มือพิฆาตพยัคฆ์ : คลายข้อสงสัย มนุษย์ฆ่าเสือด้วยมือเปล่าได้จริงไหม?

มือพิฆาตพยัคฆ์ : คลายข้อสงสัย มนุษย์ฆ่าเสือด้วยมือเปล่าได้จริงไหม?

หากคุณเป็นแฟนมังงะ “บากิ จอมประจัญบาน” คุณย่อมอินไปกับตัวละครที่ชื่อว่าโอโรจิ โดปโปะ นักคาราเต้เจ้าของฉายา “มือพิฆาตพยัคฆ์” ที่สามารถปราบเสื้อโคร่งน้ำหนักกว่าครึ่งตันได้ด้วยมือเปล่า…แล้วในโลกแห่งความเป็นจริง มันมีเรื่องแบบนั้นจริง ๆ หรือไม่? 

 

ต้องยอมรับว่า “มนุษย์” คือสัตว์ที่ฉลาดสุดในโลก แต่ไม่ใช่สัตว์ที่แข็งแกร่งที่สุด เมื่อปราศจากอาวุธ ต้องเอาตัวรอดเพียงลำพังในสภาพแวดล้อมที่เรียกว่าป่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่สิ่งมีชีวิตสองขา จะเอาชีวิตรอดจากภัยร้าย

ไม่ว่าจะเป็น วิวัฒนาการทางธรรมชาติ หรือ พรจากพระเจ้า มือเปล่าของมนุษย์มีความสามารถมากกว่าที่คิด สิ่งที่อยู่ปลายแขนทั้งสองสามารถช่วยชีวิตคุณจากยามยาก ด้วยการปลิดชีพ “เสือ” พยัคฆ์ร้ายแห่งพงไพร โดยไม่ต้องพึ่งพาอาวุธใด

เราจะนำเสนอ ตำนานของชายชาวอเมริกัน เมื่อร้อยกว่าปีก่อน พร้อมตอบคำถามคาใจ มนุษย์ฆ่าเสือด้วยมือเปล่าได้หรือไม่? 

 

ตำนานชายผู้ฆ่าเสือ

ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 วิถีชีวิตของมนุษย์ และ ธรรมชาติ ยังไม่ถูกแยกขาดจากกันดั่งทุกวันนี้ ก่อนสิ่งมีชีวิตผู้ประเสริฐจะหันปืนมาห้ำหั่นกันเอง ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 สัตว์จากพงไพรคืออันตรายขั้นสูงสุดcsz68147_0

มีมนุษย์เพียงไม่กี่คนกล้าท้าทายมฤตยูดังกล่าว หนึ่งในนั้นคือ คาร์ล เอคลีย์ นักอนุรักษ์ธรรมชาติชาวสหรัฐอเมริกา ผู้สร้างผลงานมากมายเป็นมรดกแก่คนรุ่นหลัง ไม่ว่าจะเป็น คิดค้นการสตัฟฟ์สัตว์สมัยใหม่, ผลักดันให้เกิดอุทยานแห่งชาติในอเมริกา และ สร้างกล้องถ่ายภาพสัตว์แบบเคลื่อนไหว

อ่านดูอาจรู้สึกว่าคาร์ล เอคลีย์ คือชายปราดเปรื่องที่ใช้ชีวิตแต่ละวันไปกับหนังสือและห้องทดลอง แต่เปล่าเลย ชีวิตของเขาโลดโผนราวกับ อินเดียนา โจนส์ ตลอดชีวิตของชายผู้นี้ เอคลีย์เข้าป่าเพื่อศึกษาและช่วยเหลือสัตว์ที่คนทั่วไปไม่รู้จัก เขาคือมนุษย์รายแรกที่ศึกษากอริลลาภูเขา และสามารถถ่ายรูปพวกมันกลับมาฝากชาวโลกได้สำเร็จ

คาร์ล เอคลีย์ คือผู้พิทักษ์ แต่บางครั้ง เขาคือนักล่าฝีมือฉกาจ เอคลีย์จำเป็นต้องเข้าป่าและฆ่าสัตว์เพื่อนำร่างไร้วิญญาณที่ได้มาสตัฟฟ์ ก่อนส่งเข้าพิพิธภัณฑ์ มันคืองานที่อันตรายเกินกว่าจะจินตนาการ ชีวิตของเอคลีย์จึงผ่านวินาทีเสี่ยงตายมาแล้วมากมาย

เขาเคยถูกช้างเหยียบจนเกือบตาย, เคยใช้ซากจระเข้เป็นเรือเพื่อข้ามแม่น้ำ, เคยถูกกอริลลาไล่ล่าจนเกือบตกหน้าผา หรือ ต่อสู้กับแรด 3  ตัวในเวลาเดียวกัน เอคลีย์ ผ่านประสบการณ์ราวกับพระเอกในภาพยนตร์ผจญภัย

แต่ทั้งหมดที่กล่าวมา ไม่ใช่เรื่องราวที่ทำให้ชื่อของเขายังถูกพูดถึงจนทุกวันนี้

เหตุการณ์อันกลายเป็นตำนาน เกิดขึ้นในปี 1896 เอคลีย์เดินทางไปยังประเทศเอธิโอเปีย เพื่อตามหาสัตว์ตัวอย่างมาทำการสตัฟฟ์เพื่อศึกษา ภารกิจครั้งนั้นของเขาใกล้เคียงกับคำว่าล้มเหลว เอคลีย์ใช้เวลา 4 วัน เพื่อค้นพบเพียงความว่างเปล่า

การล่าสัตว์ล่วงเลยเข้าสู่วันที่ 5 โชคเข้าข้างเอคลีย์ เขาค้นพบไฮยีน่า แต่กลายเป็นว่าเขาใช้กระสุนในการยิงมากเกินไป จนผิวหนังเละเกินกว่าจะนำมาสตัฟฟ์ เขาเดินทางต่อไปจนเจอ หมูป่า ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ เขารัวกระสุนอีกครั้ง เจ้าหมูป่าตัวนั้นลาโลกไปแบบไม่ทันส่งเสียงMr._Akeley_and_his_Gun_Boys

เอคลีย์เดินผ่านพุ่มไม้ไป โดยไม่สนใจจะเช็คสภาพของสัตว์ตัวนั้น เขาเดินทางสู่แอฟริกาเพื่อตามหาสัตว์แปลก เช่น นกกระจอกเทศ หรือ ไฮยีนา ไม่ใช่ หมูป่า จนกระทั่งขากลับ เอคลีย์ที่ออกมาจากป่าด้วยมือเปล่า จึงหวังเก็บหัวหมูป่าที่ยิงได้แทน

เมื่อ เอคลีย์ เดินไปยังพุ่มไม้ เขาไม่พบซากสัตว์ที่ควรอยู่ตรงนั้น กลับมีแต่รอยเลือดไหลเป็นทาง ในหัวเขาคิดว่า หมูป่าผู้โชคร้ายคงถูกไฮยีน่าลากไปกิน เขาเดินทางต่อจนผ่านจุดที่ฆ่าไฮยีน่าตัวแรก ซากของมันหายไปเช่นกัน จมูกของเอคลีย์สัมผัสถึงกลิ่นแปลก เขาประทับไรเฟิลขึ้นบ่า เตรียมพร้อมกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ทันใดนั้น เอคลีย์ ได้ยินเสียงบางสิ่งเคลื่อนไหว เขาทำในสิ่งที่โง่ที่สุดในชีวิต คือรัวกระสุนใส่พุ่มไม้แบบสุ่ม เสียงคำรามดังก้องตอบกลับมา เอคลีย์รู้ทันทีว่า สัตว์ที่จัดการซากหมูป่า และ ไฮยีน่า คือเสือดาว เขามีทางเลือก 2 ทาง คือถอยหลังหรือสู้ต่อ

เอคลีย์เลือกทางที่ 2 เขายิงใส่เสือดาวอีกครั้ง แม้เห็นเป้าหมายไม่ชัด เนื่องจากดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า เอคลีย์รัวกระสุนจนหมดแม็ก เขามั่นใจว่าสัตว์ร้ายตายเป็นแน่ แต่เปล่าเลย เสือดาวกระโจนโจมตีเอคลีย์ มันกัดที่มือขวาแบบจมเขี้ยว ทั้งสองตะลุมบอน เจ้าเสือดาวลงไปกองกับพื้น และกำลังใช้เท้าตะกุยท้องของเขา ขณะที่เอคลีย์กุมความได้เปรียบอยู่ด้านบน

เขากัดฟันทนความเจ็บปวด ต่อสู้กับเสือดาวด้วยแขนเพียงข้างเดียว เอคลีย์ใช้แขนข้างซ้ายล็อคคอของพยัคฆ์ร้าย ใช้เข่าทับน้ำหนักใส่ส่วนท้อง และใช้ข้อศอกงัดไว้ตรงง่ามขา เจ้าเสือดาวพยายามดิ้นเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ แต่กลับไม่สามารถทำได้ จากเหยื่อที่คิดหนีเอาชีวิตรอด เขาเริ่มมองเห็นชัยชนะอยู่เบื้องหน้า

เอคลีย์ใช้น้ำหนักตัวทั้งหมดที่มีกระแทกใส่ท้องของเสื้อดาว เอคลีย์รู้สึกถึงกระดูกซี่โครงที่กำลังหัก เขาทำมันอีกครั้ง ดูเหมือนว่ากระดูกซี่โครงเสือดาวหักเพิ่มอีกซี่ หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าสัตว์ร้ายจึงแน่นิ่ง เอคลีย์ได้รับชัยชนะ และจารึกเรื่องราวของเขาในฐานะ ชายผู้ฆ่าเสือด้วย “มือเปล่า”

 

ฆ่าเสือด้วยมือเปล่า?

พิจารณาจากเรื่องราวของ คาร์ล เอคลีย์ คำถาม “มนุษย์ฆ่าเสือโคร่งด้วยมือเปล่าได้หรือไม่?” คำตอบคือ “ได้” อย่างไม่ต้องสงสัย แต่หากจะจบบทความเพียงแค่นี้ ผู้เขียนย่อมทำผิดพลาดอย่างร้ายกาจ เนื่องจากมีรายละเอียดอีกมากมายซ่อนอยู่ภายใต้การกระทำอันน่าเหลือเชื่อAkeley-Leopard

ประการแรก คือ ความสามารถของฝั่งมนุษย์ คาร์ล เอคลีย์ ไม่ใช่แค่นักอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่คือนายพรานชั้นยอด ผู้เปี่ยมด้วยความรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่า ทันทีที่ เอคลีย์ มองเห็นเสือดาวกระหายเลือดอยู่ตรงหน้า ข้อมูลมหาศาลไหลเข้ามาสู่หัวของเขาอย่างเฉียบพลัน

เอคลีย์จึงรับมือและฆ่าเสือได้สำเร็จ เนื่องจากรู้ลักษณะนิสัยของคู่ต่อสู้ เสือดาวนั้นอาฆาตพยาบาท และตามล่าเหยื่อจนกว่าจะถึงที่สุด เขาจึงเลือกจะสู้และไม่ถอยหนี แม้ถูกปลดอาวุธจนเหลือแค่มือเปล่า กลับกัน หากเอคลีย์ไม่มีความรู้เรื่องเสือดาว เขาย่อมถูกปลิดชีพตั้งแต่ไม่ถูกปลดอาวุธด้วยซ้ำ

เหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกัน เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา ทราวิส คอฟฟ์แมน นักวิ่งเทรล ถูกโจมตีด้วยสิงโตภูเขาในรัฐโคโลราโด เขาทำในสิ่งที่เดียวกับที่เอคลีย์ทำได้ คือฆ่าพยัคฆ์ร้ายด้วยมือเปล่า ประสบการณ์เฉียดตายของนักวิ่งรายนี้ คือเครื่องยืนยันว่า ไม่ใช่มนุษย์ทุกคนที่ฆ่า เสือ หรือ สิงโต ด้วยมือเปล่า

แม้ไม่ใช่นายพราน คอฟฟ์แมน ศึกษาเรื่องราวของสิงโตภูเขาเป็นอย่างดี หลังเคยอ่านข่าวนักปั่นจักรยานภูเขาถูกโจมตีโดยสิงโตชนิดดังกล่าว นั่นคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ คอฟฟ์แมนรู้วิธีปลิดชีวิตคู่ต่อสู้ นั่นคือใช้แขนและขารัดคอเจ้าสิงโตภูเขาจนถึงแก่ความตาย

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คนธรรมดาอย่าง คอฟฟ์แมนรอดชีวิตจากสัตว์ร้าย คือสภาพร่างกาย เขาคือชายหนุ่มรูปร่างกำยำ อายุเพียง 30 ต้นๆ แถมยังมีกิจกรรมอดิเรกเป็นการวิ่งเทรล อันเป็นกีฬาผจญภัย ร่างกายของเขาย่อมอยู่ในเกณฑ์แข็งแรงกว่าคนทั่วไป จนสามารถรับมือกับสิงโตภูเขาได้

ตำนานสะท้านโลก คาร์ล เอคลีย์ ฆ่าเสือด้วยมือเปล่าในวัย 32 ปี ชายชาวเคนย่าผู้ฆ่าสิงโตด้วยมือเปล่า ก็สามารถทำได้ด้วยวัย 35 ปี จึงอาจกล่าวได้ว่า ผู้ชายวัย 35 ปี คือมนุษย์ที่มีโอกาสฆ่า เสือ หรือ สิงโต ด้วยมือเปล่ามากที่สุด เนื่องจากถึงพร้อมด้วยสภาพร่างกาย และประสบการณ์

รายละเอียดอีกประการที่มองข้ามไม่ได้ คือสภาพร่างกายของคู่ต่อสู้ หากพิจารณาจากสัตว์ร้ายที่ถูกฆ่าด้วยมือเปล่า ทั้ง เสือดาว และ สิงโตภูเขา ทั้งหมดเป็นสัตว์ป่าขนาดเล็ก ที่ร่างกายแตกต่างออกไปจาก เสือโคร่ง และ สิงโต ผู้ได้รับการขนานนามเป็นเจ้าแห่งพงไพร

เสือดาวที่ เอคลีย์ ปลิดชีพ มีน้ำหนักอยู่ราว 80 ปอนด์ หรือราว 36 กิโลกรัม ส่วนสิงโตภูเขาที่คอฟฟ์แมนปลิดชีพ มีน้ำหนักไม่เกิน 60 ปอนด์ หรือ 27 กิโลกรัม จะเห็นว่าสัตว์ป่าที่ถูกมนุษย์ฆ่าด้วยมือเปล่า มีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ยทั้งสองตัว โดยเสือดาวมีเฉลี่ยอยู่ที่ 63 กิโลกรัม ส่วนสิงโตภูเขาอยู่ที่ 68 กิโลกรัม

นอกจาก สายพันธุ์ และ น้ำหนักน้อยกว่ามาตรฐาน ฝั่งมนุษย์ยังต้องภาวนาปัจจัยอื่นของคู่ต่อสู้เข้ามาช่วยเหลือ เอคลีย์ ยิงเสือดาว 2 นัด ก่อนปลิดชีพด้วยมือเปล่า ส่วน สิงโตภูเขาที่โจมตีคอฟฟ์แมน มีอายุไม่ถึง 8 เดือน ไร้ประสบการณ์ในการออกล่า จึงตกเป็นเหยื่อของฝั่งมนุษย์เสียเอง

การสังหาร เสือ หรือ สิงโต ด้วยมือเปล่า จึงไม่ใช่แค่เรื่องของฝีมือ แต่เป็นเรื่องของโชคลาง มากเท่ากัน ต่อให้ฝ่ายมนุษย์มีฝีมือการต่อสู้ชั้นเยี่ยม และความรู้เรื่องสัตว์ร้ายเต็มคลั่ง แต่หากต้องเผชิญหน้ากับ เสือโคร่งโตเต็มวัย ที่ขั้นต่ำน้ำหนักอยู่ที่ 142 กิโลกรัม มนุษย์คงเป็นฝ่ายลาโลกลงโลงอย่างไม่ต้องสงสัย

เรื่องราวของ โมเสส เลคาเลา ชายเลี้ยงสัตว์ชาวเคนยาในปี 2007 คือตัวอย่างโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น เขาเผชิญหน้ากับสิงโต ขณะเดินทางผ่านป่าเพื่อกลับหมู่บ้าน โมเสสใช้เวลานาน 1 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อฆ่าสิงโตด้วยมือเปล่า 6-researchersr

ถึงเขาจะพิชิตเจ้าป่าได้สำเร็จ แต่ร่างกายที่อ่อนแรงจากการต่อสู้ กลับถูกโจมตีโดยฝูงไฮยีน่าอีกไม่กี่อึดใจถัดมา โมเสสถูกกัดมือและข้อเท้าจนขาด แม้หนีเอาตัวรอดมาได้ ผลสุดท้าย เขาเสียชีวิตที่โรงพยาบาล เนื่องจากสูญเสียเลือดมากเกินไป

มนุษย์ฆ่าเสือด้วยมือเปล่า จึงเป็นเรื่องสามารถทำได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า คุณจะเดินไปท้าสู้กับสัตว์ป่าเหล่านี้ตามใจชอบ สัตว์ป่าอย่างไรคือสัตว์ป่า ผู้เปี่ยมด้วยสัญชาติญาณนักล่าแต่กำเนิด ทางที่ดีเราควรเตรียมรับมือกับทุกสถานการณ์ ด้วยความพร้อมขั้นสูงสุดจะดีกว่า

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *