โยคาจาร : ปรัชญาจากอินเดียที่อาจเป็นรากฐานวิชากังฟูวัดเส้าหลิน

โยคาจาร : ปรัชญาจากอินเดียที่อาจเป็นรากฐานวิชากังฟูวัดเส้าหลิน

กังฟู คือศิลปะป้องกันตัว ที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี ผ่านป๊อปคัลเจอร์ต่างๆ โดยเฉพาะภาพยนตร์ ส่งผลให้กังฟู กลายเป็นรูปแบบการต่อสู้ ที่ผู้คนชื่นชอบ มีสาวกวิชานี้ อยู่ทั่วทุกมุมโลก

 

เป็นที่รู้กันดีว่า วิชากังฟู ถือกำเนิดที่วัดเส้าหลิน ในประเทศจีน หากแต่มีทฤษฎีหนึ่งที่เชื่อว่า รากฐานของวิชากังฟู ไม่ได้เกิดขึ้นในแดนมังกร แต่เป็นประเทศอินเดีย

แท้จริงแล้วกังฟู อาจมีรากฐานมาจากการฝึกฝนโยคะ หรือปรัชญาโยคาจาร ที่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาพุทธ ในฐานะเครื่องมือ ที่ช่วยให้มนุษย์เข้าถึงจิตใจของตัวเอง รับรู้ความจริงแท้ของโลก ไม่ใช่ศิลปะการต่อสู้ แบบที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน

ฝึกจิตผ่านโยคะ

โยคาจาร หรือหมายความว่า การฝึกฝนโยคะ หรือผู้ฝึกโยคะ ในภาษาอินเดีย เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมปรัชญาพุทธศาสนาดั้งเดิม ที่กำเนิดขึ้น ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของยุคสมัยของพุทธกาลinternational-yoga-day-1

โยคาจาร ไม่ใช่ศิลปะการต่อสู้, กีฬา, การออกกำลังกาย แต่เป็นการเรียนรู้ปรัชญาผ่านการกระทำ เพื่อพัฒนาจิต, สมาธิ และการรับรู้ ผ่านการฝึกฝนโยคะ 

เป้าหมายสำคัญของโยคาจาร คือการฝึกจิตของผู้ฝึกให้สามารถรับรู้ ถึงสิ่งต่างๆ รอบตัว ด้วยจิตของผู้ฝึก หรือพูดให้เห็นภาพ ไม่ต่างอะไรกับการนั่งสมาธิ จนจิตใจสงบ สามารถรับรู้ความเคลื่อนไหวรอบตัว แม้จะหลับตา นั่งสมาธิอยู่กับที่ 

โยคาจารคือสิ่งที่พัฒนา ต่อมาจากรากฐานปรัชญาดั้งเดิมในพุทธศาสนา หากแต่แทนที่จะใช้การฝึกจิต ผ่านการนั่งสมาธิ โยคาจารได้นำการเคลื่อนไหว เข้ามาประยุกต์ใช้กับการฝึกด้วย

กระนั้นเป้าหมาย ของโยคาจาร ยังคงอยู่ในกรอบของปรัชญาแบบพุทธศาสนาเหมือนเดิม คือเป้าหมายให้ผู้ฝึกควบคุมจิตของตัวเองให้ได้ ใช้จิตเป็นบ่อเกิดความรู้, ความคิด, ความจริง และเข้าถึงสัจธรรมทั้งหมดทั้งมวล ด้วยจิตของมนุษย์

“โยคาจารคือทางเลือกที่ดี ได้การบำบัดจิตใจของมนุษย์ มันช่วยให้มนุษย์เห็นปัญหา และหาทางแก้ไขได้อย่างถูกต้อง” แดน ลัตส์เฮาส์ (Dan Lusthaus) นักเขียนชาวอเมริกัน ผู้นับถือศาสนาพุทธ กล่าวถึงปรัชญาแขนงนี้

โยคาจาร ฝึกฝนจิตผ่านการทำโยคะ แบบที่เราคุ้นชินในปัจจุบัน แต่แม้จะมีการขยับร่างกาย ในรูปแบบต่างๆ การขยับร่างกายนั้น ไม่ได้มีความสำคัญ ต่อการฝึกร่างกายแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน การฝึกร่างกาย ผ่านการเคลื่อนไหวต่างๆ คือความต้องการที่จะลดความสำคัญ ของการรับรู้ผ่านทางร่างกาย

ปรัชญาแขนงนี้เชื่อว่า มนุษย์รับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ การมองเห็น, การดมกลิ่น, การลิ้มรส, การฟัง และการสัมผัส … หากแต่การเคลื่อนไหว ในการฝึกโยคะ คือการช่วยให้มนุษย์ได้อยู่กับตัวเอง อยู่กับจิตของเรามากขึ้นpm_modi_international_yoga_Day_2020

เมื่อมนุษย์ได้อยู่กับจิตใจของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ มนุษย์จะเริ่มรับรู้ผ่านจิตของตัวเอง สามารถเห็นโลกที่แท้จริง เข้าใจปัญหาอย่างเห็นแจ้ง ไม่ติดในรูปของรสชาติ, กลิ่น, สี, เสียง, รูปลักษณ์ภายนอก

โยคาจาร จึงเปรียบเสมือนศาสตร์และปรัชญา ในการรักษาสภาพกายและสภาพจิต ผ่านการเห็นแจ้งรู้จริง ด้วยจิตของมนุษย์ ที่จะช่วยขับปัญหา และความเครียดออกไป เมื่อไร้ความเครียด สุขภาพร่างกายของมนุษย์ จะกลับมาแข็งแรงเป็นปกติ

 

รากฐานศิลปะการต่อสู้

ช่วงศตวรรษที่ 6 โรงเรียนสอนศาสตร์แบบโยคาจารได้แผ่ขยาย ไปทั่วประเทศอินเดีย ทำให้ศิลปะแขนงต่างๆ ได้รับเอาข้อดีบางอย่างของโยคาจาร ไปปรับใช้กับศาสตร์ของตัวเอง รวมถึงศาสตร์การต่อสู้

การฝึกจิตผ่านการขยับร่างกาย หรือการออกกำลังกาย ผ่านภาษาในปัจจุบัน คือรากฐานสำคัญ ของการพัฒนาศิลปะการต่อสู้ของประเทศอินเดีย ด้วยปรัชญาด้านพุทธศาสนา ได้สอนถึงจิตวิญญาณ อันเป็นรากฐานของศิลปะการต่อสู้แบบอินเดีย นั่นคือการอดทน และความเคารพ 

เพราะการฝึกโยคาจาร ไม่ได้ทำง่ายๆ การจิตด้วยการใช้ร่ายกาย ผู้ฝึกจะต้องมีจิตใจที่แน่นิ่ง เข้าถึงจิตของตัวเอง มากกว่าสัมผัสทางกาย และการฝึกมีหลายระดับ กว่าจะบรรลุวิชา ต้องใช้เวลานาน ดังนั้นผู้ฝึกต้องมีความอดทน และต้องให้ความเคารพแก่ตัวเอง

รากฐานบางส่วน จากแนวคิดทางพุทธศาสนา ได้ให้กับเนิดศิลปะการต่อสู้ยุคโบราณ ที่ถูกเรียกว่า “ยุทธศาสตรา” ซึ่งเกิดขึ้นทางตอนเหนือของอินเดียว โดยเป็นศิลปะที่สอนการใช้อาวุธ ในรูปแบบต่างๆ ทั้งดาบ, หอก, โล่, ธนู รวมถึงการต่อสู้มือเปล่าด้วย

สิ่งที่ยุทธศาสตรา ได้รับอิทธิพลจากโยคาจาร คือการจำกัดการเคลื่อนไหว ศาสตร์การต่อสู้รูปแบบนี้ จะต้องเอาชนะคู่ต่อสู้ ด้วยการเคลื่อนไหว เพียง 5 ครั้งเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่สำคัญ คือจิตที่มั่นคง รู้ถึงการเคลื่อนไหวของตนเอง และคู่ต่อสู้ashtanga-yoga-studio-borivali-west-mumbai-yoga-classes-2nfd1

นอกจากนี้ยุทธศาสตรา ยังเป็นวิชาที่เล่าเรียนด้วยความยากลำบาก ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสำเร็จวิชานี้ จึงเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้วิชานี้เสื่อมความนิยมในปัจจุบัน และถูกมองว่าเป็นอีกศาสตร์การต่อสู้ ที่กำลังจะล้มตาย

อย่างไรก็ตาม เราสามารถเห็นรากฐาน และอิทธิพล แนวคิดการฝึกฝนตัวเองแบบโยคาจาร ที่แม้จะเป็นแนวคิดทางปรัชญา แต่สามารถพัฒนา ส่งอิทธิพลไปถึงรากฐาน ของศิลปะการต่อสู้ 

 

โยคะสู่กังฟู

ปรัชญาแบบโยคาจาร ผูกติดกับอารยธรรมทางพุทธศาสนาอยู่ตลอด เมื่อศาสนาพุทธ แผ่ขยายแนวคิดสู่ประเทศจีน ในช่วงปลายศตวรรษที่ 5 ทำให้แนวคิดแบบโยคาจาร ถูกนำเข้าสู่ประเทศจีนด้วยเช่นกัน

แนวคิดนี้เริ่มแทรกซึมในชีวิตของชาวจีน ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยแนวคิดของการเน้นฝึกจิตวิญญาณ ซึ่งเข้ากับรากฐานดั้งเดิมของคนจีน … ปรัชญาโยคาจาร นำไปสู่การเกิดโรงเรียนสอนศาสนาทางด้านนี้โดยเฉพาะ เพื่อฝึกฝนให้ผู้คนสัมผัสถึงความจริง แก่นแท้ของโลก ด้วยจิตของเรา

ความแตกต่างของโยคาจารฉบับจีน คือพวกเขาเชื่อว่าประสาทสัมผัสของมนุษย์ ไม่ได้มีแค่ 5 แต่มีถึง 8 ด้าน ได้แก่ การรับรู้ด้วยตา, ลิ้น, จมูก, หู, ร่างกาย, จิต, สัญชาตญาณ และการอนุมาน 

สำหรับโยคาจารแบบจีน มองว่าการฝึกโยคะ จะช่วยให้มนุษย์สามารถเข้าถึงสัมผัสทั้ง 8 ได้ โดยเฉพาะการรับรู้ด้วยสัญชาติญาณ และการอนุมาน ซึ่งเป็นการแยกตัวออกมาจากการรับรู้ด้วยจิต และมนุษย์จะไม่สามารถเข้าถึง การรับรู้สองประเภทนี้ หากปราศจากการฝึกฝน

หนึ่งในนักบวชจีน ที่ได้รับอิทธิพล จากปรัชญาโยคาจาร คือพระโพธิธรรม (Bodhidharma) พระภิกษุในพุทธศาสนา นิกายเซน ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา การปฏิบัติธรรมด้วยการฝึกจิต

พระโพธิธรรม มองเห็นว่าชีวิตที่เป็นสุข คือการที่มนุษย์ต้องรับรู้ถึงตัวเอง ด้วยความคิดของตัวเอง เมื่อมนุษย์เข้าถึงตัวตน จะทำให้มนุษย์เข้าถึงธรรมชาติ เข้าถึงธรรมะที่เเท้จริงfd6329e8-992e-439a-bb6b-b6b6c35e8c1b

พระโพธิธรรม เคยมีโอกาสเดินทางไปที่ประเทศอินเดีย และได้ศึกษาปรัชญาแบบโยคาจาร ด้วยลักษณะที่เป็นศิลปะการเคลื่อนไหว ทำให้พระโพธิธรรมมองเห็นข้อดีของการฝึกนี้ เมื่อเดินทางกลับประเทศจีน จึงเกิดไอเดีย ที่จะนำศิลปะแขนงนี้ มาใช้ในการฝึกสอนพระรุ่นใหม่

เนื่องจากพระรุ่นใหม่ชาวจีนในเวลานั้น ต้องพบกับความยากลำบากในการฝึก เนื่องจากไม่มีวิธีการที่จะเข้าถึงจิตของตัวเอง พระโพธิธรรมจึงนำเสนอ ศิลปะที่เรียกว่า “กังฟู” 

แม้ในปัจจุบัน เราจะคุ้นเคยกับกังฟู ในฐานะศิลปะการต่อสู้แขนงหนึ่ง แต่จุดเริ่มต้นของกังฟู เป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้ฝึกจิตให้กับพระภิกษุ จึงเป็นเหตุผลที่วิชากังฟู ถูกจำกัดการฝึกสอนไว้ในวัดเส้าหลิน อันเป็นวัดที่พระโพธิธรรมก่อตั้งขึ้นเท่านั้น

เหตุผลที่กังฟู ต้องออกท่าทางมากกว่า โยคะ เป็นเพราะมุมมองของพระโพธิธรรม ที่มองว่า หากพระได้ขยับร่างกาย หรือในแง่หนึ่งคือการออกกำลังกาย พระจะมีสภาพกาย สภาพจิตที่ดีขึ้น ช่วนให้เข้าถึงธรรมะได้ดีมากกว่าเดิม9b8f77c5bf4815722b66eb0503f9e1a5

เมื่อวัฒธรรมของโยคะ และกังฟู เผยแพร่ไปยังโลกตะวันตก ทั้งสองศาสตร์ได้ถูกเปลี่ยนความหมายใหม่ โดยโยคะเปลี่ยนเป็นการออกกำลังกายรูปแบบหนึ่ง ขณะที่กังฟูถูกเปลี่ยนเป็นศิลปะการต่อสู้ ทำให้คนยุคปัจจุบัน ไม่คุ้นเคยกับทั้งสองศาสตร์ ในฐานะเครื่องมือฝึกจิตใจให้เข้าถึงความจริงของโลก

แม้ความหมายของศาสตร์จะเปลี่ยนไป แต่ผู้ฝึกวิชากังฟูรุ่นใหม่จำนวนหนึ่ง มองว่าการฝึกกังฟูช่วยให้มนุษย์เข้าใจความคิด และจิตของตัวเองมากขึ้น 

ไม่ต่างกับจุดประสงค์ในอดีต ที่กังฟูถูกสร้างขึ้น เพื่อสอนให้มนุษย์ได้เรียนรู้การเข้าถึงจิตของตัวเอง ตามรากฐานที่ได้รับมาจากปรัชญาแบบโยคาจาร

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *