ดอน โอมาร์ นักแสดง FAST & FURIOUS ที่เหยียบเกิน 300 กม. ต่อ ชม. ในชีวิตจริง

ดอน โอมาร์ นักแสดง FAST & FURIOUS ที่เหยียบเกิน 300 กม. ต่อ ชม. ในชีวิตจริง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาพยนตร์ชุด “FAST & FURIOUS” คือหมายเลขหนึ่งในหนังตระกูลความเร็ว ที่สร้างรายได้มหาศาล รวมถึงสร้างกระแสความคลั่งไคล้รถยนต์ และเพลงจากละตินอเมริกาแก่คนทั่วโลก

 

หลายคนคงเคยจินตนาการว่า หาก โดมินิก ทอเร็ตโต กับ ไบรอัน โอ คอนเนอร์ มีชีวิตจริงจะเป็นอย่างไร? แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ในบรรดานักแสดงที่เล่นภาพยนตร์ตระกูล Fast & Furious มีคนหนึ่งเป็นนักแข่งรถในชีวิตจริง ที่เหยียบความเร็วไม่ต่ำกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เราจะนำเสนอเรื่องราวของ ดอน โอมาร์ (Don Omar) นักร้องและนักแสดงจาก Fast & Furious ที่ได้แรงบันดาลใจจากการเล่นหนัง จนกลับไปสู่รากเหง้าของตัวเองในฐานะนักแข่ง Drag Racing 

 

ความฝันในวัยเด็ก

กีฬารถแข่ง หรือ มอเตอร์สปอร์ต เป็นกีฬาที่ใช้ต้นทุนค่อนข้างสูง นักแข่งรถส่วนใหญ่จึงมักมาจากครอบครัวที่มีฐานะดี แต่ไม่ใช่สำหรับ ดอน โอมาร์ หรือในชื่อจริง วิลเลียม โอมาร์ แลนดรอน ริเวรา เขาเติบโตที่เมืองซานฮวน ประเทศเปอร์โตริโก ในครอบครัวช่างซ่อมรถยนต์maxresdefault

“พ่อผมเป็นช่างซ่อมรถยนต์ คุณปู่ของผมก็เป็นช่างซ่อมรถยนต์ ผมไม่รู้เหมือนกันนะว่าทำไม แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาถ่ายทอดความรักที่มีต่อรถยนต์แก่ผม”

ความฝันการเป็นนักแข่งรถของ ดอน โอมาร์ ไม่ได้รับการสานต่อในวัยเด็ก ด้วยครอบครัวที่มีฐานะยากจน ชีวิตของโอมาร์จึงผูกติดกับศาสนา เขาเข้าเป็นสมาชิกโบสถ์คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ และถูกจดจำในฐานะบาทหลวงรุ่นเยาว์ประจำชุมชน

ดอน โอมาร์ ทำหน้าที่บาทหลวงกระทั่งอายุ 18 ปี จึงเข้าศึกษาต่อในระดับวิทยาลัยที่เมืองคากูอัส ในสาขาช่างยนต์ เขากำลังเตรียมพร้อมเพื่อกลับไปสานต่อธุรกิจอู่ซ่อมรถของครอบครัว จนกระทั่งพรสวรรค์ใหม่ของ ดอน โอมาร์ ฉายแสงเจิดจ้า นั่นคือ การร้องเพลง

อาชีพนักร้องคือชีวิตที่ดีกว่าช่างซ่อมรถยนต์ ดอน โอมาร์ ตัดสินใจเด็ดขาด ลาออกจากวิทยาลัยทั้งที่ยังเรียนไม่จบ เขาเริ่มต้นเส้นทางใหม่ด้วยการเป็นนักร้องรับจ้างในไนต์คลับ ดอน โอมาร์ ยืนอยู่จุดนั้นนาน 2 ปี 

กระทั่งความสามารถของเขาไปเข้าตา เอเลียล ลินด์ โอซาริโอ (Eliel Lind Osorio) โปรดิวเซอร์และดีเจชื่อดัง ที่หมายมั่นผลักดัน ดอน โอมาร์ สู่การเป็นดาวดังของวงการเพลงเร็กเก้c9a46743d15e8a68a312706282af34de

สายตาของ เอเรียล ไม่ผิดพลาด ดอน โอมาร์ ประสบความสำเร็จถล่มทลายตั้งแต่อัลบั้มแรก The Last Don (2003) ซึ่งได้รับการยกย่องในฐานะอัลบั้มที่พาเพลงแนวเรเกตอน สู่สายตาชาวโลก จนได้รับฉายาจากแฟนเพลงว่า “El Rey” หรือ “ราชา”

ความสำเร็จจากอัลบั้มดังกล่าว เปลี่ยน ดอน โอมาร์ จากลูกชายช่างซ่อมรถธรรมดา สู่ศิลปินระดับเศรษฐี เขาซื้อแมนชั่นมูลค่า 1.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นบ้านพักขณะทำกิจกรรมที่สหรัฐอเมริกา และไม่ลืมที่จะเติมเต็มความฝันในวัยเด็ก ด้วยการทุ่มเงินซื้อรถหรูมากมาย เข้าสู่คอลเลคชันของเขา

“ผมมีรถ Bentley 2 คัน รถ Cadillac Escalade อีก 2 คัน บวกกับรถแข่งอีก 4 คัน เท่ากับว่าผมมีรถ 8 คัน (หัวเราะ)” ดอน โอมาร์ เปิดเผยถึงความคลั่งไคล้ในรถยนต์ของเขา

 

แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์

ดอน โอมาร์ ใช้ชีวิตในวิถีทางของซูเปอร์สตาร์ เขามีเพื่อนเป็นคนดังหลากหลายอาชีพในวงการบันเทิง หนึ่งในนั้นคือ วิน ดีเซล (Vin Diesel) ดาราดังเจ้าของบทบาท โดมินิก ทอเร็ตโต นักซิ่งมาดขรึมจากภาพยนตร์ชุด “Fast & Furious” แฟรนไชส์หนังบล็อคบัสเตอร์ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกdownload

ความคลั่งไคล้ในรถยนต์ของ ดอน โอมาร์ ไม่ใช่ความลับ วิน ดีเซล ซึ่งทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์เรื่อง Fast & Furious (2009) ซึ่งถือเป็นภาค 4 ของแฟรนไชส์ จึงรีบต่อสายตรงชักชวนเพื่อนรักชาวเปอร์โตริโก ให้มารับบทบาทสมทบในภาพยนตร์เรื่องนี้

“ผมมีส่วนร่วมในแฟรนไชส์นี้ เพราะเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งของผม วิน ดีเซล เขาคือหนึ่งในเพื่อนที่ดีที่สุดของผม เขาคือคนที่คอยให้คำแนะนำผมเสมอ”

ดอน โอมาร์ เต็มที่กับการรับบทเป็นตัวละคร ริโก ซานโตส ที่แฟนๆ น่าจะจดจำได้ในฐานะ คู่หูจอมวินาศ กับ เตโก เลโอ แสดงโดยอีกหนึ่งศิลปินชาวเปอร์โตริโก เตโก กัลเดรอน (Tego Calderon) ในภาพยนตร์ Fast & Furious เขาลงทุนจ้างโค้ชเพื่อฝึกฝนการแสดงแบบส่วนตัว นอกจากนั้นยังร้องเพลงซาวน์แทร็คประกอบภาพยนตร์ชุดนี้ 3 เพลง หนึ่งในนั้นคือเพลง “Danza Kuduro” ที่ฮิตระเบิดไปทั่วโลก

การมีส่วนร่วมมากมายกับภาพยนตร์ Fast & Furious ส่งผลให้ ดอน โอมาร์ กลับมาคิดถึงการเป็นนักแข่งรถอาชีพอีกครั้ง ในปี 2010 ดอน โอมาร์ ได้รับใบอนุญาตแข่งขันกีฬา Drag Racing ก่อนถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Fast Five (2011) เพียงไม่กี่วัน5-toyota-celica-2jz_133313822708___484x363

“ผมเตรียมพร้อมตลอดเวลา ตอนนี้ผมมีใบอนุญาตแข่งขันกีฬา Drag Racing ผมคือนักแข่งรถเต็มตัว ผมสนุกไปกับทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์เรื่องนี้”

น่าเสียดายที่ Fast Five กลายเป็นหนังเรื่องสุดท้ายในแฟรนไชส์ที่ ดอน โอมาร์ มีส่วนร่วม (แม้เจ้าตัวจะมีโผล่มาแว้บๆ ใน The Fate of the Furious หรือภาค 8 ของแฟรนไชส์ก็ตาม) แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่เขาได้รับกลับมานั้นแสนคุ้มค่า ดอน โอมาร์ กลับสู่รากเหง้าของตัวเองอีกครั้ง เขาเดินทางกลับสู่เปอร์โตริโก เพื่อค้นหารถคู่ใจในการแข่งขัน

 

เส้นทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด

Drag Racing หรือ การแข่งขันรถวิ่งทางตรง ไม่ใช่การแข่งขันรถแบบปกติทั่วไป ด้วยระยะทางที่สั้นเพียง 402 เมตร หรือ ¼ ไมล์ แต่รถต้องวิ่งด้วยความเร็วไม่ต่ำกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถที่ใช้ลงแข่งขัน Drag Racing จึงถูกปรับแต่งเพื่อเร่งความเร็วให้สูงและไวที่สุด ซึ่งบางครั้ง มันก็เค้นกำลังของเครื่องยนต์ รวมถึงระบบส่งกำลังมากเกินไป จนพัง หรือถึงขั้นระเบิดคาแทร็กอยู่บ่อยครั้งunnamed

ไม่เพียงเท่านั้น การแข่งรถประเภทนี้ยังมีอีกสิ่งที่นักแข่งทุกคนต้องทำก่อนออกสตาร์ทในแต่ละครั้ง นั่นคือการ “เบิร์นยาง” ถือเป็นการเช็กสภาพครั้งสุดท้าย วอร์มเครื่องยนต์ให้พร้อมลุย วอร์มยางให้ร้อนเพื่อเพิ่มการยึดเกาะในการแข่งจริง สิ่งที่เกิดขึ้นตาม คือควันที่คละคลุ้งไปทั่ว จนบางครั้งก็มากเกินไป ถึงขั้นไฟลุกเลยทีเดียว

นักแข่ง Drag Racing จึงต้องฝากชีวิตของตัวเองไว้กับรถแข่งขัน สำหรับ ดอน โอมาร์ แม้เจ้าตัวจะมีรถแข่งหลายคัน แต่รถคันแรกคือรถที่พิเศษสุด มันไม่ใช่รถที่ดีอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นรถที่บอกเล่าเรื่องราวในชีวิตของเขาด้วย

“รถแข่งคันแรกของผมคือ Chevrolet Nova ปี 1967 มันคือรถที่สวยงาม และให้ความรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง มันย้ำเตือนว่า พ่อของผมทำงานหนักแค่ไหน ในการประกอบรถขึ้นมาสักคัน ก่อนนำมันลงสู่สนามแข่งขัน”  

ดอน โอมาร์ เติมเต็มช่วงชีวิตการเป็นนักแข่งรถที่ขาดหาย ด้วยวัย 35 ปี เขากลับไปศึกษาสาขาช่างยนต์ ในระดับวิทยาลัยอีกครั้ง และหลังจบการศึกษา ดอน โอมาร์ เดินทางไปยังเมืองลาสเวกัส เพื่อเข้าโรงเรียนสอนขับรถ NASCAR

ความทุ่มเทของ ดอน โอมาร์ อาจทำให้คุณสงสัยว่า มันจะกระทบกับอาชีพนักร้องของเขาหรือเปล่า? ตรงกันข้าม ดอน โอมาร์ จัดงาน “Drag Mania” เทศกาลดนตรีและแข่งขันรถยนต์ เมื่อเดือนมีนาคมปี 2013 เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงความรักที่มีต่อสองเส้นทางในชีวิต55456458

ดอน โอมาร์ ลงแข่งขัน Drag Racing อย่างต่อเนื่อง แม้ชีวิตด้านนี้ของเขาจะไม่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อเท่าใดนัก โดยเฉพาะช่วงเวลาที่รีไทร์จากอาชีพนักร้อง ในปี 2017-2019 แต่เราเชื่อว่าเขาจะไม่หันหลังให้กับวงการความเร็วไปง่ายๆ

ชีวิตจริงของ ดอน โอมาร์ อาจไม่หวือหวาเร้าใจเหมือนตัวละครที่รับบทบาทในภาพยนตร์ชุด Fast & Furious แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้งคู่มีเหมือนกันคือความรักในการแข่งขันรถยนต์ และเราเชื่อว่า ดอน โอมาร์ จะไม่หันหลังให้กับวงการความเร็วเป็นครั้งที่สองอย่างแน่นอน

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *