การยิงหมัดที่เร็วที่จนมองไม่ทันของ “ยอดมนุษย์” รอย โจนส์ จูเนียร์

หมัดสายฟ้า อาจจะดูเป็นชื่อท่าไม้ตายที่ดูเว่อร์ราวกับดูการ์ตูน อย่างไรก็ตามมันเกิดขึ้นในโลกแห่งความจริงกับนักชกที่ชื่อว่า รอย โจนส์ จูเนียร์ นักชกที่เรียกตัวเองว่า “ราชาแห่งขุนเขา” และถูกขนานนามว่า “เทพแห่ง แฮนด์ สปีด”

 

ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย และมีนักมวยเก่งๆ ขึ้นรุ่นมากี่คน ชื่อของ โจนส์ ยังคงปรากฎออกมาเป็นอันดับ 1 เรื่องความเร็วในลิสต์การจัดอันดับของสื่ออยู่เสมอ … 

อย่างไรก็ตาม โจนส์ มีความลับที่ซ่อนอยู่ในตัวมากกว่าความเร็ว … แล้วอะไรกันล่ะ ที่ช่วยเสริมหมัดสายฟ้าแล่บของเขาให้เฉียบคมจนกลายเป็นตำนาน

ติดตามได้ที่นี่roy-jones-john-ruiz

 

เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนเทิร์นโปร

หลายคนรู้จัก รอย โจนส์ จูเนียร์ จากเหตุการณ์โกงช็อคโลกในโอลิมปิกที่เกาหลีใต้ ปี 1988 ซึ่งเขาในฐานะนักมวยสากลสมัครเล่นทีมชาติสหรัฐอเมริกา เดินหน้าไล่ถล่ม ปาร์ค ซี ฮุน นักชกเจ้าภาพจนยับเยิน แต่กลับถูกตัดสินว่า “แพ้” และชวดเหรียญทองไปอย่างเหลือเชื่อ

การตัดสินครั้งนั้นทำให้ โจนส์ ตัดสินใจหันหน้าเข้าสู่วงการมวยสากลอย่างเต็มตัว และไม่หันกลับมาล่าฝันในการคว้าเหรียญทอง โอลิมปิก อีกต่อไป  

ซึ่งการแพ้ในโอลิมปิกปี 1988 ของ โจนส์ นั้นนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่าง เนื่องจากสื่อทางอเมริกาเดินหน้าทำข่าวเจาะเรื่องนี้อย่างเต็มรูปแบบ จนทำให้สุดท้าย คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ก็กลับมาสอบสวนอีกครั้ง และพบว่าผู้ตัดสินทั้ง 3 คนในไฟต์นั้นได้รับสินบนจากเจ้าหน้าที่โอลิมปิกของเกาหลีใต้จริง นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ โจนส์ เข้าสู่วงการมวยสากล และกลายเป็นนักมวยที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งแห่งยุค

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาในโอลิมปิกมีผลอย่างมากที่สามารถผลักดันให้ โจนส์ ก้าวขึ้นมาเป็นโคตรมวยได้ เพราะเขาได้ผ่านความผิดหวังขั้นสูงสุดมาตั้งแต่เด็ก และนั่นทำให้ โจนส์ กลายเป็นนักมวยที่มีสภาพจิตใจแข็งแกร่งเป็นอย่างมากเมื่อเติบโตขึ้นมา 

“คนอย่าง รอย โจนส์ จูเนียร์ เนี่ยเรียกได้เลยว่าเป็นประวัติศาสตร์ เขาคือส่วนผสมระหว่างพรสวรรค์กับพรแสวง เขาทัศนคติดี ที่สำคัญคือเป็นคนอดทนกับหลายเรื่องได้ดีมาก คุณคิดดู การโดนโกงในโอลิมปิกตั้งแต่เด็กมันโหดร้ายขนาดไหน? เป็นคนอื่นๆ คงจิตใจเตลิดไปไกลแล้วละ” ชาร์ลส์ ฟาร์เรลล์ อดีตผู้จัดการนักมวยชื่อดังกล่าวถึงความยอดเยี่ยมของ โจนส์ 

นอกจากเรื่องของสภาพจิตใจแล้ว มีสิ่งหนึ่งที่ โจนส์ นำมาจากความพ่ายแพ้สมัยเป็นนักมวยสมัครเล่น มาต่อยอดในเวทีอาชีพก็คือ “การออกหมัด” … Sports Illustrated สื่อกีฬาสัญชาติอเมริกันพยายามจะอธิบายว่า รอย โจนส์ จูเนียร์ คือนักชกที่ออกหมัดใส่คู่แข่งได้มากที่สุด และนั่นทำให้ตลอดการแข่งขันโอลิมปิก 1988 ตั้งแต่รอบแรก โจนส์ ไม่เคยแพ้คะแนนใครแม้แต่ยกเดียวจนกระทั่งถึงรอบชิงที่เป็นปาหี่ล็อคผล

หนึ่งเหตุผลที่ทำให้เขาออกหมัดได้เยอะก็คือ พรสวรค์ด้านความเร็ว อย่างในนัดชิงเหรียญทองกับ ปาร์ค ซี ฮุน นั้น รอย โจนส์ เดินหน้าปล่อยหมัดแทบทุกยก แถมออกหมัดด้วยความเร็วจนหน้าตาของนักชกชาวเกาหลีใต้บวมช้ำอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว

“ปาร์ค ซี ฮุน โดนจนอ่วมแล้ว มันง่ายดายเหมือนกับว่า โจนส์ แค่เดินเข้าไปหยิบเหรียญทองแล้วเดินกลับบ้านแบบนั้นเลยทีเดียว” มาร์ฟ อัลเบิร์ต ผู้บรรยายไฟต์ดังกล่าวของช่อง ABC กล่าว 

“รอย โจนส์ ชนะ ปาร์ค ซี ฮุน คู่ชกชาวเกาหลีใต้แบบไม่ต้องนับคะแนนเลยก็ยังได้ เขาปล่อยหมัดทำแต้มแล้วทำแต้มอีก ไม่ว่าจะวงในวงนอกครอบรสจริงๆ ตอนนี้เรากกำลังรอการตัดสินจากรรมการอยู่ครับ” ดร. เฟรดี้ ปาเชโก้ คนพากย์ไมค์ 2 กล่าวเสริม 

อย่างแรกคุณต้องเข้าใจก่อนว่า ปาร์ค ซี ฮุน นั้นไม่ใช่นักมวยที่ไม่มีน้ำยาอะไรอย่างที่ใครเข้าใจ เขาอาจจะเป็นแค่นักมวยเกาหลีใต้ที่คนไทยส่วนน้อยจะรู้จัก แต่ ซี ฮุน คือนักมวยที่ดีและมีฝีไม้ลายมือแบบสู้ได้ไม่อายใคร 

เขาเป็นนักชกฝีมือดีที่สุดของเกาหลีใต้ในเวลานั้น และเป็นความหวังเหรียญทองของเจ้าภาพอย่างแท้จริง ซี ฮุน คว้าแชมเหรียญทองรุ่นไลท์เวต ในศึก Boxing World Cup ปี 1985 นอกจากนี้ยังคว่ำ เควิน ไบรอันท์ แชมป์จากสหรัฐอเมริกา รวมถึงการเป็นแชมป์ทวีปเอเชียอีก 2 สมัย

ดังนั้นการที่ รอย โจนส์ ในช่วงวัยรุ่นเดินหน้าไล่ถลุงนักชกระดับแชมป์โลกแบบ ซี ฮุน ได้ ย่อมแสดงให้เห็นถึงความเร็วและพลังของหมัดของเขาอย่างแท้จริง … ว่าแต่หมัดของเขาเร็วขนาดไหนเมื่อพัฒนาถึงขีดสุด? และมันสามารถใช้งานได้ไหมเมื่อเขาไปชกในระดับอาชีพ? 

 

ความเร็วอันดับ 1 ของโลก

เมื่อเข้าสู่วงการมวยสากลอาชีพ รอย โจนส์ จูเนียร์ ได้ปรับเอาทักษะ “แฮนด์ สปีด” ของเขามาใช้ให้ถูกทางและรัดกุมขึ้น กล่าวคือเดิมทีเขาจะเน้นใช้ความเร็วของหมัดช่วยเสริมในการบุกเข้าประชิดคู่ชกสมัยเป็นนักชกสมัครเล่น แต่เมื่อเป็นมวยอาชีพแล้วระยะความห่างของฝีมือนั้นใกล้ๆ กันหมด การจะให้ลุยชกด้วยหมัดที่มีความเร็วอย่างเดียวอาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดและตัวเขาเป็นฝ่ายโดนน็อคเสียเองได้ royjonesjr_large

โจนส์ จึงได้เพิ่มหนึ่งทักษะเข้ามา นั่นคือทักษะการดักชก เว็บไซต์กีฬาอย่าง Bleacher Report รวมถึงค่ายฝึกศิลปะการต่อสู้อย่าง Evolve ที่มักจะจัดอันดับต่างๆ ของนักมวยและวงการศิลปะการต่อสู้ ให้คำอธิบายถึงสไตล์การชกของโจนส์เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า …

“โจนส์ เป็นที่รู้จักกันในนามของนักชกที่มักจะรอจังหวะความผิดพลาดของคู่แข่ง เมื่อคู่แข่งของเขาเผลอเข้ามาในระยะ เขาจะปล่อยหมัดฮุกที่เร็วเหมือนกับสายฟ้า พร้อมหมัดอัปเปอร์คัทที่เร็วและแรงไม่แพ้กัน การปล่อยหมัดของเขามันเร็วมาก สังเกตได้จากการบิดสะโพกที่ช่วยเสริมพลังให้กับมัน” ค่าย Evolve เขียนอธิบายไว้ในบทความ 5 นักชกที่มีแฮนด์สปีดเร็วที่สุดตลอดกาล ซึ่งแน่นอน รอย โจนส์ จูเนียร์ ถูกจัดให้เป็นอันดับ 1

การเอาความเร็วในการปล่อยหมัด มาประยุกต์ใช้ทั้งในการบุกและการตั้งรับ คืออาวุธที่ โจนส์ ใช้มาตลอดชีวิตนักมวยของเขา ความเร็วของหมัดนั้นนำมาสู่เทคนิคใหม่ๆ ต่างๆ มากมาย จนทำให้นอกจากจะมีความเร็วแล้ว เขายังสามารถปล่อยอาวุธออกมาได้จากหลายมุมหลายระยะอีกด้วย

หนึ่งในเทคนิคที่เป็นเอกลักษณ์คือ Behind Back Punch หรือการเอามือไปไขว้ข้างหลังแทนที่จะเป็นการตั้งการ์ดป้องกัน โจนส์ เคยใช้ท่าดังกล่าวเพื่อเปิดหน้าล่อให้คู่ชกของเขาอยากจะเดินหน้าเข้ามายิงหมัดปิดบัญชี … และใครที่เดินเข้าหา ก็ถือว่าเป็นการติดกับดักที่เขาวางไว้เรียบร้อยแล้ว

ที่เขาไม่ยกการ์ดบังหน้าเพราะเขาสามารถใช้ทักษะการโยกหัวหลบหมัดคู่ต่อสู้ได้เร็วไม่แพ้กับการปล่อยหมัด ดังนั้นเมื่อคู่ชกปล่อยหมัดมาและ โจนส์ สามารถโยกหลบได้ หลังจากนั้นด้วยความเร็วที่มี บวกกับหมัดที่ซ่อนไว้ด้านหลังทำให้เขาสามารถเลือกมุมปล่อยหมัดได้หลากหลาย ซึ่งถ้าคู่ชกสายตาไม่ดีก็ยากที่จะอ่านทางและป้องกันได้ทัน 

นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ รอย โจนส์ เป็นนักชกที่พยายามทำน้ำหนักขยับรุ่นตลอดเวลา เขาเคยไต่รุ่นตั้งแต่รุ่นมิดเดิลเวตจนไปถึงเฮฟวี่เวตมาแล้ว แม้เขาจะเพิ่มกล้ามเนื้อ เพิ่มน้ำหนัก แต่สิ่งที่ยังคงอยู่คือความเร็วของหมัด ที่ไม่ว่าจะมีการจัดอันดับกี่ครั้ง หมัดของ รอย โจนส์ จูเนียร์ ก็มักจะอยู่บนสุดของชาร์ทเสมอ

“มันก็ยอดเยี่ยมมากๆ (เมื่อถูกบอกว่าเป็นคนที่ปล่อยหมัดเร็วที่สุดในโลก) เพราะเอาความจริงแล้ว นักมวยคนหนึ่งไม่ควรจะแข็งแกร่งด้านใดเพียงด้านเดียว คุณต้องฝึกฝนมันทั้งหมดเพื่อเพิ่มทักษะด้านอื่นๆ ด้วย ซึ่งความเร็วก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้คุณสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้บนเวที” เขาเผยว่าทำไมเขาจึงต้องฝึกความเร็วอยู่เสมอ 

 

ครอสขวามหาประลัยจากการผสมอันครบเครื่อง 

เมื่อความเร็วยังคงอยู่ นั่นหมายความท่าไม้ตายต่างๆ ของ รอย โจนส์ จูเนียร์ ก็ยังสามารถใช้ได้ในทุกรุ่น ซึ่งจะมีประสิทธิภาพหนักเบาอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับรุ่นน้ำหนักและคู่ชกว่ามีคางที่แข็งแค่ไหน

แต่หนึ่งท่าที่เราสามารถเรียกได้ว่า “ท่าไม้ตาย” ได้เต็มปากคือ หมัดครอสขวา ที่เขาใช้เป็นหมัดในการน็อคคู่ต่อสู้มากที่สุด เพราะมันเป็นการปล่อยหมัดชุดที่รวดเร็ว หลังจากเปิดด้วยหมัดฮุกซ้าย เขาจะตามด้วยหมัดครอสขวา ซึ่งหมัดชุดนี้ โจนส์ เคยใช้คว่ำ ริคกี้ สแต็คเฮ้าส์ ด้วยระยะเวลาเพียง 46 วินาทีเท่านั้น

สิ่งที่ยืนยันได้ถึงความเร็วและอันตรายของหมัดครอสขวาคือ มันถูกบรรจุเป็นท่าไม้ตายของ โจนส์ ในเกมชกมวยที่ดังที่สุดแห่งยุคอย่าง Fight Night อีกด้วย 

“จะบอกว่าสปีดหมัดของ โจนส์ เร็วแค่ไหนน่ะเหรอ? ผมว่าเขาเป็นนักมวยที่สามารถขึ้นไปโชว์สกิลแบบพวกขี้อวดได้ในการชกราวกับไม่มีคู่ชกยืนอยู่บนเวทีเดียวกับเขาเลย ความเร็วของเขาสุดยอดที่สุดไม่ว่าจะทำน้ำหนักขึ้นไปกี่รุ่นต่อกี่รุ่น ด้วยความเร็วที่มี เมื่อบวกกับความฉลาดของเจ้าตัว มันทำให้เขากลายเป็นคนที่เร็วขึ้นยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย” Bleacher Report ว่าถึงนักมวยที่พวกเขาเลือกเป็นอันดับ 1 ในสาขาหมัดเร็วตลอดกาล 

ความฉลาดและความเร็วในการออกหมัดของ โจนส์ ถูกวิเคราะห์ต่ออีกขั้น และมีการบอกว่าเขาเป็นนักมวยที่ปล่อยหมัดคอมโบได้เก่งกาจที่สุดคนหนึ่ง ไม่ใช่แค่เร็วเท่านั้น แต่มันมีความแม่นซ่อนอยู่ด้วย 

การปล่อยหมัดให้เร็วและแม่นของ รอย โจนส์ เป็นพรสวรรค์ บวกกับการฝึกซ้อมที่หนักหน่วง จนทำให้เมื่อขึ้นเวที หมัดของเขากลายเป็นเหมือนของง่ายโดยแทบไม่ต้องเล็ง เขาปล่อยหมัดฮุกติดต่อกันได้ 4-5 หมัดโดยไม่ซ้ำมุมเลย และนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงกลายเป็นนักชกที่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจกับคนดูได้มากที่สุดอีกด้วยssssss

สถิติของ โจนส์ ตลอดการขึ้นชกคือ ชนะ 65 ครั้ง โดยแบ่งเป็นการชนะแบบน็อคเอาต์อีก 47 ครั้ง และ แพ้ 9 ครั้ง ซึ่งจำนวนการแพ้ที่มากมายเหล่านี้บ่งบอกถึงสไตล์การชกของเขาได้เป็นอย่างดี โจนส์ เป็นนักมวยที่เชื่อว่าการบุกคือการตั้งรับที่ดีที่สุด และหมัดสายฟ้าของเขายังคงถูกพูดถึงจนถึงทุกวันนี้แม้ว่าเขาจะลาเวทีไปนานแล้วก็ตาม 

“ผมก็ไม่เคยสังเกตว่าผมเป็นคนออกหมัดเร็วที่สุดในวงการมวยหรอกนะ จนกระทั่งมีคนเริ่มเรียกผมแบบนั้น ซึ่งความจริงมันน่าจะเป็นการฝึกเรื่องความเร็วของร่างกาย ผมทำมันซ้ำๆ จนเป็นเรื่องปกติ” โจนส์  กล่าวทิ้งท้าย 

จูเลียน นิวแมน ‘เทพยูทูบบาสเกตบอล’ เจ้าของวีดีโอที่คนดูกว่า 10 ล้านครั้ง?

ในโลกฟุตบอลนั้นมี “เทพยูทูบ” หรือนักเตะที่โด่งดังจากคลิปบน ยูทูบ สื่อสังคมออนไลน์สายวิดีโอชื่อดังมากมาย แต่ในโลกของบาสเกตบอลนั้น แทบจะเรียกได้ว่า เทพยูทูบ มีเพียง 1 เดียว นั่นคือเด็กที่ชื่อว่า จูเลี่ยน นิวแมน นักบาสร่างเล็กวัย 11 ปี ที่ดังสุดจากคลิปการโชว์ทักษะในปี 2013 

ในรุ่นเดียวกันไม่มีใครทักษะดีเท่าเขา ไม่มีใครว่องไวปราดเปรียวเท่าเขา ไม่มีใครที่จะมีเซนส์ในการเล่นสูงส่งเท่ากับเขา และ ไม่มีใครที่จะเก่งไปกว่าเขาอีกแล้ว …

ทว่า ณ ปัจจุบันหรือ 7 ปี ผ่านไป จูเลี่ยน นิวแมน หายไปไหน? ทำไมเทพยูทูบรายนี้จึงไม่ดังเหมือนตอนเด็ก และไม่ได้ใกล้เคียงการเล่นในระดับ NBA?

ติดตามทั้งหมดได้ที่นี่ 

คลิปเดียวดังกระฉ่อนโลก

ปี 2013 มีคลิปวีดีโอหนึ่งเกี่ยวกับการแข่งบาสเกตบอลระดับรุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี ที่ รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา หากดูรูปแบบการแข่งขันทั้งสนามมันไม่มีอะไรที่แปลกแตกต่างไปกับบาสเด็กทั่วไป แค่ถ้าจะมองข้ามผู้เล่น 9 คนที่เหลือ และโฟกัสไปที่ผู้เล่นที่เด่นที่สุดในสนาม ณ เวลานั้น … คลิปดังกล่าวจึงกลายเป็นปรากฎการณ์  

เด็กหนุ่มร่างเล็กสูงแค่ 4 ฟุต 5 นิ้ว (137 เซนติเมตร) ที่ชื่อว่า จูเลี่ยน นิวแมน ทำแทบทุกอย่างในเกมๆ นั้น แอสซิสต์, เลี้ยงฝ่าตะลุย, ยิง 3 แต้ม ขาดเพียงแค่การดังค์อย่างเดียวที่เขาทำไม่ได้แค่นั้นเอง

ความพิเศษมันไม่ได้อยู่ตรงที่แค่เขาทำได้ทุกอย่าง แต่เจ้าหนูจูเลี่ยน โชว์ให้เห็นถึงความเหนือชั้นเกินอายุและส่วนสูงไปหลายขั้น เขาทำให้คู่แข่งที่สูง 160, 170 หรือ 180 เซนติเมตร หมดสภาพด้วยความเร็วและทักษะที่เหลือเชื่อ

“ผมเริ่มเล่นบาสเกตบอลตั้งแต่ 3 ขวบ ไอดอลของผมคือ คริส พอล และ โคบี ไบรอันท์ … คนในทีมเรียกผมว่าไอ้มือกาว และเวลาเจอคนที่ตัวใหญ่กว่า ผมก็แค่ใช้ความเร็วของผมเข้าไปชนกับพวกเขา” จูเลี่ยน นิวแมน ในวัย 11 ปีอธิบายตัวเองเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเป็น8bd90c0b113af13065b528ae914bf66a

ณ เวลานั้นคลิปดังกล่าวโด่งดังอย่างที่ได้ว่าไปก่อนหน้านี้ จูเลี่ยน มีงานสัมภาษณ์ผ่านโทรทัศน์ติดต่อมากมาย หลังจากนั้นชาวอเมริกันจึงได้รู้ว่าเด็กน้อยคนนี้เก่งกาจ เพราะได้รับการฝึกอย่างจริงจังกับพ่อตั้งแต่เด็ก วันละหลายๆ ชั่วโมง จนเพื่อนบ้านของ จูเลี่ยน ยังบ่นว่า บางครั้งเสียงลูกบาสก็ดังถึงตี 1 จนพวกเขาไม่ได้หลับได้นอน 

โปรแกรมของเขานอกจากการฝึกทักษะเลี้ยงลูกแล้ว ยังมีตารางการยิงจุดโทษอีกวันละ 100 ลูก, ฝึกลูกยิงแบบโฟลเตอร์ (Floater – การยิงลูกแบบใช้แรงส่งจากหัวไหล่และข้อศอก เพื่อการปล่อยบอลที่รวดเร็ว ไว้หลบคู่ต่อสู้ที่มีความสูงมากกว่า) วันละ 200 ลูก และชู้ตไกลอีกวันละ 200 ครั้ง นี่คือสิ่งที่ทำให้เขา กลายเป็นปีศาจเมื่อโตขึ้นมา 

“เด็กคนนี้มีความสามารถในระดับที่สูงมาก และมาจากครอบครัวที่ยอดเยี่ยม ปัญหาเดียว คือ เขาแค่ตัวเล็ก และนั่นเป็นอุปสรรคข้อใหญ่ของเขา ทว่าด้วยความเก่งกาจทำให้เขามีอนาคตที่ดีรออยู่ แล้วเรามารอดูกันอีกครั้งว่าตอนโตเขาจะเก่งขนาดไหน?” โจ เดวิส coordinator ของ ScoutsFocus กล่าว  

เมื่อทุกคนตามหาตัวและอยากรู้จัก จูเลี่ยน นิวแมน ทำให้หลายคนชอบเด็กคนนี้มากขึ้นไปอีก เพราะ จูเลี่ยน เป็นเด็กที่บ้าบาสเกตบอลจริงๆ พ่อของเขาไม่จำเป็นต้องบังคับให้ซ้อมหรืออะไรเท่านั้น เขาแค่ตื่นมาแล้วก็อยากเล่นบาส เรื่องง่ายๆ แค่นี้ เกิดขึ้นวันแล้ววันเล่า จนทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในรัฐฟลอริดา เมื่อเทียบกับเด็กรุ่นเดียวกัน 

“คุณจะเห็นได้ว่าเด็กคนนี้เลี้ยงบอลได้คล่องแคล่วและครองบอลไว้อย่างเหนียวแน่นยิ่งกว่าผู้เล่นระดับ NBA เสียอีก ถ้าเขาโตขึ้นผมเชื่อว่าเขาจะทำในสิ่งที่มากกว่าผู้เล่นแบบ คริส พอล หรือ เดอร์ริค โรส ทำได้เลยล่ะ”  

วิถีสตาร์ 

ในระดับประถมและมัธยม ไม่มีใครหยุด จูเลี่ยน นิวแมน ได้ เขากลายเป็นดาราของทีมตลอดตั้งแต่ช่วงเรียนเกรด 5, เกรด 6 และเกรด 7 ถึงเวลานี้เว็บไซต์เกี่ยวกับการติดตามนักบาสวัยรุ่นที่มีแววเป็นสตาร์อย่าง ScoutFocus ตามบันทึกวีดีโอการแข่งขันของจูเลี่ยนอยู่เสมอ ว่ากันว่ายิ่งโตเขาก็ยิ่งเก่ง สำนักข่าว Huffington Post เคยลงข่าวพาดหัวว่า “เด็กเกรดหกที่เล่นบาสเกตบอลเก่งที่สุดในประวัติศาสตร์” เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามการได้ออกรายการทีวี มีงานทั้งภาพถ่ายและวีดีโอในฐานะว่าที่ไอคอนคนใหม่ตั้งแต่ยังเด็ก สิ่งที่ยอดเยี่ยมอีกอย่างของ จูเลี่ยน ที่ทำให้เขามีชื่อเสียงคือ “เสน่ห์” ในแบบที่เด็กรุ่นเดียวกันไม่มีทางทำได้ 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่มีเด็กวัยรุ่นอายุ 13-14 ปีคนไหน เล่นบาสเกตบอลด้วยการพยายามเอ็นเตอร์เทนคนดูเป็นหลักเหมือนกับ จูเลี่ยน นิวแมน เขามักจะใช้ทักษะที่ทำให้แฟนๆ ได้กรี๊ดกร๊าดลั่นสนาม นอกจากนี้ยังมีความสามารถพิเศษที่เหมือนกับรู้ว่า “กล้องอยู่ไหน” หลายครั้งที่เขาทำแต้มหรือโชว์ลีลาสวยๆ ได้ เขามักจะหันมายักคิ้ว หลิ่วตาให้กับกล้องได้เก็บภาพเอาไว้เสมอ

นอกจากนี้การที่เป็นเด็กที่ต้องดวลกับคนตัวใหญ่มาเสมอ ทำให้ จูเลี่ยน นิวแมน กลายเป็นคนที่ไม่กลัวใคร เขาไม่หงอแม้จะเจอกับคู่แข่งชนิดใดก็ตาม สิ่งสำคัญคือ สภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง ว่ากันว่าเมื่อเขาอายุได้ 14-15 ปี ศิลปะการ “แทรชทอล์ค” หรือการพูดปั่นประสาทคู่แข่งระหว่างลงแข่งขันของ จูเลี่ยน นั้นพัฒนาไปไกลโข บางครั้งไม่ใช่แค่คำพูดอย่างเดียว เขามักจะใช้ทักษะที่ตัวเองมีหลอกคู่แข่งให้หัวร้อนด้วยการ เลี้ยงผ่านไปแล้ว แต่ก็ยังวนกลับมาหลอกใหม่เป็นรอบที่ 2 นั่นล่ะคือสิ่งที่เด็กทั่วไปไม่คิดจะทำ …newman_crop_north

จูเลี่ยน คือผู้เล่นวิถีสตาร์จริงๆ มีคลิปหนึ่งที่ถูกปล่อยออกมาในช่วง 3 ปีที่แล้ว คือ คลิปที่ จูเลี่ยน ใส่ชุดแข่งสีฟ้า ดวลกับเด็กฝรั่งที่ใส่ชุดแข่งสีขาวเบอร์ 413 ที่ชื่อว่า เจย์แธน บอสช์ ซึ่งคลิปดังกล่าวเป็นการดวลเดือดของเด็กวัยรุ่น 2 คนที่เป็นยอดฝีมือในวงการบาส มีคนดูเต็มสนามและส่งเสียงเชียร์ทุกจังหวะฮือฮา มียอดคนดูทั้งใน Facebook, Twitter และ YouTube เกินกว่า 10 ล้านวิวแล้ว 

ทุกคนรู้จักเขาไม่ใช่แค่นักยัดห่วงทั่วไป แต่คือคนดังในวงการบาสเกตบอล ดังนั้นไม่ว่าจะไปแข่งที่ไหน เขาจะต้องแบกความกดดันลงมหาศาลจากความเป็นเทพยูทูบ ที่ทุกคนอยากจะเห็นว่า “ตัวจริงจะเก่งแค่ไหน” 

“ทุกที่ที่ผมไป มีคนพยายามจะเรียกผมด้วยฉายาต่างๆ มากมาย แน่นอนมันมาจากวีดีโอการเล่นของผมนั่นแหละ ผมไม่ได้กดดัน แต่ผมถือว่ามันคือความเคารพจากคนอื่นๆ แต่กลับกันผมกลับรู้สึกแย่นะที่ลงเล่นไปแล้วไม่มีใครอยากดูฟอร์มของผมเนี่ย” จูเลี่ยน พยายามบอกว่าการมีชีวิตท่ามกลางสปอตไลท์ ทำให้เขาไม่กลัวความกดดัน ที่มักจะทำให้ผู้เล่นดาวรุ่งเสียผู้เสียคนมานักต่อนัก

เรียกได้ว่า จูเลี่ยน นิวแมน คือหนึ่งในดาวรุ่งที่พร้อมที่จะไปเล่นระดับ NBA มากที่สุดคนหนึ่ง เขามีพร้อมทั้งพรสวรรค์ พรแสวง และ สภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง … แต่เมื่อเขาคือมนุษย์ แน่นอนว่าเขาต้องมีจุดอ่อน?

NBA ระดับของปีศาจ 

ทุกวันนี้ จูเลี่ยน อายุ 18 ปี ถ้าวัดตามรุ่นกับเหล่าผู้เล่นดังๆ คนอื่นๆ ก่อนหน้านี้ เขาจะต้องเตรียมรับทุนนักกีฬาและได้เข้ามหาวิทยาลัยดัง เพื่อลงเล่นในเกมระดับ NCAA แล้ว ทว่าสำหรับ จูเลี่ยน นิวแมน มันยังไม่เกิดขึ้น 

มันมีเรื่องของระดับการแข่งขันที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละรุ่นอายุ ไม่ใช่ว่า จูเลี่ยน จะวินัยตกต่ำและฝึกน้อยลง แต่มันเป็นเพราะคนอื่นๆ ต่างก็พัฒนาตัวเองขึ้นมาไม่แพ้กัน ทำให้เมื่ออายุเข้าสู่ช่วง 16, 17 และ 18 ปี ก็เกิดปัญหาใหญ่ขึ้นกับเขาขึ้นมา 

ส่วนประกอบหลักที่ทำให้ จูเลี่ยน ยังถูกจดจำในฐานะเทพยูทูบคือ “ความสูง” แม้เขาจะมีเชื้อสายแอฟริกันจากพ่อ และมีเชื้อสายเปอร์โตริโกจากแม่ แต่ร่างกายของ จูเลี่ยน กลับไม่เติบโตขึ้นตามวัย เพราะเขาสูงได้เพียง 170 เซนติเมตรเท่านั้นในเวลานี้ ขณะที่เด็กรุ่นๆ เดียวกันที่เตรียมตัวเข้าสู่ระบบอาชีพ ส่วนใหญ่สูงระดับ 190 อัพ บางรายสูงถึง 2 เมตรเลยก็มี_MG_0437-DMID1-5hafd3270-640x480

ความสูงอาจจะไม่เคยเป็นปัญหาของเขาเมื่อครั้งยังเด็ก แต่เมื่อเจอเกมระดับสูงมันส่งผลอย่างมาก ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มีการเผยวีดีโอการดวล 1-1 ของ จูเลี่ยน นิวแมน กับคู่แข่งอีกหลายคนที่มีคนเข้าชมผ่านโซเชี่ยลมีเดียเกินหลักล้านวิว อาทิ การปะทะกับ ลาเมโล่ บอล น้องคนสุดท้องแห่งตระกูลบอล ที่พี่ชายคนโตอย่าง ลอนโซ่ ก้าวสู่ NBA ไปแล้ว, ราโมน วูดส์ อีกหนึ่งเด็กเทพแห่งยุคปัจจุบัน รวมถึงคลิปแข่งทีมอีกหลายๆ คลิป ผลที่ออกมา คือ ความเร็วความคล่องตัวของเขา ยังเหนือกว่าคนอื่นเหมือนเดิม แต่รูปร่างและความแข็งแกร่งเขาสู้กับคนอื่นๆ ไม่ได้ หรือจะว่าง่ายๆ คือ ณ ตอนนี้มีหลายคนสามารถทำในสิ่งที่เขาได้ และมีความสูงมากกว่า จูเลี่ยน 20 เซนติเมตร ดังนั้นความต่างจึงเกิดขึ้นอย่างชัดเจน 

เมื่อไม่ใช่ตัวเด่น แถมยังโดนเพื่อนรุ่นเดียวกันแซงไล่หลังมา หลายสิ่งที่เคยทำแล้วดี ทำแล้วง่าย ก็กลายเป็นยากไปหมด แถม จูเลี่ยน ยังมีปัญหาเรื่องทัศนคติในการเล่นแบบ “บาสชายเดี่ยว” ซึ่งบางครั้งเมื่อเขาหลอกคนอื่นไม่ได้ ก็กลายเป็นตัวของเขาเองที่เสียอารมณ์ และเล่นหลุดออกจากเกมไปเอง 

เมื่อเด็กเทพไม่ได้เติบโตไปในแบบที่ใครหลายคนคิดไว้ หรืออย่างน้อยๆ ไม่ได้เก่งเหมือนในวีดีโอเมื่อหลายปีก่อน ดังนั้นความกดดันจึงมาเคาะประตูหา จูเลี่ยน อีกครั้ง เวลานี้หลายคอมเมนต์ในคลิป และเว็บบอร์ดที่พูดถึงเขามักจะพูดกันในแง่ของ “เทพยูทูบ” หรือ “เด็กโอเวอร์เรต” (ถูกอวยเกินจริง) ว่ากันง่ายๆ เขาเริ่มโดนล้อเลียน และบอกว่าเป็นของปลอมแล้วนั่นเอง 

นี่คือปัญหาใหญ่ที่ทำให้ จูเลี่ยน นิวแมน ไม่เก่งเหมือนตอนเด็กๆ และมันก็ยิ่งน่าเป็นห่วงเมื่อในระดับต่อไปอย่าง NBA มาถึง เขาจะมีสิทธิ์ก้าวไปถึงจุดนั้นได้หรือเปล่า?

เพราะที่ NBA ว่ากันว่าเป็นลีกที่รวมปีศาจแห่งวงการบาสเกตบอลเข้าไว้ด้วยกัน ทักษะทุกอย่าง ทัศนคติทุกทาง ร่างกายทุกส่วนต้องพร้อมกับการแข่งขันที่เข้มข้น และไม่มีที่ว่างให้ผู้ผิดพลาด ดังนั้นกับ จูเลี่ยน ในวัย 18 ปี ที่สูงแค่ 170 เซนติเมตร ต้องยอมรับว่ามันไม่ง่ายเลย เพราะแม้กระทั่งผู้เล่นใน NBA อย่าง สเตฟเฟ่น เคอร์รี่ ที่ดูตัวเล็กๆ เขายังมีความสูงถึง 191 เซนติเมตรเลย 

อย่างไรก็ตามยังมีเวลาอีกราวๆ 2-3 ปี ที่จะให้ จูเลี่ยน แก้ไขเรื่องต่างๆ ให้ไปยังทิศทางที่ถูกต้อง ไม่แน่ว่าเขาอาจจะยอมรับจุดอ่อนของตัวเอง และพัฒนาขึ้นมาอีกครั้งจนกลบปัญหาเรื่องส่วนสูง จนได้เข้าสู่ NBA เหมือนผู้เล่นตัวเล็กรุ่นพี่อย่าง มักซี่ โบกส์, สปัด เว็บบ์ หรือ เนท โรบินสัน ก็ได้ 

หรืออย่างน้อยๆ ต่อให้แย่ที่สุดแม้ว่า NBA จะไม่เปิดประตูต้อนรับเขา แต่ที่แน่ๆ จูเลี่ยน เองก็มีทักษะและการเลี้ยงลูกในระดับสูงที่หาตัวจับได้ยาก ดังนั้นหากเขาลองเลือกเส้นทางสายโชว์ สายเอนเตอร์เทน มันก็ย่อมดีไม่แพ้กัน มันขึ้นอยู่กับว่าเขาจะไปได้ไกลแค่ไหนในช่วงเวลาหลังจากนี้ 

เจมี่ นิวแมน พ่อของ จูเลี่ยน เคยบอกไว้ตอนที่ลูกของเขาดังๆ ว่า เขาเองก็พยายามจะหาอย่างอื่นให้ลูกทำเหมือนกัน เพราะเขามีความเชื่อว่า “ไม่ควรเอาไข่ทั้งหมดที่มีไปใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียว” เพราะมันมีโอกาสจะหล่นแตก และเสียหายจนแก้อะไรกลับมาไม่ได้  แต่ลูกชายของเขาก็รักในบาสเกตบอลจริงๆ และไม่สามารถคิดภาพตัวเองในรูปแบบอื่นได้อีก … นั่นคือความมุ่งมั่นที่ จูเลี่ยน นิวแมน มีตั้งแต่เด็ก

ไม่แน่ความมุ่งมั่นที่กล่าวมา อาจจะเป็นขุมพลังเฮือกสุดท้ายของเทพยูทูบในสายตาใครหลายๆ คนก็เป็นได้

ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี่ ดาวยิงและเพื่อนร่วมงานยอดแย่…ที่ทุกคนต้องเกรงใจ

มันจะมีนักฟุตบอลบางประเภทที่ดูแล้วไม่ใช่เพื่อนร่วมทีมที่ดีนัก เจ้าอารมณ์เป็นที่หนึ่ง ไม่รักษากฎระเบียบคิดจะทำอะไรก็ทำ แต่เมื่อลงสนามกลับทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีจนคนอื่นๆ ด่าไม่ลง 

 

นักเตะสไตล์นี้มีเสน่ห์ลึกลับซ่อนอยู่ พวกเขาจะเป็นนักเตะที่จะพูดว่ารักก็พูดได้ไม่เต็มปาก จะพูดว่าเกลียดก็ไม่ตรงเป๊ะเสียขนาดนั้น … ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความติสต์แตกของนักเตะคนนั้นๆ

นี่คือเรื่องราวของกองหน้าแห่งยุค 90’s ที่ติสต์ที่สุดคนหนึ่ง คนที่ลงซ้อมแล้วเพื่อนต้องส่ายหัว แต่เมื่อลงสนามกลับเป็นคนแรกที่เพื่อนๆ มองหา 

ติดตามเรื่องราวของ ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี่ ได้ที่นี่ fabrizio-ravanelli--con-la-juventus--efe

 

วัยแห่งความฝัน 

ฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา ของ อิตาลี  ในยุค 90’s นั้นเฟื่องฟูถึงขีดสุด โดยเฉพาะในส่วนของผู้เล่นเกมรุกนั้นถือว่าเต็มไปด้วยแข้งระดับโลกทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น มาร์โก้ ฟาน บาสเท่น, โรแบร์โต้ บาจโจ้, จูเซ็ปเป้ ซินญอรี่ หรือคนอื่นๆ อีกมากมาย 

ในการแข่งขันระดับสูงเช่นนี้ จึงไม่มีที่ว่างให้กับเหล่านักเตะที่มีพรสวรรค์แต่ไร้ความเคารพต่อทีมและเพื่อนร่วมทีมมากนัก ทุกคนต้องสู้เพื่อตำแหน่ง 11 ตัวจริง ดังนั้น ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี่ ในช่วง 90’s ที่ค้าแข้งอยู่กับ ยูเวนตุส จึงถือเป็นยอดดาวยิงที่ครบเครื่องที่สุดคนหนึ่ง เหตุผลก็เพราะว่าเขาให้ความเคารพและรักสโมสรนี้มากจนสามารถทุ่มเททุกอย่างที่ตัวเองมีได้

“การได้ย้ายไปอยู่กับ ยูเวนตุส คือฝันที่เป็นจริงของผม ผมเป็นแฟนของ ยูเว่ มาโดยตลอด ตอนที่เล่นให้กับ เรจเจียน่า พอมีข่าวว่าแมวมองของ ยูเวนตุส มาดูฟอร์ม ผมเหมือนกับเป็นนักเตะที่มีพลังวิเศษเลย” ราวาเนลลี่ เล่าเรื่องราวจากจุดเริ่มของความยิ่งใหญ่

“ที่ เรจเจียน่า ผมยิงประตูแหลกราญอยู่แล้ว แต่พอแมวมองของ ยูเว่ มาดูฟอร์มถึงสนาม ผมกลับเก่งยิ่งขึ้นไปอีก ทำได้ดีขึ้นอย่างเหลือเชื่อ ซึ่งผมรู้ว่าจริงๆ แล้วมันเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในชีวิต มันไม่ใช่พลังวิเศษอะไรหรอก ผมแค่ใส่ทุกอย่างที่ผมมีลงไป เพราะผมไม่ต้องการจะพลาดโอกาสครั้งสำคัญนี้” 

ความรู้สึกของเด็กหนุ่มที่ถูกสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ แถมยังเป็นสโมสรที่ตัวเองเชียร์เฝ้ามอง สามารถบอกเราได้แบบไม่ต้องใช้คำพูดมากมายว่า ราวาเนลี่ ในตอนนั้นร้อนแรงในเรื่องของการยิงประตู อันเป็นเหตุเพราะความมุ่งมั่นที่พุ่งทะยานถึงขีดสุด และไม่ว่าใครก็ตามบนโลกนี้ที่มีความปรารถนาแรงกล้า และมีความมุ่งมั่นทุกขณะจิต เมื่อนั้นความสำเร็จไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ 

ที่ ยูเวนตุส ไม่มีเลยสักเวลาที่ ราวาเนลลี่ ทำผลงานได้ตกต่ำจนหลายคนส่ายหัว แต่ตรงกันข้ามมันกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้เขาจะมาจาก เซเรีย บี (ลีกรอง) แต่เมื่อมาเล่นให้กับ ยูเวนตุส ราวาเนลลี่ ยกระดับตัวเองขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยการก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมทันทีตั้งแต่ฤดูกาลแรก (1992-93)

ทุกอย่างมันเหมือนเคมีที่เข้ากันอย่าลงตัว ยูเวนตุส คือสโมสรที่ดีที่สุดและไม่เคยพอใจกับผลเสมอ ขณะที่ ราวาเนลลี่ ในช่วงวัยรุ่นเป็นพวกเลือดร้อนและมีความกระหายยิ่งกว่าใคร ดังนั้นไม่ใช่แค่ฝีเท้าเท่านั้นที่ทำให้เขาได้รับสิทธิ์ขึ้นมาเป็นดาวยิงหมายเลข 1 ของทีม แต่มันเป็นเพราะทัศนคติที่เหนือกว่าการเป็นนักฟุตบอลอาชีพไปอีกขั้น20181213233412!Juventus_FC_-_Champions_League_1995-96_-_Torricelli,_Deschamps,_Ravanelli,_Sousa,_Rampulla,_Pessotto,_Carrera

ปีแรกกับ ยูเวนตุส เขาพาทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า คัพ ขณะที่ให้หลังมาอีก 2 ปี ราวาเนลลี่ ระเบิดฟอร์มที่ดีที่สุดในชีวิตด้วยการยิง 30 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา และฤดูกาล 1995-96 เขาสานต่อความสำเร็จครั้งใหญ่ด้วยการพา ยูเวนตุส เถลิงแชมป์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปอย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 

4 ปีกับ ยูเวนตุส ดำเนินไปตามเส้นทางของยอดนักเตะอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามโลกฟุตบอลมักมีอะไรเกิดขึ้นแบบไม่ทันได้คาดคิดและมีเวลาพอให้เตรียมตัวเสมอ … หลังจากคว้าแชมป์ยุโรป ราวาเนลลี่ ก็ต้องได้รับข่าวที่เขาไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวเองที่ทำผลงานได้ดี เป็นแข้งคนสำคัญ และเป็นที่รักของแฟนๆ ทุกคน 

 

ย้ายแบบไม่อยากย้าย 

ราวาเนลลี่ ในวัย 28 ปี ถูกเรียกว่า 1 ในกองหน้าแห่งยุคไปแล้ว ณ เวลานั้น (หลังคว้าแชมป์ยุโรป) และในช่วงวัยดังกล่าวน่าจะเป็นช่วงเวลาที่พีกที่สุดของนักฟุตบอลคนหนึ่งที่มีพร้อมทั้งฝีเท้า, ทัศนคติ และ วุฒิภาวะ ดังนั้นไม่มีใครคิดว่า ยูเวนตุส จะโละนักเตะที่มีพร้อมทุกอย่างออกจากทีม 

ในยุคของประธานสโมสรที่ชื่อว่า วิคตอริโอ ชูซาโน่ (Vittorio Chiusano) การนำ มาร์เซโล่ ลิปปี้ เข้ามาคุมทีมในปี 1994 ถือเป็นการยกระดับทีมขึ้นมาอีกขั้นโดยแท้จริง ลิปปี้ เป็นคนที่สามารถสร้างบรรยากาศให้นักเตะในทีมมั่นใจ มีจิตวิญญาณของผู้ชนะ ทว่าคนเก่งๆ อย่าง ลิปปี้ มักจะมีแนวคิดหัวก้าวหน้าที่ไม่หยุดนิ่ง … เขาไม่เคยให้เกรดการทำงานของตัวเองในระดับเพอร์เฟ็กต์เลย มีแต่ต้องดีขึ้นในปีต่อๆ ไป

และแนวคิดนี้เองทำให้ ราวาเนลลี่ ต้องออกจากทีมไปในฤดูกาล 1996-97 เพราะ ลิปปี้ ปรับโครงสร้างนักเตะเกมรุกใหม่โดยใช้ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ ขึ้นเป็นศูนย์กลางของทีมเต็มตัว พร้อมด้วยการเสริมทัพของแข้งระดับพระกาฬอย่าง อเลน บ็อกซิช กองหน้าที่ดีที่สุดของ ลาซิโอ ในเวลานั้น และ คริสเตียน วิเอรี่ เจ้าของฉายา “บอมบ์เบอร์” ดาวยิงที่จะก้าวขึ้นมาเป็นแข้งแถวหน้าของประเทศ 

สำคัญที่สุดคือการมาของเพลย์เมคเกอร์ที่ดีที่สุดแห่งยุคอย่าง ซีเนดีน ซีดาน จอมทัพชาวฝรั่งเศสที่ซื้อมาจาก บอร์กโดซ์ เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่ ลิปปี้ ต้องการคือความสมดุลในเกมรุก เขาอยากให้ ซีดาน เป็นผู้เริ่มงาน มี เดล ปิเอโร่ เป็นคนจบงาน และมีตัวสอดแทรกอย่าง บ็อกซิช และ วิเอรี่ คอยสแตนด์บาย นี่คือการเกลี่ยทีมที่ ลิปปี้ เชื่อว่ามันดีที่สุด และมันก็ดูจะถูกใจผู้เล่นในทีมเป็นอย่างมากCJbAVRFUsAAFqXa

“ซีดานคือโคตรของโคตรพรสวรรค์ คุณรู้ไหมอะไรที่ทำให้เขาคือขั้นกว่าของอัจฉริยะ … เขาเป็นนักเตะที่พร้อมจะทำเพื่อทีม เขาไม่เคยเห็นแก่ตัวเลยสักครั้งที่อยู่ในสนาม นี่คือผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมที่สุด และผมโชคดีจริงๆ ที่ได้เล่นคู่กับเขา” นี่คือสิ่งที่ เดล ปิเอโร่ พูดถึงคู่หูคนใหม่ ซึ่งชัดเจนว่า ลิปปี้ จำเป็นที่จะต้องขาย ราวาเนลลี่ ออกไปด้วยเหตุผลนี้เอง

“แน่นอน ผมไม่ควรจะต้องย้ายออกจาก ยูเวนตุส เลย แต่ตอนนั้นผมมีความทะนงตัวอยู่พอสมควร ผมคิดว่าผมเองก็ไม่ใช่นักเตะธรรมดาๆ และแข็งแกร่งพอที่จะออกจากทีมไปและเล่นที่ไหนก็ได้” ราวาเนลลี่ กล่าว …

ไม่แปลกหรอกที่เขาจะมั่นอกมั่นในในฝีเท้าของตัวเอง เพราะตัวเลขสถิติรวมถึงถ้วยแชมป์มันฟ้องทุกอย่างว่าเขาคือนักเตะที่ยอดเยี่ยมจริงๆ แต่บางครั้งอะไรที่มันมากเกินไปก็ไม่ดี และความมั่นใจที่ล้นเหลือและอีโก้ที่สูงปรี๊ด ก็ทำให้เขาเจอปัญหาจนได้ในการย้ายทีมครั้งต่อไป

เดอะ โบโร่…ขวัญใจแฟน แต่ขัดใจเพื่อน 

ราวาเนลลี่ เปลี่ยนจากแชมป์ยุโรปไปสู่สมาชิกทีมระดับกลางๆ ของพรีเมียร์ลีกอย่าง มิดเดิลสโบรช์ ด้วยค่าตัว 7 ล้านปอนด์ รับค่าเหนื่อยมากที่สุดในทีมถึงสัปดาห์ละ 42,000 ปอนด์ ดีกรีของเขาถือว่าสูงกว่านักเตะทุกคนในทีม และยิ่งการลงสนามนัดแรกให้กับต้นสังกัดใหม่ ราวาเนลลี่ สามารถกดแฮตทริกใส่ ลิเวอร์พูล ได้ทันทีในเกมเปิดสนามที่เสมอกัน 3-3 ดังนั้นอีโก้เขาจึงสูงจนยากจะหยุดอยู่ภายในเวลาอันรวดเร็วWA572208

“คือมันเหมือนกับทีมของคุณมีนักเตะแบบ เมสซี่ หรือ โรนัลโด้ นั่นแหละ (การมีนักเตะอย่าง ราวาเนลลี่ อยู่ในทีม)” เคร็ก ฮิกเน็ตต์ นักเตะของ เดอะ โบโร่ ในยุคนั้นกล่าว 

มาถึงตรงนี้การมาของ ราวาเนลลี่ ควรจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และเป็นขวัญกำลังใจให้กับเพื่อนร่วมทีม แต่ความจริงมันไม่ได้สวยงามอย่างนั้น ราวาเนลลี่ ไม่เคารพกฎของสโมสร เขาคิดว่าตัวเองใหญ่ค้ำฟ้า ไม่มีการอ่อนน้อมถ่อมตนเหมือนกับตอนที่เขาอยู่ที่ ยูเวนตุส เลยแม้แต่น้อย ยิ่งมีนักเตะอย่าง จูนินโญ่ เปาลิสต้า และ เอแมร์สัน อยู่ในทีม โบโร่ ชุดนั้นจึงเป็นบอลที่ไม่มีทีมเวิร์กเลย แค่ส่งให้ 3 แข้งเทพจัดการ ทุกอย่างก็เรียบร้อย คนอื่นๆ เป็นแค่ส่วนประกอบเท่านั้น

“สตีฟ กิ๊บสัน (ประธานสโมสร) บอกเราว่า เราจะไปสู่ความยิ่งใหญ่ เขาอยากให้ทีมกลับสู่ความรุ่งโรจน์อีกครั้งเหมือนในยุค 70’s ที่เรามี แจ็คกี้ ชาร์ลตัน แต่บอกตรงๆ มันโคตรจะไม่เวิร์กเลย สิ่งที่เกิดขึ้นในสนามมันหาคำว่าทีมไม่เจอ แต่มันคือการเล่นกันของ 3 นักเตะ เวิลด์คลาส กับ 8 นักเตะบ้านๆ ที่เป็นตัวประกอบ” เอริค เพย์เลอร์ นักข่าวท้องถิ่นกล่าวถึงทีมในเวลานั้น 

เพื่อนร่วมทีมในหมวดหมู่ “นักเตะบ้านๆ” ให้สัมภาษณ์ถึง ราวาเนลลี่ ตรงกันเกือบจะทั้งหมด พวกเขาเรียก ราวาเนลลี่ ว่า “ไอ้อิตาเลี่ยนขี้วีน” แต่ก็ต้องยอมรับว่าถ้าเขาไม่ลงสนาม ทีมก็ไปไม่ถึงไหนอยู่ดี 

“คือยังไงล่ะ ครึ่งหนึ่งในทีมเกลียดขี้หน้าเขามาก ส่วนอีกครึ่งก็ดูจะรักเขา จริงๆ เขาเป็นคนที่ทำงานหนักเพื่อทีมนะ แถมเก่งมากที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น แต่ในฐานะคนๆ หนึ่ง หมอนี่มันโคตรยียวนเลย ราวาเนลลี่ เห็นแก่ตัวในทุกสิ่งที่เขาลงมือทำ” ฮิกเน็ตต์ ขยายความต่อ 

ขณะที่ ยาน อาเก้ ยอร์ทอฟต์ (Jan Aage Fjortoft) ก็บอกไปในทิศทางเดียวกันว่า ราวาเนลลี่ เอาแต่ใจตัวเองจนเพื่อนๆ เลิกผิดหวังแล้ว แต่กลายเป็นขำกับแต่ละเรื่องที่เขาทำมากกว่า 

“ในช่วงประชุมทีม ราฟ (ชื่อเล่นของ ราวาเนลลี่) พูดแทรกเสียงดังโหวกเหวก เขาชอบบ่นเป็นภาษาอิตาลีว่า ‘พอได้แล้วเฮ้ย ข้าอยากจะกลับบ้านเข้าใจป่ะ?’ คือผมเห็นแล้วผมก็อดหัวเราะไม่ได้เลย คุณรู้ไหมว่า ไบรอัน ร็อบสัน ตอบเขาว่าไง ‘นายหมายความว่า โอเคใช่ไหมกับสิ่งที่เราประชุม?’ และเรื่องจบลงที่ล่ามของ ราวาเนลลี่ ตอบคำถามนี้ให้เอง ‘ใช่แล้ว เขาเข้าใจแล้วล่ะ'” แข้งชาวนอร์เวย์ เล่าเรื่องความเก๋าของ ราวาเนลลี่ ที่ เดอะ โบโร่ 

สิ่งหนึ่งที่คุณไม่สามารถปฏิเสธได้คือ ราวาเนลลี่ ยังคงเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมไม่เปลี่ยนแปลง เขายิงประตูไปทั้งหมด 31 ลูก พาทีมเข้าชิงฟุตบอลถ้วยในประเทศ 2 รายการในปีเดียว … แต่เมื่อ โบโร่ เป็นทีมที่เล่นแบบ 8+3 พวกเขาจึงไปไหนได้ไม่ไกล … แพ้ในรอบชิงชนะเลิศทั้ง เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ (ปัจจุบันเป็น คาราบาว คัพ) และหนักที่สุดคือการตกชั้นอีกต่างหาก 

“ผมแสดงให้เห็นแล้วว่าผมเล่นได้ดีขนาดไหนที่ โบโร่ แต่มันต่างกันอยู่นะกับการเล่นให้ ยูเวนตุส ผมได้ข้อคิดข้อหนึ่ง คือเมื่อคุณจะออกจากสโมสรที่แข็งแกร่งและเป็นโคตรทีม คุณควรกลับไปคิดสัก 100 ครั้งว่าจะย้ายจริงเหรอ? ซึ่งผมดันไม่ได้คิดแบบนั้น และสุดท้ายก็ต้องมานั่งเสียใจที่เลือกย้ายออกมา” ราวาเนลลี่ กล่าวถึงความผิดพลาดที่ทำให้เขามาเล่นในอังกฤษ และจบแบบไม่สวยเท่าไรนัก

 

ตกตะกอนทางความคิด 

ช่วงเวลาหลังจากนั้น ราวาเนลลี่ กลายเป็นนักเตะพเนจร ด้วยการไปเล่นให้กับทีมในฝรั่งเศสอย่าง มาร์กเซย กลับ อิตาลี ไปเล่นให้ ลาซิโอ และหวนคืนสู่ฟุตบอลอังกฤษแบบสั้นๆ กับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ไปจนถึงทีมเล็กๆ ในสก็อตแลนด์อย่าง ดันดี  ซึ่งจบด้วยการแขวนสตั๊ดกับ เปรูจา ซึ่งเป็นทีมในเมืองเกิดและแจ้งเกิดบนเส้นทางอาชีพของเขา000_Par7696907

การออกจา มิดเดิลสโบรช์ เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการมาถึงขาลงของเขา และการผจญภัยไปยังที่ต่างๆ ในช่วงอายุที่มากขึ้นและฝีเท้าที่ค่อยๆ หายไป ทำให้ ราวาเนลลี่ เข้าใจอะไรหลายอย่างมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่กลับมาเล่นให้กับ ดาร์บี้ ในฤดูกาล 2001-02 นั้น นักเตะ ดาร์บี้ ไม่มีใครบ่นถึงพฤติกรรมเอาแต่ใจและใหญ่เกินทีมของเขาเหมือนกับที่ โบโร่ เลย 

ราวาเนลลี่ พอจะเข้าใจแล้วว่าเขาควรจะทุ่มเทให้กับการเล่นมากกว่านี้ และเลิกทำเป็นเล่นกับความศรัทธาของแฟนบอลและเพื่อนร่วมทีม 

“ฟุตบอลอังกฤษถือเป็นฟุตบอลที่แท้จริง แข็งแกร่งและยุติธรรม แฟนๆ เต็มไปด้วยแพชชั่น พวกเขาสนับสนุนคุณอย่างไร้เงื่อนไข ไม่มีที่ไหนคุณสามารถมีชีวิตกับฟุตบอลได้ดีเหมือนกับอังกฤษอีกแล้ว ผมไปเล่นมาก็หลายที่ในต่างแดน ที่ มาร์กเซย แฟนๆ ก็รักผมนะ แต่ผมมาคิดได้ว่าบางทีผมน่าจะอยู่ที่อังกฤษให้นานกว่านี้” ราวาเนลลี่ ในวัยแขวนสตั๊ดพูดถึงการหนีออกจาก โบโร่ ทันทีหลังทีมตกชั้น 

“ผมยิง 31 ลูกในซีซั่นแรกที่อังกฤษ ผมคิดว่ามันไม่เลวร้ายเลยนะ มีหลายอย่างที่เกิดขึ้นหลังจากที่ผมย้ายออกจาก ยูเวนตุส ผมยอมรับว่าผมเสียใจที่ผมเลือกย้ายออกมา แต่ความจริงคือผมเองก็รักทุกช่วงเวลาตลอดทั้งฤดูกาลที่เล่นให้ มิดเดิลสโบรช์ ด้วย” 

“ย้อนกลับไปมันน่าเสียดายที่เราตกชั้น แต่ผมก็ยังจำบรรยากาศทั้งหมดที่เกิดขึ้นในตอนนั้นได้ดี ทุกครั้งที่ผมกลับมาอังกฤษ แฟนๆ ที่เดินผ่านจะเข้ามาทักทาย พวกเขายังจำผมได้อยู่เลย … แฟนๆ ของ เดอะ โบโร่ ยังอยู่ในหัวใจผมเสมอ และผมก็คิดว่าผมเองยังอยู่ในหัวใจของพวกเขาด้วย” ราวาเนลลี่ กล่าวทิ้งท้าย

คิดได้ก็สายไป แต่อย่างน้อยก็ยังดีที่ได้คิด … น่าเสียดายหาก ราวาเนลลี่ ทุ่มเทเต็มที่ในช่วงที่เล่นกับ โบโร่ ใส่ใจระบบของทีม ทำความรู้จักและยอมรับเพื่อนร่วมทีม ไม่แน่ โบโร่ ชุดนั้นอาจจะไม่ต้องจบฤดูกาลด้วยการเป็นดับเบิลรองแชมป์ และตกชั้นจากลีกสูงสุดก็เป็นได้ 

รวมถึง ราวาเนลลี่ เองก็คงไม่ได้ถูกจดจำเพียงนักเตะอัจฉริยะที่แบกทีม แต่เขาจะถูกจดจำในฐานะผู้นำในห้องแต่งตัว และผู้สร้างยุคที่ยิ่งใหญ่ให้กับทีม ซึ่งเขาน่าจะเป็นตำนานได้ยิ่งกว่าที่เป็นอยู่อีกด้วย

THIRD TIME LUCKY ของ เซร์คิโอ กานาเลส ความล้มเหลว 3 ครั้งที่มีไว้คัด “คนจริง”

สำนวนของฝรั่งมีคำว่า “THIRD TIME LUCKY” ที่ใช้อธิบายถึงการผิดหวัง, ผิดพลาด และล้มเหลว กับเรื่องเดิมซ้ำๆ หากแต่มีการเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 จากเรื่องร้ายจะกลายเป็นดี…แล้วคุณล่ะ? เชื่อกับคำ ๆ นี้หรือเปล่า   

 

เซร์คิโอ กานาเลส นักเตะที่เคยถูกยกย่องว่าจะก้าวขึ้นมาติดทีมชาติสเปนชุดใหญ่ และเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตาที่สุดในประเทศ สู่นักเตะจอมเจ็บที่ต้องผ่าตัดเข่าถึง 3 ครั้ง พักจากฟุตบอลเกือบ 3 ปี และนี่คือเรื่องราว “Third Time Lucky” ของเขา 

The New La Liga Experience ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง beIN กับ La Liga พา Main Stand มาพูดคุยสัมผัสกับเซร์คิโอ กานาเลส จอมทัพเบอร์ 10 ของเรอัล เบติส ในบ่ายวันธรรมดาหลังการฝึกซ้อมที่ซิวดาด เดปอร์ติบา หลุยส์ เดล โซล ซึ่งเขาได้เล่าให้ฟังถึงชีวิตที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน… อะไรทำให้เขาเป็นนักเตะที่ดีขึ้น หลังผ่านอุปสรรคในชีวิตมามากมาย และอยู่ในจุดพีกของอาชีพค้าแข้งได้…ติดตามได้ที่นี่gr-7AJie_400x400

 

เด็กเทพที่แสนธรรมดา 

ในปี 2008-09 สโมสรเล็กๆในประเทศสเปนอย่าง ราซิ่ง ซานตานเเดร์ กำลังมีเรื่องใหญ่ที่ทำให้พวกเขาตื่นเต้น เพชรเม็ดงามในทีมเยาวชนที่ชื่อว่า เซร์คิโอ กานาเลส กลายเป็นที่พูดถึงกันในหมู่นักเตะรุ่นใหญ่ในทีม ว่ากันว่าเด็กน้อยคนนี้มีความสามารถที่ล้นเหลือ และเหนือสิ่งอื่นใดคือเป็นเด็กที่มีความมั่นใจในการเล่นของตัวเองสูงมาก ไม่เคยได้รู้สึกกลัวและกดดันกับสถานการณ์ที่คับขันเลย

รื่องราวมันเริ่มบอกกันปากต่อปากจากโค้ชเยาวชน จนถึงมาถึงโค้ชของทีมชุดใหญ่ที่ชื่อว่า ฆวน คาร์ลอส มานเดีย ต้องเรียกให้ กานาเลส ขึ้นมาซ้อมร่วมกับทีมชุดใหญ่เพื่อวัดระดับกับเด็กเทพคนนี้ดูสักครั้งว่าเมื่อขยับมาเล่นกับรุ่นพี่ที่ไม่มีหมูให้เคี้ยวเเล้วเจ้าหนูคนนี้จะเป็นของจริง หรือว่าจะทองลอกกันแน่ 

และ มานเดีย คิดไม่ผิดที่ทำแบบนั้น นักเตะรุ่นพี่ในทีมทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “มหัศจรรย์” เมื่อได้ดวลกับเด็กน้อยวัย 18 ปี คนนี้ 

เปโดร ปินิญอส บอกว่า คานาเลส คือสัตว์ประหลาด ส่วน ซิสโก้ ฆิเมเนซ กองหน้าที่ยืมมาจาก นิวคาสเซิล ของทีมก็พูดในทิศทางที่คล้ายๆกันนั่นคือ “น่าเหลือเชื่อ มีไม่บ่อยนักหรอกที่เราจะได้เห็นนักเตะดาวรุ่งที่เป็นของจริงแบบนี้”   

ขณะที่ ดาวิด กิสเตา นักข่าวจากสำนักข่าวดังของสเปนอย่าง “เอล มุนโด้” บอกว่าถ้าวันไหนเด็กคนนี้ลงสนามให้มาร์กเวลาเอาไว้ได้เลย เพราะความบันเทิงจะเกิดขึ้นแน่ พร้อมทั้งให้คำจำกัดความว่า คานาเลส มีสไตล์การเล่นเหมือนกับ “กูตี” ตำนานมิดฟิลด์อัจฉริยะของ เรอัล มาดริด เลยทีเดียว 

กานาเลส เริ่มถูกส่งลงสนามสัมผัสเกมในช่วงท้ายฤดูกาล 2007-08 ปลายๆ โดยที่ได้เล่นเพียงไม่กี่นาที จนกระทั่งเมื่อได้เวลาอันเหมาะสมกุนซือ มานเดีย เตรียมผลักดันเขาขึ้นมาเป็นนักเตะตัวหลักของทีม และจะให้ กานาเลส ที่เวลานั้นอายุย่าง 19 ปี ก้าวขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญสำหรับเกมรุกของ ราซิ่ง ซานตานเเดร์ ทันที 

ทุกอย่างเป็นไปตามเส้นทางของสตาร์ กานาเลส ไม่มีปัญหาเลยในการขึ้นมาเป็นนักเตะตัวหลักเต็มตัว แถมยังเด่นกว่าเดิมด้วยซ้ำ เขาลงเล่นไป 31 นัดตลอดทั้งฤดูกาล และยิงไปอีก 7 ประตู โดยแต่ละลูกยิงของเขาเป็นการแสดงให้เห็นถึงคลาสอย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นการหลุดเดี่ยวแล้วกระดกบอลข้ามผู้รักษาประตูไปแบบนิ่มๆ, ยิงไกลระยะ 30 หลา, การเล่นแบบโซโล่เพลย์เข้าไปปิดสกอร์แบบง่าย รวมไปถึงฟรีคิก ก็ด้วย … นี่คือส่วนหนึ่งสำหรับรายละเอียดประตูของกานาเลส ในซีซั่น 2009-10 

ณ เวลานั้นไม่มีใครไม่รู้จักเขาอีกเเล้ว กานาเลส กลายเป็นคนดังประจำเมือง และนั่นเป็นการเปิดให้เห็นอีกมุมหนึ่งของเขานั่นคือเรื่องราวนอกสนาม เพราะในวันที่มีชื่อเสียง กานาเลส ยังคงเป็นเด็กวัยรุ่นที่ไม่หลงใหลกับคำชม หนำซ้ำยังเขินๆที่มีคนรู้จักเขามากมายขนาดนี้ 

“ผมสีบลอนด์ของ เซร์คิโอ การ์นาเลส ยุ่งๆชี้ไปชี้มาแบบไม่ได้จัดทรงจนดูเหมือน ลุค สกายวอล์คเกอร์ (ตัวละครเอกในเรื่อง Star Wars) แต่ทุกๆวันจะมีเด็กผู้หญิงหลายคนมายืนรอเขาที่ลานจอดรถ และเขาก็จะเดินผ่านไป เพราะต้องไปหาแฟนสาวของเขาที่เตรียมตัวไปเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ กานาเลส ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ร่างกายไม่มีรอยสัก ไม่มีการเจาะ ไม่มีการเซ็ตผม เด็กหนุ่มอย่าง กานาเลส คือลูกเขยที่แม่ยายทุกคนต้องการ” Sid Lowe ผู้เขียนเรื่องฟุตบอลสเปนในสื่อ เดอะ การ์เดี้ยน ว่าถึง กานาเลส ในเวลานั้น  

อย่างไรก็ตามหากคิดจะเป็นคนดังระดับโลก การใช้ชีวิตแบบคนธรรมดานั้นมันยากที่จะเป็นไปได้ แต่ถึงจะอย่างนั้น  เซร์คิโอ กานาเลส ก็จำเป็นต้องเลือกอะไรสักอย่างในวันที่มีข้อเสนอจากสโมสรใหญ่ขึ้นมา 

ว่ากันว่าถ้าลูกผู้ชายอย่างเราเมื่อมีโอกาสที่ดีเข้ามาในชีวิตแล้วไม่คว้าไว้ก็ถือว่าเกิดมาเเล้วเสียชาติเกิดเต็มที และสำหรับความฝันของเด็กหนุ่มชาวสเปนคงไม่มีอะไรจะเย้ายวนใจไปกว่าการได้เล่นให้กับสโมสรอันดับ 1 ของประเทศอย่าง เรอัล มาดริด อีกเเล้ว  และ กานาเลส ตกลงรับข้อเสนอนั้น เพื่อท้าทายตัวเองสำหรับก้าวครั้งใหญ่ของชีวิต canales

 

ชีวิตที่ไม่เหมือนเดิม 

“ผมเกือบจะช็อคตายตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปอยู่ในห้องแต่งตัวของ เรอัล มาดริด ผมมึนไปหมดไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องไปนั่งตรงไหนของห้อง เพราะว่าผมโดนล้อมด้วยนักเตะที่ผมชื่นชอบและติดตามมาทั้งนั้น และตอนนี้ผมกลายเป็นหนึ่งในเพื่อนร่วมทีมของพวกเขาทั้งหมด” กานาเลส กล่าวถึงประสบการณ์ใหม่ในเมือง และทีมที่ใหญ่กว่าที่เขาเคยสัมผัส

ที่มาดริด ไม่มีเวลาสำหรับการรอใคร ใครปรับตัวได้ก็ดีไป ใครทำไม่ได้ ก็ต้องรอโอกาสเพราะคนที่ทำได้นั้นรออยู่ เรียกได้ว่าการแข่งขันในทีมระดับโลกแบบนี้มีสูงมาก ทุกคนต่างก็พยายามที่จะเป็น 11 ตัวจริงให้ได้ ซึ่ง กานาเลส เองก็ไม่ต่างกัน ไม่ว่าเขาจะเก่งกาจมาจากไหน แต่ที่นี่คือที่ ๆ เขาต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด 

และบางครั้ง ที่บางที่ ก็เหมาะสำหรับแค่คนบางคนเท่านั้น แม้จะเป็นประสบการณ์ที่ดี แต่การมาอยู่ท่ามกลางสตาร์ ตั้งแต่อายุ 19 ซึ่งเป็นวัยที่สมควรได้ลงเล่น มีโอกาสสัมผัสเกมอย่างต่อเนื่อง กลับทำให้ กานาเลส นับวันยิ่งกลายเป็นตัวประกอบของ เรอัล มาดริด เมื่อเวลาผ่านไป  

มาดริด เปลี่ยนกุนซือหลายต่อหลายคนในยุคนั้นแต่ก็ไม่มีใครเลือกใช้ กานาเลส เลย 2 ปีเต็มๆที่ เบอร์นาเบว เขาได้โอกาสลงสนามแค่ 10 เกม (518 นาที) เท่านั้น  

หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นทำให้เขาพอเข้าใจได้ว่าหากอยู่ต่อไปก็ยากที่จะมีโอกาสได้ลงสนาม ซึ่ง มาดริด ก็เห็นดีเห็นงามด้วยการปล่อยเขาไปเล่นกับทีมที่ขนาดเล็กกว่า และการแข่งขันในทีมต่ำลงมาอย่างบาเลนเซีย ด้วยสัญญายืมตัว 2 ปี  

ทว่ายังไม่ทันได้เริ่มต้นจริง ๆ จัง ๆ กานาเลส ก็ประเดิมได้ไม่สวยหลังจากเริ่มฤดูกาลมาได้แค่ 2 เดือน เข่าของเขามีปัญหาอย่างรุนแรงจนต้องผ่าตัด และพักรักษาตัวอยู่ร่วม 5 เดือน พลาดเกมไปทั้งหมด 37 เกม ก่อนที่จะเรียกฟิตกลับมาได้ในช่วงเดือน มีนาคม หรือช่วงปลายๆฤดูกาล 2011-12 แล้วก็ยังโชคร้ายไม่หยุดหย่อน เพราะเขาแผลเดิมกำเริบ กานาเลส ต้องกลับไปผ่าเข่าอีกครั้ง และหนนี้ต้องพักยาวไปอีก 6 เดือน 

เรียกได้ว่าในปีแรกกับ บาเลนเซีย ไม่ได้มีความเป็นชิ้นเป็นอันเลยแม้แต่น้อย 1 ปีเต็มๆที่อยู่กับการพักรักษาตัว ทว่าด้วยเงื่อนไขที่ บาเลนเซีย ตกลงกับ มาดริด คือเมื่อยืมตัวครบ 2 ปี ทีม บาเลเซีย จำเป็นจะต้องซื้อขาด กานาเลส ไปร่วมทีม ซึ่งตลอด 3 ปีกับ บาเลนเซีย มีเพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้นที่ กานาเลส ได้ลงสนามเกิน 15 เกมจากทุกรายการที่ทีมลงเเข่งขัน … 

ตอนนั้นสำนักข่าวใหญ่อย่าง มาร์ก้า ยังเขียนถึงเขาว่า  “wasted talent” หรือนักเตะที่มีพรสวรรค์แต่กลับใช้มันอย่างสูญเปล่า เรียกได้ว่าในวัย 23-24 ปี นักเตะคนอื่นๆในรุ่นเดียวกัน ได้ลงสนามกันไป 200-300 เกมเเล้ว แต่ กานาเลส ยังมีช่วงเวลาลงสนามไม่ถึง 100 เกมเลยด้วยซ้ำไป 

ช่วงชีวิตค้าแข้งของ กานาเลส เปลี่ยนผันภายในเวลาไม่ถึง 5 ปี จากเด็กเทพสู่แข้งที่ต้องพเนจรไปตามที่ต่างๆ บาเลนเซีย เองไม่อยากจะเสี่ยงกับเขาอีกเเล้ว จึงขายต่อแบบขาดทุนให้กับ เรอัล โซเซียดัด ทีมที่ระดับเล็กลงมาอีกขั้น… หนนี้เขาได้กลับมาเป็นนักเตะธรรมดาเต็มตัว เพราะในหน้าฟีดข่าว หรือแม้กระทั่งสื่อต่างๆ ไม่มีพื้นที่พาดหัวใหญ่ให้กับ กานาเลส อีกแล้ว  561000004063701

 

“THIRD TIME LUCKY” ที่ทำให้รู้จักตัวเอง

ในความธรรมดาครั้งนี้ซ่อนอะไรหลายสิ่งหลายอย่างที่พื้นที่สื่อไม่ได้มีไว้เพื่อเขา กานาเลส เองมีความรู้สึก 2 ความรู้สึกในเวลาเดียวกัน 

หนึ่งคือเขาได้กลับมาเป็นคนธรรมดาที่สื่อไม่ต้องตามไล่ล้างไล่เช็ดทุกครั้งที่เขาฟอร์มไม่ดีและมักจะใช้ถ้อยคำในเชิงลบเช่น “สิ้นสภาพดาวรุ่ง” อีกต่อไป และสองคือเขาเก็บความชอกช้ำเอาไว้พอสมควรจากความล้มเหลวที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องของอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าที่ต้องผ่าตัดถึง 2 รอบ จนมีหลายคนแนะนำให้เขาเลิกเล่น สละความฝัน และรักษาชีวิตน่าจะดีกว่า…

“มีหลายช่วงเวลาเหลือเกินที่ผมคิดอยากจะเลิกเล่นฟุตบอล ครั้งหนึ่งหมอที่ดูอาการที่เข่าบอกผมว่าหมดสิทธิ์จะกลับมาเป็นนักฟุตบอลได้อีกครั้ง ผมเองก็หลงคิดว่าตัวเองอาจจะไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้แล้วก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะเพราะว่าผมเหนื่อยกับมันเกินไปจนหมดความชื่นชอบที่มีต่อฟุตบอลไปแล้ว” กานาเลส กล่าวถึงช่วงเวลาที่ยากลำบากที่ไม่ได้มีใครจดจำเหมือนตอนที่เขามีชื่อเสียง 

ชีวิตของคนเราก็แบบนี้ในช่วงเวลาที่อ่อนแอ จิตใจมันสามารถเตลิดไปไกลได้ถึงไหนต่อไหน ทั้งที่บางครั้ง กานาเลส เองไม่ใช่คนที่อ่อนไหวกับอะไรง่ายๆ แต่ความผิดหวังซ้ำซ้อน ก็ทำให้เขาเป๋ไปหลายปี อย่างน้อยๆก็ 5 ปีเต็มที่ เรอัล มาดริด และ บาเลนเซีย ที่สภาพจิตใจของเขาเละไม่แพ้สภาพร่างกาย 

แต่สุดท้ายไม่ว่าใครจะดูถูกและไม่ได้ให้ค่าให้ราคากับตัวคุณ ทว่าหากคุณเห็นค่าในตัวเองเเล้ว ต่อให้โดนกดหัวจมดินแค่ไหน…คุณจะกลับมาได้ และทำให้เสียงวิจารณ์เหล่านั้นหมดไปเอง ไม่ใช่การใช้ปากพูดเพื่อตอบโต้ แต่ใช้การกระทำที่เสียงดังยิ่งกว่ากันเยอะ 

“พูดตรงๆพอย้อนกลับไปผมไม่รู้ว่าถ้าผมเลือกอยู่กับ มาดริด ต่อไปเป็น 4 หรือ 5 ปี มันจะเกิดอะไรขึ้น แต่ตอนนั้นโอกาสของผมมันน้อยมากจริงๆ และมันจำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง และหากให้ผมบอกเล่าถึงช่วงเวลานั้นผมคิดว่าตัวผมเองไม่ควรจะเสียใจกับที่เกิดขึ้นไปแล้ว ผมได้ทำในสิ่งที่ผมคิดว่ามันดีกับตัวเองที่สุดในเวลานั้น…แต่ก็นั่นแหละผมไม่เถียงหรอกว่ามันเป็นทางเลือกที่ผิด แต่ไม่มีอะไรที่เป็นแง่ร้ายไปทั้งหมด สิ่งที่ผมได้มันล้ำค่าสิ่งนั้นผมของเรียกมันว่า “บทเรียนเพื่ออนาคต” ก็เเล้วกัน” กานาเลส ในวัยที่เติบโตขึ้นมาอีกขั้นกล่าวกับ eldesmarque

เมื่อคิดได้ชีวิตก็พร้อมจะไปข้างหน้าที่ โซเซียดัด ทุกคนได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น กานาเลส ในวัยที่เติบโต ตัดผมสั้น ไว้หนวดเครา ดูสุขุมเยือกเย็นกว่าเดิม และมันไม่ใช่เรื่องของภาพลักษณ์เท่านั้น เพราะในเรื่องการเตรียมพร้อมด้านจิตใจ และสภาพร่างกายก็เปลี่ยนไป ช่วงเวลากับ โซเซียดัด ทั้งหมด 5 ปี กานาเลส ได้ลงเล่นเต็มเม็ดเต็มหน่วยถึง 4 ฤดูกาล มีเพียงปีเดียวคือในฤดูกาล 2015/16 ที่มีการบาดเจ็บที่เข่ากำเริบขึ้นมาจนต้องผ่าตัดครั้งที่ 3 

อาการบาดเจ็บครั้งนั้นหากมองในแง่ลบมันจะดูเหมือนว่ากานาเลส เป็นนักฟุตบอลที่แสนโชคร้าย บทกำลังจะดีๆ แต่สุดท้ายพระเจ้าก็ต้องกลั่นแกล้งให้เขาเจอกับเรื่องที่ยากลำบากตลอด…

อย่างไรก็ตามมนุษย์เราเป็นสัตว์ที่เรียนรู้และปรับตัวได้ไว คุณคงเคยได้ยินคำว่า “Third Time Lucky” กันมาบ้าง ประโยคนี้ใช้อธิบายถึงการผิดหวัง, ผิดพลาด และ ล้มเหลว กับเรื่องเดิมซ้ำๆ หากแต่มีการเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 จากเรื่องร้ายจะกลายเป็นดี 

กานาเลส เองใช้ “Third Time Lucky” เปลี่ยนช่วงเวลาที่เลวร้ายครั้งที่ 3 ให้เป็นโอกาสครั้งสำคัญ เขารู้แล้วว่าร่างกายของตัวเองแตกต่างจากนักฟุตบอลคนอื่นๆ โดยเฉพาะที่เข่าของเขาที่เปราะมาก ดังนั้นมันจึงต้องได้รับการดูแลที่ดีกว่าปกติ เขาจึงจ้างเทรนเนอร์ในการออกกำลังกายส่วนตัวตั้งแต่นั้น และเริ่มปรับแต่งท่าวิ่ง และการลงน้ำหนักของเขาใหม่ เพื่อไม่ให้เขากลับไปซ้ำที่เดิมอีก

“ผมจ้างเทรนเนอร์ส่วนตัวมาได้สัก 3-4 ปีแล้วล่ะ ผมพยายามจะปฎิบัติตามในทุกๆสัปดาห์ โดยเน้นไปที่เรื่องของหัวเขา ตอนผ่าเข่าครั้งที่ 3 มันเป็นอะไรที่ซับซ้อนมากและการจ้างผู้เชี่ยวชาญทำให้ผมหลีกเลี่ยงจากอาการบาดเจ็บได้จริงๆ” 

“อาชีพนักฟุตบอลเป็นอะไรที่ต้องการคำว่าต่อเนื่อง ถ้าคุณเจ็บทุกอย่างก็จบ เหมือนที่ผมเคยเป็นมาก่อน ดังนั้นผมต้องเอาจริงเอาจังในการหลีกเลี่ยงอะไรที่ไม่จำเป็นเสีย ผมไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างในสนามและมีคนบอกว่า โอ้! นายสุดยอดไปเลย และหลังจากนั้นก็เจ็บไปอีกเกมสองเกม ดังนั้นผมต้องเริ่มเปลี่ยนที่ตัวเอง และการมีระเบียบวินัยในชีวิต ช่วยผมได้มากจริงๆ” กานาเลส กล่าว 

ทุกครั้งที่จบเกม กานาเลส จะเข้าพบกับเทรนเนอร์ส่วนตัวของเขาเสมอ เพื่อทบทวนว่าเกมที่ผ่านมาเขาพลาดตรงไหน เกิดอะไรขึ้นบ้าง และจะปรับให้ดียิ่งกว่าเดิมได้อย่างไร  นั่นคือจุดเปลี่ยนที่เกิดจากการยอมรับและเรียนรู้จากความผิดพลาดอย่างแท้จริง

กานาเลส ไม่ใช่นักเตะที่เลี้ยงบอลและพร้อมรับการปะทะเหมือนตอนที่เขาเป็นวัยรุ่นอีกเเล้ว ตอนนี้บทบาทของเขาคือการถอยมายืนตรงกลางสนาม ใช้สมองเล่นมากกว่าจะใช้ร่างกาย… เท่านี้เองเขาก็กลับมาเป็นนักเตะธรรมดาที่ เรอัล โซเซียดัด ขาดไม่ได้ไปเรียบร้อยเเล้ว 

พีกจริงๆเป็นอย่างไร? 

ตลอดช่วงระยะเวลาที่ กานาเลส ก้าวขึ้นมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ สำหรับเขาไม่เคยรู้จักคำว่าพีกอีกเลยตั้งแต่อายุ 18 ปี … จนกระทั่ง 10 ปีต่อมาเขาหมดสัญญากับ โซเซียดัด และย้ายมาเล่นให้กับ เรอัล เบติส เขาจึงได้รู้จักคำว่า “พีก” จริงๆนั้นเป็นอย่างไร

95243_1

“นักฟุตบอลแต่ละคนมีการเรียนรู้ที่จะเติบโตแตกต่างกันออกไป แต่สำหรับผมผมเรียนรู้มันจากอาการบาดเจ็บ ผมเปลี่ยนตัวเองใหม่ ผมเปลี่ยนวิธีการเล่นของตัวเองไปเป็นอีกแบบ ของแบบนี้ผมไม่ต้องให้ใครบอกเลยด้วยซ้ำ ประสบการณ์มันจะบอกคุณเองว่าอะไรคือสิ่งที่คุณควรทำ” 

“ทุกรายละเอียดมันสำคัญกับผมทั้งหมด หากคุณเล่นเก่งมากๆ แต่ร่างกายไม่พร้อมมันก็ไม่มีประโยชน์ หากคุณมีทักษะที่ยอดเยี่ยม แต่ในเรื่องความเข้าใจแท็คติกคุณสอบตก คุณก็เหมือนนักเตะที่ลงไปเป็นไก่ให้โดดเชือดในสนามอยู่ดี คุณต้องสร้างสมดุลให้กับทุกสิ่ง”

“ผมเริ่มเข้าถึงจุดพีกของชีวิตการค้าแข้งได้ ก็เพราะผมเริ่มให้ความสำคัญกับความแข็งแรงของร่างกายมากขึ้น มันทำให้ผมเล่นได้ดีขึ้นง่ายขึ้น มั่นใจมากขึ้น” กานาเลส ให้สัมภาษณ์โดยตรงกับ Main Stand ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก “The New La Liga Experience” ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง beIN กับ La Liga พาสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ 3 ชาติจากเอเชีย มาพูดคุยสัมผัสกับจอมทัพหมายเลข 10 ของ เรอัล เบติส รายนี้ 

สิ่งที่เราได้รับรู้ถึงความเปลี่ยนไปของ กานาเลส ในวัย 28 ปี หลังจากที่เขาเสร็จภารกิจฝึกซ้อมกับ เบติส คือเขาดูมีความสุขกับฟุตบอล และรู้สึกเอ็นจอยกับไลฟ์สไตล์ในเมืองนี้ รวมถึงเพื่อนร่วมทีมทุกๆคน มันเหมือนการเจอกับสถานที่ที่ใจ เจอคนที่รู้ใจ ซึ่งทุกอย่างเป็นปฎิกิริยาที่ช่วยเร่งเร้าให้เขากลับมาเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมได้อีกครั้ง

“ทีมอย่าง เบติส เป็นทีมที่มีแพชชั่นเรื่องฟุตบอลสูงมาก และสิ่งนี้เองจุดไฟในตัวผมได้เป็นอย่างดี ผมชอบที่นี่มาก รวมถึงคนอย่าง ฆัวกิน ซานเชซ(กัปตันทีม) ก็ช่วยให้ผมเป็นนักเตะที่ดีขึ้นกว่าเดิม เขาทำให้ผมได้เห็นมุมมองของฟุตบอลอีกด้านหนึ่งที่เราไม่เคยได้เห็นจากเขา และข้อนี้สำคัญมากเพราะเขาเป็นคนที่โคตรตลกเลย”  กานาเลส กล่าวกับ เราในการสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว 

คำพูดเหล่านี้จะไม่มีความหมายอะไรเลยถ้าฟอร์มในสนามของเขาไม่ช่วยยืนยัน… แต่มาถึงจุดนี้เเล้วเราเข้าใจได้ว่า กานาเลส เปลี่ยนไปมากจริงๆ 

ฤดูกาลแรกกับ เบติส เขาลงเล่นไปทั้งหมด 46 ซึ่งถือว่าเป็นการลงสนามมากที่สุดในฤดูกาลเดียวตั้งแต่เขาเป็นนักเตะอาชีพ นั่นแสดงให้เห็นว่าเขาพูดจริง ๆ เกี่ยวกับร่างกายที่เเข็งแรงขึ้นของเขา ขณะที่ 9 ประตูกับอีก 3 แอสซิสต์ ก็ยังเป็นสถิติที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เขาเล่นฟุตบอลมา 10 ปี เช่นกัน…  

ทุกอย่างกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดี ความทรงจำเลวร้ายครั้งเก่าไม่ว่าจะที่ มาดริด, บาเลนเซีย หรือแม้กระทั่งหัวเข่าของเขาเองถูกทิ้งไวในอดีตไปหมดแล้ว ตอนนี้เหลือเพียง เซร์คิโอ กานาเลส คนใหม่นักเตะตำแหน่งจอมทัพของ เรอัล เบติส ที่ก้าวขึ้นไปติดทีมชาติสเปนชุดใหญ่เป็นที่เรียบร้อยเเล้ว 

จังหวะชีวิตของคนเราก็แบบนี้…บางคนมาเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน ขณะที่บางคนก็มาถึงช้าจนเกือบแทบถอดใจ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่าคุณได้พยายามสุดชีวิตที่จะหาจังหวะชีวิตของตัวเองหรือยัง?  

โรบินโญ่ แข้งดังที่ย้ายทีมโดยไม่รู้ว่าทีมที่กำลังจะตกลงด้วยคือทีมอะไร

ตลาดซื้อขายนักเตะยุคปัจจุบันนั้นมีความดุเดือด ชิงไหวชิงพริบกันทุกเรื่องจนกระทั่งวินาทีสุดท้าย … 

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวันสุดท้ายของตลาดซื้อขายมากถึง ทุกอย่างต้องแข่งกับเวลา ลมปากของเอเย่นต์ จึงทำให้ข้อเสนอและรายละเอียดผิดเพี้ยนไป จนทำให้เกิดเรื่องเพี้ยนๆ สุดฮาที่ตามมาในภายหลัง

นี่คือเรื่องราวการซื้อขายที่ปิดดีลได้อย่างเฉียบขาดในเวลาที่เหลือแค่ 24 ชั่วโมง ทว่าในแง่ของผลลัพธ์นั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

ติดตามประสบการณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้ของ แมนฯ ซิตี้ และ โรบินโญ่ ได้ที่นี่ 

“นิว เปเล่”

แม้ทั่วโลกจะมีการถกเถียงกันว่าระหว่าง เปเล่ กับ ดิเอโก้ มาราโดน่า ใครคือนักเตะที่ดีที่สุดในโลกกันแน่? ทว่าสำหรับชาวบราซิล เปเล่ คือนักเตะที่พวกเขายกย่องว่าเก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลตลอดกาลBA4DTJZXABDZDLBOSRIEI544L4

ไม่ใช่แค่เรื่องของการยิงประตู แต่ด้วยคาแร็คเตอร์ และความเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลกที่สามารถไปปรากฎตัวในวงการอื่นๆ ได้สบายๆ นั่นจึงทำให้ เปเล่ คือคำจำกัดความของนักเตะที่ครบเครื่องทั้งเรื่องในและนอกสนาม 

ดังนั้นเมื่อในวงการฟุตบอลบราซิลมีนักเตะดาวรุ่งแจ้งเกิดขึ้นมาได้ เด็กหนุ่มเหล่านั้นจะถูกตั้งความหวังว่า “นิว เปเล่” ซึ่งหลายคนก็เจ๊งไม่เป็นท่าเพราะความกดดันเหล่านั้น จนกระทั่งหลายปีผ่านไปในสโมสร ซานโตส ทีมที่ เปเล่ สร้างชื่อเมื่อครั้งอดีต มีเด็กมหัศจรรย์ที่ทุกคนเชื่อว่านี่คือคนที่ “ใกล้เคียง” กับฉายานั้นมากที่สุด … นั่นก็คือ โรบินโญ่

“ในตอนแรกมันโคตรยากเลยคุณรู้ไหม เพราะ เปเล่ คือนักเตะที่ใครก็เปรียบเทียบไม่ได้ คุณจะเอาอะไรไปเปรียบกับคนที่ยิงประตูได้เป็นพันลูก” โรบินโญ่ ที่ขึ้นชุดใหญ่ของ ซานโตส ตั้งแต่อายุ 17 ปี กล่าวกับ FourFourTwo

ดาวรุ่งที่มีแววจะก้าวขึ้นไปเป็นนักเตะระดับโลกแค่ฝีเท้าอย่างเดียวนั้นไม่พอ และ โรบินโญ่ รู้ดี สำหรับเรื่องนี้เขาเป็นเด็กดีที่ฟังโค้ชและรุ่นพี่ในทีมซานโตสสอน โดยเฉพาะกุนซือของ ซานโตส อย่าง เอแดร์สัน เลเอา ที่เป็นอดีตเพื่อนร่วมทีมของ เปเล่ ในทีมชาติ บราซิล เมื่อครั้งอดีต 

“เลเอา บอกผมว่า ไอ้หนูแกเป็นผู้เล่นที่โคตรเก่งเลย แกสามารถเป็นเหมือน เปเล่ ได้แน่ แต่แกจงจำไว้ เปเล่ คือ เปเล่ ส่วน โรบินโญ่ นั้นต้องเติบโตเป็น โรบินโญ่ เท่านั้น” นี่คือประโยชน์ของการมีเจ้านายที่เป็นทั้ง โค้ช และ ครูชีวิตในคนเดียว 

โรบินโญ่ พัฒนาฝีเท้าและสภาพจิตใจตัวเองให้รับกับแรงกดดันในเกมระดับสูงได้ดีขึ้นภายในเวลาปีเดียว ในปี 2004 เขายิงไป 32 ประตูจากการลงเล่น 55 เกม (รวมทุกรายการ) และในวัย 20 ปี ตอนนี้บิ๊กทีมทั่วยุโรปเริ่มยื่นข้อเสนอให้กับเขาแล้ว 

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น โรบินโญ่ มีความคิดที่ค่อนข้างดีกว่านักเตะดาวรุ่งทั่วไป เขามีข่าวกับ แมนฯ ยูไนเต็ด, บาร์เซโลน่า และ เรอัล มาดริด ในเวลานั้น ทว่าเขาก็ไม่เลือกที่จะย้ายทีมในทันที เพราะเชื่อว่าการอยู่สั่งสมประสบการณ์และรอเวลาที่เหมาะสมจริงๆ แล้วค่อยย้ายคือหนทางที่ถูกต้องที่สุด นั่นจึงทำให้เขาเลือกปฏิเสธทุกข้อเสนอจากบิ๊กทีมต่างๆ 

และเขาก็คิดถูก โรบินโญ่ เล่นให้กับ ซานโตส ไปอีกครึ่งปี จนเขากลายเป็นนักเตะที่ดีที่สุดในลีกบราซิล และก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะของทีมชาติบราซิลชุดใหญ่ … และตอนนี้ เวลาที่เหมาะสมก็เดินทางมาถึง ซึ่ง โรบินโญ่ ก็ได้เลือกขึ้นมา 1 ทีมจากข้อเสนอที่มีมากมาย 

เรอัล มาดริด 

เรอัล มาดริด ทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ณ เวลานั้นคือเป้าหมายต่อไปของเขา ทีมที่มีนักเตะอย่าง ราอูล กอนซาเลซ, โรนัลโด้ (R9) และ ซีเนดีน ซีดาน ในตำแหน่งเกมรุกที่เขาต้องเข้าไปแย่งชิงตำแหน่งเดียวกันreal-madrid-robinho-apresentacao-florentino-perez-getty-950x715

“อาจจะเป็นข้อเสนอที่เลือกยาก (ข้อเสนอจากหลายทีมดัง) แต่สำหรับผมมันไม่ใช่ มาดริด เป็นทีมที่แสดงความสนใจในตัวผมมากที่สุด ผมรู้จักสโมสรนี้ในฐานะทีมที่มีแฟนบอลยอดเยี่ยมที่สุด เมื่อ มาดริด ต้องการผม ผมรู้ทันทีว่าใช่เพราะพวกเขามีกลุ่มนักเตะบราซิลขนาดใหญ่ และมีโค้ชบราซิลอย่าง วันแดร์เลย์ ลุกซอมเบอร์โก้ ด้วย”  คำตอบนี้ยืนยันว่า โรบินโญ่ รู้จักทุกอย่างที่ มาดริด เป็นอย่างดีจึงเลือกตัดสินใจย้ายมาที่นี่ เมื่อช่วงตลาดหน้าร้อน ฤดูกาล 2005-06

โรบินโญ่ ถือว่ามีช่วงเวลาที่ดีในระดับที่ถูกจดจำได้แม่นในฐานะนักเตะของ มาดริด คนหนึ่ง และการเป็นนักจบสกอร์ เขาลงเล่นด้วยการเป็นดาวซัลโวอันดับ 3 ของทีมรองจาก ราอูล และ รุด ฟาน นิสเตลรอย ขณะที่สถิติก็การันตี โดยยิงทั้งหมด 35 ประตูจาก 135 เกม (รวมทุกรายการ) ให้กับ มาดริด ถือเป็นตัวเลขที่ไม่เลวเลย นอกจากนี้เขายังเป็น เอ็นเตอร์เทนเนอร์ ตัวจริง ทุกครั้งที่ได้บอล โรบินโญ่ จะใช้ทักษะแบบบราซิเลียนเพื่อเรียกเสียงฮือฮาได้เสมอ และเขาก็เติบโตขึ้นมากจากประสบการณ์ที่ เบอร์นาเบว

อย่างไรก็ตามที่ เรอัล มาดริด แค่นั้นยังไม่พอ แม้ โรบินโญ่ จะเป็นนักเตะที่ดีในยุคที่ มาดริด เปลี่ยนกุนซือเป็นว่าเล่นทั้ง ลุกซอมเบอร์โก้, ฟาบิโอ คาเปลโล่ และ แบรนด์ ชูสเตอร์ ทว่าทีมๆ นี้ต้องการมากกว่านั้น โดยเฉพาะในยุคที่ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ เป็นประธาน (ครั้งแรก) เขาตั้งใจจะสร้าง “กาลาติกอส” ที่หมายความว่าทีมที่รวมซูเปอร์สตาร์ระดับโลกไว้ด้วยกัน ซึ่งแน่นอนว่า โรบินโญ่ ยังไปไม่ถึงขั้นนั้น 

โดยเฉพาะในยุคของ คาเปลโล่ นั้น โรบินโญ่ ใช้เวลาส่วนใหญ่ที่ม้านั่งสำรอง ด้วยเหตุผลที่เขาก็อธิบายไม่ถูก ตัวของ โรบินโญ่ พยายามไม่บ่นและเรียกร้องอะไรมากมายนัก คาเปลโล่ สั่งอะไรเขาก็ทำ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปเขากับรู้สึกว่าหลายสิ่งมันเป็นไปอย่างไม่ถูกต้อง และเขาเริ่มรู้สึกว่าเวลาของสโมสรที่เขาชื่นชอบใกล้จะจบลงแล้ว

“ผมไม่สามารถบ่นอะไรได้เลยจากการตัดสินใจของ คาเปลโล่ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปผมเริ่มไม่มีความสุขบนม้านั่งสำรอง ได้ลงเล่นในช่วงท้ายครึ่งหลัง หนักที่สุดคือการถูกจับลงไปเล่นตำแหน่งที่ผมไม่เคยเล่นอย่างเช่นฟูลแบ็ค (ตำแหน่งกองหลัง)” 

เมื่อความไม่พอใจเริ่มถูกแสดงออกมา และ คาเปลโล่ ก็ยืนยันว่าสถานการณ์จะไม่เปลี่ยนแปลง สโมสรต่างๆ ในยุโรปจึงหูผึ่งและมองมายัง โรบินโญ่ เพื่อขอซื้อตัวไปร่วมทีมในช่วงตลาดซื้อขายฤดูร้อน ฤดูกาล 2008-09 

“ผมไม่เสียใจที่ผมต้องย้ายออก มาดริด เปิดโอกาสให้ผมรู้จักฟุตบอลยุโรป แต่บางครั้งผมก็ต้องสู้เพื่อตัวเอง ผมได้ทุ่มเทให้กับทีมอย่างที่สุดแล้ว ผมทำให้ทีมได้รับชัยชนะในหลายเกม ทว่าตอนนั้นผมมีความตั้งใจว่าจะย้ายออกแน่นอนที่สุด” โรบินโญ่ กล่าว 

ที่ไหนก็ได้แต่ย้ายแน่!

เอเย่นต์ของ โรบินโญ่ เริ่มทำงานด้วยการเดินทางไปคุยกับหลายสโมสรที่อังกฤษ โดย 2 ทีมที่ให้ความสนใจและพร้อมสู้ทั้งค่าเหนื่อยและค่าตัวของ โรบินโญ่ คือ เชลซี กับ แมนฯ ซิตี้ 2 สโมสรที่นำเทรนด์การมีเจ้าของเป็นมหาเศรษฐีในอังกฤษ

แรกเริ่มนั้น เชลซี มีภาษีดีกว่าในดีลนี้ เพราะ หลุยส์ เฟลิปเป้ สโคลารี่ กุนซือของ สิงห์บลูส์ นั้นเป็นโค้ชที่เคยร่วมงานกับ โรบินโญ่ มาแล้วในทีมชาติบราซิล อย่างไรก็ตาม แมนฯ ซิตี้ ในยุคที่ ชีค มานซูร์ เพิ่งจะเทคโอเวอร์ทีมต่อจากเจ้าของเดิมชาวไทยอย่าง ทักษิณ ชินวัตร แบบสดๆ ร้อนๆ ก็ต้องการแสดงให้เห็นถึงความต่างระหว่างเงินของเศรษฐีไทย กับเงินของเศรษฐีจากกรุงอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 

“จริงๆ เป้าหมายในใจผมคือเชลซี เพราะ บิ๊กฟิล (สโคลารี่) บอกผมเองเลยว่า ถ้าผมไปที่นั่นผมจะเป็นนักเตะที่สร้างความแตกต่างให้กับทีมได้” โรบินโญ่ ยืนยันสิ่งทีเกิดขึ้นในความคิดของเขา ณ เวลานั้น 

ความจริงดีลนี้ควรจะจบตั้งแต่นักเตะอยากไป และมาดริด ก็พร้อมจะขายเพื่อหาเงินเข้ามาซื้อสตาร์คนใหม่แล้ว แต่ เชลซี กลับทำเรื่องที่ มาดริด ให้อภัยไม่ได้ ด้วยการลงขายเสื้อแข่งของทีมที่มีชื่อ โรบินโญ่ ติดอยู่ตั้งแต่การเจรจายังไม่ลุล่วง 100% ซึ่งจุดนี้เองทำให้ มาดริด มองว่าพวกเขาโดนลูบคม และดีลจาก เชลซี ก็โดนล้มเลิกไปในที่สุด

ดังนั้นม้าอีกตัวก็วิ่งฉิวและเข้าวินแบบสบายๆ ชีค มานซูร์ มาพร้อมกับโปรเจ็คต์ที่จะทำให้ ซิตี้ กลายเป็นทีมที่เต็มไปด้วยสตาร์เหมือนกับ เรอัล มาดริด … ต่อจากนี้ไปจะไม่มีการซื้อนักเตะเกรดกลางๆ เหมือนที่เคยล้มเหลวกับ โรลันโด้ เบียงคี่, จอร์จอส ซามาราส, โจวานนี่, เวดราน ชอร์ลูก้า และอื่นๆ ก่อนหน้านี้อีกแล้ว 46163186731_f46010b74f

และการเปิดตัวด้วยบิ๊กเนมระดับ โรบินโญ่ ในดีลแรกของกลุ่มทุนจากอาบูดาบี คือการทำโปรเจ็คต์ดังกล่าวให้เห็นเป็นภาพที่ชัดขึ้น ดังนั้นดีลดังกล่าวจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว นาฬิกากำลังเดินหน้าแบบไม่หยุด มาดริด มีเวลาให้ ซิตี้ จัดการแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น เพราะตลาดซื้อขายกำลังจะปิดตัวลงแล้ว … 

ความไวเป็นเรื่องของปีศาจ แต่หนนี้ ซิตี้ เดินเกมแบบสายฟ้าแลบ และทำให้ทุกอย่างจบในเวลาที่กำหนดก่อนเช้าวันที 1 กันยายน ปี 2009 และรู้ตัวอีกที โรบินโญ่ ก็มาโผล่ที่สนามบินเมืองแมนเชสเตอร์แล้ว 

อิหยังวะ? 

ขณะที่แฟนๆ ของ แมนฯ ซิตี้ กำลังยินดีกับนักเตะเบอร์ใหญ่ที่สุดเท่าที่พวกเขาคว้าตัวมา และเฝ้ารอการเปิดตัวชูเสื้อนักเตะใหม่ โรบินโญ่ ก็ทำให้งานเปิดตัวที่เป็นเหมือนความหวังใหม่ของชาว ซิติเซ่น ต้องอยู่ในอารมณ์ประมาณว่า “อิหยังวะ?” …

เสื้อหมายเลข 10 ซึ่งเป็นเบอร์ ซิกเนเจอร์ ปรากฎพร้อมกับ โรบินโญ่ ในงานแถลงข่าว เขานั่งลงที่โต๊ะและเริ่มตอบคำถามอย่างมั่นใจ

“เชลซี มอบข้อเสนอที่ยอดเยี่ยมให้กับผม” แค่เอ่ยคำแรกทั้งห้องก็เงียบสนิท เชลซี มาได้ยังไง (วะ) ? 

“อ๊ะ ขอโทษครับ แมนฯ ซิตี้ สิ” โรบินโญ่ รีบแก้ต่างหลังรู้ว่าเขาปล่อยไก่ตัวเบ้อเร่อ ไม่ต้องสงสัยเลยว่านักข่าวในห้องแถลงวันนั้นกำลังยิ้มที่มุมปาก ขณะที่แฟนๆ ของ ซิตี้ ต้องกุมขมับกับนักเตะที่พวกเขาเฝ้ารอ

โรบินโญ่ เล่าภายหลังว่า จริงๆ แล้วเขาไม่ได้พูดผิดเพราะเผลอเรอ แต่เพราะการปิดดีลที่เร็วจนเขามีหน้าที่แค่เซ็นเอกสารทำให้ทุกอย่างรวนไปหมด เขาอธิบายว่า มาดริด ผลักดันดีลนี้แบบสุดๆ เพราะ ซิตี้ ยอมจ่ายถึง 42 ล้านยูโร ซึ่งถือว่ามากโขในยุคนั้นสำหรับค่าตัวของนักเตะแค่คนเดียว หนำซ้ำ เอเย่นต์ของเขาก็รีบรับข้อเสนอส่วนตัวแทนให้ เพราะ ซิตี้ อัดค่าเหนื่อยให้ โรบินโญ่ ถึง 160,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ … อธิบายให้เห็นภาพคือ มากที่สุดในพรีเมียร์ลีก ณ เวลานั้น 02824C7600000578-6120597-image-m-18_1535760299618

“ผมจำเรื่องวันนั้น (ตอนย้ายทีม) ได้ดี ผมยอมรับว่าผมไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับ ซิตี้ เลย พอได้ยินชื่อว่า แมนเชสเตอร์ ผมคิดว่าผมจะได้ไปอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด … ทุกอย่างมันเร็วมาก เอเย่นต์ผมจัดการคนเดียว 100% กว่าผมจะรู้ว่าต้องไปเล่นให้ แมนฯ ซิตี้ ก็วินาทีสุดท้ายของตลาดซื้อขายแล้วนะ” 

การย้ายทีมครั้งนี้แตกต่างจากตอนที่เขาย้ายไป มาดริด อย่างชัดเจน ตอนนั้นเขารู้ทุกเรื่องของ มาดริด รู้แม้กระทั่งนักเตะของ มาดริด มีใครบ้าง? มีนักเตะบราซิลกี่คน? และใครเป็นโค้ช ขณะที่การย้ายมา ซิตี้ เขาใช้คำว่า “ไม่รู้เรื่องเลย” 

เพราะใจไม่มาจึงล้มเหลว

แม้จะปล่อยไก่ไปยกเล้า แต่ความจริงมันคือหลังจากนี้ต่างหาก เมื่อ โรบินโญ่ ต้องเล่นให้ ซิตี้ มันก็ยิ่งชัดเจนว่าเขาไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาเลย ไม่ใช่แค่กับสโมสรเท่านั้น แต่มันรวมถึงกับฟุตบอลพรีเมียร์ลีกด้วย

โช อัลเวส นักเตะบราซิล ของ ซิตี้ ในเวลานั้น เข้ามาเทคแคร์ โรบินโญ่ เป็นคนแรกในฐานะคนบ้านเดียวกัน เล่าเรื่องตลกมากมายเกี่ยวกับช่วงเวลาที่ แมนเชสเตอร์ ของ โรบินโญ่ เรียกได้ว่าเรื่องราวมันพีกตั้งแต่เกมแรกที่ต้องเจอกับ พอร์ทสมัธ เลยด้วยซ้ำ

“เกมแรกของ โรบินโญ่ กับ พอร์ทสมัธ ในเกมนั้นทุกคนเห็นว่าเขาเล่นได้ยอดเยี่ยมมาก ยิงประตูชัยและเป็นฮีโร่ของเกม แต่ผมจะบอกให้เกมนี้อ่ะโคตรตลกเลย” โช กล่าว

“ก่อนลงสนาม นักเตะก็ต้องเตรียมพร้อมในอุโมงค์ใช่มั้ยล่ะ? นักเตะทั้งสองทีมต่อแถวกันและผมอยู่ติดกับโรบินโญ่ ขณะที่ฝั่งของ พอร์ทสมัธ เดินออกมาด้วยผู้เล่นที่ตัวใหญ่อย่างกับยักษ์ ซิลแว็ง ดิสแต็ง (สูง 193 ซม.), โซล แคมป์เบลล์ (189 ซม.) ปาเป้ บูบ้า ดิย็อป (สูง 192 ซม.) และปิดท้ายด้วย ปีเตอร์ เคร้าช์ (202 ซม.) เท่านั้นแหละ โรบินโญ่ แหงนหน้ามองพวกนั้นแล้วบอกว่า “เฮ้ยไอ้ห่า โช แกบอกข้าหน่อยสิ เราต้องลงไปแข่งรักบี้กับไอ้พวกนี้หรือเปล่าเนี่ย” โช เล่าให้ ESPN ฟังและเขาตอบกลับสั้นๆ ว่า “ผมบอก เออสิวะเพื่อน ฟุตบอลอังกฤษยินดีต้อนรับนะ” 

ทุกอย่างชัดเจนว่ามันไม่เวิร์กตั้งแต่กลัดกระดุมเม็ดแรก จากนั้นมันก็เพี้ยนกันไปหมด โรบินโญ่ ไม่ได้ยกระดับทีมเหมือนกับที่ ซิตี้ หวัง อีกทั้งเขาก็ไม่ชอบคอกับ มาร์ค ฮิวจ์ส กุนซือของทีมด้วย ทั้งสองคนไม่ได้เคารพกันและกัน ซึ่งตัวของ โรบินโญ่ เองก็มีเรื่องหนีกลับบราซิลโดยไม่แจ้งสโมสร จน ซิตี้ ต้องตัดหางปล่อยวัดหลังจากเล่นให้ทีมเพียง 1 ปีกว่าๆ … DC6SxR_XUAAqYfh

โรบินโญ่ ถูกปล่อยให้ ซานโตส ยืมตัวในช่วงสั้นๆ ก่อนถูกขายให้ เอซี มิลาน ไปด้วยราคา 18 ล้านปอนด์ ซึ่งที่ มิลาน ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด เขาอยู่ในทีมชุดแชมป์ เซเรีย อา ในฤดูกาล 2010-11 แต่ก็เป็นแค่ความสำเร็จช่วงสั้นๆ เพราะหลังจากนั้นเขามีปัญหาเรื่องทัศนคติและพฤติกรรมจนอยู่ไหนก็ไม่ยืด 

โรบินโญ่ เป็นนักเตะพเนจร ด้วยการย้ายไปเล่นในลีกอย่าง จีน, บราซิล และ ตุรกี ซึ่งช่วงเวลาเหล่านี้ไม่มีความชื่นชมมากถึงเขาเท่าไหร่นัก … และเป็นการสรุปได้ว่าเขากลายเป็นแค่ “นิว เปเล่” อีกหนึ่งคนที่ล้มเหลว … 

ปัจจุบัน โรบินโญ่ ในวัย 36 ปี เล่นให้กับ อิสตันบูล บาซัคเซฮีร์ ทีมใน เตอร์กิช ซูเปอร์ลีก และเคยพูดถึงความเสียใจของตัวเองว่า จริงๆ แล้วเขาพลาดที่รีบร้อนออกจาก เรอัล มาดริด เร็วเกินไป และการตัดสินใจนั้นนำไปสู่ความล้มเหลวในชีวิตค้าแข้งของเขาเอง

“ในส่วนของผมในช่วงท้ายกับ มาดริด ผมต้องยอมรับว่าผมเองก็ทำให้เรื่องมันยากเอง อย่างว่านะ ตอนนั้นผมยังเด็กและมีความประพฤติที่ค่อนข้างรุนแรงจริงๆ นั่นแหละ” เขาสรุปเรื่องดังกล่าวกับสื่ออย่าง FourFourTwo

โอกาสมีให้ไม่บ่อยนักในชีวิต น่าเสียดายที่ โรบินโญ่ ใจร้อนเกินไป ไม่เช่นนั้นเขาอาจจะกลายเป็น นิว เปเล่ เหมือนที่คนทั้งประเทศหวังก็เป็นได้

GOLDEN EAGLE FESTIVAL เทศกาลคืนชีพและต่อยอดตำนานนักล่าอินทรีทองคำ

ในชีวิตประจำวันของเรานั้นจะสามารถเลี้ยงนกอินทรีได้สักกี่คน?

แน่นอน น้อยจนสามารถนับนิ้วได้ และส่วนใหญ่จะต้องเป็นการเลี้ยงแบบมัดเชือก ขังกรงเอาไว้ดูเล่นเพื่อความสวยงามเป็นส่วนใหญ่ 

อย่างไรก็ตามมีหนึ่งชนเผ่าจากประเทศมองโกเลีย ที่สามารถสั่งการให้นกอินทรีทอง สัตว์ปีกที่หยิ่งผยองและไม่ฟังคำสั่งใคร บินไปบนฟ้าและโฉบลงมาล่าสัตว์ตามที่พวกเขาสั่ง

ไม่มีการมัดเชือก ไม่มีการขังกรง มีเพียงการตะโกนบอก และจากนั้น นกอินทรีทอง ก็จะปิดจ็อบให้พวกเขาได้อย่างสวยงาม

พวกเขาสอนสัตว์ปีกที่หยิ่งผยองได้อย่างไร และทำไมกิจกรรมล่าสัตว์ด้วยนกอินทรีจึงมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางไปมองโกเลียเพื่อเห็นมันกับตา 

ติดตามทั้งหมดได้ที่นี่ 

มองโกเลีย

“กีฬาพื้นบ้าน” การละเล่นที่มีในกลุ่มสังคมท้องถิ่น ต่างพื้นที่ต่างภูมิลำเนาก็จะมีวิถีที่ชีวิตที่ถูกต่อยอดนำมาเป็นกีฬาพื้นบ้าน ดังนั้นสำหรับท้องถิ่นที่มีอาชีพผูกพันกับการปศุสัตว์หรือการหากินกับการไล่ล่า จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่อาชีพเหล่านั้นจะกลายเป็นกีฬาพื้นบ้านไปโดยปริยาย2_rgb-0-2000-0-1125-crop.jpg.gallery

ที่ไทยอาจจะมีวัว, นก หรือ ไก่ แต่ที่ มองโกเลีย นั้นเล่นใหญ่กว่านั้น กลุ่มลูกหลาน เจงกิสข่าน หนึ่งในนักรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ อาศัยอยู่ในประเทศที่มีความหนาแน่นของประชากรน้อย พวกเขามีพื้นที่กว้างใหญ่ราว 1.5 ล้านตารางกิโลเมตร (ใหญ่กว่าประเทศไทย 3 เท่า) แต่มีประชากรราว 3 ล้านคนเท่านั้น ดังนั้นในพื้นที่อันเหลือเฟือและจำนวนสัตว์ป่าก็มากเพียงพอ อาชีพนายพรานจึงกลายเป็นกีฬา หรือกิจกรรมที่สร้างความบันเทิงได้ด้วยการใช้ทักษะดั้งเดิมของพวกเขา นั่นคือการใช้ “นกอินทรีทอง” เป็นเครื่องมือในการล่าสัตว์แทน 

จุดเริ่มต้นของกีฬาชนิดนี้เกิดขึ้นมานานกว่า 4,000 ปี และสืบทอดกันเรื่อยมา ปัจจุบันมักจัดแข่งกันที่เมือง Bayan-Ulgii บริเวณชายแดนของมองโกเลียที่เชื่อมระหว่างประเทศรัสเซียและจีน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันเพราะมีเทือกเขาอัลไตอยู่ จนเปรียบเหมือนเป็นบ้านและดินแดนศักสิทธิ์ แม้เมืองนี้ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมองโกเลียเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 แต่พวกเขาก็ยังมีภาษา วัฒนธรรม และประเพณีเป็นของตัวเอง

ด้วยการเป็นศาสตร์ที่หาได้ยากในโลกปัจจุบัน การบังคับสัตว์สักชนิดให้ทำงานแทน ไม่ได้ใช้แค่แรงเท่านั้น อีกทั้ง “อินทรีทอง” คือสัตว์ปีกขนาดใหญ่ ที่ไม่ได้เชื่อฟังใครง่ายๆ ต้องใช้ความเชี่ยวชาญอย่างมาก 

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ชาวมองโกเลียต้องปรับตัวให้ทันยุคทันสมัย เหล่าเชื้อสายนายพรานที่จะต้องสืบทอดตำแหน่ง “นักฝึกนกอินทรีทอง” ก็หันไปหาอาชีพการงานที่ตอบโจทย์ทางรายได้มากกว่า นั่นเองทำให้การฝึกนกอินทรีทองกลายเป็นของหาดูยากไปโดยปริยาย 

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ในความหาดูยากนั้น กลับส่งประโยชน์ในอีกด้าน ด้วยความยากของกีฬาหรือการโชว์วิธีบังคับนกอินทรีทอง ก็กลายเป็นจุดมุ่งหมายของเหล่านักท่องเที่ยวและผู้ชอบผจญภัยที่อยากมาเห็นวิถีชีวิตของชาวมองโกล ว่าแท้จริงแล้วเป็นอย่างไรกันแน่ และการเห็นนกอินทรีทองโบยบินบนท้องฟ้าและโฉบลงมาสังหารเหยื่อก่อนจะนำมันบินกลับมาให้เจ้าของจะเป็นภาพที่สวยงามแค่ไหน 

ทุกวันนี้จากนักบังคับนกอินทรีทองที่เคยเป็นอาชีพและกีฬา ก็เปลี่ยนมาเป็นเทศกาลที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกตั้งตารอคอย โดย 1 ปีพวกเขาจะจัดงานกันที่ชื่อว่า Golden Eagle Festival ซึ่งเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นในทุกวันนี้ 

ภายในงานก็จะมีการแข่งขันทดสอบอินทรีทอง ทั้งความเร็ว ความว่องไว และความแม่นยำ อีกทั้งยังมีพิธีกรรม การเต้น และ กีฬาประเพณีของคนท้องถิ่น ดังนั้นเทศกาลดังกล่าวทำเงินในแง่การท่องเที่ยวให้กับคนท้องถิ่นได้อย่างยอดเยี่ยม 

อย่างไรก็ตามประวัติศาสตร์นั้นมีไว้ให้ศึกษา ก่อนจะมาถึงจุดที่นักท่องเที่ยวต่างแดนสนใจ  กลับมีเรื่องราวเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่ของเหล่านักล่าอินทรี ที่อยู่ยั้งยืนยงจากอดีตไม่น้อยเลยทีเดียว …eagle hunting tradition mongolia

คาซัค…นักรบอินทรีทอง 

แม้เทศกาล Golden Eagle Festival จะถูกจัดขึ้นในประเทศ มองโกเลีย ทว่าความจริงแล้วรากของมันมาจากชาวคาซัค (คาซัคสถาน) ตั้งแต่โลกนี้ยังไม่มีคำว่าประเทศเลยด้วยซ้ำ

วิถีของชาวคาซัคคือการใช้ชีวิตแบบเร่ร่อน ทำอาชีพปศุสัตว์อย่างเลี้ยงม้าและแกะเป็นหลัก พวกเขาจะย้ายถิ่นฐานปีละ 3 ครั้ง โดยอาศัยในเต็นท์แทนบ้าน ซึ่งการอยู่กันแบบชนกลุ่มน้อยนี้จำเป็นจะต้องมีกลุ่มนักรบเป็นกองตัวเอง ในกรณีที่สมาชิกในเผ่าพันธุ์โดนทำร้ายหรือรังแก 

ดังนั้นจึงเกิดกลุ่มนักรบอินทรีทองขึ้นมา ซึ่งนักรบเหล่านี้จะเป็นชายฉกรรจ์ในเผ่า และมีทักษะในการล่าสัตว์, ขี่ม้า และเลี้ยงนกอินทรีทอง ซึ่งนกอินทรีนี้เองที่พวกเขาใช้เป็นเครื่องมือในการล่าสัตว์เล็กอย่างจิ้งจอก และกระต่าย 

วิธีการล่านั้นมีไม่กี่ขั้นตอน กลุ่มนายพราน หรือนักรบชาวคาซัคจะขึ้นไปอยู่บนหลังม้าเพื่อหาสัตว์ป่าที่หมายตา และเมื่อพวกเขาเจอแล้ว ก็จะปล่อยให้นกอินทรีทองบินขึ้นไปบนฟ้าและใช้ความเร็วกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โฉบลงมาจับเหยื่อและนำมันมามอบกับผู้ที่สั่งการมัน 

แม้จะน้อยขั้นตอนแต่มากด้วยรายละเอียด เพราะกว่าที่ชาวคาซัคจะสามารถบังคับนกอินทรีทองได้สักตัวไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาจะเริ่มต้นด้วยการจับอินทรีหนุ่มอายุ 2 ปีซึ่งเป็นสัตว์ปีกท้องถิ่นของเทือกเขาอัลไต หลังจากนั้นก็จะมีการฝึกตามแบบฉบับที่บรรพบุรุษสืบทอดต่อกันมา ซึ่งจุดนี้ถือว่าเป็นจุดที่ยากที่สุด

ชาวคาซัคจะจับนกหนุ่มมามัดขาไว้ 1 ข้างและผูกติดเอาไว้ และเมื่อมัดไว้แค่ขาข้างเดียวนกจึงสามารถบินได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งเมื่อไปสุดระยะของเชือกมันก็จะตกลงมา โดยปกติแล้วนกอินทรีทองจะบินไปเรื่อยๆ เพื่อพยายามหนีจนกว่ามันจะหมดแรงและรับสภาพว่าตัวเองถูกจับ แต่ในระหว่างนั้นชาวคาซัคจะมีวิธีการที่ใช้กล่อมนกเหล่านี้ให้เชื่อฟังพวกเขาด้วยการใช้ “เสียง” 

เจ้าของนกอินทรีจะพูดคุยหรือร้องเพลงกับนกอินทรีไปตลอดในช่วงที่มันพยายามจะหนี จนกระทั่งหมดแรงและกลายเป็น “เชื่อง” ในท้ายที่สุด กิจกรรมดังกล่าวจะใข้เวลาราวๆ 2 วัน เพื่อที่จากนั้นว่ากันว่า นกอินทรีจะสามารถแยกเสียงของมนุษย์ทั่วไปกับเจ้าของของมันได้ … และมันยังไม่จบแค่นั้น

เมื่อนกอินทรีทองเริ่มเชื่อฟังเจ้าของแล้ว เจ้าของจะต้องดูแลประคบประหงมมันอย่างดีต่อเนื่องทุกๆ วันไม่มีวันหยุด โดยช่วงนี้จะเป็นการฝึกให้นกเริ่มบินไปล่าสัตว์และบินกลับมาหาเจ้าของ ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวต้องใช้เวลาราว 3-4 ปี กว่าที่นกตัวหนึ่งจะกลายเป็นนักล่ามืออาชีพ แค่เจ้าของของมันให้ดมกลิ่นขนของสัตว์ที่เป็นเหยื่อ มันก็พร้อมที่จะบินไปหาและนำกลับมาให้อย่างสุดความสามารถแล้ว 

“ในช่วงนี้นกอินทรีจะได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพและอ่อนโยนเป็นอย่างมาก เจ้าของของนกอินทรีจะร้องเพลงและส่งเสียงตลอดเพื่อให้มันถูกฝังไปในความทรงจำ” มัสซิโม่ รูมี่ ช่างภาพมืออาชีพ เล่าให้ Daily Mail ที่เขาได้ไปถ่ายและสัมผัสมา 

หากนกและคนเข้าใจในทิศทางเดียวกันแล้วก็ไม่จำเป็นต้องมัดเชือกอีกต่อไป อินทรีทอง จะจำเจ้าของของมันได้และสามารถรับคำสั่งได้โดยตรง ขอแค่เพียงได้ดมกลิ่นเท่านั้นว่าวันนี้สัตว์ชนิดใดเป็นเหยื่อของมันเท่านั้นเอง

ว่ากันว่าหากนกตัวไหนที่เชี่ยวชาญมากๆ พวกมันจะเลือกโฉบเหยื่อแบบให้เหยื่อเจ็บและมีบาดแผลน้อยที่สุด เพื่อให้เจ้าของของมันสามารถนำชิ้นส่วนอย่างขนหรือหางไปขายต่อได้ในราคาที่ดีกว่าเดิมPhotographer-Chaos-Golden-Eagle-Festival-Mongolia

นี่คือรายละเอียดปลีกย่อยที่เปิดเผยมาเท่านั้น เพราะยังมีขั้นตอนอีกมากมายที่โลกยังไม่อาจบันทึกได้ แต่ชาวคาซัคยืนยันว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะจับนกอินทรีทองมาและฝึกสอนจนกลายเป็นหนึ่งเดียวกับมันได้ มีปัจจัยหลายอย่าง อาทิ บุคลิกของคนเลี้ยง และบุคลิกของนก ซึ่งถ้าหากเคมีไม่เข้ากัน ไม่ว่าทำอย่างไรนกอินทรีก็จะไม่ฟังคำสั่งและปฏิบัติตามได้อย่างมีประสิทธิภาพเลย 

“ระหว่างที่ผมติดตามการล่าด้วยนกอินทรีทองของพวกเขา ผมมีความเคารพพวกเขาอย่างมากในการดูแลและปฏิบัติต่อนกอินทรีเหมือนกับเป็นลูกของพวกเขาเลย และเมื่อถึงเวลาครบวาระการล่า พวกเขาจะปล่อยนกอินทรีคืนสู่ป่าไปตามวิถีทาง” มัสซิโม่ กล่าวเสริม 

โลกที่เปลี่ยนไป… 

แม้อาชีพคนฝึกนกอินทรีทองจะเป็นศาสตร์ขั้นสูง และได้รับการยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวคาซัค (สังเกตได้จากธงชาติคาซัคสถานที่เป็นรูปพระอาทิตย์และนกอินทรีสีทอง) แต่ด้วยความยากในการฝึกและโลกยุคใหม่ จึงทำให้ชาวคาซัคในมองโกเลียหลายคนเริ่มจะให้ความสำคัญกับมันน้อยลงไปเรื่อยๆ

จนถึงทุกวันนี้มีนักล่านกทรีทองอยู่ราวๆ 250 คนเท่านั้น ส่วนใหญ่มักอยู่ในวัยที่อายุมากกว่า 40 ปีทั้งสิ้น ซึ่งในจำนวนนี้มีอีก 50-60 คนที่เป็นเหมือนจอมยุทธ์ที่ปลีกวิเวกไม่ชอบสังคมใหญ่ ไม่ชอบที่ที่คนพลุกพล่าน มีเสียงรถ, เสียงไซเรน หรืออะไรก็ตามที่ทำให้การฝึกนกของพวกเขาที่จำเป็นจะต้องใช้เสียงเป็นไปได้ยากยิ่งกว่าเดิม ดังนั้นแม้แต่งานที่เป็นชื่อเสียงอย่าง Golden Eagle Festival ก็ยากที่จะได้เห็นพวกเขาปรากฎตัว

พวกเขาเหล่านี้จึงต้องอยู่ลึกเข้าไปในที่รกร้างยิ่งกว่าเดิม ซึ่งว่ากันว่ามีสภาพอากาศที่หนาวติดลบ 40 องศาเซลเซียส ด้วยความลำบากเช่นนี้จึงทำให้ชาวคาซัครุ่นใหม่หลายคน ไม่คิดสืบทอดสิ่งที่บรรพบุรุษส่งต่อกันมาก ปัจจุบันมีหลายครอบครัวที่ย้ายไปอยู่เมืองใหญ่ ไปทำงาน หาเงินที่ได้เงินรวดเร็วและแน่นอนกว่าการเลี้ยงนกอินทรีทองเพื่อล่าสัตว์หรือโชว์ในงานเทศกาล 

นอกจากเรื่องของปากท้องแล้วก็ยังมี่เรื่องของกฎหมายบ้านเมือง ที่ปัจจุบันผู้ชายชาวมองโกเลียจะต้องไปเกณฑ์ทหารเข้าสู่กองทัพ จึงทำให้การสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมไม่สามารถทำได้ง่ายๆ อย่างที่คิด 

“ความอดอยาก โลกปัจจุบัน และความศิวิไลซ์ ทำให้ผู้คนที่นี่ไม่มีเวลาที่จะกังวลและวุ่นวายกับการเลี้ยงนกอินทรีทองแล้ว” Yepemes Alimkhanov เจ้าหน้าที่ของรัฐที่รับผิดชอบด้านการฟื้นฟูกิจกรรมกีฬาระดับชาติกล่าว

 

โลกที่เปลี่ยนไป…อีกครั้ง

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่สำหรับชาวคาซัคในมองโกเลียและนักล่าอินทรีทองกลับมาอย่างรวดเร็ว เมื่อโลกมาถึงยุคโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คเฟื่องฟู อินเตอร์เน็ต แพร่หลายไปทั่วโลก เมื่อนั้นโลกทั้งใบก็เล็กลงและสามารถถึงกันได้ขอเพียงแค่มีอินเตอร์เน็ตเท่านั้น 

เทศกาล Golden Eagle Festival มีเชื่อเสียงมากขึ้นหลังจากเข้าสู่ยุค 2010 เป็นต้นมา เมื่อเหล่าช่างภาพ และทีมงานสารคดีต่างๆ เดินทางไปถ่ายทำและเก็บเกี่ยวภาพสวยๆ มาอวดโฉม ทำให้ มองโกเลีย และเทศกาล Golden Eagle Festival เป็นกิจกรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยในทุกๆ การจัดงานนั้นมีจำนวนผู้เข้ามาชมที่เป็นคนนอกท้องที่เข้ามาการแข่งขันกว่า 10,000 คนเลยทีเดียว 

และเมื่อการถ่ายทอดความรู้ ความหมาย และคุณค่าของคนเลี้ยงนกอินทรีทอง ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นที่สนใจ และสุดท้ายมันก็เปลี่ยนแปลงเป็นมูลค่าที่สามารถทำเงินให้กับคนท้องถิ่นได้ไม่น้อย ทุกวันนี้ว่ากันว่านกอินทรี 1 ตัวมีมูลค่ามากถึง 12,000-15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เลยทีเดียว 

เหนือสิ่งอื่นใดนอกจากการเปลี่ยนแปลงในฐานะคนนอกแล้ว การเปลี่ยนแปลงของคนในท้องถิ่นก็มีไม่น้อย พวกเขาหลายคนมองเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษสร้างมาให้ และเริ่มสร้างแรงกระเพื่อมขึ้นมาเล็กๆ แล้วในตอนนี้ 

มีเรื่องหนึ่งที่หลายสื่อนำเสนอไปทั่วโลกในช่วง 5 ปีก่อน เป็นข่าวเกี่ยวกับ Ashol Pan เด็กหญิงวัย 13 ปีชาวมองโกเลียเชื้อสายคาซัค ที่สามารถฝึกนกอินทรีทองได้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นเลย เพราะในอดีตชาวมองโกลส่วนใหญ่จะให้ลูกชายคนโตในการออกล่าสัตว์ หาอาหาร จึงไม่มีผู้หญิงได้รับการถ่ายทอดสักเท่าไรนัก

โดยจุดเริ่มต้นที่เรื่องราวของเธอถูกถ่ายทอดนั้นเกิดจาก Asher Svidensky ช่างภาพชาวรัสเซีย ที่ตั้งใจจะไปถ่ายเรื่องราวของนักล่าอินทรีทองยุคปัจจุบัน แต่เขาก็ได้เจอกับ Ashol Pan ที่ทำในสิ่งที่แม้แต่ชายอายุ 30 ปีก็ยังทำไม่ได้ 

“ผมจำได้ดี สิ่งที่เธอทำมันดูนุ่มนวลและเชี่ยวชาญมาก ในทางเดียวกันมันก็มีพลังมากขึ้น คุณไม่สามารถควบคุมนกอินทรีได้เลยนะเอาจริงๆ แต่สิ่งที่เธอทำนั้น เธอสามารถสั่งมันไปทำอะไรก็ได้ เธอแค่บอกมันว่าเธออยากได้อะไรหลังจากนั้นมันก็จะไปหามาให้และบินกลับมาหาเธอ … มันอเมซิ่งจริงๆ” ช่างภาพชาวรัสเซียกล่าวcross-mongolia-to-the-festival-05

จากนั้นเรื่องราวของ Ashol Pan ก็ถูกเผยแพร่ไป และนำมาซึ่งการถ่ายภาพยนตร์สารคดีชีวิตจนกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลกอินเตอร์เน็ต สร้างชื่อเสียงให้กับวัฒนธรรมชาวคาซัคในมองโกล และเทศกาลอินทรีทองคำมากขึ้นเป็นอย่างมาก

ปัจจุบัน Ashol Pan เปรียบเสมือนตัวแทนของการเปลี่ยนแปลงวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวคาซัคให้เข้ากับยุคสมัย เพราะไม่จำเป็นว่านักล่าจะต้องเป็นเฉพาะผู้ชายเท่านั้น ซึ่งนั่นเท่ากับว่าต่อจากนี้จะมีผู้สืบทอดวัฒนธรรมการเลี้ยงอินทรีทองเพื่อการล่า หรือการท่องเที่ยวมากขึ้น และเมื่อมันเป็นเช่นนั้น นักล่าอินทรีทองก็จะไม่เหลือเพียงชื่อและกลายเป็นตำนานเหมือนที่ใครเป็นห่วงกัน

เอดจ์ แชมป์โลกเรตอาร์ผู้กลับมากำหนดชีวิตบนเวทีมวยปล้ำอีกครั้ง

แฟนมวยปล้ำยุคปลายทศวรรษที่ 90’S ถึงทศวรรษที่ 2000’S คงไม่มีใครไม่รู้จัก “เอดจ์” (EDGE) นักมวยปล้ำหนุ่มผมยาวสีทอง ผู้มีภาพลักษณ์ภายใต้การกระทำที่ยียวน สมฉายา RATED R SUPERSTAR 

 

ชายคนนี้ห่างหายไปจากเวทีมวยปล้ำนับตั้งแต่ปี 2011 จากอาการบาดเจ็บที่เกือบทำให้เขาพิการตลอดชีวิต ความเจ็บปวดจากการบอกลาครั้งนั้นยังไม่จางหาย แฟนมวยปล้ำทั่วโลกยังคงเฝ้ารอการกลับมาของเอดจ์เสมอ

ศึก Royal Rumble 2020 สิ่งที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง เอดจ์กลับมาสู่เวทีมวยปล้ำในฐานะนักมวยปล้ำ ในคืนถัดมา เขากล่าวขอบคุณแฟนมวยปล้ำทั่วโลก พร้อมเอ่ยสาเหตุที่กลับคืนสังเวียนมวยปล้ำอีกครั้ง

เราจะพาคุณย้อนกลับไปดูเส้นทางชีวิตของ เอดจ์ แชมป์โลกเรตอาร์ ผู้กำหนดเส้นทางของตัวเองตั้งแต่ต้น จนถึงวันที่ฝืนใจเลิกปล้ำ และกลับมาสู่สังเวียนอีกครั้ง ชีวิตของเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง? ติดตามได้ที่นี่edge2

 

หนุ่มล่าฝันจากแคนาดา

เอดจ์ หรือในชื่อจริง อดัม โคปแลนด์ เขาเกิดและเติบโตในออเรนจ์วิลล์ เมืองขนาดเล็กในรัฐออนตาริโอ ประเทศแคนาดา เอดจ์เติบโตขึ้นมาในครอบครัวคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว และไม่เคยเห็นหน้าพ่อเลยสักครั้ง แต่เอดจ์ไม่ได้จมอยู่กับเรื่องราวเหล่านั้น เขาเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กร่าเริงที่หลงรักดนตรีและกีฬาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

วง KISS และกีฬาสตรีทฮ็อคกี้ คือสองสิ่งที่เอดจ์ทุ่มเทชีวิตให้ในช่วงวัยเด็ก จนกระทั่งเขาได้มีโอกาสชมมวยปล้ำ WWE (หรือ WWF ในอดีต) ผ่านทางทีวีในช่วงค่ำ ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปในอีกเส้นทาง

“เราสร้างเข็มขัดมวยปล้ำของตัวเองขึ้นมา เราใช้กระดาษแข็งมาทำ ผมก็เป็นคนวาดดีไซน์ หลังจากนั้นก็เอามันไปติดกับเข็มขัด” เอดจ์เริ่มต้นเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการเป็นนักมวยปล้ำ

“ผมปล้ำกับเพื่อนในชั้นใต้ดินของบ้าน ไม่นานนักก็มีคนเอาเครื่องปั่นผ้ามาวางไว้ เราเอามันไปวางไว้ตรงริมห้อง เพื่อที่จะกระโดดลงมาจากบนนั้นได้ หลังจากนั้น เราก็เดินหาสนามหญ้าที่มี่ต้นไม้สักสามสี่ต้น เราผูกเชือกจากต้นไม้พวกนั้น ผมปล้ำมวยปล้ำแบบนี้จนจบไฮสคูลเลยละ”

ความฝันที่อยากจะเป็นนักมวยปล้ำก่อตัวเป็นรูปร่างในจิตใจ เขาเขียนเป้าหมายของตัวเองเอาไว้ในหนังสือรุ่นว่า “ผมอยากเป็นแชมป์โลก WWE” และเอดจ์ไม่รอช้าที่จะเดินไปให้ถึงความฝันนั้น

เอดจ์เริ่มต้นเดินทางบนเส้นทางนักมวยปล้ำตั้งแต่จบไฮสคูล เขาเข้าเรียนโรงเรียนสอนมวยปล้ำที่โตรอนโต ตามโฆษณาที่เห็นผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ เอดจ์ฝึกมวยปล้ำอยู่ได้ราวสองปี เขาตระเวนปล้ำตามค่ายอิสระในประเทศแคนาดา ร่วมกับเพื่อนซี้ที่จะก้าวไปสู่ WWE ร่วมกันในเวลาต่อมาอย่าง คริสเตียน (Christian) และ ไรโน (Rhyno)

ปี 1996 จุดเปลี่ยนในชีวิตของเอดจ์มาถึง เมื่อเขาได้รับการติดต่อจาก WWE ให้ไปปล้ำในคู่เปิดรายการ เจอกับ บ็อบ ฮอลลี (Bob Holly) แม้จะไม่ใช่การเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการ แต่มันคือข่าวดีที่สุดในชีวิตของผู้ชายคนหนึ่ง ที่เดินทางบนความฝันที่ยากลำบาก นับตั้งแต่ออกจากบ้านที่ออนตาริโอ

“ผมจำได้เลยว่าตอนนั้นรถผมพัง แถมผมยังไม่มีเงินติดตัวเลย พูดตามตรงตอนนั้นผมแทบเอาตัวเองไม่รอด โชคดีที่คริสเตียนเอารถมารับผม เราเดินทางลงใต้ไปด้วยกัน เพื่อจะพาผมไปขึ้นปล้ำให้ทันเวลา”

แม้ในใจจะทุกข์ระทม แต่เมื่อขึ้นไปบนเวที เอดจ์เปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขาสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้ชมในวันดังกล่าว อีกทั้งผู้ชมเองก็ตอบรับนักมวยปล้ำโนเนมรายนี้เป็นอย่างดี 

หลังจบแมตช์ เอดจ์ได้รับคำชมอย่างมากจากนักมวยปล้ำหลังฉาก เขาได้รับคำเชิญชวนจาก เบรท ฮาร์ท (Bret Hart) นักมวยปล้ำดีกรีแชมป์โลก WWE ให้มาฝึกมวยปล้ำเพิ่มเติมที่โรงเรียนของเขา ที่เมืองวินนิเพ็ก ประเทศแคนาดา

“ผมบินไปเรียนมวยปล้ำที่วินนิเพ็ก ทัวร์มวยปล้ำที่นั่น หลังจากนั้น ผมบินกลับมาที่ฝั่งตะวันออกของอเมริกา ทัวร์มวยปล้ำที่นั่นอีก แล้วก็บินกลับไปที่วินนิเพ็กอีกครั้ง”

“หลังจากนั้นเขาให้ผมไปรอที่สถานีตำรวจ มันจะมีโทรศัพท์ที่ถูกจองใช้งานไว้อยู่ ผมได้รับโทรศัพท์จาก WWE เขาบอกว่ามีสัญญารอเราอยู่ ผมต้องเดินทางไปยังสตูดิโอที่เมืองสแตนฟอร์ด มันเจ๋งมาก”

“ทันทีที่ผมไปถึง โปรดิวเซอร์ของ WWE อยู่ตรงนั้น เขาเดินมาพูดกับผมแล้วบอกว่า เราต้องการนักมวยปล้ำ (ยิ้ม)”

 

เสี่ยงร่างกายเป็นเดิมพัน

เอดจ์ เซ็นสัญญากับ WWE ในปี 1997 ช่วงแรกมันเหมือนกับใช้ชีวิตอยู่ในความฝัน แต่ไม่นานเขาก็รู้ว่า มันกำลังกลายจะเป็นฝันร้ายในไม่ช้า เนื่องจาก WWE ไม่รู้ว่าจะใช้งานเขาในรูปแบบไหน เขาปล้ำอย่างไร้บทบาทราวเกือบปี ก่อนเข้าไปเป็นสมาชิกกลุ่ม The Brood ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ แกรงเกล (Gangrel)770b289c75d0da7d13c8a51ecc13483b_crop_north

ด้วยความกระหายที่จะประสบความสำเร็จ เอดจ์แยกออกจากกลุ่ม The Brood เพื่อมาแท็กทีมกับเพื่อนรักในวัยเด็ก คริสเตียน ด้วยเคมีที่เข้ากับบวกกับสไตล์การปล้ำที่น่าเร้าใจ เอดจ์ และ คริสเตียน ถูกผลักดันเป็นแท็กทีมแถวหน้าอย่างรวดเร็ว

ทั้งสองถูกวางเนื้อเรื่องให้เปิดศึกกับ ฮาร์ดี้ บอยซ์ (Hardy Boyz) อีกหนึ่งแท็กทีมหน้าใหม่มาแรงในขณะนั้น พวกเขามีโปรแกรมต้องเจอกันในแมตช์แท็กทีมไต่บันได เพื่อชิงถุงเงินในศึก No Mercy 1999 อันเป็นแมตช์ที่จะพลิกชีวิตของเอดจ์ไปตลอดกาล

“มันเป็นช่วงเวลาที่ผมรู้สึกว่า โอเค วันนี้เรามีโอกาสที่จะแสดงให้ทุกคนเห็นว่า เราสามารถทำอะไรได้บ้างบนเวที ทั้งสี่คนที่ปล้ำร่วมกันในวันนั้นคิดเหมือนกันหมด”

สิ่งที่เอดจ์ทำในวันนั้น คือการปล้ำแบบไม่กลัวเจ็บ ไม่กลัวตาย ตลอดทั้งแมตช์ เขายอมถูกฟาดกับบันไดเหล็ก ตกลงมาจากที่สูงกว่าสิบฟุต เพื่อความสุขของคนดู ไม่เคยมีนักมวยปล้ำรายไหน ทุ่มเทร่างกายในแมตช์ไต่บันไดขนาดนี้ หลังแมตช์การปล้ำดังกล่าวจบลง ผู้ชมทั้งสนามปรบมือให้กับพวกเขา

ความสำเร็จในแมตช์ดังกล่าว ปูทางให้เอดจ์ก้าวเป็นส่วนหนึ่งในผู้สร้างแมตช์ TLC หรือ โต๊ะ, เก้าอี้, บันได โดยเอดจ์และคริสเตียนรับผิดชอบในการใช้อาวุธเก้าอี้เป็นหลัก ในฐานะแท็กทีมอธรรมที่เน้นการทำลายล้างคู่ต่อสู้ มากกว่าจะสร้างความตื่นเต้นเร้าใจบนพื้นที่ 20 ฟุต ห่างจากพื้นดินแบบ ฮาร์ดี้ บอยซ์

แต่ถึงบทบาทจะวางไว้แบบนั้น เอดจ์กลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม เขาร่วงหล่นจากบันไดครั้งแล้วครั้งเล่า ร่างกายของเขาปะทะกับบันไดที่เป็นวัตถุโลหะจนนับจำนวนไม่ไหว ยิ่งเขาเจ็บตัวมากเท่าไร เสียงเชียร์จากแฟนมวยปล้ำยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

เอดจ์ก้าวไปสู่ขั้นสุดของการเจ็บตัวเพื่อแฟนมวยปล้ำ ในศึก WrestleMania 17 เขาปีนไปบนบันไดที่สูงกว่า 20 ฟุต ใช้ท่าไม้ตาย สเปียร์ เล่นงาน เจฟฟ์ ฮาร์ดี้ (Jeff Hardy) ที่แขวนตัวอยู่กลางอากาศ ทั้งสองกระแทกลงพื้นอย่างแรง ภาพดังกล่าวถูกฉายซ้ำแทบจะทุกครั้งที่ WWE โปรโมตแมตช์ไต่บันได เอดจ์ถูกผลักดันขึ้นสู่ระดับสูงแทบจะในทันที

เขาแยกออกจาก คริสเตียน ประสบความสำเร็จในฐานะนักมวยปล้ำเดี่ยวมากมาย แม้กระทั่งแชมป์แท็กทีมร่วมกับไอดอลในวัยเด็ก ฮัลค์ โฮแกน ทุกคนรู้ว่าเขาจะเป็นแชมป์โลกในไม่ช้า หากไม่มีอะไรที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสียก่อน

“ผมจำได้ว่าตอนนั้นผมโดนท่าอัปเปอร์คัท ผมล้มลงไปหลังฟาดกับบันได แล้วผมก็ได้ยินเสียงบางอย่างหัก ตอนแรกผมคิดว่าเป็นบันได แต่มันไม่ใช่”

เอดจ์ย้อนเล่าวันที่เขาขึ้นปล้ำแมตช์ไต่บันไดกับ เอ็ดดี้ เกอร์เรโร (Eddie Guerero) เมื่อปี 2002 เขาประสบอุบัติเหตุได้รับอาการบาดเจ็บที่เส้นประสาท หลังจากรับแรงกระแทกมากมายในแมตช์การปล้ำวันนั้น

ทั้งโดนท่าอัปเปอร์คัทเพื่อให้หลังฟาดกับบันได, นอนระหว่างบันไดเพื่อให้เอ็ดดี้ทิ้งตัวใส่, หรือกระทั่งโดนท่าเพาเวอร์บอมบ์ลงมาจากบันได ทุกท่าที่เกิดขึ้นทำร้ายร่างกายของเอดจ์ จนทำให้เขาต้องพักการปล้ำยาวนานกว่าหนึ่งปี

“หลังจากจบแมตช์ ผมรู้ว่านั่นเป็นหนึ่งในแมตช์ที่ดีที่สุดในชีวิตของผม เพราะฉะนั้นคุณไม่เคยคิดถึงความเจ็บปวดหรอก” เอดจ์เล่าถึงเหตุผลว่าทำไมเขาถึงยอมเสี่ยงร่างกายบนเวทีมวยปล้ำ

“ตอนแรกผมคิดแค่ว่ากล้ามเนื้ออาจจะช้ำ ก็ไปนวดให้มันหาย แต่หลังจากนั้นมันแย่ลง ผมเริ่มชาบริเวณปลายนิ้ว แล้วมันกลายเป็นชาไปทั้งมือของผม”

“วันหนึ่งผมตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าโลกมันหมุนไปหมด ผมรู้ทันทีว่า เส้นประสาทตรงคอของผมมันพัง ผมต้องเข้ารับการผ่าตัด”

เอดจ์เข้ารับการวินิจฉัยอาการด่วน แม้เส้นประสาทจะยังไม่เสียหายเหมือนที่คิดไว้ในตอนแรก แต่อาการของเขาล่วงเลยมาถึงขั้นที่สาม เอดจ์ต้องรับการผ่าตัดเพื่อบรรเทาอาการลงมาสู่ขั้นที่สอง การรักษาครั้งนี้ของเอดจ์ ไม่ทำให้อาการหายขาด เพียงแค่ยืดเวลาเพื่อรอให้ปัญหาทั้งหมดกลับมาเล่นงานเขาเท่านั้น

 

RATED R SUPERSTAR

เอดจ์เข้ารับการผ่าตัดเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ เขาหายจากเวทีมวยปล้ำไปนานกว่าหนึ่งปี ก่อนกลับมาสู่สังเวียนอีกครั้งในปี 2004 ภายใต้บุคลิกใหม่ เขากลายเป็นนักมวยปล้ำอธรรมที่ถูกผลักดันขึ้นสู่ระดับสูงอีกครั้ง ด้วยการชนะแมตช์ Money in the Bank และเตรียมที่จะคว้าแชมป์โลกมานอนกอดภายในเร็ววันนี้db7f52f72821fc55-600x400

แต่หลังจากนั้นไม่นาน เอดจ์ต้องเจออุปสรรคครั้งใหญ่ในชีวิต ไม่แพ้อาการบาดเจ็บ เมื่อมีข่าวสะพัดออกไปว่า เอดจ์กำลังคบหากับ ลิต้า (Lita) แฟนสาวของ แมตต์ ฮาร์ดี้ (Matt Hardy) เพื่อนซี้ของเขา … ถ้าแปลสถานการณ์ให้เข้าใจง่ายๆ คือเอดจ์กำลังเป็นชู้กับแฟนเพื่อนตัวเองอยู่

เอดจ์และลิต้า เก็บความสัมพันธ์ของทั้งคู่อย่างลับๆ แม้แต่คริสเตียนที่เป็นเพื่อนซี้ของเอดจ์ ก็ไม่รู้ถึงความสัมพันธ์นี้ ดังนั้น เมื่อข่าวแพร่กระจายออกไป มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ ที่ทำให้เพื่อนนักมวยปล้ำมองเอดจ์ ด้วยสายตาที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

“ตอนนั้น ผมกับลิต้าคิดเหมือนกันว่า เราทำทุกอย่างพังแล้ว (เป่าปาก)” เอดจ์ย้อนเล่าถึงหนึ่งในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของชีวิต

“คุณรู้ไหม ตอนนั้นผมคิดว่า ทุกคนรู้เรื่องนี้แล้ว และเขาก็คิดว่าผมเป็นคนอย่างไร ผมยอมรับมันนะ ตอนนั้นจิตใจผมคิดแค่เรื่องนี้ เอามันมาลงกับผมให้หมด เพราะอย่างไรชีวิตผมก็คงพังแล้ว”

เอดจ์จมอยู่กับตัวเองในช่วงเวลาดังกล่าว เขาแทบไม่มีเพื่อนในห้องแต่งตัวเหลืออยู่ คนที่ยังพูดคุยและให้กำลังใจเขาก็แทบจะนับคนได้

“ผมมีเพื่อนสนิทน้อยมากในวงการนี้ เอดจ์เป็นหนึ่งในคนจำนวนนั้น” วิลเลียม รีกัล (William Regal) หนึ่งในเพื่อนสนิทของเอดจ์กล่าว

“ผมจะไม่หันหลังให้เพื่อนของผม ไม่ว่าเพื่อนของผมจะทำอะไรมาก็ตาม ผมไม่สนใจหรอกว่าเขาจะเป็นอะไร ตอนนั้นเอดจ์เจอปัญหาหนักในชีวิต ปัญหาที่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถเผชิญหน้าได้ด้วยซ้ำ”

ด้วยกำลังใจจากคนรอบข้าง เอดจ์รู้ดีว่าเขาไม่สามารถถอยหลังได้อีกต่อไป เขาพลิกโอกาสด้วยการนำข่าวฉาวทั้งหมดมาเป็นคาแรกเตอร์ใหม่ของตัวเอง กลายเป็นนักมวยปล้ำอธรรมสายหื่น ผู้มีหญิงสาวที่เป็นชู้อยู่เคียงข้าง และเริ่มเรียกตัวเองด้วยฉายาว่า “Rated R Superstar”

“ผมมาถึงจุดที่ว่า โอเค ตอนนี้กูโมโหแล้ว มีคนแปลกหน้าถือป้ายด่าเราเต็มไปหมด และผมก็ทำร้ายตัวเองมามากเกินพอแล้ว” เอดจ์เผยจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขารับบท Rated R Superstar

“หลังจากนี้ ผมจะยอมรับเรื่องเหล่านั้นทั้งหมด และผมจะเปลี่ยนปัญหาทุกอย่างให้กลายเป็นแง่บวก ผมจะใช้มันเพื่อพาผมก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของสมาคม”

เรื่องหลังฉากกลายเป็นเรื่องหน้าฉาก เอดจ์ เปิดศึกกับ แมตต์ ฮาร์ดี้ บนเวทีมวยปล้ำ คนที่เคยโห่เขาในตอนที่ข่าวฉาวหลุดออกมา พลิกเปลี่ยนข้างมาเชียร์เอดจ์ที่เป็นอธรรมสุดเท่ห์ เขาเดินหน้าสานต่อความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์โลก WWE ได้ตามความฝัน ก่อนเพิ่มความร้อนแรงจากการจัดงาน “ฉลองแชมป์ด้วยการมีเซ็กส์” แบบสดๆ บนเวทีมวยปล้ำ

“มีคนมาบอกผมว่า ผมต้องฉลองแชมป์ด้วยการมีเซ็กส์ ในวันพรุ่งนี้ ตอนแรกผมคิดว่าเขาเล่นตลก เพราะผมเป็น Rated R Superstar ใช่ไหม จนกระทั่งวันพรุ่งนี้มาถึง ผมถึงเห็นว่าทุกอย่างมันกำลังจะเกิดขึ้นจริง”

วันที่ 9 มกราคม 2006 เอดจ์ขึ้นไปบนเวทีเพื่อเปลื้องผ้าแฟนสาวลิต้า ต่อหน้าแฟนนับหมื่นในสนาม และแฟนอีกนับล้านที่ชมการถ่ายทอดสด เอดจ์เปิดเผยภายหลังว่าเขาไม่ได้ตื่นเต้น หรือมีอารมณ์ทางเพศเลยสักนิด แต่บทบาทที่เอดจ์กำลังถ่ายทอดออกมา เขาแสดงออกมาได้สมจริง จนคนดูทั่วโลกคิดเตลิดกันไปไกล

ผลปรากฏว่า โชว์ฉลองแชมป์ด้วยการมีเซ็กส์ของเอดจ์ พุ่งพาเรตติ้งในรายการทะยานสูงถึง 5.2 มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2003 ความสำเร็จในครั้งนั้นผลักดันให้เอดจ์ประสบความสำเร็จ เป็นแชมป์โลก 11 สมัย ก่อนที่อาชีพของเขาจะจบลงอย่างกระทันหัน ในอีกไม่กี่ปีถัดมา

 

เส้นทางที่เลือกเอง

เอดจ์ยังคงทุ่มเทร่างกายของตัวเองต่อไป แม้จะประสบความสำเร็จคว้าแชมป์โลก WWE ดั่งฝัน เขายอมใช้ท่าสเปียร์คู่ต่อสู้อัดใส่โต๊ะที่กำลังจุดไฟ, ยอมโดนเหวี่ยงลงอ่าว Long Island ที่น้ำทะเลเย็นจัด โดยที่เปลือยร่างกายครึ่งตัว เขาทุ่มเทร่างกายหนักจนถึงกับสลบ ในแมตช์การปล้ำ TLC กับ จอห์น ซีน่า (John Cena) เมื่อปี 2006 มาแล้ว

เอดจ์ขึ้นปล้ำสลับกับรักษาอาการบาดเจ็บอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2007-2009 ทุกครั้งที่เขากลับมา เอดจ์ประสบความสำเร็จถึงระดับแชมป์โลกทุกครั้ง แม้กระทั่งเวลาล่วงผ่านถึงปี 2010 เอดจ์ยังคงถือแชมป์โลก และเตรียมขึ้นปล้ำเป็นคู่ใหญ่ในศึก WrestleMania 27

ในวินาทีนั้น เอดจ์ไม่รู้เลยว่า มันจะเป็นแมตช์สุดท้ายในอาชีพนักมวยปล้ำของเขา …

“ผมกลับมารู้สึกแบบเดิมอีกครั้ง ระบบประสาทของผมมีปัญหา แขนของผมสั่น มือของผมสั่น มันรู้สึกแปลก ผมรู้ทันทีว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับผม”

“ก่อนปล้ำ WrestleMania ผมถูกเก้าอี้ตีที่หลัง ผมไม่รู้สึกอะไรที่แขนเลย ผมกลับมาหลังฉาก เขาโชว์ผลตรวจทุกอย่างให้ผมดู ผมรู้ทันทีว่าผมคงต้องเลิกปล้ำ”

“ตอนนั้นผมเหลือสัญญาอีกหนึ่งปี เขาแนะนำว่า ให้ผมไปพักแล้วกลับมาปล้ำจนหมดสัญญา แต่ผมบอกว่า ผมขอขึ้นปล้ำที่ WrestleMania หลังจากนั้นค่อยมาดูกันอีกที”

ราวกับเรื่องราวในหน้าหนังสือนิยาย เอดจ์ขึ้นปล้ำแมตช์สุดท้ายบนเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการมวยปล้ำ เขาชนะ อัลแบร์โต เดล ริโอ (Alberto Del Rio) และร่วมฉลองกับแฟนมวยปล้ำเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนประกาศรีไทร์ในอาทิตย์ถัดมา

“8 ปีที่แล้ว ผมทำคอตัวเองหัก ผมรู้ตั้งแต่จุดนั้นว่าผมเหลือเวลาไม่มากในวงการนี้” เอดจ์กล่าวคำอำลาสุดท้ายต่อหน้าแฟนมวยปล้ำทั่วโลก

“ผมจำเป็นต้องรีไทร์ เชื่อเถอะ มันไม่ใช่การตัดสินใจของผม แต่หมอบอกว่าผมไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว”

“ถ้าคุณถามผมว่า ผมจะกลับมาปล้ำอีกครั้งไหม? มวยปล้ำอยู่ในทุกจังหวะหัวใจของผม เพราะงั้น ขอบคุณ ขอบคุณมากจริงๆ”

เอดจ์หันหลังให้กับวงการมวยปล้ำนับตั้งแต่นั้น เขาเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการเป็นนักแสดง เขาปรากฏตัวในซีรีส์ทีวีเรื่อง The Flash รับบทเป็น Atom-Smasher วายร้ายรับเชิญของเรื่อง รวมถึงเล่นเป็นตัวหลักในซีรีส์ Haven ยาวนานถึง 4 ซีซั่น และร่วมเล่นในซีรีส์ Vikings ในบท Ketill “Flatnose” Björnsson ตั้งแต่ซีซั่น 5 จนถึงปัจจุบัน

ทุกครั้งที่เอดจ์ปรากฏตัวผ่านสื่อ แฟนมวยปล้ำทุกคนเห็นเขามีรอยยิ้มแจ่มใส เขามีชีวิตที่ดีและดูเหมือนจะไม่คิดถึงการปล้ำบนสังเวียนมากนัก จนกระทั่งศึก SummerSlam 2019 เอดจ์ปรากฏตัวต่อหน้าแฟนมวยปล้ำในบ้านเกิดที่แคนาดา ใช้ท่าสเปียร์เล่นงานนักมวยปล้ำฝ่ายอธรรม

มันเป็นครั้งแรกที่เอดจ์ได้ปะทะกับนักมวยปล้ำ นับตั้งแต่ปี 2011 ที่ประกาศรีไทร์ ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วโลก ถึงโอกาสที่จะกลับมาหวนคืนสังเวียนอีกครั้งของ Rated R Superstar เอดจ์ปฏิเสธข่าวลือทั้งหมดว่าเขาจะกลับมา ซึ่งคนทั่วโลกได้รู้ภายหลังว่ามันเป็นเรื่องโกหก

เอดจ์กลับคืนสู่สังเวียนมวยปล้ำอย่างเป็นทางการในรอบ 9 ปี ด้วยการขึ้นปล้ำในแมตช์ รอยัล รัมเบิล ในศึก Royal Rumble 2020 เขาปล้ำในสภาพฟิตเต็มร้อย และยืนอยู่บนสังเวียนได้ยาวนานกว่า 23 นาที

คืนถัดมา เอดจ์ปรากฏตัวต่อหน้าแฟนมวยปล้ำ เพื่อกล่าวขอบคุณแฟนมวยปล้ำทุกคนที่ยังไม่ลืม และรอคอยการกลับมาของเขาในวันนี้

“9 ปีที่แล้ว ผมถูกสั่งไม่ให้ปล้ำมวยปล้ำอีกต่อไป ทุกคนถามว่าถ้าผมมีโอกาสกลับมาปล้ำอีกครั้ง? แต่ผมปฏิเสธที่จะทำแบบนั้น ผมทำงานอย่างหนัก เพื่อทำให้คำว่า ‘ถ้า’ ในคำถามนั้นมันหายไป”

“หลายปีที่ผ่านมา ผมรู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆ ผมถามกับตัวเองว่า ถึงเวลาที่ผมจะกลับมาบ้านหรือยัง ผมเข้ารับการผ่าตัดคออีกครั้ง วันนี้ผมอายุ 46 ปี ผมมีสภาพร่างกายดีที่สุดในชีวิต เพื่อที่จะกลับมาเหยียบเวทีแห่งนี้อีกครั้ง เพื่อที่จะยุติอาชีพของผมในเส้นทางที่ผมเลือกเอง”

ตามรายงานที่ออกมา เอดจ์เซ็นสัญญากับ WWE ยาว 3 ปี แต่ไม่มีใครรู้ว่าเขาจะปล้ำได้ตามสัญญาหรือไม่ เอดจ์ยังคงยึดมั่นสิ่งที่ตัวเองเป็นเหมือนในวันวาน เขายอมรับท่า con-chair-to (เก้าอี้ประกบหัวสองข้างแล้วตี) ตั้งแต่วันที่สองที่กลับมาสู่เวทีมวยปล้ำ เป็นสัญญาณว่าเอดจ์ที่ยอมเจ็บตัวเพื่อแฟนมวยปล้ำยังไม่จากไปไหน

ไม่ว่าเส้นทางหลังจากนี้ของเอดจ์จะเป็นอย่างไร? อาชีพมวยปล้ำของเขาจะไปจบตรงไหน? เรามั่นใจว่ามันจะเป็นเส้นทางที่เอดจ์กำหนดเอง เพราะเอดจ์ทำมันมาตลอดทั้งชีวิตของเขา และเราก็เชื่อว่าแฟนมวยปล้ำทั่วโลกจะมีความสุขกับสิ่งที่เขาทำ ไม่ว่าเขาจะเลือกเส้นทางใดให้แก่ชีวิตของตัวเองก็ตาม

โคบี้ ไบรอันท์ 20 ปีที่เป็นนิรันดร์ และประวัติศาสตร์ที่ทิ้งไว้

ไม่มีนักกีฬาคนไหนที่รีดเค้นขีดจำกัดระดับท็อปลงมาใส่ในสนามแข่งขันได้ทุกนัด

 

ไม่ว่าจะอัจฉริยะอย่างไร มีชื่อเสียงแค่ไหน ถึงวันหนึ่งพวกเขาจะต้องเจอกับวันที่ต้องรับมือ เมื่อวันที่สังขารส่งผลถึงการเล่น และจากคำชมก็กลายเป็นเสียงวิจารณ์ที่พวกเขาไม่เคยได้พบเจอ

โคบี้ ไบรอันท์ ตำนานแห่ง NBA ผู้ล่วงลับก็เช่นกัน แม้ว่าเขาจะถูกเรียกว่าราชาแห่ง ลอสแอนเจลิส หรือบางครั้งถึงขั้น ราชาแห่ง NBA ก็ตาม … แต่ในช่วงปลายอาชีพกับ แอลเอ เลเกอร์ส ตัวของเขาก็ไม่ถูกใจแฟนๆ และมีหลายคนบอกว่าเขาควรจะเลิกเล่นเพื่อทำประโยชน์สูงสุดให้กับทีมได้แล้ว 

แต่สุดท้าย สิ่งที่ชี้วัดว่า โคบี้ ได้รับความรักจากแฟนๆ ของ เลเกอร์ส อย่างที่สุดก็แสดงออกมาในวันที่เขาเลิกเล่น วันที่ทุกเสียงด่าที่เคยมีเปลี่ยนเป็นคำอวยพรและเสียงสรรเสริญเขาในฐานะ “ราชาแห่งเลเกอร์ส” ที่ยากจะหาตัวแทนได้ 

 

จุดเริ่มต้น…ที่ เลเกอร์ส พร้อมแลกเพื่ออนาคต 

โคบี้ ไบรอันท์ เป็นชาวเมือง ฟิลาเดลเฟีย โดยกำเนิด เขาเกิดมาพร้อมกับ DNA ของนักบาสเกตบอลอย่างแท้จริง เพราะพ่อของเขา โจ “เจลลี่บีน” ไบรอันท์ คือนักบาสอาชีพที่เล่นใน NBA มาร่วม 16 ปี ก่อนจะผันตัวมาเป็นโค้ชในระดับ NBA เช่นกัน ขณะที่ลุงของเขา (พี่ชายของแม่) ที่ชื่อว่า จอห์น “ชับบี้” ค็อกซ์ ก็เป็นผู้เล่นที่เคยเล่นใน NBA มาแล้วเช่นกัน ดังนั้นไม่ว่า DNA จากฝั่งพ่อหรือฝั่งแม่ก็ดูเหมือนว่าเขาเกิดมาเพื่อเป็นอัจฉริยะทางบาสเกตบอลอย่างแท้จริงRemembering-the-career-of-NBA-legend-Kobe-Bryant_2_1

อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวมันไม่มีหลักฐานยืนยันหรอก ว่าคนเรานั้นแค่เกิดมาจากตระกูลที่เก่งกาจ จะได้รับการการันตีว่าจะต้องกลายเป็นยอดฝีมือในบั้นปลาย แต่สิ่งเหล่านี้มันคือต้นทุนที่จะนำไปสู่การต่อยอดที่สามารถทำได้ง่ายกว่าคนอื่นๆ ที่ต้องมาเริ่มจากศูนย์หรือติดลบ และตระกูลของเขาก็ถือว่าโชคดี ที่นอกจากจะได้ให้กำเนิดเด็กน้อยผู้มีอัจฉริยภาพทางบาสเกตบอลแล้ว ไอ้หนู่คนนี้ยังเป็นคนที่ซื่อสัตย์กับสิ่งที่ตัวเองเป็น และไม่มีเคยมีคำว่าครึ่งๆ กลางๆ สำหรับบาสเกตบอล

“ผมยังจำความตอนเป็นเด็กๆ ได้ดี ผมหลงรักความรู้สึกที่บอลอยู่ที่มือของผม ผมชอบเสียงกระทบระหว่างลูกบาสกับสนามที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง เมื่อเงยหน้าไปคุณจะเห็นแป้นและห่วง, คุณจะได้ใช้ความคิดในการคาดการณ์ ตาของคุณจะเห็นแสง และหูของคุณจะได้ยินเสียง … นั่นแหละคือเสียงแห่งชีวิต” โคบี้ เล่าย้อนไปในวัยเด็กภายใต้บทความ Mamba Mentality 

เมื่อเกิดมาเพื่อบาสเกตบอลแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ลุยเต็มที่เพื่อไปยังจุดที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าตนเองจะจินตนาการได้ โคบี้ ไบรอันท์ จึงแทบไม่มีชีวิตในช่วงของการเป็นวัยรุ่นให้เที่ยวเล่นเหมือนคนอื่นๆ เลย สมาธิของเขาแน่วแน่ และสภาพจิตใจของเขาก็แข็งแกร่ง จนยากที่เรื่องราวที่อาจจะทำให้อาชีพนักบาสที่เขาใฝ่ฝันไปถึงช้ากว่ากำหนดจะแทรกเข้ามาได้ กล่าวคือเขามีทัศนคติของการเป็นมืออาชีพตั้งแต่วันที่คิดจะเอาจริงกับบาสเกตบอลแล้ว  

“ผมคือคนที่จะไล่ตามความสมบูรณ์แบบ” นั่นคือสิ่งที่ โคบี้ วัยทีนเอจ เล่าถึงสิ่งที่เขาเป็น

ชื่อของ โคบี้ ไบรอันท์ กลายเป็นชื่อที่โด่งดังไปทั่ววงการบาสระดับไฮสคูล จนถึงขนาดที่ทีมใน NBA อย่าง ฟิลาเดลเฟีย เซเว่นตี้ซิกเซอร์ส ต้องส่งตัว จอห์น ลูคัส โค้ชของทีมชุดใหญ่มาดูเกมของ โคบี้ ให้เห็นกับตอนที่เขาลงเล่นให้กับโรงเรียน Lower Merion High School 

มีคำกล่าวที่ว่าเมื่อคนเราได้ทำในสิ่งที่รักแล้วล่ะก็ ต่อให้หนักหนาแค่ไหนก็ไม่รู้สึกว่าเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย … โคบี้ เองก็เป็นเช่นนั้น เขาไม่ได้แค่บอก แต่เขาลงมือทำมันทุกวันเพื่อไล่ตามความสมบูรณ์แบบที่ตามหา และรู้ตัวอีกทีเขาก็เป็นเด็กระดับประวัติศาสตร์ของวงการบาสอเมริกาไปแล้ว 

ปี 1996 โคบี้ ไบรอันท์ เรียนจบระดับมัธยมปลายมาหมาดๆ ซึ่งตามปกติหรือส่วนใหญ่แล้ว เขาจะต้องรอเลือกมหาวิทยาลัยระดับแถวหน้าของประเทศที่ต้องการตัวเขาในโควต้านักกีฬา ซึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น การแข่งขันในระดับมหาวิทยาลัยถือว่าเป็นเกียรติที่ยิ่งใหญ่ และเกมบางเกมมีคนดูมากกว่าระดับการแข่งขันอาชีพด้วยซ้ำ 

ทว่าไอ้หนุ่มโคบี้ผู้คลั่งไคล้บาสเกตบอลคิดไปไกลกว่านั้นแล้ว ขณะที่คนอื่นเลือกไต่บันไดทีละก้าว โคบี้ ในวัย 17 ปี เลือกกระโดดข้ามขั้น ด้วยการเข้าระบบดราฟต์สู่ลีกอาชีพอย่าง NBA ทันที มองเผินๆ แล้วอาจจะดูไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่จริงๆ แล้วมีความเสี่ยงรออยู่มาก เพราะกฎของการดราฟต์มีอยู่ว่า หากผู้เล่นคนใดเคยลงทะเบียนในการดราฟต์และไม่ถูกเลือก พวกเขาจะไม่มีสิทธิ์มาลงทะเบียนดราฟต์เป็นครั้งที่ 2 และต้องย้ายทีมแบบฟรีเอเยนต์แทน ซึ่งมันมีราคาที่ต้องจ่าย คือการชวดเงินก้อนโตจากสัญญาอาชีพนั่นเอง

และในการดราฟต์ครั้งนั้นถือเป็น 1 ในดราฟต์ประวัติศาสตร์ของ NBA เพราะ โคบี้ ถูกเลือกเป็นอันดับ 13 จากการดราฟต์รอบแรก โดยทีม ชาร์ล็อตต์ ฮอร์เน็ตส์ ซึ่งนั่นทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นตำแหน่งการ์ดคนแรกที่ได้เข้ามาเล่นใน NBA ตั้งแต่เรียนจบมัธยมปลาย 

อย่างไรก็ตามวาสนาของ โคบี้ กับ ชาร์ล็อตต์ ก็ไม่ได้บรรจบกัน เนื่องจากก่อนที่การดราฟต์จะมาถึง เอเย่นต์ของ โคบี้ มองว่า ชาร์ล็อตต์ ยังไม่ใช่ทีมที่เหมาะกับ โคบี้ ในเวลานี้ และทางฝั่ง ชาร์ล็อตต์ เองก็มีแผนที่จะเทรด หรือแลกตัวผู้เล่นกับฝั่ง แอลเอ เลเกอร์ส อยู่แล้วโดยเล็งไว้ที่ผู้เล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์ซึ่งทีมขาดอยู่ 

หลังจากนั้นจึงมีการทดสอบด้วยการเอา โคบี้ มาลงซ้อมกับทีม เลเกอร์ส และกลายเป็นว่าฟอร์มของเขาในวันนั้นโดนใจ เจอร์รี่ เวสต์ อย่างแรง ซึ่งแน่นอนว่าเมื่ออยากได้เด็กที่เก่งที่สุด พวกเขาก็จำเป็นต้องหาผู้เล่นที่ดีเหมาะสมในการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ … และ เวสต์ ยอมแลกด้วย วลาด ดีวัช เซ็นเตอร์ตัวหลักของทีมเพื่อเด็กหนุ่มวัย 17 ปี อย่าง โคบี้ ไบรอันท์ นี่คือจุดเริ่มต้นที่แฟน เลเกอร์ส ทุกคนบนโลกนี้ต้องขอบคุณการตัดสินใจของ เจอร์รี่ เวสต์

 

ไม่ต้องกลัว…เรามีโคบี้ 

ความสามารถอันเหลือล้นของ โคบี้ ตั้งแต่วัยทีนเอจ นอกจากจะทำให้แฟนๆ ของ เลเกอร์ส หลงรักแล้วมันยังทำให้เขาถูกเกลียดจากแฟนทีมอื่นๆ ด้วย เพราะ ณ เวลาที่เขาขึ้นมาสร้างชื่อใน NBA เขาถูกเอาไปเทียบกับ G.O.A.T. ของวงการอย่าง ไมเคิล จอร์แดน ซึ่งทำให้หลายคนหมั่นไส้และไม่คิดว่า โคบี้ ที่เพิ่งจบ ม.ปลาย ควรได้รับการยกย่องขนาดนั้น Kobe-Bryant211

แต่อย่างที่ได้กล่าวไว้ตั้งแต่แรก โคบี้ เกิดมาเพื่อเป็นซูเปอร์สตาร์ การโดนรุมโห่และเกลียดชังจากฝั่งตรงข้ามคือสิ่งที่จิ๊บจ๊อยมากสำหรับเขา ด้วยภาพจิตใจที่แข็งแกร่งเกินเด็ก โคบี้ มักจะตอบบทสัมภาษณ์กวนๆ แบบเจ็บจี๊ดใส่เหล่า Hater แต่ในทางตรงกันข้ามทุกครั้งที่มีคนถามถึงเรื่องของเขากับ เลเกอร์ส เขาจะตอบให้แฟนของยอดทีมจากแอลเอ อุ่นใจเสมอประมาณว่า “ไม่ต้องห่วง ผมไม่ได้ห่วยอย่างที่ไอ้พวกนั้นพูดหรอก”

“ผมจะทำมันทุกทางที่ทำให้ทีมของเราเป็นผู้ชนะ ไม่ว่าจะต้องนั่งบนม้านั่งข้างสนาม โบกผ้าขนหนูเพื่อเชียร์ เป็นเด็กส่งน้ำให้เพื่อนร่วมทีม หรือยิงลูกปิดเกม อะไรก็ได้ทั้งนั้น” โคบี้ เจ้าของเสื้อหมายเลข 8 ในเวลาดังกล่าว (ก่อนเปลี่ยนใส่เบอร์ 24 ในเวลาต่อมา) ยืนยันตัวตนของเขามาตลอด 

โคบี้ ทำให้ เลเกอร์ส มั่นใจได้เสมอว่ามีเมื่อมีเขาอยู่ในสนาม เขาจะสู้เพื่อทีมจริงๆ และมันก็เป็นเช่นนั้น ปีแล้วปีเล่าเขานำความสำเร็จมาสู่ทีมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงปีที่เขาจับคู่กับ “แชค” ชาคีล โอนีล ไล่ถล่มคู่แข่งจนคว้าแชมป์ 3 ฤดูกาลซ้อน ช่วงปี 2000-2002 นั้นถือว่าเป็นปีที่ เลเกอร์ส เข้าข่ายคำว่าไร้เทียมทานมากที่สุด 

และสัจธรรมก็คือเมื่อคุณยิ่งเก่งจนไม่มีใครโค่นคุณได้ง่ายๆ คุณยิ่งกลายเป็นคนที่ศัตรูเหล่านั้นรอเล่นงานเมื่อคุณพลาด ดังนั้นเมื่อ เลเกอร์ส แพ้แต่ละครั้ง คำวิจารณ์ทั้งหมดจะตกเป็นของ โคบี้ แต่เพียงผู้เดียวอยู่เป็นประจำ นั่นคือสิ่งที่เหล่ากองแช่งหรือฝั่งตรงข้ามทำมันเสมอ ซึ่งกับผู้เล่นคนอื่นๆ หรือทีมอื่นๆ งานของกองแช่งอาจจะสำเร็จ แต่สำหรับแฟนๆ ของ เลเกอร์ส พวกเขาไม่จำเป็นต้องห่อเหี่ยว เพราะหลังจากโดนล้อไม่นาน โคบี้ จะสวนกลับด้วยปากและวาจาที่เจ็บแสบกว่าหลายเท่า และหลังจากนั้นจะตามด้วยผลงานในสนามที่อุดปากกองแช่ง และทำให้แฟน เลเกอร์ส ใส่เสื้อแข่งของทีมและเดินยืดอย่างสง่าผ่าเผยได้ทุกทีไป

“อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในแง่ลบ ล้วนเป็นสิ่งขัดขวางของผมทั้งหมด ความกดดัน ความท้าทาย แต่ผมมองพวกมันในอีกแบบ ความยากลำบากเหล่านี้นี่แหละที่ทำให้เฉิดฉายได้” 

“ชัยชนะคือเหตุผลที่ยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด ชัยชนะไม่มีที่ว่างให้กับข้ออ้าง หรือคำว่าเกือบ อย่างแน่นอน” นี่คือแนวคิดของ โคบี้ เพอร์เฟ็ตชั่นนิสต์ผู้ควบคุมสถานการณ์ร้ายๆ ได้ดีที่สุดคนหนึ่งที่วงการเคยมี 

หัวอกของแฟนกีฬาแต่ละทีมย่อมเข้าใจดีว่า การมีผู้เล่นที่ปราศจากความกลัวอยู่ในทีมนั้นสามารถสร้างความมั่นใจได้ดีขนาดไหน ไม่ว่าจะกับตัวแฟนๆ หรือเพื่อนร่วมทีมก็ตาม ซึ่ง โคบี้ เองก็เป็นเช่นนั้น เมื่อเขายืนในสนาม ทุกคนรู้ว่าวันนี้ เลเกอร์ส มีโอกาสจะจบเกมด้วยการเป็นผู้ชนะ

เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าเขาสมบูรณ์แบบ … อันเกิดจาก 2 เหตุผลที่ผสมกัน อย่างแรกคือ โคบี้ เป็นนักกีฬาอาชีพที่ไม่เคยอ่อนข้อให้ความขี้เกียจเลย แม้ว่าเขาจะถูกเรียกในฐานะยอดผู้เล่นที่ดีที่สุดของยุค แต่เขายังฝึกหนักยิ่งกว่าใครๆ 

เรื่องนี้ แชค เคยบอกว่า นอกจากจะซ้อมนานแล้ว โคบี้ ยังเป็นผู้เล่นที่ตั้งใจซ้อมและใส่ใจแทบทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมตอนที่มีบอลอยู่กับมือหรือว่าซ้อมวิ่งตัวเปล่า เขาทำมันวันละหลายชั่วโมงกับบททดสอบเหล่านี้ นอกจากนี้ยังว่ากันว่า หลังจากที่เขากลายเป็นแชมป์ NBA, คว้ารางวัล MVP หรือเหรียญทองโอลิมปิก เขายังไม่เคยลดความเข้มข้นในการซ้อมลงเล่นแม้แต่น้อย 

ทุกๆ เช้า เสื้อของโคบี้จะเปียกโชกไปด้วยเหงื่อตั้งแต่ตี 5 และจากนั้นเขาจะไปซ้อมในโรงยิมร่วมกับทีมต่อ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และหลายคนยืนยันว่าการเป็นผู้ชนะในโรงยิมนี้เอง ทำให้ โคบี้ กลายเป็นผู้ชนะในสนามแข่งจริงได้อย่างง่ายดาย 

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ทำให้ โคบี้ กลายเป็นศูนย์รวมใจของทีม และเป็นที่พึ่งทางใจอันดับ 1 ของแฟนบาสทีมเลเกอร์ส คือ เขาเป็นคนที่มีความเป็นผู้นำสูงมาก เขาเป็นพวกใส่ใจเพื่อนร่วมทีม และต้องการที่จะผลักดันทุกคนให้ข้ามขีดจำกัดของตัวเองให้ได้ แม้บ้างครั้งจะเป็นการสร้างความกดดันให้คนรอบข้างก็ตาม ซึ่ง โคบี้ ยืนยันว่า มันต้องเป็นอย่างนั้นแหละถูกแล้ว! kobe-5-rings-e1426303706314

“ผมชอบท้าทายคนอื่น และทำให้พวกเขารู้สึกอึดอัด กดดัน เพราะสิ่งเหล่านี้นี่แหละ จะทำให้พวกเขาคิดได้ และนำไปสู่การปรับปรุงตัวเอง คุณพูดได้เต็มปากเลยว่า ผมเป็นพวกกล้าเสี่ยง (กับความสัมพันธ์) เพื่อทำให้พวกเขาหาฟอร์มที่ดีที่สุดของตัวเองให้เจอ” 

“ผมไม่เคยลังเลใจเลยสักนิดที่จะทำแบบนั้น (กดดันคนอื่นๆ) และเมื่อเวลาผ่านไป ผมยังคงท้าทายพวกเขาอยู่ แต่ผมทำการบ้านเกี่ยวกับตัวพวกเขามาก่อน คนนี้มีพฤติกรรมอย่างไร คนนี้ชอบคำเตือนแบบไหน และเมื่อพวกเขาเข้าใจ ผมสามารถนำสิ่งที่ดีที่สุดออกมาได้ ผมเพียงแค่ต้องสัมผัสจุดอ่อนของพวกเขาให้ได้อย่างถูกที่ถูกเวลาและเหมาะสมที่สุด” 

แชมป์ NBA 5 สมัย คือคำตอบว่าสิ่งที่ โคบี้ ทำทั้งหมดส่งผลต่อ เลเกอร์ส ในยุคของเขามากขนาดไหน โดยเฉพาะในยุค 2000’s เลเกอร์ส ถูกตีตราว่าเป็นโคตรทีมที่ดีที่สุดแห่งยุคเลยทีเดียว 

 

คำตอบในตอนจบ 

อย่างไรก็ตามช่วงเวลาดีๆ ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดไปสำหรับ เลเกอร์ส และ โคบี้ … วัฏจักรของวงการกีฬาคือเมื่อมาถึงจุดหนึ่ง สังขารจะเล่นงานคุณ และสูงสุดก็จะกลับคืนสู่สามัญ 

ในช่วงที่ โคบี้ ใกล้เลิกเล่น ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่หวานอมขมกลืนสำหรับแฟนๆ ของ เลเกอร์ส บางส่วน หลายคนเริ่มบอกว่าเขาเล่นแบบเห็นแก่ตัวมากกว่าเล่นเพื่อทีม เพราะ โคบี้ เป็นคนที่ได้ค่าเหนื่อยสูงที่สุด ทั้งๆ ที่ตัวของเขาก็บาดเจ็บออดๆ แอดๆ ได้ลงเล่นไม่ต่อเนื่อง 

ซึ่งกฎของ NBA คือ ทุกทีมมีกำแพงค่าเหนื่อยที่ถูกกำหนดไว้ หากทีมใดไม่สามารถควบคุมค่าเหนื่อยในทีมให้ไม่เกินตัวเลขดังกล่าวได้ ทีมนั้นจะต้องจ่ายภาษีกันหูฉีกแน่นอน ด้วยกฎดังกล่าว ทำให้แฟนเลเกอร์สหลายคนมองว่า โคบี้ ควรจะต้องจากไป ไม่ว่าจะในรูปแบบของการเทรด หรือการประกาศรีไทร์ เพราะเล่นได้ไม่สมค่าจ้าง และนำค่าเหนื่อยของเขาไปจ้างผู้เล่นเก่งๆ มาแทนที่สัก 2-3 คน 

แต่ทำไมเรื่องนี้จึงไม่เกิดขึ้น? และการสงสัยในตัวของ โคบี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ จากคนกลุ่มเล็กๆ … 

เหตุผลนั้นง่ายนิดเดียว เพราะความสัมพันธ์ระหว่าง เลเกอร์ส กับ โคบี้ นั้นมันยาวนานเกินกว่าจะเป็นแค่นายจ้างกับลูกจ้างไปแล้ว พวกเขาประสบความสำเร็จร่วมกัน และถึงวันที่ต้องตกต่ำก็ดูเหมือนว่า โคบี้ พยายามจะพิสูจน์ตัวเองด้วยการพาทีมรักเพียงหนึ่งเดียวของเขากลับมาผงาด มันไม่ใช่เรื่องของเงิน แต่เป็นการแสดงความรับผิดชอบ และขอสู้จนถึงที่สุดต่างหาก

“ผมได้ยินเรื่องไร้สาระมาเยอะมาก พวกเขาบอกว่า โคบี้ ควรออกไปได้แล้ว ไปเล่นกับทีมอื่นในช่วงบั้นปลาย แต่บอกตรงๆ นะ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมจะทำ ผมไม่เคยลดความจงรักภักดีที่มีต่อ เลเกอร์ส แม้แต่น้อย” โคบี้ ในวัย 33 ปี พูดถึงข่าวลือที่มีต่อตัวของเขาเอง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ โคบี้ มีข่าวว่าจะย้ายออก เพราะครั้งแรกต้องย้อนกลับไปในช่วงปี 2007 ช่วงที่ โคบี้ ยังหนุ่มกระทง และเก่งระดับปีศาจ … ทำคนเดียว 81 แต้มใน 1 เกม (พบ โตรอนโต้ แร็ปเตอร์ส เมื่อปี 2006) คือการยกตัวอย่างที่จบทุกข้อสงสัยได้ดี 

ความเก่งกาจของโคบี้ ณ ตอนนั้น แน่นอนว่าไม่มีแฟน เลเกอร์ส คนไหนกล้าคิดจะไล่และหวังว่าเขาจะออกจากทีม แต่ในโลกของการซื้อ-ขาย อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น 

ณ เวลานั้น ชิคาโก้ บูลส์ คือตัวเลือกอันดับ 1 ของ โคบี้ เลยด้วยซ้ำไป และหากเขาย้ายจริงๆ รับรองได้ว่าแฟนๆ ของ เลเกอร์ส ต้องใจสลายกับการจากไปของ “แบล็ค แมมบ้า” แน่นอนNRT3LZU254I6LOSTWMPCWXNL3Y

“นั่น (การใกล้ย้ายไป บูลส์) เป็นเรื่องจริง … ชิคาโก้ คือตัวเลือกอันดับ 1 ขอผมในเวลานั้น ตอนนั้นมีทีมยื่นข้อเสนอสวยๆ ให้กับผมหลายทีมเลย” โคบี้ กล่าวกับ LA Times ในภายหลัง    

ในช่วงเวลาที่ดีที่สุด โคบี้ ไม่ได้ย้ายไปไหน และในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด เขาก็พยายามอย่างเต็มที่เท่าที่ตัวเองจะทำได้ เผลอแว้บเดียวเวลาก็ผ่านไปแล้วกว่า 20 ปี จนถึงวันที่ โคบี้ จะลงเล่นเกมสุดท้ายให้ เลเกอร์ส ในวัย 37 ปี ในปี 2016 

เกมในวันนั้น ซึ่งพบกับ ยูท่าห์ แจ๊ซ คือคำตอบของทุกสิ่ง ว่าแท้จริงแล้วแฟนๆ ของ เลเกอร์ส นั้นคิดอย่างไรกับเขา บรรยากาศทั่วเมืองลอสแอนเจลิสในวันนั้น เป็นเหมือนกับวันของ โคบี้ อย่างแท้จริง ทุกส่วนของเมืองไม่ว่าจะเป็น บิลบอร์ด, ป้ายโฆษณา, ทีวี, สถานีรถไฟ และการคมนาคมทุกเส้นทาง ประดับไปด้วยหมายเลข 24 และพูดถึงวันสุดท้ายในฐานะผู้เล่นเลเกอร์สของ โคบี้ อย่างพร้อมใจ 

เมื่อเวลาของการแข่งขันใกล้เริ่ม แฟนๆ ของ เลเกอร์ส เริ่มปรากฎตัวด้วยเสื้อสีเหลืองม่วง สกรีนชื่อ เลเกอร์ส กันอย่างพร้อมเพรียง เพื่อให้เกียรติตำนานที่ยิ่งใหญ่ของเขาพวกเขา … ถนนทุกสายพุ่งตรงมายัง สเตเปิลส์ เซ็นเตอร์ สังเวียนเหย้าของ เลเกอร์ส ผู้คนทั้งเมืองไม่ว่าจะเป็นคนดังขนาดไหนตั้งตารอเกมประวัติศาสตร์เกมนี้ 

“แน่จริงยิงให้ถึง 50 แต้มสิ” นี่คือสิ่งที่ แชค อดีตคู่กัดที่กลายเป็นคู่ซี้ของ โคบี้ กล่าวท้าทายก่อนเกมนี้จะเริ่ม … และทันทีที่เกมเริ่มขึ้น มันก็กลายเป็น “โคบี้ โชว์” ไปโดยปริยาย ในวัยเกือบย่างเข้าหลักสี่ โคบี้ เหมือนกลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้ง กดไป 60 แต้ม ยิงในจังหวะโอเพ่นเพลย์ (ฟิลด์โกล) ลงไปทั้งสิ้น 22 ลูก โดยเป็น 3 แต้ม 6 ลูก และกดไปอีก 10 ลูกโทษ พร้อมด้วย 4 แอสซิสต์ 4 รีบาวด์ … มหัศจรรย์! มหัศจรรย์! เสียงคนพากย์เกมนี้พูดคำว่า มหัศจรรย์ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้กี่ครั้ง 

20 ปีที่แสนยาวนานปิดฉากลงอย่างสวยงามที่สุดเท่าที่ใครสักคนจะจินตนาการได้ โคบี้ ไบรอันท์ สั่งลาด้วยฟอร์มที่ทุกคนไม่มีวันลืมว่าเขาเก่งขนาดไหน และในขณะเดียวกันก็ลืมทุกสิ่งที่เคยต่อว่า และทุกคำถามที่เคยสงสัยไปโดยปริยาย 

นาทีนี้ไม่มี โคบี้ ผู้เล่นสายโซโล่เพลย์เงินเยอะฟอร์มห่วย หรือผู้เล่นเปลืองโควต้าเงินเดือนอีกแล้ว เหลือแต่เพียงคำว่า โคบี้ ไบรอันท์ ตำนานที่คู่ควรที่สุดสำหรับ แอลเอ เลเกอร์ส … 

“จะให้ผมกอบโกยแต่ช่วงเวลาดีๆ และมีความสุข แต่พอถึงช่วงเวลาแห่งความทุกข์ผมกลับกระโดดลงเรืออีกลำ แบบนั้นมันทำไม่ได้หรอก ผมต้องการตอบสนองด้วยการพาเรากลับมาอยู่ในจุดที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ สิ่งสำคัญคือเราต้องช่วยแก้กันแบบวันต่อวันเลยล่ะ” นี่คือสิ่งที่เขาเคยกล่าวไว้ในวันที่มีข่าวว่าจะย้ายออกในช่วงฤดูกาล 2013-14 

ทุกอย่างได้ข้อสรุปลงแต่โดยดี สำหรับคนรักกันนั้น บางครั้งย่อมต้องมีช่วงเวลาที่ไม่เข้าใจและเห็นต่างกันไปบ้าง แต่สุดท้ายการก้าวผ่านการทะเลาะไปด้วยกัน ก็จะทำให้เรารู้ว่าความรักที่แท้จริงนั้นสวยงามแค่ไหน

มีคำกล่าวว่า “ฮีโร่เข้ามาแล้วจากไป แต่ตำนานนั้นไซร้อยู่นิรันดร์” … ไม่ต้องสงสัยอีกแล้วว่า โคบี้ ไบรอันท์ อยู่ในสถานะไหนของ แอลเอ เลเกอร์ส ไม่ว่าเขาจะยังอยู่หรือจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม 

ความคิดติดเก้าอี้ โค้ชนุ่มนิ่มไม่ลุกสั่งนักเตะทำให้ทีมอ่อนลงจริงหรือ?

สีหน้าสุดหมดหวังหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลงเล่นในรัง โอลด์ แทรฟฟอร์ด และโดน เบิร์นลี่ย์ ทีมระดับกลางค่อนล่างของตารางบุกมานำ 2-0 ขณะที่แฟนๆ ของทีมหันหลังและเดินออกจากสนามตั้งแต่นาทีที่ 70 ของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา บอกถึงผลงานในสนามได้เป็นอย่างดีว่านักเตะของเขาเล่นได้น่าผิดหวังขนาดไหน 

 

“สิ่งที่แย่ที่สุดก็คือทุกครั้งที่เขาอยู่ข้างสนาม มันเหมือนกับเขาไม่แน่ใจในตัวเองและคำสั่งที่เขาให้ไป” คอมเมนต์หนึ่งในทวิตเตอร์จากแฮชแท็ก #OleOut เป็นเหมือนกระบอกเสียงของทีมปีศาจแดงที่เหนื่อยหน่ายกับสีหน้าที่หมดหวัง และการนั่งอยู่กับที่ไม่ยอมที่จะลุกไปสั่งการหรือกระตุ้นลูกทีมของ โซลชา  

แทบทุกเสียงเห็นพ้องต้องกันว่า การไม่ยอมลุกไปสั่งการของ โซลชา คือ 1 ในเหตุผลของความล้มเหลวของผลงาน แมนฯ ยูไนเต็ด … และนี่คือเรื่องของความรู้สึก

ทว่าเมื่อหากหาเหตุผลและข้อมูลอ้างอิงแบบจริงจังแล้ว การลุกสั่งทำให้ทีมดีขึ้นจริงไหม? และการนั่งเฉยๆ ทำให้ทีมเล่นได้อย่างห่อเหี่ยวจริงหรือ? และทำไม โซลชา จึงชอบนั่งติดเก้าอี้นักแม้ในสถานการณ์แสนคับขัน ติดตามได้ที่นี่ 

 

โค้ชไม้นวม…คาแรคเตอร์ที่ โซลชา เชื่อมั่น 

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น สิ่งที่แฟนฟุตบอลทั่วโลกเห็นในตัว โซลชา คือการเป็นกุนซือที่ใจดี, ใจเย็น และเป็นคนที่ทำตัวเป็น “ลีดเดอร์” มากกว่าเป็น “บอส” กล่าวคือเขามักจะออกรับหน้าให้กับลูกน้องเสมอเมื่อได้ผลการแข่งขันที่ผิดหวังPRI_105430984

การมีคาแรคเตอร์แบบนี้ทำให้หลายคนสงสัยว่าเขาทำไปทำไม ทั้งๆ ที่เขาเป็น 1 ในขุนพลสำคัญของผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดตลอดกาลอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ออกแอ็คชั่นเต็มที่ และมีอารมณ์ร่วมกับเกมสูงมาก ซึ่งการที่ โซลชา อยู่กับ เฟอร์กี้ มานาน น่าจะทำให้เขาได้เห็นและรู้ว่าคาแรคเตอร์แบบไหนที่ทำให้ทีมเดินไปข้างหน้าด้วยผลงานที่ดีได้ … แต่สุดท้าย โซลชา ก็แค่อยากเป็น โซลชา เขาเป็นคนนิสัยอย่างนั้นและมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยตั้งแต่วันที่เป็นนักเตะ รวมถึงวันที่ก้าวขึ้นมาเป็นโค้ชฟุตบอลครั้งแรกกับ โมลด์ ทีมในลีกนอร์เวย์เมื่อปี 2011

“สิ่งที่ผมรู้ได้ทันทีเมื่อเขาเข้ามาทำทีม คือเขาเป็นคนที่อบอุ่น เป็นมิตร และทำให้คุณเป็นส่วนหนึ่งของสโมสร เขามักจะเดินไปทักทายพนักงานคนอื่นๆ ของทีมไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำงานในโรงอาหาร หรือพนักงานสนาม เขายิ้มและหัวเราะเสมอนั่นคือส่วนหนึ่งของตัวเขา” Mattias Moström นักเตะของ โมลด์ ที่จัดว่าเป็น 1 ในแข้งคนสนิทของ โซลชา บอกเล่าถึงวันเก่าๆ ของนายใหญ่ปีศาจแดงคนปัจจุบัน 

แม้คำนิยามถึง โซลชา จากอดีตลูกทีมนั้นจะบอกได้ว่าเขาเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร และแม้หลายคนจะบอกว่าคาแรคเตอร์ของเขาทำให้ลูกทีมรีดศักยภาพออกมาไม่ได้ แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระมากกว่า เพราะที่ โมลด์ นั้น โซลชา เคยทำทีมได้แชมป์ลีกของประเทศแถมยังเป็นที่รักของนักเตะในทีมแทบทุกคน เรียกได้ว่าอยู่ในระดับที่เข้าไปอยู่ในหัวใจลูกน้องได้สบายๆ 

ช่วงที่อยู่กับ โมลด์ นั้น โซลชา ใช้ไม้นวมเป็นหลัก และใช้ไม้แข็งบ้างในบางครั้ง และด้วยชื่อชั้นของนักเตะของ โมลด์ นั้นไม่ใช่สตาร์ระดับอีโก้สูงส่ง พวกเขาจึงเชื่อมั่นในตัวของ โซลชา เต็มที่ … เมื่อถูก โซลชา ด่าหรือตำหนิ (ในพื้นที่ส่วนตัว) หรือเมื่อถูก โซลชา ชื่นชม นักเตะของ โมลด์ ต่างมีปฎิกิริยาตอบกลับในทิศทางบวกอย่างง่ายดาย และนั่นคือกุญแจความสำเร็จของเขาในช่วงที่อยู่กับ โมลด์ ส่งผลให้เขาเชื่อมั่นในคาแรคเตอร์แบบนั้นสามารถนำมาซึ่งความสำเร็จได้ไม่ต่างกัน ซึ่งแนวคิดดังกล่าวติดตัวเขามาจนทุกวันนี้ 

โซลชา เคยบอกถึงวิธีการทำงานของตัวเองในฐานะโค้ชชัดเจนมาก เขาตั้งใจจะวางตัวในฐานะคนดี เพื่อให้นักเตะในทีมให้การยอมรับและพร้อมเปิดใจที่จะรับฟังในสิ่งที่เขาบอก ต่างกับ เฟอร์กี้ ที่เขาใช้คำว่าโค้ชใจนักเลง … ทว่าในโลกของฟุตบอลและกับทีมอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด การเป็นแค่คนดี ไม่มีทางตอบสนองความต้องการของแฟนๆ ทั่วโลกได้แน่ ยิ่งภาพจำจากยุคเฟอร์กี้ยังติดตามันก็ยากที่จะเลี่ยงการเปรียบเทียบ

“ผมแค่ทำทีมในวิธีของตัวผมเอง ผมไม่อาจเอาตัวเองเปลี่ยนเป็นคนอื่นได้ เมื่อผมยังเป็นนักเตะผมไม่สามารถเป็นผู้เล่นอย่าง กิ๊กส์, สโคลส์, เบ็คแฮม, คันโตน่า หรือ คีน ได้ แต่ผมสามารถนำสิ่งที่พวกเขามีมาปรับใช้ เช่นผมพยายามทำตัวเองให้สภาพจิตใจเหมือนกับเบ็คแฮม หรือการเอาความสามารถของ คันโตน่า มาเป็นแบบอย่างในการพัฒนาตัวเอง” โซลชา ตอบคำถามกับ เดลี่ เมล์ เมื่อเขาถูกถามว่าเขาจะทำทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ในรูปแบบเดียวกับที่ เฟอร์กี้ ที่เขาเปรียบเป็นอาจารย์หรือไม้ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาจึงดูแตกต่างกับอดีตเจ้านายที่เคารพนัก 

 

ตะโกนสั่งหรือด่านักเตะแล้วได้อะไร? 

หากพูดถึงโค้ชที่ชอบสั่งการข้างสนามและไม่มีการรักษาภาพลักษณ์ที่สุด คงหนีไม่พ้น เจอร์เก้น คล็อปป์ นายใหญ่แห่ง ลิเวอร์พูล และคล็อปป์เองก็มีเหตุผลในแบบของเขาว่าทำไมเขาจึงทำเช่นนั้น 9be554d5-cbf7-45c8-b707-afbd5792948e

“ผมไม่สนว่าใครจะมองว่าอย่างไร เวลาผมตะโกน (สั่งผู้เล่นข้างสนาม) ใบหน้าของผมดูเหมือนฆาตกรต่อเนื่อง ผมกัดฟันจนหน้าบูดเบี้ยวนั่นคือวิธีของผม” 

“ผมพูดกับผู้เล่นของผมทุกครั้งว่า ผมจะมอบพลังทั้งหมดที่ผมมีให้กับพวกเขา ดังนั้นผมไม่กลัวที่จะลุกไปเตะตูดนักเตะของผมเมื่อพวกเขาต้องการมัน ผมจะตะโกนใส่พวกเขาเมื่อนักเตะของผมเริ่มแสดงถึงความอ่อนแอ”

“ผมไม่เคยกลัวว่าพวกเขาจะโกรธหรือโมโหใส่ผม ผมจะโกรธมากกว่าด้วยซ้ำถ้าพวกเขาไม่มีการตอบสนองกับการตะโกนของผม และสุดท้ายต้องมานั่งเสียดายว่า ‘โอ้ นี่ฉันพลาดแล้ว’ ผมอยากให้พวกเขาบอกว่า ‘บอส บอสแม่งบ้าไปแล้วที่ด่าผมแบบนั้น เดี๋ยวผมจะไปแสดงออกให้ดูบอสพูดผิด'” คล็อปป์ เผยถึงเหตุผลที่เขามักจะใส่อารมณ์สุดเหวี่ยงและแทบไม่เคยนั่งติดเก้าอี้เลยตลอดทั้งเกม 

สิ่งที่ คล็อปป์ บอกแสดงให้เห็นผ่านผลงานของ ลิเวอร์พูล ณ ปัจจุบัน ไม่ว่ากี่ครั้งต่อครั้งที่พวกเขาโดนนำหรือเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐาน แต่เมื่อคล็อปป์ลุกมาทำท่าทางโหวกเหวกอารมณ์เสีย ทีมจะกลับมาอยู่ในทิศทางที่ควรจะเป็น และจากนั้นก็อย่างที่เราเห็นกัน … ลิเวอร์พูล คัมแบ็คกลับมาชนะอีกแล้ว และสิ่งที่นักเตะตอบสนองเขาคือเมื่อยิงเข้าทุกคนจะแสดงความดีใจแบบสุดเหวี่ยงไม่ต่างจากคาแรคเตอร์ของเจ้านาย 

เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเบื้องหลังและภายในจิตใจจริงๆ ของนักเตะนั้นคิดอย่างไรเมื่อพวกเขาถูกด่า และตะโกนสั่งในขณะที่กำลังเล่นอยู่ แต่ฟุตบอลคือกีฬาที่วัดกันที่ผลการแข่งขัน และมันสามารถบอกได้ว่าวิธีของคล็อปป์ คือวิธีที่เหมาะกับทีมที่เขาสร้างขึ้นมาอย่างที่สุด

ไม่ใช่ คล็อปป์ คนเดียว กุนซืออีก 1 คนอย่างที่เป็นสายพลังแสดงอารมณ์ร่วมกับเกมตลอดอย่าง อันโตนิโอ คอนเต้ ก็ใช้วิธีคล้ายๆ กันนั่นคือ “เตะตูดเรียกสติเมื่อทีมกำลังหลงทางจากที่เขาเคยได้กำชับไว้”  แม้จะเป็นนักเตะที่ได้ค่าเหนื่อยสูงที่สุดในทีมของเขาก็ไม่รอด

“มันไม่เคยเกิดขึ้นในอาชีพของผม มันไม่เคยเกิดขึ้นเลย” โรเมลู ลูกากู ดาวยิงที่เกิดใหม่ภายใต้การเล่นให้กับ คอนเต้ เล่าประสบการณ์การทำงานร่วมกันที่ อินเตอร์ มิลาน ซีซั่นนี้

“เขาบอกว่าผมไร้ค่ามาก และเขาจะเปลี่ยนผมออกตั้งแต่ 5 นาทีแรก ถ้าผมเล่นแบบนั้นอีกครั้ง เขาบอกผมแบบนั้น เขาเหยียบย่ำความมั่นใจของผม แต่ในเวลาเดียวกันมันก็ปลุกผมตื่นขึ้นมาด้วย เขาทำแบบนี้กับทุกคน ไม่สำคัญเลยว่าคุณจะเป็นใคร ทุกคนเท่าเทียมกัน”  

การยกตัวอย่าง ลูกากู คืออีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นชัดมากว่า วิธีใส่พลังแบบสุดเหวี่ยงในการคุมทีมทำให้นักเตะนั้นตื่นตัว เพราะในฤดูกาล 2018-19 ที่ผ่านมา ลูกากู เองก็เคยเป็นลูกทีมของ โซลชา เหมือนกัน และมีผลงานที่ต่างกันลิบลับ 

ลูกากู เคยบอกว่าเขาไม่ได้เกลียด โซลชา และ โซลชา เองก็ไม่เคยว่ากล่าวอะไรร้ายๆ ใส่เขาเลยแม้ว่าเขาจะถูกสื่อวิจารณ์ผลงานตอนอยู่กับ ยูไนเต็ด มากแค่ไหนก็ตาม แต่ โซลชา ก็ชื่นชมเขาตลอด ทว่าสุดท้าย ลูกากู ก็ย้ายทีมไปประสบความสำเร็จกับ อินเตอร์ ด้วยการยิงประตูถล่มทลายทุกวันนี้ 

“โซลชายังจะได้รับความเคารพจากผมตลอดไป” หนึ่งในคำพูดของ ลูกากู ที่พูดถึงโซลชา ในวันที่ทั้งคู่เลือกเดินกันคนละเส้นทาง 

 

นั่งนิ่งๆ ไม่ได้แย่ไปเสียทั้งหมด 

คาแรคเตอร์ของ โซลชา ที่ลุกมาสั่งการน้อยและบทบาทนี้ส่วนใหญ่จะเป็นของ ไมค์ ฟีแลน ผู้ช่วยโค้ชของเขา (ซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยของ เฟอร์กี้ ด้วย) ที่ใครหลายคนบอกว่ามันไม่ดี ความจริงแล้วมันก็ไม่ได้แย่ไปเสียทุกเรื่อง เพียงแต่ว่ามันอาจจะไม่ถูกที่ถูกเวลาก็เท่านั้นเอง2020010208098264

มีงานบทความที่เกี่ยวกับการนั่งนิ่งๆ และปล่อยให้ลูกทีมเล่นกันไปเองคือบุคลลิกของกุนซือที่ดีไม่น้อย …ทว่ามันจะดีมากๆ และเหมาะสมสำหรับฟุตบอลในระดับเยาวชนมากกว่า

จอห์น โอเล็ตต์ โค้ชทีมฟุตบอล AYSO National Coach ที่เป็นทีมระดับเยาวชนที่เป็นแชมป์ของประเทศสหรัฐอเมริกาเชื่อว่า การตะโกนด่าหรือสั่งเด็กในระหว่างการแข่งขันคือสิ่งที่ทำให้ความสำคัญที่สุดของเด็กๆ หายไป … นั่นคือ ความสนุก นั่นเอง

“เราไม่ต้องการให้เด็กๆ กลายเป็นพวกที่ต้องรอให้คนสั่งว่าต้องทำอะไรพวกเขาจึงจะทำอย่างนั้น เพราะฟุตบอลเป็นเกมที่ทำให้เด็กๆ ได้สนุกและได้เรียนรู้ ในฐานะที่เราเป็นองค์กรสำหรับเยาวชน เราไม่เคยสนับสนุนการตะโกนสั่งการข้างสนาม ไม่ว่าจะจากตัวผู้ปกครองของเด็กหรือแม้แต่ตัวโค้ชเองก็ด้วย” 

สถาบันแห่งนี้เชื่อว่าเด็กๆ จะได้รับโอกาสในวิธีการคิดการสร้างสรรค์ในแบบของตัวเองได้ดีกว่าการที่ใครมาสั่ง อีกทั้งเรื่องนี้ยังเคยมีการพูดคุยกับโค้ชฟุตบอลในระดับอาชีพและเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันว่า หากเด็กๆ ไม่ได้รับอิสระในการเล่น หากพวกเขาโตไป พวกเขาจะกลายเป็นนักเตะที่สร้างสรรค์รูปแบบการเล่นเองไม่เป็น ซึ่งถือว่าพบได้มากในการแข่งขันฟุตบอลระดับสูง 

ขณะเดียวกันที่ประเทศไอร์แลนด์ ก็มีการแข่งขันฟุตบอลรายการสำหรับเยาวชนที่ชื่อว่า Silent Sideline Weekend (ข้างสนามที่เงียบสงบ) เพราะพวกเขาเองก็เชื่อในแบบเดียวกันว่า เด็กจะได้แสดงความสามารถและสิ่งที่พวกเขาคิดออกมาจริงๆ หากข้างสนามไม่มีโค้ชและผู้ปกครองคอยชี้ว่า “ส่งสิ, ยิงสิ” หรือกระทั่งหัวเราะในเวลาที่เด็กๆ เหล่านั้นแสดงความผิดพลาดออกมา ซึ่งรายการดังกล่าวปัจจุบันมีทีมระดับเยาวชนลงแข่งขันมากถึง 70 ทีมเลยทีเดียว

“หลายคนคุ้นเคยกับมัน (การตะโกนสั่งเด็กในสนาม) จนคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่จริงๆ มันเป็นการรบกวนและละเมิดสิทธิ์ของเด็กๆ ไม่ว่าจะเสียงกรีดร้อง, เสียงโห่ หรือคำสั่งใดๆ ก็ตาม เวทีฟุตบอลของเด็ก ควรจะให้เด็กได้เล่นจริงๆ รายการของเราต้องการให้เด็กๆ ตัดสินใจเองโดยไม่ใครมาตะโกนใส่ไม่ว่าพวกเขาจะทำสำเร็จหรือผิดพลาดก็ตาม” Dubliner Antonio Mantero ผู้จัดการแข่งขัน Silent Sideline Weekend กล่าว 

แน่นอนว่าเด็กๆ แทบทุกคนที่ลงเล่นในรายการนี้มีความสุข และสนุกกับฟุตบอลมากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย 

“ผมเคยโดนด่าหยาบๆ ใส่ตอนที่ผมเล่นให้กับทีมเก่าของผม จากนั้นมันก็ทำให้เราเล่นผิดพลาดกันไปหมดเมื่อทุกๆ คนพยายามตะโกนใส่หน้าคุณ” แอนดี้ ฮูริแฮน นักเตะวัย 13 ปี กล่าว 

อย่างไรก็ตามกับฟุตบอลระดับสูงที่มีนักเตะซูเปอร์สตาร์ลงห้ำหั่นกัน เป็นเหตุผลว่าทำไมกุนซือที่ทำทีมคว้าความสำเร็จหลายๆ คนทั้ง คล็อปป์, เป๊ป กวาร์ดิโอล่า, คอนเต้ หรือทีมระดับเล็กลงมาอย่าง ฌอน ไดซ์ ของ เบิร์นลี่ย์ แทบไม่นั่งติดเก้าอี้เลย ภาพที่เห็นคือพวกเขาจะป้องปากและออกแอ็คชั่นเสมอเมื่อลูกทีมทำไม่ได้ตามที่สั่ง 

อาจเป็นพราะเกมฟุตบอลปัจจุบันมีความละเอียดมาก โค้ชแทบจะแก้หมากกันนาทีต่อนาที นอกจากนี้ตัวของนักเตะของต้องมีสมาธิกับเกมตลอดเวลา เพราะเวลาสั้นๆ เพียง 1 นาทีก็สามารถมีประตูได้เสมอซึ่งบางครั้งมันเกิดประตูมากกว่า 1 ลูกด้วยซ้ำ (อาทิเกมพรีเมียร์ลีกที่ นิวคาสเซิล ตีเสมอ เอฟเวอร์ตัน 2-2 ด้วยการยิง 2 ประตูในนาทีที่ 94 และ 95) 

แม้การอยู่นิ่งๆ ของ โซลชา จะโดนก่นด่าสารพัด แต่จริงๆ แล้วจะพูดว่าเป็นความผิดของเขาเต็ม 100% ก็คงไม่ใช่ เพราะตัวของเขาเองยืนยันถึงสิ่งที่ตัวเองเป็นมาตลอด อีกทั้งหน้าที่ตะโกนสั่งก็มีคนรับผิดชอบแทนที่เขาแล้ว และสำคัญที่สุดคือ ยูไนเต็ด ชุดนี้เป็นทีมที่มีอายุเฉลี่ยน้อย มีหลายคนเพิ่งได้โอกาสขึ้นมาจากทีมชุดเยาวชน ดังนั้นอาจจะเป็นไปได้ว่าวิธีการโซลชาก็เข้าเค้าในการทำงานร่วมกับนักเตะอายุน้อยๆ ก็เป็นได้ 

“อย่างที่ผมพูดกับนักเตะทุกคน ผมมักพูดกับนักเตะว่าผมอยากเห็นฟอร์มที่ดีสุดของพวกเขา ผมอยากเห็นทุกคนสนุกกับตัวเอง และทุกคนช่วยกันทำงาน นั่นคือสิ่งที่เราอยากให้ทีมเล่นแบบนั้น และทุกคนก็โชว์ฟอร์มได้เกินมาตรฐานของตัวเอง” โซลชา กล่าวถึงปรัชญาของเขาเมื่อปีก่อน 

แต่ที่สุดแล้วก็คงต้องหยิบยกวลีอมตะออกมากล่าวอีกครั้งว่า “ฟุตบอลคือเรื่องของผลการแข่งขัน” ไม่ว่าใครจะบอกว่าวิธีนั้นดีหรือวิธีนี้ดีกว่ากัน แต่ความจริงคือถ้าสุดท้ายผลการแข่งขันออกมาดีและทีมประสบความสำเร็จ คำวิจารณ์ในเรื่องของวิธีการก็จะหายไปเองเพราะผลลัพธ์ที่ตามมา

โซลชา ยังมีโอกาสแสดงให้เห็นว่าการนั่งเก้าอี้มากกว่าการยืนสั่งการข้างสนามของเขาไม่ได้ล้มเหลวอย่างที่ใครว่า หากเขาคว้าแชมป์และพายูไนเต็ดกลับมาประสบความสำเร็จได้ เพราะตัวของเขาเองก็ย้ำเสมอว่าเขาจะทำทีมที่เน้นอนาคต และเชื่อว่าแนวทางของเขาจะประสบความสำเร็จในบั้นปลาย 

“วาน-บิสซาก้า, ชอว์, ทวนเซเบ้ พวกเขาคือแข้งอายุน้อยที่มีพรสวรรค์สูง และเป้าหมายของผมก็คือการสร้างทีมชุดบุกเบิกความสำเร็จขึ้นมาให้ได้โดยมีเด็กๆ เหล่านี้เป็นแกนหลัก”

“ในฐานะที่เคยคว้าแชมป์มากมายกับ แมนฯ ยูไนเต็ด มาตั้งแต่สมัยยังค้าแข้งอยู่ ทำให้ผมอยากพาสโมสรเรากลับไปยิ่งใหญ่อีกครั้งด้วยตัวเอง แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่า พรีเมียร์ลีก ตอนนี้โหดกว่าเก่าหลายเท่านัก”

“ต่อจากนี้ไปจะมีนักเตะย้ายเข้า-ย้ายออกอีกหลายคน เหล่าแข้งดาวรุ่งก็รอวันเติบใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่ผมมั่นใจว่าจะสามารถทำให้พวกเขาดึงศักยภาพออกมาได้สูงสุดจนประสบความสำเร็จไปพร้อมกัน”

ในโลกฟุตบอลเราไม่มีทางเดาตอนจบของเรื่องต่างๆ ได้ 100% หรอก ตอนนี้ โซลชา อาจจะกลายเป็นตัวตลกและเป็นเป้าใหญ่ในการเล่นงานของสื่อและแฟนบอลทีมตรงข้าม ทว่าเขาอาจจะกลายเป็นคนที่หัวเราะทีหลังแล้วดังกว่าก็ได้หากเขาทำได้เหมือนกับที่ตั้งใจและหวังไว้ 

สิ่งสุดท้ายที่จะบอกได้ว่าคาแรคเตอร์ของ โซลชา เป็นแค่ความแตกต่างของวิธีการ แต่ไม่ได้ด้อยค่ากว่าคาแรคเตอร์ของกุนซือคนอื่นๆ ก็คือเวลาเท่านั้นที่จะบอกเราได้  

ถ้าคุณเป็นแชมป์ จะยืนหรือจะนั่งก็ตามสบาย ใครจะกล้าว่าคุณล่ะจริงไหม? 

รักหมดใจของ ‘เจมส์ มิลเนอร์’ สู่การปฏิเสธ ‘แมนฯ ยูไนเต็ด’

สำหรับนักดูบอลยุคใหม่ ทุกคนคงรู้จัก “เจมส์ มิลเนอร์” ผู้เล่นจอมสารพัดประโยชน์ในฐานะ “ท่านรองกัปตัน” ของสโมสร “ลิเวอร์พูล” หรือถ้าย้อนกลับไปอีกหน่อยก็ในฐานะของหนึ่งในผู้เล่นชุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์ความยิ่งใหญ่ของทีม “แมนเชสเตอร์ ซิตี้” และถ้าเก่าลงไปอีกก็เป็นในฐานะของผู้เล่นคนสำคัญแห่งสโมสร “แอสตัน วิลล่า” และ “นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด”ewttwetrw-dgr4_cover

 

อย่างไรก็ตามคงมีไม่มากนักที่จะทราบว่าดาวเตะวัย 34 กะรัตคนนี้คือลูกหม้อขนานแท้ของสโมสร “ลีดส์ ยูไนเต็ด” โดยค้าแข้งให้กับสโมสรแห่งนี้มาตั้งแต่สมัยเยาวชน จนกระทั่งได้ขึ้นสู่ชุดใหญ่ ก่อนจะโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงตลอด 2 ฤดูกาล จนถูก นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด คว้าตัวไปร่วมทัพ 

ถึงจะค้าแข้งที่ ลีดส์ ยูไนเต็ด เป็นเวลาไม่นาน แต่สำหรับตัวของ มิลเนอร์ ความรักที่มีต่อสโมสรแห่งแรกในชีวิตของเขานั้นยิ่งใหญ่ และไม่เคยเปลี่ยนแปลง ยิ่งใหญ่เสียจนครั้งหนึ่งเขาเคยปฏิเสธโอกาสที่หาไม่ได้ง่ายๆ อย่างการเข้าร่วมสโมสร “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด”

เรื่องราวในตอนนั้นเป็นอย่างไร? และความรักของผู้ชายคนนี้ยิ่งใหญ่แค่ไหน? ติดตามกับเราได้ที่นี้

 

รักแรกในสายเลือด

จุดเริ่มต้นความรักระหว่าง เจมส์ มิลเนอร์ กับสโมสร ลีดส์ ยูไนเต็ด ก็ไม่มีอะไรซับซ้อนกว่าการที่เขาเกิดและเติบโตที่นี่ เป็นเด็กเมือง ลีดส์ ในสายเลือด นอกจากนั้นครอบครัวของเขาก็เป็นแฟนบอลลีดส์แทบทั้งหมด ถึงขั้นที่ว่าเป็นขาประจำซื้อตั๋วปีทุกฤดูกาล

ดังนั้น มิลเนอร์ จึงคลุกคลีกับสโมสรแห่งนี้มาตั้งแต่จำความได้ โดยครั้งแรกที่เขามีโอกาสได้ดู ลีดส์ ยูไนเต็ด ลงสนามทำการแข่งขันนั้นเกิดขึ้นในปี 1993 ซึ่งในขณะนั้นเขามีอายุเพียง 7 ปี

“ผมตกหลุมรักโดยทันที” มิลเนอร์เผยความรู้สึกกับ The Gurdian

หลังจากนั้น มิลเนอร์ ก็เริ่มติดสอยห้อยตามครอบครัวเข้าไปเป็นขาประจำในสนาม เอลแลนด์ โร้ด ด้วยอีกคน และเมื่ออายุครบ 10 ปี ความสัมพันธ์ของ มิลเนอร์ กับสโมสรแห่งนี้ก็พัฒนาขึ้นไปอีกขั้น จากแฟนบอลธรรมดา เขาก็ได้เข้าสู่อคาเดมีสโมสร กลายเป็นนักเตะเยาวชนฝึกหัด

“ผมเริ่มต้นฝึกซ้อมฟุตบอลที่ ลีดส์ ยูไนเต็ด สัปดาห์ละสามครั้ง”  

“นอกจากจะเป็นนักเตะเยาวชนแล้ว ในบางครั้งผมยังต้องทำหน้าหน้าที่เป็นเด็กเก็บบอลเมื่อทีมชุดใหญ่ลงแข่งขันด้วย” 

ทุกอย่างๆ พัฒนาขึ้นตามลำดับ แต่สำหรับตัวของ มิลเนอร์ นั้น เขาพัฒนาได้รวดเร็วกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด เพราะเขาได้รับโอกาสผลักดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่อย่างรวดเร็ว และได้ประเดิมสนามในสังเวียนพรีเมียร์ลีกครั้งแรกด้วยวัยเพียง 16 ปี กับ 309 วัน (นับเป็นผู้เล่นอายุน้อยเป็นอันดับ 2 ที่ลงเล่นในพรีเมียร์ลีก ณ ขณะนั้น เป็นรองแค่ เจมส์ วอห์น กับสถิติ 16 ปี 297 วัน แต่ปัจจุบันมีผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกคือ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียต จากสโมสร ลิเวอร์พูล ด้วยสถิติ 16 ปี กับ 30 วัน)1089f7c23f7740d2b94b1268dd220953500x500@2x

“ผมยังจำได้ตอนที่พ่อผมเอาผลสอบ GCSE (การสอบระดับชั้นมัธยมของประเทศอังกฤษ) มาให้ผมที่สนามซ้อมได้อยู่เลย และหลังจากนั้นไม่กี่เดือนผมก็ได้ลงเล่นให้กับทีมชุดใหญ่”

“ตอนนั้นผมมีโปรแกรมไปที่ประเทศสกอตแลนด์กับทีมลีดส์ ยูไนเต็ดชุด U-19 แต่อยู่ๆ ก็โดนเรียกตัวกลับกะทันหัน ตอนแรกผมยังคิดอยู่เลยว่าตัวเองทำอะไรผิดหรือเปล่า ก่อนที่ทีมงานสตาฟฟ์โค้ชจะบอกกับผมว่า ‘ไม่ต้องกังวล ฤดูกาลนี้แกได้เล่นฟุตบอลมากกว่าเดิมแน่’”

“มันน่าอัศจรรย์มากๆ”

ชีวิตของ เจมส์ มิลเนอร์ ในวัย 16 นั้นเหมือนทุกอย่างกำลังไปได้สวย เขาคือหนึ่งในดาวรุ่งพุ่งแรงที่สุดของลีดส์ ยูไนเต็ด มีแววว่าจะขึ้นมาเป็นกำลังหลักให้กับทีมได้ในอนาคต และที่สำคัญที่สุดคือการได้ลงเล่นให้กับสโมสรที่เขาหลงรักมาตั้งแต่เด็ก 

แต่หลังจากนั้นไม่นานทุกอย่างก็เปลี่ยนไป …

จำใจเอ่ยคำลา

ถ้าใครได้ติดตามฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในช่วงยุคปลาย 90’s ถึงต้น 2000’s คงน่าจะพอจำได้ว่า ลีดส์ ยูไนเต็ด คือหนึ่งในทีมที่ทำผลงานได้อย่างร้อนแรง ถึงจะไม่เคยคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก แต่ก็จบฤดูกาลด้วยการคว้าตั๋วไปเล่นรายการแข่งขันระดับทวีปได้แทบทุกครั้ง และนอกจากนั้นในรายการแข่งขันระดับทวีปพวกเขาก็ทำผลงานได้ดีไม่แพ้กัน การันตีด้วยการเข้าถึงรอบรองชนะเลิศศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก
ฤดูกาล 2000-01 และรางวัลรองชนะเลิศ ยูฟ่า คัพ (ยูโรปา ลีกในปัจจุบัน) ฤดูกาล 1999-2000

อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นไม่นาน ทุกอย่างก็กลับตาลปัตร ด้วยนโยบายการเงินที่ผิดพลาด ทำให้ ลีดส์ ยูไนเต็ด ประสบปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก พวกเขาจำเป็นต้องขายบรรดานักเตะซูเปอร์สตาร์ประจำทีมออกไปเพื่อพยุงสถานะของสโมสรให้อยู่รอด สิ่งที่ตามมาคือผลงานที่เคยดีก็เริ่มตกต่ำ จนกระทั่งฤดูกาล 2003-04 ฝันร้ายก็มาเยือนถิ่น เอลแลนด์ โร้ด เมื่อ ลีดส์ ยูไนเต็ดตกชั้นสู่ ลีก แชมเปี้ยนชิพ

จากสถานะทางการเงินที่ย่ำแย่อยู่แล้ว ก็ยิ่งแย่เข้าไปอีก เนื่องจากรายได้ของลีกสองระดับนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทำให้ ลีดส์ ยูไนเต็ดจำเป็นที่จะต้องเร่ขายนักเตะออกเพื่อหาเงินเข้าสโมสรอีกครั้ง และในที่สุดก็ถึงคิวของ เจมส์ มิลเนอร์

“ในวันหนึ่งของช่วงพรีซีซั่น ต้อนรับฤดูกาล 2004-05 อยู่ๆ ผมก็ถูกเรียกเข้าพบกับผู้บริหารทีม พวกเขาบอกว่าพรุ่งนี้ผมต้องไปตรวจร่างกายที่ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด”

“ผมอึ้งไปเลย ก่อนจะตอบพวกเขาไปว่า ‘ผมเหรอครับ?’”0062892B00000578-0-image-a-2_1475767808097

“อย่างไรก็ตาม ผมเข้าใจสถานการณ์ของสโมสรเป็นอย่างดี พวกเขากำลังมีปัญหาด้านการเงิน ผมต้องเติบโตและเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ในเวลานั้นมีนักเตะหลายคนที่โดนเหมือนผม ผมเรียนรู้วิธีรับมือจากพวกเขา นั่นทำให้ผมรับมือกับทุกสิ่งได้อย่างรวดเร็ว”

“การย้ายทีมครั้งนี้ถูกต้องสำหรับทุกฝ่าย ผมได้มีส่วนช่วยสโมสรที่ผมรัก นอกจากนั้นนิวคาสเซิลก็เป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ ผมจะได้เล่นร่วมกับสุดยอดผู้เล่นอย่าง อลัน เชียเรอร์”

“ผมแค่เสียดายที่ผมไม่ได้เล่นให้กับ ลีดส์ ยูไนเต็ด นานกว่านี้ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ยังไงมันก็เป็นความทรงจำที่ดี” มิลเนอร์เล่าย้อนถึงเหตุการณ์ในวันนั้นผ่านสื่อ FourFourTwo

เส้นทางชีวิต

การต้องออกจาก ลีดส์ ยูไนเต็ด เป็นสิ่งที่ เจมส์ มิลเนอร์ ไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ทำได้ก็มีแค่เพียงการเข้มแข็ง และเดินหน้าต่อไปเท่านั้น ซึ่งตัวของ มิลเนอร์ ก็ทำมันได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะหลังจากนั้นไม่ว่าเขาจะค้าแข้งให้กับสโมสรไหน เขาก็โชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และยังรักษามาตรฐานนั้นไว้ได้ตลอด ไม่มีขาดตกบกพร่อง 

ที่ นิวคาสเซิล เขาคือกำลังหลักสำคัญ ด้วยผลงานการลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 94 นัด และยิงได้ 6 ประตู ตลอด 3 ฤดูกาล ก่อนที่ในปี 2008 เขาจะย้ายเข้าร่วมทีม “แอสตัน วิลล่า” ซึ่งที่นี่รังสีความเป็นยอดดาวเตะของเขาก็ยิ่งเด่นชัด การันตีด้วยรางวัล PFA Young Player of the Year ประจำฤดูกาล 2009-10 และด้วยผลงานระดับนี้ จึงทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งในตอนนั้นพวกเขาอยู่ในยุคเริ่มต้นสร้างความยิ่งใหญ่ ด้วยการกว้านซื้อบรรดานักเตะชื่อดังเข้าสู่ทีม ตัดสินใจทุ่มเงิน 22 ล้านปอนด์ คว้าตัวกองกลางรายนี้

“ผมรักทุกนาทีที่อยู่ที่นั่น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คือสโมสรที่ยอดเยี่ยม และผมก็ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการคว้า 2 แชมป์พรีเมียร์ ลีก, แชมป์ เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ, คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ร่วมกับพวกเขา”process

มิลเนอร์ใช้เวลา 5 ปีใต้ชายคาเรือใบสีฟ้า สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นนักเตะชั้นยอดโดยสมบูรณ์ นอกจากนั้นในนามทีมชาติอังกฤษ ช่วงเวลา 2009-2016 เขาก็ถือว่าเป็นกำลังหลักมาโดยตลอด โดยลงเล่นไปทั้งหมด 61 นัด ยิงได้ 1 ประตู

แต่สุดท้ายงานเลี้ยงก็มีวันเลิกรา เมื่อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มองว่าการต่อสัญญา เจมส์ มิลเนอร์ ในปี 2015 ซึ่งในขณะนั้นเขาอายุย่างเข้าเลข 3 แล้วน่าจะเป็นการต่อสัญญาที่ไม่คุ้มค่า เพราะค่าเหนื่อยที่ตัวมิลเนอร์ต้องการคือ 120,000 ปอนด์/สัปดาห์ ทำให้ในที่สุด เจมส์ มิลเนอร์ ก็กลายเป็นนักเตะฟรีเอเย่นต์

แน่นอนว่าด้วยดีกรีระดับนี้ ย่อมต้องมีสโมสรมากมายให้ความสนใจ มอบสัญญาให้เขาไปร่วมทัพ และหนึ่งในสโมสรที่มีข่าวหนาหูที่สุดก็คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างไรก็ตามข้อสัญญาดังกล่าวก็ไม่เกิดขึ้น เพราะสุดท้าย เจมส์ มิลเนอร์ ก็ตัดสินใจเข้าร่วมกับสโมสร ลิเวอร์พูล อย่างที่ทุกคนรู้กัน และได้กลายมาเป็นหนึ่งในกำลังหลักคนสำคัญจนถึงปัจจุบัน

ในวันนั้น มิลเนอร์ ไม่ได้ออกมาชี้แจงว่าทำไมเขาถึงปฏิเสธ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเลือก ลิเวอร์พูล แต่ก็คงคาดเดากันได้ไม่ยาก เพราะว่าเขาคือสายเลือดแห่ง ลีดส์ ยูไนเต็ด ศัตรูตลอดกาลของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั่นเอง และเรื่องนี้ก็ได้รับการยืนยันจากปากเขาเองในบทสัมภาษณ์กับ FourFour Two เมื่อปี 2018 

“ครอบครัวผมเป็นแฟน ลีดส์ ยูไนเต็ด และแน่นอนว่าพวกเขาไม่ชอบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด”

“ถึงขั้นที่ว่าผมโดนห้ามใส่เสื้อสีแดงมาทั้งชีวิตเลยล่ะ ครั้งแรกที่ผมใส่เสื้อสีแดงคือตอนที่ผมติดทีมชาติอังกฤษ”

“และตอนนี้ก็เป็นเหมือนมุกตลกประจำครอบครัวผมไปแล้ว ที่ผมย้ายมาลิเวอร์พูล พวกเขาบอกว่าดีใจที่ได้เห็นผมใส่ชุดสีแดงทุกสัปดาห์”

จะกลับไปหรือไม่…ขึ้นอยู่กับโชคชะตา

“คุณจะกลับมาที่ ลีดส์ ยูไนเต็ด หรือเปล่า?” นี่คือคำถามที่ มิลเนอร์ บอกว่าเขาเจอแทบจะตลอดเวลาเมื่อกลับไปละแวกบ้านเกิด

“มันเป็นคำถามที่ตอบยาก เพราะทุกอย่างล้วนเป็นการคาดการณ์ ไม่เคยมีข้อเสนอเข้ามาอย่างจริงจัง”

“ตั้งแต่ผมออกมาจาก ลีดส์ ยูไนเต็ด พวกเขาก็ไม่เคยติดต่อเข้ามาเลย และในอนาคตผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะติดต่อมาหรือเปล่า”

“แน่นอนว่าตอนนี้ผมมีความสุขกับสโมสร ลิเวอร์พูล แต่ยังไงผมก็ยังรัก ลีดส์ ยูไนเต็ด เสมอ รักสโมสรแห่งนั้น รักแฟนๆ”

“ถ้าเวลาของผมกับ ลิเวอร์พูล สิ้นสุดลง แน่นอนว่า ลีดส์ ยูไนเต็ด คือจุดหมายปลายทางที่ผมสนใจ เพียงแต่ว่าถ้าผมกลับไปแล้วทุกอย่างมันไม่ได้สวยงามเหมือนในเทพนิยายล่ะ ถ้าผมไม่ได้เหมาะกับพวกเขา ไม่ใช่เวลาที่ใช่ สุดท้ายมันก็จะเป็นแค่การกลับไปรำลึกความหลัง” เจมส์ มิลเนอร์ กล่าวไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของเขา “Ask a Footballer: My Guide to Kicking a Ball About”ตอนนี้ทุกคนคงเข้าใจแล้วว่าผู้ชายที่ชื่อ เจมส์ มิลเนอร์ รักสโมสร ลีดส์ ยูไนเต็ด มากขนาดไหน เป็นความรักที่มีแต่ความหวังดี เห็นแก่สโมสรมากกว่าตัวเอง ดังนั้นสุดท้ายทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาแล้วว่าจะนำพาให้เขาไปบรรจบกับสโมสรที่เขารักอีกครั้งหรือเปล่า