกันระหว่าง บราซิล และ อาร์เจนตินา กลายเป็นเกมที่ดุเดือดเลือดพล่าน ในขณะที่แฟนบอลก็มักเกิดการปะทะกันอยู่บ่อยครั้ง ที่เรียกได้ว่าต่างฝ่ายต่างเกลียดกันแบบไม่ยอมเผาผี 

อย่างไรก็ดี กลับมีนักเตะชาวอาร์เจนตินาคนหนึ่ง ที่แฟนบอลบราซิลยกเว้น ที่ไม่ใช่แค่ไม่เกลียด แต่ยังชอบถึงขนาดเอาไปตั้งชื่อลูก ชื่อของเขาคือ ฮวน โรมัน ริเกลเม (Juan Roman Riquelme)

 

ริเกลเมแห่งบราซิล 

ริเกลเม คือยอดนักเตะแห่งอาร์เจนตินา เขาเริ่มต้นสร้างชื่อตั้งแต่ค้าแข้งกับ โบคา จูเนียร์ส ในปี 1996 จากนั้นได้มีโอกาสได้ย้ายไปโชว์ฝีเท้าในยุโรปกับยอดทีมอย่าง บาร์เซโลนา และ บียาร์เรอัล ก่อนจะคัมแบ็คกลับมาเล่นให้โบคาอีกครั้งในปี 2007 และย้ายไปเล่นให้ อาร์เจนติโนส จูเนียร์ส ช่วงสั้นๆ ก่อนจะแขวนสตั๊ดในปี 2014 roman_gremio

อย่างไรก็ดี หลังอดีตจอมทัพโบคา แขวนสตั๊ดไปถึง 6 ปี กลับมีชื่อของเขามากมายในดินแดนของศัตรูคู่อาฆาตอย่างบราซิล โดยเฉพาะในหมู่นักฟุตบอลนักฟุตบอลเยาวชน 

เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในทัวร์นาเมนต์ โคปา เซา เปาโล หนึ่งในทัวร์นาเมนต์เยาวชนชื่อดังของบราซิล ที่จัดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1969 เพราะจาก 127 ทีมทั่วประเทศที่เข้าร่วมเมื่อเดือนมกราคม 2020 ที่ผ่านมา มีนักเตะชาวบราซิลที่ชื่อ ริเกลเม ถึง 12 ราย ที่ลงทะเบียนในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว 

และจากการเปิดเผยของสมาพันธ์ฟุตบอลบราซิล ระบุว่ามีนักเตะจำนวนถึง 110 คนที่ลงทะเบียนในชื่อ Riquelme และอีก 41 คนที่ใช้ชื่อว่า Rikelme และอีกมากมายที่สะกดต่างออกไปอย่าง Riquelmo หรือ Rykelme และแน่นอนว่ามีที่มาจาก “ริเกลเม” ตำนานชาวอาร์เจนตินา  

ครูเซโร หนึ่งในทีมยักษ์ใหญ่ของแดนแซมบ้า ดูจะเป็นทีมที่มีนักเตะที่ใช้ชื่อนี้มากที่สุด โดยพวกเขามีนักเตะเยาวชนในทีมถึง 4 ราย ที่ตั้งตามจอมทัพชาวอาร์เจนไตน์ นั่นก็คือ Riquelme, Riquelmo, Rikelme และ Riquelmyimagenes-1568490154

“มันก็ตลกดี บางครั้งคุณอาจจะเห็นคนในรุ่นเดียวกันตั้งชื่อตามผู้เล่นหรือดารา เรามีนักเตะ 6 คนที่ตั้งชื่อตาม Caua ดาราละครน้ำเน่าทางช่อง TV Globo” อเล็กซานเดร กราสเซลี โค้ชทีม U-17 ของ ครูเซโร กล่าวกับ Reuters 

“นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ จากนักเตะอาร์เจนตินา และมันทำให้การสื่อสารยุ่งยาก เราพยายามหาวิธีจัดการ และตัดสินใจตั้งชื่อเล่นให้พวกเขา ไม่ให้มันเหมือนกัน” 

อันที่จริงการตั้งชื่อตามนักเตะหรือคนดังไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับชาวบราซิล เพราะที่ผ่านมาต่างมีพ่อแม่ที่ตั้งชื่อลูกว่า “เอ็ดสันส์” ตาม เอ็ดสัน อรันเตส โด นาสซิเมนโต หรือที่รู้จักกันดีว่า “เปเล่” เช่นเดียวกับชื่อ “อาร์ตูร์ส” ที่มาจาก อาร์ตูร์ อันตูเนส โกอิมบรา หรือ “ซิโก้”  

หรือแม้แต่ แกรี ลินีเกอร์ กองหน้าชาวอังกฤษ ก็เป็นหนึ่งในชื่อที่ได้รับความนิยมจากชาวแซมบ้า เมื่อผลสำรวจระบุว่ามีชาวบราซิลถึง 622 คน ที่ตั้งชื่อลูกว่า ลินีเกอร์ ตามอดีตดาวยิงของ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ในปี 2010   

อย่างไรก็ดี สำหรับ ริเกลเม นั้นต่างออกไป เพราะเขาคือนักเตะของชาติที่ถือเป็นคู่ปรับตลอดกาลอย่างอาร์เจนตินา แต่ทำไมกลับได้รับความนิยมในบราซิล? 

 

ดังระดับทวีป  

ผลสำรวจระบุว่าชื่อ Riquleme มีอัตราถูกนำมาใช้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 202 คนในช่วงทศวรรษที่ 1990’s เป็น 14,037 คนในทศวรรษที่ 2000’s หรือเพิ่มขึ้นถึง 6,894 เปอร์เซ็นต์ สูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของชื่อผู้ชายในช่วงนั้น 

ส่วนอันดับ 1 ก็ยังมาจาก ริเกลเม ที่เปลี่ยนตัวสะกดเป็น Rikelme โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นจาก 26 คนเป็น 2,641 คน ในช่วงเวลาเดียวกัน หรือเพิ่มขึ้นถึง 10,057 เปอร์เซ็นต์riquelme-leomessi2

เหตุผลสำคัญน่าจะมาจากผลงานของริเกลเม ที่โด่งดังระดับทวีปในช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 หลังโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นกับ โบคา ด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ โคปา ลิเบอร์ตาดอเรส 3 สมัยในปี 2000, 2001 และ 2007 

นอกจากนี้ ในแต่ละปีที่คว้าแชมป์ พวกเขายังปราบทีมจากบราซิลในรอบรองชนะเลิศ และชิงชนะเลิศ จึงไม่แปลกที่ชื่อของเขา จะถูกนำไปตั้งสำหรับเด็กที่เกิดในช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 

ริเกลเม ซูซา ซิลวา คือหนึ่งในคนที่ได้ชื่อของเขาได้รับอิทธิพลมาจากแข้งชาวอาร์เจนไตน์ เขาคือหนึ่งในนักเตะที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นใน ศึก โคปา เซา เปาโล 2020 หลังยิง 6 ประตูจาก 5 เกม พร้อมช่วยให้ Atletico Goianiense ทำอันดับได้ดีที่สุดเท่าที่ร่วมการแข่งขันมา experiencia_no_japao_e_inspiracao_em_aguero_riquelme_comemora_boa_fase_e_chance_no_profissional_do_atletico

“เพราะว่าลุงของผม เขาเป็นแฟน โบคา จูเนียร์ส ในช่วงเวลาที่ผมเกิด (ปี 2001)” ริเกลเม ซูซา ซิลวา กล่าวกับ Bleacher Report  

“หลังจากนั้นคืนหนึ่ง พวกเขาบอกว่าพวกเขากำลังดูเกมของโบคา และถามพ่อของผมว่าจะเป็นอะไรมั้ยถ้าตั้งชื่อผมว่า ริเกลเม พ่อของผมโอเค แม้ว่าเขาอาจจะไม่รู้จักเขารู้เรื่องฟุตบอลมากนัก” 

เช่นเดียว เฮลตัน อาร์รุดา อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติบราซิลและ ปอร์โต ก็ตั้งชื่อลูกชายว่า ริเกลเม ไม่ต่างกับ โรนัลโด แองเจลิม อดีตกองหลัง ฟลาเมงโก ที่ยิงประตูชัยช่วยให้ทีมคว้าแชมป์เมื่อปี 2009 ก็ทำแบบเดียวกัน 

“เขาเป็นยอดกองกลางคนหนึ่ง เป็นคนที่ผมรู้สึกสนุกเมื่อได้ดูเขาเล่น” แองเจลิมกล่าวกับ Bleacher Report 

“แต่ที่จริงเพราะว่าอดีตภรรยาของผม เราพยายามเลือกชื่อนักฟุตบอลที่คล้ายกับลูกชายคนแรกของเรา โรนัลด์ เดอ บัวร์ และตอนที่เราได้ยินชื่อนี้ ลูกคนที่สองของเราก็กำลังจะมา เราจึงเอาชื่อเขาไปตั้งเป็นชื่อเธอ” 

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่เขาได้รับการยอมรับที่บราซิล 

 

โจกา โบนิโต 

“ถ้าเราเดินทางจากจุดเอไปจุดบี ทุกคนจะใช้ทางด่วนหกเลนเพื่อไปถึงที่หมายให้เร็วที่สุด” ฮอร์เก วัลดาโน อดีตนักเตะทีมชาติอาร์เจนตินาและ เรอัล มาดริด กล่าว 

“ยกเว้นริเกลเม เขาจะเลือกถนนที่ลัดเลาะไปตามภูเขาที่ใช้เวลา 6 ชั่วโมง แต่นั่นก็ทำให้เขาได้ดื่มด่ำกับวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม” pic441

แม้ว่า ริเกลเม จะประสบความสำเร็จกับ โบคา จูเนียร์ส และเคยเล่นให้กับทีมดังในยุโรปอย่าง บาร์เซโลนา และ บียาร์เรอัล รวมถึงติดทีมชาติอาร์เจนตินาไปเล่นฟุตบอลโลกปี 2006 ในฐานะหมายเลข 10 แต่เขาก็ไม่ใช่ผู้เล่นที่กวาดแชมป์มาประดับตู้โชว์ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ 

นอกจากนี้ หากมองจากภายนอก เขายังดูเป็นนักเตะที่ค่อนข้างขี้อาย และไม่ค่อยมีเสน่ห์เมื่อเทียบกับตำนานชาวอาร์เจนตินาในอดีต ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาได้รับความนิยมในบราซิล คือลีลาการเล่นในสนาม 

ริเกลเม เป็นนักเตะที่เต็มไปด้วยทักษะและพรสวรรค์ เขาเปลี่ยนสนามให้เป็นฟลอร์หญ้า ใช้ความสามารถเฉพาะตัวที่มี ทำให้ฟุตบอลกลายเป็นการแข่งขันที่น่าตื่นตา ราวกับพ่อมดกำลังร่ายมนต์ในสนาม 

“(ริเกลเม) เลี้ยงบอลได้อย่างนุ่มนวลและเชื่องเท้าในสนาม ราวกับว่ามันเป็นสุนัขคู่ใจ” ทอสเทา นักเตะบราซิลชุดแชมป์ฟุตบอลโลก 1970 อธิบาย

เขามีเอกลักษณ์ของบราซิลที่ชื่อว่า “โจกา โบนิโต” (Joga Bonito) ด้วยการเล่นที่สวยงาม เพลินตาและเร้าใจ ไม่ว่าจะเป็นตอนครองบอล จ่ายบอล หรือหาจังหวะยิงประตู ก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยมไม่มีที่ติ 

นอกจากนี้ เขายังมีความเป็นศิลปิน ซึ่งบราซิล “เคย” อุดมไปด้วยนักเตะสไตล์นี้ ถึงขนาดที่ เปเล่ ตำนานของบราซิล ยังให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2006 ว่า “ในอดีตบราซิลเคยมีนักเตะอย่างริเกลเม” จึงทำให้ ริเกลเม เข้าไปครองหัวใจแฟนบอลชาวแซมบ้าอย่างจัง 

“ถ้าบราซิลคือบ้านของศิลปินลูกหนัง ดูเหมือนจะเข้าใจได้ว่า ทำไมพวกเขาจึงแสดงความเคารพต่อผู้เล่นที่มีความเป็นศิลปินมากที่สุดที่อาร์เจนตินาเคยมีมา” เอเซเกล เฟอร์นันเดซ มัวร์ส คอลัมนิสต์ชาวอาร์เจนไตน์ ที่ติดตามริเกลเมมาตั้งแต่ปี 1996 กล่าวกับ Bleacher Report 

“มาราโดนา และเมสซี มาจากอีกมิติหนึ่ง พวกเขาโด่งดังมากกว่าในระดับโลก แต่ริเกลเมคือปรากฎการณ์ที่แตกต่าง เขาเป็นที่นิยมจากคนที่เคยดูเขาเล่น ซึ่งรู้ว่าเขาสามารถทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ มันไม่ใช่เพราะว่าเทคนิคและทักษะที่เยี่ยมยอดของเขา แต่เพราะบุคลิก และความสง่างามในฐานะศิลปินลูกหนัง” 

“มันจึงเป็นเหตุผลว่า เพราะเหตุใดเขาจึงสามารถสร้างแรงกระเพื่อมในบราซิลได้ขนาดนี้ มันจึงไม่ใช่แค่ผลงานชั้นยอดที่น่าจดจำตอนที่เจอกับสโมสรบราซิลในเกมสำคัญเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการที่ไม่มีนักฟุตบอลแบบนี้มานานแล้ว” 

“เขาสามารถเคลื่อนที่ไปรอบๆ เพื่อให้ได้บอล และเป็นผู้เล่นที่ไม่จำเป็นต้องวิ่งมาก บางทีนี่อาจจะเป็นคำอธิบายถึงความโหยหาต่อริเกลเมก็เป็นได้” 

“เหมือนกับซีดาน เขามีชื่อที่สวยงามและเป็นศิลปินลูกหนัง ซีเนดีน และ โรมัน ก็เหมือนกัน” 

 

มรดกที่เหลือไว้ 

แม้ว่า ริเกลเม จะเลิกเล่นไปตั้งแต่ปี 2014 แต่ชื่อของเขายังคงไม่ลบเลือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบราซิล ที่กลายเป็นหนึ่งในชื่อยอดนิยมของประเทศ และสิ่งนี้คือข้อพิสูจน์ถึงการยอมรับในตัวเขาทั้งที่เป็นดินแดนของคู่ปรับ 

แน่นอนว่า สิ่งที่ทำให้ ริเกลเม ก้าวมาถึงจุดนี้คือการยึดมั่นในสไตล์การเล่นของตัวเอง แม้ว่าบางครั้งอาจจะไม่ถูกใจผู้จัดการทีม ที่ทำให้ครั้งหนึ่งเขาต้องหมดอนาคตในการค้าแข้งที่ยุโรป แต่เขาไม่สน เพราะนี่คือตัวตนและเปลี่ยนแปลงไม่ได้168828477-1677388

“ผมสนุกกับฟุตบอลอย่างเต็มที่ ผมหวังให้ผู้คนสนุกกับมันเหมือนกับผม ผมพยายามทำให้มีแต่ช่วงเวลาดีๆ” ริเกลเมกล่าว 

ชื่อของเขาจึงเป็นเหมือนมรดกชิ้นสุดท้ายที่เขาหลงเหลือไว้ ว่าครั้งหนึ่งเคยมีนักเตะที่มีลีลาการเล่นที่สวยงามและน่าตื่นตา ที่แม้แต่แฟนบอลของคู่แข่งยังให้การนับถือ 

และบางทีปรากฎการณ์เกี่ยวกับชื่อของเขาที่เกิดขึ้นในบราซิลในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน อาจจะเป็นหลักฐานของความคิดถึงต่อนักเตะแบบ “ริเกลเม” ก็เป็นได้ 

“ริเกลเมเล่นฟุตบอลที่น่าดึงดูด เหมือนกับชาวบราซิลคนหนึ่ง ด้วยความคิดสร้างสรรค์ พรสวรรค์และความฉลาด” กราสเซลลีกล่าวกับ Reuters 

“เขาอาจจะไม่เหมือนเมสซี หรือเนย์มาร์ แต่เขาก็คือสัญลักษณ์ในยุคหนึ่งเช่นกัน”