วิเคราะห์จริงจัง โรแบร์โต้ คาร์ลอส เล่นกองหน้าได้ไหม?

วิเคราะห์จริงจัง โรแบร์โต้ คาร์ลอส เล่นกองหน้าได้ไหม?

แม้ โรแบร์โต้ คาร์ลอส ตำนานนักเตะทีมชาติบราซิลจะแขวนสตั๊ดไปพักใหญ่แล้ว แต่ทุกวันนี้ยังมีคนกล่าวถึงเขาเป็นประจำในคำถามที่ว่า “ใครคือคู่กองหน้าที่ดีดีที่สุดในโลก” 

 

“คาร์ลอส ต้องคู่กับ โรนัลโด้” ถามกี่รอบก็ต้องมีคำตอบนี้ออกมาทั้งๆที่ความจริง คาร์ลอส เป็นนักเตะตำแหน่งแบ็คซ้ายโดยธรรมชาติๆแท้ๆ 

แนวคิดนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากไหน? และถ้าเราลองมาวิเคราะห์กันแบบจริงจังเพื่อหาคำตอบว่า คาร์ลอส สามารถเล่นกองหน้าได้จริงหรือไม่? คำตอบจะเป็นเช่นไร 

เชิญหาคำตอบพร้อมๆ กันไปพร้อมกับเราได้ที่นี่ 

 

คาร์ลอส เคยเป็นกองหน้าจริงๆ 

มีนักฟุตบอลหลายคนที่โดนจับโยกตำแหน่งจากการเป็นนักเตะโซนเกมรับ ขยับขึ้นมารับผิดชอบในตำแหน่งเกมรุกและทำได้ดี ยกตัวอย่างชัดๆ ก็ แกเรธ เบล ที่เปลี่ยนจากแบ็คซ้ายกลายเป็นปีกลมกรด อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนตำแหน่งเกิดขึ้นเพราะโค้ชเห็นแวว รวมถึงศักยภาพที่แสดงออกมาในสนามซ้อม, ทิศทางการเล่นเมื่อลงสนาม หรือแม้กระทั่งเอาสถิติการยิงประตูมากางวัดกันดูว่า “เขายิงประตูได้ดีจริงๆ” 622_c99556f3-18a2-32fb-89b1-983a879d7fc8

อย่างไรก็ตาม แนวคิดที่ว่า โรแบร์โต้ คาร์ลอส แบ็คซ้ายทีมชาติบราซิล แห่งยุค 90’s คือ “กองหน้าที่ดี” นั้นค่อนข้างแตกต่างกับชื่อที่เรากล่าวมา แต่มันตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ เพราะอันที่จริง คาร์ลอส เริ่มเล่นในตำแหน่ง “กองหน้า” มาก่อนตั้งแต่เขายังเป็นนักเตะวัยทีนเอจ เพียงแต่ว่ามันไม่เวิร์กเพราะเขาตัวเล็กเกินไป จากนั้น คาร์ลอส ถูกขยับตำแหน่งถอยลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาจบที่ตำแหน่งฟูลแบ็คที่เจ้าตัวบอกว่า “คือตำแหน่งที่ดีที่สุดของตัวเอง”  

“ผมชอบการเป็นลูกทีมของ วันแดร์เลย์ ลุกซอมเบอร์โก้ ตอนที่ย้ายไปพัลไมรัส ในปี 1993 มากที่สุด เขาเป็นคนแรก (ที่ คาร์ลอส เปลี่ยนตำแหน่ง) ที่บอกผมว่า ‘ฟังนะ โรแบร์โต้ ฉันอยากให้แกถอยไปเล่นฟูลแบ็ค ฉันไม่สนว่าแกจะเคยเล่นตรงไหนมาก่อน'” คาร์ลอส เปิดใจกับ FourFourTwo 

การเปลี่ยนตำแหน่งนั้นทำให้เกิดอะไรกับชีวิตของ คาร์ลอส บ้าง? หลายคนอาจสงสัย แต่มันคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ คาร์ลอส ก้าวขึ้นไปติดทีมชาติ และสำคัญที่สุดคือ เขามีโอกาสได้ย้ายมาเล่นในยุโรปในปี 1995 โดยทีมที่ติดต่อขอซื้อตัวเขาคือ อินเตอร์ มิลาน tumblr_owa15pLVuw1wnzah8o2_1280

การย้ายทีมครั้งนี้ดูเหมือนเป็นการพัฒนาที่ก้าวกระโดด แต่ความจริงไม่สามารถพูดแบบนั้นได้เต็มปาก เพราะ คาร์ลอส อยู่กับ อินเตอร์ ในระยะเวลาสั้นๆ และไม่ประสบความสำเร็จ ภายใต้การเป็นลูกทีมของกุนซือ รอย ฮอดจ์สัน … แต่ก็เป็นการเล่นให้กับ อินเตอร์ นี่แหละ ที่ทำให้โลกรู้ว่า คาร์ลอส นั้นรู้ตัวเองดีว่าเขาเป็นนักเตะตำแหน่งไหน  

ฮอดจ์สัน พยายามจับ คาร์ลอส ไปเล่นในตำแหน่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่ฟูลแบ็ค เขาโยกไปเล่นทั้งในตำแหน่งปีก และเป็นกองหน้าคู่ในระบบ 3-5-2 ซึ่ง คาร์ลอส จริงจังกับเรื่องนี้มาก เขาไม่ชอบใจอย่างแรงกับการเป็นลูกน้องของฮอดจ์สัน จนเจ้าตัวต้องเข้าไปคุยกับ มัสซิโม โมรัตติ เจ้าของทีม อินเตอร์ เพื่อขอย้ายทีมเลยทีเดียว … และหลังจากนั้นก็อย่างที่พวกเรารู้กัน คาร์ลอส ย้ายไป เรอัล มาดริด และได้ลงเล่นในตำแหน่งแบ็คซ้ายที่ตัวเองถนัด ก่อนกลายเป็นเจ้าของสมญานาม “ฟูลแบ็คที่ดีที่สุดในโลก” นับแต่นั้นเป็นต้นมาRoberto-Carlos-chut-imposible

แล้วอย่างนั้นคำกล่าวที่บอกว่า คู่กองหน้าที่เทพที่สุดคือการจับคู่กันระหว่าง โรนัลโด้ และ โรแบร์โต้ คาร์ลอส นั้นมาจากไหนกันล่ะ? ทำไมคนเราถึงคิดกันเป็นจริงเป็นจังกันได้จนถึงทุกวันนี้แม้เจ้าตัวจะบอกเองว่า “ผมไม่ใช่กองหน้า” ก็ตาม

 

โด้-คาร์ลอส … อย่างเทพ 

ย้อนกลับไปเกือบ 30 ปีก่อนคุณต้องเข้าใจว่า ณ เวลานั้นเกมเสมือนจริงในวงการฟุตบอลถือเป็นของใหม่ของโลกใบนี้ และเมื่อมันเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่า “ผู้คน” จะอินกับมากๆ โดยเกมที่ชื่อว่า “วินนิ่ง” หรือ Winning Eleven จากค่าย Konami ซึ่งเกมนี้เองเป็นจุดกำเนิดตำนานที่ยังพูดกันจนถึงทุกวันนี้ “โด้-คาร์ลอส” กองหน้าคู่บราซิล …

ในตัวเกมภาค วินนิ่ง 3 นั้นถือเป็นเวอร์ชั่นที่ชัดเจนที่สุดที่ทำให้เกิดทฤษฎีนี้ขึ้น เหตุผลมันง่ายมากๆ เพราะด้วยระบบเกมในตอนนั้นยังไม่ได้ซับซ้อนและละเอียดเหมือนกับตัวเกมภาคปัจจุบัน (ที่เปลี่ยนชื่อเป็น Pro Evolution Soccer หรือ PES แล้ว) ดังนั้นการจะวัดว่านักเตะคนไหนเก่งหรือไม่เก่ง มีจุดตัดสินง่ายนิดเดียวนั่นก็คือความเร็ว (ในเกมใช้คำว่าค่าพลัง Speed) โดยระดับความเร็วของ วินนิ่ง 3 อยู่ที่ 1 ถึง 9 … นักเตะที่มีค่าพลังของสปีด 5-8 นั้นเราจะไม่เห็นความต่างมากนัก แต่ถ้าคนไหนสปีด 9 เราจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนมากๆ ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ คือ คีลิยัน เอ็มบับเป้ วิ่งฉีกกองหลังในลีกเอิงแบบไม่เห็นฝุ่น จนคนตามท้อแล้วก็เข้าไปยิงง่ายๆ ปานขนมกรุบนั่นแหละ…

ดังนั้น สปีด ที่เป็นตัวชี้วัดทุกอย่างจึงทำให้มีนักเตะที่โลกความจริงไม่เท่าไหร่ แต่ในเกมเก่งโคตรๆ อย่าง ทิยานี่ บาบันกิด้า หรือ ดาเนี่ยล อโมคาชี่ จาก ไนจีเรีย นั้นถือว่าเป็นนักเตะในเกมที่เก่งกว่า เดวิด เบ็คแฮม หรือแม้กระทั่ง ซีเนดีน ซีดาน อีกด้วยซ้ำ s-l640

ซึ่งตัว คาร์ลอส นั้นเป็นหนึ่งในนักเตะไม่กี่คนที่มีสปีด 9 และมันจะสุดยอดขนาดไหนถ้าทีมของคุณมีกองหน้าสปีด 9 สองคนพร้อมๆ กัน ดังนั้นเอง คาร์ลอส จึงถูกเกมเมอร์ทั่วโลกขยับตำแหน่งจากแบ็คซ้ายที่เขาถนัดที่สุดมาเป็นกองหน้าเพื่อจับคู่กับ โรนัลโด้ ส่วนที่เหลือจะเปลี่ยนใครลงก็ไม่ต่างกัน โรนัลโด้ หรือ คาร์ลอส ได้บอลทุกอย่างจบ … ง่ายๆ แบบนั้นเลย 

อย่างที่เรากล่าวไปก่อนหน้านี้ ด้วยความที่ วินนิ่ง 3 ถือเป็นเกมเสมือนจริงแรกๆ ที่โลกรู้จัก ดังนั้นความอินมากจนแยกความจริงกับเกมไม่ออกย่อมเกิดขึ้น … คาร์ลอส เล่นกองหน้าได้แน่นอน สปีด 9 ยิง 9 จะเอาไปเล่นกองหลังคงเสียเปล่าอย่างไม่ต้องสงสัย 

ยิ่งเมื่อผนวกกับโลกแห่งความจริงที่ในช่วงกลางยุค 90’s การจะหาดูฟุตบอลต่างประเทศไม่ได้ง่ายเหมือนทุกวันนี้ กว่าเราจะได้เห็นฝีเท้าของ คาร์ลอส จริงๆ ก็ต้องรอดูในรายการอย่าง เจาะสนาม, ข่าวกีฬาภาคค่ำ หรือแม้กระทั่งรายการอย่าง ภาพกีฬามันๆ ซึ่งจะตัดมาเฉพาะไฮไลต์สวยๆ มาเท่านั้น ซึ่ง คาร์ลอส ก็มักจะโผล่มาในรายการเหล่าไฮไลต์เหล่านี้ประจำด้วยลูกยิงวัวตายควายล้ม แล้วแบบนี้จะแปลกอะไรที่ทำให้หลายคนที่เติบโตมาในยุคนั้นเชื่อว่า “โรแบร์โต้ คาร์ลอส ต้องเล่นกองหน้า” 20337885601576057646

 

แล้วในโลกแห่งความจริงล่ะ? 

ก่อนที่จะเริ่มไขข้อข้องใจนี้ต้องไปดูกันก่อนว่า กองหน้าที่ดีควรมีคุณลักษณะใดบ้างที่พึงประสงค์? ซึ่งอย่างแรกที่สังเกตได้ง่ายที่สุดก็คือ “ร่างกาย”

จริงอยู่ที่ คาร์ลอส เป็นไอ้หนุ่มแข้งหนักที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ สภาพความฟิตสูง ชนกับใครไม่ล้มง่ายๆ แต่ส่วนสูงของเขามีแค่ 168 เซนติเมตรเท่านั้น ซึ่งถ้าเราจะหาตัวเปรียบเทียบกองหน้าที่สูงไม่ถึง 170 เซนติเมตร แต่สามารถไปถึงระดับแถวหน้าของยุโรปได้มีใครบ้าง? … คำตอบคือ “แทบไม่มี” 

ไมเคิล โอเว่น ที่ว่าตัวเล็กๆ ก็สูงยัง 173 เซนติเมตร, เซร์คิโอ อเกวโร่ ก็สูงเท่ากัน และถ้าคุณจะเปรียบกับ ลิโอเนล เมสซี่ ล่ะ? เมสซี่ ก็ยังสูง 170 เซนติเมตรอยู่ดี หากเราเทียบตามบัญญัติไตรยางค์ คาร์ลอส อาจจะเป็นกองหน้าได้ แต่คำถามคือนอกจากลูกยิงที่หนักหน่วงกับความเร็วที่มี เขาสามารถทำอะไรได้อีก? 

กองหน้าที่ดีต้องเก็บบอลได้ เสียบอลยาก ซึ่ง คาร์ลอส เองก็อาจจะเป็นนักเตะที่ไม่เสียบอลง่ายๆ เท่าไรนัก แต่นั่นก็เพราะว่าเขาคือ “ฟูลแบ็ค” หน้าที่ของฟูลแบ็คเวลาเล่นเกมรุก คือการอ่านจังหวะเกมให้ถูกต้อง จากนั้นก็ตัดสินใจเติมเกมขึ้นมาและคอยระวังอย่าเสียบอลง่ายๆ    

คาร์ลอส เล่าว่าการครองบอลของฟูลแบ็คนั้นต่างออกไปจากการครองบอลแบบกองหน้า เมื่อคุณเป็นกองหน้า คุณจะเป็นเป้าให้คู่ต่อสู้ประกบ และเข้าปะทะ แต่ถ้าคุณเป็นฟูลแบ็ค คุณสามารถเลือกได้ว่าจะขึ้นมาตอนไหน และดีที่สุดคือการขึ้นมาตอนที่คู่ต่อสู้เพี่ยงพล้ำ …

“การเล่นฟูลแบ็คมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือคุณสามารถเซอร์ไพรส์คู่แข่งได้เสมอยามที่คุณเลือกจะเล่นเกมรุกด้วยความเร็วที่มี มันมีโอกาสที่พวกเขาจะตั้งรับไม่ทันและเปิดโอกาสให้คุณสร้างโอกาสเข้าทำให้กับทีม ข้อเสียคือห้ามเสียบอลเด็ดขาด ถ้าคุณเติมสูงและเสียบอล สิ่งเดียวที่คุณทำได้คือพยายามวิ่งเพรส (กดดันคู่แข่ง) ให้หนักที่สุดเพื่อเอาบอลกลับมาเล่นให้ได้” คาร์ลอส กล่าวเกี่ยวกับการเล่นฟูลแบ็คของเขา 

เปรียบเทียบภาพให้เห็นชัดขึ้นมาอีกหน่อยคือการเล่นเกมรุกแบบกองหน้า … ริโอ เฟอร์ดินานด์ ตำนานกองหลังของ แมนฯ ยูไนเต็ด และ ทีมชาติอังกฤษ เคยอธิบายเรื่องนี้ไว้และมันแตกต่างกับการเล่นเกมรุกแบบฟูลแบ็คที่ คาร์ลอส บอกชัดเจน การเล่นเกมรุกแบบฟูลแบ็ค คือการเล่นเกมรุกแบบ “เซอร์ไพรส์คู่แข่ง” แต่การเล่นเกมรุกแบบกองหน้าไม่มีคำว่าเซอร์ไพรส์ แต่มันคือการดวลกับกองหลังที่จ้องจะเอาคุณให้ร่วงตลอด 90 นาที อธิบายให้เขาใจง่ายที่สุดคือ “กองหน้าต้องพยายามใช้ไหวพริบที่มีทั้งหมดเพื่อหนีการประกบแบบติดตัว ส่วนฟูลแบ็คนั้นสบายๆ ไม่โดนประกบ เลือกจังหวะขึ้นเกมรุกได้ตามแต่ใจต้องการ”  

“กุน อเกวโร่ เป็นนักเตะที่มีศูนย์ถ่วงต่ำ เร็วมาก และเป็นพวกที่ทะยานไปข้างหน้าตลอดเวลา เขาใช้การสัมผัสบอลไม่กี่จังหวะและตัดสินใจเร็วสุดๆ  แตะบอล 1 ครั้ง แต่งบอล 1 ครั้งแล้วก็ยิงเลย เขายิงได้หมดทั้งซ้ายทั้งขวา ไม่เหลือเวลาให้คุณได้ตัดสินใจว่าจะประกบยังไง อเกวโร่ รู้ตั้งแต่ได้บอลแล้วว่าเขาจะจัดการกับลูกฟุตบอลยังไง นี่คือกองหน้าที่สร้างความลำบากให้ผมมากที่สุดตลอดอาชีพนักเตะ” เฟอร์ดินานด์ พูดถึง อเกวโร่ นักเตะที่สูง 173 เซนติเมตร ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับ คาร์ลอส ที่สุด41322a362a633b5f8dd31efea17d5efe

นอกจากที่ ริโอ อธิบายถึงการเล่นเกมรุกของกองหน้าร่างเล็กแล้ว อะไรอีกที่คุณคิดว่า อเกวโร่ มี แต่ คาร์ลอส ไม่มี?

ย้อนกลับไปอ่านข้างบนอีกครั้ง ริโอ บอกว่า อเกวโร่ จัดการจบสกอร์ได้ทั้งซ้ายและขวา ซึ่งแน่นอนว่าสำคัญมาก เพราะสำหรับกองหน้าคุณมีเวลาไม่กี่วินาที การแต่งบอลให้เข้าแต่เท้าข้างถนัดอย่างเดียวอาจจะไม่ทันกินในเกมการแข่งขันระดับสูง คำถามคือ อเกวโร่ ทำได้เฉียบขาดทั้งเท้าซ้ายและขวา แล้ว คาร์ลอส ล่ะทำได้หรือเปล่า? 

เราไม่อาจจะย้อนกลับไปดูการเล่นเท้าขวาของ คาร์ลอส ตลอดชีวิตค้าแข้งได้ทุกจังหวะ ดังนั้นเราต้องมาวัดกันตรงผลลัพธ์ที่ดูง่ายที่สุด นั่นคือ “จำนวนประตูที่ทำได้” ทุกคนรู้ว่า คาร์ลอส ถนัดเท้าซ้าย แล้วเท้าขวาของเขาล่ะเป็นอย่างไร? 

ตลอดการค้าแข้งเขายิงประตูมากถึง 77 ลูก ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับกองหลัง แต่เมื่อจำแนกแบบชัดๆ เอาเท่าที่มีการบันทึกไว้ได้ ตั้งแต่ปี 1996 ถึงปี 2012 คาร์ลอส ยิงประตูด้วยเท้าขวาเข้าไปแค่ 5 ลูกเท่านั้น คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ยังไม่ถึง 10% ของจำนวนทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นเราสามารถสรุปได้แบบกว้างๆ ว่า คาร์ลอส ยิงเท้าขวาได้มีประสิทธิภาพห่างกับเท้าซ้ายมากพอสมควร ซึ่งถ้าเขาเป็นกองหน้าและบอลเข้าเท้าขวา เขาจะยิงได้ดีขนาดไหน? … ไม่มีใครรู้ เพราะเขาไม่เคยได้เล่นกองหน้าจริงๆ แต่สถิติที่ว่าไป มองดูแล้วมันคงจะไม่เวิร์กเท่าไหร่

นอกจากนี้สิ่งสำคัญอีกอย่าง คือเรื่องของการยืนตำแหน่งที่ต่างกัน คาร์ลอส เล่นแบ็คซ้าย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เพื่อนร่วมทีมสามารถขยับหาที่ว่างเพื่อรอรับบอลจากเขาได้แทบจะรอบตัว ซึ่งมันต่างกับกองหน้าซึ่งแทนที่จะโดนล้อมด้วยเพื่อนร่วมทีมที่รอรับบอล กองหน้ามักจะโดนล้อมจากกองหลังคู่แข่งเสียมากกว่า 

ดังนั้นการเล่นลูกด้นสดแบบข้ามาคนเดียว จึงเป็นสกิลแบบที่กองหน้าทุกคนควรจะมี ซึ่งหากมองมาที่ คาร์ลอส เขามีความเร็วสูง มีทักษะยอดเยี่ยม แต่ถามว่าดีพอสำหรับจะเป็นกองหน้าที่ต้องหาจังหวะยิงเก่ง เอาชนะการดวล 1-1 ได้หรือไม่ เรื่องนี้ คาร์ลอส เองก็ยอมรับว่าเขายังไม่เหมาะเท่าไหร่นัก เขาชอบที่จะให้เพื่อนได้บอล ให้เพื่อนเป็นเป้าใหญ่ของกองหลัง และตัวเองเป็นฝ่ายเติมเกมเข้าไปเป็นตัวช่วยมากกว่า 

“ผมชอบเล่นกับ ซีดาน เพราะเขาเป็นนักเตะเบอร์ 10 ที่ชอบถ่างออกมาเป็นปีก เมื่อเขาได้บอลเขาจะพาบอลเข้าไปข้างในและเปิดช่องให้ผมได้โจมตี และมันทำให้ผมมีพื้นที่เล่นเยอะมาก และหากคุณจะถามผมว่าการโจมตีแบบฟูลแบ็คเป็นอย่างไร? นี่แหละคือตัวอย่าง ผมชอบการเล่นกับ ซีดาน จริงๆ” คาร์ลอส กล่าวอีกครั้ง 

 

คำถามสุดท้าย เล่นหน้า ปัง หรือ พัง? 

เป็นอีกครั้งที่เราต้องตอบคำถามเชิงวิเคราะห์ เพราะไม่สามารถหาความจริงได้ เนื่องจาก คาร์ลอส ไม่เคยเล่นกองหน้าได้นานพอจนมีผลงานในตำแหน่งนี้ให้เปรียบเทียบ แต่จากสิ่งที่กล่าวมาทั้งเรื่องของ ร่างกาย, สัญชาตญาณ, เทคนิคการยิงประตู และเทคนิคการเอาชนะในยามที่ต้องดวลกับแนวรับคู่แข่งมากกว่า 1 คน … คำตอบคงค่อนข้างชัดเจนว่า โรแบร์โต้ คาร์ลอส ไม่ใช่กองหน้าที่ดี hi-res-be3dda83814e4b1ea0a2eb7cd60c8c07_crop_north

จริงอยู่เขาอาจจะเคยเป็นกองหน้ามาก่อน แต่ก็แล้วยังไงล่ะ? ถ้าเขาทำหน้าที่ตรงนั้นได้สมบูรณ์แบบทำไมเขาจึงถูกจับมาเล่นฟูลแบ็คตลอดอาชีพค้าแข้ง? … อย่าเพิ่งมองว่าเราดูถูก คาร์ลอส เจ้าของแชมป์โลกปี 2002 และรายการอื่นๆ อีกมากมาย เราเข้าใจดีว่า เขามีทักษะ, ความเร็ว, ความแข็งแกร่ง ซึ่งก็ถือว่าเป็นส่วนผสมของกองหน้าที่ดีทั้งสิ้น เพียงแต่มันยังไม่มากพอเท่านั้นเอง 

สาเหตุที่มันไม่มากพอเกิดจากอะไร? ง่ายที่สุดก็คือ เขาไม่ได้รับการต่อยอดทักษะนั้นๆ ในฐานะกองหน้าตั้งแต่อายุเลยวัยทีน นั่นจึงทำให้ คาร์ลอส เป็นกองหน้าได้ในแบบที่แค่แก้ขัดเท่านั้นในกรณีที่ไม่มีกองหน้าจริงๆ หรือการเจอกับคู่แข่งที่อ่อนชั้นจนสามารถใช้คำว่าแค่ คาร์ลอส ก็เอาอยู่ 

ง่ายที่สุดเท่าที่คุณจะนึกภาพออกคือคุณเอา คาร์ลอส ช่วงที่ดีที่สุดของเขา (ติ๊ต่างว่างเป็นช่วงฟุตบอลโลกปี 2002) ไปเล่นกองหน้าให้กับ บราซิล เปลี่ยนคู่กองหน้าชุดนั้นออก 1 คนอะไรจะเกิดขึ้น?

คู่กองหน้าของ บราซิล ชุดแชมป์โลกสมัยที่ 5 คือ ริวัลโด้ ที่เล่นแบบผู้เล่นหมาย 10 ขณะที่ โรนัลโด้ เป็นตัวจบแบบสไตร์เกอร์หมายเลข 9 คุณลองเอาใครออกไปสักคนและเอา คาร์ลอส ไปเล่นแทนดู ก็พอจะเข้าใจได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ในฟุตบอลโลกครั้งนั้น ถ้าถอด ริวัลโด้ ออก คุณคิดว่า คาร์ลอส จะช่วย โรนัลโด้ กลายเป็นดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์ได้หรือไม่ และถ้าคุณเอา คาร์ลอส เล่นบทบาทหมายเลข 9 แทน โรนัลโด้ คุณคิดว่า คาร์ลอส จะยิง บราซิล ชนะทุกเกมในทัวร์นาเมนต์นั้น และตัวของเขาจะได้รางวัลดาวซัลโวเหมือนที่ โรนัลโด้ ทำหรือไม่? คำตอบคือไม่มีทางเป็นไปได้ 

ดังนั้นทฤษฎีที่ว่า โรแบร์โต้ คาร์ลอส ดีพอจะเป็นกองหน้าได้หรือไม่? คำตอบจากการวิเคราะห์ทั้งหมดบ่งชี้ว่า ทำได้ แต่ไม่ดี และถ้าเล่นเกมระดับสูงต้องดวลกับกองหลังระดับโลก เราสามารถขยับมาใช้คำที่แรงกว่านั้นว่า “เล่นกองหน้าไม่ได้” ก็คงไม่ผิดหนัก … มาถึงตรงนี้ถ้าคุณยังไม่เชื่อ เรามีบทสัมภาษณ์จากเจ้าตัวเอง ว่าที่สุดแล้วเขามองตัวเองกับตำแหน่งกองหน้าหมายเลข 9 ยังไง? 

“รอย ฮอดจ์สัน บอกให้ผมไปเล่นกองหน้าตัวกลาง (Centre-forward) ตอนที่เล่นให้ อินเตอร์ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้หรอก ผมยังพอเข้าใจได้บ้างนะถ้าเขาให้ผมเล่นปีก (Winger) เพราะผมเป็นแบ็คที่เล่นเกมรุกได้ดี แต่ถ้าให้ผมไปยืนคู่กองหน้าน่ะเหรอ? ผมว่าเพี้ยนแล้วล่ะ ผมสูง 168 เซนติเมตรนะ บอลลอยมาก็ข้ามหัวผมหมดแหละผมจะบอกให้” คาร์ลอส กล่าวทิ้งทาย 

เอาล่ะ? ใครเพี้ยนบ้าง … อย่าอายเลย เพราะผู้เขียนเองก็ขอยอมรับว่าเป็น 1 ในคนเพี้ยนแต่โดยดี … ทำไงได้ก็เล่นวิ่งเร็ว ยิงแรงขนาดซะขนาดนั้นนั้นใครจะไม่แอบคิดบ้าง? 

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *