เหตุใดบุนเดสลีกาจึงเป็นลีกฟุตบอลที่มีค่าเฉลี่ยผู้ชมมากที่สุดในโลก

หากใครเป็นสาวกกีฬาฟุตบอล คงรู้กันดีว่า บุนเดสลีกา ลีกฟุตบอลสูงสุดของประเทศเยอรมัน เป็นลีกที่มีความโดดเด่น ในเรื่องของแฟนบอล ที่แน่นขนัดในทุกเกมการแข่งขัน จนเป็นลีกฟุตบอล ที่มีค่าเฉลี่ยผู้ชมสูงที่สุดในโลก

 

ทั้งที่มองตามความเป็นจริง บุนเดสลีกา ไม่ได้มีนักฟุตบอลซุเปอร์สตาร์ระดับโลก, ไม่ได้ทุ่มเงินซื้อนักเตะชื่อดังเข้าร่วมทีม, โค้ชส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่โค้ชมือทอง แถมยังถูกค่อนขอดจากแฟนลูกหนังบางส่วน ว่าเป็นลีกที่น่าเบื่อ จากการผูกขาดแชมป์ในประเทศ ของ บาเยิร์น มิวนิค

แม้จะมีคุณสมบัติเป็นรองหลายด้าน แต่เหตุใดบุนเดสลีกา จึงกลายเป็นลีกฟุตบอล ที่ได้รับความนิยมจากคนในประเทศ ตีตั๋วเข้าชมเกมการแข่งขันอย่าล้นหลาม จนกลายเป็นลีกที่ครองความเป็นหนึ่งเรื่องผู้ชม ของโลกลูกหนัง

ฟุตบอลสำหรับแฟนบอลท้องถิ่น

เราเริ่มต้นด้วยเหตุผล ที่ทางบุนเดสลีกา นิยมกล่าวถึงว่าเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้มีแฟนบอลเข้าชมเกมในสนามมากที่สุดในโลก คือ ค่าตั๋วถูก 

วงการฟุตบอลเยอรมัน มีความคิดที่ชัดเจนว่า หากต้องการให้คนดูเข้าสนาม การกดราคาค่าตั๋วให้ถูกที่สุด เท่าที่จะทำได้ คือเรื่องสำคัญอย่างมาก พวกเขาเชื่อว่าฟุตบอลที่ดี ต้องมาพร้อมกับบรรยากาศในสนามที่ยอดเยี่ยม และทางที่จะสร้างสุดยอดบรรยากาศในสนามฟุตบอล คือการดึงแฟนบอล เข้าสู่สนามให้มากที่สุด

วิธีที่ง่ายๆ ที่จะทำให้แฟนบอลซื้อตั๋วเข้าสนาม คือราคาค่าตั๋วต้องถูก สามารถรองรับแฟนบอลได้ทุกชนชั้น จะรวยหรือจนต้องมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ที่จะซื้อตั๋วเข้าชมเกมในสนาม ไม่เป็นภาระของกระเป๋าเงิน

บุนเดสลีกา มีค่าเฉลี่ยราคาตั๋ว ต่อหนึ่งเกมอยู่ที่ 5.4 ยูโรเท่านั้น (ประมาณ 188 บาท) ในขณะที่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มีค่าเฉลี่ยราคาตั๋วต่อเกมสูงถึง 36.4 ยูโรต่อเกม (ประมาณ 1,240 บาท) สูงกว่าถึง 6-7 เท่าโดยประมาณ 

เพราะว่า สโมสรฟุตบอลในเยอรมัน ต้องการที่จะให้แฟนบอลกลุ่มหลัก ที่จะเข้ามาชมเกมในสนาม คือแฟนบอลท้องถิ่น ที่อาศัยอยู่ในเมืองของตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นแรงงาน ค่าตั๋วจึงจำเป็นต้องถูก เพื่อให้แฟนบอล ไม่ต้องกังวลเรื่องการใช้จ่าย ยามเดินทางมาชมเกมการแข่งขันfixedw_large_4x

หากใครเคยมีประสบการณ์ ชมเกมฟุตบอลในสนาม ย่อมรู้ดีว่า ค่าใช้จ่ายในการดูฟุตบอล ไม่ได้มีแค่ค่าตั๋ว แต่มีทั้งค่าเดินทาง, ค่าอาหาร, ค่าเครื่องดื่ม, ค่าของที่ระลึก … ฟุตบอลเยอรมันมองว่า การสร้างบรรยากาศที่ดี ณ สนามฟุตบอล ไม่ใช่แค่การให้คนเดินทางมาดูฟุตบอล แล้วกลับบ้าน แต่แฟนบอลต้องมีความสุข ในทุกกิจกรรมที่สนาม สิ่งสำคัญคือการได้พบปะสังสรรค์กับเพื่อนแฟนบอล กินข้าว ดื่มเบียร์ด้วยกัน

หากแฟนบอลมีความสุขกับการมาสนามฟุตบอล บรรยากาศของสนามฟุตบอล จะยอดเยี่ยมตามไปด้วย ดังนั้นการลดค่าตั๋ว นอกจากจะเป็นการดึงดูดให้แฟนบอล เดินทางมาดูบอลที่สนาม ยังช่วยให้แฟนบอลนำเงิน ไปใช้จ่ายซื้อความสุขด้านอื่นได้อย่างเต็มที่

 

ไม่เห็นแก่เงิน

อีกแง่หนึ่ง ต้องบอกว่า บุนเดสลีกา ไม่ได้พยายามทำฟุตบอล ให้เป็นธุรกิจทุนนิยมมากเกินไป หนึ่งในตัวอย่างที่พวกเขาเรียนรู้ คือลีกบ้านใกล้อย่าง พรีเมียร์ลีก 

พรีเมียร์ลีก มีการขึ้นราคาค่าตั๋วอย่างต่อเนื่อง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเพราะลีกฟุตบอลสูงสุดของอังกฤษ ได้ปรับฟุตบอลให้เป็นธุรกิจ ดึงดูดให้คนต่างชาติเข้ามาชมเกมในสนาม และกลุ่มคนเหล่านี้ พร้อมจ่ายเงินไม่อั้น เพื่อจะได้ชมเกมฟุตบอลในฝัน 

ดังนั้น ต่อให้ค่าตั๋วพรีเมียร์ลีก จะแพงทะลุเพดานไปไกล ทีมฟุตบอลยักษ์ใหญ่ ยังคงมีแฟนบอลจำนวนมาก เข้าสู่สนามอยู่ดี แต่สิ่งที่หายไป คือบรรยากาศฟุตบอลที่ยอดเยี่ยม ไม่เหมือนในอดีต เพราะแฟนบอลแรงงานท้องถิ่น ไม่มีเงินซื้อตั๋วเข้าไปดูฟุตบอล แฟนบอลที่คอยร้องเพลง ส่งเสียงเชียร์ทีม มีจำนวนน้อยลงไปเรื่อยๆ จนเป็นปัญหาคาราคาซัง ของลีกฟุตบอลอังกฤษ

ฟุตบอลเยอรมัน ไม่ต้องการให้เรื่องแบบนั้น เกิดกับบุนเดสลีกา เพราะพวกเขาภูมิใจกับพลังของแฟนบอล (ดูพลังการเชียร์ของทีมอย่าง ดอร์ทมุนด์, ชาลเก้ 04 และ แฟรงค์เฟิร์ต เป็นตัวอย่าง) ดังนั้น ต่อให้ทีมจะเก่ง จนสามารถโก่งราคาค่าตั๋ว เพิ่มขึ้นได้สูงขนาดไหน พวกเขาก็จะไม่ทำ

ตัวอย่างที่ดีที่สุด คือ บาเยิร์น มิวนิค ที่มีราคาค่าตั๋วเฉลี่ยต่อเกมเพียง 8 ยูโร (ประมาณ 279 บาท) ซึ่งราคาตั๋วถูกกว่า ราคาตั๋วขั้นต่ำของทีมฟุตบอล ในลีก เดอะ แชมเปียนชิพ หรือลีกรองของอังกฤษทีมหนึ่ง ที่ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์ซื้อตั๋วด้วยตัวเองมาแล้ว

สำหรับทีมระดับโลก ที่มีค่าตั๋วถูกขนาดนี้ ทำให้ทุกเกมการแข่งขัน ตั๋วของบาเยิร์นถูกขายจนหมดเกลี้ยง ผู้ชมแห่กันเข้าไป เต็มความจุร่วม 75,000 คน ของ อลิลันซ์ อารีนา รังเหย้าของบาเยิร์น มิวนิค

บ่อยครั้ง ที่เราจะได้เห็นข่าว การประท้วงค่าตั๋วแพงของแฟนบอลเยอรมัน ยามพวกเขาต้องไปเยือน ทีมฟุตบอลในอังกฤษ ด้วยการเขียนป้ายด่า, โยนเงินปลอมลงสนาม หรือประท้วงด้วยการซื้อตั๋ว แต่ไม่เข้าสนามบอล

พวกเขาทำแบบนั้น เพราะว่าสำหรับแฟนบอลชาวเยอรมัน พวกเขาไม่เห็นว่า การมีราคาค่าตั๋วแพง จะส่งผลดีอะไรกับแฟนบอล นอกจากทำให้แฟนบอลท้องถิ่น เข้าสนามฟุตบอลของทีมรักได้ยากขึ้น … ในเมื่อที่เยอรมัน แฟนบอลสามารถเข้าไปหาความสุข กับเกมลูกหนัง ด้วยราคาตั๋วไม่ถึง 10 ยูโร819_19838_19838324_39811106

ทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่แฟนบอลชาวเยอรมัน ที่แห่ตีตั๋วเข้าไปชมบุนเดสลีกาทุกสัปดาห์ แต่ลีกแห่งนี้ ได้รับความนิยมสูงขึ้นในหมู่แฟนบอลชาวอังกฤษ ที่จ่ายค่าตั๋วดูฟุตบอลพรีเมียร์ลีกไม่ไหว แล้วหันมาเป็นแฟนบอลทีมระดับรากหญ้าในเยอรมันแทน

ไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต, เอฟซี โคโลญจน์, อูนิโอน เบอร์ลิน หรือ แฮร์ธา เบอร์ลิน กลายเป็นทีมขวัญใจ ชาวแดนผู้ดี ที่หันมาเป็นสมาชิกสโมสรในเยอรมัน แทนสโมสรในบ้านเกิด เพราะสามารถชมฟุตบอล ที่มีบรรยากาศ และคุณภาพระดับใกล้เคียงกัน ด้วยราคาที่ถูกกว่าหลายเท่า 

“เราต้องการให้ทุกคน มีโอกาสเข้าชมเกมในสนาม มันเป็นเรื่องง่าย ที่จะขึ้นราคาค่าตั๋ว แล้วสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้น ด้วยการเอาเงินจากแฟนบอล แต่ผมเชื่อว่า ไม่มีสโมสรไหนอยากทำแบบนั้น”

“ในแง่ของธุรกิจ คุณพูดได้ว่านี่คือเรื่องผิดพลาดอย่างมหาศาล (การไม่ขึ้นค่าตั๋ว) แต่ถ้ามองถึงภาพรวมของกีฬาฟุตบอล ผมว่าเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง” คริสเตียน ซีเฟิร์ต ซีอีโอของลีกบุนเดสลีกา กล่าว

 

สโมสรของแฟนบอล

จะเห็นได้ว่า สิ่งที่วงการฟุตบอลเยอรมัน ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก คือเรื่องของ แฟนบอลท้องถิ่น … หลายการตัดสินใจ ในวงการฟุตบอลเมืองเบียร์ ต้องใช้เรื่องของแฟนบอล เป็นตัวตั้ง ในการตัดสินใจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะแฟนบอลเหล่านี้ คือผู้ขับเคลื่อนวงการฟุตบอลเยอรมัน ในฐานะเจ้าของสโมสร48942550_303

เป็นเรื่องปกติของโลกฟุตบอล ในปัจจุบัน ที่สโมสรจะถูกถือครองโดยมหาเศรษฐีพันล้าน แต่ที่เยอรมันกลับแตกต่างออกไป พวกเขามีกฎ 50+1 กฎที่บังคับให้แฟนบอลต้องถือหุ้นส่วนใหญ่ของสโมสร หรืออย่างน้อย 51 เปอร์เซ็นต์ และสโมสรส่วนใหญ่ในเยอรมัน อยู่ภายใต้กฎนี้

เมื่อสโมสรฟุตบอล เป็นของแฟนบอล ดังนั้นแฟนบอลย่อมมีสิทธิ์ ในการบริหารสโมสรเพื่อให้ตอบสนองต่อแฟนบอล เช่น การไม่ขึ้นราคาค่าตั๋วเป็นต้น

แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า สำหรับแฟนบอลที่เยอรมัน คือความรู้สึกของการเป็นเจ้าของสโมสร … เมื่อคุณถือหุ้นสมาชิกของสโมสรฟุตบอลสักทีม ความผูกพันระหว่างคุณกับสโมสร จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของสโมสรกับแฟนบอล แต่เป็นสโมสรกับเจ้าของฟุตบอล

สำหรับคนเยอรมัน พวกเขามีความรู้สึกแบบนั้นกับทีมฟุตบอล … คนเมืองดอร์ทมุนด์ ไม่ได้เชียร์ดอร์ทมุนด์ เพียงเพราะพวกเขาชอบ หรือเป็นแค่ทีมประจำเมือง แต่พวกเขาคือเจ้าของทีมแห่งนี้ อยากเห็นสโมสรแห่งนี้ ประสบความสำเร็จไปด้วยกัน

ความรู้สึกเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอล คือส่วนสำคัญที่ทำให้บุนเดสลีกา มีแฟนบอลคอยเข้าสนามจำนวนมาก เพราะความรู้สึกนี้มีความหมายอย่างมาก กับแฟนบอลทีมขนาดเล็ก

พูดให้เห็นภาพคือ ต่อให้ผลงานของทีมจะห่วยแค่ไหน แฟนบอลส่วนใหญ่ยังคงเลือกเข้าสนาม เพราะพวกเขาคือหนึ่งในคน ที่เป็นเจ้าของสโมสร … ต่อให้ทีมผลงานแย่ เล่นไม่เอาอ่าว แต่นี่คือทีมของเรา ถ้าเราไม่สนับสนุน ส่งเสียงเชียร์ทีมที่ของเรา เราจะไปเชียร์ทีมไหน

การมีแฟนบอลเป็นเจ้าของสโมสร คือการรับประกันได้ว่า ทุกสโมสรจะมีแฟนบอลพันธ์ุแท้ ที่พร้อมร่วมหัวจมท้ายไปกับทีม ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม … ทำให้ ลีกา 2 อันเป็นลีกระดับสองของฟุตบอลเยอรมัน มีค่าเฉลี่ยผู้ชม เยอะกว่าลีกสูงสุดของประเทศ โปรตุเกส, รัสเซีย และ เนเธอร์แลนด์ 

นอกจากนี้ การมีแฟนบอลเป็นเจ้าของสโมสร ช่วยสร้างคาแรคเตอร์ของสโมสร ที่พัฒนามาจากคาแรคเตอร์ของกลุ่มแฟนบอล นำไปสู่การเกิดอัตลักษณ์เฉพาะ แตกต่างไม่เหมือนใครของสโมสร ที่ดึงดูดให้แฟนบอลเข้ามา เป็นแฟนพันธุ์แท้ของสโมสร

ยกตัวอย่างเช่น เอฟซี ซังค์ เพาลี ที่มีคาแรคเตอร์สโมสรฝ่ายซ้ายต้านเผด็จการ หรือ อูนิโอน เบอร์ลิน สโมสรของชนชั้นแรงงาน … อัตลักษณ์เหล่านี้ ช่วยให้สนามฟุตบอล ไม่เป็นเพียงสถานที่สำหรับชมกีฬาเพียงอย่างเดียว สำหรับแฟนบอล

แต่ยังเป็นพื้นที่ แสดงออกทางความคิดต่างๆ ที่แฟนบอลไม่สามารถแสดงออกได้ในชีวิตประจำวัน บ่อยครั้งที่สโมสรฟุตบอลเยอรมัน ทำป้ายแบนเนอร์ เพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ซึ่งมีให้เห็น ตั้งแต่ทีมระดับ บาเยิร์น หรือ ดอร์ทมุนด์ จนถึงทีมลีกระดับล่าง

ท้ายที่สุด การเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลโดยแฟนบอล ได้เพิ่มคุณค่า ความหมายให้กับทีมฟุตบอล ให้เป็นมากกว่าทีมกีฬา ทำให้แฟนบอลสามารถซื้อตั๋ว เข้าสนามฟุตบอล ด้วยวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ที่มีผลต่อยอดคนดูของบุนเดสลีกา

 

มอบสิ่งที่ดีให้แฟนบอล

จุดสำคัญที่ทำให้บุนเดสลีกา ครองความเป็นเลิศด้านแฟนบอล ไม่ได้มาจากทีมหัวตาราง แต่มาจากจำนวนผู้ชมในทีมระดับกลางตาราง ที่มีแฟนบอลเข้าสนามไม่แพ้ทีมชั้นนำ617259448

ฤดูกาล 2019-20 ก่อนที่ฟุตบอลยุโรปจะระงับการแข่งขันชั่วคราว มี 11 สโมสรในบุนเดสลีกา (จากทั้งหมด 18 ทีม) มีจำนวนผู้ชมเฉลี่ยมากกว่า 40,000 คน ขณะที่พรีเมียร์ ลีก มีจำนวนเพียง 8 ทีม และลาลีกา สเปน มีเพียง 4 ทีมเท่านั้น ที่มียอดคนดูมากกว่า 40,000 คน

เป็นเรื่องปกติของทีมระดับกลางไปจนล่าง ที่จะไม่สามารถสร้างยอดผู้ชม ได้เท่ากับทีมหัวตาราง ด้วยเรื่องผลการแข่งขัน ที่ไม่สามารถมอบชัยชนะ หรือความสุขให้กับแฟนบอลได้บ่อยนัก และปฏิเสธไม่ได้ว่า หากทีมไม่ชนะเข้าบ่อยๆ การที่แฟนบอลจะไม่เข้าสนาม คงไม่ใช่เรื่องแปลก

แต่สโมสรฟุตบอลเยอรมัน ทดแทนความสุขจากผลการแข่งขัน ด้วยการทำกิจกรรมกับคนในชุมชน ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุด คือการเปิดให้แฟนบอลเข้าชมการซ้อมของทีม

ปัจจุบันสโมสรฟุตบอลยักษ์ใหญ่ แทบไม่เปิดโอกาสให้แฟนบอล เข้าไปดูการซ้อมของทีม แต่ที่เยอรมัน ไม่ว่าจะเป็นทีมระดับ บาเยิร์น จนถึงทีมระดับลีกล่าง ทุกทีมล้วนมีช่วงเวลาอนุญาต ให้แฟนบอลเข้ามาเกาะติดข้างสนามซ้อม เพื่อใกล้ชิดกับนักฟุตบอลในดวงใจ และได้โอกาสถ่ายรูป ขอลายเซ็นจากนักฟุตบอล โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

ทุกสโมสรประสบความสำเร็จ กับการเปิดให้แฟนบอลเข้าสู่สนามซ้อม มีแฟนจำนวนมาก เข้ามาชมทีมซ้อม แม้ไม่ใช่ในช่วงวันหยุด … หากสโมสรสามารถดึงดูดให้แฟนบอล เข้ามาร่วมทำกิจกรรมกับทีม ได้ในวันปกติ การจะเรียกแฟนบอลเข้าสู่สนามแข่ง ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก

นอกจากนี้ สโมสรฟุตบอลเยอรมัน มักทำกิจกรรมร่วมกับแฟนบอลท้องถิ่น เช่น ในช่วงระบาดไวรัส โควิด-19 โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ปรับสนามเหย้าของทีม ให้กลายเป็นศูนย์รักษาผู้ติดเชื้อ โควิด-19 หรือ แวร์เดอร์ เบรเมน ทำอาหารแจกทุกวัน ให้กับคนไร้บ้านในเมือง เพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนเหล่านี้ ที่พบกับความลำบากช่วงโรคระบาด 

เมื่อสโมสรในเยอรมัน มอบสิ่งดีๆ หลายอย่าง ให้กับชุมชน แฟนบอลจึงต้องการที่จะตอบแทน คืนให้กับสโมสรเช่นกัน ในฐานะแฟนบอล คงไม่มีวิธีใด ที่จะดีไปกว่า การซื้อตั๋วเข้าไปช่วยเชียร์ทีมในสนาม ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำ กับค่าตั๋วราคาไม่กี่ยูโร

ทุกเรื่องราวความสัมพันธ์ ระหว่างสโมสรกับแฟนบอลที่เยอรมัน สิ่งหนึ่งที่พวกเขาพยายามไม่ให้ความสำคัญ คือเรื่องของเงิน ผลประโยชน์ทางธุรกิจ … ไม่ได้หมายความว่า สโมสรฟุตบอลในเยอรมัน ไม่สนใจเรื่องเงิน ในทางกลับกัน พวกเขาใช้เงินอย่างประหยัด ในการซื้อขายนักเตะ เพราะหลายสโมสร มีประสบการณ์เฉียดล้มละลายมาแล้ว 

แต่สโมสรเยอรมัน จะไม่ยอมให้ความสัมพันธ์กับแฟนบอล ว่าด้วยเรื่องของเงิน ผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ไม่มีการทุ่มเงินซื้อนักเตะ เพื่อเรียกสปอนเซอร์หรือแฟนบอลเข้ามาสนับสนุน ก่อนจะกลับมาขูดรีดแฟนบอล ด้วยค่าตั๋วราคาแพง

หากทำแบบนั้น สักวันหนึ่งที่ทีมเลิกทุ่มเงินหรือผลงานไม่ดี แฟนบอลที่เข้ามาเชียร์ตามกระแส หรือผลงานจะหายไป … แต่สิ่งที่ทำให้แฟนบอลเยอรมัน ยังคงสนับสนุนทีมรักไม่ว่าจะขึ้นหรือลง คือความผูกพันที่ทั้งสองฝั่งสร้างขึ้น เมื่อสโมสรฟุตบอลถูกสร้างเพื่อผลประโยชน์ของแฟนบอล แฟนบอลก็พร้อมให้การสนับสนุนสโมสรborussia-monchengladbach-cutouts

แม้แต่ในวันที่โรค โควิด-19 ระบาด แฟนบอลสโมสร โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ได้ส่งทำคัตเอาต์ เป็นรูปหน้าของแฟนบอล นำไปตั้งไว้ในสนาม เพื่อให้นักบอลไม่รู้สึกเงียบเหงา และรับรู้ถึงความรู้สึกที่ยังมีแฟนบอลหนุนหลังอยู่ แม้ความจริงแฟนบอลจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสนามก็ตาม

เป็นเรื่องน่ายินดี ที่ลีกฟุตบอลบุนเดสลีกา กลับมาทำการแข่งขันอีกครั้ง แต่น่าเสียดายที่ต้องขาดเสน่ห์สำคัญ อย่างแฟนบอลที่คอยหนุนหลังทีม จนถึงวินาทีสุดท้าย … อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันที่แฟนบอลได้กลับเข้าสู่สนามอีกครั้ง เราจะได้เห็นฟุตบอลบุนเดสลีกา ที่เต็มไปด้วยแฟนบอล อันมีจำนวนเป็นอันดับหนึ่งของโลก เหมือนเช่นวันวานที่ผ่านมา

ทำไมตำแหน่ง LIBERO ในวอลเลย์บอลถึงจำเป็นต้องตัวเล็ก?

ทุกครั้งที่คุณดูการแข่งขันวอลเลย์บอล เราเชื่อว่าคุณอาจจะเห็นผู้เล่นคนหนึ่ง จาก 6 คนของแต่ละฝั่ง ที่สวมชุดแข่งสีต่างจากคนอื่นๆ ในทีม … ตำแหน่งดังกล่าว ถูกเรียกว่า “ลิเบโร”

ตำแหน่ง ลิเบโร เกิดขึ้นเมื่อใด? มีหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างไร? และเหตุใด เราถึงเห็นผู้เล่นตัวเล็ก ที่มีความสูงไม่มากนัก เล่นในตำแหน่งนี้เสมอ? 

ติดตามหาคำตอบได้ที่นี่

ตำแหน่งที่เพิ่งถูกสร้าง

อย่างที่เราทราบกันว่า ในเกมวอลเลย์บอล แต่ละทีมจะมีผู้เล่น 6 คนในสนาม ซึ่งก็จะมีตำแหน่งอย่างชัดเจน …

ตัวตบหัวเสา (Outside Hitter), บอลเร็ว หรือ ตัวบล็อก (Middle Blocker), ตัวตีตรงข้าม หรือ บีหลัง (Opposite Hitter) รวมถึง ตัวเซ็ต (Setter) คือชื่อตำแหน่งที่คุณๆ น่าจะจำได้ขึ้นใจ แต่สำหรับ ลิเบโร (Libero) ตำแหน่งนี้เข้ามามีบทบาทในกีฬาตบลูกยางได้อย่างไร?4DQpjUtzLUwmJZZPG14uJkN63o4diY3Cukk79LdZV9sG

อันที่จริง ตำแหน่งลิเบโร เพิ่งจะถือกำเนิดในกีฬาวอลเลย์บอลเมื่อปี 1998 นี้เอง โดยเป็นแนวคิดของ FIVB หรือ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ ที่ต้องการเพิ่มเติมสิ่งใหม่ๆ สู่กีฬาตบลูกยาง

สิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของตำแหน่งนี้ คือ ผู้เล่นจะต้องสวมใส่ชุดที่มีสีต่างจากเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีเหตุผลอยู่ …

ตามกติกาการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอลนั้น จะมีการเปลี่ยนตัวได้มากสุด 6 คนต่อเซต โดยผู้เล่นสำรองจะต้องเปลี่ยนตัว เข้า-ออก กับผู้เล่นคนใดคนหนึ่งในสนาม และสามารถเปลี่ยนตัวกลับเข้ามาเล่นได้อีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับตำแหน่งลิเบโรนั้นมีข้อยกเว้น คือผู้เล่นตำแหน่งนี้สามารถเปลี่ยนตัวกับผู้เล่นคนใดก็ได้ และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนตัวกับผู้เล่นคนเดิมเวลาที่ต้องการให้ลิเบโรออกจากสนาม ที่สำคัญคือ การเปลี่ยนผู้เล่นตำแหน่งลิเบโรลงสนาม จะไม่ถูกนับรวมไปกับโควตาการเปลี่ยนตัวต่อเซตอีกด้วย โดยสามารถเปลี่ยนตัวเมื่อไหร่ก็ได้ ขอให้จบการเล่นแต่ละแต้มก่อนเท่านั้น

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้ลิเบโร คือตำแหน่งที่ช่วยเพิ่มมิติใหม่ในการเล่นวอลเลย์บอล ซึ่งเพิ่มความสนุก ตื่นเต้น เร้าใจ แก่แฟนๆ อย่างแท้จริง

เหตุผลที่ต้องใช้คนตัวเล็ก

กติกาที่อนุญาตให้เปลี่ยนตัวได้อย่างอิสระกว่าตำแหน่งอื่นๆ ของลิเบโรในกีฬาวอลเลย์บอลนั้น จะว่าไปก็สอดคล้องกับรากศัพท์ภาษาอิตาลี ที่แปลว่า “อิสระ” อย่างลงตัว

อย่างไรก็ตาม ในความอิสระนั้นก็มีข้อจำกัดอยู่ คือผู้เล่นตำแหน่งนี้ จะไม่สามารถเข้าไปเล่นในพื้นที่แถวหน้าได้ ไม่ว่าจะเป็นการกระโดดตบ บล็อก หรือเซ็ต รวมถึงการเสิร์ฟด้วย (ยกเว้นในการแข่งขันระดับมหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกา ที่สามารถเสิร์ฟได้) ทำให้การเปลี่ยนตัวของตำแหน่งลิเบโรส่วนใหญ่ จะถูกเปลี่ยนตัวกับผู้เล่นใบแถวหลังเท่านั้น

ขณะเดียวกัน อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า ตำแหน่งลิเบโร เกิดขึ้นเพื่อสร้างมิติใหม่ให้กับการเล่นวอลเลย์บอล สิ่งนั้นคือ “การเล่นเกมรับ” ด้วยเหตุนี้ ลิเบโร จึงมีความหมายในกีฬาวอลเลย์บอลว่าเป็นตำแหน่ง “ตัวรับอิสระ” นั่นเอง

ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า ผู้เล่นตำแหน่งลิเบโร จะอยู่ได้แค่ในแนวหลังเท่านั้น ทำให้หน้าที่สำคัญของลิเบโร คือการรับบอลตบ โดยเฉพาะจากผู้เล่นตำแหน่งหัวเสาของทีมคู่แข่งที่จะโจมตีเข้าใส่ 

และเมื่อกติกาวอลเลย์บอลถูกปรับเปลี่ยน ให้บอลที่เสิร์ฟพลิกเน็ตเป็นบอลดี สามารถเล่นต่อได้ รวมถึงมีการนับคะแนนแบบแรลลี่ สามารถเป็นแต้มได้ทั้งเมื่อเป็นฝ่ายเสิร์ฟหรือฝ่ายรับเสิร์ฟ ก็ทำให้การรับบอลเสิร์ฟ กลายเป็นอีกหนึ่งหน้าที่สำคัญไปด้วย

แน่นอนว่า ลูกตบกับลูกเสิร์ฟ หรือแม้กระทั่งลูกหยอดนั้น ล้วนคาดเดายาก จะตกลงที่แหน่งไหนของสนามก็ได้ ผู้ที่จะทำหน้าที่ “ด่านแรก” เพื่อรับบอล จะต้องมีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วด้วยเช่นกัน

แม้โดยปกติ จะเป็นที่ทราบกันดีว่า ความสูง คือปัจจัยสำคัญในการเล่นวอลเลย์บอล แต่ตามธรรมชาติแล้ว ก็ต้องแลกกับความคล่องตัวในการเคลื่อนไหว และนั่นทำให้ คนตัวเล็ก ที่มีการเคลื่อนไหวที่คล่องตัวกว่า กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวสำหรับการเล่นตำแหน่งลิเบโร ซึ่งต้องเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว เพื่อไปดักบอลที่อีกฝ่ายโจมตีมานั่นเอง

เป็นลิเบโรให้ดีต้องมีอะไร

การเคลื่อนไหวอันคล่องแคล่ว รวดเร็ว ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นพรที่พระเจ้ามอบให้คนตัวเล็กเป็นการชดเชยสิ่งที่ขาดหาย อาจเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญของการเล่นในตำแหน่งลิเบโรก็จริง

แต่การจะเป็นยอดลิเบโร แค่นั้นอาจไม่พอ …BTNFZUKNRIMOCVP.20130403172623

เจฟฟ์ สมิธ (Jeff Smith) ผู้อำนวยการ Serve City โรงเรียนฝึกสอนวอลเลย์บอลสำหรับเยาวชนในสหรัฐอเมริกาเผยว่า “ในขณะที่ตัวเซ็ตเป็นผู้นำในเกมบุก ลิเบโรนี่แหละคือผู้นำในเกมรับ รวมถึงเป็นหัวใจและจิตวิญญาณของการรับลูกเสิร์ฟ รวมถึงผู้เล่นเกมรับทั้งหมดด้วย”

ด้วยเหตุดังกล่าว ลิเบโรที่ดี จึงควรต้องมีการรับบอล รวมถึงการขุดบอล (Digging) ที่อีกฝ่ายตั้งใจตบฝังที่ดี ไม่เพียงเท่านั้น ยังต้องมีการอ่านเกมที่แม่นยำว่า ฝั่งคู่แข่งจะโจมตีด้วยรูปแบบใด จะมาด้วยลูกตบ หรือลูกหยอด ซึ่งนอกจากไอคิววอลเลย์บอลที่สูงแล้ว ยังต้องมีการสั่งการเพื่อนร่วมทีม เพื่อแบ่งหน้าที่ในเกมรับให้ชัดเจนด้วยเช่นกันว่า แต่ละคนจะต้องไปรอดักบอลที่ตำแหน่งไหน

อย่างไรก็ตาม ทักษะเกมรุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเซ็ตบอล ก็ถือเป็นสิ่งที่ผู้เล่นตำแหน่งลิเบโรไม่ควรละเลย ดังที่ เคน ชิบุยะ (Ken Shibuya) หนึ่งในทีมงานโค้ชวอลเลย์บอลของทีมชาติสหรัฐอเมริกาให้มุมมองว่า

“บางครั้ง คนที่ต้องทำหน้าที่รับบอลซึ่งอีกฝ่ายโจมตีมา อาจจะไม่ใช่ลิเบโรเสมอไป เพราะตัวเซ็ต อาจจะเป็นเป้าที่ถูกตีบอลใส่ ซึ่งตามกฎ ผู้ที่สัมผัสบอลแล้ว จะไม่สามารถสัมผัสบอลได้อีก ดังนั้น ลิเบโรนี่แหละ ที่จะต้องทำหน้าที่เซ็ตบอลให้ตัวตบหากจำเป็น”

แม้ผู้เล่นที่มักจะถูกนึกถึงเป็นคนแรกๆ ในกีฬาวอลเลย์บอล คือตำแหน่งสายทำแต้มอย่าง ตัวตบ ก็ตาม แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกคนในทีมนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

และบางที ปัจจัยสู่ชัยชนะของทีมตบลูกยาง อาจจะมาจากคนที่ถูกเรียกได้ว่า “ตัวเล็กที่สุดในสนาม” อย่าง ลิเบโร ก็เป็นได้

มือพิฆาตพยัคฆ์ : คลายข้อสงสัย มนุษย์ฆ่าเสือด้วยมือเปล่าได้จริงไหม?

หากคุณเป็นแฟนมังงะ “บากิ จอมประจัญบาน” คุณย่อมอินไปกับตัวละครที่ชื่อว่าโอโรจิ โดปโปะ นักคาราเต้เจ้าของฉายา “มือพิฆาตพยัคฆ์” ที่สามารถปราบเสื้อโคร่งน้ำหนักกว่าครึ่งตันได้ด้วยมือเปล่า…แล้วในโลกแห่งความเป็นจริง มันมีเรื่องแบบนั้นจริง ๆ หรือไม่? 

 

ต้องยอมรับว่า “มนุษย์” คือสัตว์ที่ฉลาดสุดในโลก แต่ไม่ใช่สัตว์ที่แข็งแกร่งที่สุด เมื่อปราศจากอาวุธ ต้องเอาตัวรอดเพียงลำพังในสภาพแวดล้อมที่เรียกว่าป่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่สิ่งมีชีวิตสองขา จะเอาชีวิตรอดจากภัยร้าย

ไม่ว่าจะเป็น วิวัฒนาการทางธรรมชาติ หรือ พรจากพระเจ้า มือเปล่าของมนุษย์มีความสามารถมากกว่าที่คิด สิ่งที่อยู่ปลายแขนทั้งสองสามารถช่วยชีวิตคุณจากยามยาก ด้วยการปลิดชีพ “เสือ” พยัคฆ์ร้ายแห่งพงไพร โดยไม่ต้องพึ่งพาอาวุธใด

เราจะนำเสนอ ตำนานของชายชาวอเมริกัน เมื่อร้อยกว่าปีก่อน พร้อมตอบคำถามคาใจ มนุษย์ฆ่าเสือด้วยมือเปล่าได้หรือไม่? 

 

ตำนานชายผู้ฆ่าเสือ

ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 วิถีชีวิตของมนุษย์ และ ธรรมชาติ ยังไม่ถูกแยกขาดจากกันดั่งทุกวันนี้ ก่อนสิ่งมีชีวิตผู้ประเสริฐจะหันปืนมาห้ำหั่นกันเอง ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 สัตว์จากพงไพรคืออันตรายขั้นสูงสุดcsz68147_0

มีมนุษย์เพียงไม่กี่คนกล้าท้าทายมฤตยูดังกล่าว หนึ่งในนั้นคือ คาร์ล เอคลีย์ นักอนุรักษ์ธรรมชาติชาวสหรัฐอเมริกา ผู้สร้างผลงานมากมายเป็นมรดกแก่คนรุ่นหลัง ไม่ว่าจะเป็น คิดค้นการสตัฟฟ์สัตว์สมัยใหม่, ผลักดันให้เกิดอุทยานแห่งชาติในอเมริกา และ สร้างกล้องถ่ายภาพสัตว์แบบเคลื่อนไหว

อ่านดูอาจรู้สึกว่าคาร์ล เอคลีย์ คือชายปราดเปรื่องที่ใช้ชีวิตแต่ละวันไปกับหนังสือและห้องทดลอง แต่เปล่าเลย ชีวิตของเขาโลดโผนราวกับ อินเดียนา โจนส์ ตลอดชีวิตของชายผู้นี้ เอคลีย์เข้าป่าเพื่อศึกษาและช่วยเหลือสัตว์ที่คนทั่วไปไม่รู้จัก เขาคือมนุษย์รายแรกที่ศึกษากอริลลาภูเขา และสามารถถ่ายรูปพวกมันกลับมาฝากชาวโลกได้สำเร็จ

คาร์ล เอคลีย์ คือผู้พิทักษ์ แต่บางครั้ง เขาคือนักล่าฝีมือฉกาจ เอคลีย์จำเป็นต้องเข้าป่าและฆ่าสัตว์เพื่อนำร่างไร้วิญญาณที่ได้มาสตัฟฟ์ ก่อนส่งเข้าพิพิธภัณฑ์ มันคืองานที่อันตรายเกินกว่าจะจินตนาการ ชีวิตของเอคลีย์จึงผ่านวินาทีเสี่ยงตายมาแล้วมากมาย

เขาเคยถูกช้างเหยียบจนเกือบตาย, เคยใช้ซากจระเข้เป็นเรือเพื่อข้ามแม่น้ำ, เคยถูกกอริลลาไล่ล่าจนเกือบตกหน้าผา หรือ ต่อสู้กับแรด 3  ตัวในเวลาเดียวกัน เอคลีย์ ผ่านประสบการณ์ราวกับพระเอกในภาพยนตร์ผจญภัย

แต่ทั้งหมดที่กล่าวมา ไม่ใช่เรื่องราวที่ทำให้ชื่อของเขายังถูกพูดถึงจนทุกวันนี้

เหตุการณ์อันกลายเป็นตำนาน เกิดขึ้นในปี 1896 เอคลีย์เดินทางไปยังประเทศเอธิโอเปีย เพื่อตามหาสัตว์ตัวอย่างมาทำการสตัฟฟ์เพื่อศึกษา ภารกิจครั้งนั้นของเขาใกล้เคียงกับคำว่าล้มเหลว เอคลีย์ใช้เวลา 4 วัน เพื่อค้นพบเพียงความว่างเปล่า

การล่าสัตว์ล่วงเลยเข้าสู่วันที่ 5 โชคเข้าข้างเอคลีย์ เขาค้นพบไฮยีน่า แต่กลายเป็นว่าเขาใช้กระสุนในการยิงมากเกินไป จนผิวหนังเละเกินกว่าจะนำมาสตัฟฟ์ เขาเดินทางต่อไปจนเจอ หมูป่า ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ เขารัวกระสุนอีกครั้ง เจ้าหมูป่าตัวนั้นลาโลกไปแบบไม่ทันส่งเสียงMr._Akeley_and_his_Gun_Boys

เอคลีย์เดินผ่านพุ่มไม้ไป โดยไม่สนใจจะเช็คสภาพของสัตว์ตัวนั้น เขาเดินทางสู่แอฟริกาเพื่อตามหาสัตว์แปลก เช่น นกกระจอกเทศ หรือ ไฮยีนา ไม่ใช่ หมูป่า จนกระทั่งขากลับ เอคลีย์ที่ออกมาจากป่าด้วยมือเปล่า จึงหวังเก็บหัวหมูป่าที่ยิงได้แทน

เมื่อ เอคลีย์ เดินไปยังพุ่มไม้ เขาไม่พบซากสัตว์ที่ควรอยู่ตรงนั้น กลับมีแต่รอยเลือดไหลเป็นทาง ในหัวเขาคิดว่า หมูป่าผู้โชคร้ายคงถูกไฮยีน่าลากไปกิน เขาเดินทางต่อจนผ่านจุดที่ฆ่าไฮยีน่าตัวแรก ซากของมันหายไปเช่นกัน จมูกของเอคลีย์สัมผัสถึงกลิ่นแปลก เขาประทับไรเฟิลขึ้นบ่า เตรียมพร้อมกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ทันใดนั้น เอคลีย์ ได้ยินเสียงบางสิ่งเคลื่อนไหว เขาทำในสิ่งที่โง่ที่สุดในชีวิต คือรัวกระสุนใส่พุ่มไม้แบบสุ่ม เสียงคำรามดังก้องตอบกลับมา เอคลีย์รู้ทันทีว่า สัตว์ที่จัดการซากหมูป่า และ ไฮยีน่า คือเสือดาว เขามีทางเลือก 2 ทาง คือถอยหลังหรือสู้ต่อ

เอคลีย์เลือกทางที่ 2 เขายิงใส่เสือดาวอีกครั้ง แม้เห็นเป้าหมายไม่ชัด เนื่องจากดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า เอคลีย์รัวกระสุนจนหมดแม็ก เขามั่นใจว่าสัตว์ร้ายตายเป็นแน่ แต่เปล่าเลย เสือดาวกระโจนโจมตีเอคลีย์ มันกัดที่มือขวาแบบจมเขี้ยว ทั้งสองตะลุมบอน เจ้าเสือดาวลงไปกองกับพื้น และกำลังใช้เท้าตะกุยท้องของเขา ขณะที่เอคลีย์กุมความได้เปรียบอยู่ด้านบน

เขากัดฟันทนความเจ็บปวด ต่อสู้กับเสือดาวด้วยแขนเพียงข้างเดียว เอคลีย์ใช้แขนข้างซ้ายล็อคคอของพยัคฆ์ร้าย ใช้เข่าทับน้ำหนักใส่ส่วนท้อง และใช้ข้อศอกงัดไว้ตรงง่ามขา เจ้าเสือดาวพยายามดิ้นเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ แต่กลับไม่สามารถทำได้ จากเหยื่อที่คิดหนีเอาชีวิตรอด เขาเริ่มมองเห็นชัยชนะอยู่เบื้องหน้า

เอคลีย์ใช้น้ำหนักตัวทั้งหมดที่มีกระแทกใส่ท้องของเสื้อดาว เอคลีย์รู้สึกถึงกระดูกซี่โครงที่กำลังหัก เขาทำมันอีกครั้ง ดูเหมือนว่ากระดูกซี่โครงเสือดาวหักเพิ่มอีกซี่ หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าสัตว์ร้ายจึงแน่นิ่ง เอคลีย์ได้รับชัยชนะ และจารึกเรื่องราวของเขาในฐานะ ชายผู้ฆ่าเสือด้วย “มือเปล่า”

 

ฆ่าเสือด้วยมือเปล่า?

พิจารณาจากเรื่องราวของ คาร์ล เอคลีย์ คำถาม “มนุษย์ฆ่าเสือโคร่งด้วยมือเปล่าได้หรือไม่?” คำตอบคือ “ได้” อย่างไม่ต้องสงสัย แต่หากจะจบบทความเพียงแค่นี้ ผู้เขียนย่อมทำผิดพลาดอย่างร้ายกาจ เนื่องจากมีรายละเอียดอีกมากมายซ่อนอยู่ภายใต้การกระทำอันน่าเหลือเชื่อAkeley-Leopard

ประการแรก คือ ความสามารถของฝั่งมนุษย์ คาร์ล เอคลีย์ ไม่ใช่แค่นักอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่คือนายพรานชั้นยอด ผู้เปี่ยมด้วยความรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่า ทันทีที่ เอคลีย์ มองเห็นเสือดาวกระหายเลือดอยู่ตรงหน้า ข้อมูลมหาศาลไหลเข้ามาสู่หัวของเขาอย่างเฉียบพลัน

เอคลีย์จึงรับมือและฆ่าเสือได้สำเร็จ เนื่องจากรู้ลักษณะนิสัยของคู่ต่อสู้ เสือดาวนั้นอาฆาตพยาบาท และตามล่าเหยื่อจนกว่าจะถึงที่สุด เขาจึงเลือกจะสู้และไม่ถอยหนี แม้ถูกปลดอาวุธจนเหลือแค่มือเปล่า กลับกัน หากเอคลีย์ไม่มีความรู้เรื่องเสือดาว เขาย่อมถูกปลิดชีพตั้งแต่ไม่ถูกปลดอาวุธด้วยซ้ำ

เหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกัน เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา ทราวิส คอฟฟ์แมน นักวิ่งเทรล ถูกโจมตีด้วยสิงโตภูเขาในรัฐโคโลราโด เขาทำในสิ่งที่เดียวกับที่เอคลีย์ทำได้ คือฆ่าพยัคฆ์ร้ายด้วยมือเปล่า ประสบการณ์เฉียดตายของนักวิ่งรายนี้ คือเครื่องยืนยันว่า ไม่ใช่มนุษย์ทุกคนที่ฆ่า เสือ หรือ สิงโต ด้วยมือเปล่า

แม้ไม่ใช่นายพราน คอฟฟ์แมน ศึกษาเรื่องราวของสิงโตภูเขาเป็นอย่างดี หลังเคยอ่านข่าวนักปั่นจักรยานภูเขาถูกโจมตีโดยสิงโตชนิดดังกล่าว นั่นคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ คอฟฟ์แมนรู้วิธีปลิดชีวิตคู่ต่อสู้ นั่นคือใช้แขนและขารัดคอเจ้าสิงโตภูเขาจนถึงแก่ความตาย

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คนธรรมดาอย่าง คอฟฟ์แมนรอดชีวิตจากสัตว์ร้าย คือสภาพร่างกาย เขาคือชายหนุ่มรูปร่างกำยำ อายุเพียง 30 ต้นๆ แถมยังมีกิจกรรมอดิเรกเป็นการวิ่งเทรล อันเป็นกีฬาผจญภัย ร่างกายของเขาย่อมอยู่ในเกณฑ์แข็งแรงกว่าคนทั่วไป จนสามารถรับมือกับสิงโตภูเขาได้

ตำนานสะท้านโลก คาร์ล เอคลีย์ ฆ่าเสือด้วยมือเปล่าในวัย 32 ปี ชายชาวเคนย่าผู้ฆ่าสิงโตด้วยมือเปล่า ก็สามารถทำได้ด้วยวัย 35 ปี จึงอาจกล่าวได้ว่า ผู้ชายวัย 35 ปี คือมนุษย์ที่มีโอกาสฆ่า เสือ หรือ สิงโต ด้วยมือเปล่ามากที่สุด เนื่องจากถึงพร้อมด้วยสภาพร่างกาย และประสบการณ์

รายละเอียดอีกประการที่มองข้ามไม่ได้ คือสภาพร่างกายของคู่ต่อสู้ หากพิจารณาจากสัตว์ร้ายที่ถูกฆ่าด้วยมือเปล่า ทั้ง เสือดาว และ สิงโตภูเขา ทั้งหมดเป็นสัตว์ป่าขนาดเล็ก ที่ร่างกายแตกต่างออกไปจาก เสือโคร่ง และ สิงโต ผู้ได้รับการขนานนามเป็นเจ้าแห่งพงไพร

เสือดาวที่ เอคลีย์ ปลิดชีพ มีน้ำหนักอยู่ราว 80 ปอนด์ หรือราว 36 กิโลกรัม ส่วนสิงโตภูเขาที่คอฟฟ์แมนปลิดชีพ มีน้ำหนักไม่เกิน 60 ปอนด์ หรือ 27 กิโลกรัม จะเห็นว่าสัตว์ป่าที่ถูกมนุษย์ฆ่าด้วยมือเปล่า มีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ยทั้งสองตัว โดยเสือดาวมีเฉลี่ยอยู่ที่ 63 กิโลกรัม ส่วนสิงโตภูเขาอยู่ที่ 68 กิโลกรัม

นอกจาก สายพันธุ์ และ น้ำหนักน้อยกว่ามาตรฐาน ฝั่งมนุษย์ยังต้องภาวนาปัจจัยอื่นของคู่ต่อสู้เข้ามาช่วยเหลือ เอคลีย์ ยิงเสือดาว 2 นัด ก่อนปลิดชีพด้วยมือเปล่า ส่วน สิงโตภูเขาที่โจมตีคอฟฟ์แมน มีอายุไม่ถึง 8 เดือน ไร้ประสบการณ์ในการออกล่า จึงตกเป็นเหยื่อของฝั่งมนุษย์เสียเอง

การสังหาร เสือ หรือ สิงโต ด้วยมือเปล่า จึงไม่ใช่แค่เรื่องของฝีมือ แต่เป็นเรื่องของโชคลาง มากเท่ากัน ต่อให้ฝ่ายมนุษย์มีฝีมือการต่อสู้ชั้นเยี่ยม และความรู้เรื่องสัตว์ร้ายเต็มคลั่ง แต่หากต้องเผชิญหน้ากับ เสือโคร่งโตเต็มวัย ที่ขั้นต่ำน้ำหนักอยู่ที่ 142 กิโลกรัม มนุษย์คงเป็นฝ่ายลาโลกลงโลงอย่างไม่ต้องสงสัย

เรื่องราวของ โมเสส เลคาเลา ชายเลี้ยงสัตว์ชาวเคนยาในปี 2007 คือตัวอย่างโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น เขาเผชิญหน้ากับสิงโต ขณะเดินทางผ่านป่าเพื่อกลับหมู่บ้าน โมเสสใช้เวลานาน 1 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อฆ่าสิงโตด้วยมือเปล่า 6-researchersr

ถึงเขาจะพิชิตเจ้าป่าได้สำเร็จ แต่ร่างกายที่อ่อนแรงจากการต่อสู้ กลับถูกโจมตีโดยฝูงไฮยีน่าอีกไม่กี่อึดใจถัดมา โมเสสถูกกัดมือและข้อเท้าจนขาด แม้หนีเอาตัวรอดมาได้ ผลสุดท้าย เขาเสียชีวิตที่โรงพยาบาล เนื่องจากสูญเสียเลือดมากเกินไป

มนุษย์ฆ่าเสือด้วยมือเปล่า จึงเป็นเรื่องสามารถทำได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า คุณจะเดินไปท้าสู้กับสัตว์ป่าเหล่านี้ตามใจชอบ สัตว์ป่าอย่างไรคือสัตว์ป่า ผู้เปี่ยมด้วยสัญชาติญาณนักล่าแต่กำเนิด ทางที่ดีเราควรเตรียมรับมือกับทุกสถานการณ์ ด้วยความพร้อมขั้นสูงสุดจะดีกว่า

กังฟู ปะทะ MMA สงคราม 2 ศาสตร์ต่อสู้ที่ตีแผ่ความเชื่อและความจริงในประเทศจีน

“กังฟู” ศิลปะการต่อสู้ของประเทศจีน ที่มีการพัฒนากว่ายาวนานหลายพันปี ด้วยกระบวนท่าที่งดงาม และเรื่องราวที่น่าตื่นตาตื่นใจ ผู้ใดหากสำเร็จวิชากังฟู ย่อมครองความเป็นหนึ่งในฐานะเจ้ายุทธภพอย่างไม่ต้องสงสัย

 

ชีวิตจริงไม่ต่างจากนิยาย ชายผู้หนึ่งเอ่ยปากดูหมิ่นวิชากังฟู เขาไม่ใช่วายร้ายจากสำนักมาร แต่เป็นอาจารย์สอนการต่อสู้รูปแบบ MMA หรือ (Mixed Martial arts) ศิลปะป้องกันตัวจากโลกตะวันตก จนเกิดการปะทะของศาสตร์ต่อสู้สองแขนง

สงครามที่เกิดขึ้นระหว่าง กังฟู และ MMA ไม่ได้น่าสนใจแค่ผลลัพธ์ที่บ่งบอกว่าใครชนะ แต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อและความจริงที่เกิดขึ้นในประเทศจีน ที่ก้าวไปไกลกว่าเรื่องราวของศิลปะป้องกันตัว

MMA ปะทะ กังฟู

ก่อนเข้าเรื่องความบาดหมางที่เกิดขึ้นระหว่าง MMA และ กังฟู เราขอพาทุกท่านรู้จักบุคคลผู้สุมไฟแค้น ระหว่างสองศิลปะป้องกันตัวในประเทศจีนเสียก่อน7fb3125c61ba316120b74fd204044de27fb3125c61ba316120b74fd204044de2

สวี เสี่ยวตง เจ้าของฉายา “ไอ้หมาบ้า” คือ ผู้เริ่มต้นสงคราม เขาเป็นสุดยอดนัก MMA ชาวจีนที่ได้รับการนับถือในฐานะ ผู้ริเริ่มการต่อสู้แขนงนี้ในแดนมังกร สวี เสี่ยวตง เริ่มต้นฝึก MMA และ มวยไทย ในปี 2001 หลังจากนั้นไม่นาน เขาสร้างยิมของตัวเองในกรุงปักกิ่ง และรันวงการอย่างต่อเนื่อง

“ผมเริ่มต้นเผยแพร่ MMA ในประเทศจีนด้วยตัวเอง ตั้งแต่ปี 2004 ไม่มีใครรู้จัก MMA ในตอนนั้น นอกจากผม” สวี เสี่ยวตง เปิดเผยเรื่องราวของเขา

นับตั้งแต่ สวี เสี่ยวตง เปิดยิมของตัวเองขึ้นมา เขาพาตัวเองออกห่างจากสังเวียน เพื่ออุทิศตนในฐานะอาจารย์ จนกระทั่งรับชมรายกังฟูในโทรทัศน์ช่อง CCTV-4 สวี เสี่ยวตง จึงหวนคืนสู้การต่อสู้อีกครั้ง ด้วยจุดประสงค์เดียวเท่านั้น “เปิดโปงความจอมปลอมของกังฟู”

“ผมไม่เคยคิดว่ากังฟู คือศิลปะป้องกันตัว มันเป็นแค่การออกกำลังกายสำหรับคนแก่” สวี เสี่ยวตง โจมตีกังฟูอย่างเผ็ดร้อน

“ผู้คนมากมายในจีนถูกล้างสมองโดยปรมาจารย์กังฟูจอมปลอม ผมพยายามทำให้พวกเขาตาสว่าง และทำให้พวกเขารู้ว่า วัฒนธรรมกังฟูที่แท้จริงเป็นอย่างไร”

ปรมาจารย์กังฟูจอมปลอมที่ สวี เสี่ยวตง กล่าว คือ เซียนวิชาไทเก๊ก ชื่อว่า เว่ย เหล่ย นักสู้รายนี้ปรากฏตัวในรายการพิเศษชื่อว่า Real Kung Fu เขาต่อสู้กับนักสู้กังฟูอีกรายที่เป็นชาวต่างชาติ ผลปรากฏว่า เว่ย เหล่ย คว้าชัยชนะอย่างง่ายดาย แบบไม่เสียเชิงอาจารย์กังฟู834

เท่านั้นยังไม่พอ เว่ย เหล่ย ยังแสดงพลังลมปราณ สามารถควบคุมนกพิราบไว้บนฝ่ามือ และบดเนื้อแตงโมจนแหลกละเอียด แม้ไม่ได้ทำลายเปลือกให้บอบช้ำ ราวกับฉากเปิดตัวยอดนักสู้ในภาพยนตร์กำลังภายในสักเรื่อง

ทันทีที่ สวี เสี่ยวตง ดูรายการจบ เขาเริ่มต้นภารกิจเปิดโปงความจอมปลอมของกังฟู สวี เสี่ยวตง อ้างว่า วิชากังฟูและพลังพิเศษที่เห็นในคือการทีวีคือการจัดฉาก นักสู้ฝรั่งที่ต่อสู้กับ เว่ย เหล่ย คือนักแสดงที่จ้างมาสวมบทบาท 

ส่วนเหตุผลที่นกพิราบไม่ยอมบินไปไหน เป็นเพราะเจ้านกตัวนั้นคือสัตว์เลี้ยงของ เว่ย เหล่ย เขาควบคุมมันด้วยความเชื่อง ไม่ใช่พลังกังฟู

คำกล่าวของ สวี เสี่ยวตง คือการดูหมิ่น ปรมาจารย์กังฟูมีหรือจะอยู่เฉย เว่ย เหล่ย ตอบกลับด้วยการโจมตี MMA เป็นศิลปะป้องกันตัวไร้ค่า และเขาสามารถแก้ท่า rear naked choke ด้วยมือเพียงข้างเดียว 

เว่ย เหล่ย ยืนยันว่ามันจะคือเรื่องง่ายสำหรับเขา หากเผชิญหน้ากับท่าดังกล่าวในการต่อสู้จริง

“ตอนผมได้ยินเขาพูดแบบนั้น (แก้ท่า rear naked choke) สังคม MMA ของเราต่างพากันประหลาดใจ เพราะ rear naked choke คือท่าที่ไม่สามารถแก้ไขได้”

“เพราะงั้น ผมเลยตอบกลับไปว่า ถ้าคุณคิดว่ากังฟูสุดยอดนัก เราก็มาสู้กัน” สวี เสี่ยวตง เอ่ยคำท้า ที่จะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

 

ราคาของชัยชนะ

การต่อสู้ระหว่าง สวี เสี่ยวตง และ เว่ย เหล่ย ถูกกำหนดขึ้นในวันที่ 27 เมษายน 2017 ปรมาจารย์กังฟูถือไพ่เหนือกว่า เขามีอำนาจกำหนดสถานที่ในการชก สวี เสี่ยวตง ต้องเดินทางไกลเกือบ 2,000 กิโลเมตร จากกรุงปักกิ่งสู่เฉิงตู เมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องของกังฟูfight1

ความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ไม่ได้บั่นทอนความมั่นใจในการต่อสู้ของ สวี เสี่ยวตง เขาปรากฏตัวด้วยกางเกงกีฬาขาสั้น และรองเท้าสีชมพูสดใส สวนทางกับ เว่ย เหล่ย ผู้เป็นเข้ามา ที่สวมชุดนักสู้กังฟูตามประเพณี เครื่องแต่งกายหาได้บ่งบอกความสามารถ ทันทีที่เสียงระฆังดัง ผลลัพธ์ปรากฏออกมาทันที

สวี เสี่ยวตง เดินเกมรุกหนัก เขารัวหมัดใส่ เว่ย เหล่ย ไม่ยั้ง เพียง 20 วินาที โดยไม่ต้องใช้ท่าล็อกใด ปรมาจารย์กังฟูร่วงลงไปกองกับพื้น การต่อสู้เป็นอันยุติ MMA เป็นฝ่ายชนะ

ชีวิตของ สวี เสี่ยวตง เปลี่ยนไปในพริบตาและไม่ใช่ในทางที่ดี นักสู้กังฟูนับร้อยเดือดดาล พากันส่งคำท้าขอแก้มือกับ สวี เสี่ยวตง แต่ที่แย่ไปกว่านั้น เขาถูกโจมตีโดยชาวเน็ตว่า จงใจดูหมิ่นวัฒนธรรมเก่าแก่ของประเทศ คลิปการต่อสู้ของ สวี เสี่ยวตง ถูกลบจากอินเตอร์เน็ต เช่นเดียวกับบัญชีใช้งานในสังคมออนไลน์ของเขา

ไม่มีใครลบบัญชีผู้ใช้ในโลกออนไลน์ของคุณได้ หากไม่ใช่ผู้มีอำนาจ ใช่แล้ว สวี เสี่ยวตง กำลังถูกเพ่งเล็งจากรัฐบาลจีน ในข้อหาดูหมิ่นวัฒนธรรมอันดีงาม 5fd32c0596cf210_w600_h320

เขาถูกสั่งให้ขอโทษอย่างเป็นทางการ และปรับเงินอีกว่า 1 ล้านบาท สวี เสี่ยวตง ปฏิเสธ ส่งผลให้ถูกสั่งห้ามเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง หรือ เครื่องบิน เพื่อยุติไม่ให้เขาเดินทางไปต่อสู้ที่ไหนได้อีก

ความพยายามของรัฐบาลจีนไม่เป็นผล สวี เสี่ยวตง เดินทางยาวนาน 36 ชั่วโมง เพื่อต่อสู้กับปรมาจารย์หวิงชุน ที่เขตปกครองตนเองซินเจียง ชัยชนะยังคงตกเป็นของฝั่ง MMA สวี เสี่ยวตง ไม่ย่อท้อต่อภารกิจ เขาเอาชนะนักสู้กังฟูรวม 17 คน จนกระทั่งไม่มีใครกล้าเอ่ยคำท้า

สวี เสี่ยวตง และ MMA ฝ่ายชนะ แต่ราคาที่ต้องจ่ายตามมาแสนสาหัส ชื่อของเขาหายไปจากอินเตอร์เน็ตในประเทศจีน กลายเป็นบุคคลที่มีคะแนนทางสังคมระดับ D ที่นอกจากจะห้ามขึ้นเครื่องบินและรถไฟความเร็วสูงแล้ว สวี เสี่ยวตง ยังถูกสั่งห้ามไม่ให้พักในโรงแรม หรือซื้อและเช่าที่อยู่อาศัย 

โชคดีที่ สวี เสี่ยวตง ไม่มีลูก เพราะหากเขามี ลูกของ สวี เสี่ยวตง จะถูกจำกัดสิทธิ์ทางการศึกษา ด้วยเช่นกัน

เพียงแค่ความต้องการที่จะเปิดโปงภาพลวงของกังฟูในโทรทัศน์ เหตุใดชายคนหนึ่งจึงต้องเสียอะไรมากขนาดนี้ ? เรามีคำตอบให้คุณในบทถัดไป..

 

ความจริงและความเชื่อ 

เรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ผู้อ่านคงสัมผัสได้ถึงความพ่ายแพ้อันย่อยยับของกังฟู แต่หากทบทวนดูให้ดี มรดกและประวัติศาสตร์ของกังฟูนั้นยิ่งใหญ่ จนกลายเป็นอำนาจที่ยิ่งใหญ่ มากกว่าจะตัดสินผลแพ้ชนะได้ในสังเวียนการต่อสู้

กังฟู คือ ศาสตร์ที่มีรากฐานยาวนานกว่า 4,000 ปี ก่อนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากตำนานวัดเส้าหลิน เรื่องราวของพระที่ต่อสู้เพื่อปกป้องความยุติธรรมในราชวงศ์ชิง ถูกเล่าต่อกันมานับไม่ถ้วน เรื่องราวผู้กล้าแห่งวัดเส้าหลินไม่มีที่สิ้นสุด แม้กระทั่งช่วงเวลาที่ถูกทำลายล้างในช่วงเวลาของราชวงศ์แมนจู

ปัจจุบัน วัดเส้าหลินยังคงอยู่ และยังคงรับพระหน้าใหม่เพื่อเข้ามาฝึกวิชากังฟู สิ่งที่เพิ่มเติม คือ การเปิดรับนักท่องเที่ยว วัดเส้าหลินคือจุดหมายที่คนทั่วโลกมุ่งหน้าเมื่อมาเยือนแดนมังกร วัฒนธรรมจีนแพร่กระจายไปทั่วโลกจากวัดเส้าหลิน สื่อท้องถิ่นรายงานว่า มีโรงเรียนเส้าหลินกระจายอยู่ 70 ประเทศทั่วโลก

มากกว่านั้น ผู้คนยังติดภาพความแข็งแกร่งของวิชากังฟู จากผลงานของนักแสดงชื่อดัง บรู๊ซ ลี ที่วางรากฐานจนแข็งแกร่งในยุค 70’s ก่อนถูกต่อยอดด้วย เฉินหลง (Jackie Chan) และ เจ็ต ลี (Jet Li) กังฟูคือความภาคภูมิใจของชาวจีน แต่มากกว่านั้น มันคือธุรกิจBruce-Lee3-0

NetEase บริษัทยักษ์ใหญ่ในจีน รายงานว่า ธุรกิจกังฟู มีมูลค่าอยู่ในหลักพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไล่ตั้งแต่ ภาพยนตร์, ทีวี, การศึกษา, การท่องเที่ยว และ ผลิตภัณฑ์ มีการยืนยันว่ามีนักเรียนกว่า 2 ล้านคนในโรงเรียน 12,000 แห่ง มันคือศิลปะป้องกันตัวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก

ถึงจะสร้างมูลค่ามากแค่ไหน ความจริงที่ต้องยอมรับคือ กังฟูไม่ใช่ “กีฬา” ชิ ยงซิน (Shi Yongxin) เจ้าอาวาสคนปัจจุบันของวัดเส้าหลิน ยอมรับว่าวิชากังฟูไม่อาจต่อสู้กับ MMA เนื่องจากกังฟูคือการฝึกจิตวิญญาณมากกว่าสภาพร่างกาย และกังฟูไม่ใช่การฝึกเพื่อสร้างพลังพิเศษ แต่เป็นการสร้างความสุขภายในจิตใจ

โชคร้าย เจตนารมณ์ที่แท้จริงของวัดเส้าหลินถูกบิดเบือน มีผู้คนมากมายอ้างชื่อของวัดเส้าหลินและวิชากังฟูเพื่อหารายได้ หลายคนมาฝึกและออกไปทั้งที่ยังไม่ได้การยอมรับเป็นพระ กลับสามารถเปิดสำนักเส้าหลินของตัวเอง เป็นเหตุให้เกิดศาสตร์ “กังฟูปลอม” ที่แพร่ระบาดไปทั่ว

ชัยชนะของ MMA เหนือกังฟู เปิดเผยความจริงดังกล่าว แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบใจ โดยเฉพาะรัฐบาลจีน ที่เพิ่งประสบความสำเร็จนำธงชาติไปปักบนกำแพงวัดเส้าหลินเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ก่อตั้งวัดในค.ศ. 495 

รัฐบาลจีน ประสบความสำเร็จในการสร้างภาพความแข็งแกร่งของวิชากังฟู ไม่ใช่แค่ประชาชนทั่วไปที่เชื่อว่าปรมาจารย์กังฟูมีพลังเหนือธรรมชาติ แต่นักสู้ MMA จำนวนมาก เชื่อว่าตัวเองไม่มีความสามารถมากพอจะต่อสู้กับผู้มีวิชา ซึ่งตรงข้ามกับความจริงโดยสิ้นเชิง

พรรคคอมมิวนิสต์จีน มีนโยบายชาตินิยมที่เข้มข้นและสุดโต่ง พวกเขาใช้กังฟูการแสดงภาพนักสู้ผู้รักชาติ และวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งของชาวจีน แม้ปัจจุบัน วัฒนธรรมกังฟู จะดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลจากนานาชาติ แต่ชาวจีนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าศาสตร์การต่อสู้นี้ คือเกียรติและศักดิศรีที่ควรสงวนให้ชาวจีนเพียงผู้เดียวf8bc1269fd8315afdd4e16

“ทุกคนในจีนคิดว่าวัดเส้าหลินมีความลับบางอย่าง ที่ไม่อยากแบ่งปันแก่ผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แก่ชาวต่างชาติผู้เป็นปีศาจ” มาร์ตา เนสโควิช นักศึกษาชาวเซอร์เบียที่ฝึกวิชาอยู่กับวัดเส้าหลินกล่าว

ไม่ว่าคำกล่าวข้างต้นจะจริงหรือไม่ ลัทธิชาตินิยมแฝงเข้าไปเป็นหนึ่งของวิชากังฟูเป็นที่เรียบร้อย สิ่งที่ สวี เสี่ยวตง ต้องจ่ายจึงไม่ใช่เพราะเขาใช้การต่อสู้ MMA ล้มกังฟู แต่เพราะเขากำลังทำลายคุณค่าของวัฒนธรรม ที่รัฐบาลจีนกำลังปลูกฝังcdb7969dcdc36b8681124794461ef6dd

กังฟู ไม่ใช่กีฬาและไม่มีวันชนะ MMA แต่ศาสตร์เก่าแก่นี้ ถูกใช้เป็นเครื่องมือหารายได้และเผยแพร่ลัทธิชาตินิยม สิ่งหนึ่งที่น่าเศร้าจากเรื่องราวนี้ คือไม่มีใครกำลังปกป้องเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกังฟู 

ย้อนแย้งอย่างน่าประหลาด บุคคลที่ลงมือปกป้องกังฟูมากที่สุด อาจเป็นคนที่ถูกชาวจีน มองว่าเป็นวายร้าย และนำศิลปะตะวันตกเข้ามารุกรานชาติ อย่าง สวี เสี่ยวตง

“ชู กำลังทำในสิ่งที่ถูกต้อง เขาต่อสู้กับกังฟูปลอม”  ชิ ยงซิน เจ้าอาวาสวัดเส้าหลินทิ้งคำพูดเตือนใจ ที่ทำให้ทุกคนต้องขบคิด

พัค, เอฟร่า และ เตเวซ ทริโอ 3 เชื้อชาติกับมิตรภาพที่ช่วยให้ ยูไนเต็ด ไร้เทียมทาน

“ไม่ว่าจะไปที่ไหนพวกนี้ตัวติดกันเหมือนกับฝาแฝด ไม่ว่าจะทำอะไรพวกเขาก็จะทำด้วยกัน แม้กระทั่งอาบน้ำห้องเดียวกันด้วย” ริโอ เฟอร์ดินานด์ เล่าโจ๊กที่อธิบายถึงความสัมพันธ์ของกลุ่มเพื่อนที่มีความสำคัญต่อองค์ประกอบทีมโดยรวมมากที่สุด

 

 

มันคือเรื่องราวของกลุ่มเพื่อนแท้ที่มาจาก 3 ทวีป คนหนึ่งเป็นเกาหลีใต้ อีกคนเป็นฝรั่งเศส และส่วนประกอบสุดท้ายเป็นอาร์เจนไตน์ … พวกเขาต่างกันสุดขั้วแต่กับสนิทกับเหมือนกับเป็นพี่น้อง

มิตรภาพและการผสมผสานเคมีของ พัค จี ซอง, ปาทริซ เอฟร่า และ คาร์ลอส เตเวซ จนกลายเป็นความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่น ชนิดที่ว่า “เฟอร์กี้” ก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้

ติดตามได้ที่นี่ 

 

1 กับ 2 และ 3 … 

มิตรภาพ 3 ทวีป ค่อยๆ เกิดขึ้นทีละนิด ทีละนิด มันเป็นการเจอกันของ 3 นักเตะที่มีวัฒนธรรม และ นิสัยต่างกันโดยสิ้นเชิง ที่ค่อยๆ ประกอบร่างขึ้นมาโดยการจั่วไพ่ใบแรกของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และเขาได้ พัค จี ซอง นักเตะตำแหน่งริมเส้นชาวเกาหลีใต้ จาก พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น มาด้วยค่าตัว 4 ล้านปอนด์ ในช่วงซัมเมอร์ปี 2005

พัค คือผลผลิตจากทีมชาติเกาหลีใต้ชุดคว้าอันดับ 4 ในฟุตบอลโลก 2002 ที่ กุส ฮิดดิ้งค์ พาตัวเขามายังเนเธอร์แลนด์ด้วยหลังจากเสร็จภารกิจในแดนโสมขาว สิ่งที่ พัค ทำสมัยอยู่ในพีเอสวีนั้นไม่ต่างอะไรกับตอนที่เขาเป็นนักเตะของ แมนฯ ยูไนเต็ด นั่นคือเขาเป็นคนที่ทำงานหนักและมีความทะเยอทะยาน อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับเขาที่ชวนให้ลำบากใจก็คือ แม้เขาจะเป็นนักเตะคนสำคัญของทีม แต่เมื่ออยู่นอกสนามความสำคัญในห้องแต่งตัวของเขาน้อยมาก เขาไม่ค่อยมีเพื่อนสนิท และไม่ค่อยได้คุยกับใครมากนัก 

“สมัยอยู่ ฮอลแลนด์ นานเป็นปีเลยที่เขาแทบจะไม่คุยกับเพื่อนๆ เว้นเสียแต่ว่ามันจะจำเป็นจริงๆ เท่านั้น” พัค ซอง จอง พ่อของ พัค จี ซอง ให้สัมภาษณ์กับสื่อในประเทศถึงช่วงเวลาที่ลูกชายต้องสู้กับความเหงาไปพร้อมกับการพยายามทำผลงานให้ดีในเวลาเดียวกัน…และนั่นคือสิ่งที่เขาเป็นก่อนจะได้มาอยู่กับ ยูไนเต็ด

จิ๊กซอว์ชิ้นที่ 2 ตามมาหลังจาก พัค เป็นสมาชิกของ ยูไนเต็ด ได้ราวครึ่งปี ในเดือนมกราคม 2006 นั่นคือการปรากฎตัวของ ปาทริซ เอฟร่า แบ็คซ้ายเชื้อสายแอฟริกันชาวฝรั่งเศส ที่ย้ายมาจาก โมนาโก พร้อมดีกรีรองแชมป์ยุโรป ซึ่งการมาของเอฟร่านี่แหละทำให้เรื่องมิตรภาพระหว่าง 3 ทหารเสือเกิดขึ้นอย่างจริงจัง

เดิมที พัค มีพื้นฐานภาษาอังกฤษอยู่บ้าง จากการมีครูสอนภาษาอังกฤษตั้งแต่สมัยอยู่ที่เนเธอร์แลนด์แล้ว เนื่องจากเขาตั้งเป้าว่าสักวันจะได้มาเล่นในอังกฤษ จนสุดท้ายฝันก็เป็นจริง อย่างไรก็ตามภาษาของพัคแม้จะแข็งในระดับหนึ่ง แต่ช่วงแรกๆ ก็ยังตามพวกนักเตะท้องถิ่นไม่ทัน และบังเอิญทีมชุดนี้ก็มีแกนหลักเป็นนักเตะในสหราชอาณาจักร เกินครึ่งทีม ดังนั้น พัค จึงเป็นพวกเก้ๆ กังๆ เข้าหาใครก่อนไม่ค่อยเป็น 

ส่วนเอฟร่าผู้มาทีหลังนั้นมีบุคลิกแตกต่างสุดๆ มั่นใจทุกการกระทำ ชอบเป็นจุดศูนย์กลางความฮาของทีม และนั่นทำให้ เอฟร่า ที่มาใหม่สามารถเข้ากับทุกๆ คนได้ โดยเฉพาะ พัค ที่เมื่อได้คุยกันแล้ว เอฟร่า บอกว่า “จี” (ชื่อที่เขาเรียก พาร์ค) คือคนที่ทำอะไรก็ฮา เพียงแต่ยังไม่ฉายแสงในกลุ่มนักเตะซีเนียร์ เพราะไม่กล้าพูดพอเท่านั้นเอง

“หมอนี่เป็นเด็กดีนะ เขาชอบทำให้คุณได้หัวเราะ หลายคนเข้าใจว่าเขาเป็นพวกเข้าสังคมยาก แต่ให้คุณได้รู้จักเขาก่อนเหอะ ผมเข้ามาและทำให้เขาหัวเราะและมีความสุขมากขึ้น หลังจากนั้นพวกเราก็หัวเราะในเรื่องเดียวกันได้แล้ว” เอฟร่า เล่าขณะที่เขาเดินทางไปเซอร์ไพรส์วันเกิดของ พัค ที่เมือง ซูวอน ประเทศเกาหลีใต้ในช่วงซัมเมอร์ปี 2008    

ทั้งสองคนเข้ากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ พัค กลายเป็นคนที่เข้ากับนักเตะในทีมคนอื่นๆ ได้ดีขึ้นเมื่อมีเอฟร่าเป็นเหมือนผู้นำพา จากนั้นสิ่งที่ตามมาคือการได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมทีม พัค มากขึ้น บทบาทในการลงเล่นของเขาชัดเจน จากคนที่เคยถูกเรียกว่านักเตะที่ได้แค่วิ่งและทำหน้าที่สกปรก (ไล่แย่งบอล ไล่บีบพื้นที่) ให้นักเตะสตาร์คนอื่นๆ เจองานที่ง่ายขึ้น แต่เมื่อเขาเริ่มเข้ามามีบทบาทในห้องแต่งตัว พัค ก็ไม่ได้มีหน้าที่แค่วิ่งอีกต่อไป 

แม้ว่าฤดูกาล 2006-07 จะเป็นปีที่เขาต้องสู้กับอาการบาดเจ็บจนได้ลงสนามในเกมลีกแค่ 14 เกมเท่านั้นแต่ก็ยิงได้ถึง 5 ลูก ถ้าไม่นับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ เวย์น รูนี่ย์ เขายิงเป็นรองแค่ หลุยส์ ซาฮา กับ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่เป็นกองหน้าเท่านั้นเอง สถิติดังกล่าวสะท้อนความมั่นใจของเขา พัค กล้าเล่นในจังหวะสุดท้าย ที่สำคัญเพื่อนร่วมทีมก็ไว้ใจเขามากขึ้นอีกด้วย เรียกได้ว่าการมาของ เอฟร่า มีผลกระทบสำคัญสำหรับปีกชาวเกาหลีใต้รายนี้เป็นอย่างมาก 

ฤดูกาลนั้น 2006-07 ยูไนเต็ด เข้าสู่ยุคใหม่เต็มตัวและจบซีซั่นด้วยการเป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก หลังคว้าแชมป์ ลีกคัพ ได้ในฤดูกาลก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นในการทวงความยิ่งใหญ่เท่านั้น เพราะหลังจบฤดูกาล เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไปคว้าตัวนักเตะในแนวรุกอย่าง คาร์ลอส เตเวซ ดาวยิงเลือดอาร์เจนไตน์มาจาก เวสต์แฮม เรื่องฝีเท้านั้นไม่มีใครสงสัย แต่ปัญหาคือไม่เคยมีนักเตะอเมริกาใต้คนไหนที่ไปได้สวยกับ ยูไนเต็ด เลย

นักเตะระดับเทพอย่าง ฮวน เซบาสเตียน เวรอน เคยมาที่นี่และล้มเหลวไม่เป็นท่า แม้นักเตะในชุดนั้นอย่าง รอย คีน และ นิคกี้ บัตต์ ยังบอกว่าไม่เคยเห็นนักเตะคนไหนมีจินตนาการในการเล่นมากมายขนาดนี้ ทว่าปัญหาที่ทำให้เขาล้มเหลวคือ เวรอน ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมทีมได้ เคมีของเขาผสมผสานกับคนอื่นๆ ไม่ลงตัว ซึ่งหลายคนก็มองว่า เตเวซ กำลังจะเจอบททดสอบในแบบเดียวกัน เก่งมาจากไหนไม่รู้ แต่เมื่ออยู่ที่นี่คุณต้องเป็นส่วนหนึ่งของทีมให้ได้ไม่อย่างนั้นปัญหาจะเกิดขึ้นแน่นอน … ซึ่งจะว่ากันตามตรงโอกาสล้มเหลวของ เตเวซ นั้นสมควรจะมากกว่า เวรอน ด้วยซ้ำไป เพราะ ณ เวลานั้นเขาเพิ่งเล่นในยุโรปได้แค่ปีเดียวเท่านั้น แถมยังเป็นทีมหนีตกชั้นอย่าง เวสต์แฮม อีกด้วย

สุดท้ายทุกคนรู้ดีว่า เตเวซ กลายเป็นนักเตะอเมริกาใต้คนแรกในทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ประสบความสำเร็จในทุก ๆ ด้านไม่ว่าจะด้วยสไตล์การเล่น ทัศนคติ และ จำนวนประตู สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะ เตเวซ มี 1 สิ่งที่เวรอน ไม่มี นั่นก็คือ “เพื่อนซี้” … เตเวซ เข้ามาเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นที่ 3 และเป็นส่วนหนึ่งในมิตรภาพ 3 ทวีป ที่แฟนๆ ยูไนเต็ด เรียกกันว่า “3 ทหารเสือ” (The Three Musketeer) นั่นเอง mmowTro

 

3 ทหารเสือที่ทำให้ทีมไร้อีโก้ 

หนึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ เตเวซ เข้ามาในทีแรก คือเขาไม่รู้ภาษาอังกฤษ ภาษาของเขาแย่ยิ่งกว่า พัค ตอนย้ายมาเสียอีก ซึ่งการที่ต้องเล่นในตำแหน่งเกมรุกด้วยกัน อีกทั้งยังเคยผ่านประสบการณ์คล้ายๆ กันทำให้ พัค พยายามจะเป็นที่ปรึกษาให้ เตเวซ เขาอยากจะช่วยเหลือในหลายเรื่องๆ ติดอยู่อย่างเดียวที่ว่าไม่รู้จะคุยกันยัง

“ผมไม่รู้จะเริ่มคุยกับเขา (เตเวซ) อย่างไร เพราะเขายังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แล้วผมก็ดันพูดภาษาสเปนไม่เป็นอีกต่างหาก” พัค บอกเล่ากับ เดลี่ เมล์ 

ซึ่งปัญหานี้หมดไปอย่างง่ายดายเมื่อ “ฟันนี่แมน” อย่าง เอฟร่า เข้ามาเป็นคนกลาง จริงๆ เขาแค่อยากจะช่วย พัค ให้สื่อสารกับ เตเวซ ได้เท่านั้น เอฟร่า มีหน้าที่แปลภาษาอังกฤษเป็นสเปน แรกเริ่มเดิมทีนั้นหน้าที่มีแค่ล่าม แต่ทุกคนรู้ว่า เอฟร่า ที่พูดได้ถึง 5 ภาษา (ฝรั่งเศส, อังกฤษ, อิตาลี, สเปน, โปรตุเกส) เป็นพวกหยุดปากไม่เป็น เขาจ้อไปเรื่อยและพยายามสื่อสารให้ 2 คนนี้ให้ออกไปเชิงตลกโปกฮา และมันช่วยทำให้ทั้ง 3 คนเข้าใจกันได้เป็นอย่างดี คนหนึ่งไม่ค่อยพูด, คนหนึ่งชอบช่วยเหลือคนอื่น และอีกคนทำหน้าที่เชื่อมทั้ง 2 คนเข้าหากัน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมมิตรภาพต่างภาษาและต่างวัฒนธรรมของสามทหารเสือจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่าย

หลังจากการสนิทสนมกัน บ้านของ พัค ก็กลายเป็นศูนย์รวมคนไกลบ้านแห่ง ยูไนเต็ด ทันที เนื่องจาก พัค นั้นพาครอบครัวมาอยู่ด้วย ดังนั้นบ้านของเขาจึงมีบรรยากาศที่มีความอบอุ่นมากกว่าบ้านของ เตเวซ และ เอฟร่า ที่เป็นชายโสด ทั้งสองคนมักจะมาหาอะไรกินหลังซ้อมเสร็จ และรวมตัวกันก่อนเกมการแข่งขันจะเริ่ม ซึ่งความสนิทสนมของทั้งสามคนโดยเฉพาะ เอฟร่า กับ พัค นั้นพัฒนาไปไกลมากจนระดับที่ว่า เอฟร่า เรียก พัค ซอง จอง พ่อของ พัค ว่า “ป๋า” เลยทีเดียว

“เวลามีเกมที่ต้องออกไปแข่งต่างประเทศ บ้านของผมเป็นเหมือนจุดรวมตัวโดยมิได้นัดหมาย ผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะรถของนักเตะพวกนี้แพงๆ กันทั้งนั้น พวกเขาคงไม่กล้าเอาไปจอดที่สนามบิน เลยมาที่บ้านผมเพราะมันไม่ไกลมากนัก แพ็ท (เอฟร่า) และ คาร์ลิโต้ (เตเวซ) มักจะมาที่นี่ บางครั้งก็มีพวก ฟาน เดอ ซาร์ กับ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ มาด้วย”

“แพ็ท กับ จี อายุเท่ากัน แต่ แพ็ท นั้นเป็นคนเข้ากับคนอื่นง่ายกว่า ส่วนใหญ่แล้ว จี จะมีเพื่อนเป็นนักเตะต่างชาติ เพราะนักเตะพวกนี้ช่วยเหลือและรักใคร่กันเสมอ ส่วนกลุ่มนักเตะจากสหราชอาณาจักรก็จะเกาะกันเป็นกลุ่มใหญ่ เวลาจะเที่ยวก็มักจะไปกันยกแก๊ง” พ่อของ พัค จี ซอง กล่าว 

ขณะที่มีความจริงบางข้อที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหน แม้โดยรวมแล้วดูเหมือน เอฟร่า เป็นคนลากทุกคนมารวมกันเป็นหนึ่งได้ แต่จริงๆ แล้วหากไม่มี พัค เอฟร่า อาจจะไม่ได้อยู่กับ ยูไนเต็ด นานขนาดนี้ก็ได้

“ป๋าพัค” เล่าต่อว่า ช่วงที่ เอฟร่า ย้ายมาใหม่ๆ แฟนบอลไม่ชอบเขาเพราะเขาเป็นแบ็คที่เติมเกมแล้วลงมาเล่นเกมรับไม่ทันเสมอ นั่นทำให้ปีแรกเขาได้เล่นน้อยมากเพราะโดนนักเตะอย่าง กาเบรียล ไฮน์เซ่ และ มิคาเอล ซิลแวสตร์ ขวางหน้า แต่สุดท้าย พัค เป็นคนที่คอยช่วยเหลือให้กำลังใจ เอฟร่า ประจำ เพราะเขาเองก็เคยโดนมาก่อนสมัยเล่นใน พีเอสวี ปีแรกๆ ว่ากันว่าเมื่อไหร่ที่เขาเล่นไม่ดี พัค มักจะถูกด่าทอและบางครั้งก็ขว้างขวดน้ำใส่ 

ส่วน เตเวซ นั้นเข้ามามีบทบาทในทีม 3 ทหารเสือ ด้วยการมีหน้าที่เป็น “คนช่วยอำ” เมื่อ เอฟร่า หยอกล้อ พัค เตเวซ ก็จะคอยหัวเราะเสมอ พวกเขาจับกลุ่มกันเหนียวแน่น มักจะไปมาหาสู่กันตลอด เรียกว่าสนิทกันถึงขั้นครอบครัวแต่ละคนเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะวันเกิดครบรอบอายุ 28 ปีของ พัค ที่จัดขึ้นเงียบๆ ในเมือง ซูวอน ประเทศเกาหลีใต้ ทั้ง เอฟร่า และ เตเวซ ยังเดินทางมาเซอร์ไพรส์ถึงที่ด้วยตัวเองเลยทีเดียว Carlos+Tevez+Ji+Sung+Park+Fulham+v+Manchester+4sIFIiSornml

“แก๊งนี้ไปไหนไปกันอย่างกับแฝด 3 พวกเขาทำอะไรด้วยกันตลอดเวลาไม่เว้นแม้กระทั่งตอนอาบน้ำ… อันนี้ผมมุกนะ” ริโอ เฟอร์ดินานด์ นักเตะซีเนียร์ของทีมว่าถึงความแนบแน่นของแก๊ง 3 ทหารเสือให้เห็นภาพโดยง่าย 

ความสัมพันธ์ระดับเพื่อนซี้ของทั้ง 3 คนมีผลดีต่อทีมโดยตรง เพราะแรกเริ่มในช่วงปี 2007-08 ทีมนั้นมักจะมีสองแก๊ง นั่นคือกลุ่มของนักเตะยูเค กับอีกหนึ่งกลุ่มคือนักเตะที่พูดภาษาโปรตุกีส ที่นำโดย คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และสมาชิกอย่าง นานี่, อันแดร์สัน ไปจนถึงมือขวาของ เฟอร์กี้ อย่าง คาร์ลอส เคยรอซ ด้วย 

อย่างไรก็ตามแก๊งของ 3 ทหารเสือนั้นเป็นกลุ่มที่สามารถเข้ากันได้กับทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเอฟร่านั้นปากสว่างมากพอที่จะทำให้บรรยากาศในห้องแต่งตัวเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ และนำมาซึ่งทีมสปิริตที่ยอดเยี่ยม และผลตอบแทนก็คือในปีนั้น ยูไนเต็ด กลายเป็นทีมที่สมบูรณ์แบบมาก แม้จะมี โรนัลโด้ เป็นพระเอก แต่คนอื่นๆ ก็ทำหน้าที่อย่างมืออาชีพ นักเตะอย่าง เวย์น รูนี่ย์ ที่เป็นตัวแทนของฝั่งยูเคใจกว้างเสมอถ้า โรนัลโด้ อยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่า ขณะที่ เตเวซ นั้นก็มีความเป็นมืออาชีพพอที่จะถอยมารับบทพระรอง เป็นตัววิ่งไล่ในแดนหน้าเพื่อเปิดช่องให้ โรนัลโด้ กลายเป็นดาวซัลโวในปีนั้นอีกด้วย ยูไนเต็ด คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ฤดูกาล 1998-99 ทุกคนรู้ดีว่าทีมชุดนั้นเต็มไปด้วยนักเตะที่มีสภาพจิตใจของผู้ชนะ พวกเขาทุกคนสามารถสวมปลอกแขนกัปตันทีมได้ เพราะคาแร็คเตอร์ที่ไม่ยอมแพ้เหมือนกันทั้งทีม ซึ่งถ้าหากใครติดตามดูทีม ณ เวลาดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ปีศาจแดง มักมีประตูท้ายเกมอยู่เสมอ จากจะแพ้เป็นเสมอ จากจะเสมอกลายเป็นคว้าสามแต้ม และบางครั้งยิงพลิกแซงแบบม้วนเดียวจบ 3-4 ลูกเลยก็ยังมี 200805230017_01

ยุคทองของ ยูไนเต็ด ดำเนินไปเรื่อยๆ ฤดูกาล 2008-09 พวกเขายังคงไร้เทียมทานในอังกฤษ ด้วยการคว้าแชมป์ไปครองแบบไม่ต้องออกแรงเหนื่อยเท่าไหร่ และเข้าไปถึงรอบชิงแชมเปี้ยนส์ลีกกับ บาร์เซโลน่า ติดที่ว่าพลาดท่าในเกมนั้น … อันที่จริง ทุกอย่างควรจะดำเนินต่อไปและได้รับการต่อยอดให้แข็งแกร่งขึ้นเพื่อมาแก้แค้น แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ เตเวซ เกิดเรื่องทะเลาะกับ เฟอร์กี้ รุนแรงจนต้องย้ายทีมออกไปแบบจบไม่สวยนัก ซึ่งการแยกทางครั้งนี้ เป็นการพิสูจน์ใจของกลุ่มเพื่อนรัก 3 เชื้อชาติอย่างแท้จริง 

 

ผมทำไม่ได้ 

ปัญหาของการออกจากทีม ยูไนเต็ด ชุดรุ่งเรืองของ เตเวซ ในมุมมองที่เขาเคยเล่า เกิดขึ้นจากการไม่ได้รับข้อเสนอฉบับใหม่หลังจากเขาหมดสัญญายืมตัวกับทีมครบ 2 ปี ซึ่งเดิมทีเขายืนยันว่าได้สัญญาปากเปล่ากับ เฟอร์กี้ ไว้แล้ว แต่เมื่อฤดูกาลจบลงก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนสุดท้ายเขาต้องย้ายไปเล่นให้กับ แมนฯ ซิตี้ คู่ปรับร่วมเมืองที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็น “เพื่อนบ้านน่ารำคาญ” ตามนิยามของยอดกุนซือชาวสก็อตต์6998585

เรื่องดังกล่าวจะไม่เดือดร้อนใหญ่โตอะไรเลยหาก เตเวซ ไม่ทำพฤติกรรมที่แฟน ยูไนเต็ด ไม่เคยลืม นั่นคือวันที่เขาชูป้ายกระดาษที่ข้อความว่า “สู่สุขตินะเฟอร์กี้” (RIP Fergie) พร้อมกับป้ายหลุมศพ เมื่อนั้นความสัมพันธ์ดีๆ ที่เคยเกิดขึ้นระหว่าง เตเวซ และ ปีศาจแดง ตัดขาดแบบไม่ใยดี 

ทุกครั้งที่ ซิตี้ เจอกับ ยูไนเต็ด และมีเตเวซลงสนาม เขาเหมือนตัวจุดชนวนความเกลียดชัง และเสียงด่าทอ แฟนบอลเล็งเขาเป็นเป้าในการโห่ ไม่เหลือความทรงจำดีๆ เลยแม้แต่น้อย

เรื่องดังกล่าวสงผลต่อมิตรภาพของกลุ่ม 3 ทหารเสือโดยตรง โดยเฉพาะ เอฟร่า ที่ยอมรับว่าแม้ตนเองไม่ใช่ชาวแมนคูเนี่ยน แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ทำให้เขารักสโมสรเหมือนเป็นบ้าน และเขาไม่ชอบที่เพื่อนรักของเขาทำเช่นนี้ … แต่สุดท้ายเขาก็เคารพในการตัดสินใจนั้น

“ผมไม่พอใจมากที่เขาไปเล่นให้ ซิตี้ ผมรำคาญใจเพราะเขาเป็นนักเตะที่ดี ผมเข้าใจแหละว่าในโลกของฟุตบอล เหรียญมันมี 2 ด้านและค่อนข้างซับซ้อน แต่ผมไม่ชอบป้ายของเขาเลยจริงๆ ให้ตายเถอะ”

“ผมบอกเขานะ ‘เฮ้ย คาร์ลิโต้ แกกำลังทำอะไรอยู่วะ เสื้อตัวนั้น (ซิตี้) ไม่เหมาะกับแกเลยสักนิด ฉันเคยไปบ้านแก แกก็รู้ แล้วฉันก็จำได้ด้วยว่าแกยังแขวนรูปตัวเองสมัยเป็นนักเตะของ ยูไนเต็ด ไว้แถวโต๊ะพูลอยู่เลย เลือดแกมันเป็นสีแดงโว้ย อย่าได้โกหกตัวเองเชียว'” 

แม้จะพูดอย่างนั้น แต่ความเป็นเพื่อนมันไม่เกี่ยวกับงานที่พวกเขาทำ นักเตะกลุ่ม 3 ทหารเสือยังไปมาหาสู่กันเป็นประจำเพราะพวกเขายังอยู่ในเมือง แมนเชสเตอร์ ด้วยกันเหมือนเดิม ไม่มีใครย้ายบ้าน เพียงแต่ว่ามิตรภาพครั้งนี้ไม่ถูกใจแฟนๆ ของ ยูไนเต็ด ที่เกลียดใครแล้วเกลียดเข้าเส้น เขาไม่อยากให้ งูพิษ อย่าง เตเวซ มายุ่งเกี่ยวกับนักเตะในทีม เรื่องนี้ เฟอร์กี้ เองก็ไม่ชอบใจเหมือนกัน …

“ผมพูดติดตลกกับเขาว่า ‘เฮ้ย เรายุติความเป็นเพื่อนสนิทกันดีไหม อย่าพยายามทำดีกับฉัน เพราะนั่นจะดีต่อพวกเราทั้งหมดแกเข้าใจมั้ย? เพราะคุณเฟอร์กูสันดูจะไม่ชอบให้เป็นแบบนี้แน่ โดยเฉพาะถ้าเขาเห็นพวกเรามานั่งอยู่ในร้านอาหารเดียวกันแบบนี้’ … ผมเชื่อว่าเฟอร์กี้ไม่ต้องการให้นักเตะอย่างเราๆ เป็นเพื่อนกันนะ”  

สุดท้ายแล้วจะเป็นการห้ามจริงๆ หรือห้ามเล่นๆ ก็ไม่ทราบได้ เพราะทั้ง 3 คนยังคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันจนทุกวันนี้ แม้จะต้องแยกห่างกันไปคนละทิศคนละทางในอีกหลายปีต่อมา แต่พวกเขาก็ยังมีกลุ่มแชทที่ใช้ติดต่อกันอยู่ประจำevra-tevez_3_g_1567490i

“ผมไม่ได้มีบทบาทเป็นแค่นักฟุตบอล อีกมุมหนึ่งผมก็เป็นลูกผู้ชายที่ซื่อสัตย์กับมิตรภาพ และผมจะไม่โกหกตัวเองว่า คาร์ลิโต้ เป็นเพื่อนของผม” เอฟร่า แสดงให้เห็นว่ามิตรภาพของพวกเขาเป็นของจริง แม้กระทั่งคำสั่งของ เฟอร์กี้ ก็ไม่อาจขวางกั้นได้ 

จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนที่สุด บางครั้งก็ไม่ได้มาจากผู้คนที่มีลักษณะนิสัยและวัฒนธรรมเหมือนกันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น พัค, เอฟร่า และ เตเวซ ต่างก็เจอกับช่วงเวลาที่ลำบากในช่วงการตั้งตัว หากแยกกันพวกเขาจะดูอ่อนแอ และไม่แน่อาจจะไม่มีใครประสบความสำเร็จกับ ยูไนเต็ด เลยก็เป็นได้

ทว่าการเปิดใจให้กัน ดูแลกันเหมือนพี่น้องทำให้ทุกอย่างกลับออกมาเป็นคำตอบในทางที่ดี การผสมผสานของกลุ่ม 3 ทหารเสือช่วยนำมาซึ่งเคมีโดยรวมของทีมที่ลงตัวที่สุด และนั่นทำให้ ปีศาจแดง ชุดนี้เป็นหนึ่งเดียวกันจนยากที่พลาดพลั้งให้กับใครได้ง่ายๆ …

เมื่อครั้งหนึ่ง UFO มาเชียร์ ฟิออเรนตินา ถึงสนาม อาร์เตมิโอ ฟรังคี

กลายเป็นข่าวฮือฮาไปทั่วโลก หลัง เพนตากอน หรือ กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา เผยแพร่คลิปวิดีโอการพบกับวัตถุปริศนาเหนือน่านฟ้าที่ถูกถ่ายได้โดยนักบิน ที่ก่อนหน้านี้ถูกเก็บเป็นความลับมานานหลายปี     

 

แม้อาจจะไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการพบเห็นวัตถุปริศนาแบบนี้ แต่ครั้งนี้ถือเป็นการเปิดหลักฐานอย่างเป็นทางการโดยรัฐบาลสหรัฐฯ เอง ซึ่งทำให้กระแส UFO และมนุษย์ต่างดาวจากนอกโลกได้ถูกพูดถึงอีกครั้ง 

ในขณะที่วงการกีฬา ก็เคยมีพัวพันกับ UFO มาเหมือนกัน เมื่อครั้งหนึ่งเคยมีวัตถุปริศนามาชมการแข่งขันของ ฟิออเรนตินา ทีมดังของอิตาลีถึงสนาม อาร์เตมิโอ ฟรังคี ต่อหน้าผู้คนนับหมื่นคน 

เกิดอะไรขึ้นในวันนั้น ร่วมติดตามไปพร้อมกับเราได้ที่นี้ 

 

วัตถุลึกลับจากนอกโลก 

UFO และมนุษย์ต่างดาวถือเป็นสิ่งลึกลับที่อยู่คู่กับโลกมาหลายสิบปี เพราะนับตั้งแต่ เคนเน็ธ อาร์โนลด์ นักบินและนักธุรกิจชาวอเมริกันออกมาเปิดเผยเรื่องราวที่เขาได้พบกับวัตถุประหลาดขณะขับเครื่องบินส่วนตัวเหนือเทือกเขาเรนเนียร์ในปี 1947 ก็มีรายงานการพบ UFO ออกมาจนถึงปัจจุบัน 

หรือแม้ในประเทศไทยเอง ก็เคยมีการรายงานการพบเห็น UFO หลายครั้ง ซึ่งครั้งที่โด่งดังที่สุด น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2501 โดยมีบันทึกจากเจ้าหน้าที่กงศุลสหรัฐฯ ประจำเชียงใหม่

ในรายงานระบุว่ามีการพบเห็นวัตถุบินได้ในระดับต่ำที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่สูงมาก โดยมีคนพบเห็นหลายคนรวมไปถึงพยานชาวอเมริกัน ก่อนที่วัตถุดังกล่าวจะลอยไปตกทางภาคตะวันออกของเมืองเชียงใหม่ บริเวณ อ.สันกำแพง 

ในตอนนั้นสถานกงศุลได้ส่ง โรเบิร์ต จอร์จ บริวสเตอร์ รองกงศุลที่ต่อมาเป็นหัวหน้า CIA ประจำเกาหลีใต้ ลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อมูล แต่เนื่องจากพื้นที่ที่คาดว่าเป็นจุดตกเป็นป่ารก ทำให้สุดท้ายคณะตรวจสอบไม่สามารถเข้าไปถึงในจุดนั้น และก็ไม่มีรายงานอะไรเพิ่มเติมจากเรื่องนี้ 

อันที่จริง UFO มาจากคำว่า Unidentified Flying Object หรือ “วัตถุบินได้ที่ไม่สามารถระบุว่าเป็นอะไร” ซึ่งเป็นคำจำกัดความจากกองทัพสหรัฐฯ ที่คนส่วนใหญ่ตีความว่าเป็นจานบิน หรือยานพาหนะของมนุษย์ต่างดาวจากนอกโลก 

ทว่าบางครั้ง สิ่งที่ผู้คนพบเห็นและเข้าใจว่าเป็น UFO นั้น อาจจะเป็นความเข้าใจผิดของผู้พบเห็นเอง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น ดาวเทียม เครื่องบิน บอลลูน จรวด หรือที่พบบ่อยในปัจจุบันอย่าง โดรน หรือบางทีก็อาจจะเป็น สิ่งที่เกิดขึ้นจากระบบสุริยะอย่าง อุกกาบาต หรือ ดาวหาง 

อย่างไรก็ดี ก็มีหลายครั้งที่มันให้คำตอบไม่ได้ เหมือนกับเหตุการณ์ที่สนาม อาร์เตมิโอ ฟรังคี 

 

UFO บุกสนามฟุตบอล

27 ตุลาคม 1954 ในฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศเริ่มเย็นขึ้นในประเทศอิตาลี ที่เมืองฟลอเรนซ์ แคว้นทัสคานี แฟนบอลนับหมื่นคนได้มีโอกาสออกมายืดเส้นยืดสายนอกบ้านในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ หลัง ฟิออเรนตินา สโมสรชื่อดัง มีคิวลงเตะกระชับมิตรกับ ปิสตอยเซ คู่แข่งร่วมเมือง ที่สนาม อาร์เตมิโอ ฟรังคีc_29_articolo_1020300_upiimgprincipaleoriz1

ในตอนแรกมันดูเหมือนเป็นเกมอุ่นเครื่องธรรมดา แต่หลังจากเริ่มครึ่งหลังไปได้ไม่นานผู้ชมในสนามก็พากันเงียบเสียงไปชั่วขณะ ก่อนจะตามมาด้วยด้วยเสียงอื้ออึง และมองไปบนท้องฟ้า 

สิ่งที่พวกเขาเห็นคือวัตถุลึกลับมากมายกำลังบินอยู่บนนั้น มันดูไม่เหมือนเครื่องบิน ยานอวกาศ หรือดาวเทียม แต่เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต และเชื่อว่ามันคือ UFO 

“ผมจำทุกอย่างได้หมดตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ มันเป็นอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนไข่ที่กำลังเคลื่อนที่อย่างช้าๆ ทุกคนเงยหน้าขึ้นไปมอง มันดูแววๆ กำลังมาจากท้องฟ้า เป็นสีเงินวับๆ” อาร์ดิโก แม็กนีนี ตำนานฟิออเรนตินา หนึ่งในนักเตะที่อยู่ในสนามในวันนั้นกล่าวกับ BBC 

“เราแปลกใจมาก เพราะเราไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน และตกใจกันมาก” foto_0000001620141024121302

การปรากฎตัวของพวกมันสร้างความแตกตื่นให้ผู้ชมบนอัฒจันทร์ ในขณะที่นักเตะของทั้งสองทีมก็หยุดเล่น เพื่อดูวัตถุประหลาดนี้ จนทำให้กรรมการสั่งพักการแข่งขันชั่วคราว

จิจี โบนี แฟนบอลของฟิออเรนตินา เป็นอีกหนึ่งคนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น  เขายืนยันว่าเขายังจำเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน แม้เวลาจะผ่านมานานหลายสิบปี แต่คำอธิบายของเขาต่างไปจาก แม็กนีนี เล็กน้อย

“ผมจำได้ชัดเจนว่าได้เห็นภาพที่เหลือเชื่อเช่นนี้” โบนีย้อนความทรงจำ 

“มันเคลื่อนที่เร็วมากและจากนั้นก็หยุด ทุกอย่างเกิดขึ้นในสองนาที ผมอาจจะพูดได้ว่ามันเหมือนกับซิการ์ของคิวบา มันทำให้ผมนึกถึงซิการ์คิวบาจากการเห็นมัน” 

“ผมคิดว่าพวกมันคือสิ่งที่มาจากนอกโลก นั่นคือสิ่งที่ผมเชื่อ และมันก็ไม่มีคำอธิบายอื่นสำหรับผมเลย” 

ในขณะที่ โรโมโล ทูซี กัปตันของ ปิสตอยเซ ก็เห็นด้วยในเรื่องนี้ เขาอธิบายว่าดูไกลๆ มันเหมือนกับวงแหวน ส่วน โรนัลโด โลมี เพื่อนร่วมทีม ยังบอกว่าได้ยินเสียงระเบิดที่ดังมากในตอนนั้น 

“ในปีนั้นทุกคนพากันพูดถึงเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว ทุกคนพูดถึงยูเอฟโอ และเราก็เคยมีประสบการณ์กับเรื่องนี้ เราเคยเห็นมัน เราเคยเห็นมันด้วยตาตัวเอง เห็นมันจริงๆ” ทูซีในวัย 70 ปีกล่าวกับ BBC 

บางคนอาจจะมองว่ามันอาจจะเป็นอุปาทานหมู่ แต่ในความเป็นจริงมีรายงานว่ามีคนในแคว้นทัสคานีจำนวนมากที่พบเห็นวัตถุลึกลับในลักษณะนี้ในวันนั้นตลอดทั้งวัน รวมไปถึงอีกหลายวันหลังจากนั้น รวมทั้งเห็นแสงสีขาวบนท้องฟ้าที่เมืองปราโต ทางตอนเหนือของ ฟลอเรนซ์ 

“ผู้เล่นและผู้คนต่างงุนงงกับวัตถุที่อยู่เหนือสนาม” โรแบร์โต ปินอตติ ประธานศูนย์ยูเอฟโอแห่งชาติของอิตาลีผู้มีงานเขียนเกี่ยวกับยูเอฟโออธิบายกับ BBC 

“ในตอนนั้นหนังสือพิมพ์พูดถึงมนุษย์ต่างดาวจากดาวอังคาร แน่นอนว่าตอนนี้เราพูดได้ว่ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่ก็คงสรุปได้ว่ามันเป็นปรากฎการณ์แห่งอัจฉริยภาพ ปรากฎการณ์ทางเทคโนโลยี และปรากฎการณ์ซึ่งไม่สามารถเชื่อมโยงกับอะไรก็ตามที่เรารู้จักบนโลกได้” 

อย่างไรก็ดี ยานบินลึกลับไม่ใช่เรื่องเดียวที่ชาวเมืองต้องเจอ 

 

เส้นผมนางฟ้า 

ปรากฎการณ์ยานบินลึกลับ อาจจะเป็นสิ่งที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับแฟนบอลในสนามและชาวเมือง ทว่าในขณะเดียวกันพวกเขายังต้องพบกับเหตุการณ์ประหลาด ที่เกิดขึ้นในระหว่างการปรากฏตัวของสิ่งที่เชื่อกันว่าเป็นผู้มาเยือนจากนอกโลก angel-hair-boldman_samples1

“มันยังมีเรื่องแปลกอีกเรื่องหนึ่ง คือในช่วงที่พบเห็นยูเอฟโอเหนือเมืองฟลอเรนซ์ มันดันมีสารเหนียวตกลงมาจากท้องฟ้า ในภาษาอังกฤษเรียกมันว่า ‘เส้นผมนางฟ้า'” ปินอตติอธิบาย 

“ปัญหาเดียวก็คือหลังจากนั้นไม่นานมันก็สลายตัว ผมจำได้ตอนกลางวันแสกๆ ผมเห็นว่าบนหลังคาในเมืองฟลอเรนซ์เต็มไปด้วยสารสีขาวอยู่ราวชั่วโมง เหมือนกับหิมะ แล้วมันก็ระเหยไปหมด” 

“ไม่มีใครรู้ว่าสารแปลกๆ นี้เกี่ยวข้องกับยูเอฟโอหรือเปล่า” 

มีพยานจำนวนมากที่บอกว่าสิ่งนี้เหมือนกับใยแมงมุมและสำลี ไม่สามารถรวมเป็นก้อนได้ และจะสลายตัวเมื่อสัมผัส ซึ่งแน่นอนว่าต่างมีคนสงสัยว่าสิ่งนี้คืออะไร เช่นเดียวกับ จอร์โจ บาตินี นักข่าวของหนังสือพิมพ์ La Nazione หนังสือพิมพ์ประจำเมืองฟิออเรนตินา 

เขาให้สัมภาษณ์กับรายการโทรทัศน์อิตาลีที่ชื่อว่า Voyager เมื่อปี 2003 ว่าตอนนั้นเขาได้รับโทรศัพท์เป็นร้อยสาย จากการพบเห็นสิ่งนี้ และในขณะที่เขาขึ้นไปสังเกตุการณ์บนยอดตึกของที่ทำการหนังสือพิมพ์ เขายังพบเห็นสิ่งที่ดูเหมือนลูกบอลที่ส่องแสงสีขาวเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็วเหนือยอดโบสถ์ 

บาตินี จึงตัดสินใจออกไปสำรวจโดยมุ่งไปที่ทิศทางที่วัตถุประหลาดเคลื่อนที่ไป ซึ่งทำให้เขาต้องเดินทางข้ามป่าออกไปนอกเมือง ก่อนจะพบกับสิ่งที่ผู้คนเรียกว่า “เส้นผมนางฟ้า” ปกคลุมไปทั่วบริเวณ
เขาพยายามหาคำตอบในเรื่องนี้ว่ามันคืออะไร จึงเก็บตัวอย่างโดยใช้ไม้ขีดไฟมวนมันให้เป็นก้อนกลม เพื่อจะทำให้ไป สถาบันวิเคราะห์ทางเคมีของมหาวิทยาลัยฟลอเรนซ์พิสูจน์ แต่เมื่อไปถึงก็มีคนมากมายที่ทำเช่นเดียวกับเขา 

ศูนย์วิจัยแห่งนี้ มีศาสตราจารย์จิโอวานนี คานเนรี เป็นผู้ดูแล เขานำวัสดุดังกล่าวไปวิเคราะห์ด้วยแถบแม่เหล็ก ก่อนจะสรุปได้ว่ามันประกอบด้วยธาตุโบรอน แคลเซียม และแม็กนีเซียม และไม่มีกัมมันตภาพรังสี แต่ไม่สามารถบอกได้ว่ามันคืออะไร 

มันจึงเต็มไปด้วยคำถามมากมาย ทั้งเรื่องยานประหลาดที่หลายคนพบเห็น และสารเหนียวจากท้องฟ้าที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน รวมถึงคำถามสำคัญว่าสองสิ่งนี้มีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่?

 

ใยแมงมุมอพยพ 

“ปรากฎการณ์ยูเอฟโอมันไม่มีอะไรเลย แต่เป็นเพียงเรื่องเล่า เวทมนตร์และเรื่องงมงายสรุปเข้าไปในไอเดียนี้ที่ว่า มนุษย์ต่างดาวกำลังมาที่นี่เพื่อปกป้องเราหรือทำลายเรา” เจมส์ แมคกานา นักบินอวกาศกองทัพอากาศสหรัฐ ที่ใช้เวลากว่า 40,000 ชั่วโมงในหอดูดาวเพื่อสังเกตการณ์ท้องฟ้ากล่าวกับ BBC78483759_lanazionenewspapersharpx304

แม้จะมีผู้คนมากมายที่ยืนยันว่าพวกเขาได้พบกับวัตถุลึกลับที่เชื่อว่าเป็นยูเอฟโอ เหนือสนาม อาร์เตมิโอ ฟรังคี และน่านฟ้าเมืองฟลอเรนซ์ แต่หลายคนก็เชื่อว่ามันอาจจะเป็นเพียงแค่ความเข้าใจผิด 

เนื่องจากในวันดังกล่าว เป็นวันเดียวกับที่กองทัพอากาศอิตาลีได้มีการซ้อมรบ ซึ่งพวกเขาได้ใช้ Chaff หรือเป้าลวงซึ่งเป็นพลุไฟที่ปล่อยจากเครื่องบินที่เอาไว้หลอกเรดาร์ ที่ทำให้คนเข้าใจว่าสิ่งนี้คือจานบินจากนอกโลก 

ในขณะที่ส่วนนึ่งก็มองว่ามันอาจจะเป็นวัตถุจากนอกโลกจริง แต่เป็นอุกกาบาตขนาดเล็ก หรือสะเก็ดดาว ที่บังเอิญลอยเข้ามาในชั้นบรรยายกาศในช่วงนั้นพอดี 

“ตอนที่ผมได้ดูเคสนี้ อย่างแรกผมคิดว่ามันอาจจะเป็นดาวตก หรืออุกกาบาตที่สว่างมากๆ ที่เข้ามาในชั้นบรรยากาศ พวกมันอาจจะรูปร่างคล้ายกับซิกาจากชิ้นส่วนที่แตกออก” แม็คกานาให้ความเห็น  

แล้วสารเหนียวที่ตกลงมาจากท้องฟ้าที่เรียกกันว่า “เส้นผมนางฟ้า” คืออะไร? คำอธิบายที่ดีที่สุดในเรื่องนี้น่าจะเป็น สิ่งที่เกิดขึ้นจากปรากฎการณ์แมงมุมอพยพที่เรียกว่า Ballooning Spider 

มันปรากฎการณ์ที่แมงมุมจะปีนขึ้นไปให้สูงที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ซึ่งอาจจะเป็นยอดไม้หรืออะไรก็ตาม ก่อนจะยิงใยขึ้นสู่ท้องฟ้า และปล่อยให้ลมพัดใยของพวกมันให้สูงขึ้น ทำให้มันสามารถบินขึ้นไปในอากาศและลอยไปตามกระแสลม

“มันค่อนข้างชัดเจนว่าสิ่งนี้คงมาจากแมงมุมที่เพิ่งฟักออกจากไข่แล้วชักใย มันเป็นใยที่บางมากๆ” แม็คกานาอธิบายเพิ่ม

“แมงมุมใช้ใยนี้เป็นเหมือนใบเรือ และโยงตัวเองเข้าด้วยกัน คุณเห็นก้อนใยนี้บนท้องฟ้า แมงมุมจะอยู่ในนี้ เพื่อย้ายถิ่นฐานไปในที่ต่างๆ” 

“พวกมันแค่บินไปพร้อมกับสายลม และสิ่งนี้เคยถูกบันทึกว่าเคยพบเห็นอยู่บนความสูง 14,000 ฟุตจากพื้นดิน ดังนั้นเมื่อพระอาทิตย์ส่องแสงไปที่มัน มันจึงเหมือนกับภาพที่ถูกสร้างด้วยเทคนิคพิเศษ” 

“ก้อนใยแมงมุมพวกนี้ บางทีมันก็แตกออกและตกลงมาบนพื้น มันจึงเหมือนเวทย์มนต์ แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น” 

ทฤษฎีนี้ค่อนข้างได้รับการสนับสนุนในวงกว้าง เนื่องจากในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม เป็นช่วงที่แมงมุมบางชนิดกำลังย้ายถิ่นฐานจากซีกโลกเหนือลงใต้ และปรากฎการณ์นี้ก็ยังพบเห็นได้อยู่เป็นประจำแม้กระทั่งปัจจุบัน 

อย่างไรก็ดี มีคนจำนวนหนึ่ง ที่ไม่ยอมรับในทฤษฎีนี้ หนึ่งในนั้นคือ ปิน็อตติ เนื่องจากเขามองว่า มันยังมีบางอย่างที่คำอธิบายเรื่องแมงมุมอพยพไม่สามารถตอบคำถามได้ 

“แน่นอน ผมรู้เกี่ยวกับสมมติฐานการย้ายถิ่นของแมงมุม มันเป็นไร้สาระมาก มันเป็นเรื่องเก่าและยังเป็นเรื่องงี่เง่าอีกด้วย” ปินอตติแย้ง 

เขามองว่าหากเส้นผมนางฟ้าคือใยแมงมุมจริง เหตุใดผลวิเคราะห์ทางเคมีของมันจึงออกมาไม่เหมือนส่วนประกอบที่อยู่ในใยแมงมุม ที่ต้องประกอบด้วยโปรตีน โซเดียม ไนโตรเจน แคลเซียม ไฮโดรเจน และอ็อกซิเจน

“ผมไม่เคยเชื่อรายงานเก่าใดๆ และเหตุการณ์แปลกใดๆ แบบนี้ นอกจากจะได้เห็นข้อมูลด้วยตาตัวเอง” ผู้เชี่ยวชาญด้านยูเอฟโอของอิตาลีอธิบายกับ BBC 

“ชัดเจนว่าแมกนีเซียมและแคลเซียม เป็นธาตุพื้นฐานที่อยู่ในร่างกายของเรา โบรอนและซิลิกอนน้อยกว่านั้น แต่ถ้าสิ่งนี้เป็นธาตุหลักที่อยู่ในใยสีขาว มันฟังไม่ขึ้นสำหรับผมที่จะคิดว่ามันมาจากแมงมุม” 

ผ่านมาแล้วเกือบ 60 ปี ตั้งแต่วันนั้น แน่นอนว่าหลักฐานที่จะตรวจสอบก็เริ่มจากหายไปตามกาลเวลา แต่สิ่งที่ยังอยู่คือความทรงจำของเหล่าผู้ที่ได้พบเห็นมันด้วยตาตัวเอง ที่ต่างบอกว่าเป็นความทรงจำที่ไม่ลืมไปชั่วชีวิตSchermata-2018-10-29-alle-13.07.24

“ผมอยากรู้มากว่ามันคืออะไร และผมมีสุขมากที่ได้เห็นมัน” ทูซี กัปตันของปิสตอยเซกล่าวกับ BBC 

“จริงๆ แล้วผมเชื่อแบบนั้น (สิ่งที่มาจากจักรวาลอื่น) เราอยู่ที่สนามและเห็นมัน มันเป็นสิ่งที่สุดยอดจริงๆ ที่ได้เห็น” 

ปัจจุบันยังคงไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นคืออะไร แม้ว่าบางส่วนอาจจะล้อเล่นว่ามนุษย์ต่างดาวอาจจะอยากมาชมฝีเท้านักเตะฟิออเรนตินาถึงขอบสนาม เนื่องจากในช่วงทศวรรษที่ 1950 ม่วงมหากาฬ ถือเป็นทีมใหญ่ที่ลุ้นแชมป์ทุกปี แต่ในเชิงวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่มีคำตอบในเรื่องนี้
และทำให้มันยังเป็นปริศนาที่ยังไม่คลี่คลายมาจนถึงทุกวันนี้