ONITSUKA TIGER รองเท้าวิ่งพิชิตโอลิมปิกสู่ไอเท็มแห่ง ป๊อปคัลเจอร์และภาพจำใน KILL BILL

ต่อให้จะไม่ใช่สนีกเกอร์เฮดหรือติดตามเรื่องราวในวงการสนีกเกอร์อย่างใกล้ชิด แต่เชื่อว่าทุกคนก็น่าจะรู้จักแบรนด์ ONITSUKA TIGER กันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเพราะรูปลักษณ์ที่แตกต่างจากสนีกเกอร์แบรนด์อื่นๆ อย่างชัดเจน มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากนั้นชื่อ ONITSUKA TIGER ยังฟังติดหู ไม่เหมือนใคร และพ้องกับชื่อของตัวละครดังจากมังงะเรื่อง GTO อย่าง “โอนิซึกะ เอคิจิ” อีกด้วย

 

ไม่เพียงเท่านั้น ความน่าสนใจของแบรนด์รองเท้าแบรนด์นี้ยังรวมถึงเส้นทางการเติบโตที่ผ่านทั้งประวัติศาสตร์สำคัญแห่งโลกกีฬา หรือแม้กระทั่งโลกมายาของวงการบันเทิง Onitsuka Tiger ก็เคยไปเยือนมาแล้ว 

จากวันที่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน จากอุปกรณ์สำหรับออกกำลังกายสู่ไอเท็มคู่กายของแอ็คชั่นสตาร์ระดับโลก เรื่องราวของแบรนด์รองเท้าแบรนด์นี้เป็นอย่างไร ติดตามได้ที่เรา

ปณิธานที่แน่วแน่

เรื่องราวของ Onitsuka Tiger นั้นเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ไฟของสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังไม่มอดดับสนิท  ในปี 1949  เมื่อ “คิฮาชิโร่ โอนิซึกะ” ชายชาวญี่ปุ่นวัย 32 ปี มีเจตนารมณ์อย่างแรงกล้าที่ต้องการช่วยเหลือเยาวชนญี่ปุ่นและสร้างอนาคตที่ดีขึ้นหลังจากสงครามสิ้นสุดลง เขาเชื่อว่าการเล่นกีฬาเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรวมกลุ่มผู้คนและเชื่อมโยงชุมชน ดังนั้นการก่อตั้งแบรนด์รองเท้ากีฬา เพื่อผลิตรองเท้ากีฬาที่ชาวญี่ปุ่นเข้าถึงได้ จึงเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการทำตามความตั้งใจของ คิฮาชิโร่766355ab295bb8531f8aaf0abc8923df

“กีฬาคือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิต” นี่คือวิสัยทัศน์ของแบรนด์ Onitsuka Tiger ที่ระบุไว้อย่างชัดเจน นอกจากนั้นยังเป็นปณิธานที่ คิฮาชิโร่ โอนิซึกะ ตั้งมั่นมาตั้งแต่ในวันที่เริ่มก่อตั้ง

ในตอนแรกที่ก่อตั้ง Onitsuka Tiger ขึ้นมา การผลิตสินค้าส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่รองเท้าบาสเกตบอลเป็นหลัก เนื่องจากในยุคสมัยปลายทศวรรษ 40s​ วัฒนธรรมของประเทศสหรัฐอเมริกายังมีอิทธิพลในประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ดังนั้นกีฬาบาสเกตบอลจึงถือเป็นหนึ่งในกีฬายอดฮิตของแดนปลาดิบในช่วงเวลาดังกล่าว

อย่างไรก็ตามความพยายามในช่วงแรกของ โอนิซึกะ นั้นประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง รองเท้าที่ผลิตออกมานั้นมีสภาพไม่ต่างไปจากรองเท้าฟางราคาถูก ไม่สามารถนำไปลงสนามเล่นกีฬาตามความปราถนาของเขาได้จริง

จนกระทั่งบ่ายวันอาทิตย์ธรรมดาๆ วันหนึ่งในช่วงปี 1950 ในขณะที่ โอนิซึกะ กำลังรับประทานสลัดอยู่ เขาก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมาจากการที่เห็นหนวดปลาหมึกเกาะติดกับชามสลัดของเขา โอนิซึกะ คิดว่า หนวดปลาหมึกมีโครงสร้างที่น่ามหัศจรรย์ มันสามารถยึดเกาะสิ่งต่างๆ ได้อย่างเหนียวแน่น ทั้งๆ ที่มีขนาดเล็กนิดเดียว เขาไม่รอช้าที่จะสเก็ตภาพรองเท้าขึ้นมาใหม่ โดยใช้หนวดปลาหมึกเป็นแรงบันดาลใจในการทำพื้นรองเท้า ก่อนที่หลังจากนั้นจะเอาแบบร่างนั้นไปให้โรงงานขึ้นรูปเป็นรองเท้าจริงๆ ผลลัพธ์ที่ได้คือรองเท้าบาสเกตบอลชื่อว่า “OK Shoes” 

OK Shoes คือสินค้าหลักอย่างเป็นทางการชิ้นแรกของแบรนด์ Onitsuka Tiger ถึงแม้ว่าในช่วงแรกยอดขายจะไม่ประสบความสำเร็จดังหวัง ส่วนหนึ่งก็เพราะในช่วงก่อตั้ง โอนิซึกะ ไม่ได้สร้างระบบการขายอย่างเป็นทางการ แทบจะมีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่ทำหน้าที่ทุกอย่าง แม้กระทั่งการตระเวนแบกรองเท้าไปเสนอขายตามที่ต่างๆ ทั่วญี่ปุ่น ถึงขั้นต้องนอนบนม้านั่งในสถานีรถไฟก็ไม่เกี่ยง

แต่หลังจากที่ทีมบาสเกตบอลของโรงเรียนมัธยมปลายโกเบสวมใส่ OK Shoes และสามารถคว้าแชมป์การแข่งขันบาสเกตบอลมัธยมปลายระดับประเทศได้ในปี 1951 ชื่อของ Onitsuka Tiger ก็เริ่มเป็นที่พูดถึงขึ้นมา 

ถึงจะพอเริ่ม “อยู่ได้” แต่ความสำเร็จของ OK Shoes ยังถือว่าอยู่ในระดับท้องถิ่นเท่านั้น และแบรนด์ Onitsuka Tiger ก็คงสถานะเช่นนั้นอยู่จนกระทั่งเวลาเคลื่อนไปจนยุค 50’s สิ้นสุดลง 

แต่หลังจากนั้นในยุค 60’s ยุคนี้แหละถือเป็นการเติบโตก้าวสำคัญของ Onitsuka Tiger

 

รองเท้าวิ่งพิชิตโอลิมปิก

ไม่ต่างจากตอนที่นั่งประทานสลัดในบ่ายวันอาทิตย์ วันธรรมดาๆ วันหนึ่งในยุค 60’s ขณะที่ โอนิซึกะ กำลังแช่น้ำร้อนอยู่ในอ่างที่บ้านอย่างสบายอารมณ์นั้น เขาก็ได้เหลือบมองรอยเหี่ยวย่นของเท้าที่ตัวเองที่เกิดจากความร้อนของน้ำ ตอนนั้นอยู่ๆ เขาก็พลันคิดขึ้นมาได้ว่า ความร้อนทำให้เกิดแผลพุพอง สิ่งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เขามุ่งเน้นไปที่การไหลเวียนของอากาศที่ดีขึ้นสำหรับรองเท้าวิ่งทางไกล 

หลังจากนั้นในปีเดียวกันรองเท้ารุ่น MAGIC RUNNER ของ Onitsuka Tiger ก็เปิดตัวออกมาวางจำหน่าย โดย MAGIC RUNNER มาพร้อมกับน้ำหนักที่เบา และช่วยทำให้การไหลเวียนของอากาศในตัวรองเท้าเป็นไปอย่างลื่นไหล ซึ่งมันประสบความสำเร็จอย่างสูงในแง่ยอดขาย จนทำให้ชื่อของ Onitsuka Tiger โด่งดังไปไกลถึงต่างแดน5454877

“นี่คือปรากฏการณ์ยูเรก้าของแบรนด์ Onitsuka Tiger ก็ว่าได้” เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Onitsuka Tiger ระบุถึงเรื่องราวดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน

ถ้า MAGIC RUNNER คือก้าวแรกของความสำเร็จ ก้าวที่สองก็ตามมาทันทีโดยไม่รอช้า เมื่อแบรนด์ Onitsuka Tiger ได้ร่วมมือกับ “เคนจิ คิมิฮาร่า” นักวิ่งมาราธอนชื่อดังเพื่อพัฒนารองเท้าให้นักกีฬาได้ใช้เพื่อวิ่งในโอลิมปิกเกมส์ปี 1964, 1968, และ 1972 โดยในปี 1964 ซึ่งเป็นโอลิมปิกที่ประเทศญี่ปุ่นในชื่อ “โตเกียว เกมส์” Onitsuka Tiger ได้เปิดตัวรองเท้ารุ่น RUNSPARK ซึ่งก็ได้รับการจับตามองเป็นอย่างมากในโอลิมปิกครั้งนั้น 

แต่หลังจากนั้นเพียง 2 ปี สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าก็เกิดขึ้นกับรองเท้ารุ่น Mexico 66 ซึ่งผลิตออกมาเพื่อต้อนรับโอลิมปิกเกมปี 1968 ที่ประเทศเม็กซิโก ส่วนตัวเลข 66 นั้นมาจากเลขปีที่คิดค้นรองเท้ารุ่นนี้ขึ้นมาได้สำเร็จ รองเท้ารุ่นนี้คือรุ่นที่ประสบความสำเร็จที่สุดของ Onitsuka Tiger ก็ว่าได้ เป็นต้นแบบให้กับรองเท้ารุ่นหลังๆ อีกมากมาย จนกระทั่งปัจจุบันความคลาสสิคนั้นก็ยังไม่เสื่อมคลาย

ยังไม่จบง่ายๆ เพราะในปีเดียวกันนั้นเองลวดลายแถบพาดลายเสือที่ทุกคนคุ้นตากันเป็นอย่างดี และเปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์แบรนด์ Onitsuka Tiger ในปัจจุบันไปแล้วนั้นก็ปรากฎขึ้นครั้งแรกบนรองเท้ารุ่น LIMBER UP Leather BK Untitled-1

ถ้าถามว่าการเข้ามาทำรองเท้าวิ่งเพื่อพิชิตโอลิมปิกในยุค 60’s ของ ของ Onitsuka Tiger นั้นประสบความสำเร็จแค่ไหน ก็ถึงขั้นที่ว่า ฟิล ไนท์ และ บิว โบเวอร์แมน สองหนุ่มนักกีฬาและโค้ชจาก รัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา เล็งเห็นว่ายังไม่มีใครหยิบ Onitsuka Tiger มาทำตลาดอย่างจริงจังในประเทศสหรัฐอเมริกา พวกเขาจึงร่วมทุนกันเปิดบริษัทที่ชื่อว่า Blue Ribbon Sports เพื่อนำเข้า Onitsuka Tiger มาวางจำหน่ายในดินแดนลุงแซม

ในช่วงยุค 60’s Blue Ribbon Sports คือบริษัทนำเข้าอุปกรณ์กีฬาของ Onitsuka Tiger ก่อนที่ต่อมาบริษัทนี้จะเริ่มมีการผลิตสินค้าอุปกรณ์กีฬาเป็นของตัวเอง และได้เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Nike ที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดีในปัจจุบัน โดยเรื่องราวการเป็นชนวนในการก่อตั้งครั้งนี้จะมีการกล่าวถึงโดยละเอียดอีกครั้งในโอกาสต่อไป

 

เข้าสู่โลกจอเงิน

นอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องรองเท้าบาสเกตบอลและรองเท้าสำหรับวิ่งแล้ว หลังจากที่ประสบความสำเร็จในยุค 60’s Onitsuka Tiger ก็ได้รับความนิยมในวงกว้างมากขึ้น มีสินค้าออกมาหลากหลายมากขึ้น กลายเป็นรองเท้าที่นิยมสวมใส่กันในแทบทุกประเภทชนิดกีฬา ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล, วิ่ง, ศิลปะการต่อสู้, เชียร์ลีดเดอร์, วอลเลย์บอล, มวยปล้ำ, กอล์ฟ, คริกเก็ต, ฟันดาบและเทนนิส หรือแม้กระทั่งการเข้าสู่วัฒนธรรมป๊อปคัลเจอร์ (Pop Culture) ด้วยการปรากฏในภาพยนตร์ระดับโลก

บรูซ ลี คือนักแสดงระดับโลกคนแรกที่สวมใส่รองเท้า Onitsuka Tiger ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกผ่านเรื่องราวบนแผ่นฟิล์มของภาพยนตร์ โดยภาพยนตร์เรื่องนั้นชื่อว่า Game of Death เข้าฉายในปี 1972 โดย ลี ได้สวมใส่ Onitsuka Tiger รุ่น Mexico 66 คู่กับชุดจั๊มสูทสีเหลืองลายดำซึ่งเป็นภาพที่ทุกคนน่าจะจดจำได้เป็นอย่างดี … เมื่อพูดถึง บรูซ ลี ลุคนี้แหละคือลุคที่จะผุดเข้ามาในหัวเป็นอันดับแรก

ถึงแม้เจ้าตัวจะไม่ได้ระบุถึงเหตุผลในการเลือกสวมใส่รองเท้ารุ่น Onitsuka Tiger อย่างเป็นทางการ แต่ทีมงานในกองถ่ายรวมถึงสื่อในช่วงเวลานั้นคาดว่าสาเหตุน่าจะมาจากรองเท้ารุ่นนี้สามารถเคลื่อนไหวไปกับวิชากังฟูและจีคุนโดที่ บรูซ ลี ต้องทำการแสดงได้คล่องแคล่วที่สุด ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าว Onitsuka Tiger กำลังโด่งดังอย่างมากในประเทศสหรัฐอเมริกา

หลังจากนั้นเพียงหนึ่งปี ในปี 1973 บรูซ ลี ก็มีภาพยนตร์เรื่องใหม่ในชื่อ Enter the Dragon ซึ่งถึงแม้ในเรื่องนี้ บรูซ ลี จะไม่ได้สวมใส่  Onitsuka Tiger (บรูซ ลี สวมใส่รองเท้ากังฟูแบบดั้งเดิมในการถ่ายทำ เนื่องจากเหมาะกับบริบทในเรื่องมากกว่า) แต่นักแสดงนำอีกคนอย่าง จิม เคลลี่ ก็สวมใส่ Onitsuka Tiger รุ่น Mexico 66 

โดยในฉากหนึ่งของเรื่อง Enter the Dragon ตัวละครของ เคลลี่ ได้พูดกับคู่ต่อสู้ของเขาว่า

“ถ้าเกิดข้าแพ้ ข้าคงไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำเพราะข้ามัวแต่ยุ่งอยู่กับการทำตัวเองให้ดูดี”1366_2000

โดยประโยคนี้เป็นการสะท้อนให้ได้ทราบว่าในยุคสมัยนั้น ไม่ใช่แค่เป็นรองเท้าที่สามารถใส่เล่นกีฬาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ Onitsuka Tiger ยังเป็นรองเท้าที่จัดว่าดูดีมีสไตล์อีกด้วย 

แต่ถึงแม้ว่าจะไม่สวมใส่เข้าฉากในการถ่ายทำ แต่ภาพจากเบื้องหลังกองถ่ายเผยให้เห็นว่า บรูซ ลี นั้นสวมใส่รองเท้า Onitsuka Tiger แทบจะตลอดเวลา เรียกได้ว่าเป็นไอเท็มคู่กายเลยก็ว่าได้ โดย Onitsuka Tiger ของ ลี นั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 คู่ คือรุ่น Limber Up, Mexico 66, และ Tiger Corsair โดยในปัจจุบันทั้ง 3 คู่ถูกนำมาประมูลเพื่อการกุศลไปหมดแล้ว ในราคาคู่ละไม่ต่ำกว่าหลักหลายแสนบาทเลยทีเดียว

 

สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ

นับตั้งแต่เข้าสู่ยุค 70’s บวกกับการไปปรากฎเป็นไอเท็มคู่ใจของนักแสดงระดับตำนานอย่าง บรูซ ลี ส่งผลให้ Onitsuka Tiger กลายเป็นแบรนด์สนีกเกอร์สำหรับเล่นกีฬาอันดับต้นๆ ของโลกไปโดยสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามเมื่อเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคฟองสบู่แตกในช่วงปี 1990 สถานการณ์ของ Asics ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Onitsuka Tiger ก็ย่ำแย่ตามไปด้วย ถึงขั้นที่ว่างบการเงินของบริษัทติดลบเป็นสีแดงยาวนานติดต่อกันถึง 8 ปี

จนกระทั่งในปี 2002 บริษัทก็เริ่มกลับมามีกำไรอีกครั้งด้วยการสร้างจุดขายเรื่องการเป็นรองเท้าผ้าใบคุณภาพ พร้อมภาพลักษณ์แบบวินเทจตะวันออก ซึ่งการตลาดนี้ได้ผลเป็นอย่างดีโดยเฉพาะในแถบประเทศภาคพื้นยุโรปอย่างฝรั่งเศสและอิตาลีoylss

อย่างไรก็ตามจุดเปลี่ยนที่ทำให้ Onitsuka Tiger กลับมาพุ่งแรง กลายเป็นแบรนด์มหาอำนาจด้านรองเท้าผ้าใบอีกครั้ง คือการที่รองเท้ารุ่น Tai Chi สีเหลือง-ดำ ได้ไปปรากฎอยู่ในซีรี่ส์ภาพยนตร์เรื่อง Kill Bill ผลงานการกำกับของ เควนติน ทารานติโน่ ยอดนักเล่าเรื่องผ่านแผ่นฟิล์มแห่งยุค

ภาพยนตร์เรื่อง Kill Bill ประสบความสำเร็จมหาศาล ทั้งในแง่รายได้และคำวิจารณ์ โดยรายได้รวมทั้ง 2 ภาค (Kill Bill Vol.1 เข้าฉายปี 2003 และ Kill Bill Vol.2 เข้าฉายปี 2004) นั้นสูงเกือบ 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากทุนสร้างเพียง 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนั้นภาพของนักแสดงสาว อูม่า เธอร์แมน (Uma Thurman) ในชุดจั๊มสูทสีเหลือง สวมรองเท้า Onitsuka Tiger รุ่น Tai Chi สีเหลือง-ดำ ก็กลายเป็นภาพจำของแฟนภาพยนตร์ทั่วโลกไม่แพ้ภาพของ บรูซ ลี ในเรื่อง Game of Death เลยทีเดียว

“เควนตินสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ (Kill Bill) ขึ้นมาส่วนหนึ่งก็เพื่อคารวะผลงานของ บรูซ ลี ดังนั้นชุดของ อูมาร์ เธอร์แมน ที่เป็นจั๊มสูทสีเหลือง-ดำ ใส่ Onitsuka Tiger ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Game of Death แบบเต็มๆ” ลอว์เรนซ์ เบนเดอร์ (Lawrence Bender) โปรดิวเซอร์ของภาพยนตร์ Kill Bill กล่าว

หลังจากภาพยนตร์ Kill Bill เข้าฉายได้ไม่นาน ยอดขายรองเท้าของ Onitsuka Tiger ก็พุ่งกระฉูด โดยหลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือน Asics บริษัทแม่ของ Onitsuka Tiger ถึงกับมีงบประมาณเปิดสาขาสแตนอโลนของรองเท้าแบรนด์นี้ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันมากถึง 23 สาขา ทั้งในประเทศญี่ปุ่น, ฮ่องกง, ปารีส, เบอร์ลิน, ลอนดอน, และโซล ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ Onitsuka Tiger อยู่ในช่วงซบเซา และไม่มีการเปิดสาขาเพิ่มมาเป็นเวลานาน 

จากวันนั้นในปี 2003 ที่ อูม่า เธอร์แมน สวม Onitsuka Tiger ล้างบางแก๊งยากูซ่าใน Kill Bill Vol.1 จนถึงวันนี้ Onitsuka Tiger ก็ไม่เคยกลับสู่จุดตกต่ำอีกเลย ตรงกันข้ามนับวันแบรนด์สายเลือดปลาดิบแบรนด์นี้ยิ่งแข็งแกร่ง กลายเป็นมหาอำนาจในโลกสนีกเกอร์อย่างสมบูรณ์ และช่วยทำให้สถานการณ์ทางการเงินของ Asics ให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน  โดยในปี 2018 Onitsuka Tiger มียอดขายรวมทั่วโลกมากกว่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท และมีสาขาสแตนอโลนในประเทศญี่ปุ่น 33 สาขา นอกประเทศทั่วทุกมุมโลกอีก 233 สาขา kill_bill_teaser

ดังนั้นถึงแม้ว่าแบรนด์ Onitsuka Tiger ดั้งเดิมจะสูญสลายไปแล้วตั้งแต่ปี 1977 จากการที่ คิฮาชิโร่ โอนิซึกะ นำแบรนด์ไปควบรวมกิจการเข้ากับ GTO บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านกีฬา และ Jelenk บริษัทผลิตเสื้อผ้าถักสัญชาติญี่ปุ่น เกิดบริษัทใหม่ในชื่อ Asics แต่ปณิธานของเขาในวันก่อตั้งแบรนด์ก็ไม่เคยเลือนหายไปไหน 

เพราะ Onitsuka Tiger ยังเป็น “ฮีโร่ผู้กอบกู้” เหมือนเช่นเดิม ถึงแม้บริบทรอบข้างจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม

เควิน แพลงค์ อดีตนักกีฬาเกเร ที่ใช้ห้องใต้ดินบ้านคุณย่า สร้างธุรกิจหมื่นล้าน

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า “ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ อาจเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ” และ เควิน แพลงค์ นักธุรกิจชาวอเมริกัน น่าจะเป็นหนึ่งในนั้น 

เขาคืออดีตนักอเมริกันฟุตบอลที่ยุติเส้นทางไว้แค่ระดับมหาวิทยาลัย ก่อนจะใช้ห้องใต้ดินคุณย่า เป็นฐานบัญชาการทำธุรกิจ และขึ้นมาเขย่าวงการอุปกรณ์กีฬาของสหรัฐอเมริกาในระยะเวลาไม่กี่ปี  

ติดตามเรื่องราวของเขาไปพร้อมกับเรา

เด็กเกเร 

ชีวิตของ แพลงค์ ก็ไม่ต่างจากวิถีชาวอเมริกันทั่วไป เขาเกิดที่เมืองเคนซิงตัน รัฐแมรีแลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงวอชิงตันดีซี โดยเขาเป็นลูกชายคนสุดท้องของครอบครัวชนชั้นกลาง ที่พ่อเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในขณะที่แม่เป็นนายกเทศมนตรีของเคนซิงตัน 

ด้วยความที่เป็นน้องคนเล็ก ท่ามกลางพี่ชาย 4 คน ทำให้แพลงค์ จำเป็นต้องมีทักษะทางร่างกายเพื่อเอาตัวรอดจากการกลั่นแกล้งของพี่ชาย ในตอนที่พ่อแม่ไม่อยู่บ้านมาตั้งแต่เด็กKevin-Planks-childhood-picture

“พี่ของผมเคยแกล้งโดยดึงกางเกงในในเข้าไปอยู่ระหว่างก้น หรือขังผมไว้ในตู้เสื้อผ้า เขาคิดว่ามันคือวิธีเลี้ยงเด็ก” แพลงค์กล่าวกับ Sport Illustrated 

“มันเป็นไอเดียของการเป็นนักกีฬา เพราะคุณไม่มีตัวเลือกเลย ถ้าคุณอยากจะเอาตัวเองออกไปทางไม้แขวนเสื้อที่ติดอยู่กับคุณ เพราะการรอให้กางเกงในขาดมันไม่สนุกเลย” 

แม้จะดูโหดร้าย แต่มันก็ช่วยหล่อหลอมให้เขามีความแข็งแกร่งทางร่างกายมาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งมันทำให้เขาไปได้ดีในด้านกีฬา โดยเฉพาะอเมริกันฟุตบอล ซึ่งเป็นกีฬาที่เขาชื่นชอบ 

ตอนมัธยมปลาย เขาได้เข้าศึกษาต่อที่ โรงเรียนเตรียมจอร์จทาวน์ โรงเรียนเอกชนของคาทอลิก ซึ่งเป็นโรงเรียนเดียวกับพี่ชายทั้งสี่ของเขา และที่นั่นก็ทำให้เขาได้มีโอกาสเล่นอเมริกันฟุตบอลอย่างจริงจัง

แต่น่าเสียดาย ที่เขาอยู่ที่นั่นได้ไม่นาน เพราะด้วยการที่อยู่ในสังคมที่แต่ผู้ชาย  ทำให้เขาเป็นคนที่ค่อนข้างห่ามและเลือดร้อน นอกจากนี้เขายังไม่ใช่เด็กที่เรียนดีมากนัก และสอบตกอยู่เป็นประจำ 

ก่อนที่ตอน ม.5 เขาจะก่อเรื่องที่ลืมไม่ลง หลังดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จนเมามาย และไปทะเลาะต่อยตีกับนักฟุตบอลของมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ซึ่งแน่นอนว่าโรงเรียนไม่เอาไว้ ไล่เขาออกจากทันที 

“ผมโง่มากในตอนนั้น” แพลงค์ กล่าวกับ Forbes

“ผมโทรหาแม่และบอกเธอว่าผมช่วยประหยัดค่าเรียนได้แล้ว” 

อย่างไรก็ดี การถูกไล่ออกครั้งนั้น ก็เปลี่ยนชีวิตเขาไม่น้อย 

เริ่มต้นใหม่ 

แม้ว่าจะถูกอัปเปหิ จากโรงเรียนเตรียมจอร์จทาวน์ แต่แพลงค์ ก็ยังมีที่เรียน หลังได้โรงเรียนใหม่ที่ชื่อว่า โรงเรียนมัธยมปลายเซนต์ จอห์น คอลเลจ มันคือโรงเรียนคาทอลิก ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนเดิมมากนัก 

แต่มันทำให้เขาเหมือนได้ชีวิตใหม่ เพราะนอกจากการย้ายโรงเรียนจะทำให้เขาพ้นร่วมเงาของพี่ชายทั้ง สี่แล้ว การถูกไล่ออกยังทำให้เขาตระหนักได้ว่าหน้าที่ที่แท้จริงของเขาคืออะไร และควรทำอะไรต่อจากนี้  

“ผมเรียนรู้ว่ามันใช้เวลานานกว่าเพื่อเขียนโพยที่จะเอาไปสอบวิชาภาษาละติน แทนที่จะทำแบบนั้น ผมควรตั้งใจเรียนมากกว่า” แพลงค์กล่าวกับ Forbes 

ความคิดที่เปลี่ยนไปทำให้เขาเริ่มมีผลการเรียนที่ดีขึ้นที่โรงเรียนใหม่ ไม่เพียงเท่านั้น เขายังได้เล่นอเมริกันฟุตบอล กีฬาที่เขาชื่นชอบ จนติดทีมโรงเรียน และได้เป็นตัวแทนไปแข่งในรายการ Washington Metropolitan Athletic Conference (WMAC) อีกด้วย 

อย่างไรก็ดี แพลงค์ มีฝันที่ไกลกว่านั้น เขายังอยากเล่นฟุตบอลต่อในระดับมหาวิทยาลัย ทำให้หลังเรียนจบ เขาได้เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายร้อยเอกชน ฟอร์ก ยูเนียน ที่มีชื่อเสียงในการปลุกปั้นนักอเมริกันฟุตบอลชื่อดังมากมาย 

“ผมอยากจะเล่นในรายการที่ใหญ่ขึ้นอย่างฟุตบอลมหาวิทยาลัย หลังจากจบเซนต์จอห์น ผมก็ไม่ได้ถูกเลือกจากโครงการไหน ผมได้คุยกับมหาวิทยาลัยระดับ ดิวิชั่น 3 (ไม่มีทุนให้) ดังนั้นผมจึงตัดสินใจเข้าโรงเรียนเตรียม” แพลงค์กล่าวกับ Sport Illustrated 

“ตอนที่จบมัธยมปลายผมยังเด็กมาก เพิ่งจะอายุ 17 ผมจึงคิดว่าผมน่าจะมีเวลาอีกปี พ่อของผมจึงส่งผมไปเรียนที่โรงเรียนนายร้อยฟอร์ก ยูเนียน” 

อย่างไรก็ดี หลังเรียนจบจากโรงเรียนนายร้อยด้วยหลักสูตร 1 ปี ก็ยังไม่มีมหาวิทยาลัยไหนเสนอทุนนักกีฬาให้ ทำให้แพลงค์ ตัดสินใจเข้าเรียนต่อ ที่มหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ ในบ้านเกิด1365d73a2c3f0a48b72b95dc5ded7b1f

และมันก็ทำให้เขาได้เจอสิ่งที่ตามหามาตลอด 

นักธุรกิจในคราบนักฟุตบอล 

ที่แมรีแลนด์ เขายังคงเล่นฟุตบอลเหมือนเดิม และได้รับบทบาทเป็น Wedge Buster ของทีมพิเศษ หรือตัวทำลายบล็อคของคู่แข่ง ที่ต้องเสียสละร่างกายเพื่อให้เพื่อนร่วมทีมเข้าไปแทคเกิ้ลคู่ต่อสู้ได้ ก่อนที่มันจะทำให้เขาได้รับการไว้วางใจ จนได้รับการแต่งตั้งเป็นกัปตันของทีมพิเศษ

“โดยพื้นฐานแล้วเขาถูกกำหนดให้เป็นพวกบ้าพลัง ทำงานแบบเพี้ยนๆ” ทอม มัลลิกิน ที่เคยเล่นกับแพลงค์ที่ เซนต์ จอห์น กล่าวกับ Forbes

ในทีมฟุตบอลมหาวิทยาลัย แพลงค์ ยังคงทำผลงานได้ดีในทีมพิเศษ แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่กวนใจเขามาตลอดเช่นกัน เมื่อเขารู้สึกว่าเสื้อยืดที่เป็นเสื้อตัวใน มักจะชุ่มไปด้วยเหงื่อเมื่อซ้อมหรือแข่งไประยะหนึ่งเสมอ และเขาก็มองว่าสิ่งนี้ทำให้ประสิทธิภาพในการเล่นของเขาลดลง

เนื่องจากในช่วงนั้น บริษัทผลิตเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬา ล้วนให้ความสำคัญแต่ชุดแข่ง ทำให้ผู้เล่นต้องใช้เสื้อยืดที่ทำมาจากผ้าฝ้าย ที่ไม่ได้มีคุณสมบัติซับเหงื่อ มาใส่เป็นเสื้อตัวใน แน่นอนว่ามันก็เป็นการใช้แบบแก้ขัดเท่านั้น 

“ผมเตี้ยและช้า (เจ้าตัวสูงเพียง 185 เซนติเมตร ซึ่งถือว่าเตี้ยสำหรับการเป็นนักอเมริกันฟุตบอล) ผมจึงมองหาทุกอย่างที่จะใช้ทดแทนได้” แพลงค์กล่าวกับ Forbes 

“แม้แต่ตอนฝนตก (ผ้าฝ้ายที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ) ก็ทำให้ผมช้าลง มันเป็นความรู้สึกที่เฉื่อยๆ บอกไม่ถูก” 

ทำให้แพลงค์ พยายามคิดหาวิธีแก้ไขในเรื่องนี้ เพราะเขาเองก็รู้สึกไม่ค่อยสบายตัว เมื่อต้องเผชิญกับเหงื่อโทรมกายหลังซ้อมหรือแข่ง ก่อนจะได้รับคำตอบว่าในเมื่อมันหาที่ดีกว่านี้ไม่ได้ ก็ผลิตขึ้นมาเองเสียเลย 

อันที่จริง แพลงค์ เองก็เป็นคนที่มีหัวทางธุรกิจอยู่แล้ว เขาทำงานพิเศษมามากมาย ตั้งแต่ส่งดอกไม้ ขายเสื้อยืดและสร้อยข้อมือในงานคอนเสิร์ต หรือแม้กระทั่งเป็นเด็กรับรถ 

“ผมตระหนักได้ตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วผมเป็นคนจัดการได้ดี และส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องการควบคุมดูแล ในขณะที่เพื่อนของผมออกไปดูคอนเสิร์ต แต่ผมกำลังหาเงิน ผมเป็นพวกคลั่งไคล้การจัดการ” แพลงค์อธิบายกับ Forbes 55b14c69371d2279018b9199

ทำให้หลังเรียนจบ แพลงค์ ตัดสินใจหันเหเข้าสู่ธุรกิจเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาอย่างจริงจัง และก่อตั้งบริษัทที่ชื่อ Under Armour ขึ้นมาในปี 1996 (ที่มาของชื่อมาจากพี่ชายช่วยตั้งให้) โดยใช้ชั้นใต้ดินของบ้านคุณย่าเป็นฐานบัญชาการเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

ด้วยคุณสมบัติที่ไม่เคยมีในเสื้อกีฬาแบรนด์ไหน ทำให้ช่วงแรกเขาใช้เวลาไปกับการค้นคว้าและทดลอง ในแต่ละวัน เขาจะตระเวนไปตามร้านผ้าในท้องถิ่น เพื่อเลือกหาวัสดุที่เขาชอบ ก่อนที่จะนำมาผลิตเป็นสินค้าต้นแบบ 

ก่อนที่ในที่สุดเขาจะพบว่าเนื้อผ้าที่ใช้ทำชุดชั้นในผู้หญิง มีคุณสมบัติที่เขาต้องการ และทำให้สามารถผลิตเสื้อต้นแบบที่มีน้ำหนักเบา และสามารถดูดซับและระบายเหงื่อได้ดีออกมาได้สำเร็จ 

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะผลิตออกมาได้ แต่ใช่ว่าจะขายได้ทันที ทำให้เขาจำเป็นต้องยืมมือเพื่อนเก่ามาช่วยในเรื่องนี้ 

ปากต่อปาก 

“ทุกอย่างมันเหมือนกับการทำให้ตัวเองใหญ่ขึ้นกว่าที่เป็น เป้าหมายแรกของผมคือทำให้นักกีฬาเชื่อว่า จริงๆ แล้วพวกเขาจำเป็นต้องมีทางเลือกอื่นนอกจากเสื้อยืดผ้าฝ้ายธรรมดา และวิธีนั้นก็คือผลิตสินค้าที่ยอดเยี่ยมออกมา แต่คุณก็ต้องมีคนช่วยจูงใจด้วย” แพลงค์กล่าวกับ Sport Illustrated

หลังผลิตสินค้าต้นแบบออกมาได้สำเร็จ แพลงค์เริ่มจากทำให้คนรู้จักสินค้าของเขาด้วยการส่งเสื้อต้นแบบไปให้เพื่อนของเขา ซึ่งหลายคนสามารถก้าวขึ้นไปเล่นใน NFL หลังเรียนจบมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็น แฟรงค์ วายเช็ค ของ เทนเนสซี ไททันส์ หรือ จิม ดรัคเคนมิลเลอร์ อดีตผู้เล่น ซานฟรานซิสโก โฟร์ตีไนเนอร์ส

ทว่าแค่เพื่อนเก่าเขายังไม่พอ เมื่อแพลงค์ ขอร้องให้เพื่อนของเขาช่วยแจกจ่ายเสื้อต้นแบบให้เพื่อนร่วมทีมทดลองใช้ ซึ่งมันเป็นการกระจายสินค้าแบบลูกโซ่อย่างแยบยล 

“ผมโทรหา แฟรงค์ วายเช็ค เพราะว่าเขาน่าจะรับโทรศัพท์ผม มันจึงเป็นเรื่องง่ายกว่าที่จะเอาเสื้อให้แฟรงค์ แทนที่จะเป็น เจอร์รี ไรซ์ ในตอนนั้น ผมส่งพัสดุไปด้วยกัน และส่งไปให้พวกเขา ราว 30 คนที่ผมรู้จัก” แพลงค์กล่าวกับ Sport Illustrated

วิธีของเขาดูเหมือนจะไปได้สวย เมื่อทุกคนที่ทดลองใช้สินค้าของเขาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าชื่นชอบมาก เนื่องจากใส่แล้วรู้สึกสบาย จนกลายเป็นกระแสแบบปากต่อปาก 

ก่อนที่มันจะทำให้เขาได้ทำสัญญาเป็นผู้ผลิตชุดแข่งให้สถาบันเทคโนโลยีจอร์เจีย หรือ จอร์เจียเทค ตามมาด้วย มหาวิทยาลัย นอร์ธ แคโรไลนา สเตท ที่ทำให้ อันเดอร์ อาร์เมอร์ ปิดยอดขายในปีแรกด้วยมูลค่า 17,000 เหรียญ (ราว 540,000 บาท) 

จากนั้นชื่อเสียงเรื่องคุณภาพของ อันเดอร์ อาร์เมอร์ ก็เป็นกระแสอย่างต่อเนื่องในหมู่นักกีฬา ก่อนที่พวกเขาจะได้เซ็นสัญญากับทีมระดับอาชีพ กับ แอตแลนตา ฟอลคอนส์ ใน NFL แถมยังได้รับความสนใจจาก นิวยอร์ก ไจแอนท์ส แต่ปิดดีลไม่ได้ เนื่องจากไจแอนท์สยังมีสัญญากับไนกี้อยู่ cam-newton-carolina-panthers-1

“ผมกำลังนั่งอยู่ในชั้นใต้ดินที่ของย่าในเมืองจอร์จทาวน์ โทรศัพท์ก็ดังขึ้น” แพลงค์ย้อนความหลังกับ Sport Illustrated 

“ผู้ชายคนหนึ่งพูดว่า ‘ผมเป็นหัวหน้าฝ่ายจัดการอุปกรณ์ของ แอตแลนตา ฟอลคอลส์ และเราอยากซื้อเสื้อของคุณ’ หลังจากนั้นฟอลคอนส์ก็เล่นกับ (นิวยอร์ก) ไจแอนท์ส คนที่ดูแลอุปกรณ์ของฟอลคอนส์ ก็เป็นอาจารย์ของคนดูแลอุปกรณ์ไจแอนท์ส และเขาก็ชอบสินค้าของเรา” 

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือในปี 1999 เมื่อแพลงค์ สามารถผลักดันให้สินค้าของเขาเข้าไปอยู่ในภาพยนตร์ได้สำเร็จ หลังได้เป็นผู้ผลิตเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาในภาพยนตร์เรื่อง Any Given Sunday ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ อเมริกันฟุตบอล ที่นำแสดงโดยดาราดังอย่าง อัล ปาชิโน และ เจมี ฟอกซ์ 

การได้เข้าในอยู่ในภาพยนตร์ระดับฮอลลีวู้ด ทำให้โลโก้ของ อันเดอร์ อาร์เมอร์ เริ่มเป็นที่จดจำ และรู้จักในวงกว้าง แต่มันยังไม่พอ ทำให้ปีเดียวกัน แพลงค์ ได้เดิมพันด้วยการของดจ่ายเงินเดือนพนักงานชั่วคราว เพื่อนำเงิน 25,000 เหรียญ (ราว 789,000 บาท) ซื้อโฆษณาใน ESPN Magazine 

แต่มันก็เป็นการเดิมพันที่คุ้มค่า เมื่อโฆษณานิตยสาร ทำให้ อันเดอร์ อาร์เมอร์ มียอดขายทะลุ 1 ล้านเหรียญ (ราว 30 ล้านบาท) ในปีต่อมา และทำให้นักกีฬาหลายคนเริ่มสนใจและหันมาซื้อสินค้าของเขามากขึ้น 

“มันเป็นหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญที่สร้างบริษัทขึ้นมาได้” แพลงค์กล่าวกับ Washington Post 

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ 

อาณาจักรหมื่นล้าน

การเริ่มเป็นที่รู้จัก เปิดทางให้ธุรกิจของแพลงค์ ค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปอยู่ในวงการกีฬาของอเมริกัน
ในปี 2001 อันเดอร์ อาร์เมอร์ ได้กลายเป็นผู้ผลิตชุดแข่งให้สโมสรใน NHL หรือ เนชันแนล ฮอคกี้ ลีก รวมถึงได้สิทธิ์ในการผลิตสินค้าใน MLB หรือ เมเจอร์ลีก เบสบอล รวมถึงทีมเบสบอลทีมชาติสหรัฐฯ 

และมันก็ช่วยดึงดูดให้คนทั่วไปสนใจในสินค้าของพวกเขา ในปี 2004 พวกเขามียอดขายเป็นเงินสูงถึง 200 ล้านเหรียญสหรัฐ (6,300 ล้านบาท) ก่อนที่ในปี 2005 แพลงค์ ตัดสินใจ นำ อันเดอร์ อาร์เมอร์ เข้าตลาดหุ้น และขายหุ้นได้เป็นเงินสูงถึง 157 ล้านเหรียญฯ (ราว 5,000 ล้านบาท)unnamed

หลังจากนั้น บริษัทของแพลงค์ ก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2010 พวกเขามียอดขายทะลุ 1,000 ล้านเหรียญ (31,000 ล้านบาท) เป็นครั้งแรก ก่อนที่ในปี 2014 พวกเขาจะแซงอาดิดาสขึ้นมาเป็นบริษัทอุปกรณ์กีฬาที่ขายดีเป็นอันดับ 2 รองมาจากไนกี้ 

เบื้องหลังความสำเร็จของ อันเดอร์ อาร์เมอร์ คือการไม่หยุดนิ่งและพยายามพัฒนาอยู่เสมอ พวกเขามักจะน้อมรับคำติชมของลูกค้า เพื่อนำมาปรับปรุงและทำให้สินค้าของพวกเขามีคุณภาพมากที่สุด

นอกจากนี้ พวกเขายังมีพรีเซนเตอร์ระดับแม่เหล็กอย่าง ดเวย์น จอห์นสัน หรือ “เดอะ ร็อค” อดีตนักมวยปล้ำ WWE ที่ปัจจุบันคือดาราฮอลลีวูดชื่อดัง และ ทอม เบรดี ควอเตอร์แบ็คระดับตำนานของ NFL ที่ช่วยกระตุ้นยอดขายให้อันเดอร์ อาร์เมอร์ ได้เป็นอย่างดี 

“มันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผม ที่แบรนด์สินค้าที่ตัวเองใช้ จะต้องทำให้ผมได้ร่วมแบ่งปันคุณค่าที่มี และช่วยให้ผมทำผลงานได้อย่างเต็มที่” เบรดีกล่าว

“ซึ่ง อันเดอร์ อาร์เมอร์ นี่แหละ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัยสำหรับคนรุ่นใหม่และสำหรับนักกีฬาที่ลงแข่งในระดับสูงสุดเช่นผม” 

ในขณะเดียวกัน พวกเขายังพยายามมองหาตลาดใหม่ และเจาะกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าผู้หญิง หรือขยายตลาดออกไปในต่างประเทศ ทั้งในวงการฟุตบอลหรือเทนนิส ที่ทำให้ภาพลักษณ์ของพวกเขาดูเท่และทันสมัยอยู่เสมอ

“ผมเป็นแฟนตัวยงของพวกเขาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมอยากมีส่วนร่วมกับพวกเขา เพราะว่ามันใหม่ และทันสมัย” แพทริค วิลลิส ไลน์แบ็คเกอร์ของ ซานฟรานซิสโก กล่าวกับ Sport Illustrated IN0216LAP05-web_76731

ปัจจุบัน แพลงค์ ตัดสินใจวางมือจากการเป็นผู้บริหารของ อันเดอร์ อาร์เมอร์ ไปตั้งแต่เดือนตุลาคม 2019 โดยให้ แพทริค ฟริสค์ ผู้ช่วยของเขาเป็นคนรับไม้ต่อ แต่ยังคงมีตำแหน่งในบริษัทในฐานะประธานกรรมการบริหาร 

อย่างไรก็ดี แม้จะไม่มีแพลงค์เป็นคนกุมบังเหียนเหมือนเมื่อก่อน แต่ อันเดอร์ อาร์เมอร์ ก็ยังคงพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ที่ทำให้พวกเขาสามารถยืนหยัดขึ้นมาอยู่ในแถวหน้าของวงการผลิตอุปกรณ์กีฬาของโลก 

ราวกับว่ามันคือสิ่งที่อยู่กับพวกเขามาตลอด นับตั้งแต่วันแรกที่แพลงค์ก่อตั้งขึ้นมาบริษัทเมื่อ 24 ปีก่อน  จนทำให้พวกเขากลายเป็นที่รู้จักในฐานะแบรนด์ “คุณภาพ” มาจนถึงปัจจุบัน 

“ตอนนี้เป็นปีที่ 23 ของธุรกิจเรา และเป็นปีที่ 14 ในฐานะบริษัทมหาชน ความสามารถของเราคือคิดค้น ปรับเปลี่ยน และปรับปรุงให้ดีขึ้น มีความสามารถมากกว่าที่เคยเป็นมา” แพลงค์กล่าวในวันอำลาตำแหน่ง 

“มันเป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอของเราที่ไม่มีใครทำลายได้” 

UFA191 สุดยอดเว็บพนันออนไลน์ที่คอพนันต่างหลงรัก เพราะได้เงินง่ายอย่างนี้นี่เอง!!

UFA191 สุดยอดเว็บพนันออนไลน์ที่คอพนันต่างหลงรัก เพราะได้เงินง่ายอย่างนี้นี่เอง!!

 

ไม่ว่าจะเป็นเซียนหวย มวย สล็อต เสือมังกร บาคาร่า หรือแทงบอลออนไลน์ ต้องบอกได้เลยว่าหากไม่รู้จัก Ufa191 นี่ต้องพูดได้เลยว่าพลาดเอามากๆ เพราะนอกจากจะเป็นเว็บพนันออนไลน์ที่มีให้เล่นได้ครบทุกรูปแบบแล้วนั้น คอพนันทั้งหลายยังสามารถมีสิทธิ์ร่วมลุ้นรับสิทธิพิเศษของรางวัลจาก Ufa191 กันได้อีกต่างหาก ซึ่งเว็บนี้จะขนาดไหนนั้น ตามเราไปดูพร้อมๆ กันเลย!!

ทำไมต้อง Ufa191!!

เพราะ Ufa191 นั้นเรียกได้ว่าเป็นแหล่งพนันออนไลน์ที่ดีที่สุดในยุคสมัยนี้แล้วก็ว่าได้ ทั้งในแง่ของการบริการที่รวดเร็วทันสมัยและมีบอลให้ผู้เล่นเลือกจากทุกลีกทั่วโลก โดยคอพนันสามารถเข้าถึงบริการได้ตลอด 24 ชั่วโมงต่อวันกันเลยทีเดียว อีกทั้งการสมัครสมาชิกเพื่อใช้บริการกับ Ufa191 ก็สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการสมัครสมาชิกผ่านทางเว็บไซต์พร้อมเติมเงินเพื่อเดิมพันเงินสดผ่านเว็บไซต์กันได้อย่างทันใจอีกด้วย

Ufa191 เว็บพนันออนไลน์ ที่มีให้บริการครบทุกเรื่องเหมือนในคาสิโน!!

ไม่ว่าจะเป็นการแทงหวย เล่นมวย สล็อต เสือมังกร บาคาร่า หรือที่เป็นการพนันที่นิยมที่สุดอย่างการแทงบอลสเต็ป ก็ต้องบอกเลยว่า Ufa191 ก็มีหมด ซึ่งทำไมการแทงบอลสเต็ปจึงเป็นที่โปรดปรานของเหล่าคอพนันนั้น เราจะเล่าให้ฟัง…

ทำไมการแทงบอลสเต็ปถึงเป็นที่นิยมมากที่สุดในกลุ่มนักพนัน??

เพราะการแทงบอลสเต็ปนั้นถือเป็นการลงทุนที่น้อยแต่กลับได้ค่าตอบแทนสูงลิบลิ่ว ซึ่งทริคในการแทงบอลสเต็ปให้รวยนั้นก็คือ ต้องมีเทคนิคในเรื่องของการวางเดิมพันนั่นเองล่ะ
ซึ่งการจะเล่นบอลสเต็ปให้ชนะนั้นก็คือ นักพนันจะต้องเรียนรู้การเลือกแทงบอลแต่พอดี ไม่ควรที่จะเลือกแทงบอลในจำนวนหลายคู่หากไม่มั่นใจ ซึ่งถ้าให้เราแนะนำก็คือ ควรจะเลือกแทงบอลที่มั่นใจเพียง 2-4 คู่ก็พอแล้วละ

และสิ่งที่พวกเราจะต้องระวังกันเป็นพิเศษสำหรับการแทงบอลสเต็ปก็คือ การเลือกแทงบอลที่มีความห่างชั้นกันเป็นหลัก และในการเลือกทีมที่จะนำมาแทงในแต่ละทีมนั้น ก็จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับข้อมูลของแต่ละทีมด้วย ซึ่งในการเดิมพันแต่ละครั้งต้องการแทงทีมไหน ก็ควรจะศึกษาและทำความเข้าใจในการแทงบอลชุดแบบพอประมาณเท่านั้นก็พอแล้ว

ราคาบอลสเต็ปมีแบบไหนบ้าง
– ราคาเสมอ (0.0) ซึ่งก็คือ หากผลของการแข่งขันออกมาเสมอจะชูกันไป
– ราคาเสมอควบครึ่ง (0.05) คือ หากเราแทงกลุ่ม จะต้องลุ้นได้ผลคะแนนออกมาชนะมากยิ่งกว่า 1 ลูกขึ้นไป ถึงจะได้กินเงินเต็มๆ แต่ถ้าหากเสมอ ก็ต้องเสียเงินเพิ่มขึ้นนั่นเอง
– ราคาครึ่งลูก (0.5) คือ แทงกลุ่มต่อจำเป็นต้องยิงตั้งแต่ 1 ลูกรับประทานเต็มถ้าหากแพ้หรือเสมอเสียเต็ม แทงกลุ่มรองหากผลออกมาเสมอหรือชนะรับเงินไปเต็มๆ
– ราคาครึ่งควบลูก (0.5/1) ซึ่งก็คือ หากกลุ่มต่อยิงได้ 1 ลูก รับเงินพนันกึ่งหนึ่ง ถ้าเกิดยิงสกอร์ได้มากกว่า 2 ลูกได้เต็มหากแพ้หรือเสมอเสียเต็ม
– ราคาหนึ่งลูก (1.00) สำหรับกรณีนี้ จะต้องชนะให้ห่างตั้งแต่ 2 ลูกขึ้นไปถึงจะได้เงินเต็มๆ ถ้าหากชนะลูกเดียวก็จะกลายเป็นว่าชูกันไป แพ้เสียเต็ม แทงกลุ่มรองเสมอได้เต็ม
– ราคาลูกควบลูกครึ่ง (1-1.5) สำหรับกรณีนี้เป็นการแทงกลุ่มต่อ ดังนั้นจะต้องชนะห่าง 2 ลูกรับประทานเต็มถ้าหากชนะเพียงแค่ลูกเดียวก็จะเสียเงินครึ่งเดียว แทงกลุ่มรองแพ้ลูกเดียวรับเงินครึ่งหนึ่ง เสมอรับประทานเต็ม
– ราคาลูกควบลูกครึ่ง (1.5) สำหรับกรณีนี้ก็คือ กลุ่มต่อจะต้องชนะห่างตั้งแต่สกอร์ 2 ลูกขึ้นไป ถ้าเกิดชนะลูกเดียวเสียเต็ม กลุ่มรองถ้าหากผลสกอร์ออกมาเสมอรับประทานเต็ม
– ราคาลูกครึ่งควบสอง (1.5/2) ถ้าหากแทงกลุ่มต่อจำต้องลุ้นให้ยิงมากยิ่งกว่า 3 ลูกถึงได้เต็ม ยิงสองลูกได้ครึ่งเดียว ยิงลูกเดียวเสียเต็ม
– ราคาสองลูกควบสองลูกครึ่ง (2-2.5) สำหรับกรณีนี้ก็คือ กลุ่มต่อถ้าเกิดยิงได้เพียงแค่ 2 ลูก เสียเงินครึ่งหนึ่ง ยิงสามลูกขึ้นไปรับประทานเต็ม กลุ่มรองแพ้ด้วยสกอร์ 0-2 รับเงินกึ่งหนึ่งและก็แพ้ลูกเดียวรับประทานเต็ม

ข้อดีของเว็บพนันออนไลน์ UFA191!!

– มีระบบฝาก-ถอน AUTO 30 วินาที
– กดรับโปรโมชั่นได้ทุกวันผ่านระบบ AUTO
– เป็นเว็บนอกที่ตัวระบบได้รับมาตรฐานระดับโลก
แทงบอลสเต็ปขั้นต่ำ 2 คู่ แทงขั้นต่ำ 10 บาท
สล็อตออนไลน์เยอะกว่าเว็บอื่น
– มีมวยไทยเปิดให้เดิมพัน
คาสิโนออนไลน์เยอะที่สุด
– มีหน้า mobile site จึงรองรับทุกสมาร์ตโฟนทั้งแอนดรอยด์ และ iOS
– สามารถโหลดแอปฯ UFA191 มาติดตั้งในสมาร์ตโฟนได้

และนี่แหละก็คือเหตุผลที่ว่าทำไม Ufa191 ถึงเป็นเว็บแทงบอลออนไลน์ของหัวใจคนไทย เพราะนอกจากจะลงทุนน้อย ได้เงินไวแล้ว ยังมีระบบการฝากถอนอัตโนมัติผ่านหน้าเว็บไซต์ ทำรายการเพียง 30 วินาทีเท่านั้น อีกทั้งยังสามารถเลือกแทงพนันได้ทั้งบน iPhone (ไอโฟน) หรือ Android (แอนดรอยด์) ก็ได้หมด เพราะทางเว็บเค้ามีระบบรักษาความปลอดภัยที่ได้รับมาตรฐานสากลสุดยอดสำหรับในการรองรับการพนันบอลออนไลน์นั่นเอง พร้อมจะรวยไปแบบง่ายๆ กันรึยัง ถ้าพร้อมแล้วก็ลุยเลย!!

เสี่ยโป้ สรุปแล้วเป็นเสี่ยจริงหรือเสี่ยปลอม มาหาความจริงไปด้วยกัน!!

เสี่ยโป้ สรุปแล้วเป็นเสี่ยจริงหรือเสี่ยปลอม มาหาความจริงไปด้วยกัน!!

 

เรียกได้ว่าเป็นนักธุรกิจที่ชื่อเสียงกำลังโด่งดังกระฉ่อนไปทั่วบางเลยก็ว่าได้ สำหรับ “เสี่ยโป้” หรือนายอภิรักษ์ ชัชอานนท์ ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นอาเสี่ยแค่เพียงอายุวัย 27 ปีเท่านั้น ซึ่งเพราะอะไรถึงกลายมาเป็นเสี่ยโป้ และที่จริงแล้ว เป็นเสี่ยจริงหรือเสี่ยปลอม เราจะไปเจาะลึกพร้อมๆ กัน!

เปิดที่มาความรวยของ “เสี่ยโป้

ถึงแม้ว่าเสี่ยโป้เอง จะเคยเปิดใจแบบไม่มีกั๊กในรายการแฉไปแล้วว่า ตนเองนั้น ทำธุรกิจด้านสีเทา อย่างการเป็นเจ้าของคาสิโนยักษ์ใหญ่อยู่ต่างประเทศ ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับว่าเป็นธุรกิจที่มันผิดแหละ ถ้าทำในเมืองไทย แต่สำหรับต่างประเทศนั้น เป็นธุรกิจที่ดำเนินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายนั่นเอง

ถึงจะทำธุรกิจสีเทา แต่เสี่ยโป้ก็มีจิตใจศีลทาน
เมื่อครั้งที่ทางจังหวัดอุบลราชธานีของเราได้เกิดอุทกภัยอย่างใหญ่หลวงนั้น ทางเสี่ยโป้ก็ได้ทำการควักเงินจำนวนถึง 1 ล้านบาท เพื่อนำมาบริจาคช่วยเหลือพี่น้องชาวอีสาน แถมยังหามาสมทบตามหลังให้เพิ่มอีก 100 ล้านบาทด้วย และเท่านั้นยังไม่พอนะ จากเหตุการณ์ยิงกราดที่ Terminal 21 โคราช ทางเสี่ยโป้ก็ได้ควักเงินเพิ่มอีก 1.5 ล้านบาทเพื่อเป็นการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยอีกด้วยเช่นเดียวกัน

หนำซ้ำยังไม่พอ เสี่ยโป้ยังกระหน่ำบริจาคเงินเป็นว่าเล่น จนทำให้ใครๆ หลายคนสงสัยหนักมากว่า ชายคนนี้ทำงานอะไร ทำไมถึงรวยเวอร์แบบนี้ ซึ่งจริงๆ แล้ว เสี่ยโป้ ไม่ได้เป็นแค่เจ้าของคาสิโนที่ต่างประเทศเท่านั้นนะ ยังมีธุรกิจอาหารเสริมสำหรับผู้ชาย ซึ่งธุรกิจของเขาเป็นไปได้ดีมากๆ และได้ให้ข้อเตือนใจในการทำธุรกิจเอาไว้ด้วยว่า “อย่ากลัวเวลาเจ๊ง พัง ล้ม อันนี้คุณครูไม่เคยสอน เราต้องลองเอง” ทำให้เค้าจึงกลายเป็นเจ้าของธุรกิจหลากหลายรูปแบบตามมานั่นเอง

และก็ไม่แปลก ที่หลายๆ คนอาจจะชินภาพของเสี่ยโป้ ในการเป็นนักบุญ ชอบแจกเงินช่วยเหลือคนที่ลำบาก แต่ในอีกมุมหนึ่งเสี่ยโป้ก็คือเจ้าพ่อระดับแวดวงนักธุรกิจไปแล้ว เพราะได้ทำการค้าคาสิโนทั้งที่มาเก๊าและกัมพูชา จนเป็นอาณาจักรร้อยล้านไปแล้วก็ว่าได้ ซึ่งพอได้เงินจากตรงนี้นี่แหละ เสี่ยโป้ก็เลยนำเงินหลักล้านมาทำธุรกิจต่อที่เมืองไทย นั่นก็คือ ธุรกิจหมู่บ้านจัดสรร 3 โครงการ ธุรกิจโรงงานเสื้อผ้าผลิตส่งต่างประเทศ ธุรกิจอาหารเสริม และล่าสุดที่จะเปิดตัวเร็วๆ นี้ก็คือ ครีมจากเกาหลีนั่นเอง

อนาคตคิดจะทำธุรกิจอะไรเพิ่มอีกมั้ย??
รวยระดับที่ว่าใช้ชาตินี้ก็ไม่น่าหมดอย่างเสี่ยโป้นั้น ก็ยังคงคิดจะทำธุรกิจอีกมากมาย อย่างธุรกิจครีมที่นำเข้าจากเกาหลี และล่าสุดก็เตรียมทุ่มเงินซื้อที่ดินมหาศาลแถวย่านบางแค-ราชพฤกษ์ เพื่อเตรียมสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ในราคาหลายพันล้านบาทอีกด้วย เรียกได้ว่ารวยแบบไม่หยุดไม่หย่อนจริงๆ สำหรับนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงคนนี้!!

ควักเงินสดส่วนตัวช่วยเหลือประชาชนช่วงโควิดด้วย!!
เท่านั้นยังไม่พอนะ ล่าสุดเสี่ยโป้ก็ได้ออกมาโพสต์ผ่านเฟสบุคของตัวเองด้วยข้อความที่ว่า “แชร์แล้วอ่านให้จบ ใครไม่ได้เงินบริจาค จากคณะก้าวหน้า ผมเอาเงินส่วนตัว แคปเจอร์แคปชั่นที่ส่งแล้วไม่ได้มาให้ผม ผมช่วยได้ครอบครัวละ 500 บาท 10,000 ครอบครัว เป็นจำนวนเงิน 5 ล้านบาท” ซึ่งก็ได้มีการควักเงินส่วนตัว 5 ล้านบาท ประกาศแจกเงิน 500 บาท จำนวน 10,000 ครอบครัว โดยจะช่วยวันละ 500 ครอบครัว โดยมีเงื่อนไขเดียวเท่านั้น คือจะแจกคนที่ไม่ได้รับเงินเราช่วยกัน 3,000 บาท จากกรณีที่คณะก้าวหน้าจัดกิจกรรมไลฟ์สด “คอนเสิร์ตระดมทุน #MAYDAYMAYDAY เราช่วยกัน” ระดมเงินบริจาคช่วยผู้เดือดร้อนกันไปเลย

เท่านั้นยังไม่พอ เสี่ยนักบุญอย่าง “เสี่ยโป้ อานนท์” ยังคงโพสต์ภาพลง Facebook ส่วนตัวพร้อมกองเงินสด 15 ล้านบาท
เพื่อจุดประสงค์ช่วยเหลือคนป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ไม่มีเงินรักษา เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ป่วยเป็นโรค Covid-19 แต่ไม่มีเงินรักษา ด้วยการระบุข้อความว่า “(ฝากแชร์) ใครที่ติดเชื้อโควิด-19 แล้วไม่มีเงินรักษา ผมและพรรคพวกได้รวบรวมเงินจำนวน #15ล้านบาท เพื่อช่วยรักษาคนจน ที่เป็นโควิด #อาจจะช่วยได้ไม่กี่ร้อยชีวิตแต่ก็ถือว่าได้ช่วย #ใครที่เป็นจริงๆคนจนที่ไม่มีที่รักษาเราจะช่วยท่านเอง

เรียกได้ว่าสุดยอดสมฐานะจริงๆ สำหรับเสี่ยโป้ อานนท์ ที่อายุเพียง 20 ปลายๆ แต่กลับมีจิตใจศีลทาน ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ยามยากแค้นกันมาอย่างเสมอๆ ทำให้ฉายาที่เรียกกันว่าเสี่ยโป้นั้น แท้จริงแล้วเค้าก็คือเสี่ยโป้จริงๆ

อีกทั้งยังทิ้งท้าย ฝากคติในการทำธุรกิจ ถึงพี่น้องชาวไทยที่อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่กลัวเจ๊งไม่เป็นท่า ด้วยคำพูดที่ว่า “การทำธุรกิจ ผมถือคติ อย่ากลัวเวลาเจ๊ง พัง ล้ม เพราะนั่นคือความรู้ที่ครูไม่เคยสอน ใครที่มีหัวคิดแต่ทุนทรัพย์ไม่พร้อมก็มาคุยกับผม ผมพร้อมที่จะร่วมกับคนมีสมองและขยัน” จัดว่าเป็นสุดยอดวัยรุ่นตัวอย่าง ที่ขยันขันแข็งในการคิดหาทางทำธุรกิจมากมายหลายอย่างด้วยใจเด็ดเดี่ยวและไม่เคยกลัวเจ๊งจริงๆ อย่างเสี่ยโป้ อานนท์ ซึ่งสำหรับใครที่คิดจะทำธุรกิจในยุคนี้ แต่ยังมีแต่ความกลัวเข้ามาดึงไม่ให้เรากล้าสู้อยู่ล่ะก็ เอาเสี่ยโป้ไปเป็นต้นแบบความคิดดูนะ แล้วจะรู้ว่าความรวย เป็นรางวัลที่มอบไว้ให้เพื่อคนขยันเท่านั้นจริงๆ

ไขข้อข้องใจ ทำไม โรแบร์โต้ จึงไม่พาสึบาสะไปบราซิลตามสัญญาในตอนแรก?

แม้จะเป็นมังงะที่ขึ้นชื่อในเรื่องท่าไม้ตายที่เวอร์วังอลังการ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “กัปตันสึบาสะ” ก็มีฉากสะเทือนใจแฝงอยู่ในเรื่องหลายครั้ง หนึ่งในนั้นคือการผิดสัญญาของ โรแบร์โต ฮอนโง ที่ไม่ยอมพา โอโซระ สึบาสะ ไปบราซิล 

 

ในตอนแรก กองหน้าทีมชาติบราซิล เชื้อสายญี่ปุ่น มีความมุ่งมั่นที่จะพานักเตะอัจฉริยะผู้นี้ กลับไปที่แดนกาแฟ แต่สุดท้ายเขากลับเปลี่ยนใจกระทันหัน เพราะอะไร? 

ร่วมหาคำตอบไปพร้อมกับเรา

อาจารย์คนแรกของสึบาสะ 

“ฟุตบอลคือเพื่อน” คือคติที่ โอโซระ สึบาสะ ยึดถือมาตลอด เขาใช้ชีวิตโดยมีฟุตบอลอยู่ข้างกายจนแทบเป็นอวัยวะที่ 33 มาตั้งแต่เด็ก แถมครั้งหนึ่งมันยังเคยช่วยชีวิตเขาจากอุบัติเหตุ ทำให้เขามีชีวิตโดยหายใจเข้าออกแต่ฟุตบอลเท่านั้น DfNR1K8X0AAblv2

อย่างไรก็ดี แม้จะมีฝีเท้าที่โดดเด่นกว่าเด็กในรุ่นเดียวกัน แต่เขาก็เล่นฟุตบอลไปตามความรู้สึกของตัวเองเท่านั้น จนกระทั่งการได้พบกับ โรแบร์โต ฮอนโง ที่ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล 

โรแบร์โต คือนักฟุตบอลทีมชาติบราซิลลูกครึ่งญี่ปุ่น เขาเดินทางมาที่แดนอาทิตย์อุทัย เพราะคำแนะนำของ กัปตันโอโซระ พ่อของสึบาสะ หลังจากรู้สึกสิ้นหวังที่ตัวเองอาจต้องแขวนสตั๊ดก่อนวัยอันควร ด้วยปัญหาสายตา 

แต่การพบกับสึบาสะ ทำให้ไฟในใจของเขาลุกโชนอีกครั้ง เขาเห็นแววความเป็นอัจฉริยะของนักเตะคนนี้ และมุ่งมั่นที่จะปั้นสึบาสะ ให้เป็นนักเตะระดับโลกให้ได้ และทำให้เขาที่เคยคิดฆ่าตัวตาย มีกำลังใจที่จะสู้ต่อ captaintsubasa4-1

“เวลานี้ ผมเจอคนที่รักแล้ว ชื่อคนรักของผมคือโอโซระ สึบาสะ สายตาของผมมองไม่เห็นใครอีกแล้วนอกจากเขา สิ่งเดี่ยวที่พอจะทำให้ชีวิตของผมมีความหมายขึ้นมาบ้าง ก็คือทำให้เขากลายเป็นนักเตะชั้นนำคนหนึ่งให้จงได้” นี่คือเนื้อความในจดหมายที่โรแบร์โต เขียนถึงโค้ชโจอัน ของ เซา เปาโล

ทำให้หลังจากนั้น โรแบร์โต ได้กลายเป็นโค้ชส่วนตัวของสึบาสะ เขาต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 ทุกวันเพื่อมาถ่ายทอดฟุตบอลสไตล์ละตินให้กับลูกศิษย์คนใหม่ของเขา ในขณะเดียวกัน เขาก็ยังเป็นโค้ชให้กับโรงเรียนประถมนันคัตสึไปพร้อมกัน  

แต่ดูเหมือนว่ามันยังไม่พอ 

 

ไปบราซิลกันเถอะ! 

ภายใต้การดูแลของ โรแบร์โต สึบาสะก็ฉายแววความเก่งกาจมากขึ้นเรื่อยๆ จุดเด่นของสึบาสะคือการเลี้ยงบอลและการยิงประตู นอกจากนี้ยังมีท่าไม้ตายโอเวอร์เฮดคิกที่เรียนรู้มาจากโรแบร์โตอีกด้วย

อย่างไรก็ดี แม้จะติวเข้มอย่างหนักเป็นการส่วนตัว ก็มองว่ามันยังไม่พอที่จะทำให้ลูกศิษย์กลายเป็นนักเตะระดับโลก และวิธีที่จะไปถึงจุดนั้น คือการพาสึบาสะไปรู้จักกับฟุตบอลของจริงที่บราซิล 

เขาจึงตัดสินใจพูดกับพ่อแม่ของสึบาสะโดยตรง ว่าจะพาลูกชายของพวกเขาไปยังสถานที่ปลุกปั้นนักเตะชื่อดังระดับโลก และไม่ทันที่พ่อแม่จะอนุญาต สึบาสะ ก็เป็นคนที่ตอบตกลง 

“โรแบร์โต บราซิลคือดินแดนแห่งฟุตบอลใช่ไหมฮะ” สึบาสะถามอาจารย์ของเขา 

“ใช่ ชาวบราซิลรักฟุตบอลจนเข้าเป็นสายเลิอด และฟุตบอลก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวบราซิล” โรแบร์โตตอบ 

“ผมจะไปบราซิล” สึบาสะ ประกาศก้อง 

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของคำสัญญาของทั้งคู่ โรแบร์โต สัญญาว่าจะพาสึบาสะไปบราซิล หลังจบศึกฟุตบอลประถมชิงแชมป์แห่งชาติญี่ปุ่น แต่มีข้อแม้เดียวคือ สึบาสะ ต้องพานันคัตสึ คว้าแชมป์เท่านั้น 

แม้มันอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับนันคัตสึ ที่เคยแพ้ชูเท็ตสึถึง 30-0 แต่ด้วยคำสัญญากับโรแบร์โต ทำให้ สึบาสะ มุ่งมั่นฝึกซ้อมอย่างหนัก เพื่อบรรลุเป้าหมาย ก่อนที่เขาจะพาทีมผ่านรอบคัดเลือกของจังหวัดชิสุโอกะ ไปเล่นรอบสุดท้ายได้สำเร็จ 

ในเวทีระดับชาติ เขาต้องเจอกับคู่แข่งที่แข็งแกร่งมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เมวะ เอฟซี ที่มีดาวยิงอย่าง ฮิวงะ โคจิโร, ฮานาวะ เอซี ที่มีสองพี่น้องทาจิบานะ นำทัพ หรือ มุซาชิ เอฟซี ของ จุน มิสุกิ 

สึบาสะ และผองเพื่อนจวนเจียนที่จะปราชัยหลายต่อหลายครั้ง แต่ความมุ่งมั่นที่จะไปบราซิล ปลุกให้เขาฟื้นคืนชีพกลับมา ก่อนที่ในที่สุด เขาจะพานันคัตสึคว้าแชมป์ได้สำเร็จ หลังยิงประตูย้ำชัยในนาทีสุดท้าย ให้ทีมเอาชนะเมวะ ไปได้ 4-2 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ

ชัยชนะครั้งนั้นไม่เพียงเป็นความสำเร็จแรกในชีวิตนักฟุตบอลของสึบาสะ แต่มันยังเป็นตั๋วที่ทำให้เขาได้ไปบราซิล พร้อมกับ โรแบร์โต้ ตามคำสัญญา 

แต่สุดท้าย มันกลับไม่เกิดขึ้น 

 

ผิดสัญญา 

“ขอแสดงความยินดีด้วยนะ นอกเหนือจากคำพูดนี้ฉันไม่รู้จะพูดอะไรอีกแล้ว ศึกฟุตบอลครั้งนี้ทำให้เธอโตขึ้น เธอได้เจอกับคู่ต่อสู้หลายรูปแบบ แต่เธอก็รู้จักเลือกเอาแต่สิ่งที่ดีของคนเหล่านั้นมาใช้ จนเธอเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด” โรแบร์โตบอกกับ สึบาสะในใจหลังนันคัตสึคว้าแชมป์ 

“เธอคว้าแชมป์มาครองอย่างงดงาม อย่างที่เราสัญญาเอาไว้ แต่สึบาสะ ฉันกลับไม่สามารถทำตามสัญญาได้ เราคงต้องจากกันแต่เพียงเท่านี้” E7BFBCE3818FE38293E3818C15E6ADB3E381AEE69982E381AEE383ADE38399E383ABE38388-092f3

ท่ามกลางความชื่นมื่นของนันคัตสึ ที่กำลังฉลองแชมป์ระดับประเทศครั้งแรกของพวกเขา โรแบร์โต ก็ใช้จังหวะนั้น ฉากหลบออกไปเงียบๆ ก่อนที่เขาจะนั่งแท็กซี่ไปยังสนามบินนาริตะ เพื่อเดินทางกลับบราซิลเพียงคนเดียว 

โรแบร์โต้ ให้เหตุผลว่าเขาเป็นห่วงครอบครัวของสึบาสะ ที่อาจจะทำให้ครอบครัวพลัดพรากกันไปคนละทาง เนื่องจากแต่เดิมพ่อของเขาที่เป็นกัปตันเรือ ก็ต้องจากบ้านไปหลายเดือนใน 1 ปีอยู่แล้ว หากสึบาสะไปอีกคน กลัวว่าแม่ของเขาจะต้องอยู่ตัวคนเดียว   

“สึบาสะ ยกโทษให้ฉันด้วย ฉันไม่สามารถพาเธอไปบราซิล ฉันเคยบอกเธอแล้วว่าฉันบาดเจ็บที่ตา ไม่สามารถเล่นฟุตบอลต่อไป” ฮอนโงกล่าวในจดหมายที่เขียนถึงสึบาสะ 

“ฟุตบอลคือชีวิตของฉัน ฉันหมดอาลัยตายอยากในชีวิต จนกระทั่งได้พบเธอสึบาสะ”

“ฉันชื่นชมเธอ ตรงที่เธอมีความสามารถเป็นนักฟุตบอลอยู่ในสายเลือดโดยแท้ ฉันอยากปั้นให้เธอเป็นนักฟุตบอลอันดับหนึ่งของโลก ด้วยมือฉันเอง แต่ท้ายที่สุดฉันไม่สามารถพาเธอไปบราซิล”

“หากฉันพาเธอไปด้วย ครอบครัวโอโซระต้องพลัดพรากกันไปคนละทาง ฉันจึงคิดว่าเธอควรจะอยู่กับครอบครัวต่อไป”

นอกจากนี้ เขายังรู้สึกว่า สภาพร่างกายของเขาที่การมองเห็นลดลงเรื่อยๆ อาจจะกลายเป็นภาระของสึบาสะ ในอนาคต ทำให้เขาตัดสินใจที่จะทิ้งลูกศิษย์ไว้ข้างหลัง แล้วเดินทางกลับประเทศเพียงคนเดียว

“ฉันยังมีเหตุผลสำคัญที่ไม่อาจพาเธอมาด้วย ฉันจึงต้องกลับบราซิลคนเดียว และขอถือโอกาสนี้อำลาเธอเสียเลยสึบาสะ” โรแบร์โต้กล่าวต่อ 

“สำหรับนักฟุตบอลแล้ว การที่ต้องเลิกเล่นฟุตบอลกลางคัน ถือเป็นความพ่ายแพ้อย่างหนึ่ง คนขี้แพ้อย่างฉัน จะสอนคนที่กำลังก้าวสู่โลกฟุตบอลได้อย่างไร” 

“ถึงแม้จะสอนได้ แต่นับวันเธอก็ยิ่งเติบโตขึ้น การฝึกซ้อมก็ต้องหนักขึ้น ซึ่งอาจทำให้ฉันตาบอดได้ ถึงตอนนั้น ก็จะกลายเป็นว่าเธอต้องรับภาระฉันไปด้วย” 

“ถึงจะอยู่ญี่ปุ่น เธอก็สามารถเป็นนักฟุตบอลที่ดีได้ ฉันมั่นใจว่าเธอทำได้อย่างแน่นอน ลาก่อนสึบาสะ” 

และนั่นคือความผิดหวังแสนสาหัสที่เด็กประถมคนหนึ่งต้องเผชิญ เขาดีใจอย่างมากตอนที่รู้ว่าโรแบร์โต จะพาไปบราซิล มุ่งมั่นฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อทำตามคำสัญญา และความฝันที่จะเป็นนักเตะระดับโลก แต่สุดท้ายโรแบร์โต ก็มาทิ้งเขาไป 

อย่างไรก็ดี ความเป็นจริงอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้น 

 

ฮิวงะ โคจิโร เปลี่ยนอนาคต

แม้ว่าสุดท้าย โรแบร์โต เลือกที่จะเดินทางกลับบราซิลคนเดียว และทิ้งสึบาสะไว้เบื้องหลัง ด้วยเหตุผลเรื่องครอบครัวและสุขภาพร่างกายของตัวเอง แต่ที่จริง เรื่องอาจจะไม่ได้ดำเนินมาแบบนี้ หากไม่มีชายที่ชื่อ ฮิวงะ โคจิโร 

เขาคือกองหน้าของ เมวะ เอฟซี ทีมโรงเรียนจากโอซากา ที่มีจุดเด่นอยู่ที่การยิงประตูที่ทรงพลัง และได้ดวลกับสึบาสะ อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในศึกชิงแชมป์แห่งชาติที่โยมิอุริ ก่อนจะเอาชนะไปได้ 7-6 ซึ่งถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งแรกและครั้งเดียวของสึบาสะmaxresdefault

ในตอนแรก อาจารย์ โยอิจิ ทาคาฮาชิ ผู้แต่งมังงะเรื่องนี้ได้วางพล็อตเรื่องไว้ว่า โรแบร์โต จะพาสึบาสะไปบราซิล โดยเขาได้ออกแบบคู่แข่งของนักเตะอัจฉริยะรายนี้เอาไว้แล้ว แต่การมาถึงของ ศูนย์หน้าแห่ง เมวะ เอฟซี ทำให้พล็อตเรื่องต้องเปลี่ยนไป 

เนื่องจากความนิยมของ ฮิวงะ พุ่งสูงในระดับสูสีกับสึบาสะ เขากลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่คนอ่านเอาแต่พูดถึง และมันก็ทำให้อาจารย์ทาคาฮาชิ ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นเรื่องอย่างกะทันหัน เพื่อให้ได้พูดถึงนักเตะคนนี้อีก

“หลังจากศึกชิงแชมป์แห่งชาติมัธยม โรแบร์โตตั้งใจที่จะพาซึบาสะไปบราซิลด้วยกัน ผมได้ร่างคู่ต่อสู้ใหม่ที่บราซิลของเขาไว้แล้ว” ทาคาฮาชิกล่าวกับ Davinci News

“แต่ตอนที่เปิดตัวฮิวงะ โคจิโร ครั้งแรก เขากลายเป็นคู่ต่อสู้ที่ได้รับความนิยม เนื่องจากผมเองวาดเองก็สนุกเอง เลยอยากลองให้สึบาสะได้สู้กับพวกเขาอีกครั้ง ดังนั้นก็เลยมีแต่โรแบร์โตเท่านั้นที่กลับบราซิลไป”

อันที่จริงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับอาจารย์ทาคาฮาชิ เพราะเขายอมรับว่า เส้นเรื่องของกัปตันสึบาสะ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ หากเขารู้สึกว่าตัวละครตัวนี้ควรจะถูกพูดถึง หรือเรื่องราวควรจะดำเนินไปตามทิศทางนี้ แม้จะไม่ได้เหมือนอย่างที่ตั้งใจไว้ 

ยกตัวอย่างเช่นนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลมัธยมต้นชิงแชมป์แห่งชาติตอน ม.3 ในตอนแรก เขาตั้งใจที่จะให้ นันคัตสึคว้าแชมป์ แต่พอเขียนไป ความมุ่งมั่นในชัยชนะของ ฮิวงะ และโทโฮ ทำให้เขาไม่อยากให้ทีมนี้แพ้เช่นกัน จนในที่สุดเขาก็ได้คำตอบว่าจะจัดการมันอย่างไร 

“ในรอบชิงชนะเลิศศึกชิงแชมป์ทั่วประเทศระดับ ม.ต้น ตอนแรกตั้งใจให้สึบาสะชนะ แต่ความมุ่งมั่นของฮิวงะเพิ่มขึ้นมาก ความคิดที่อยากให้ฮิวงะชนะก็มีขึ้นมา แต่ก็ไม่อยากให้สึบาสะแพ้ ดังนั้น ก็เลยให้พวกเขาคว้าแชมป์ร่วมไปเลย” ทาคาฮาชิอธิบาย a7ee53b2f683e84795ed0817cc8fa7f4

อย่างที่ทราบกันดี สุดท้ายสึบาสะ ก็ได้ย้ายไปเล่นในบราซิลกับ เซา เปาโล สมใจ หลังพานันคัตสึคว้าแชมป์ระดับมัธยมต้น 3 สมัยซ้อน ก่อนที่หลังจากนั้น เขาจะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในนักเตะดาวรุ่งที่น่าจับมองของโลก และได้ย้ายไปอยู่กับยอดทีมอย่าง บาร์เซโลนา ของสเปน 

คำสัญญาของโรแบร์โต้ อาจจะเป็นฉากเล็กๆ ฉากหนึ่งของการ์ตูนเรื่องนี้ แต่เบื้องหลังมันก็ทำให้รู้ว่า กัปตันสึบาสะ มีวิธีดำเนินเรื่องอย่างไร และมันอาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมในภาคหลังๆ เนื้อเรื่องถึงยืดยาว ที่แข่งหนึ่งนัดอาจจะกินเวลาไปหลายเล่ม หรือช่วงต่อเวลาพิเศษ อาจจะยาวนานเป็นปี

อย่างไรก็ดี ในทางกลับกัน มันคือเสน่ห์ของกัปตันสึบาสะ ที่ทำให้คนอ่านต้องคอยตามลุ้นตามเชียร์ และคาดเดาไม่ถูกว่าสุดท้าย เรื่องราวของพวกเขาจะจบลงอย่างไร และทำให้มันกลายเป็นมังงะขวัญใจคนทั่วโลกมาเกือบ 40 ปี 

เผาผลาญพลังงานช่วงกักตัว ด้วยเกมที่ทำให้คุณเข้าสู่โลกการต่อสู้ที่สมจริง

เนื่องจากในตอนนี้ไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมต่างๆ นอกบ้านได้ เทรนด์การออกกำลังกายภายในบ้านจึงกำลังมาแรงสุดๆ อย่างไรก็ตามทุกอย่างก็ไม่ได้ง่ายเช่นนั้น ถ้าใครได้ลองออกกำลังกายที่บ้านมาสักพักก็น่าจะรู้ว่าอุปสรรคสำคัญที่ต้องเจอคือความน่าเบื่อ บรรยากาศที่ไม่เอื้อเอาเสียเลย รวมถึงการที่ต้องออกกำลังกายเพียงลำพังก็ทำให้ขาดแรงบันดาลใจไปอย่างมาก ทำได้ไม่กี่วันก็ต้องล้มเลิกไปในที่สุด

 

ดังนั้นในยุคที่เทคโนโลยีก้าวไกลเช่นทุกวันนี้ “เกมสำหรับการออกกำลังกาย” จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ซึ่งปัจจุบันก็มีมากมายหลายเกมให้ผู้ใช้สามารถเลือกได้ตามสะดวก แต่เกมที่เราหยิบยกมาพูดถึงในวันนี้มีชื่อ “Knockout League” ที่รับประกันได้เลยว่าจะสามารถทำลายความน่าเบื่อของการออกกำลังกายที่บ้านอย่างสิ้นซากแน่นอน

Knockout League คือเกมอะไร? และทำไมมันถึงเป็นเกมที่เหมาะจะหยิบมาเล่นควบคู่กับการออกกำลังกายในช่วงกักตัวนี้? ติดตามได้ที่นี้

ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเกมออกกำลังกาย

อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่า Knockout League คือเกมใหม่แกะกล่อง เพราะมันเปิดตัวมาตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม ปี 2018 แล้ว โดยเป็นผลงานของค่าย Grab Games ผู้ผลิตเกมชื่อดังอย่าง John Wick Chronicles เพียงแต่ว่ามันกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในช่วงนี้เนื่องจากเทรนด์การออกกำลังกายที่บ้านกำลังมาแรงแบบฉุดไม่อยู่ DYwKUfHWkAE4BoL

ดังนั้นเรียกได้ว่า Knockout League คือเกมในยุคบุกเบิกที่เทคโนโลยี VR หรือ Virtual Reality เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในวงการเกม และในฐานะที่ Grab Games เป็นค่ายเกมที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อผลิตเกมที่รองรับกับเทคโนโลยี VR โดยเฉพาะ พวกเขาต้องการสร้างเกมแนวแอ็กชั่นขึ้นมาสักเกมที่สามารถใช้เทคโนโลยี VR ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ Knockout League จึงถือกำเนิดขึ้น

“ในตอนแรกเราเพียงแค่ต้องการสร้างเกมแนวแอ็กชั่นที่สามารถชูจุดเด่นของเทคโนโลยี VR ขึ้นมา เกมชกมวยก็ดูเป็นไอเดียที่เข้าท่า ในตอนแรกเราไม่ตั้งใจจะสร้างมันขึ้นมาเพื่อเป็นเกมสำหรับการออกกำลังกายหรอก” ฮานส์ แวนคอล (Hans Vancol) ผู้บริหาร Grab Games กล่าวกับ Forbes

แต่หลังจากที่ตัวเกมต้นแบบเสร็จ และได้เปิดให้พนักงาน Grab Games เข้ามาทดลองเล่นก็พบว่า Knockout League คือเกมที่ใช้พลังงานอย่างมหาศาลในการเล่น และเมื่อเล็งเห็นเช่นนั้นทางผู้ผลิตจึงปรับเปลี่ยนแนวทางให้เกมนี้กลายเป็น “ฟิตเนสเกม” เต็มตัว อย่างไรก็ตามด้วยจุดประสงค์เริ่มแรกที่เป็นเกมแอ็กชั่นเน้นความสนุกสนาน เมื่อนำมารวมกับความเป็นฟิตเนสเกม ผลลัพธ์ที่ได้จึงทำให้ Knockout League กลายเป็นเกมที่ครบเครื่อง มีทั้งความสนุกสนานตื่นเต้น และสามารถเล่นเพื่อสุขภาพได้ในคราวเดียวกัน 

 

ดำดิ่งสู่โลกการชกมวย

เมื่อเปิดเกม Knockout League ด้วยเครื่อง PS4 (Knockout League เป็นเกมที่รองรับ 2 แพลตฟอร์มคือ PS4 และ PC) ติดตั้งอุปกรณ์ทุกอย่างเรียบร้อย รวมถึงสวมแว่นตา VR ผู้เล่นก็จะดำดิ่งสู่โลกมุมองบุคคลที่ 1 และเบื้องหน้าคือเวทีมวยOculus_Quest

“เราตั้งใจจะสร้างเกม Knockout League ออกมาให้มีกลิ่นอายของการเล่นเกมตู้อาร์เคด เพราะยังไงเกมอาร์เคดก็ยังมีเสน่ห์เสมอ” แวนคอล กล่าว

กลิ่นอายของเกมอาร์เคดที่ว่าคือการที่ Knockout League คือเกมที่ต้องต่อสู้เอาชนะเพื่อผ่านด่านไปเรื่อยๆ ซึ่งเมื่อทำสำเร็จก็จะมีการปลดล็อกตัวละครหรือไอเท็มต่างๆ เป็นรางวัล

หลังจากผ่านขั้นตอน Tutorial การฝึกสอนให้คุณรู้ถึงสิ่งต่างๆ ในเกมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เวลาของการต่อสู้จริงก็มาถึง โดยผู้เล่นจะต้องใช้ศิลปะการชกมวย ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยหมัด หลบหลีกหมัดที่คู่ต่อสู้โจมตี หาจังหวะสวนกลับให้เฉียบคมเพื่อล้มคู่ต่อสู้ให้ได้ โดยคู่ต่อสู้ที่ต้องเผชิญก็มีตั้งแต่ปลาหมึกยักษ์ไปจนถึงนักมวยแชมป์โลก

“เสน่ห์ที่ทำให้ Knockout League เป็นเกมที่โดดเด่นในหมู่เกม VR ทั้งหลายก็เพราะการผสมผสานความสมจริงเข้ากับการต่อสู้ที่ดูแฟนตาซีได้อย่างลงตัว”

“เคล็ดลับในการเล่น Knockout League ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีก็ไม่ต่างจากการชกมวยจริงๆ นั่นคือการที่คุณต้องเน้นการหลบหลีกเป็นสำคัญ รอจังหวะเหมาะๆ แล้วปล่อยหมัดสวนไป ถ้ามาเล่นแบบเดินหน้าบุก รับรองว่าตัวละครคุณลงไปนอนกองกับพื้นเวทีแน่นอน” เอเดรียน วิลลิ่ง (Adrian Willings) นักวิจารณ์เกมจาก Pocket Lint กล่าว

ความสมจริงที่ว่าก็คือการที่ Knockout League เซ็ตระบบการเคลื่อนไหวภายในเกมให้เหมือนการเคลื่อนที่ของมนุษย์แบบ 100% ไม่มีคลาดเคลื่อน เมื่อรวมเข้ากับโลกทัศน์แบบ VR จึงทำให้ผู้เล่นรู้สึกเหมือนกำลังชกมวยอยู่จริงๆ เพียงแต่เป็นการชกที่ไม่รู้สึกเจ็บเท่านั้นเอง นอกจากนั้นยังมีรายละเอียดความสมจริงอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้เล่นโดนคู่ต่อสู้ปล่อยหมัดใส่มากๆ แล้วหน้าจอจะเบลอราวกับโดนหมัดฮุคเข้าปลายคางจริงๆ นอกจากนั้นเมื่อผู้เล่นโจมตีใส่ศัตรูได้ เสียงเชียร์รอบสนามก็จะดังขึ้น ปลุกเร้ากำลังใจให้รู้สึกฮึกเหิม

อีกหนึ่งจุดเด่นของเกม Knockout League คือดนตรีประกอบที่เข้าขั้นยอดเยี่ยม สามารถบรรเลงเคล้าคลอไปกับจังหวะการต่อสู้แสนเร้าใจได้อย่างลงตัว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเนื่องจากผู้ผลิตได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์จังหวะมาจากภาพยนตร์ชกมวยในตำนานเรื่องหนึ่ง

“ในเรื่องของดนตรีประกอบนั้นเราได้อิทธิพลมาจากภาพยนตร์เรื่อง Rocky เนื่องจากภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถใช้ดนตรีสื่ออารมณ์ในฉากชกมวยได้ดีมากๆ เราก็อยากให้ Knockout League ถ่ายทอดอารมณ์แบบนั้นออกมาเหมือนกัน” ฮานส์ แวนคอล กล่าว

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ Knockout League จะได้รับการยกย่องว่าเป็นเกมที่รองรับระบบ VR ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเกมหนึ่ง อย่างไรก็ตามในแง่ของการเป็นฟิตเนสเกม Knockout League ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน

 

อะดรีนาลีนกระตุ้นการเผาผลาญ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของการที่มนุษย์เราสามารถแบกตู้เย็นตู้ใหญ่หนีไฟไหม้ออกจากบ้านด้วยตัวคนเดียวกันมาแล้ว สาเหตุที่สามารถทำเช่นนั้นได้ก็เพราะเมื่อมนุษย์ได้รับการกระตุ้นจากปัจจัยภายนอกให้รู้สึกตื่นเต้นหรือหวาดกลัว สมองก็จะหลั่งสาร “อะดรีนาลีน” ออกมาโดยอัตโนมัติ ซึ่งสารนี้จะช่วยให้มุนษย์สามารถออกแรงได้มากกว่าปกติ และจะไม่รู้จักการเหน็ดเหนื่อย ซึ่งนี่คือหลักการที่ Grab Games นำมาใช้ในการสร้างเกม Knockout Leagueknockout-league-featured-n3g4rh6o22d1iytgcun6fy3d9h200fgm8udl5o9jbs

อย่างที่กล่าวไปแล้วในข้างต้นว่าแรกเริ่มเดิมที Knockout League ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นฟิตเนสเกม ผู้ผลิตเพียงต้องการให้เป็นเกมที่เล่นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ก่อนที่จะมาปรับเปลี่ยนแนวทางในภายหลัง จึงทำให้ Knockout League เป็นฟิตเนสเกมที่สามารถดึงอารมณ์ร่วมของผู้เล่นออกมา ผ่านรูปแบบการต่อสู้ที่ตื่นเต้นเร้าใจจนอะดรีนาลีนหลั่ง และลืมความเหน็ดเหนื่อยของการออกกำลังกายไปโดยสิ้นเชิง

ในแง่ของความเป็นฟิตเนสเกม Knockout League ก็ถือว่าไม่ได้ด้อยกว่าเกมอื่นๆ เลย มีฟีเจอร์มากมายให้ผู้เล่นสามารถใช้งานได้โดยละเอียด เช่นการบอกแคลอรี่ที่ผู้เล่นเผาผลาญออกมาต่อการเล่นแต่ละครั้ง โดยคำนวนจากข้อมูลต่างๆ ที่ผู้เล่นระบุลงไป เช่นเพศ, น้ำหนัก, ส่วนสูง, อายุ, หรือแม้แต่มวลกล้ามเนื้อ ดังนั้นนอกจากความสนุกตื่นเต้นที่ได้รับจากการต่อสู้ในเกมแล้ว การแข่งขันกับตัวเองว่าวันนี้จะเผาผลาญพลังงานไปเท่าไรก็น่าตื่นเต้นไม่แพ้กัน 

ว่าแต่เล่ามาขนาดนี้หลายคนคงอยากรู้ว่า Knockout League มีอัตราการเผาผลาญพลังงานที่เท่าไรกันนะ?

“Knockout League มีอัตราการเผาผลาญพลังงานอยู่ที่ประมาณ 8-10 แคลอรี่ต่อนาที โดยอาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่นระดับความยากของเกม เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง อายุ หือมวลกล้ามเนื้อของผู้เล่น” สถาบัน VR Health Institute เผยกับ Forbes

เมื่อเป็นเช่นนี้ การเล่น Knockout League ในระยะเวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงก็อาจจะเผาผลาญพลังงานได้ถึง 300 แคลลอรี่ ซึ่งนับว่าเป็นปริมาณที่มากเอาการ เป็นคาร์ดิโอชั้นดีเลยทีเดียว ดังนั้นเมื่อครบเครื่องทั้งความสนุกและสุขภาพขนาดนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เกมจากปี 2018 อย่าง Knockout League จะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในช่วงที่ผู้คนทั่วโลกต้องออกกำลังกายอยู่ที่บ้าน

ถ้าอยากจะลองพิสูจน์ดูว่า Knockout League จะเป็นทางเลือกในการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตัวเองหรือเปล่าก็สามารถหาซื้อเกมนี้ได้ที่ร้านค้า Steam โดยตอนนี้ราคาลดลงมาเหลือ 19.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 286 บาท จากราคาเปิดตัวที่ 29.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ

หลังจากนอนอืดมานาน ถึงเวลาแล้วที่ต้องลุกขึ้นมา Play at Home!

ยาซุฮิโตะ เอนโด นักฟุตบอลญี่ปุ่นที่มูลค่าสูงสุด แม้ไม่เคยย้ายออกไปเล่นต่างประเทศ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ญี่ปุ่น ถือเป็นลีกฟุตบอลที่ส่งออกนักเตะไปค้าแข้งในต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในลีกยุโรป ไล่ตั้งแต่ในอดีตอย่าง ยาซุฮิโกะ โอคุเดระ, ฮิเดโตชิ นาคาตะ, ชุนซูเกะ นาคามูระ มาจนถึงรุ่นปัจจุบันอย่าง ชินจิ คางาวะ รวมถึง ทาคาชิ อินุอิ

 

อย่างไรก็ดี กลับมีนักเตะคนหนึ่ง ที่แม้ว่าจะไม่เคยไปค้าแข้งในต่างแดน แต่กลับได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในนักเตะที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น … ยาซุฮิโตะ เอนโด คือชื่อของเขา 

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ร่วมหาคำตอบไปพร้อมกับเรา

ผลผลิตจากฟุตบอลมัธยมปลาย 

อันที่จริงชีวิตของ ยาซุฮิโตะ เอนโด หรือ ยัตโตะซัง ดูเหมือนจะผูกพันกับฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเขาเกิดมาเป็นลูกคนสุดท้องของครอบครัวที่มีพี่ชายถึง 3 คน ในคาโงชิมา จังหวัดทางตอนใต้ของญี่ปุ่น และพวกเขาเหล่านั้นต่างชื่นชอบในเกมลูกหนัง jpn14061005050005-p2

แน่นอนว่ามันทำให้ เอนโด หลงใหลในกีฬาชนิดนี้มาตั้งแต่เด็ก เขามักจะออกไปเตะฟุตบอลกับ ทาคุยะ พี่ชายคนโต และ อาคิฮิโระ พี่ชายคนรองที่สนามใกล้บ้านอยู่เสมอ 

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าพรสวรรค์ของเขาจะโดดเด่นกว่าคนในครอบครัว เมื่อมันทำให้เขาได้เข้าไปเป็นสมาชิกชมรมฟุตบอลโรงเรียน คาโงชิมา จิตสึเงียว หนึ่งในโรงเรียนชั้นนำด้านฟุตบอลของญี่ปุ่น 

และที่แห่งนั้นก็ทำให้เขาได้เฉิดฉาย เพราะแค่ปีแรกที่เขาได้เข้ามาร่วมทีม คาโงชิมา จิตสึเงียว ก็ไปได้ไกลถึงตำแหน่งแชมป์ฟุตบอลมัธยมปลายชิงแชมป์แห่งชาติ หรือ ศึกฤดูหนาว ก่อนที่ปีต่อมา เขาจะได้รับเลือกให้เป็น “ยอดนักเตะของรายการ” และติดทีมชาติญี่ปุ่นชุดอายุไม่เกิน 18 ปี ทั้งที่ทีมจอดป้ายเพียงแค่รอบ 8 ทีม

นอกจากนี้ ด้วยฝีเท้าที่ยอดเยี่ยม ทำให้ตอนอายุ 17 ปี เอนโดมีโอกาสได้ไปฝึกฝนฝีเท้าที่ประเทศบราซิลระยะสั้นๆ กับทีม เซา เบนโต สโมสรในรัฐ เซา เปาโล หลังได้รับการแนะนำจาก โจเซ คาร์ลอส โค้ชชาวแซมบ้าที่เปิดสอนฟุตบอลอยู่ในคาโงชิมา 

“ตอนปิดเทอม ครูเรียกผมมาแล้วบอกว่า ‘แกน่ะรีบไปบราซิลซะ'” เอนโด ย้อนความหลังกับ Sports watch 

ทำให้หลังเรียนจบ เอนโด ได้มีโอกาสเริ่มต้นชีวิตนักเตะอาชีพทันที เมื่อได้เข้าเป็นหนึ่งในสมาชิกของ โยโกฮามา ฟลูเกลส์ ก่อนจะถูกส่งลงสนามเป็นนัดแรกในศึก “โยโกฮามา ดาร์บี” นัดเปิดฤดูกาลที่พบกับ โยโกฮามา เอฟซี ด้วยวัยเพียง 18 ปี img_903530d02175d253c51048f381df74e8200594

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าเขาจะโชคร้าย เพราะแม้เอนโดจะได้ลงสนามไปถึง 16 นัด และช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ เอ็มเพอร์เรอร์ส คัพ ในฤดูกาลแรกในฐานะนักเตะอาชีพ แต่ด้วยปัญหาทางการเงิน ทำให้ฟลูเกลส์ต้องถูกยุบหลังจบฤดูกาลนั้น

“ผมช็อคมาก เพื่อนร่วมทีมและผมต่างกลัวถึงอนาคตชีวิตอาชีพของเรา เราไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป” เอนโดให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2011 

โชคยังดีที่ เกียวโต เพอร์เพิล ซังงะ ยังเห็นค่าให้ตัวเขา ก่อนจะดึงตัวมาร่วมทีม ที่ทำให้เอนโด ได้มีโอกาสร่วมงานกับ “คิงคาซู” คาสุโยชิ มิอุระ ตำนานทีมชาติญี่ปุ่น และ ไดซูเกะ มัตซุอิ รุ่นน้องจาก คาโงชิมา จิตสึเงียว 

แต่เอนโด ก็อยู่กับ เกียวโตได้เพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น เมื่อหลังจบฤดูกาล 2000 เกียวโต มีอันต้องร่วงตกชั้นลงไปเล่นในเจ 2 ทำให้เขาย้ายไปเล่นให้กับสโมสรของเมืองข้างๆ ที่อยู่ห่างออกไปแค่ 50 กิโลเมตร ที่ชื่อว่า กัมบะ โอซากา ในปี 2001 

และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของตำนาน 

 

มิสเตอร์กัมบะ 

แม้จะอายุอานามเพิ่งผ่านวัย 20 มาไม่กี่ปี แต่เอนโด ใช้เวลาไม่นานก็สามารถสถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นแกนหลักของกัมบะได้อย่างรวดเร็ว โดยในปีแรกเขาได้ลงสนามไปถึง 36 นัดในทุกรายการ และทำไป 5 ประตู25058_ext_01_6

จุดเด่นของเอนโด คือการผ่านบอลที่แม่นยำ และการยิงไกลที่แม่นยำ ซึ่งมันก็เข้ากับแผนการเล่นของกัมบะ ภายใต้การคุมทีมของ อาคิระ นิชิโนะ กุนซือของทีมในตอนนั้น ที่เน้นการจ่ายบอลเร็วได้เป็นอย่างดี 

นอกจากนี้ เขายังเป็นนักเตะที่เล่นลูกตั้งเตะได้อย่างเฉียบคม ไม่ว่าจะเป็นเตะมุม ฟรีคิก หรือจุดโทษ ที่ต่างกลายเป็นหนึ่งในอาวุธสำคัญที่ใช้เล่นงานคู่ต่อสู้มาแล้วนักต่อนัก 

ก่อนที่มันจะกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัว เมื่อ กัมบะ ที่มีนิชิโนะ เป็นผู้นำทัพ โดยมี เอนโด เป็นหัวใจสำคัญ ยกระดับขึ้นมาเป็นทีมแถวหน้าของเจลีก และสามารถคว้าโทรฟีแรกได้สำเร็จในปี 2005 หลังซิวแชมป์เจลีกในนัดสุดท้าย ด้วยการทำแต้มแซง เซเรโซ โอซากา คู่แข่งร่วมเมืองไปอย่างหวุดหวิด  

และมันก็เป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ของเอนโด ภายใต้ร่มเงาของกัมบะ ในปี 2008 เขากลายเป็นกำลังสำคัญพาทีมคว้าแชมป์ เอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก ได้สำเร็จ หลังเอาชนะ อเดเลด ยูไนเต็ด ไปอย่างขาดลอย ด้วยสกอร์รวม 5-0  

แชมป์ดังกล่าวยังทำให้พวกเขาผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลสโมสรในปีเดียวกัน ก่อนจะสร้างผลงานให้ชาวโลกได้เห็น หลังต่อกรกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ แม้จะพ่ายไปด้วยสกอร์ 5-3 ซึ่งแน่นอนหนึ่งในคนที่ได้รับคำชมในเกมนั้นก็คือเอนโด 

“บอกตามตรง ผมรู้สึกประหลาดใจ ผมไม่คิดว่ากัมบะจะมาในรูปแบบที่ดุดัน นักเตะที่ผมประทับใจที่สุดดือหมายเลข 7 (เอ็นโด) และหมายเลข 30 (มาซาโตะ ยามาซากิ)” ไรอัน กิกส์ แข้งปีศาจแดงกล่าวหลังเกม 4512cf581bfe1974c56d771c5b458c55

นอกจากนี้ในปี 2014 เขายังสร้างประวัติศาสตร์ พากัมบะ คว้าทริปเปิลแชมป์ในประเทศ คือแชมป์เจลีก เจลีกคัพ และเอ็มเพอเรอร์สคัพ ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีเจลีก และนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีญี่ปุ่นไปนอนกอดอีกรางวัล 

ตลอดเกือบ 20 ปีในสีเสื้อของกัมบะ เอนโด ลงเล่นไปกว่า 700 นัด และยิงไปถึง 125 ประตู พร้อม ช่วยให้ทีมเจลีก 2 สมัย เอ็มเพอเรอร์สคัพ 4 สมัย เจลีกคัพ 2 สมัย ซูเปอร์คัพ 2 สมัย และอันดับ 3 ในฟุตบอลสโมสรโลกอีก 1 สมัย 

ในขณะความสำเร็จส่วนตัว เขาคว้ามาแล้วหมดแล้ว ทั้งรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีเจลีก และนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีญี่ปุ่น นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของเอเชีย นอกจากนี้เขายังนักเตะคนแรกและคนเดียวที่ถูกเลือกติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีเจลีกถึง 12 สมัย (9 สมัยติดต่อกัน) 

อย่างไรก็ดี โทรฟีแชมป์ ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้เขาได้รับการยกย่อง 

 

เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพ  

“ผมคิดว่าการมียัตโตะ (เอ็นโด) ในสนาม ทำให้เพื่อนร่วมทีมใจเย็นลง ด้วยสไตล์การเล่นที่แน่นอนของเขา และการเล่นที่รัดกุม รวมไปถึงประสบการณ์ ช่วยให้ผลออกมาดี” สึเนยาสุ มิยาโมโต กุนซือกัมบะคนปัจจุบันกล่าวกับ Gendai Business 1439304441792

เอนโด อาจจะไม่ใช่นักเตะที่มีเทคนิคแพรวพราว ที่เลี้ยงหลบคู่แข่งได้ 2-3 คน แต่สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นนักเตะระดับแถวหน้าของเจลีกมากกว่า 20 ปี คือสไตล์การเล่นที่เรียบง่าย แต่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ 

ตามตำแหน่งของเอนโด เขาคือกองกลางตัวเชื่อมเกมที่เรียกกันว่า “โบลันจิ” (ボランチ) หรือ Volante โดยเกมรับเขาจะมีหน้าที่คอยบีบพื้นที่คู่แข่ง หรือเข้าปะทะเพื่อแย่งบอลในบางครั้ง ในขณะที่เกมรุก ตำแหน่งนี้จะคอยจ่ายบอลสั้น เพื่อสร้างจังหวะ หรือจ่ายไปที่ว่าง หรือไม่ก็พาบอลขึ้นไปเอง 

“โบลันจิ มีความหมายว่าตัวคุมเกม เมื่อก่อนมันไม่มีตำแหน่งนี้ สมัยเด็กเล่นเป็นตัวทำคะแนนมาก่อน แต่ก็เปลี่ยนมาเล่นตำแหน่งนี้ตอน ม.ต้น มาจนถึงปัจจุบัน” เอนโด อธิบายกับ Sports Watch

“ผมมีนิสัยเสียที่ชอบโดดเรียน และที่ผมเลือกตำแหน่ง โบลันจิ เพราะว่ามันเป็นตำแหน่งที่สบายที่สุด แต่ว่าผมก็รู้ว่ามันจะเป็นตำแหน่งที่สำคัญที่สุดในอนาคต” 

แต่สิ่งที่ทำให้เขาเฉิดฉายในตำแหน่งนี้ คือการเล่นที่ใช้สมองมากกว่าพละกำลัง แม้หากดูอย่างผิวเผิน จังหวะการเล่นของเขาอาจจะไม่มีอะไรซับซ้อน ได้บอลมาแล้วจ่ายไป ได้มาแล้วจ่ายไป แต่มันเกิดจากการคิดวิเคราะห์และการอ่านเกมล่วงหน้าอย่างถี่ถ้วน 

“มันน่าจะเป็นสมองละมั้ง” เอนโดตอบ Soccer Digest หลังถูกถามว่าอะไรคือจุดเด่นของตัวเอง  

“ผมไม่ค่อยมีพละกำลังทางกาย ผมจึงต้องเดิมพันเท่านั้น ผมต้องเล่นแบบหยุดๆ เตะๆ ทำให้ผมมาถึงจุดนี้ได้” 

ในขณะที่ นิชิโนะเสริมว่า “เขามักจะอ่านเกมล่วงหน้าอยู่เสมอ วงจรความคิดของยัตซังต่างจากผู้เล่นคนอื่น” 

และมันก็ทำให้เขากลายเป็นกองกลางที่อันตรายที่สุดของลีก เพราะภายใต้ความเรียบง่ายเหล่านั้น หากเผลอเพียงครู่เดียว บอลจากปลายสตั๊ดของเขา อาจทะลุไปถึงกองหน้า และกว่าจะรู้ตัวก็เสียประตูไปแล้ว 

นอกจากนี้ เอนโด ยังขึ้นชื่อในฐานะนักเตะเล่นใจเย็น สามารถทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย โดยเคล็ดลับของเขาก็คือการเล่นตามจังหวะของตัวเอง (my pace) และไม่ไหลไปตามของคู่แข่ง ทำให้ไม่ว่าสถานการณ์จะบีบคั้นแค่ไหน หากบอลอยู่ภายใต้การควบคุมของเขา เพื่อนร่วมทีมก็วางใจได้

“ไม่ว่าจะต้องเจอกับความกดดันแบบไหน หรือเล่นในพื้นที่แคบยังไง ถ้าสามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอ หลังจากนั้นก็แค่เหลือปรับสปีด และความเข้าใจสถานการณ์เท่านั้น” เอนโดกล่าวต่อspo16051323110079-p1

แน่นอนฟังดูอาจจะง่าย แต่ในความเป็นจริงต้องอาศัยจิตใจที่แข็งแกร่งและประสบการณ์ในสนาม รวมไปถึงการซ้อมอย่างหนัก จนร่างกายสามารถจดจำได้ ซึ่งเอนโด มีคุณสมบัติเหล่านี้อย่างครบถ้วน  

“ยัตซังเป็นคนที่มีรากฐานความคิดเรื่องกีฬาอยู่ในหัว เขาเคยเล่าให้ฟังถึงการซ้อมสุดโหดสมัยมัธยมปลาย ที่เขาอยู่กับมันมาตลอด” โซตะ นาคาคะ อดีตแมวมองกัมบะ กล่าวกับ Number 

ในขณะเดียวกัน เขายังเป็นเจ้าของจุดโทษในตำนานที่แสดงให้เห็นความเยือกเย็นของเขาที่ชื่อว่า “โคโระโคโระ PK” (โคโระโคโระ = กลิ้งหลุนๆ) โดยเป็นการยิงจุดโทษ ด้วยการเคลื่อนที่ไปหาบอลอย่างช้าๆ ในระดับที่เรียกว่าย่อง เพื่อดูว่าผู้รักษาประตูขยับตัวไปทางไหน แล้วค่อยยิงไปทางตรงกันข้าม 

“ผมไม่ได้อ้างอิงมาจากไหน ไม่เลย ผมนึกเองหมดเลย แรงจูงใจจากการซ้อมตามปกตินั่นแหละ คือถ้าเตะบอลอย่างเต็มแรงไปหาผู้รักษาประตู เท้าโกลจะไม่ขยับใช่มั้ย ในทางกลับกัน ปล่อยให้เขาขยับดีกว่า แล้วค่อยเตะไปทางตรงกันข้าม แบบที่จะออกมาแล้ว” เอนโด อธิบาย Soccer Digest

น่าเสียดายที่ปัจจุบัน เราไม่ได้เห็นจุดโทษแบบนี้จากเขาอีกแล้ว มันไม่ใช่เพราะอัตราความสำเร็จน้อย หรือคู่แข่งจับไต๋ได้ … 

“ทำไมกันนะ เพราะผมเหนื่อยในวิธีนี้มั้ง (หัวเราะ) แทนที่จะทำแบบนั้น ผมมองหาวิธีที่แน่นอนกว่า เช่นการยิงไปที่มุมข้างตาข่ายที่ผู้รักษาประตูไปไม่ถึง ส่วนใหญ่ผมจะยิงไปทางนั้น และเซฟไม่ค่อยได้” 

ด้วยคุณสมบัติข้างต้น ทำให้เอนโด ได้รับการยกย่อง ในฐานะกองกลางที่ครบเครื่องที่สุดของญี่ปุ่น เพราะเขาสามารถทำได้ทุกอย่างในสิ่งที่กองกลางทำได้ ไม่ว่าจะเป็นคุมจังหวะ ปั้นเกม หรือยิงประตูด้วยตัวเอง จนได้รับฉายาว่า “ปิร์โล แห่งแดนอาทิตย์อุทัย” 

แต่ถึงอย่างนั้น ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เขากลับไม่เคยไปเล่นในต่างประเทศแม้แต่ครั้งเดียว 

 

ฝังตัวกับเจลีก

“ผมมีโอกาสอยู่หลายครั้ง จริงๆ ก็มีช่วงเวลาที่คิดว่าน่าจะไปเหมือนกันอยู่นะ” เอนโดกล่าวกับ Sports WatchFOTO3278-1-e1567258819450

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความสำเร็จของ ฮิเดโตชิ นาคาตะ และ ชุนซุเกะ นาคามูระ ในต่างแดน กลายเป็นสะพานที่ทำให้แข้งจากแดนอาทิตย์อุทัย พาเหรดกันไปค้าแข้งในทวีปยุโรปอย่างล้นหลามในช่วงทศวรรษที่ 2000 

แม้ว่าจะมีทั้งผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จ และผู้เล่นที่ล้มเหลว แต่แน่นอนว่ามันทำให้พวกเขาได้ขัดเกลาฝีเท้า และส่งผลให้ทีมชาติของพวกเขาแข็งแกร่ง และขึ้นมายืนอยู่ในแถวหน้าของเอเชียมาจนถึงปัจจุบัน 

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางรุ่นพี่รุ่นน้อง ที่ย้ายไปเล่นในต่างแดน จนเป็นเรื่องปกติ เอนโด กลับฝังตัว เล่นให้กัมบะ ในเจลีกโดยไม่ย้ายออกไปไหนเลย 

อันที่จริงใช่ว่าเขาจะมีโอกาสย้ายไปเล่นที่นั่น เพราะสมัยที่เอนโด กำลังขาขึ้น เขามักจะตกเป็นข่าวว่าจะย้ายไปเล่นในยุโรป เป็นประจำทุกปี แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายมันไม่เคยเกิดขึ้น 

และความทะเยอทะยานคือเหตุผลสำคัญในเรื่องนี้ เนื่องจากเอนโดมองว่า หากการไปเล่นในยุโรป มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาฝีเท้าให้เก่งขึ้นจนสามารถติดทีมชาติ สิ่งเหล่านี้ก็สามารถทำได้ แม้จะเล่นในเจลีก และเขาก็พิสูจน์ให้เห็นมาตลอดหลายปี 

“ผมคิดว่าการได้เล่นในเจลีกก็เพียงพอแล้วที่ทำให้ผมเติบโต เพราะแค่การไปเล่นต่างประเทศมันก็ไม่ได้เป็นคำตอบที่ถูกต้องเสมอไป ผมจึงอยากเป็นนักเตะเจลีกที่ทำให้ลูกมีความสุขมากกว่า” เขากล่าวกับ Oricon 

นอกจากนี้ เขายังอยากจะใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่เขารัก ทั้งครอบครัว ที่เขาเป็นคุณพ่อลูกสี่ หรือกัมบะ สโมสรที่เขาอุทิศตัวให้มันมากว่าค่อนชีวิต จนทำให้เขาเลือกที่จะทิ้งโอกาสในการเล่นในยุโรป 

“เพราะว่ารักเลยไม่อยากจากไป ผมอยากทำให้กัมบะ โอซากายิ่งใหญ่กว่านี้” เอนโด อธิบาย 

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะไม่เคยมีประสบการณ์ไปเล่นในต่างประเทศ แต่ด้วยความสามารถที่ทุกคนต่างให้การยอมรับ ก็เพียงพอที่จะทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่มีมูลค่าสูงสุดในแดนอาทิตย์อุทัย โดย เอนโด มักจะครองตำแหน่งผู้เล่นที่มีค่าเหนื่อยแพงที่สุดของกัมบะ เป็นประจำทุกปีB4udwK8CQAA_KeY

จากการรายงานของเว็บไซต์ Soccer-money.net ระบุว่า ในฤดูกาล 2020 เอนโด ยังคงเป็นนักเตะที่ได้รับค่าเหนื่อยสูงสุดของกัมบะ ร่วมกับ เกน โชจิ ที่เพิ่งย้ายกลับมาจากยุโรป และ คิม ยอง กวอน อดีตแข้งกวางโจว เอเวอร์แกรนด์ ด้วยค่าเหนื่อย 1,000 ล้านเยนต่อปี (300 ล้านบาท) หรือ 83 ล้านเยนต่อเดือน (24 ล้านบาท) 

และหากเทียบทั่วทั้งลีก เขาคือนักเตะที่มีเงินเดือนมากที่สุดเป็นอันดับ 9 ร่วมของเจลีก และอันดับ 4 ร่วม ของญี่ปุ่น รองมาจาก โกโตคุ ซาคาอิ (1.4 พันล้านเยน) ของ วิสเซิล โกเบ, อาคิฮิโระ อิเอนางะ และ เคนโงะ นาคามูระ (1.2 พันล้านเยน เท่ากัน) ของ คาวาซากิ ฟรอนทาเล แต่เป็นผู้เล่นอายุเกิน 40 เพียงคนเดียวที่มีรายได้เกิน 1 พันล้านเยน 

 

RECORD MAN 

ในวัย 40 ปี เอนโด ยังเป็นนักเตะตัวหลักของกัมบะ เขาเพิ่งจะลงเล่นนัดที่ 631 ในเจลีก พร้อมทำลายสถิติกลายเป็นนักเตะที่ลงสนามมากที่สุดในเจลีกของ เซอิโงะ นาราซากิ ผู้รักษาประตูของ นาโงยา แกรมปัส ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา d21f-iatixpm8357109

นอกจากนี้ เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2019 เขายังทำสถิติกลายเป็นคนญี่ปุ่นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ลงเล่นครบ 1,000 นัด และยังเป็นเจ้าของสถิตินักเตะที่ติดทีมชาติมากที่สุดของซามูไรบลู หลังลงรับใช้ชาติไปทั้งสิ้น 152 เกม 

และสิ่งที่ทำให้เขามาได้จึงจุดนี้ นอกจากความสามารถที่ยอดเยี่ยมแล้ว ก็คือการเป็นผู้เล่นที่สามารถยืนระยะในแต่ละเกมได้นาน ในขณะเดียวกัน เขายังเป็นนักเตะที่แทบไม่เคยได้รับบาดเจ็บหนัก ซึ่งมาจากสไตล์การเล่นที่เรียบง่ายของเขา 

“ยัตโตะซังไม่ค่อยจะบาดเจ็บทุกปี ทำให้เขาลงเล่นได้เต็มฤดูกาล แต่ถึงแม้ว่าเขาจะเจ็บ เขาก็จะเล่น” ยาซุยูกิ คอนโนะ คู่หูในแผงมิดฟิลด์ของเขากล่าวกับ Number 

“คำพูดของยัตซังที่ผมจำขึ้นใจคือ ‘การบาดเจ็บคือเพื่อน’ ตอนที่ผมได้ยินคำนี้ ผมคิดว่ามันสุดยอดมาก เพราะไม่ว่าใครก็ไม่ค่อยพูดคำว่า ‘เจ็บ’ ต่อหน้าผู้คน” ฮิโรกิ ฟูจิฮารุ แข้งกัมบะกล่าวเสริม 

อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่สุดทำให้เขาสามารถยืนหยัดอยู่ในแถวหน้าของวงการฟุตบอลญี่ปุ่นมาอย่างยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ คือการไม่ปล่อยให้ตัวเองหยุดนิ่ง และพยายามพัฒนาตัวเองอยู่เสมอให้เท่าทันกับฟุตบอลยุคใหม่

“ผมคิดว่ามันเป็นผลมาจากที่เขาได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ และขัดเกลาตัวเอง จากทีมที่หลากหลาย และโค้ชมากมายที่ได้ร่วมงาน” มิยาโมโตกล่าวกับ Number  

“ยกตัวอย่างเช่น เมื่อก่อน เขายังวิ่งไม่ได้ขนาดนี้ แต่การได้เจอ (อิวิกา) โอซิม (อดีตโค้ชทีมชาติญี่ปุ่น) ทำให้วิ่งได้ดีขึ้น เขาสามารถใช้เทคนิคระดับสูงในขณะที่วิ่งไปด้วย” 

“นอกสนามก็ด้วย เมื่อก่อนเขามาซ้อมแบบจวนเจียน พออายุมากขึ้นก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น”   

เช่นกันกับความมุ่งมั่นในการลงสนาม รวมไปถึงจิตใจที่ไม่ยอมแพ้ของเขา ที่กลายเป็นแรงขับชั้นดี โดยล่าสุดเมื่อเดือนต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เอนโด เพิ่งจะประกาศว่าจะอยู่ค้าแข้งต่อไปอย่างแน่นอนในฤดูกาลหน้า แม้ถึงตอนนั้นจะมีอายุ 41 ปีแล้ว 

“ผมพยายามอย่างเต็มความสามารถในแต่ละวัน เพื่อให้ผลงานของผมดึขึ้น เป้าหมายสำคัญที่สุดคือชัยชนะก็จริง แต่อย่างแรก เพื่อให้ได้ลงสนาม เราจะต้องไม่แพ้เพื่อนร่วมทีม” เอนโด กล่าวกับ Gendai Business

“เพื่อลงสนามทุกสัปดาห์ ผมจึงพยายามอย่างสุดความสามารถ มันคือสิ่งที่ผมไม่เคยทำพลาดเลยตลอดทั้งปี” 

นี่คือสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปไม่ว่าจะอายุ 18 หรือ 40 ของชายที่ชื่อว่า เอนโด ที่ทำให้เขาคู่ควรกับคำว่า “นักเตะที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์เจลีกที่ไม่เคยไปเล่นในต่างประเทศ” 

และมันก็ทำให้เขากลายเป็นตำนานแห่งวงการฟุตบอลญี่ปุ่น แม้จะยังไม่แขวนสตั๊ดก็ตาม 

“นอกจากการเป็นนักกีฬา ผมคิดแต่อยากลงสนามเท่านั้น สิ่งนี้จะอายุเท่าไร ก็ไม่เคยเปลี่ยนเลย” แข้งหมายเลข 7 กัมบะ ทิ้งท้าย 

เหตุใดบุนเดสลีกาจึงเป็นลีกฟุตบอลที่มีค่าเฉลี่ยผู้ชมมากที่สุดในโลก

หากใครเป็นสาวกกีฬาฟุตบอล คงรู้กันดีว่า บุนเดสลีกา ลีกฟุตบอลสูงสุดของประเทศเยอรมัน เป็นลีกที่มีความโดดเด่น ในเรื่องของแฟนบอล ที่แน่นขนัดในทุกเกมการแข่งขัน จนเป็นลีกฟุตบอล ที่มีค่าเฉลี่ยผู้ชมสูงที่สุดในโลก

 

ทั้งที่มองตามความเป็นจริง บุนเดสลีกา ไม่ได้มีนักฟุตบอลซุเปอร์สตาร์ระดับโลก, ไม่ได้ทุ่มเงินซื้อนักเตะชื่อดังเข้าร่วมทีม, โค้ชส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่โค้ชมือทอง แถมยังถูกค่อนขอดจากแฟนลูกหนังบางส่วน ว่าเป็นลีกที่น่าเบื่อ จากการผูกขาดแชมป์ในประเทศ ของ บาเยิร์น มิวนิค

แม้จะมีคุณสมบัติเป็นรองหลายด้าน แต่เหตุใดบุนเดสลีกา จึงกลายเป็นลีกฟุตบอล ที่ได้รับความนิยมจากคนในประเทศ ตีตั๋วเข้าชมเกมการแข่งขันอย่าล้นหลาม จนกลายเป็นลีกที่ครองความเป็นหนึ่งเรื่องผู้ชม ของโลกลูกหนัง

ฟุตบอลสำหรับแฟนบอลท้องถิ่น

เราเริ่มต้นด้วยเหตุผล ที่ทางบุนเดสลีกา นิยมกล่าวถึงว่าเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้มีแฟนบอลเข้าชมเกมในสนามมากที่สุดในโลก คือ ค่าตั๋วถูก 

วงการฟุตบอลเยอรมัน มีความคิดที่ชัดเจนว่า หากต้องการให้คนดูเข้าสนาม การกดราคาค่าตั๋วให้ถูกที่สุด เท่าที่จะทำได้ คือเรื่องสำคัญอย่างมาก พวกเขาเชื่อว่าฟุตบอลที่ดี ต้องมาพร้อมกับบรรยากาศในสนามที่ยอดเยี่ยม และทางที่จะสร้างสุดยอดบรรยากาศในสนามฟุตบอล คือการดึงแฟนบอล เข้าสู่สนามให้มากที่สุด

วิธีที่ง่ายๆ ที่จะทำให้แฟนบอลซื้อตั๋วเข้าสนาม คือราคาค่าตั๋วต้องถูก สามารถรองรับแฟนบอลได้ทุกชนชั้น จะรวยหรือจนต้องมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ที่จะซื้อตั๋วเข้าชมเกมในสนาม ไม่เป็นภาระของกระเป๋าเงิน

บุนเดสลีกา มีค่าเฉลี่ยราคาตั๋ว ต่อหนึ่งเกมอยู่ที่ 5.4 ยูโรเท่านั้น (ประมาณ 188 บาท) ในขณะที่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มีค่าเฉลี่ยราคาตั๋วต่อเกมสูงถึง 36.4 ยูโรต่อเกม (ประมาณ 1,240 บาท) สูงกว่าถึง 6-7 เท่าโดยประมาณ 

เพราะว่า สโมสรฟุตบอลในเยอรมัน ต้องการที่จะให้แฟนบอลกลุ่มหลัก ที่จะเข้ามาชมเกมในสนาม คือแฟนบอลท้องถิ่น ที่อาศัยอยู่ในเมืองของตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นแรงงาน ค่าตั๋วจึงจำเป็นต้องถูก เพื่อให้แฟนบอล ไม่ต้องกังวลเรื่องการใช้จ่าย ยามเดินทางมาชมเกมการแข่งขันfixedw_large_4x

หากใครเคยมีประสบการณ์ ชมเกมฟุตบอลในสนาม ย่อมรู้ดีว่า ค่าใช้จ่ายในการดูฟุตบอล ไม่ได้มีแค่ค่าตั๋ว แต่มีทั้งค่าเดินทาง, ค่าอาหาร, ค่าเครื่องดื่ม, ค่าของที่ระลึก … ฟุตบอลเยอรมันมองว่า การสร้างบรรยากาศที่ดี ณ สนามฟุตบอล ไม่ใช่แค่การให้คนเดินทางมาดูฟุตบอล แล้วกลับบ้าน แต่แฟนบอลต้องมีความสุข ในทุกกิจกรรมที่สนาม สิ่งสำคัญคือการได้พบปะสังสรรค์กับเพื่อนแฟนบอล กินข้าว ดื่มเบียร์ด้วยกัน

หากแฟนบอลมีความสุขกับการมาสนามฟุตบอล บรรยากาศของสนามฟุตบอล จะยอดเยี่ยมตามไปด้วย ดังนั้นการลดค่าตั๋ว นอกจากจะเป็นการดึงดูดให้แฟนบอล เดินทางมาดูบอลที่สนาม ยังช่วยให้แฟนบอลนำเงิน ไปใช้จ่ายซื้อความสุขด้านอื่นได้อย่างเต็มที่

 

ไม่เห็นแก่เงิน

อีกแง่หนึ่ง ต้องบอกว่า บุนเดสลีกา ไม่ได้พยายามทำฟุตบอล ให้เป็นธุรกิจทุนนิยมมากเกินไป หนึ่งในตัวอย่างที่พวกเขาเรียนรู้ คือลีกบ้านใกล้อย่าง พรีเมียร์ลีก 

พรีเมียร์ลีก มีการขึ้นราคาค่าตั๋วอย่างต่อเนื่อง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเพราะลีกฟุตบอลสูงสุดของอังกฤษ ได้ปรับฟุตบอลให้เป็นธุรกิจ ดึงดูดให้คนต่างชาติเข้ามาชมเกมในสนาม และกลุ่มคนเหล่านี้ พร้อมจ่ายเงินไม่อั้น เพื่อจะได้ชมเกมฟุตบอลในฝัน 

ดังนั้น ต่อให้ค่าตั๋วพรีเมียร์ลีก จะแพงทะลุเพดานไปไกล ทีมฟุตบอลยักษ์ใหญ่ ยังคงมีแฟนบอลจำนวนมาก เข้าสู่สนามอยู่ดี แต่สิ่งที่หายไป คือบรรยากาศฟุตบอลที่ยอดเยี่ยม ไม่เหมือนในอดีต เพราะแฟนบอลแรงงานท้องถิ่น ไม่มีเงินซื้อตั๋วเข้าไปดูฟุตบอล แฟนบอลที่คอยร้องเพลง ส่งเสียงเชียร์ทีม มีจำนวนน้อยลงไปเรื่อยๆ จนเป็นปัญหาคาราคาซัง ของลีกฟุตบอลอังกฤษ

ฟุตบอลเยอรมัน ไม่ต้องการให้เรื่องแบบนั้น เกิดกับบุนเดสลีกา เพราะพวกเขาภูมิใจกับพลังของแฟนบอล (ดูพลังการเชียร์ของทีมอย่าง ดอร์ทมุนด์, ชาลเก้ 04 และ แฟรงค์เฟิร์ต เป็นตัวอย่าง) ดังนั้น ต่อให้ทีมจะเก่ง จนสามารถโก่งราคาค่าตั๋ว เพิ่มขึ้นได้สูงขนาดไหน พวกเขาก็จะไม่ทำ

ตัวอย่างที่ดีที่สุด คือ บาเยิร์น มิวนิค ที่มีราคาค่าตั๋วเฉลี่ยต่อเกมเพียง 8 ยูโร (ประมาณ 279 บาท) ซึ่งราคาตั๋วถูกกว่า ราคาตั๋วขั้นต่ำของทีมฟุตบอล ในลีก เดอะ แชมเปียนชิพ หรือลีกรองของอังกฤษทีมหนึ่ง ที่ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์ซื้อตั๋วด้วยตัวเองมาแล้ว

สำหรับทีมระดับโลก ที่มีค่าตั๋วถูกขนาดนี้ ทำให้ทุกเกมการแข่งขัน ตั๋วของบาเยิร์นถูกขายจนหมดเกลี้ยง ผู้ชมแห่กันเข้าไป เต็มความจุร่วม 75,000 คน ของ อลิลันซ์ อารีนา รังเหย้าของบาเยิร์น มิวนิค

บ่อยครั้ง ที่เราจะได้เห็นข่าว การประท้วงค่าตั๋วแพงของแฟนบอลเยอรมัน ยามพวกเขาต้องไปเยือน ทีมฟุตบอลในอังกฤษ ด้วยการเขียนป้ายด่า, โยนเงินปลอมลงสนาม หรือประท้วงด้วยการซื้อตั๋ว แต่ไม่เข้าสนามบอล

พวกเขาทำแบบนั้น เพราะว่าสำหรับแฟนบอลชาวเยอรมัน พวกเขาไม่เห็นว่า การมีราคาค่าตั๋วแพง จะส่งผลดีอะไรกับแฟนบอล นอกจากทำให้แฟนบอลท้องถิ่น เข้าสนามฟุตบอลของทีมรักได้ยากขึ้น … ในเมื่อที่เยอรมัน แฟนบอลสามารถเข้าไปหาความสุข กับเกมลูกหนัง ด้วยราคาตั๋วไม่ถึง 10 ยูโร819_19838_19838324_39811106

ทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่แฟนบอลชาวเยอรมัน ที่แห่ตีตั๋วเข้าไปชมบุนเดสลีกาทุกสัปดาห์ แต่ลีกแห่งนี้ ได้รับความนิยมสูงขึ้นในหมู่แฟนบอลชาวอังกฤษ ที่จ่ายค่าตั๋วดูฟุตบอลพรีเมียร์ลีกไม่ไหว แล้วหันมาเป็นแฟนบอลทีมระดับรากหญ้าในเยอรมันแทน

ไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต, เอฟซี โคโลญจน์, อูนิโอน เบอร์ลิน หรือ แฮร์ธา เบอร์ลิน กลายเป็นทีมขวัญใจ ชาวแดนผู้ดี ที่หันมาเป็นสมาชิกสโมสรในเยอรมัน แทนสโมสรในบ้านเกิด เพราะสามารถชมฟุตบอล ที่มีบรรยากาศ และคุณภาพระดับใกล้เคียงกัน ด้วยราคาที่ถูกกว่าหลายเท่า 

“เราต้องการให้ทุกคน มีโอกาสเข้าชมเกมในสนาม มันเป็นเรื่องง่าย ที่จะขึ้นราคาค่าตั๋ว แล้วสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้น ด้วยการเอาเงินจากแฟนบอล แต่ผมเชื่อว่า ไม่มีสโมสรไหนอยากทำแบบนั้น”

“ในแง่ของธุรกิจ คุณพูดได้ว่านี่คือเรื่องผิดพลาดอย่างมหาศาล (การไม่ขึ้นค่าตั๋ว) แต่ถ้ามองถึงภาพรวมของกีฬาฟุตบอล ผมว่าเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง” คริสเตียน ซีเฟิร์ต ซีอีโอของลีกบุนเดสลีกา กล่าว

 

สโมสรของแฟนบอล

จะเห็นได้ว่า สิ่งที่วงการฟุตบอลเยอรมัน ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก คือเรื่องของ แฟนบอลท้องถิ่น … หลายการตัดสินใจ ในวงการฟุตบอลเมืองเบียร์ ต้องใช้เรื่องของแฟนบอล เป็นตัวตั้ง ในการตัดสินใจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะแฟนบอลเหล่านี้ คือผู้ขับเคลื่อนวงการฟุตบอลเยอรมัน ในฐานะเจ้าของสโมสร48942550_303

เป็นเรื่องปกติของโลกฟุตบอล ในปัจจุบัน ที่สโมสรจะถูกถือครองโดยมหาเศรษฐีพันล้าน แต่ที่เยอรมันกลับแตกต่างออกไป พวกเขามีกฎ 50+1 กฎที่บังคับให้แฟนบอลต้องถือหุ้นส่วนใหญ่ของสโมสร หรืออย่างน้อย 51 เปอร์เซ็นต์ และสโมสรส่วนใหญ่ในเยอรมัน อยู่ภายใต้กฎนี้

เมื่อสโมสรฟุตบอล เป็นของแฟนบอล ดังนั้นแฟนบอลย่อมมีสิทธิ์ ในการบริหารสโมสรเพื่อให้ตอบสนองต่อแฟนบอล เช่น การไม่ขึ้นราคาค่าตั๋วเป็นต้น

แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า สำหรับแฟนบอลที่เยอรมัน คือความรู้สึกของการเป็นเจ้าของสโมสร … เมื่อคุณถือหุ้นสมาชิกของสโมสรฟุตบอลสักทีม ความผูกพันระหว่างคุณกับสโมสร จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของสโมสรกับแฟนบอล แต่เป็นสโมสรกับเจ้าของฟุตบอล

สำหรับคนเยอรมัน พวกเขามีความรู้สึกแบบนั้นกับทีมฟุตบอล … คนเมืองดอร์ทมุนด์ ไม่ได้เชียร์ดอร์ทมุนด์ เพียงเพราะพวกเขาชอบ หรือเป็นแค่ทีมประจำเมือง แต่พวกเขาคือเจ้าของทีมแห่งนี้ อยากเห็นสโมสรแห่งนี้ ประสบความสำเร็จไปด้วยกัน

ความรู้สึกเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอล คือส่วนสำคัญที่ทำให้บุนเดสลีกา มีแฟนบอลคอยเข้าสนามจำนวนมาก เพราะความรู้สึกนี้มีความหมายอย่างมาก กับแฟนบอลทีมขนาดเล็ก

พูดให้เห็นภาพคือ ต่อให้ผลงานของทีมจะห่วยแค่ไหน แฟนบอลส่วนใหญ่ยังคงเลือกเข้าสนาม เพราะพวกเขาคือหนึ่งในคน ที่เป็นเจ้าของสโมสร … ต่อให้ทีมผลงานแย่ เล่นไม่เอาอ่าว แต่นี่คือทีมของเรา ถ้าเราไม่สนับสนุน ส่งเสียงเชียร์ทีมที่ของเรา เราจะไปเชียร์ทีมไหน

การมีแฟนบอลเป็นเจ้าของสโมสร คือการรับประกันได้ว่า ทุกสโมสรจะมีแฟนบอลพันธ์ุแท้ ที่พร้อมร่วมหัวจมท้ายไปกับทีม ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม … ทำให้ ลีกา 2 อันเป็นลีกระดับสองของฟุตบอลเยอรมัน มีค่าเฉลี่ยผู้ชม เยอะกว่าลีกสูงสุดของประเทศ โปรตุเกส, รัสเซีย และ เนเธอร์แลนด์ 

นอกจากนี้ การมีแฟนบอลเป็นเจ้าของสโมสร ช่วยสร้างคาแรคเตอร์ของสโมสร ที่พัฒนามาจากคาแรคเตอร์ของกลุ่มแฟนบอล นำไปสู่การเกิดอัตลักษณ์เฉพาะ แตกต่างไม่เหมือนใครของสโมสร ที่ดึงดูดให้แฟนบอลเข้ามา เป็นแฟนพันธุ์แท้ของสโมสร

ยกตัวอย่างเช่น เอฟซี ซังค์ เพาลี ที่มีคาแรคเตอร์สโมสรฝ่ายซ้ายต้านเผด็จการ หรือ อูนิโอน เบอร์ลิน สโมสรของชนชั้นแรงงาน … อัตลักษณ์เหล่านี้ ช่วยให้สนามฟุตบอล ไม่เป็นเพียงสถานที่สำหรับชมกีฬาเพียงอย่างเดียว สำหรับแฟนบอล

แต่ยังเป็นพื้นที่ แสดงออกทางความคิดต่างๆ ที่แฟนบอลไม่สามารถแสดงออกได้ในชีวิตประจำวัน บ่อยครั้งที่สโมสรฟุตบอลเยอรมัน ทำป้ายแบนเนอร์ เพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ซึ่งมีให้เห็น ตั้งแต่ทีมระดับ บาเยิร์น หรือ ดอร์ทมุนด์ จนถึงทีมลีกระดับล่าง

ท้ายที่สุด การเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลโดยแฟนบอล ได้เพิ่มคุณค่า ความหมายให้กับทีมฟุตบอล ให้เป็นมากกว่าทีมกีฬา ทำให้แฟนบอลสามารถซื้อตั๋ว เข้าสนามฟุตบอล ด้วยวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ที่มีผลต่อยอดคนดูของบุนเดสลีกา

 

มอบสิ่งที่ดีให้แฟนบอล

จุดสำคัญที่ทำให้บุนเดสลีกา ครองความเป็นเลิศด้านแฟนบอล ไม่ได้มาจากทีมหัวตาราง แต่มาจากจำนวนผู้ชมในทีมระดับกลางตาราง ที่มีแฟนบอลเข้าสนามไม่แพ้ทีมชั้นนำ617259448

ฤดูกาล 2019-20 ก่อนที่ฟุตบอลยุโรปจะระงับการแข่งขันชั่วคราว มี 11 สโมสรในบุนเดสลีกา (จากทั้งหมด 18 ทีม) มีจำนวนผู้ชมเฉลี่ยมากกว่า 40,000 คน ขณะที่พรีเมียร์ ลีก มีจำนวนเพียง 8 ทีม และลาลีกา สเปน มีเพียง 4 ทีมเท่านั้น ที่มียอดคนดูมากกว่า 40,000 คน

เป็นเรื่องปกติของทีมระดับกลางไปจนล่าง ที่จะไม่สามารถสร้างยอดผู้ชม ได้เท่ากับทีมหัวตาราง ด้วยเรื่องผลการแข่งขัน ที่ไม่สามารถมอบชัยชนะ หรือความสุขให้กับแฟนบอลได้บ่อยนัก และปฏิเสธไม่ได้ว่า หากทีมไม่ชนะเข้าบ่อยๆ การที่แฟนบอลจะไม่เข้าสนาม คงไม่ใช่เรื่องแปลก

แต่สโมสรฟุตบอลเยอรมัน ทดแทนความสุขจากผลการแข่งขัน ด้วยการทำกิจกรรมกับคนในชุมชน ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุด คือการเปิดให้แฟนบอลเข้าชมการซ้อมของทีม

ปัจจุบันสโมสรฟุตบอลยักษ์ใหญ่ แทบไม่เปิดโอกาสให้แฟนบอล เข้าไปดูการซ้อมของทีม แต่ที่เยอรมัน ไม่ว่าจะเป็นทีมระดับ บาเยิร์น จนถึงทีมระดับลีกล่าง ทุกทีมล้วนมีช่วงเวลาอนุญาต ให้แฟนบอลเข้ามาเกาะติดข้างสนามซ้อม เพื่อใกล้ชิดกับนักฟุตบอลในดวงใจ และได้โอกาสถ่ายรูป ขอลายเซ็นจากนักฟุตบอล โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

ทุกสโมสรประสบความสำเร็จ กับการเปิดให้แฟนบอลเข้าสู่สนามซ้อม มีแฟนจำนวนมาก เข้ามาชมทีมซ้อม แม้ไม่ใช่ในช่วงวันหยุด … หากสโมสรสามารถดึงดูดให้แฟนบอล เข้ามาร่วมทำกิจกรรมกับทีม ได้ในวันปกติ การจะเรียกแฟนบอลเข้าสู่สนามแข่ง ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก

นอกจากนี้ สโมสรฟุตบอลเยอรมัน มักทำกิจกรรมร่วมกับแฟนบอลท้องถิ่น เช่น ในช่วงระบาดไวรัส โควิด-19 โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ปรับสนามเหย้าของทีม ให้กลายเป็นศูนย์รักษาผู้ติดเชื้อ โควิด-19 หรือ แวร์เดอร์ เบรเมน ทำอาหารแจกทุกวัน ให้กับคนไร้บ้านในเมือง เพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนเหล่านี้ ที่พบกับความลำบากช่วงโรคระบาด 

เมื่อสโมสรในเยอรมัน มอบสิ่งดีๆ หลายอย่าง ให้กับชุมชน แฟนบอลจึงต้องการที่จะตอบแทน คืนให้กับสโมสรเช่นกัน ในฐานะแฟนบอล คงไม่มีวิธีใด ที่จะดีไปกว่า การซื้อตั๋วเข้าไปช่วยเชียร์ทีมในสนาม ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำ กับค่าตั๋วราคาไม่กี่ยูโร

ทุกเรื่องราวความสัมพันธ์ ระหว่างสโมสรกับแฟนบอลที่เยอรมัน สิ่งหนึ่งที่พวกเขาพยายามไม่ให้ความสำคัญ คือเรื่องของเงิน ผลประโยชน์ทางธุรกิจ … ไม่ได้หมายความว่า สโมสรฟุตบอลในเยอรมัน ไม่สนใจเรื่องเงิน ในทางกลับกัน พวกเขาใช้เงินอย่างประหยัด ในการซื้อขายนักเตะ เพราะหลายสโมสร มีประสบการณ์เฉียดล้มละลายมาแล้ว 

แต่สโมสรเยอรมัน จะไม่ยอมให้ความสัมพันธ์กับแฟนบอล ว่าด้วยเรื่องของเงิน ผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ไม่มีการทุ่มเงินซื้อนักเตะ เพื่อเรียกสปอนเซอร์หรือแฟนบอลเข้ามาสนับสนุน ก่อนจะกลับมาขูดรีดแฟนบอล ด้วยค่าตั๋วราคาแพง

หากทำแบบนั้น สักวันหนึ่งที่ทีมเลิกทุ่มเงินหรือผลงานไม่ดี แฟนบอลที่เข้ามาเชียร์ตามกระแส หรือผลงานจะหายไป … แต่สิ่งที่ทำให้แฟนบอลเยอรมัน ยังคงสนับสนุนทีมรักไม่ว่าจะขึ้นหรือลง คือความผูกพันที่ทั้งสองฝั่งสร้างขึ้น เมื่อสโมสรฟุตบอลถูกสร้างเพื่อผลประโยชน์ของแฟนบอล แฟนบอลก็พร้อมให้การสนับสนุนสโมสรborussia-monchengladbach-cutouts

แม้แต่ในวันที่โรค โควิด-19 ระบาด แฟนบอลสโมสร โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ได้ส่งทำคัตเอาต์ เป็นรูปหน้าของแฟนบอล นำไปตั้งไว้ในสนาม เพื่อให้นักบอลไม่รู้สึกเงียบเหงา และรับรู้ถึงความรู้สึกที่ยังมีแฟนบอลหนุนหลังอยู่ แม้ความจริงแฟนบอลจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสนามก็ตาม

เป็นเรื่องน่ายินดี ที่ลีกฟุตบอลบุนเดสลีกา กลับมาทำการแข่งขันอีกครั้ง แต่น่าเสียดายที่ต้องขาดเสน่ห์สำคัญ อย่างแฟนบอลที่คอยหนุนหลังทีม จนถึงวินาทีสุดท้าย … อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันที่แฟนบอลได้กลับเข้าสู่สนามอีกครั้ง เราจะได้เห็นฟุตบอลบุนเดสลีกา ที่เต็มไปด้วยแฟนบอล อันมีจำนวนเป็นอันดับหนึ่งของโลก เหมือนเช่นวันวานที่ผ่านมา

ทำไมตำแหน่ง LIBERO ในวอลเลย์บอลถึงจำเป็นต้องตัวเล็ก?

ทุกครั้งที่คุณดูการแข่งขันวอลเลย์บอล เราเชื่อว่าคุณอาจจะเห็นผู้เล่นคนหนึ่ง จาก 6 คนของแต่ละฝั่ง ที่สวมชุดแข่งสีต่างจากคนอื่นๆ ในทีม … ตำแหน่งดังกล่าว ถูกเรียกว่า “ลิเบโร”

ตำแหน่ง ลิเบโร เกิดขึ้นเมื่อใด? มีหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างไร? และเหตุใด เราถึงเห็นผู้เล่นตัวเล็ก ที่มีความสูงไม่มากนัก เล่นในตำแหน่งนี้เสมอ? 

ติดตามหาคำตอบได้ที่นี่

ตำแหน่งที่เพิ่งถูกสร้าง

อย่างที่เราทราบกันว่า ในเกมวอลเลย์บอล แต่ละทีมจะมีผู้เล่น 6 คนในสนาม ซึ่งก็จะมีตำแหน่งอย่างชัดเจน …

ตัวตบหัวเสา (Outside Hitter), บอลเร็ว หรือ ตัวบล็อก (Middle Blocker), ตัวตีตรงข้าม หรือ บีหลัง (Opposite Hitter) รวมถึง ตัวเซ็ต (Setter) คือชื่อตำแหน่งที่คุณๆ น่าจะจำได้ขึ้นใจ แต่สำหรับ ลิเบโร (Libero) ตำแหน่งนี้เข้ามามีบทบาทในกีฬาตบลูกยางได้อย่างไร?4DQpjUtzLUwmJZZPG14uJkN63o4diY3Cukk79LdZV9sG

อันที่จริง ตำแหน่งลิเบโร เพิ่งจะถือกำเนิดในกีฬาวอลเลย์บอลเมื่อปี 1998 นี้เอง โดยเป็นแนวคิดของ FIVB หรือ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ ที่ต้องการเพิ่มเติมสิ่งใหม่ๆ สู่กีฬาตบลูกยาง

สิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของตำแหน่งนี้ คือ ผู้เล่นจะต้องสวมใส่ชุดที่มีสีต่างจากเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีเหตุผลอยู่ …

ตามกติกาการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอลนั้น จะมีการเปลี่ยนตัวได้มากสุด 6 คนต่อเซต โดยผู้เล่นสำรองจะต้องเปลี่ยนตัว เข้า-ออก กับผู้เล่นคนใดคนหนึ่งในสนาม และสามารถเปลี่ยนตัวกลับเข้ามาเล่นได้อีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับตำแหน่งลิเบโรนั้นมีข้อยกเว้น คือผู้เล่นตำแหน่งนี้สามารถเปลี่ยนตัวกับผู้เล่นคนใดก็ได้ และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนตัวกับผู้เล่นคนเดิมเวลาที่ต้องการให้ลิเบโรออกจากสนาม ที่สำคัญคือ การเปลี่ยนผู้เล่นตำแหน่งลิเบโรลงสนาม จะไม่ถูกนับรวมไปกับโควตาการเปลี่ยนตัวต่อเซตอีกด้วย โดยสามารถเปลี่ยนตัวเมื่อไหร่ก็ได้ ขอให้จบการเล่นแต่ละแต้มก่อนเท่านั้น

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้ลิเบโร คือตำแหน่งที่ช่วยเพิ่มมิติใหม่ในการเล่นวอลเลย์บอล ซึ่งเพิ่มความสนุก ตื่นเต้น เร้าใจ แก่แฟนๆ อย่างแท้จริง

เหตุผลที่ต้องใช้คนตัวเล็ก

กติกาที่อนุญาตให้เปลี่ยนตัวได้อย่างอิสระกว่าตำแหน่งอื่นๆ ของลิเบโรในกีฬาวอลเลย์บอลนั้น จะว่าไปก็สอดคล้องกับรากศัพท์ภาษาอิตาลี ที่แปลว่า “อิสระ” อย่างลงตัว

อย่างไรก็ตาม ในความอิสระนั้นก็มีข้อจำกัดอยู่ คือผู้เล่นตำแหน่งนี้ จะไม่สามารถเข้าไปเล่นในพื้นที่แถวหน้าได้ ไม่ว่าจะเป็นการกระโดดตบ บล็อก หรือเซ็ต รวมถึงการเสิร์ฟด้วย (ยกเว้นในการแข่งขันระดับมหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกา ที่สามารถเสิร์ฟได้) ทำให้การเปลี่ยนตัวของตำแหน่งลิเบโรส่วนใหญ่ จะถูกเปลี่ยนตัวกับผู้เล่นใบแถวหลังเท่านั้น

ขณะเดียวกัน อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า ตำแหน่งลิเบโร เกิดขึ้นเพื่อสร้างมิติใหม่ให้กับการเล่นวอลเลย์บอล สิ่งนั้นคือ “การเล่นเกมรับ” ด้วยเหตุนี้ ลิเบโร จึงมีความหมายในกีฬาวอลเลย์บอลว่าเป็นตำแหน่ง “ตัวรับอิสระ” นั่นเอง

ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า ผู้เล่นตำแหน่งลิเบโร จะอยู่ได้แค่ในแนวหลังเท่านั้น ทำให้หน้าที่สำคัญของลิเบโร คือการรับบอลตบ โดยเฉพาะจากผู้เล่นตำแหน่งหัวเสาของทีมคู่แข่งที่จะโจมตีเข้าใส่ 

และเมื่อกติกาวอลเลย์บอลถูกปรับเปลี่ยน ให้บอลที่เสิร์ฟพลิกเน็ตเป็นบอลดี สามารถเล่นต่อได้ รวมถึงมีการนับคะแนนแบบแรลลี่ สามารถเป็นแต้มได้ทั้งเมื่อเป็นฝ่ายเสิร์ฟหรือฝ่ายรับเสิร์ฟ ก็ทำให้การรับบอลเสิร์ฟ กลายเป็นอีกหนึ่งหน้าที่สำคัญไปด้วย

แน่นอนว่า ลูกตบกับลูกเสิร์ฟ หรือแม้กระทั่งลูกหยอดนั้น ล้วนคาดเดายาก จะตกลงที่แหน่งไหนของสนามก็ได้ ผู้ที่จะทำหน้าที่ “ด่านแรก” เพื่อรับบอล จะต้องมีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วด้วยเช่นกัน

แม้โดยปกติ จะเป็นที่ทราบกันดีว่า ความสูง คือปัจจัยสำคัญในการเล่นวอลเลย์บอล แต่ตามธรรมชาติแล้ว ก็ต้องแลกกับความคล่องตัวในการเคลื่อนไหว และนั่นทำให้ คนตัวเล็ก ที่มีการเคลื่อนไหวที่คล่องตัวกว่า กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวสำหรับการเล่นตำแหน่งลิเบโร ซึ่งต้องเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว เพื่อไปดักบอลที่อีกฝ่ายโจมตีมานั่นเอง

เป็นลิเบโรให้ดีต้องมีอะไร

การเคลื่อนไหวอันคล่องแคล่ว รวดเร็ว ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นพรที่พระเจ้ามอบให้คนตัวเล็กเป็นการชดเชยสิ่งที่ขาดหาย อาจเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญของการเล่นในตำแหน่งลิเบโรก็จริง

แต่การจะเป็นยอดลิเบโร แค่นั้นอาจไม่พอ …BTNFZUKNRIMOCVP.20130403172623

เจฟฟ์ สมิธ (Jeff Smith) ผู้อำนวยการ Serve City โรงเรียนฝึกสอนวอลเลย์บอลสำหรับเยาวชนในสหรัฐอเมริกาเผยว่า “ในขณะที่ตัวเซ็ตเป็นผู้นำในเกมบุก ลิเบโรนี่แหละคือผู้นำในเกมรับ รวมถึงเป็นหัวใจและจิตวิญญาณของการรับลูกเสิร์ฟ รวมถึงผู้เล่นเกมรับทั้งหมดด้วย”

ด้วยเหตุดังกล่าว ลิเบโรที่ดี จึงควรต้องมีการรับบอล รวมถึงการขุดบอล (Digging) ที่อีกฝ่ายตั้งใจตบฝังที่ดี ไม่เพียงเท่านั้น ยังต้องมีการอ่านเกมที่แม่นยำว่า ฝั่งคู่แข่งจะโจมตีด้วยรูปแบบใด จะมาด้วยลูกตบ หรือลูกหยอด ซึ่งนอกจากไอคิววอลเลย์บอลที่สูงแล้ว ยังต้องมีการสั่งการเพื่อนร่วมทีม เพื่อแบ่งหน้าที่ในเกมรับให้ชัดเจนด้วยเช่นกันว่า แต่ละคนจะต้องไปรอดักบอลที่ตำแหน่งไหน

อย่างไรก็ตาม ทักษะเกมรุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเซ็ตบอล ก็ถือเป็นสิ่งที่ผู้เล่นตำแหน่งลิเบโรไม่ควรละเลย ดังที่ เคน ชิบุยะ (Ken Shibuya) หนึ่งในทีมงานโค้ชวอลเลย์บอลของทีมชาติสหรัฐอเมริกาให้มุมมองว่า

“บางครั้ง คนที่ต้องทำหน้าที่รับบอลซึ่งอีกฝ่ายโจมตีมา อาจจะไม่ใช่ลิเบโรเสมอไป เพราะตัวเซ็ต อาจจะเป็นเป้าที่ถูกตีบอลใส่ ซึ่งตามกฎ ผู้ที่สัมผัสบอลแล้ว จะไม่สามารถสัมผัสบอลได้อีก ดังนั้น ลิเบโรนี่แหละ ที่จะต้องทำหน้าที่เซ็ตบอลให้ตัวตบหากจำเป็น”

แม้ผู้เล่นที่มักจะถูกนึกถึงเป็นคนแรกๆ ในกีฬาวอลเลย์บอล คือตำแหน่งสายทำแต้มอย่าง ตัวตบ ก็ตาม แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกคนในทีมนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

และบางที ปัจจัยสู่ชัยชนะของทีมตบลูกยาง อาจจะมาจากคนที่ถูกเรียกได้ว่า “ตัวเล็กที่สุดในสนาม” อย่าง ลิเบโร ก็เป็นได้

มือพิฆาตพยัคฆ์ : คลายข้อสงสัย มนุษย์ฆ่าเสือด้วยมือเปล่าได้จริงไหม?

หากคุณเป็นแฟนมังงะ “บากิ จอมประจัญบาน” คุณย่อมอินไปกับตัวละครที่ชื่อว่าโอโรจิ โดปโปะ นักคาราเต้เจ้าของฉายา “มือพิฆาตพยัคฆ์” ที่สามารถปราบเสื้อโคร่งน้ำหนักกว่าครึ่งตันได้ด้วยมือเปล่า…แล้วในโลกแห่งความเป็นจริง มันมีเรื่องแบบนั้นจริง ๆ หรือไม่? 

 

ต้องยอมรับว่า “มนุษย์” คือสัตว์ที่ฉลาดสุดในโลก แต่ไม่ใช่สัตว์ที่แข็งแกร่งที่สุด เมื่อปราศจากอาวุธ ต้องเอาตัวรอดเพียงลำพังในสภาพแวดล้อมที่เรียกว่าป่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่สิ่งมีชีวิตสองขา จะเอาชีวิตรอดจากภัยร้าย

ไม่ว่าจะเป็น วิวัฒนาการทางธรรมชาติ หรือ พรจากพระเจ้า มือเปล่าของมนุษย์มีความสามารถมากกว่าที่คิด สิ่งที่อยู่ปลายแขนทั้งสองสามารถช่วยชีวิตคุณจากยามยาก ด้วยการปลิดชีพ “เสือ” พยัคฆ์ร้ายแห่งพงไพร โดยไม่ต้องพึ่งพาอาวุธใด

เราจะนำเสนอ ตำนานของชายชาวอเมริกัน เมื่อร้อยกว่าปีก่อน พร้อมตอบคำถามคาใจ มนุษย์ฆ่าเสือด้วยมือเปล่าได้หรือไม่? 

 

ตำนานชายผู้ฆ่าเสือ

ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 วิถีชีวิตของมนุษย์ และ ธรรมชาติ ยังไม่ถูกแยกขาดจากกันดั่งทุกวันนี้ ก่อนสิ่งมีชีวิตผู้ประเสริฐจะหันปืนมาห้ำหั่นกันเอง ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 สัตว์จากพงไพรคืออันตรายขั้นสูงสุดcsz68147_0

มีมนุษย์เพียงไม่กี่คนกล้าท้าทายมฤตยูดังกล่าว หนึ่งในนั้นคือ คาร์ล เอคลีย์ นักอนุรักษ์ธรรมชาติชาวสหรัฐอเมริกา ผู้สร้างผลงานมากมายเป็นมรดกแก่คนรุ่นหลัง ไม่ว่าจะเป็น คิดค้นการสตัฟฟ์สัตว์สมัยใหม่, ผลักดันให้เกิดอุทยานแห่งชาติในอเมริกา และ สร้างกล้องถ่ายภาพสัตว์แบบเคลื่อนไหว

อ่านดูอาจรู้สึกว่าคาร์ล เอคลีย์ คือชายปราดเปรื่องที่ใช้ชีวิตแต่ละวันไปกับหนังสือและห้องทดลอง แต่เปล่าเลย ชีวิตของเขาโลดโผนราวกับ อินเดียนา โจนส์ ตลอดชีวิตของชายผู้นี้ เอคลีย์เข้าป่าเพื่อศึกษาและช่วยเหลือสัตว์ที่คนทั่วไปไม่รู้จัก เขาคือมนุษย์รายแรกที่ศึกษากอริลลาภูเขา และสามารถถ่ายรูปพวกมันกลับมาฝากชาวโลกได้สำเร็จ

คาร์ล เอคลีย์ คือผู้พิทักษ์ แต่บางครั้ง เขาคือนักล่าฝีมือฉกาจ เอคลีย์จำเป็นต้องเข้าป่าและฆ่าสัตว์เพื่อนำร่างไร้วิญญาณที่ได้มาสตัฟฟ์ ก่อนส่งเข้าพิพิธภัณฑ์ มันคืองานที่อันตรายเกินกว่าจะจินตนาการ ชีวิตของเอคลีย์จึงผ่านวินาทีเสี่ยงตายมาแล้วมากมาย

เขาเคยถูกช้างเหยียบจนเกือบตาย, เคยใช้ซากจระเข้เป็นเรือเพื่อข้ามแม่น้ำ, เคยถูกกอริลลาไล่ล่าจนเกือบตกหน้าผา หรือ ต่อสู้กับแรด 3  ตัวในเวลาเดียวกัน เอคลีย์ ผ่านประสบการณ์ราวกับพระเอกในภาพยนตร์ผจญภัย

แต่ทั้งหมดที่กล่าวมา ไม่ใช่เรื่องราวที่ทำให้ชื่อของเขายังถูกพูดถึงจนทุกวันนี้

เหตุการณ์อันกลายเป็นตำนาน เกิดขึ้นในปี 1896 เอคลีย์เดินทางไปยังประเทศเอธิโอเปีย เพื่อตามหาสัตว์ตัวอย่างมาทำการสตัฟฟ์เพื่อศึกษา ภารกิจครั้งนั้นของเขาใกล้เคียงกับคำว่าล้มเหลว เอคลีย์ใช้เวลา 4 วัน เพื่อค้นพบเพียงความว่างเปล่า

การล่าสัตว์ล่วงเลยเข้าสู่วันที่ 5 โชคเข้าข้างเอคลีย์ เขาค้นพบไฮยีน่า แต่กลายเป็นว่าเขาใช้กระสุนในการยิงมากเกินไป จนผิวหนังเละเกินกว่าจะนำมาสตัฟฟ์ เขาเดินทางต่อไปจนเจอ หมูป่า ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ เขารัวกระสุนอีกครั้ง เจ้าหมูป่าตัวนั้นลาโลกไปแบบไม่ทันส่งเสียงMr._Akeley_and_his_Gun_Boys

เอคลีย์เดินผ่านพุ่มไม้ไป โดยไม่สนใจจะเช็คสภาพของสัตว์ตัวนั้น เขาเดินทางสู่แอฟริกาเพื่อตามหาสัตว์แปลก เช่น นกกระจอกเทศ หรือ ไฮยีนา ไม่ใช่ หมูป่า จนกระทั่งขากลับ เอคลีย์ที่ออกมาจากป่าด้วยมือเปล่า จึงหวังเก็บหัวหมูป่าที่ยิงได้แทน

เมื่อ เอคลีย์ เดินไปยังพุ่มไม้ เขาไม่พบซากสัตว์ที่ควรอยู่ตรงนั้น กลับมีแต่รอยเลือดไหลเป็นทาง ในหัวเขาคิดว่า หมูป่าผู้โชคร้ายคงถูกไฮยีน่าลากไปกิน เขาเดินทางต่อจนผ่านจุดที่ฆ่าไฮยีน่าตัวแรก ซากของมันหายไปเช่นกัน จมูกของเอคลีย์สัมผัสถึงกลิ่นแปลก เขาประทับไรเฟิลขึ้นบ่า เตรียมพร้อมกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ทันใดนั้น เอคลีย์ ได้ยินเสียงบางสิ่งเคลื่อนไหว เขาทำในสิ่งที่โง่ที่สุดในชีวิต คือรัวกระสุนใส่พุ่มไม้แบบสุ่ม เสียงคำรามดังก้องตอบกลับมา เอคลีย์รู้ทันทีว่า สัตว์ที่จัดการซากหมูป่า และ ไฮยีน่า คือเสือดาว เขามีทางเลือก 2 ทาง คือถอยหลังหรือสู้ต่อ

เอคลีย์เลือกทางที่ 2 เขายิงใส่เสือดาวอีกครั้ง แม้เห็นเป้าหมายไม่ชัด เนื่องจากดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า เอคลีย์รัวกระสุนจนหมดแม็ก เขามั่นใจว่าสัตว์ร้ายตายเป็นแน่ แต่เปล่าเลย เสือดาวกระโจนโจมตีเอคลีย์ มันกัดที่มือขวาแบบจมเขี้ยว ทั้งสองตะลุมบอน เจ้าเสือดาวลงไปกองกับพื้น และกำลังใช้เท้าตะกุยท้องของเขา ขณะที่เอคลีย์กุมความได้เปรียบอยู่ด้านบน

เขากัดฟันทนความเจ็บปวด ต่อสู้กับเสือดาวด้วยแขนเพียงข้างเดียว เอคลีย์ใช้แขนข้างซ้ายล็อคคอของพยัคฆ์ร้าย ใช้เข่าทับน้ำหนักใส่ส่วนท้อง และใช้ข้อศอกงัดไว้ตรงง่ามขา เจ้าเสือดาวพยายามดิ้นเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ แต่กลับไม่สามารถทำได้ จากเหยื่อที่คิดหนีเอาชีวิตรอด เขาเริ่มมองเห็นชัยชนะอยู่เบื้องหน้า

เอคลีย์ใช้น้ำหนักตัวทั้งหมดที่มีกระแทกใส่ท้องของเสื้อดาว เอคลีย์รู้สึกถึงกระดูกซี่โครงที่กำลังหัก เขาทำมันอีกครั้ง ดูเหมือนว่ากระดูกซี่โครงเสือดาวหักเพิ่มอีกซี่ หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าสัตว์ร้ายจึงแน่นิ่ง เอคลีย์ได้รับชัยชนะ และจารึกเรื่องราวของเขาในฐานะ ชายผู้ฆ่าเสือด้วย “มือเปล่า”

 

ฆ่าเสือด้วยมือเปล่า?

พิจารณาจากเรื่องราวของ คาร์ล เอคลีย์ คำถาม “มนุษย์ฆ่าเสือโคร่งด้วยมือเปล่าได้หรือไม่?” คำตอบคือ “ได้” อย่างไม่ต้องสงสัย แต่หากจะจบบทความเพียงแค่นี้ ผู้เขียนย่อมทำผิดพลาดอย่างร้ายกาจ เนื่องจากมีรายละเอียดอีกมากมายซ่อนอยู่ภายใต้การกระทำอันน่าเหลือเชื่อAkeley-Leopard

ประการแรก คือ ความสามารถของฝั่งมนุษย์ คาร์ล เอคลีย์ ไม่ใช่แค่นักอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่คือนายพรานชั้นยอด ผู้เปี่ยมด้วยความรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่า ทันทีที่ เอคลีย์ มองเห็นเสือดาวกระหายเลือดอยู่ตรงหน้า ข้อมูลมหาศาลไหลเข้ามาสู่หัวของเขาอย่างเฉียบพลัน

เอคลีย์จึงรับมือและฆ่าเสือได้สำเร็จ เนื่องจากรู้ลักษณะนิสัยของคู่ต่อสู้ เสือดาวนั้นอาฆาตพยาบาท และตามล่าเหยื่อจนกว่าจะถึงที่สุด เขาจึงเลือกจะสู้และไม่ถอยหนี แม้ถูกปลดอาวุธจนเหลือแค่มือเปล่า กลับกัน หากเอคลีย์ไม่มีความรู้เรื่องเสือดาว เขาย่อมถูกปลิดชีพตั้งแต่ไม่ถูกปลดอาวุธด้วยซ้ำ

เหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกัน เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา ทราวิส คอฟฟ์แมน นักวิ่งเทรล ถูกโจมตีด้วยสิงโตภูเขาในรัฐโคโลราโด เขาทำในสิ่งที่เดียวกับที่เอคลีย์ทำได้ คือฆ่าพยัคฆ์ร้ายด้วยมือเปล่า ประสบการณ์เฉียดตายของนักวิ่งรายนี้ คือเครื่องยืนยันว่า ไม่ใช่มนุษย์ทุกคนที่ฆ่า เสือ หรือ สิงโต ด้วยมือเปล่า

แม้ไม่ใช่นายพราน คอฟฟ์แมน ศึกษาเรื่องราวของสิงโตภูเขาเป็นอย่างดี หลังเคยอ่านข่าวนักปั่นจักรยานภูเขาถูกโจมตีโดยสิงโตชนิดดังกล่าว นั่นคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ คอฟฟ์แมนรู้วิธีปลิดชีวิตคู่ต่อสู้ นั่นคือใช้แขนและขารัดคอเจ้าสิงโตภูเขาจนถึงแก่ความตาย

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คนธรรมดาอย่าง คอฟฟ์แมนรอดชีวิตจากสัตว์ร้าย คือสภาพร่างกาย เขาคือชายหนุ่มรูปร่างกำยำ อายุเพียง 30 ต้นๆ แถมยังมีกิจกรรมอดิเรกเป็นการวิ่งเทรล อันเป็นกีฬาผจญภัย ร่างกายของเขาย่อมอยู่ในเกณฑ์แข็งแรงกว่าคนทั่วไป จนสามารถรับมือกับสิงโตภูเขาได้

ตำนานสะท้านโลก คาร์ล เอคลีย์ ฆ่าเสือด้วยมือเปล่าในวัย 32 ปี ชายชาวเคนย่าผู้ฆ่าสิงโตด้วยมือเปล่า ก็สามารถทำได้ด้วยวัย 35 ปี จึงอาจกล่าวได้ว่า ผู้ชายวัย 35 ปี คือมนุษย์ที่มีโอกาสฆ่า เสือ หรือ สิงโต ด้วยมือเปล่ามากที่สุด เนื่องจากถึงพร้อมด้วยสภาพร่างกาย และประสบการณ์

รายละเอียดอีกประการที่มองข้ามไม่ได้ คือสภาพร่างกายของคู่ต่อสู้ หากพิจารณาจากสัตว์ร้ายที่ถูกฆ่าด้วยมือเปล่า ทั้ง เสือดาว และ สิงโตภูเขา ทั้งหมดเป็นสัตว์ป่าขนาดเล็ก ที่ร่างกายแตกต่างออกไปจาก เสือโคร่ง และ สิงโต ผู้ได้รับการขนานนามเป็นเจ้าแห่งพงไพร

เสือดาวที่ เอคลีย์ ปลิดชีพ มีน้ำหนักอยู่ราว 80 ปอนด์ หรือราว 36 กิโลกรัม ส่วนสิงโตภูเขาที่คอฟฟ์แมนปลิดชีพ มีน้ำหนักไม่เกิน 60 ปอนด์ หรือ 27 กิโลกรัม จะเห็นว่าสัตว์ป่าที่ถูกมนุษย์ฆ่าด้วยมือเปล่า มีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ยทั้งสองตัว โดยเสือดาวมีเฉลี่ยอยู่ที่ 63 กิโลกรัม ส่วนสิงโตภูเขาอยู่ที่ 68 กิโลกรัม

นอกจาก สายพันธุ์ และ น้ำหนักน้อยกว่ามาตรฐาน ฝั่งมนุษย์ยังต้องภาวนาปัจจัยอื่นของคู่ต่อสู้เข้ามาช่วยเหลือ เอคลีย์ ยิงเสือดาว 2 นัด ก่อนปลิดชีพด้วยมือเปล่า ส่วน สิงโตภูเขาที่โจมตีคอฟฟ์แมน มีอายุไม่ถึง 8 เดือน ไร้ประสบการณ์ในการออกล่า จึงตกเป็นเหยื่อของฝั่งมนุษย์เสียเอง

การสังหาร เสือ หรือ สิงโต ด้วยมือเปล่า จึงไม่ใช่แค่เรื่องของฝีมือ แต่เป็นเรื่องของโชคลาง มากเท่ากัน ต่อให้ฝ่ายมนุษย์มีฝีมือการต่อสู้ชั้นเยี่ยม และความรู้เรื่องสัตว์ร้ายเต็มคลั่ง แต่หากต้องเผชิญหน้ากับ เสือโคร่งโตเต็มวัย ที่ขั้นต่ำน้ำหนักอยู่ที่ 142 กิโลกรัม มนุษย์คงเป็นฝ่ายลาโลกลงโลงอย่างไม่ต้องสงสัย

เรื่องราวของ โมเสส เลคาเลา ชายเลี้ยงสัตว์ชาวเคนยาในปี 2007 คือตัวอย่างโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น เขาเผชิญหน้ากับสิงโต ขณะเดินทางผ่านป่าเพื่อกลับหมู่บ้าน โมเสสใช้เวลานาน 1 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อฆ่าสิงโตด้วยมือเปล่า 6-researchersr

ถึงเขาจะพิชิตเจ้าป่าได้สำเร็จ แต่ร่างกายที่อ่อนแรงจากการต่อสู้ กลับถูกโจมตีโดยฝูงไฮยีน่าอีกไม่กี่อึดใจถัดมา โมเสสถูกกัดมือและข้อเท้าจนขาด แม้หนีเอาตัวรอดมาได้ ผลสุดท้าย เขาเสียชีวิตที่โรงพยาบาล เนื่องจากสูญเสียเลือดมากเกินไป

มนุษย์ฆ่าเสือด้วยมือเปล่า จึงเป็นเรื่องสามารถทำได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า คุณจะเดินไปท้าสู้กับสัตว์ป่าเหล่านี้ตามใจชอบ สัตว์ป่าอย่างไรคือสัตว์ป่า ผู้เปี่ยมด้วยสัญชาติญาณนักล่าแต่กำเนิด ทางที่ดีเราควรเตรียมรับมือกับทุกสถานการณ์ ด้วยความพร้อมขั้นสูงสุดจะดีกว่า