เจมี ยัง นักฟุตบอลที่ปฎิเสธปริญญาเอก เพื่อเดินตามความฝันอีกครั้ง

ฟุตบอล คือกีฬาที่สวยงามและน่าหลงไหล แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้สัมผัสสิ่งเหล่านั้น นักเตะมากมายก้าวไปไม่ถึงฝั่งฝัน และถูกทิ้งไว้กลางคันในช่วงเวลาที่มืดมิด ก่อนโดนตราหน้าชีวิตว่าล้มเหลว

 

มีเพียงไม่กี่คนสามารถกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง หนึ่งในนั้นคือ เจมี ยัง ผู้รักษาประตูชาวออสเตรเลีย ที่จากบ้านเกิดตั้งแต่อายุ 15 ไปใช้ชีวิตในฐานะนักฟุตบอลที่อังกฤษ 13 ปี จนตกอับเหลือเงินในบัญชีแค่หลักพัน ไม่มีสิ่งใดให้ทำนอกจาก เรียนหนังสือ

ชีวิตของเขากลับมาสดใส เมื่อได้ทุนเรียนต่อจนถึงปริญญาเอก แต่ เจมี ยัง ปฏิเสธโอกาสนั้น เพื่อเดินหน้าในฐานะนักฟุตบอลตามความฝันของตัวเองอีกครั้ง 

จากบ้านมาล่าฝัน

ออสเตรเลีย ประเทศขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคโอเชียเนีย คือดินแดนขึ้นชื่อเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม ด้วยโอกาสและเสรีภาพที่เปิดกว้างกว่าประเทศอื่นในเอเชีย-แปซิฟิค ผู้คนมากมายอพยพสู่ออสเตรเลียเพื่อแสวงหาชีวิตใหม่แก่ตัวเอง

เรื่องราวของ เจมี ยัง เริ่มต้นขึ้นตรงนี้ เขาคือลูกชายของผู้อพยพสองเชื้อชาติ เอียน คุณพ่อชาวสก็อตแลนด์ เดินทางข้าม 2 มหาสมุทรเพื่อมาแต่งงานกับ เชอร์รีล หญิงสาวชาวศรีลังกา เจมี ยัง จึงเติบโตขึ้นมาท่ามกลางวัฒนธรรมที่แตกต่าง และเปิดใจให้กับความหลากหลายในชีวิต

เจมี ยัง เป็นเด็กขยันและตั้งใจเรียน แต่สิ่งที่โดดเด่นกว่าความรู้ในตำรา คือ ความสามารถของเขาในฐานะนักฟุตบอล เจมี ยัง ลงเล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตูให้แก่ Albany Creek Excelsior FC สโมสรเก่าแก่ของออสเตรเลีย ก่อนก้าวขึ้นไปติดทีมชุดใหญ่ของทีม Eastern Suburbs ตั้งแต่อายุ 15 ปี

ด้วยความสามารถเกินวัย เจมี ยัง เบนสายเข้าสู่ด้านกีฬาเต็มตัว เขาเข้าศึกษาสถาบันกีฬาประจำรัฐควีนส์แลนด์ (Queensland Academy of Sport) ยังไม่ทันจะได้เรียนถึงไหน เจมี ยัง ได้รับการติดต่อจากสโมสรเรดดิ้ง ทีมฟุตบอลชื่อดังจากประเทศอังกฤษ ที่ชักชวนเขาไปทดสอบฝีเท้า ก่อนยื่นสัญญานักเตะเยาวชนให้ทันทีsss

ความฝันของเด็กชายทั่วโลก คือการเป็นนักเตะของทีมฟุตบอลในอังกฤษ แต่ชีวิตจริงไม่ง่ายเหมือนในฝัน หาก เจมี ยัง ตัดสินใจเซ็นสัญญากับสโมสรเรดดิ้ง หมายความว่า เขาต้องจากลาครอบครัว เพื่อเผชิญหน้ากับการใช้ชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกต่างเพียงลำพังในประเทศอังกฤษ

ความรักในกีฬาฟุตบอล และชีวิตที่อยากผจญภัย ทำให้ เจมี ยัง ตัดสินใจเซ็นสัญญากับสโมสรเรดดิ้ง เขาลาออกจากโรงเรียน และบอกมือลาครอบครัว เพื่อไปตามล่าความฝันยังแดนไกล ในปี 2001

การตัดสินใจครั้งนี้ของ เจมี ยัง นั้นยิ่งใหญ่ แต่มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นการผจญภัยของเขา ที่ต้องเจอเรื่องดีและร้ายอีกมากมายหลังจากนี้ …

 

บทเรียนจาก เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

ความยากลำบากเดินหน้าเข้าหา เจมี ยัง ทันทีที่ก้าวเท้าสู่ประเทศอังกฤษ ครอบครัวอุปถัมภ์ไม่เคยต้อนรับเขาในฐานะสมาชิกใหม่ เจมี ยัง ไม่เคยได้รับความอบอุ่นในฐานะลูกชายคนใหม่ของบ้าน เขาเปลี่ยนครอบครัวอุปถัมภ์อีกหลายครั้ง แต่จนแล้วจนรอด เจมี ยัง ไม่เคยเจอที่ไหนดีพอจะเรียกว่า บ้าน

เจมี ยัง จึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับเพื่อนร่วมรุ่น ทันใดนั้นเอง ความแตกต่างทางวัฒนธรรมกลายเป็นปัญหาใหญ่ วัยรุ่นชาวอังกฤษทุกคนดื่มสุราหนักตั้งแต่วัยเยาว์ คำถามว่า “สุดสัปดาห์นี้เราไปกินเหล้าที่ไหนดี?” วนเวียนอยู่ในชีวิตของ เจมี ยัง แบบที่เขาไม่เคยเจอมาก่อนในออสเตรเลีย

โชคดีที่ เจมี่ ยัง ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากพ่อแม่ที่แท้จริง เขาย้ำเตือนตัวเองเสมอว่าเขามาที่อังกฤษเพื่อสิ่งใด เจมี่ ยัง พาตัวเองออกห่างจากเหล้าเบียร์และไนต์คลับ เขาใช้ชีวิตอยู่ในยิมตั้งแต่บ่ายสามโมงจนถึงหนึ่งทุ่ม ก่อนจะได้พบบุคคลที่กลายเป็นพ่อคนที่ 2 ของเขา ชายที่ชื่อว่า เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

ก่อนจะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากการคุมทีมลิเวอร์พูล ผู้จัดการทีมชาวไอร์แลนด์เหนือรายนี้ เคยเป็นโค้ชในชุดเยาวชนของสโมสรเรดดิ้ง หลังเลิกงาน ร็อดเจอร์ส ชื่นชอบที่จะผ่อนคลายความเครียดไปกับการเล่นฟุตบอลเทนนิส 078F8D45000005DC-0-image-a-31_1463784851286

ที่นั่นเองเขาได้พบกับหนึ่งในลูกศิษย์ที่ยังคงไม่กลับบ้าน และไม่ได้ไปเตร็ดเตร่ที่ไหนกับเพื่อน อย่าง เจมี ยัง ความสัมพันธ์อันดีของทั้งคู่จึงเริ่มขึ้นนับแต่นั้น

“ในความเห็นของผม เบรนแดน คือโค้ชที่ยอดเยี่ยม เพราะว่าเขาเห็นคุณค่าผมในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่แค่นักฟุตบอล เขาทำให้ผมรู้สึกว่าได้รับการยอมรับ และมีตัวตนในชีวิตใครสักคน” เจมี ยัง กล่าวถึงความผูกพันกับ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

“เขาสร้างความมั่นใจในตัวผม และทำให้ผมเชื่อมั่นว่าผมมีความสามารถที่นักฟุตบอลคนอื่นไม่มี มันคือความสามารถแสนมหัศจรรย์ในฐานะโค้ชคนหนึ่ง เขาช่วยให้ผมปลดปล่อยตัวเอง รวมถึงสอนบทเรียนชีวิตที่สำคัญ”

“ผมใช้เวลาในวันคริสมาสต์ที่บ้านของเขาหลายครั้ง และผมยังคงพูดคุยกับครอบครัวของเขาจนถึงทุกวันนี้ พวกเขามหัศจรรย์ และเป็นผู้คนที่ติดดิน ผมจะไม่มีวันลืมจิตใจที่งดงามของพวกเขาเลย”Young

บทเรียนพิเศษจาก เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ช่วยให้ผลงานของ เจมี ยัง โดดเด่นเหนือเพื่อนร่วมรุ่น เขาไม่ใช่เพียงผู้รักษาประตูชุดเยาวชนที่ดีที่สุดในเรดดิ้ง แต่รวมไปถึงประเทศอังกฤษ เขามีชื่อติดทัพสิงโตคำรามชุดยู 18, ยู 19 และ ยู 20 กลายเป็นเพื่อนร่วมทีมของนักเตะที่เรารู้จักกันดีอย่าง เวย์น รูนีย์, เจมส์ มิลเนอร์ และ แกรี เคฮิลล์

อนาคตของ เจมี ยัง ดูสดใส เขาควรจะได้เซ็นสัญญากับทีมยักษ์ใหญ่เหมือนซูเปอร์สตาร์ทั้ง 3 ตรงกันข้าม เจมี ยัง วนเวียนอยู่กับฟุตบอลลีกล่าง และไม่เคยลงเล่นในพรีเมียร์ลีก ตลอดชีวิตค้าแข้งของเขา

เกิดอะไรขึ้นกับ เจมี ยัง กันแน่?

 

ล้มเหลวบนเส้นทางลูกหนัง 

เจมี ยัง คือนักฟุตบอลอนาคตไกล ไม่มีใครกล้าปฏิเสธเรื่องนั้น ฤดูกาล 2003-04 เรดดิ้งให้โอกาสสำคัญด้วยการเรียกเขาขึ้นมาเป็นผู้รักษาประตูมือสองของทีม แต่เนื่องจากฟอร์มที่คงเส้นคงวาของ มาร์คัส ฮาห์เนแมนน์ มือกาวหมายเลขหนึ่ง เจมี ยัง ได้โอกาสลงสนามแค่หนึ่งเกม ในฐานะตัวสำรอง

ดาวรุ่งทุกคนต้องการลงสนาม สถานการณ์ที่ เจมี ยัง เผชิญอยู่ไม่ใช่เรื่องดี เรดดิ้งแก้ปัญหาด้วยการส่งเขาไปยืมตัวกับสโมสร Rushden & Diamonds ในลีกทู (ปัจจุบัน ยุบทีมแล้ว) เพื่อช่วยให้ เจมี ยัง ได้ลงสนามอย่างต่อเนื่อง

เจมี ยัง ได้โอกาสที่รอมาตลอดชีวิต แทนจะทุ่มเทเต็มที่ เจมี ยัง กลับทำในสิ่งที่นักเตะดาวรุ่งควรทำน้อยที่สุด คือ หยิ่งผยอง และ มองตัวเองเป็นซูเปอร์สตาร์

“ผมโชคดีที่ได้ติดทีมชาติอังกฤษชุดเยาวชน แต่เมื่อมองกลับไป ตอนนั้นผมรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิพิเศษเหนือคนอื่น ถ้าพูดให้เข้าใจง่าย ผมคิดว่าตัวเองเก่งกว่าที่ผมเป็นในความจริง”

“ผมไม่มีความสุขเลยที่ต้องย้ายทีม ผมเชื่อว่าผมควรได้เล่นในระดับที่สูงกว่าลีกทู ทั้งที่ความจริงผมอายุแค่ 20 ปี”

“ผมมีอีโก้ในตัวเองสูงมาก และไร้เดียงสามากพอจะคิดว่าตัวเองดีพอสำหรับทุกสิ่ง ท้ายที่สุด มันคือจุดเริ่มต้นช่วงชีวิตที่ตกต่ำของผม”

เจมี ยัง เริ่มต้นด้วยการเป็นมือหนึ่งของ Rushden & Diamonds แต่เขาไม่เคยตั้งใจเล่นเต็มร้อยแม้แต่เกมเดียว เนื่องด้วยรู้ว่าสักวันต้องกลับไปเรดดิ้ง ต่อให้ทีมปัจจุบันตกชั้นไป มันก็ไม่ใช่เรื่องของเขา เจมี ยัง กล้าหาญพอที่จะเข้าไปบอกกับทีม ว่าไม่ต้องการอยู่กับสโมสรแห่งนี้อีกต่อไป Rushden & Diamonds จึงส่งเขากลับสู่เรดดิ้ง หลังเวลาผ่านไปเพียงครึ่งฤดูกาล

เจมี ยัง ได้สิ่งที่ต้องการ เขาพร้อมจะเริ่มต้นใหม่กับเรดดิ้ง แต่สถานการณ์ในถิ่นมาเดสกี สเตเดียม เปลี่ยนไป ผู้บริหารไม่พอใจที่ เจมี ยัง กลับสู่สโมสรก่อนเวลากำหนด เรดดิ้งดึงผู้รักษาประตูมือสองรายใหม่เข้ามา และปล่อยตัวเขาออกจากสโมสร หลังจบฤดูกาล 2005-06

บทเรียนครั้งใหญ่ปรับทัศนคติเสียใหม่ เจมี ยัง กลับตัวได้และเริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลอีกครั้งกับ วีคอมบ์ วันเดอเรอร์ส ในลีกทู คราวนี้เขาทุ่มเทเต็มที่ 100 เปอร์เซ็นต์ จนพาทีมจบอันดับ 12 ในฤดูกาล 2006-07 เจมี ยัง ได้รับการการันตีตำแหน่งตัวจริงในฤดูกาลหน้าอย่างไร้ปัญหา แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้เกิดขึ้นWC

การแข่งขันนัดที่ 3 ของฤดูกาล 2007-08 ในเกมพบกับ ชรูว์สบิวรี่ ทาวน์ เจมี ยัง ได้รับการบาดเจ็บอย่างหนักที่กล้ามเนื้อแฮมสตริง เขาไม่ได้ลงสนามอีกเลยตลอดฤดูกาล และไม่เคยกลับมายึดตำแหน่งตัวจริงถาวรให้ วีคอมบ์ วันเดอเรอร์ส ได้อีกเลย เดือนพฤศจิกายน ปี 2009 เขาถูกปล่อยตัวก่อนหมดสัญญา ผลสุดท้าย เจมี ยัง ย้ายร่วมทีม อัลเดอร์ช็อต ทาวน์ ด้วยสัญญาชั่วคราว

เจมี ยัง รู้ดีว่าเส้นทางนักฟุตบอลของเขาไม่แน่นอนอีกต่อไป เขาจำเป็นต้องหาบางอย่างมารองรับเขาไว้ หากเหตุการณ์ไม่เป็นใจเกิดขึ้นอีกครั้ง เจมี ยัง จึงหันไปหาสิ่งที่เขาหันหลังให้นับแต่เขาเดินทางจากบ้านเกิด ประเทศออสเตรเลีย นั่นคือ “การศึกษา”

 

นักฟุตบอลที่ (ไม่) ดี

“ตอนค้าแข้งใหม่ๆ ผมเชื่อว่านักฟุตบอลที่เรียนจบสูง คือพวกที่ไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพของตัวเอง ผมรู้สึกว่าการที่คุณออกไปทำอะไรสักอย่าง เช่น เรียนต่อ หมายความว่า คุณไม่ใช่นักฟุตบอลที่ดี”

เจมี ยัง ทำอย่างสิ่งที่เขาพูดข้างต้น เมื่อคิดว่าตัวเองกลายเป็นนักฟุตบอลที่ไม่ได้เรื่อง เขาหันหน้าเข้าสู่การศึกษา สิ่งที่ยากคือการยอมรับว่าตัวเองเป็นนักฟุตบอลที่แย่ จนต้องเริ่มต้นใหม่ในเส้นทางอื่น โชคดีที่ครอบครัวอยู่ข้างเขาเสมอ หลังจากได้ปรึกษากับคุณพ่อ เจมี ยัง จึงตัดสินใจศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี

เขาไม่มีปัญหาในการแบ่งเวลาระหว่างเรื่องฟุตบอลและเรื่องเรียน อันที่จริง เจมี ยัง ทำได้ดีเกินคาด ด้วยบทบาทมือหนึ่งตลอดฤดูกาล 2012–13 คว้าตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสร ควบคู่กับศึกษาสาขาสรีระวิทยาการ จากมหาวิทยาลัยนครแมนเชสเตอร์ ชีวิตของเขาที่อังกฤษดูเหมือนจะไปได้ดี …

จนกระทั่งได้รับการแจ้งข่าวว่า อัลเดอร์ช็อต ทาวน์ จะไม่ยื่นสัญญาใหม่ เนื่องจากสโมสรกำลังประสบปัญหาทางการเงิน เจมี่ ยัง จึงเดินทางกลับสู่ออสเตรเลียอีกครั้ง เพื่อทดสอบฝีเท้ากับสโมสร บริสเบน รอร์ แต่ก็พลาดการเซ็นสัญญา เนื่องจากปัญหาเรื่องค่าเหนื่อย และเมื่อเขาเดินทางกลับมาสู่ประเทศอังกฤษ ไม่มีที่ว่างในสโมสรใดเว้นว่างไว้อีกแล้วJamieYoung_1

เมื่อไม่มีฟุตบอลให้เล่น สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในชีวิตคือการศึกษา เจมี ยัง ใช้เวลาทั้งหมดในชีวิตทุ่มเทจนเรียนจบปริญญา และได้รับทุนศึกษาต่อจากมหาวิทยาลัยนครแมนเชสเตอร์ จนถึงปริญญาเอก ทันใดนั้น สโมสร บริสเบน รอร์ ติดต่อกลับมาหาเขาอีกครั้ง และคราวนี้พวกเขาพร้อมเซ็นสัญญากับ เจมี่ ยัง อย่างไร้เงื่อนไข

เหมือนกับวันที่จากบ้านเกิดมา หากเขาตัดสินใจรับข้อเสนอจาก บริสเบน รอร์ เพื่อเริ่มต้นใหม่ในฐานะนักฟุตบอลอีกครั้ง หมายความว่าต้องยุติการศึกษาไว้กลางคัน เจมี่ ยัง ตัดสินใจตอบรับข้อเสนอของ บริสเบน รอร์ ด้วยเหตุผลที่มีความหมายต่อชีวิตของเขามากที่สุด

คือ การพิสูจน์ตัวเองในฐานะ “นักฟุตบอลที่ดี” อีกครั้ง

 

เรียนรู้จากประสบการณ์

ตลอดระยะเวลา 13 ปี ในประเทศอังกฤษของเจมี่ ยัง สิ่งที่ทำมาตลอดคือต่อสู้กับอุปสรรคที่เขามาท้าทาย จนกว่าจะได้รับการยอมรับในฐานะนักฟุตบอลคนหนึ่ง เขายังคงเจอกับเรื่องราวแบบนั้นแม้กลับมาเริ่มต้นใหม่ในออสเตรเลีย

เจมี่ ยัง ไม่ได้รับโอกาสเป็นมือหนึ่งใน บริสเบน รอร์ และต้องอดทนรออยู่นาน จนกว่าเจ้าของตำแหน่งอย่าง ไมเคิล ธีโอ จะได้รับอาการบาดเจ็บ จึงจะได้รับโอกาสลงสนามในฐานะตัวจริง

ประสบการณ์สอนให้ผู้คนเรียนรู้ เจมี่ ยัง ใจเย็นและอดทนต่อโอกาส แม้กระทั่งวันที่ เจมี่ ยัง ก้าวมาเป็นตัวจริงแทน ไมเคิล ธีโอ ที่บาดเจ็บ และทำผลงานออกมาได้ดี เขายังไม่ได้รับการการันตีตำแหน่ง เพื่อคว้ารางวัลนั้น เจมี ยัง ตัดสินใจหยุดพักการเรียน เพื่อกลับมาทุ่มเทเวลาทั้งหมดแก่ฟุตบอล เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี

“สำหรับนักฟุตบอล หรือแม้แต่คนทั่วไป ทุกคนต้องเจอกับความยากลำบาก การก้าวถอยหลัง และความล้มเหลวในชีวิต”

“ทางเดียวที่จะก้าวผ่านปัญหาเหล่านี้ คือประเมินสิ่งที่เกิดขึ้น และวิธีการแก้ไขทุกอย่างให้ดีขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ คุณต้องมั่นใจในตัวเอง รวมถึงมุ่งมั่นตั้งใจเหมือนที่เคยเป็นมา”10487016-3x2-940x627

ความอดทนและเชื่อมั่น ตอบแทน เจมี ยัง อย่างคุ้มค่า เขายึดตำแหน่งตัวจริงของ บริสเบน รอร์ เป็นการถาวร และได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำสโมสรในปี 2018 และ 2019 พร้อมกับกลับไปศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกในสาขาฝึกสอนกีฬา ที่มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ อีกครั้ง

นอกจากฟุตบอลและการศึกษา เจมี ยัง อุทิศตนให้แก่ชีวิตหลายด้าน เขายังรับบทบาทเป็นทูตของ Multicultural Development Association องค์กรเกี่ยวกับผู้อพยพในออสเตรเลีย หลังเผชิญหน้าความหลากหลาย และประสบการณ์เหยียดผิวมากมายที่ได้รับตลอดอาชีพนักฟุตบอลเจมี ยัง ผ่านความล้มเหลวมากมาย แต่เขากลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง ด้วยแนวคิดที่เปลี่ยนไป ผู้คนมากมายจมอยู่กับความผิดพลาด โดยไม่เคยมองเห็นสิ่งดีที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แตกต่างออกไป เจมี ยัง ภูมิใจกับความสำเร็จทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา และยังคงก้าวเดินต่อไปในฐานะนักฟุตบอลคนหนึ่ง8463216-3x2-700x467

“ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเล่นลีกระดับล่างในอังกฤษ ผมอาจจะก้าวไปไม่ถึงจุดที่นักฟุตบอลหลายคนทำได้ แต่ผมภูมิใจกับความสำเร็จทุกอย่างที่ผ่านมา”

“ตอนนี้ ผมคือหนึ่งในผู้รักษาประตูราว 20 คนในออสเตรเลีย และผมเดินทางไปฝึกซ้อมทุกวันด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า เพราะว่าผมกำลังทำในสิ่งที่ผมรัก เท่านั้นเอง” เจมี ยัง สรุปการเดินทางยาวนานเกือบ 20 ปี ของเขา

โยคาจาร : ปรัชญาจากอินเดียที่อาจเป็นรากฐานวิชากังฟูวัดเส้าหลิน

กังฟู คือศิลปะป้องกันตัว ที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี ผ่านป๊อปคัลเจอร์ต่างๆ โดยเฉพาะภาพยนตร์ ส่งผลให้กังฟู กลายเป็นรูปแบบการต่อสู้ ที่ผู้คนชื่นชอบ มีสาวกวิชานี้ อยู่ทั่วทุกมุมโลก

 

เป็นที่รู้กันดีว่า วิชากังฟู ถือกำเนิดที่วัดเส้าหลิน ในประเทศจีน หากแต่มีทฤษฎีหนึ่งที่เชื่อว่า รากฐานของวิชากังฟู ไม่ได้เกิดขึ้นในแดนมังกร แต่เป็นประเทศอินเดีย

แท้จริงแล้วกังฟู อาจมีรากฐานมาจากการฝึกฝนโยคะ หรือปรัชญาโยคาจาร ที่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาพุทธ ในฐานะเครื่องมือ ที่ช่วยให้มนุษย์เข้าถึงจิตใจของตัวเอง รับรู้ความจริงแท้ของโลก ไม่ใช่ศิลปะการต่อสู้ แบบที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน

ฝึกจิตผ่านโยคะ

โยคาจาร หรือหมายความว่า การฝึกฝนโยคะ หรือผู้ฝึกโยคะ ในภาษาอินเดีย เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมปรัชญาพุทธศาสนาดั้งเดิม ที่กำเนิดขึ้น ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของยุคสมัยของพุทธกาลinternational-yoga-day-1

โยคาจาร ไม่ใช่ศิลปะการต่อสู้, กีฬา, การออกกำลังกาย แต่เป็นการเรียนรู้ปรัชญาผ่านการกระทำ เพื่อพัฒนาจิต, สมาธิ และการรับรู้ ผ่านการฝึกฝนโยคะ 

เป้าหมายสำคัญของโยคาจาร คือการฝึกจิตของผู้ฝึกให้สามารถรับรู้ ถึงสิ่งต่างๆ รอบตัว ด้วยจิตของผู้ฝึก หรือพูดให้เห็นภาพ ไม่ต่างอะไรกับการนั่งสมาธิ จนจิตใจสงบ สามารถรับรู้ความเคลื่อนไหวรอบตัว แม้จะหลับตา นั่งสมาธิอยู่กับที่ 

โยคาจารคือสิ่งที่พัฒนา ต่อมาจากรากฐานปรัชญาดั้งเดิมในพุทธศาสนา หากแต่แทนที่จะใช้การฝึกจิต ผ่านการนั่งสมาธิ โยคาจารได้นำการเคลื่อนไหว เข้ามาประยุกต์ใช้กับการฝึกด้วย

กระนั้นเป้าหมาย ของโยคาจาร ยังคงอยู่ในกรอบของปรัชญาแบบพุทธศาสนาเหมือนเดิม คือเป้าหมายให้ผู้ฝึกควบคุมจิตของตัวเองให้ได้ ใช้จิตเป็นบ่อเกิดความรู้, ความคิด, ความจริง และเข้าถึงสัจธรรมทั้งหมดทั้งมวล ด้วยจิตของมนุษย์

“โยคาจารคือทางเลือกที่ดี ได้การบำบัดจิตใจของมนุษย์ มันช่วยให้มนุษย์เห็นปัญหา และหาทางแก้ไขได้อย่างถูกต้อง” แดน ลัตส์เฮาส์ (Dan Lusthaus) นักเขียนชาวอเมริกัน ผู้นับถือศาสนาพุทธ กล่าวถึงปรัชญาแขนงนี้

โยคาจาร ฝึกฝนจิตผ่านการทำโยคะ แบบที่เราคุ้นชินในปัจจุบัน แต่แม้จะมีการขยับร่างกาย ในรูปแบบต่างๆ การขยับร่างกายนั้น ไม่ได้มีความสำคัญ ต่อการฝึกร่างกายแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน การฝึกร่างกาย ผ่านการเคลื่อนไหวต่างๆ คือความต้องการที่จะลดความสำคัญ ของการรับรู้ผ่านทางร่างกาย

ปรัชญาแขนงนี้เชื่อว่า มนุษย์รับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ การมองเห็น, การดมกลิ่น, การลิ้มรส, การฟัง และการสัมผัส … หากแต่การเคลื่อนไหว ในการฝึกโยคะ คือการช่วยให้มนุษย์ได้อยู่กับตัวเอง อยู่กับจิตของเรามากขึ้นpm_modi_international_yoga_Day_2020

เมื่อมนุษย์ได้อยู่กับจิตใจของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ มนุษย์จะเริ่มรับรู้ผ่านจิตของตัวเอง สามารถเห็นโลกที่แท้จริง เข้าใจปัญหาอย่างเห็นแจ้ง ไม่ติดในรูปของรสชาติ, กลิ่น, สี, เสียง, รูปลักษณ์ภายนอก

โยคาจาร จึงเปรียบเสมือนศาสตร์และปรัชญา ในการรักษาสภาพกายและสภาพจิต ผ่านการเห็นแจ้งรู้จริง ด้วยจิตของมนุษย์ ที่จะช่วยขับปัญหา และความเครียดออกไป เมื่อไร้ความเครียด สุขภาพร่างกายของมนุษย์ จะกลับมาแข็งแรงเป็นปกติ

 

รากฐานศิลปะการต่อสู้

ช่วงศตวรรษที่ 6 โรงเรียนสอนศาสตร์แบบโยคาจารได้แผ่ขยาย ไปทั่วประเทศอินเดีย ทำให้ศิลปะแขนงต่างๆ ได้รับเอาข้อดีบางอย่างของโยคาจาร ไปปรับใช้กับศาสตร์ของตัวเอง รวมถึงศาสตร์การต่อสู้

การฝึกจิตผ่านการขยับร่างกาย หรือการออกกำลังกาย ผ่านภาษาในปัจจุบัน คือรากฐานสำคัญ ของการพัฒนาศิลปะการต่อสู้ของประเทศอินเดีย ด้วยปรัชญาด้านพุทธศาสนา ได้สอนถึงจิตวิญญาณ อันเป็นรากฐานของศิลปะการต่อสู้แบบอินเดีย นั่นคือการอดทน และความเคารพ 

เพราะการฝึกโยคาจาร ไม่ได้ทำง่ายๆ การจิตด้วยการใช้ร่ายกาย ผู้ฝึกจะต้องมีจิตใจที่แน่นิ่ง เข้าถึงจิตของตัวเอง มากกว่าสัมผัสทางกาย และการฝึกมีหลายระดับ กว่าจะบรรลุวิชา ต้องใช้เวลานาน ดังนั้นผู้ฝึกต้องมีความอดทน และต้องให้ความเคารพแก่ตัวเอง

รากฐานบางส่วน จากแนวคิดทางพุทธศาสนา ได้ให้กับเนิดศิลปะการต่อสู้ยุคโบราณ ที่ถูกเรียกว่า “ยุทธศาสตรา” ซึ่งเกิดขึ้นทางตอนเหนือของอินเดียว โดยเป็นศิลปะที่สอนการใช้อาวุธ ในรูปแบบต่างๆ ทั้งดาบ, หอก, โล่, ธนู รวมถึงการต่อสู้มือเปล่าด้วย

สิ่งที่ยุทธศาสตรา ได้รับอิทธิพลจากโยคาจาร คือการจำกัดการเคลื่อนไหว ศาสตร์การต่อสู้รูปแบบนี้ จะต้องเอาชนะคู่ต่อสู้ ด้วยการเคลื่อนไหว เพียง 5 ครั้งเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่สำคัญ คือจิตที่มั่นคง รู้ถึงการเคลื่อนไหวของตนเอง และคู่ต่อสู้ashtanga-yoga-studio-borivali-west-mumbai-yoga-classes-2nfd1

นอกจากนี้ยุทธศาสตรา ยังเป็นวิชาที่เล่าเรียนด้วยความยากลำบาก ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสำเร็จวิชานี้ จึงเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้วิชานี้เสื่อมความนิยมในปัจจุบัน และถูกมองว่าเป็นอีกศาสตร์การต่อสู้ ที่กำลังจะล้มตาย

อย่างไรก็ตาม เราสามารถเห็นรากฐาน และอิทธิพล แนวคิดการฝึกฝนตัวเองแบบโยคาจาร ที่แม้จะเป็นแนวคิดทางปรัชญา แต่สามารถพัฒนา ส่งอิทธิพลไปถึงรากฐาน ของศิลปะการต่อสู้ 

 

โยคะสู่กังฟู

ปรัชญาแบบโยคาจาร ผูกติดกับอารยธรรมทางพุทธศาสนาอยู่ตลอด เมื่อศาสนาพุทธ แผ่ขยายแนวคิดสู่ประเทศจีน ในช่วงปลายศตวรรษที่ 5 ทำให้แนวคิดแบบโยคาจาร ถูกนำเข้าสู่ประเทศจีนด้วยเช่นกัน

แนวคิดนี้เริ่มแทรกซึมในชีวิตของชาวจีน ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยแนวคิดของการเน้นฝึกจิตวิญญาณ ซึ่งเข้ากับรากฐานดั้งเดิมของคนจีน … ปรัชญาโยคาจาร นำไปสู่การเกิดโรงเรียนสอนศาสนาทางด้านนี้โดยเฉพาะ เพื่อฝึกฝนให้ผู้คนสัมผัสถึงความจริง แก่นแท้ของโลก ด้วยจิตของเรา

ความแตกต่างของโยคาจารฉบับจีน คือพวกเขาเชื่อว่าประสาทสัมผัสของมนุษย์ ไม่ได้มีแค่ 5 แต่มีถึง 8 ด้าน ได้แก่ การรับรู้ด้วยตา, ลิ้น, จมูก, หู, ร่างกาย, จิต, สัญชาตญาณ และการอนุมาน 

สำหรับโยคาจารแบบจีน มองว่าการฝึกโยคะ จะช่วยให้มนุษย์สามารถเข้าถึงสัมผัสทั้ง 8 ได้ โดยเฉพาะการรับรู้ด้วยสัญชาติญาณ และการอนุมาน ซึ่งเป็นการแยกตัวออกมาจากการรับรู้ด้วยจิต และมนุษย์จะไม่สามารถเข้าถึง การรับรู้สองประเภทนี้ หากปราศจากการฝึกฝน

หนึ่งในนักบวชจีน ที่ได้รับอิทธิพล จากปรัชญาโยคาจาร คือพระโพธิธรรม (Bodhidharma) พระภิกษุในพุทธศาสนา นิกายเซน ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา การปฏิบัติธรรมด้วยการฝึกจิต

พระโพธิธรรม มองเห็นว่าชีวิตที่เป็นสุข คือการที่มนุษย์ต้องรับรู้ถึงตัวเอง ด้วยความคิดของตัวเอง เมื่อมนุษย์เข้าถึงตัวตน จะทำให้มนุษย์เข้าถึงธรรมชาติ เข้าถึงธรรมะที่เเท้จริงfd6329e8-992e-439a-bb6b-b6b6c35e8c1b

พระโพธิธรรม เคยมีโอกาสเดินทางไปที่ประเทศอินเดีย และได้ศึกษาปรัชญาแบบโยคาจาร ด้วยลักษณะที่เป็นศิลปะการเคลื่อนไหว ทำให้พระโพธิธรรมมองเห็นข้อดีของการฝึกนี้ เมื่อเดินทางกลับประเทศจีน จึงเกิดไอเดีย ที่จะนำศิลปะแขนงนี้ มาใช้ในการฝึกสอนพระรุ่นใหม่

เนื่องจากพระรุ่นใหม่ชาวจีนในเวลานั้น ต้องพบกับความยากลำบากในการฝึก เนื่องจากไม่มีวิธีการที่จะเข้าถึงจิตของตัวเอง พระโพธิธรรมจึงนำเสนอ ศิลปะที่เรียกว่า “กังฟู” 

แม้ในปัจจุบัน เราจะคุ้นเคยกับกังฟู ในฐานะศิลปะการต่อสู้แขนงหนึ่ง แต่จุดเริ่มต้นของกังฟู เป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้ฝึกจิตให้กับพระภิกษุ จึงเป็นเหตุผลที่วิชากังฟู ถูกจำกัดการฝึกสอนไว้ในวัดเส้าหลิน อันเป็นวัดที่พระโพธิธรรมก่อตั้งขึ้นเท่านั้น

เหตุผลที่กังฟู ต้องออกท่าทางมากกว่า โยคะ เป็นเพราะมุมมองของพระโพธิธรรม ที่มองว่า หากพระได้ขยับร่างกาย หรือในแง่หนึ่งคือการออกกำลังกาย พระจะมีสภาพกาย สภาพจิตที่ดีขึ้น ช่วนให้เข้าถึงธรรมะได้ดีมากกว่าเดิม9b8f77c5bf4815722b66eb0503f9e1a5

เมื่อวัฒธรรมของโยคะ และกังฟู เผยแพร่ไปยังโลกตะวันตก ทั้งสองศาสตร์ได้ถูกเปลี่ยนความหมายใหม่ โดยโยคะเปลี่ยนเป็นการออกกำลังกายรูปแบบหนึ่ง ขณะที่กังฟูถูกเปลี่ยนเป็นศิลปะการต่อสู้ ทำให้คนยุคปัจจุบัน ไม่คุ้นเคยกับทั้งสองศาสตร์ ในฐานะเครื่องมือฝึกจิตใจให้เข้าถึงความจริงของโลก

แม้ความหมายของศาสตร์จะเปลี่ยนไป แต่ผู้ฝึกวิชากังฟูรุ่นใหม่จำนวนหนึ่ง มองว่าการฝึกกังฟูช่วยให้มนุษย์เข้าใจความคิด และจิตของตัวเองมากขึ้น 

ไม่ต่างกับจุดประสงค์ในอดีต ที่กังฟูถูกสร้างขึ้น เพื่อสอนให้มนุษย์ได้เรียนรู้การเข้าถึงจิตของตัวเอง ตามรากฐานที่ได้รับมาจากปรัชญาแบบโยคาจาร

วิเคราะห์จริงจัง โรแบร์โต้ คาร์ลอส เล่นกองหน้าได้ไหม?

แม้ โรแบร์โต้ คาร์ลอส ตำนานนักเตะทีมชาติบราซิลจะแขวนสตั๊ดไปพักใหญ่แล้ว แต่ทุกวันนี้ยังมีคนกล่าวถึงเขาเป็นประจำในคำถามที่ว่า “ใครคือคู่กองหน้าที่ดีดีที่สุดในโลก” 

 

“คาร์ลอส ต้องคู่กับ โรนัลโด้” ถามกี่รอบก็ต้องมีคำตอบนี้ออกมาทั้งๆที่ความจริง คาร์ลอส เป็นนักเตะตำแหน่งแบ็คซ้ายโดยธรรมชาติๆแท้ๆ 

แนวคิดนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากไหน? และถ้าเราลองมาวิเคราะห์กันแบบจริงจังเพื่อหาคำตอบว่า คาร์ลอส สามารถเล่นกองหน้าได้จริงหรือไม่? คำตอบจะเป็นเช่นไร 

เชิญหาคำตอบพร้อมๆ กันไปพร้อมกับเราได้ที่นี่ 

 

คาร์ลอส เคยเป็นกองหน้าจริงๆ 

มีนักฟุตบอลหลายคนที่โดนจับโยกตำแหน่งจากการเป็นนักเตะโซนเกมรับ ขยับขึ้นมารับผิดชอบในตำแหน่งเกมรุกและทำได้ดี ยกตัวอย่างชัดๆ ก็ แกเรธ เบล ที่เปลี่ยนจากแบ็คซ้ายกลายเป็นปีกลมกรด อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนตำแหน่งเกิดขึ้นเพราะโค้ชเห็นแวว รวมถึงศักยภาพที่แสดงออกมาในสนามซ้อม, ทิศทางการเล่นเมื่อลงสนาม หรือแม้กระทั่งเอาสถิติการยิงประตูมากางวัดกันดูว่า “เขายิงประตูได้ดีจริงๆ” 622_c99556f3-18a2-32fb-89b1-983a879d7fc8

อย่างไรก็ตาม แนวคิดที่ว่า โรแบร์โต้ คาร์ลอส แบ็คซ้ายทีมชาติบราซิล แห่งยุค 90’s คือ “กองหน้าที่ดี” นั้นค่อนข้างแตกต่างกับชื่อที่เรากล่าวมา แต่มันตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ เพราะอันที่จริง คาร์ลอส เริ่มเล่นในตำแหน่ง “กองหน้า” มาก่อนตั้งแต่เขายังเป็นนักเตะวัยทีนเอจ เพียงแต่ว่ามันไม่เวิร์กเพราะเขาตัวเล็กเกินไป จากนั้น คาร์ลอส ถูกขยับตำแหน่งถอยลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาจบที่ตำแหน่งฟูลแบ็คที่เจ้าตัวบอกว่า “คือตำแหน่งที่ดีที่สุดของตัวเอง”  

“ผมชอบการเป็นลูกทีมของ วันแดร์เลย์ ลุกซอมเบอร์โก้ ตอนที่ย้ายไปพัลไมรัส ในปี 1993 มากที่สุด เขาเป็นคนแรก (ที่ คาร์ลอส เปลี่ยนตำแหน่ง) ที่บอกผมว่า ‘ฟังนะ โรแบร์โต้ ฉันอยากให้แกถอยไปเล่นฟูลแบ็ค ฉันไม่สนว่าแกจะเคยเล่นตรงไหนมาก่อน'” คาร์ลอส เปิดใจกับ FourFourTwo 

การเปลี่ยนตำแหน่งนั้นทำให้เกิดอะไรกับชีวิตของ คาร์ลอส บ้าง? หลายคนอาจสงสัย แต่มันคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ คาร์ลอส ก้าวขึ้นไปติดทีมชาติ และสำคัญที่สุดคือ เขามีโอกาสได้ย้ายมาเล่นในยุโรปในปี 1995 โดยทีมที่ติดต่อขอซื้อตัวเขาคือ อินเตอร์ มิลาน tumblr_owa15pLVuw1wnzah8o2_1280

การย้ายทีมครั้งนี้ดูเหมือนเป็นการพัฒนาที่ก้าวกระโดด แต่ความจริงไม่สามารถพูดแบบนั้นได้เต็มปาก เพราะ คาร์ลอส อยู่กับ อินเตอร์ ในระยะเวลาสั้นๆ และไม่ประสบความสำเร็จ ภายใต้การเป็นลูกทีมของกุนซือ รอย ฮอดจ์สัน … แต่ก็เป็นการเล่นให้กับ อินเตอร์ นี่แหละ ที่ทำให้โลกรู้ว่า คาร์ลอส นั้นรู้ตัวเองดีว่าเขาเป็นนักเตะตำแหน่งไหน  

ฮอดจ์สัน พยายามจับ คาร์ลอส ไปเล่นในตำแหน่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่ฟูลแบ็ค เขาโยกไปเล่นทั้งในตำแหน่งปีก และเป็นกองหน้าคู่ในระบบ 3-5-2 ซึ่ง คาร์ลอส จริงจังกับเรื่องนี้มาก เขาไม่ชอบใจอย่างแรงกับการเป็นลูกน้องของฮอดจ์สัน จนเจ้าตัวต้องเข้าไปคุยกับ มัสซิโม โมรัตติ เจ้าของทีม อินเตอร์ เพื่อขอย้ายทีมเลยทีเดียว … และหลังจากนั้นก็อย่างที่พวกเรารู้กัน คาร์ลอส ย้ายไป เรอัล มาดริด และได้ลงเล่นในตำแหน่งแบ็คซ้ายที่ตัวเองถนัด ก่อนกลายเป็นเจ้าของสมญานาม “ฟูลแบ็คที่ดีที่สุดในโลก” นับแต่นั้นเป็นต้นมาRoberto-Carlos-chut-imposible

แล้วอย่างนั้นคำกล่าวที่บอกว่า คู่กองหน้าที่เทพที่สุดคือการจับคู่กันระหว่าง โรนัลโด้ และ โรแบร์โต้ คาร์ลอส นั้นมาจากไหนกันล่ะ? ทำไมคนเราถึงคิดกันเป็นจริงเป็นจังกันได้จนถึงทุกวันนี้แม้เจ้าตัวจะบอกเองว่า “ผมไม่ใช่กองหน้า” ก็ตาม

 

โด้-คาร์ลอส … อย่างเทพ 

ย้อนกลับไปเกือบ 30 ปีก่อนคุณต้องเข้าใจว่า ณ เวลานั้นเกมเสมือนจริงในวงการฟุตบอลถือเป็นของใหม่ของโลกใบนี้ และเมื่อมันเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่า “ผู้คน” จะอินกับมากๆ โดยเกมที่ชื่อว่า “วินนิ่ง” หรือ Winning Eleven จากค่าย Konami ซึ่งเกมนี้เองเป็นจุดกำเนิดตำนานที่ยังพูดกันจนถึงทุกวันนี้ “โด้-คาร์ลอส” กองหน้าคู่บราซิล …

ในตัวเกมภาค วินนิ่ง 3 นั้นถือเป็นเวอร์ชั่นที่ชัดเจนที่สุดที่ทำให้เกิดทฤษฎีนี้ขึ้น เหตุผลมันง่ายมากๆ เพราะด้วยระบบเกมในตอนนั้นยังไม่ได้ซับซ้อนและละเอียดเหมือนกับตัวเกมภาคปัจจุบัน (ที่เปลี่ยนชื่อเป็น Pro Evolution Soccer หรือ PES แล้ว) ดังนั้นการจะวัดว่านักเตะคนไหนเก่งหรือไม่เก่ง มีจุดตัดสินง่ายนิดเดียวนั่นก็คือความเร็ว (ในเกมใช้คำว่าค่าพลัง Speed) โดยระดับความเร็วของ วินนิ่ง 3 อยู่ที่ 1 ถึง 9 … นักเตะที่มีค่าพลังของสปีด 5-8 นั้นเราจะไม่เห็นความต่างมากนัก แต่ถ้าคนไหนสปีด 9 เราจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนมากๆ ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ คือ คีลิยัน เอ็มบับเป้ วิ่งฉีกกองหลังในลีกเอิงแบบไม่เห็นฝุ่น จนคนตามท้อแล้วก็เข้าไปยิงง่ายๆ ปานขนมกรุบนั่นแหละ…

ดังนั้น สปีด ที่เป็นตัวชี้วัดทุกอย่างจึงทำให้มีนักเตะที่โลกความจริงไม่เท่าไหร่ แต่ในเกมเก่งโคตรๆ อย่าง ทิยานี่ บาบันกิด้า หรือ ดาเนี่ยล อโมคาชี่ จาก ไนจีเรีย นั้นถือว่าเป็นนักเตะในเกมที่เก่งกว่า เดวิด เบ็คแฮม หรือแม้กระทั่ง ซีเนดีน ซีดาน อีกด้วยซ้ำ s-l640

ซึ่งตัว คาร์ลอส นั้นเป็นหนึ่งในนักเตะไม่กี่คนที่มีสปีด 9 และมันจะสุดยอดขนาดไหนถ้าทีมของคุณมีกองหน้าสปีด 9 สองคนพร้อมๆ กัน ดังนั้นเอง คาร์ลอส จึงถูกเกมเมอร์ทั่วโลกขยับตำแหน่งจากแบ็คซ้ายที่เขาถนัดที่สุดมาเป็นกองหน้าเพื่อจับคู่กับ โรนัลโด้ ส่วนที่เหลือจะเปลี่ยนใครลงก็ไม่ต่างกัน โรนัลโด้ หรือ คาร์ลอส ได้บอลทุกอย่างจบ … ง่ายๆ แบบนั้นเลย 

อย่างที่เรากล่าวไปก่อนหน้านี้ ด้วยความที่ วินนิ่ง 3 ถือเป็นเกมเสมือนจริงแรกๆ ที่โลกรู้จัก ดังนั้นความอินมากจนแยกความจริงกับเกมไม่ออกย่อมเกิดขึ้น … คาร์ลอส เล่นกองหน้าได้แน่นอน สปีด 9 ยิง 9 จะเอาไปเล่นกองหลังคงเสียเปล่าอย่างไม่ต้องสงสัย 

ยิ่งเมื่อผนวกกับโลกแห่งความจริงที่ในช่วงกลางยุค 90’s การจะหาดูฟุตบอลต่างประเทศไม่ได้ง่ายเหมือนทุกวันนี้ กว่าเราจะได้เห็นฝีเท้าของ คาร์ลอส จริงๆ ก็ต้องรอดูในรายการอย่าง เจาะสนาม, ข่าวกีฬาภาคค่ำ หรือแม้กระทั่งรายการอย่าง ภาพกีฬามันๆ ซึ่งจะตัดมาเฉพาะไฮไลต์สวยๆ มาเท่านั้น ซึ่ง คาร์ลอส ก็มักจะโผล่มาในรายการเหล่าไฮไลต์เหล่านี้ประจำด้วยลูกยิงวัวตายควายล้ม แล้วแบบนี้จะแปลกอะไรที่ทำให้หลายคนที่เติบโตมาในยุคนั้นเชื่อว่า “โรแบร์โต้ คาร์ลอส ต้องเล่นกองหน้า” 20337885601576057646

 

แล้วในโลกแห่งความจริงล่ะ? 

ก่อนที่จะเริ่มไขข้อข้องใจนี้ต้องไปดูกันก่อนว่า กองหน้าที่ดีควรมีคุณลักษณะใดบ้างที่พึงประสงค์? ซึ่งอย่างแรกที่สังเกตได้ง่ายที่สุดก็คือ “ร่างกาย”

จริงอยู่ที่ คาร์ลอส เป็นไอ้หนุ่มแข้งหนักที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ สภาพความฟิตสูง ชนกับใครไม่ล้มง่ายๆ แต่ส่วนสูงของเขามีแค่ 168 เซนติเมตรเท่านั้น ซึ่งถ้าเราจะหาตัวเปรียบเทียบกองหน้าที่สูงไม่ถึง 170 เซนติเมตร แต่สามารถไปถึงระดับแถวหน้าของยุโรปได้มีใครบ้าง? … คำตอบคือ “แทบไม่มี” 

ไมเคิล โอเว่น ที่ว่าตัวเล็กๆ ก็สูงยัง 173 เซนติเมตร, เซร์คิโอ อเกวโร่ ก็สูงเท่ากัน และถ้าคุณจะเปรียบกับ ลิโอเนล เมสซี่ ล่ะ? เมสซี่ ก็ยังสูง 170 เซนติเมตรอยู่ดี หากเราเทียบตามบัญญัติไตรยางค์ คาร์ลอส อาจจะเป็นกองหน้าได้ แต่คำถามคือนอกจากลูกยิงที่หนักหน่วงกับความเร็วที่มี เขาสามารถทำอะไรได้อีก? 

กองหน้าที่ดีต้องเก็บบอลได้ เสียบอลยาก ซึ่ง คาร์ลอส เองก็อาจจะเป็นนักเตะที่ไม่เสียบอลง่ายๆ เท่าไรนัก แต่นั่นก็เพราะว่าเขาคือ “ฟูลแบ็ค” หน้าที่ของฟูลแบ็คเวลาเล่นเกมรุก คือการอ่านจังหวะเกมให้ถูกต้อง จากนั้นก็ตัดสินใจเติมเกมขึ้นมาและคอยระวังอย่าเสียบอลง่ายๆ    

คาร์ลอส เล่าว่าการครองบอลของฟูลแบ็คนั้นต่างออกไปจากการครองบอลแบบกองหน้า เมื่อคุณเป็นกองหน้า คุณจะเป็นเป้าให้คู่ต่อสู้ประกบ และเข้าปะทะ แต่ถ้าคุณเป็นฟูลแบ็ค คุณสามารถเลือกได้ว่าจะขึ้นมาตอนไหน และดีที่สุดคือการขึ้นมาตอนที่คู่ต่อสู้เพี่ยงพล้ำ …

“การเล่นฟูลแบ็คมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือคุณสามารถเซอร์ไพรส์คู่แข่งได้เสมอยามที่คุณเลือกจะเล่นเกมรุกด้วยความเร็วที่มี มันมีโอกาสที่พวกเขาจะตั้งรับไม่ทันและเปิดโอกาสให้คุณสร้างโอกาสเข้าทำให้กับทีม ข้อเสียคือห้ามเสียบอลเด็ดขาด ถ้าคุณเติมสูงและเสียบอล สิ่งเดียวที่คุณทำได้คือพยายามวิ่งเพรส (กดดันคู่แข่ง) ให้หนักที่สุดเพื่อเอาบอลกลับมาเล่นให้ได้” คาร์ลอส กล่าวเกี่ยวกับการเล่นฟูลแบ็คของเขา 

เปรียบเทียบภาพให้เห็นชัดขึ้นมาอีกหน่อยคือการเล่นเกมรุกแบบกองหน้า … ริโอ เฟอร์ดินานด์ ตำนานกองหลังของ แมนฯ ยูไนเต็ด และ ทีมชาติอังกฤษ เคยอธิบายเรื่องนี้ไว้และมันแตกต่างกับการเล่นเกมรุกแบบฟูลแบ็คที่ คาร์ลอส บอกชัดเจน การเล่นเกมรุกแบบฟูลแบ็ค คือการเล่นเกมรุกแบบ “เซอร์ไพรส์คู่แข่ง” แต่การเล่นเกมรุกแบบกองหน้าไม่มีคำว่าเซอร์ไพรส์ แต่มันคือการดวลกับกองหลังที่จ้องจะเอาคุณให้ร่วงตลอด 90 นาที อธิบายให้เขาใจง่ายที่สุดคือ “กองหน้าต้องพยายามใช้ไหวพริบที่มีทั้งหมดเพื่อหนีการประกบแบบติดตัว ส่วนฟูลแบ็คนั้นสบายๆ ไม่โดนประกบ เลือกจังหวะขึ้นเกมรุกได้ตามแต่ใจต้องการ”  

“กุน อเกวโร่ เป็นนักเตะที่มีศูนย์ถ่วงต่ำ เร็วมาก และเป็นพวกที่ทะยานไปข้างหน้าตลอดเวลา เขาใช้การสัมผัสบอลไม่กี่จังหวะและตัดสินใจเร็วสุดๆ  แตะบอล 1 ครั้ง แต่งบอล 1 ครั้งแล้วก็ยิงเลย เขายิงได้หมดทั้งซ้ายทั้งขวา ไม่เหลือเวลาให้คุณได้ตัดสินใจว่าจะประกบยังไง อเกวโร่ รู้ตั้งแต่ได้บอลแล้วว่าเขาจะจัดการกับลูกฟุตบอลยังไง นี่คือกองหน้าที่สร้างความลำบากให้ผมมากที่สุดตลอดอาชีพนักเตะ” เฟอร์ดินานด์ พูดถึง อเกวโร่ นักเตะที่สูง 173 เซนติเมตร ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับ คาร์ลอส ที่สุด41322a362a633b5f8dd31efea17d5efe

นอกจากที่ ริโอ อธิบายถึงการเล่นเกมรุกของกองหน้าร่างเล็กแล้ว อะไรอีกที่คุณคิดว่า อเกวโร่ มี แต่ คาร์ลอส ไม่มี?

ย้อนกลับไปอ่านข้างบนอีกครั้ง ริโอ บอกว่า อเกวโร่ จัดการจบสกอร์ได้ทั้งซ้ายและขวา ซึ่งแน่นอนว่าสำคัญมาก เพราะสำหรับกองหน้าคุณมีเวลาไม่กี่วินาที การแต่งบอลให้เข้าแต่เท้าข้างถนัดอย่างเดียวอาจจะไม่ทันกินในเกมการแข่งขันระดับสูง คำถามคือ อเกวโร่ ทำได้เฉียบขาดทั้งเท้าซ้ายและขวา แล้ว คาร์ลอส ล่ะทำได้หรือเปล่า? 

เราไม่อาจจะย้อนกลับไปดูการเล่นเท้าขวาของ คาร์ลอส ตลอดชีวิตค้าแข้งได้ทุกจังหวะ ดังนั้นเราต้องมาวัดกันตรงผลลัพธ์ที่ดูง่ายที่สุด นั่นคือ “จำนวนประตูที่ทำได้” ทุกคนรู้ว่า คาร์ลอส ถนัดเท้าซ้าย แล้วเท้าขวาของเขาล่ะเป็นอย่างไร? 

ตลอดการค้าแข้งเขายิงประตูมากถึง 77 ลูก ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับกองหลัง แต่เมื่อจำแนกแบบชัดๆ เอาเท่าที่มีการบันทึกไว้ได้ ตั้งแต่ปี 1996 ถึงปี 2012 คาร์ลอส ยิงประตูด้วยเท้าขวาเข้าไปแค่ 5 ลูกเท่านั้น คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ยังไม่ถึง 10% ของจำนวนทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นเราสามารถสรุปได้แบบกว้างๆ ว่า คาร์ลอส ยิงเท้าขวาได้มีประสิทธิภาพห่างกับเท้าซ้ายมากพอสมควร ซึ่งถ้าเขาเป็นกองหน้าและบอลเข้าเท้าขวา เขาจะยิงได้ดีขนาดไหน? … ไม่มีใครรู้ เพราะเขาไม่เคยได้เล่นกองหน้าจริงๆ แต่สถิติที่ว่าไป มองดูแล้วมันคงจะไม่เวิร์กเท่าไหร่

นอกจากนี้สิ่งสำคัญอีกอย่าง คือเรื่องของการยืนตำแหน่งที่ต่างกัน คาร์ลอส เล่นแบ็คซ้าย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เพื่อนร่วมทีมสามารถขยับหาที่ว่างเพื่อรอรับบอลจากเขาได้แทบจะรอบตัว ซึ่งมันต่างกับกองหน้าซึ่งแทนที่จะโดนล้อมด้วยเพื่อนร่วมทีมที่รอรับบอล กองหน้ามักจะโดนล้อมจากกองหลังคู่แข่งเสียมากกว่า 

ดังนั้นการเล่นลูกด้นสดแบบข้ามาคนเดียว จึงเป็นสกิลแบบที่กองหน้าทุกคนควรจะมี ซึ่งหากมองมาที่ คาร์ลอส เขามีความเร็วสูง มีทักษะยอดเยี่ยม แต่ถามว่าดีพอสำหรับจะเป็นกองหน้าที่ต้องหาจังหวะยิงเก่ง เอาชนะการดวล 1-1 ได้หรือไม่ เรื่องนี้ คาร์ลอส เองก็ยอมรับว่าเขายังไม่เหมาะเท่าไหร่นัก เขาชอบที่จะให้เพื่อนได้บอล ให้เพื่อนเป็นเป้าใหญ่ของกองหลัง และตัวเองเป็นฝ่ายเติมเกมเข้าไปเป็นตัวช่วยมากกว่า 

“ผมชอบเล่นกับ ซีดาน เพราะเขาเป็นนักเตะเบอร์ 10 ที่ชอบถ่างออกมาเป็นปีก เมื่อเขาได้บอลเขาจะพาบอลเข้าไปข้างในและเปิดช่องให้ผมได้โจมตี และมันทำให้ผมมีพื้นที่เล่นเยอะมาก และหากคุณจะถามผมว่าการโจมตีแบบฟูลแบ็คเป็นอย่างไร? นี่แหละคือตัวอย่าง ผมชอบการเล่นกับ ซีดาน จริงๆ” คาร์ลอส กล่าวอีกครั้ง 

 

คำถามสุดท้าย เล่นหน้า ปัง หรือ พัง? 

เป็นอีกครั้งที่เราต้องตอบคำถามเชิงวิเคราะห์ เพราะไม่สามารถหาความจริงได้ เนื่องจาก คาร์ลอส ไม่เคยเล่นกองหน้าได้นานพอจนมีผลงานในตำแหน่งนี้ให้เปรียบเทียบ แต่จากสิ่งที่กล่าวมาทั้งเรื่องของ ร่างกาย, สัญชาตญาณ, เทคนิคการยิงประตู และเทคนิคการเอาชนะในยามที่ต้องดวลกับแนวรับคู่แข่งมากกว่า 1 คน … คำตอบคงค่อนข้างชัดเจนว่า โรแบร์โต้ คาร์ลอส ไม่ใช่กองหน้าที่ดี hi-res-be3dda83814e4b1ea0a2eb7cd60c8c07_crop_north

จริงอยู่เขาอาจจะเคยเป็นกองหน้ามาก่อน แต่ก็แล้วยังไงล่ะ? ถ้าเขาทำหน้าที่ตรงนั้นได้สมบูรณ์แบบทำไมเขาจึงถูกจับมาเล่นฟูลแบ็คตลอดอาชีพค้าแข้ง? … อย่าเพิ่งมองว่าเราดูถูก คาร์ลอส เจ้าของแชมป์โลกปี 2002 และรายการอื่นๆ อีกมากมาย เราเข้าใจดีว่า เขามีทักษะ, ความเร็ว, ความแข็งแกร่ง ซึ่งก็ถือว่าเป็นส่วนผสมของกองหน้าที่ดีทั้งสิ้น เพียงแต่มันยังไม่มากพอเท่านั้นเอง 

สาเหตุที่มันไม่มากพอเกิดจากอะไร? ง่ายที่สุดก็คือ เขาไม่ได้รับการต่อยอดทักษะนั้นๆ ในฐานะกองหน้าตั้งแต่อายุเลยวัยทีน นั่นจึงทำให้ คาร์ลอส เป็นกองหน้าได้ในแบบที่แค่แก้ขัดเท่านั้นในกรณีที่ไม่มีกองหน้าจริงๆ หรือการเจอกับคู่แข่งที่อ่อนชั้นจนสามารถใช้คำว่าแค่ คาร์ลอส ก็เอาอยู่ 

ง่ายที่สุดเท่าที่คุณจะนึกภาพออกคือคุณเอา คาร์ลอส ช่วงที่ดีที่สุดของเขา (ติ๊ต่างว่างเป็นช่วงฟุตบอลโลกปี 2002) ไปเล่นกองหน้าให้กับ บราซิล เปลี่ยนคู่กองหน้าชุดนั้นออก 1 คนอะไรจะเกิดขึ้น?

คู่กองหน้าของ บราซิล ชุดแชมป์โลกสมัยที่ 5 คือ ริวัลโด้ ที่เล่นแบบผู้เล่นหมาย 10 ขณะที่ โรนัลโด้ เป็นตัวจบแบบสไตร์เกอร์หมายเลข 9 คุณลองเอาใครออกไปสักคนและเอา คาร์ลอส ไปเล่นแทนดู ก็พอจะเข้าใจได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ในฟุตบอลโลกครั้งนั้น ถ้าถอด ริวัลโด้ ออก คุณคิดว่า คาร์ลอส จะช่วย โรนัลโด้ กลายเป็นดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์ได้หรือไม่ และถ้าคุณเอา คาร์ลอส เล่นบทบาทหมายเลข 9 แทน โรนัลโด้ คุณคิดว่า คาร์ลอส จะยิง บราซิล ชนะทุกเกมในทัวร์นาเมนต์นั้น และตัวของเขาจะได้รางวัลดาวซัลโวเหมือนที่ โรนัลโด้ ทำหรือไม่? คำตอบคือไม่มีทางเป็นไปได้ 

ดังนั้นทฤษฎีที่ว่า โรแบร์โต้ คาร์ลอส ดีพอจะเป็นกองหน้าได้หรือไม่? คำตอบจากการวิเคราะห์ทั้งหมดบ่งชี้ว่า ทำได้ แต่ไม่ดี และถ้าเล่นเกมระดับสูงต้องดวลกับกองหลังระดับโลก เราสามารถขยับมาใช้คำที่แรงกว่านั้นว่า “เล่นกองหน้าไม่ได้” ก็คงไม่ผิดหนัก … มาถึงตรงนี้ถ้าคุณยังไม่เชื่อ เรามีบทสัมภาษณ์จากเจ้าตัวเอง ว่าที่สุดแล้วเขามองตัวเองกับตำแหน่งกองหน้าหมายเลข 9 ยังไง? 

“รอย ฮอดจ์สัน บอกให้ผมไปเล่นกองหน้าตัวกลาง (Centre-forward) ตอนที่เล่นให้ อินเตอร์ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้หรอก ผมยังพอเข้าใจได้บ้างนะถ้าเขาให้ผมเล่นปีก (Winger) เพราะผมเป็นแบ็คที่เล่นเกมรุกได้ดี แต่ถ้าให้ผมไปยืนคู่กองหน้าน่ะเหรอ? ผมว่าเพี้ยนแล้วล่ะ ผมสูง 168 เซนติเมตรนะ บอลลอยมาก็ข้ามหัวผมหมดแหละผมจะบอกให้” คาร์ลอส กล่าวทิ้งทาย 

เอาล่ะ? ใครเพี้ยนบ้าง … อย่าอายเลย เพราะผู้เขียนเองก็ขอยอมรับว่าเป็น 1 ในคนเพี้ยนแต่โดยดี … ทำไงได้ก็เล่นวิ่งเร็ว ยิงแรงขนาดซะขนาดนั้นนั้นใครจะไม่แอบคิดบ้าง? 

หลังโควิด-19 : วิเคราะห์สิ่งที่อาจเกิดขึ้นที่จะเปลี่ยน “ไทยลีก” ไม่เหมือนเดิม

เราทราบดีว่า ผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้ ฟุตบอลลีกไทย เปลี่ยนโปรแกรมจากเดิมที่เตะแบบจบภายในปี มาเป็นแข่งคร่อมปี ตามปฏิทินยุโรป 

 

แต่นั่นไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง ในระดับที่เรากำลังเขียนถึง เพราะสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่แผ่ขยายวงกว้างไปทั่วโลก ได้ส่งผลกระทบถึงด้านเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตของผู้คน 

อุตสาหกรรมกีฬา ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เกิดขึ้น อย่าง “ฟุตบอลไทยลีก” ได้มีการประกาศเลื่อนการแข่งขันออกไปราวๆ 5 เดือน 

แต่เมื่อเสียงนกหวีดนกแรกดังขึ้นในสังเวียนบอลไทย… 

นั่นเป็นสัญญาณที่จะกำลังบอกว่า “ไทยลีก” กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงอีกยุคสมัย และสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ อาจทำให้ ไทยลีก ไม่มีทางหวนกลับมาเหมือนเดิมอีกต่อไป  

 

เม็ดเงินที่หายไปในอุตสาหกรรมกีฬา

“หากมองในภาพรวม เม็ดเงินที่อุดหนุนอุตสาหกรรมกีฬา มันมาจาก Sponsorship (ผู้สนับสนุน) ซึ่งก็จะเป็นพวกธุรกิจดั้งเดิม แบรนด์เก่าๆ เช่น สายการบิน, สินค้าบริการที่เกี่ยวกับทางกายภาพ” 

“เมื่อธุรกิจเหล่านี้ได้รับผลกระทบ เม็ดเงินที่เอาไปลงในอุตสาหกรรมกีฬา เพื่อทำการตลาดและประชาสัมพันธ์ ก็จะลดลงน้อยลง เพราะต้องเอาเงินไปใช้จ่ายในส่วนที่จำเป็น เพื่อให้ธุรกิจตัวเองอยู่รอด ยกตัวอย่าง ไทยแอร์เอเชีย ที่เป็นสปอนเซอร์ให้หลายๆ ทีมในไทย ก็ได้รับผลกระทบอย่างมาก จากการที่ผู้ใช้บริการลดลง” 

“ดังนั้นอุตสาหกรรมกีฬาทั่วโลก ได้รับผลกระทบแน่นอน ไม่ใช่แค่ฟุตบอล แต่ยังรวมกีฬาอื่นๆ ด้วย ความถี่ในการจัดแข่งขัน อีเวนท์และทัวร์นาเมนต์จะลดลง ตามผลกระทบที่เกิดขึ้นกับธุรกิจผู้สนับสนุน สมมติ แบรนด์รถยนต์เจ้าหนึ่ง เป็นสปอนเซอร์หลักให้ เทนนิส 2 รายการระดับโลก ก็อาจลดมาเหลือสนับสนุนเพียงแค่ทัวร์นาเมนต์เดียว” 

ดร.ศุภศักดิ์ เงาประเสริฐวงศ์ อาจารย์คณะมนุษย์ศาสตร์ สาขาการจัดการท่องเที่ยวและบริการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงด้านการเงิน และธุรกิจกีฬา แสดงความเห็น และวิเคราะห์ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมกีฬา 

โดย ดร.ศุภศักดิ์ ชี้ว่า อุตสาหกรรมกีฬานั้น ถูกขับเคลื่อนและทำให้เติบโตขึ้นได้ ส่วนหนึ่งมาจากเม็ดเงินสนับสนุนจากเหล่าสปอนเซอร์ แต่เมื่อธุรกิจพวกนั้นได้รับความเสียหาย จากพิษเศรษฐกิจในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ขยายวงกว้างไปทั่วโลก เม็ดเงินที่หลั่งไหลเข้า อุตสาหกรรมกีฬา มีแนวโน้มที่จะลดลง 20-30 เปอร์เซนต์ 

ขณะที่ธุรกิจทำเงินในสถานการณ์นี้ อย่างเช่น ธุรกิจออนไลน์ ก็ยังไม่ได้เข้ามาทำการตลาด หรือ ลงเงินในกีฬาแบบดั้งเดิม (Tradition Sport) มากนัก ดังนั้น สโมสรกีฬาอาชีพทั่วโลก จึงประสบปัญหาอย่างหนักในเรื่องรายได้ เนื่องจากแมตช์การแข่งขันทั้งหลาย ถูกเลื่อนออกไป 

จีระศักดิ์ โจมทอง ผู้อำนวยการการตลาดและสื่อสโมสรชลบุรี เอฟซี เปิดเผยกับ Main Stand ถึงผลกระทบของทีมลูกหนังไทย ภายหลังจากการแข่งขันลีก ถูกเลื่อนออกไปถึงเดือน กันยายน “สโมสรฟุตบอลไทย มีโมเดลในการหารายได้แตกต่างจากทีมในต่างประเทศ 80 เปอร์เซนต์ของงบประมาณ มาจากเงินของผู้สนับสนุน อีก 20 เปอร์เซนต์ อาจจะมาจากยอดจำหน่ายสินค้าที่ระลึก ขายบัตรเข้าชม”

“การระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่อ ธุรกิจต่างๆ ทั้งรายเล็ก รายใหญ่ ที่สนับสนุนทีมฟุตบอลไทย หลายๆทีมประสบปัญหากันมาก เพราะสปอนเซอร์หยุดจ่ายเงิน เนื่องจากไม่มีการแข่งขัน ไม่มีอีเวนต์ ก็ไม่สามารถจ่ายเงินได้ บางทีมที่ได้ยินมา มีสปอนเซอร์ขอถอนตัวออกไปแล้ว เพราะเขาต้องหั่นงบที่ใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์ สร้างภาพลักษณ์ ไปเยียวยาองค์กรของตัวเองให้เข้มแข็งก่อน”

“ต้องเข้าใจก่อนว่า ฟุตบอลเป็นธุรกิจบันเทิง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ 5-6-7 ของมนุษย์ ไม่ใช่ปัจจัย 4 ตอนนี้ไม่มีใคร ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แบบนี้ อยู่ที่ว่าใครเจ็บมาก ใครเจ็บน้อย แม้แต่ธุรกิจรายใหญ่อย่าง ช้าง และ สิงห์ ที่สนับสนุนทีมบอลไทยหลายสโมสร ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน” 

“อย่าลืมว่านี่เป็นแค่ช่วงเริ่มต้นของวิกฤติเท่านั้นนะครับ ถ้าสถานการณ์ลากยาวไปอีกหลายเดือน ผมคิดว่าทีมกีฬาน่าจะต้องลำบากไปอีกหลายปี กว่าที่ทุกอย่างจะฟื้นฟูกลับมา”87543648_3360194977340241_5002585796788617216_o

นายใหญ่ด้านการตลาด ของชลบุรี เอฟซี อธิบายต่อว่า ในขณะที่สโมสรไม่มีรายรับเข้ามา แต่ทุกๆ เดือน ช่วงที่ไม่มีการแข่งขัน ทุกทีมกีฬาอาชีพ ยังคงต้องจ่ายเงินเดือนนักกีฬา, พนักงานอยู่ดี 

แม้จะมีแนวทางจาก สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ที่ให้สโมสร สามารถเจรจากับนักฟุตบอล เพื่อขอลดค่าเหนื่อย 50 เปอร์เซนต์ เพื่อให้ทีมสามารถอยู่รอดผ่านพ้นวิกฤติไปได้ แต่ดูว่านั่นอาจไม่เพียงพอที่รักษาสโมสรเล็กๆ ระดับรากหญ้าไว้ได้

“ผมคิดว่า หลังผ่านพ้นโควิด-19 น่าจะมีสโมสรในระดับไทยลีก 3-4 จำนวนไม่น้อย รวมถึงบางทีมในไทยลีก 2 หรืออาจจะมีสโมสรจากไทยลีก 1 แบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว จนต้องขอเปลี่ยนผู้บริหาร, ขายสิทธิ์ หรือยุบทีมไป”

“เพราะผลกระทบครั้งนี้ ค่อนข้างรุนแรง หากเป็นสโมสรใหญ่ๆ ที่ยังพอมีสายป่านยาว ก็น่าจะพอมีทุนสำรอง ยื้อชีวิตไว้ได้ แต่หากเป็นสโมสรเล็กๆ ไม่มีสายป่าน คงยื้อไว้ได้ไม่นาน เราน่าจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น หลังการแข่งขันกลับมาเตะอีกครั้ง อย่างแน่นอน”

“สถานการณ์ตอนนี้ แค่ประคับประคองทีม ให้อยู่ถึงวันที่จะกลับมามีการแข่งขันก็ยากลำบากแล้ว ตอนนี้หวังอย่างเดียวคือ ขอให้สถานการณ์ผ่านไปได้ด้วยดี และรีบกลับมาแข่งขันให้เร็วที่สุด”

“อย่างการขายสินค้าที่ระลึก ถึงเราจะมีช่องทางขายออนไลน์ แต่ก็ไม่ได้มากหรอกครับ เมื่อเทียบกับวันแข่งขัน เพราะคนไม่ได้มีความรู้สึก อารมณ์ร่วม ยิ่งภาวะแบบนี้ เงิน 1,000 บาทซื้อเสื้อฟุตบอล ช่วงไม่มีการแข่งขัน กับเงิน 1,000 บาท ซื้ออาหารการกิน คุณก็ต้องเลือกอย่างหลังที่เป็นปัจจัย 4” 

 

พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป 

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คือ พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปของมนุษย์ เดิมที เราคุ้นชินกับออกไปใช้ชีวิต ทำงานอยู่นอกบ้าน แต่เมื่อสถานการณ์นี้เกิดขึ้น มนุษย์ รับรู้ถึงความไม่ปลอดภัยในการออกไปอยู่ข้างนอก การต้องออกไปอยู่ในสถานที่ที่มีคนอยู่จำนวนมาก 

ประกอบกับ มนุษย์เงินเดือน จำนวนมาก เริ่มปรับตัวเข้ากับทำงานและใช้ชีวิตอยู่ภายในที่อยู่อาศัย รับชมความบันเทิงผ่านแพลตฟอร์มดิจิตัลออนไลน์, ช็อปปิ้ง ผ่านแอพลิเคชั่น ไปจนถึงสั่งอาหารผ่านเดลิเวอรี่ ทั้งหมดคือ พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป และกำลังจะกลายเป็น ความเคยชิน หากพวกเขาต้องใช้ชีวิตอยู่บ้านพักอาศัยนานอีกหลายเดือน 

จนเป็นคำถามที่น่าสนใจว่า “เมื่อฟุตบอลกลับมาแข่งขันอีกครั้ง ผู้บริโภคจะยังมีความต้องการไปรับชมฟุตบอลติดขอบสนาม เหมือนก่อนที่โลกนี้จะรู้จัก โรคโควิด-19 หรือเปล่า? ”

“พฤติกรรมของคนจะเปลี่ยนไป คนจะอยู่กับบ้านมากขึ้น ธุรกิจบรอดแคสต์ แบบ Pay-per-view (จ่ายเงินเพื่อรับชม), เจ้าของลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดกีฬา น่าจะได้เปรียบ เพราะผู้บริโภคมีแนวโน้มที่พฤติกรรมการรับชมกีฬา จะดูผ่านการถ่ายทอดสดมากขึ้น ส่วนการไปชมที่สนามอาจลดลง” ดร.ศุภศักดิ์ เงาประเสริฐวงศ์ กล่าว87759814_3112486258790997_7231223680775225344_o

ขณะที่ อาจินต์ ทองอยู่คง อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ที่สนใจและศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคฟุตบอลไทย มองว่า ปัจจัยด้านสาธารณสุข จะเป็นตัวชี้วัดว่า ทิศทางของผู้บริโภคจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ?

“ผมมองว่ามันไปได้สองทาง ขึ้นอยู่กับระบบสาธารณสุขว่าจะสามารถจัดการกับ โควิด-19 ได้แค่ไหน ? ทางที่หนึ่ง สมมติสามารถจัดการกับโควิด-19 ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด มีวัคซีนฉีดให้คนทั่วโลก ทำให้ผู้คนไม่ต้องกังวลเรื่องโควิด-19 อีก กีฬาฟุตบอล ในช่วงแรกจะกลับมาคึกคักมากๆ” 

“เพราะผู้คนจะนึกถึงชีวิตนอกบ้าน ที่ได้ใช้ร่วมกับคนอื่น ในพื้นที่สาธารณะ อย่างตอนที่เราอยู่บ้านมาเป็นเดือน ก่อนหน้านี้เราอาจไม่เคยรู้สึกอยากไปเดินห้าง อยากกินเบียร์นอกบ้าน เพราะเราสามารถเลือกทำหรือไม่ทำก็ได้ แต่ตอนนี้มนุษย์โหยหาอิสรภาพที่สามารถเลือกทำได้  ดังนั้นคนจะแห่กันไปดูบอลที่สนามกันอย่างเนื่องแน่นแน่นอน”

“แต่ในความน่าจะเป็นแบบที่ 1 มีน้อยมาก ส่วนตัวผมไม่คิดว่าโรคนี้จะหายไปทันควันหรอก มันอาจจะอยู่กับเรา เป็นโรคตามฤดูกาล หรือเป็นแบบวัณโรค เพียงแต่ว่า ลักษณะในการแพร่เชื้อของโควิด-19 กลายเป็นศัตรูของปฏิสัมพันธ์ในการเข้าสังคมของมนุษย์ ถ้าเกิดโรคนี้ไม่หายไป และเราต้องเรียนรู้จะอยู่กับมัน โลกนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”

ในมุมมองจากคนทำทีม จีระศักดิ์ โจมทอง ผอ.การตลาดฯ สโมสรชลบุรี เอฟซี แสดงความเห็นอีกมุมหนึ่งว่า การปรับเปลี่ยนโปรแกรมฟุตบอล ไทยลีก ให้อยู่ในช่วงเวลาเดียวกับ ลีกลูกหนังระดับโลก ยิ่งทำให้ผู้บริโภค เลือกที่จะชมการถ่ายทอดอยู่ที่บ้าน เพราะสามารถชมได้หลายแมตช์ต่อเนื่องกัน

“ยอดผู้ชมในสนามน่าจะลดอย่างแน่นอน เพราะคนน่าจะอยู่กับบ้านมากขึ้น จุดที่รวมตัวคนจำนวนมากอย่าง ห้างสรรพสินค้า, สนามกีฬา, คอนเสิร์ต คงได้รับผลกระทบมาก เพราะคนน่ายังมีความกังวลกับโรคโควิด-19 เราจะเห็นได้ว่า พฤติกรรมคนของเปลี่ยนไป สั่งอาหารมากินมากขึ้น อยู่บ้านสั่งซื้อสินค้าต่างๆ เลี่ยงการออกไปที่ชุมนุมคน”

“แต่คนยังดูฟุตบอลอยู่ แค่เปลี่ยนเป็นการรับชมอยู่ที่บ้าน ผ่าน ทีวี โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ ยิ่งฟุตบอลไทยเตะพร้อมบอลยุโรป คนก็ไม่อยากออกไปที่สนามสักเท่าไหร่หรอกครับ เพราะจะกลับบ้านไปดูบอลพรีเมียร์ลีก บอลสเปนต่อไม่ทัน คนที่ยังเข้าสนามบอลไทยอยู่ น่าจะเป็นพวกแฟนพันธุ์แท้ ส่วนแฟนบอลขาจร น่าจะหายไปเยอะเลย” จีระศักดิ์ โจมทอง เผย

 

มาตรการความปลอดภัย 

“คุณลองนึกถึงอัฒจันทร์สนามฟุตบอล พวก Terrace Culture (วัฒนธรรมเชียร์บนสแตนด์) การกอดคอ ร้องเพลงเชียร์บอล หรือการดื่มเบียร์ ดูบอลในผับของต่างประเทศ ถ้าวันหนึ่งกิจกรรมเหล่านี้ ได้เป็นความเสี่ยงของการติดโควิด-19 ทั้งหมด วัฒนธรรมการดูกีฬาน่าจะต้องเปลี่ยนไป”87953479_3357280710965001_1732440673056980992_o

“อย่างเรื่องการดูฟุตบอลในสนาม สเตเดียมที่มีหน้าตาอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ มันเกิดจากไอเดียทุนนิยม ที่ต้องการล้อมรั้วทั้งหมด เพราะต้องการคนให้ซื้อตั๋วเข้ามาชม มีการบีบที่นั่งให้จุคนได้มากที่สุด ทำให้กองเชียร์จึงต้องนั่งติดกัน แต่เมื่อมีการระบาดของโรคนี้ คุณจะอยู่ในสนามได้อย่างไร และคนรอบตัวคุณ จะยินดีให้ไปดูกีฬาที่นั่งติดกับคนอื่นไหม ? ” อาจินต์ ทองอยู่คง อาจารย์คณะสังคมวิทยาฯ มธ. กล่าว 

นอกเหนือจากพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่มีแนวโน้นว่ากำลังจะเปลี่ยนไปสู่อีกยุคสมัยเต็มตัว โดยมี โควิด-19 มาเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น 

อาจินต์ ทองอยู่คง ยังมองเห็นถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในสนามฟุตบอล หากในกรณีที่เชื้อโควิด-19 จะไม่หมดไปจากโลกใบนี้ นั่นคือ มาตรการรักษาความปลอดภัยด้านสุขอนามัย ที่อาจถูกนำมาใช้เป็นกฎ ข้อปฏิบัติต่างๆ ไปจนถึงการจัดระเบียบโซนนิ่งคนดู ที่ต้องมีการรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) 

“มาตรการรักษาความปลอดภัยที่สนามฟุตบอล ที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ มันพัฒนามาจากความกลัว ฮูลิแกน และคนที่จะเข้ามาก่อเหตุทะเลาะวิวาทในสนาม มันจึงถูกกำหนดออกมาเป็นข้อห้ามต่างๆ เช่น การค้นตัวเพื่อหาอาวุธ, การห้ามนำสิ่งของอันตรายเข้าสนาม มีกล้อง CCTV ติดเพื่อจับหน้า นำไปเช็คประวัติ”

“แต่โลกฟุตบอลหลังโควิด-19 อาจจะมีป้ายอื่นๆ เช่น หากไม่สวมหน้ากากอนามัย ห้ามเข้าสนาม, มีกล้องตรวจจับความร้อน เช็คอุณหภูมิในร่างกาย หรืออาจจะถึงขั้นที่ สนามกีฬาต้องลดความจุลง เพื่อให้มีระยะห่างระหว่างผู้ชมมากขึ้น ดังนั้นต้นทุนในการดูกีฬา ค่าเข้าชมคงต้องแพงขึ้นแน่ๆ คนดูก็อาจดูน้อยลงไปอีก” 

“อีกเรื่องหนึ่งในภาพรวม การจัดการกีฬาในอนาคต รัฐอาจจะเข้ามาควบคุมมากขึ้น เช่น ผู้จัด อาจต้องมีการขอใบอนุญาต ในการจัดกีฬาไม่ว่าในระดับสเกลใหญ่ หรือกีฬาท้องถิ่น เพื่อจัดการปัญหาด้านสุขอนามัย แม้แต่ฟุตบอลเดินสาย ก็อาจต้องใช้ต้นทุนในการจัดสูงขึ้นกว่าเดิม”

 

มูลค่าฟุตบอลไทยลดลงหรือไม่ ?

เมื่อเม็ดเงินที่ไหลเวียนในอุตสาหกรรมกีฬาลดน้อยลง สโมสรทั้งหลาย กำลังประสบปัญหาด้านการเงิน “นักฟุตบอล” จึงกลายเป็นอาชีพที่ต้องรับแรงกระแทกนี้ไปเต็มๆ อย่างไม่อาจเลี่ยงได้ 

ย้อนกลับไปเมื่อ 4-5 ปีหลังสุด ตลาดซื้อขายผู้เล่นไทยลีก ค่อนข้างคึกคัก มีหลายๆสโมสร มีกำลังทรัพย์ ทุ่มเงินซื้อนักเตะ พร้อมจ่ายค่าเซ็นสัญญา ค่าเหนื่อยรายเดือนกันแบบเต็มพิกัด เพื่อเติมเต็มขุมกำลังผู้เล่น 

แต่เมื่อเกิดสถานการณ์อย่างทุกวันนี้ ที่ฤดูกาลถูกเลื่อนออกไปอีก 5 เดือน ก็มีโอกาสสูงที่ ตลาดซื้อขายผู้เล่นไทยลีก จะไม่ได้คึกคัก หรือเกิดบิ๊กดีลระดับปรากฏการณ์ อย่างเช่น ธนบรูณ์ เกษารัตน์ ย้ายไป สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 50 ล้านบาท, ธีราทร บุญมาทัน ย้ายไป เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด 30 ล้านบาท

“ทุกอย่างจะถูกดึงกลับเข้ามาสู่ความเป็นจริง หลังจากช่วง 4-5 ปีหลัง มูลค่านักฟุตบอลไทยเฟ้อเกินจริง เมื่อโควิด-19 ผ่านพ้นไป อาชีพที่ได้รับผลกระทบมากสุดในฟุตบอลอาชีพ คือ นักเตะ” จีระศักดิ์ โจมทอง ผอ.การตลาด ชลบุรี เอฟซี คาดการณ์ถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้น ในตลาดซื้อขายผู้เล่นไทยลีก

“เพราะสโมสรทุกทีม คงต้องปรับงบประมาณลงมา เพราะไม่สามารถจ่ายเงินเดือนแพงเกินความเป็นจริงได้นัก แม้แต่สโมสรใหญ่ที่มีกลุ่มทุนระดับประเทศหนุนหลัง อย่าลืมว่า พวกเขาก็ต้องไปดูแลธุรกิจหลักของตนเองด้วย ครั้นจะเอาเงินมาทุ่มซื้อนักฟุตบอล จ่ายค่าเซ็น ค่าเหนื่อยแพงๆ เกินจริง แบบเมื่อก่อน คงทำได้ยาก”

“บางทีมที่เคยใช้เงินปีละ 300-400 ล้านบาท มีแนวโน้มที่อาจจะลดลงมาเหลือปีละ 200-100 ล้านบาท ทีมที่ใช้เงินปีละ 100 ล้าน ก็อาจลดลงมาครึ่งหนึ่ง นักฟุตบอลที่ค่าเหนื่อยแพงมากๆ ก็อาจจะต้องลดลงมา เพื่อให้ทีมไปต่อได้” 

วิกฤติในครั้งนี้ กลายเป็นกระจกที่สะท้อนให้ สโมสรฟุตบอลในไทย ได้มองเห็นและตระหนักตื่นตัว ถึงความเสี่ยงในการลงทุนด้านฟุตบอล 

บางทีมอาจมุ่งหวังเรื่องความสำเร็จ อัดเม็ดเงินใส่ทีมลูกหนัง แต่เมื่อถึงสถานการณ์ที่ไม่มีรายรับเข้าสโมสร และต้องแบกทุนมหาศาล จากความฝันอันหอมหวานถึงถ้วยแชมป์ มันอาจเป็นหายนะของคนทำทีมฟุตบอลเลยก็เป็นได้

ถึงกระนั้นสิ่งหนึ่งที่ สโมสรในไทยลีก 1  น่าจะพอใจชื้นอยู่บ้าง ในยุคที่รายได้จากสปอนเซอร์หดหาย นั่นคือ มูลค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด น่าจะยังเป็นแหล่งรายได้ก้อนโต ที่ทำเงินให้กับสโมสรได้เหมือนเช่นเคย และไม่แน่ว่า ตัวเลขอาจเพิ่มขึ้นกว่าเดิม จากยอดผู้ชมที่เติบโตขึ้น 87980592_3064541640237260_8080182219471060992_o

อาจินต์ ทองอยู่คง กล่าวว่า “อุตสาหกรรมกีฬา คงไม่ถึงขั้นเจ๊งหรอกครับ เพราะมีทางออกอย่างหนึ่งเป็นมิตรแท้ของอุตสาหกรรม คือ การถ่ายทอดสด อย่างที่คนน่าจะจำได้ ช่วงก่อนที่ลีกฟุตบอลชั้นนำ จะหยุด มีความพยายามที่แข่งแบบสนามปิด เพราะคนส่วนมาก ดูบอลผ่านทีวี มากกว่าในสนาม ที่ความจุมีจำกัด” 

“สิ่งที่สโมสรกังวลมาก คงเป็นค่าลิขสิทธิ์ เพราะค่าลิขสิทธิ์ทำเงินเข้าสโมสรมากกว่าค่าตั๋วเข้าชม ต่อจากนี้โมเดลธุรกิจอาจเปลี่ยนไป คนอาจหันมาดูบอลออนไลน์ เปิดแชทคุยกับเพื่อน สโมสรคงหวังพึ่งพารายได้จากการถ่ายทอดสดมากขึ้นเรื่อยๆ มีความเป็นไปได้ว่า ค่าลิขสิทธิ์จะสูงขึ้น มากกว่าลดลง”

“แต่ทีมที่จะได้สิทธิประโยชน์พวกนี้ มีแค่ทีมระดับบนๆ พวกลีกสูงสุดเท่านั้น ที่มีค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดอยู่แล้ว ส่วนพวกสโมสรเล็กๆ ที่ไมมีการถ่ายทอดสด อยู่ในลีกล่างๆ ผมยังมองไม่เห็นทางออกเลย พวกนี้คือ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากสุด และมีโอกาสที่ฟุตบอลอาชีพ จะมีขนาดเล็กลง เพราะทีมเล็กๆ เหล่านี้ มีโอกาสสลายไป”

นี่คือแนวโน้นและสัญญาณความเปลี่ยนแปลง ที่กำลังจะพลิกโฉมฟุตบอลอาชีพไทย เมื่อย่างก้าวเข้าสู่ โลกหลังโควิด-19 ที่จะแตกต่างกับ โลกก่อนโควิด-19 อย่างสิ้นเชิง 

“การปรับตัว” กลายเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับ ทุกๆทีม เพื่อความอยู่รอด เพราะบรรยากาศ สภาพแวดล้อม ทุกอย่างที่รายรอบอุตสาหกรรมฟุตบอลไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และผู้คน ได้เปลี่ยนไปหมดแล้ว… ไม่เช่นนั้น วิกฤตการณ์โรคระบาดในครั้งนี้ อาจกลายเป็นจุดจบของบางสโมสร 

“หัวใจสำคัญ คือ ต้องการปรับตัวให้ทัน กับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น” ดร.ศุภศักดิ์ เงาประเสริฐวงศ์ กล่าวเริ่ม 

“ในช่วงที่การแข่งขันหยุดต่อ 5 เดือน ทุกสโมสรต้องกลับมาวางแผนกลยุทธ์กันใหม่ หาจุดคุ้มทุนของตัวเองว่าอยู่ตรงไหน แฟนคลับของคุณ มากสุด ปานกลาง น้อยสุด มียอดเท่าไหร่ ? และจะสามารถหารายได้เสริมจากช่องทางไหนได้บ้าง” 

“วิกฤตินี้ทำให้สโมสรในไทย ต้องเร่งทำการตลาดออนไลน์มากขึ้น เพราะธุรกิจดั้งเดิมที่สนับสนุนฟุตบอล อาจต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูพอสมควร เม็ดเงินจากตรงนี้คงหายไป”  

“แต่ถ้าหากไม่ลงมือทำอะไร คิดว่าเมื่อกลับแข่งอีก 5 เดือนข้างหน้า ทุกอย่างคงเหมือนเดิม ทีมเหล่านั้นก็คงประคับประคองสโมสรไปได้ ด้วยความลำบากแน่ๆ” 

‘บ้าน’ : สถานที่สร้าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ให้เป็นปีศาจแห่งความสุข

บ้านควรจะเป็นที่ที่คนหนึ่งๆ สามารถปลดเปลื้องความเหนื่อยล้า และน่าเบื่อจากการทำงานได้อย่างเต็มที่ … อยากทำอะไรก็ได้ทำ อยากกินอะไรก็ได้กิน เราเชื่อว่าหลายคนคิดเอาไว้แบบนั้น 

 

แต่สำหรับการจะเป็นยอดคนนั้นมันมีอะไรที่ซับซ้อนยิ่งกว่า เพราะการจะแลกมาซึ่งสิ่งนั้น “บ้าน” จะต้องกลายเป็นสิ่งที่สร้างความทรมาน เพิ่มความเหนื่อยล้า เกินกว่าหลายคนจะคิดเอาไว้ 

นี่คือเรื่องในบ้านของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ นักเตะที่ดีที่สุดในโลกที่เลือกจะลงทุนกับความทรมานแม้อยู่ในสถานที่ที่ควรได้ปลดปล่อย … เพื่อแลกกับบางสิ่งที่กำลังจะมาถึงในเร็ววัน

ติดตามเรื่องราวได้ที่นี่ 

 

ทัศนคติของเด็กอายุ 11 ขวบที่ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ 

นักฟุตบอลอาชีพคืออาชีพที่ได้เงินตอบแทนสูงในแบบที่มนุษย์เงินเดือนได้แต่ฝัน จนทำให้บางครั้งเมื่อเรามองไปยังนักเตะอาชีพคนไหนสักคนเราจึงได้แต่แอบพาลในใจว่า “เล่นก็ไม่เก่ง ทำไมเงินเดือนพวกนี้ถึงได้เยอะนัก” B7LZjJmCMAAEHl2

เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นอาจจะเป็นเพราะเราไม่ได้เห็นเบื้องหลังหรือสิ่งที่พวกเขาทำ เพราะนักฟุตบอลจะปรากฎตัวและทำงานของเขาให้พวกเราดูก็ต่อเมื่ออยู่ในการแข่งขันเท่านั้น บางเกมพวกเขาเล่นไม่ได้เรื่อง บางเกมฟอร์มแย่ และสร้างข้อผิดพลาดมากมายจนทำให้แฟนบอลอดสงสัยในความสามารถของเขาไม่ได้

และถึงแม้มันจะดูไม่ยุติธรรมนักที่จะตัดสินใครบางคนในเวลาแค่ 90 นาที แต่นี่คือหนึ่งในหน้าที่ของนักเตะอาชีพ พวกเขาต้องรับผิดชอบกับผลงานที่เกิด และพร้อมรับคำวิจารณ์ โดยที่ไม่สามารถตอบโต้ด้วยคำพูดได้ … และต่อให้พวกเขาคิดจะเถียงมันก็ไม่เกิดผลดีอะไรเลย เพราะการเอาชนะแฟนบอลด้วยฝีปาก ไม่สามารถช่วยให้อะไรดีขึ้นได้ 

มาถึงจุดนี้สิ่งที่ยากที่สุด และสามารถตอบกลับคำวิจารณ์เหล่านี้ได้ดีที่สุดคือ “พัฒนาการ” นักเตะอาชีพต้องแสดงสิ่งนี้ให้แฟนๆ ได้เห็น และเมื่อวันหนึ่งพวกเขาพยายามมากพอ เสียงวิจารณ์เหล่านั้นก็จะหายไปเอง … หากจะบอกว่านักเตะคนไหนคือคนที่ทำให้เห็นภาพของความรับผิดชอบและการพัฒนาตัวเองได้ดีที่สุด แน่นอนว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คือหนึ่งในนั้น 

ทุกวันนี้ โรนัลโด้ คือตัวแทนของนักเตะที่มุมานะ และกระหายความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งบนโลกใบนี้ แต่หากย้อนกลับไป ทุกคนรู้ดีว่าเขาเคยเป็นที่ไม่พอใจของแฟนๆ มาก่อน เรื่องนี้ไม่ได้เริ่มตั้งแต่ตอนที่เขาอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่มันเริ่มตั้งแต่ที่เขายังเป็นเด็กชายวัย 11 ปีชาวโปรตุเกส และลงเล่นในเกมขำๆ สำหรับเด็กท้องถิ่นอยู่เลยด้วยซ้ำ 

“ย้อนกลับไปตอนอายุ 11 ปี ผมจำได้แม่นยำ ผมได้ยินเด็กสองคนคุยกันและบอกว่า ทักษะของผมยอดเยี่ยมในระดับปีศาจ ตอนนั้นผมฟังมันและปลื้มมาก” โรนัลโด้ เล่าให้ The Players’ Tribune  

ทุกคนรู้ว่าเขาเก่งมากหากมองในแง่ทักษะต่างๆ ไม่มีเด็กรุ่นเดียวกันคนไหนจับเขาได้ และความจริงเขาน่าจะพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ จนกระทั่งเขาได้ยินว่าตัวเองเป็นคนที่มีจุดอ่อน และถูกทำนายว่าจะเป็นได้แค่ “เด็กเก่ง” แต่เมื่อโตขึ้นจะต้องเจอกับปัญหาใหญ่ ในเกมที่ไม่จำกัดอายุเขาจะเอาตัวไม่รอด เพราะตัวของเขานั้นเล็กเกินไป 

“มีแต่คนบอกแบบเด็กสองคนนั้นตลอดเวลา แม้แต่โค้ชในทีมก็พูดแบบนั้นกับผม แต่ครั้งหนึ่งผมได้ยินพวกเขาพูดในสิ่งที่ต่างออกไป และจากนั้นก็ได้ยินมากขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นคำพูดที่บอกว่า ‘ใช่เขาเก่งจริงๆนั่นแหละ แต่โชคร้ายที่เขาตัวเล็กเกินกว่าจะทำอะไรได้ดีกว่านี้'” และประโยคปรามาสแบบนั้นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาตัดสินใจทำในสิ่งทีเด็กคนอื่นๆ ไม่ทำ 

ในขณะที่ในช่วงวัยนั้นฟุตบอลควรจะเป็นกิจกรรมที่ทำให้เกิดความสุขและความสนุก แต่โรนัลโด้ส่ายหัวกับความคิดนั้น คำปรามาสยังฝังใจและเขาก็ใจกว้างพอที่จะสำรวจตัวเองว่าอันที่จริง เขาก็ตัวเล็กอย่างที่มีคนบอก และทางแก้เดียวคือเขาต้องทำให้ตัวเองมีร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้น 

“ทุกอย่างที่คนอื่นพูดคือเรื่องจริง ผมตัวผอม ไม่มีกล้ามเนื้อเลย ตั้งแต่วันนั้นผมตัดสินใจเปลี่ยนตัวเองใหม่ ในวัย 11 ปี ผมรู้ดีว่าผมเป็นเด็กที่เก่งมาก แต่ผมอยากจะพยายามให้หนักมากกว่าคนอื่นๆ ผมเลยหยุดเล่นสนุกเหมือนเด็ก หยุดทำตัวเหมือนเด็ก และตั้งใจว่าจะทุ่มเทฝึกทุกด้านจนผมกลายเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลก” โรนัลโด้ กล่าว

นั่นคือทัศนคติของเด็กอายุ 11 ขวบ ที่พร้อมจะทำทุกอย่าง และที่ยอดเยี่ยมคือเด็กคนนี้ไม่ได้พูดเล่นๆ ความกระหายของเขาคือของจริง ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน เขาคิดอยู่เสมอว่าจะต้องกลายเป็นที่ยอมรับของทุกคนให้ได้ 

โรนัลโด้ เริ่มฝึกจริงจัง เล่นจริงจัง ใส่เต็ม 100% ทุกครั้ง จนถึงขนาดที่ว่าตอนที่เขาลงเล่นในเกมระดับอายุไม่เกิน 17 ปี โดโลเรส คุณแม่ของเขาไม่กล้ามาดู โรนัลโด้ ลงแข่งในสนาม เพราะเธอกลัวว่าลูกชายจะเจ็บหรือตายไปจริงๆ แม่ของ โรนัลโด้ เครียดมากจนต้องกินยาระงับประสาทเลยทีเดียว

“ผมเองก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้มันมาจากไหน แต่มันดังในหัวใจของผมอยู่ตลอด มันเหมือนกับความหิวกระหายที่กินเข้าไปเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม เมื่อผมลงเล่นและแพ้ผมจะกระหายขึ้นอีก และเมื่อชนะผมก็อยากจะชนะให้มากกว่าเดิม นั่นคือสิ่งที่เดียวที่ผมอธิบายถึงตัวเองได้” 

 

บ้านแห่งความทรมาน 

“ผมเริ่มแอบออกจากหอพักตอนกลางคืน เพื่อไปออกกำลังกายเพิ่มให้ตัวของผมใหญ่ขึ้น” ไม่มีความลับใดที่ทำให้เขายอดเยี่ยมได้อย่างทุกวันนี้ นอกจากทัศนคติของเขาเอง 40092697_10156687850757164_1740727146734682112_n

ช่วงที่เป็นนักเตะเยาวชนของ สปอร์ติ้ง ลิสบอน โรนัลโด้ ทำแบบที่เขาบอกเป็นประจำ แม้มันจะดีต่อตัวเขา แต่มันก็ยังไม่สุด เหตุผลเพราะว่าห้องฟิตเนสของสโมสรมี เปิด-ปิด เป็นเวลา วันไหนที่เขาออกจากหอพักช้าเขาจะหมดสิทธิ์ใช้โรงยิมไปโดยปริยาย ดังนั้นเมื่อถึงวันหนึ่งที่เขามีบ้านเป็นของตัวเอง บ้านที่หลังใหญ่มากพอจะใส่อุปกรณ์ออกกำลังกายต่างๆ เข้าไป เขาจึงเนรมิตอย่างเต็มที่ราวกับเป็นการระบายความเก็บกดในวัยเด็ก ที่หาเวลาออกกำลังกายแบบตามใจได้น้อยกว่าความต้องการของตัวเอง 

เป็นที่รู้กันดีว่าเมื่อ โรนัลโด้ ย้ายมาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เขาก็กลายเป็นนักเตะที่มีรายรับเพิ่มขึ้น และเรื่องมันคล้ายๆ กับตอนที่เขาอายุ 11 ขวบ เพราะการเริ่มต้นกับฟุตบอลอังกฤษนั้นเป็นไปอย่างยากลำบาก ร่างกายที่เขาคิดว่า “แข็งแกร่ง” สำหรับเล่นในโปรตุเกส กลับยังไม่พอเมื่อมาเล่นในอังกฤษ เรื่องนี้ทางสโมสรก็รู้ดีและจับ โรนัลโด้ เข้ายิมมากขึ้น แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ โรนัลโด้ เชื่อว่า “ยังได้อีก” เมื่อซ้อมกับทีมเสร็จและแยกย้ายกลับบ้าน เขาเลือกที่จะฝึกเองเพิ่มเติมที่บ้าน บ้านหลังที่เขาใส่อุปกรณ์ฟิตเนสครบเซ็ต นอกจากนี้ยังมีทั้งสระว่ายน้ำ, อ่างจากุชชี่ที่ปรับอุณหภูมิน้ำได้ตามต้องการ และห้องซาวน่าสำหรับผ่อนคลาย ทุกอย่างถูกสร้างขึ้นมาไม่ใช่แค่มีไว้เพื่อโก้ๆ ให้ดูเป็นบ้านสตาร์นักเตะ แต่มันคือสิ่งของที่เขาใช้ทำกิจกรรมเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองทั้งนั้น

บ้านหลังนี้เป็นเหมือนกับบ้านของปีศาจ ซึ่งแม้แต่เพื่อนร่วมทีมอย่าง ปาทริซ เอฟร่า ยังเคยเล่าถึงการไปเยือนบ้านของ โรนัลโด้ ว่าคือฝันร้ายอย่างแท้จริง เพราะ โรนัลโด้ จ้องจะฝึกเพิ่มเติมตลอดเวลา ซึ่งแม้จะมีนักเตะหลายคนที่ทำแบบนั้น แต่ เอฟร่า ยืนยันว่ากิจกรรมยามอยู่กับบ้านของ โรนัลโด้ เหมือนไม่ใช่คน แต่เหมือนกับเครื่องจักรที่ไม่เคยหยุดฝึกซ้อมเลย 

“ผมฝากเตือนถึงทุกคนเลยนะถ้า โรนัลโด้ ชวนคุณไปบ้านเขาให้ตอบว่าอย่าไป … เพราะเขามันคือเครื่องจักรดีๆ นี่เอง ไม่มีสักครั้งที่เขาคิดจะหยุดฝึกซ้อมเลย” เอฟร่า กล่าว 

สิ่งที่ เอฟร่า พูดนั้นอาจจะดูเว่อร์วัง เพราะคนอะไรจะฝึกได้ตลอดเวลาไม่ยอมหลับยอมนอนแบบที่เขาว่า แต่ โรนัลโด้ ทำแบบนั้นจริง เขาฝึกร่างกายเสร็จแล้ว เมื่อขึ้นเตียงนอนเขาก็ยังฝึกการพักผ่อนด้วย …

โรนัลโด้ ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเป็นอย่างมาก และสิ่งที่ให้พลังงานและทำให้กระปรี้กระเปร่าได้ที่สุดก็คือการนอนนั่นเอง แต่ถึงอย่างนั้นการนอนของ โรนัลโด้ ก็ยังแปลกประหลาดกว่านักเตะคนอื่น 

นิค ลิตเติลฮาส “ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอน” (ฟังดูแปลกแต่มีอาชีพนี้จริงๆ) คือคนที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จ้างให้มาดูแลเรื่องการนอนของนักเตะในทีม ปีศาจแดง เพราะเชื่อว่าการนอนที่มีประสิทธิภาพจะนำมาซึ่งร่างกายที่แข็งแกร่ง

ลิตเติลฮาส เล่าว่า โรนัลโด้ สามารถปฎิบัติตามโปรแกรมการนอนที่ได้สุขลักษณะที่แท้จริงได้ ว่ากันว่า โรนัลโด้ นั้นใช้การ “งีบหลับ” ประมาณ 5 ครั้งต่อ 1 วัน โดยการงีบ 1 ครั้งจะใช้เวลาครบรอบ Sleep Cycle อยู่ที่ 90 นาทีเป็นอย่างน้อย ซึ่งถ้าหากทำได้ครอบตาม Sleep Cycle ร่างกายจะสามารถ “ฟื้นคืน” ได้ดีกว่าการนอนหลับยาวๆ 8 ชั่วโมงรวดด้วยซ้ำ  22780612_10155903285117164_4547435837174857302_n

เพียงแต่ว่ามันไม่ได้ทำกันง่ายๆ การจะนอนให้ได้ประสิทธิภาพเช่นนี้ จำเป็นจะต้องมีรายละเอียดเล็กๆน้อยเคร่งครัดมาก อาทิ การทำที่นอนให้นุ่มพอดีกับน้ำหนักตัว ใช้ผ้าปูที่สะอาดและเปลี่ยนใหม่ตลอด ที่นอนต้องได้ระดับความสูงมากกว่า 10 เซนติเมตรขึ้นไป และที่สำคัญที่สุดและยากที่สุดในยุคนี้คือ “การตัดขาด” จากโทรศัพท์มือถือ และ โทรทัศน์ ออกไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่แค่ตอนที่อยู่บนเตียงเท่านั้น แต่จะต้องตัดขาดการสื่อสารเป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาที เพื่อทำให้สมองโล่งและพร้อมที่จะพักผ่อนอย่างเต็มรูปแบบมากที่สุด

ฝึกก็เต็มที่ นอนก็เต็มที่ แน่นอนว่าเรื่องกินก็ต้องเต็มที่เช่นกัน ส่วนนี้เราคงไม่ต้องอธิบายกันเยอะ เอาเป็นว่าโรนัลโด้กินทุกอย่างที่มีประโยชน์และเหมาะกับสรีระของเขา ปลาเนื้อขาว, เนื้ออกไก่, โยเกิร์ตไขมันต่ำ, อะโวคาโด้, ชีส, แฮม และ ขนมปังปิ้ง อะไรเทือกนี้ๆ แต่ทุกอย่างถูกคำนวนอย่างเหมาะสมว่า เมื่อไหร่จะกินได้เท่าไหร่ ซึ่งโรนัลโด้แก้ปัญหาเรื่องการคิดคำนวนด้วยการจ้างนักโภชนาการส่วนตัวไว้เรียบร้อย ดังนั้นทุกมื้อของโรนัลโด้ ไม่ว่าจะที่บ้านหรือที่ไหน ก็ล้วนแต่เป็นมื้ออาหารที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและปริมาณที่เหมาะสมเสมอ 5afd7e181ae66272008b480f

“กินเป็นประจำ” โรนัลโด้ กล่าว “เมื่อคุณฝึกหนัก ก็ต้องเติมพลังงานเข้าไปให้ร่างกายมีประสิทธิภาพ บางครั้งผมกินอาหารมื้อเล็กๆ วันละ 6 มื้อ เพื่อให้แน่ใจว่าพลังงานที่ได้มันเพียงพอต่อการทำงานของร่างกายผมแต่ละครั้ง” 

ทั้งหมดนี้เริ่มขึ้นในบ้านของเขาทั้งนั้น … นี่คือสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ เพราะเราทุกคนต่างก็เชื่อว่า “บ้าน” คือที่ที่ทำให้เราแสดงความเป็นตัวเองได้มากที่สุด เราสามารถกินอาหารแบบตะกละตะกลาม นอนกรนดังสนั่น ยกสำรับข้าวขึ้นมากินบนห้องนอน เปิดโทรทัศน์ดังไปสามบ้านแปดบ้าน หรืออะไรก็ตามแต่ได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีใครว่า ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครไม่รักความสบาย และชอบความผ่อนคลายทั้งนั้น  

แต่โรนัลโด้ กลับทำได้ เขาไม่เคยมีช่องว่างให้กับการผ่อนคลาย เข้มงวดกับตัวเองตลอดไม่ว่าจะทำอะไร แม้จะอยู่ในบ้านที่ไม่มีใครเห็นว่าเขาทำอะไร แต่โรนัลโด้ไม่เคยโกหกตัวเอง เขายังทำเรื่องน่าเบื่อ (ในสายตาคนทั่วไป) ซ้ำๆ อยู่อย่างนั้นเป็นสิบปี … ซึ่งคำตอบก็ชัดเจนดีว่าเขาได้อะไรกลับมา ในวัย 35 ปี โรนัลโด้ ยังเล่นฟุตบอลได้แข็งแกร่ง ปราดเปรียว เหมือนกับเด็กอายุ 20 ปีไม่มีผิดเพี้ยน

“จงมีระเบียบวินัย รักษาแรงจูงใจที่มีเอาไว้ตลอดเวลา และอย่าหย่อนยานกับกิจวัตรประจำวันที่คุณต้องทำ สำหรับผมผมไม่เคยเหลาะแหละ ผมพยายามบังคับตัวเองให้เข้มงวดตลอดเวลา” โรนัลโด้ กล่าว 

 

บ้านสร้างความสุข 

แม้หลายท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะคิดว่า โรนัลโด้ คือเครื่องจักรที่ไร้หัวใจไปเสียแล้ว ทุกอย่างที่เขาทำในบ้านของตัวเองคือการทรมานตัวเองเพื่อแลกกับความสำเร็จในอาชีพ แล้วแบบนี้จะมีความสุขที่แท้จริงได้หรือ? 

คำตอบคือ “ขึ้นอยู่กับว่าความสุขของแต่ละคนนั้นมีความหมายว่าอย่างไร” … โรนัลโด้ เองมีความสุขกับชีวิตที่มีวินัยแบบนี้ เขามีเงินทองมากมายพอที่จะทำอะไรก็ได้ ซื้ออาหารที่อร่อยแค่ไหนก็ได้ ซื้อเครื่องดื่มเกรดดี จัดปาร์ตี้ในบ้านราวกับเป็นงานคาร์นิวาลก็ยังไหว แต่โรนัลโด้ เลือกที่จะไม่ทำอย่างนั้น … เพราะเขาเชื่อว่าความสุขที่แท้จริงคือสิ่งเล็กๆ รอบตัวที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ได้อยู่กับคนที่รัก ได้ผ่อนคลายในเวลาที่ร่างกายและจิตใจต้องการมัน แค่นี้ก็มากพอ

“การฝึกหนักและการฟิตร่างกายคือสิ่งสำคัญที่สุด แต่การใช้ชีวิตในแง่มุมของความผ่อนคลายจะทำให้คุณกลายเป็นคนที่ยอดเยี่ยม เพราะนั่นเท่ากับว่าคุณเป็นคนที่แข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ ผมใช้เวลาว่างกับครอบครัว เพื่อนฝูง กับคนที่ผมรัก และนั่นก็มากพอแล้วที่ทำให้ผมมีความสุขกับสิ่งนั้นและมันช่วยสร้างทัศนคติที่ดีได้”  28279620_10156251521477164_2046851769016992200_nทุกวันนี้ โรนัลโด้ มีครอบครัวใหญ่ เขามีลูก 4 คน และภรรยาอีก 1 คน กิจกรรมที่ โรนัลโด้ แชร์บนโซเชี่ยลมีเดียของเขาทุกวันนี้ล้วนมีแต่เรื่องราวของครอบครัวเสมอ เช่นการเข้าโรงยิม (ในบ้าน) พร้อมกับลูกชายคนโต “คริสเตียโน่ จูเนียร์” การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เช่นเต้นแอโรบิคพร้อมกับภรรยา หรือแม้กระทั่งการนอนดูโทรทัศน์ในอิริยาบถสบายๆ แต่ก็ยังไม่วายมีกิมมิคเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพซ่อนอยู่เพราะระหว่างที่เขาดูนั้นภรรยาของเขาก็ใช้เครื่องนวดกล้ามเนื้อต้นขาให้ … ทุกสิ่งที่เขาเปิดเผยให้โลกได้รับรู้ตอนนี้คือการมีครอบครัวที่อบอุ่น ทำให้เขามีชีวิตที่ดีขนาดไหน และเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงอยู่บนจุดสูงสุดในอาชีพได้แม้เวลาจะผ่านมาเกือบ 20 ปีแล้วก็ตามCristiano-Ronaldo-Instagram-La-famiglia-bianconera

แม้ทุกคนภายนอกจะมองว่าบ้านสำหรับ คริสเตียโน่ คือ “บ้านสร้างปีศาจ” ที่ไม่ต่างอะไรกับสถานที่ทำงาน … แต่ทุกอย่างบนโลกนี้ล้วนมีราคาที่ต้องแลกมา โรนัลโด้ ยอมใช้ความมุ่งมั่น ความเหนื่อยล้า เข้าแลกกับความยากลำบากเหล่านี้ จนทำให้เขาได้อีกสิ่งหนึ่งกลับมา ซึ่งนั่นก็คือ บ้านที่มอบความรัก, ความอบอุ่น และความปลอดภัย บ้านที่ทุกคนในบ้านกินอิ่มนอนหลับ และมีชีวิตที่หลายคนได้แต่เฝ้าฝันถึง

และในวันที่ โรนัลโด้ เลิกเล่นฟุตบอล เขาก็จะได้คำตอบว่าสิ่งที่แลกไปนั้นคุ้มขนาดไหน เขาจะถูกกล่าวขานเป็นตำนานโลกลูกหนังแบบไม่รู้จบ และมันจะเกิดขึ้นไปพร้อมๆ กับครอบครัวที่มีความสุขอีกด้วย … 

ความสัมพันธ์แบบสุดแค้นแต่แสนรักของ ‘มาริโอ บาโลเตลลี’ และ ‘โรแบร์โต มันชินี’

“ความสัมพันธ์ของผมและมันชินีเหรอ สมบูรณ์แบบเลย”

“มีคนรักก็ย่อมมีคนเกลียด” คือหนึ่งในสัจธรรมสุดคลาสสิคของโลกใบนี้ แต่สำหรับ โรแบร์โต มันชินี กุนซือทีมชาติอิตาลีคนปัจจุบัน … มาริโอ บาโลเตลลี น่าจะเป็นแค่ไม่กี่คนที่ “มันโช” ทั้งรักและเกลียดไปพร้อมกัน 

เพราะเขาเองคือคนที่ให้โอกาส บาโลเตลลี มาตั้งแต่ยังเป็นนักเตะเยาวชน แต่ตัวเขาเองก็คือคนที่ทะเลาะกับนักเตะรายนี้จนถีบส่งเขาออกจากทีม 

พบกับความสัมพันธ์ที่ยากจะอธิบายของพวกเขาทั้งสองคนไปพร้อมกับเรา

รักแรกพบ 

จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่ คงต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2007 ที่ โรแบร์โต มันชินี และ มาริโอ บาโลเตลลี ได้มีโอกาสร่วมงานกันเป็นครั้งแรก หลัง อินเตอร์ มิลาน ดึงตัวเด็กหนุ่มวัย 17 ปี มาจาก ลูเมซซาเน สโมสรในเซเรีย ซี 1 113731583-b70ce111-ddd7-47b5-9f4f-ebdc73850646

มันคือฤดูกาลที่ 4 ของมันชินี ในฐานะกุนซือใหญ่ของอินเตอร์ ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งจะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการพาพลพรรคงูใหญ่ คว้าแชมป์เซเรียอา 2 สมัยติดต่อกันในฤดูกาล 2005-06 (ได้แชมป์หลัง ยูเวนตุส ถูกริบแชมป์และปรับตกชั้นจากคดี กัลโชโปลี) และ 2006-07 

และดูเหมือนว่า มันชินี จะถูกใจเด็กหนุ่มคนนี้ตั้งแต่แรกพบ เมื่อเขามองว่า บาโลเตลลี มีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมที่จะก้าวขึ้นไปเป็นยอดดาวยิงในอนาคต ทั้งรูปร่างที่สูงใหญ่ ความเร็วที่ใช้ได้ บวกกับการจบสกอร์ที่เด็ดขาด 

อันที่จริง มาริโอ ก็มีดีกรีไม่ธรรมดา เพราะเขาประเดิมสนามให้ ลูเมซซาเน ในเซเรีย ซี 1 ตั้งแต่อายุ 15 ปี รวมทั้งเคยผ่านการทดสอบฝีเท้ากับ บาร์เซโลนา ทีมดังแห่งสเปน แม้จะไม่ผ่านการคัดตัวก็ตาม 

นั่นทำให้ มันชินี ตัดสินใจลองใช้งาน บาโลเตลลี ตั้งแต่ช่วงปรีซีซั่น และมาริโอ ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เมื่อจัดการเหมาคนเดียว 2 ประตู ช่วยให้ทีมไล่ถล่ม เชฟฟิลด์ เอฟซี 5-2 ในเกมกระชับมิตรฉลองครบรอบ 150 ปีของสโมสรจากเกาะอังกฤษที่ได้รับการรับรองว่า เป็นสโมสรฟุตบอลทีมแรกของโลก 

แม้ในช่วงแรก บาโลเตลลี จะถูกส่งไปเล่นในทีมชุดอายุไม่เกิน 19 ปี แต่ผลงาน 6 ประตูจาก 9 นัด ก็ทำให้ มันชินี ต้องดันเขาขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่เต็มตัว ก่อนจะได้ประเดิมสนามในเซเรียอาเป็นนัดแรกในเกมบุกชนะกายารี 2-0 ในเดือนธันวาคม 2007 

ก่อนที่ 3 วันต่อมา มันชินี จะให้โอกาสเขาได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเป็นครั้งแรกในเกมโคปปา อิตาเลีย ที่พบกับ เรจจินา และเขาก็ตอบแทนความไว้ใจด้วยการเหมายิงสองประตูช่วยให้ทีมเอาชนะไปได้ 4-1 

แต่ มาริโอ ไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น เมื่อเขาโชว์ทีเด็ด ยิงสองประตูช่วยให้ทีมบุกไปเอาชนะทีมใหญ่อย่าง ยูเวนตุส 3-2 ในโคปปา อิตาเลีย รอบก่อนรองชนะเลิศ นัดที่ 2 ที่ทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ

หลังจากนั้น บาโลเตลลี ก็ได้รับโอกาสจากมันชินี อย่างต่อเนื่อง ก่อนจะเบิกประตูแรกในลีกได้สำเร็จ ในเกมชนะอตาลันตา 2-0 และปิดฤดูกาล ด้วยผลงาน 7 ประตูจาก 15 นัดในทุกรายการ พร้อมก้าวไปถึงตำแหน่งแชมป์เซเรียอาได้อีกครั้ง suthkufuctjw0j7gjvwq

มันจึงกลายเป็นฤดูกาลที่ชื่นมื่นของพวกเขาทั้งสองคน เมื่อ บาโลเตลลี ได้มีโอกาสสร้างชื่อในดินแดนรองเท้าบู้ต ในขณะที่ มันชินี ก็พาอินเตอร์ คว้าถ้วย สคูเด็ตโต เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน 

แต่ช่วงเวลาแห่งความสุขก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว 

นักเตะเจ้าปัญหา 

แม้ว่าปีแรกของการร่วมงานกันระหว่าง มันชินี และ บาโลเตลลี จะจบลงด้วยความสำเร็จ แต่น่าเสียดายที่เวลาของทั้งคู่ช่างแสนสั้น เมื่อมันชินี ถูกอินเตอร์สั่งปลดในเดือนพฤษภาคมปี 2008 ก่อนแต่งตั้ง โชเซ มูรินโญ เข้ามาแทน 

และมันก็ส่งผลต่ออนาคตของ บาโลเตลลี ไม่น้อย เพราะแม้ว่าเขาจะทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่องในฤดูกาลที่ 2 กับอินเตอร์ แถมยังทำสถิติเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดของสโมสร ที่ยิงประตูได้ในเกมแชมเปียนส์ลีก 

เขามีปัญหากับ มูรินโญ บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเรื่องวินัยในการฝึกซ้อม กุนซือชาวโปรตุกีส มองว่า บาโลเตลลี ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทมากพอในการซ้อม และถึงขั้นถูกตัดออกจากทีมชุดใหญ่ชั่วคราวในปี 2009 

“สิ่งที่ผมกังวลคือ เด็กหนุ่มอย่างเขา ไม่สามารถซ้อมได้เท่านักเตะอย่าง ฟิโก้, คอร์โดบา หรือ ซาเน็ตติ ด้วยซ้ำ” มูรินโญ อธิบาย 1417025-img-sport-fotbal-italie-balotelli-inter-mourinho

นอกจากนี้ เขายังมีปัญหาในการควบคุมอารมณ์ บาโลเตลลี โดนใบเหลืองไปถึง 25 ใบใน 3 ปีแรกกับอินเตอร์ และถูกไล่ออกหนึ่งครั้งในเกม แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2009-10 ที่พบกับ รูบิน คาซาน ซึ่งเป็นใบแดงที่ทำให้ มูรินโญ ถึงกับควันออกหู 

“ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งตอนที่เราไปเล่นกับ คาซาน ในแชมเปียนส์ลีก เกมนั้นกองหน้าทุกคนของเราเจ็บกันหมด” มูรินโญ ย้อนความหลังกับ CNN

“ผมมีปัญหาจริงๆ และเหลือมาริโออยู่คนเดียว มาริโอ ได้ใบเหลืองไปแล้วในนาทีที่ 42 (ความจริง โดนใบเหลืองตั้งแต่นาที 20) และตอนที่เข้ามาในห้องแต่งตัวตอนพักครึ่ง ผมใช้เวลา 14 นาทีจาก 15 นาทีไปกับการคุยกับมาริโอ เพียงคนเดียว” 

“ผมบอกเขาว่า ‘ผมไม่สามารถเปลี่ยนคุณได้ ผมไม่มีกองหน้าอีกแล้วที่ข้างสนาม ดังนั้นอย่าแตะตัวใคร เล่นแค่บอลเท่านั้น ถ้าเสียบอลไม่ต้องทำอะไร ถ้ามีใครมายั่ว ไม่ต้องทำอะไร ถ้าผู้ตัดสินเป่าพลาด อย่าตอบโต้อะไร'” 

“เกิดอะไรขึ้นจากนั้น นาทีที่ 46 (ความจริงคือนาที 60) เขาโดนใบแดง” 

ปัญหาคาราคาซัง ที่มาจากนิสัยส่วนตัวทำให้ บาโลเตลลี ถูกขายออกจากทีมทันทีหลังจบฤดูกาล 2009-10 ซึ่งทีมงูใหญ่คว้า 3 แชมป์ และสโมสรที่เข้ามารับเขาก็เป็นใครไปไม่ได้นอกจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี ที่มี มันชินี อดีตเจ้านายเก่าคุมบังเหียนอยู่ 

มันชินี ยืนยันว่าแม้ว่า บาโลเตลลี จะมีนิสัยที่แปลกประหลาดกว่าคนอื่น แต่เขาเชื่อมั่นในศักยภาพของอดีตลูกทีมคนนี้ และพร้อมที่จะให้โอกาสเขาเสมอ ไม่ว่าจะผิดพลาดสักกี่ครั้งก็ตาม  

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าครั้งนี้เขาจะคิดผิด 

ความอดทนถึงขีดจำกัด 

12 สิงหาคม 2010 บาโลเตลลี ย้ายมาร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี อย่างเป็นทางการ ด้วยค่าตัวสูงถึง 21.8 ล้านปอนด์ แน่นอนว่ามันคือโอกาสที่ทำให้เขาได้ร่วมงานกับ มันชินี อีกครั้ง 

“สไตล์การเล่นของเขา เหมาะกับพรีเมียร์ลีก และเพราะว่าเขาอายุยังน้อย มันจึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ทำให้เขาได้พัฒนาตัวเอง” มันชินีกล่าวในวันเซ็นสัญญา  153211214-1ff958ee-f1b1-4343-bcad-dfedc8ee705d

“เขาเป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่งและน่าสนใจ แฟนซิตี้ น่าจะสนุกหากได้ดูเขาเล่น” 

บาโลเตลลี ทำผลงานได้ไม่เลวในสีเสื้อของ ซิตี้ เขายิงไป 30 ประตู จาก 80 นัดในทุกรายการ รวมไปถึงมีส่วนร่วมกับช่วงเวลาสำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการยิงสองประตู ช่วยให้ทีมบุกถล่ม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คา โอลด์ แทรฟฟอร์ด 6-1 ในฤดูกาล 2011-12 

นอกจากนี้เขายังเป็นคนจ่ายบอลให้ เซร์คิโอ อเกวโร ยิงประตูชัย ช่วยให้ทีมพลิกแซงเอาชนะ ควีนสพาร์ค เรนเจอร์ส 3-2 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ พร้อมเข้าป้ายผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรได้อย่างยิ่งใหญ่ในปีดังกล่าว

อย่างไรก็ดี แม้จะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่เขากลับสร้างความปวดหัวให้กับ มันชินี และเพื่อนร่วมทีมไม่น้อย ทั้งจากปัญหาเรื่องวินัย ความเอาแต่ใจตัวเอง และการควบคุมอารมณ์ จนส่งผลกระทบต่อสโมสรทั้งในและนอกสนาม 

ในฤดูกาลแรกที่ เอติฮัด สเตเดียม เขาเคยโชว์ฟอร์มเด็ด ด้วยการเหมายิง 2 ประตูตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรกในเกมพบ เวสต์บรอมวิช อัลเบียน แต่กลับมาโดนใบเหลืองสองใบในช่วงเวลาห่างกันไม่ถึง 3 นาที จนถูกไล่ออกในนาทีที่ 63 

ในขณะที่ปี 2011 เขาเคยก่อวีรกรรมเล่นพลุในบ้านตัวเองจนไฟไหม้ลุกลาม ที่ต้องเดือดร้อนให้หน่วยดับเพลิงเข้ามาจัดการ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนศึกดาร์บีแมตช์เมืองแมนเชสเตอร์ กับ แมน ยูไนเต็ด เพียงแค่วันเดียว และเหตุการณ์นี้เอง ที่นำมาซึ่งข้อความ “Why Always Me?” บนเสื้อตัวในที่เขาถกโชว์หลังยิงประตูใส่ทีมปีศาจแดงได้ในวันถัดมาmario-balotelli-manchester-city-why-always-me_sl8hlf897fvf1sg34d2thsblf

หรือก่อนหน้านั้นในช่วงปรีซีซันก่อนฤดูกาล 2011-12 เขาเคยโชว์ลูกตอกส้นยิงประตู ในเกมกระชับมิตรกับ แอลเอ กาแล็คซี (แถมยังหลุดกรอบอีกต่างหาก) ที่ทำให้มันชินี โกรธมาก จนถึงขั้นส่งตัวเขากลับบ้านทันทีหลังเกมนั้น 

“ผมหวังว่า นี่จะเป็นบทเรียนให้เขา ในฟุตบอล คุณต้องเป็นมืออาชีพเสมอ ต้องจริงจังทุกครั้ง และครั้งนี้เขาไม่ได้แสดงความเป็นมืออาชีพ เขาจำเป็นต้องเข้าใจพฤติกรรมของเขาว่ามันต้องดีในทุกเกม ไม่ใช่แค่ในรอบชิงหรือรอบรอง แต่ต้องทุกเกม” มันชินี กล่าวหลังเกม

“เขารู้ว่าเขาทำผิด ฟุตบอลควรต้องจริงจังอยู่เสมอ และถ้าคุณมีโอกาสทำประตู คุณควรทำ ถ้าคุณจริงจัง คุณจะได้เล่น 90 นาที ถ้าไม่ คุณก็ได้แค่มาและนั่งอยู่ที่ม้านั่งสำรอง มาริโอ ยังเด็ก ผมอยากช่วยเขา และนั่นก็คือตอนจบของมัน การเปลี่ยนตัวเขาออกหลังผ่านไป 30 นาที มันพอแล้วสำหรับการลงโทษ มันไม่ได้ง่ายสำหรับเขา แต่มันจะเป็นบทเรียน” 

อันที่จริง มันชินี คือกุนซือที่ให้โอกาส บาโลเตลลี มาตลอด เพราะเขาเชื่อว่าลูกทีมของเขาคนนี้ มีศักภาพดีพอที่จะพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นยอดนักเตะในอนาคต แต่สุดท้ายความอดทนของเขาก็มาถึงขีดจำกัด

มันเกิดขึ้นในเดือนมกราคม 2013 หลังผ่านพ้นปีใหม่มาเพียงไม่กี่วัน เมื่อ บาโลเตลลี เข้าปะทะกับ สก็อตต์ ซินแคลร์ แข้งดาวรุ่งแบบรุนแรงเกินเหตุ ในสนามซ้อม จนทำให้มันชินีไม่พอใจ ก่อนที่มันจะลุกลามจนเกือบเป็นการชกต่อยกัน 

“มันไม่ใช่อะไรที่เลวร้าย เรากำลังแข่งกัน มาริโอ เตะเพื่อนร่วมทีม และผมก็บอกไปว่า ‘กลับเข้าไป ออกไปจากสนาม’ เขาบอกว่า ‘ไม่’ ผมก็ไปเอาเสื้อเขามาและผลักเขาออกจากสนาม นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่มีอะไรพิเศษ” มันชินีอธิบายกับ The Guardian 

แม้ในตอนแรก มันชินี จะออกปกป้อง บาโลเตลลี และยืนยันว่ามันเป็นแค่การปะทะคารมธรรมดา แถมไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แต่สุดท้ายหลังจากนั้นไม่ถึงเดือน ดาวยิงอิตาลี ก็ถูกขายให้ เอซี มิลาน ด้วยค่าตัวราว 20 ล้านปอนด์ 

ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์อันยาวนานของทั้งคู่จะจบลงตรงนี้แล้วใช่ไหม? ไม่เลย มันไม่เคยเกิดขึ้นเลย 

สุดแค้นแสนรัก 

“ความสัมพันธ์ของผมและมันชินีเหรอ สมบูรณ์แบบเลย” บาโลเตลลี อธิบาย

แม้ว่า มันชินี จะเป็นคนส่ง บาโลเตลลี กลับไปอิตาลีหลังเหตุการณ์อื้อฉาว ที่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เผาผีกับอดีตลูกทีมรายนี้ แต่ในความเป็นจริง เขาไม่ได้ผูกใจเจ็บหรือคิดแค้นอะไรขนาดนั้น  

ไม่เพียงแต่ไม่โกรธเท่านั้น เขายังรักและเชื่อมั่นในความสามารถของ บาโลเตลลี และมองว่าการที่ ดาวยิงสุดเกรียน กลับไปอิตาลี น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการพัฒนาฝีเท้า สำหรับนักเตะที่มีคาแร็คเตอร์ที่ควบคุมได้ยากอย่างเขา 

“ผมว่ามันเป็นโอกาสที่ดีสำหรับมาริโอ ที่จะกลับไปอิตาลี ผมเสียใจมากเพราะว่าเรารักเขาในฐานะคนคนหนึ่งและผู้เล่นคนหนึ่ง” มันชินีกล่าวหลังบาโลเตลลีย้ายไปร่วมทีมมิลาน  160613671_crop_north

“เราเสียใจมากจากเรื่องนี้ ผมคิดว่าเขาคงคิดถึงผม ไม่ใช่แค่ผม แต่นักข่าวทั้งหมดที่นี่ สำหรับคุณ เขาสำคัญมาก” 

และมันก็ชัดเจนว่า ความรักของ มันชินี ต่อ บาโลเตลลี นั้นไม่เคยเสื่อมคลาย ไม่ว่าอดีตลูกทีมของเขาคนนี้จะเคยก่อเรื่องไว้แค่ไหน เพราะหลังจากนั้นในปี 2018 มันชินี ก็ยืนยันว่าเขาพร้อมจะให้โอกาสอดีตลูกทีมคนนี้ในทีมชาติอิตาลี ที่เขาเป็นหัวเรือใหญ่ 

“ผมคิดว่าผมสามารถเป็นคนที่นำอิตาลี กลับมาอยู่กับร่องกับรอยได้” มันชินีกล่าวในวันรับตำแหน่ง 

“แน่นนอนว่าผมจะคุยกับ บาโลเตลลี เช่นกัน” 

มันคือความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งเกลียด (love-hate relationship) บางครั้งพวกเขาก็เหมือนศัตรูกัน แต่บางครั้งพวกเขาก็สนิทกันราวกับเป็นพ่อลูกบุญธรรม และมันก็เป็นแบบนี้สลับกันไปมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 

เซร์คิโอ อเกวโร หนึ่งในนักเตะที่เคยร่วมงานกับพวกเขาทั้งสองคนที่ แมน ซิตี้ คือคนที่ยืนยันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี เขาเล่าว่าครั้งหนึ่งพวกเขาเคยด่าทอกันอย่างหยาบคายในสนามซ้อม แต่หลังจากนั้นไม่นานก็จับมือคืนดีราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

“ความสัมพันธ์ของเขาและมันชินี มักจะทำให้ผมยิ้ม” ดาวยิงแมนซิตี้ กล่าวใน Born to Rise หนังสืออัตชีวประวัติส่วนตัวของเขา balotelli2_2444456b

“พวกเขาทะเลาะกันเหมือนหมากับแมวในระหว่างการซ้อม และหลังจากนั้นก็เดินออกไปด้วยการโอบไหล่กันและกัน พวกเขาอาจจะด่าว่าหรือตะโกนใส่กัน แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็เหมือนพ่อลูกกัน” 

“บ่อยครั้งที่เราแข่ง 5 ต่อ 5 ในการซ้อม และมันชินีมาเล่นด้วย แน่นอนว่าฝ่ายตรงข้ามต้องเป็นมาริโอ พวกเขาต่างยั่วกันและกัน เขาบอกมาริโอ และคนอื่นว่าเขาไม่ใช่ผู้จัดการในเกมนี้ เป็นแค่ผู้เล่นคนหนึ่ง” 

“เขาบอกว่า เราควรพูดในสิ่งที่เราต้องการกับเขา และมันโอเค ดังนั้นเมื่อเกมเริ่มขึ้น มันชินี และมาริโอ ต่างเป็นคู่แข่ง พวกเขาใส่กันไม่ยั้ง และตะโกนด่าว่ากัน พอหมดเวลา มันชีนีก็พูดว่า ตอนนี้ฉันเป็นผู้จัดการทีมพวกนายอีกครั้งแล้ว ตอนนี้”

“มาริโอยังพูดว่า ‘แกมันโคตรอ่อนเลยตอนเป็นนักเตะ และมันก็ง่ายกว่าตอนนี้มาก’ มันชินีบอกว่า ‘ตอนนี้แกยังเล่นไม่ได้เลย’ มันฟังดูการ์ตูนมากๆ”  

“มาริโอ จะหายไปและคร่ำครวญอยู่สองสามวัน เขาเหมือนกับเด็กเล็กๆ คนหนึ่ง ผมคิดถึงเขาเพราะว่า แม้ว่าเขาจะบ้าหน่อยๆ แต่เขาก็มีคาแรคเตอร์อันยอดเยี่ยมที่ควรมีในห้องแต่งตัว” mancini-balotelli_47hp5gjxfkfn1rgg24dnei6ku

หรือแต่ตอนที่ มันชินี ให้สัมภาษณ์กับ L’Equipe สื่อชื่อดังของฝรั่งเศส เมื่อปี 2016 เขายังอดไม่ได้ที่จะชื่นชมอดีตลูกทีมของเขารายนี้ แถมยังแสดงความห่วงใย พร้อมอวยพรให้บาโลเตลลี โชคดี ทั้งที่พวกเขาต่างจากกันแบบไม่สวยงามนัก 

“เขาเป็นเด็กดี ด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง และสุภาพ เขาเป็นคนที่น่านับถือมากในความคิดของผม” มันชินี กล่าวกับ L’Equipe

“บางครั้ง เขาก็ทำให้คุณตื่นเต้น แต่มันยากที่ไม่อยากให้เขาประสบความสำเร็จ ผมมีความสุขกับเขา เพราะทุกอย่างกำลังไปได้ดีกับนีซ” 

เขาเพิ่งอายุ 26 แต่อาชีพมันผ่านไปอย่างรวดเร็ว คุณไม่สามารถทิ้งพรสวรรค์ที่พระเจ้าให้มาอย่างเสียเปล่า ผมนึกถึงอาเดรียโน ผมเคยเป็นโค้ขให้เขาที่อินเตอร์ เขาสุดยอดมาก แต่เขาก็สูญเสียทางเดินของตัวเอง” 

วนไปวนมา

แม้กระทั่งทุกวันนี้ ทั้งคู่ยังคงมีความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งเกลียด เพราะแม้ว่า มันชินี จะยืนยันว่าเขาให้โอกาส บาโลเตลลี ในทีมชาติอิตาลีเสมอ จนทำให้ดาวยิงผู้นี้ถูกเรียกมาติดธงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีในปี 2018 สมัยค้าแข้งกับ นีซ แต่หลังจากนั้น เขาก็เริ่มหมดความอดทนอีกครั้ง   

เดือนสิงหาคม 2019 มันชินี ยอมรับว่าเขาเริ่มหมดแรงกระตุ้นต่อบาโลเตลลี เมื่อเขารู้สึกว่าเจ้าตัวพยายามไม่มากพอ และเอื่อยเฉื่อยจนเกินไป จนทำให้ไม่ถูกเรียกติดทีมชาติอีกเลยนับตั้งแต่ปี 2018 

“ผมรักเขา แต่สำหรับเขา ผมไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว เขาต้องคิดได้แล้วว่าเขาอยู่ช่วงกลางของอาชีพ และเขายังมีอะไรต้องให้อีกมากมาย ถ้าเขาต้องการ” มันชินี กล่าวกับ Gazzetta dello Sport 

แน่นอนว่าฟังดูเหมือนว่า มันชินี จะตัดหางปล่อยวัด บาโลเตลลี อีกแล้ว แต่ไม่ใช่ เพราะล่าสุดเมื่อต้นเดือนเมษายน 2020 ที่ผ่านมา แม้จะรู้สึกหงุดหงิดกับฟอร์มการเล่นของ “ซูเปอร์ มาริโอ” ซึ่งปัจจุบันค้าแข้งกับ เบรสชา แต่ก็ยอมรับว่าประตูในทีมชาติยังคงเปิดกว้างสำหรับทุกคน รวมไปถึงเขา  

“ในเรื่องคุณภาพเขาเคยมีและยังมีอยู่ มาริโอเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุด” มันโช เผยกับ Sky Sport Italia  

“แต่มันไม่พอ เขาไม่ได้มีผลงานที่ดีมากนักกับเบรสชาในปีนี้ และเขาก็รู้ ผมหวังว่าเขาจะกลับมาเป็น มาริโอ ตอนเล่นให้ซิตี้ หรือยูโร 2012 ประตูทีมชาติเปิดกว้างสำหรับทุกคน” 

จริงอยู่ แม้ว่าในมุมหนึ่งความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ดูเหมือนว่า มันชินี “เจ็บไม่จำ” กับการกระทำของ บาโลเตลลี แต่ในมุมหนึ่ง มันคือความเชื่อและศรัทธา ต่อนักเตะคนหนึ่ง ที่มีมาตลอดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

และในขณะเดียวกัน มันก็แสดงให้เห็นถึงความรักและความหวังดีของ มันชินี ที่มีให้ บาโลเตลลี อย่างไม่เสื่อมคลาย 

“ผมรู้จักมาริโอ และผมก็รักเขา ผมให้มาริโอ ลงเล่นตั้งแต่เขายังเป็นเด็กหนุ่ม ดังนั้นผมจึงรู้จักเขาเป็นอย่างดี” มันชินีพูดถึงศิษย์รักของเขา

เหตุใดนักเตะบางคนเป็นสุดยอดตัวสำรอง แต่ไม่ได้รับโอกาสให้เป็นตัวจริง?

“ซุปเปอร์ซับ” คือ คำศัพท์ในกีฬาฟุตบอล ใช้เรียกผู้เล่นที่เป็นตัวสำรอง และเมื่อได้รับโอกาสเปลี่ยนตัวลงสนาม มักทำผลงานได้ดี สามารถทำประตู หรือเปลี่ยนเกมได้ตามที่โค้ชต้องการ

 

โอเล กุนนาร์ โซลชา, เอดิน เซโก, ดีว็อค โอริกี, ฮาเวียร์ เออร์นานเดซ, โซโลม็อง กาลู หรือแม้กระทั่ง ชาตรี ฉิมทะเล พวกเขาล้วนเป็นนักฟุตบอล ที่ถูกจดจำ ในฐานะนักเตะซุปเปอร์ซับจอมเปลี่ยนเกม

การได้ชื่อว่าเป็น สุดยอดตัวสำรอง แสดงว่า พวกเขาย่อมต้องมีดี มากกว่าผู้เล่นบนม้านั่งทั่วไป มิเช่นนั้น คงไม่ได้รับการสรรเสริญ ด้วยคำนี้จากสื่อและแฟนบอล

อย่างไรก็ตาม การเป็นสุดยอดนักเตะตัวสำรอง คือ สิ่งที่แฟนบอลหลายคนคลางแคลงใจ นักเตะพวกนี้ คือ ตัวสำรองชั้นเลิศ แต่พวกเขาดีพอหรือเปล่าที่จะเป็นตัวจริง? ทั้งที่เก่งขนาดนี้ เหตุใดจึงทำได้เพียงแค่ รอโอกาสอยู่บนม้านั่งสำรอง

ซุปเปอร์ซับ ต้องเก่งถึงจะเป็นได้

“โค้ชฟุตบอลทุกคน ในระดับฟุตบอลอาชีพ ล้วนต้องการซุปเปอร์ซับ นักเตะที่มีความสามารถ ในการเปลี่ยนรูปเกม ขณะที่ทีมกำลังประสบปัญหาอยู่”

มาร์ค วินยัลส์ โค้ชจากศูนย์พัฒนาเยาวชน กล่าวถึง ความสำคัญของผู้เล่นแบบซุเปอร์ซับ พร้อมให้เหตุผลสำคัญ ถึงคุณสมบัติที่นักเตะแบบซุปเปอร์ซับต้องมี48b283b4cca413e440987e5be21065eb

ผู้เล่นประเภทซุปเปอร์ซับ ไม่จำเป็นต้องมีฝีเท้าชั้นเลิศ แต่ความคิด ความเข้าใจในเรื่องแทคติค คือ สิ่งสำคัญ พวกเขาต้องรู้ว่าทีมกำลังขาดอะไร จะใช้ความสามารถของตัวเอง หรือเล่นงานจุดอ่อนของทีมคู่แข่งได้อย่างไร ?

หากสังเกตให้ดี นักฟุตบอลแบบซุปเปอร์ซับ มักจะมีความสามารถเฉพาะของตัวเอง ที่เป็นจุดเด่นแตกต่างจากผู้เล่นคนอื่น 

ไม่ว่าจะเป็น ฮาเวียร์ เออร์นานเดซ กับความสามารถในการหาพื้นที่ยิงประตู, โอเล กุนนาร์ โซลชา กับการจบสกอร์ที่เฉียบขาดในกรอบเขตโทษ, เอดิน เซโก กับการเป็นผู้เล่นรูปร่างใหญ่ เก็บบอลดี และยิงประตูได้เฉียบขาด หรือโซโลม็อง กาลู ที่มีความเร็วปรอดแตก มากกว่านักบอลทั่วไป

พวกเขามีลักษณะการเล่นที่แตกต่าง จากเพื่อนร่วมทีมของเขา…โซลชา ไม่ได้เล่นเหมือนแอนดี โคล หรือ ดไวท์ ยอร์ค, เซโก เล่นคนละสไตล์กับ กุน อเกวโร และ คาร์ลอส เตเบซ รวมถึง กาลู ก็ไม่ได้เล่นฟุตบอลแบบเดียวกับ ดิดิเยร์ ดร็อกบา หรือ เฟร์นานโด ตอร์เรส

ความสามารถอันแตกต่าง ที่นักเตะซุปเปอร์ซับมี คือ สิ่งที่พวกเขาต้องใช้ เพื่อลงไปเปลี่ยนเกมให้ได้ แน่นอนว่า หากทำได้สำเร็จ ชื่อเสียงและการยอมรับ จะเข้ามาหานักเตะเหล่านี้ทันที

“ผู้เล่นอย่างเอดิน เซโก้ หรือ ฮาเวียร์ เออร์นานเดซ สามารถพิสูจน์ว่าพวกเขามีดีพอ จากการลงสนาม เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเล่น สร้างสรรค์โอกาส หรือทำประตู ในช่วงเวลาอันน้อยนิด ที่เขาได้รับจากผู้จัดการทีม ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องของโชค แต่เป็นความสามารถล้วนๆ” เดวิด แฟร์เคาห์ ซุปเปอร์ซับรุ่นบุกเบิก กล่าวถึงข้อดีของผู้เล่นแบบซุปเปอร์ซับ6286923809_34ecd24f41_z

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า การเป็นซุปเปอร์ซับสามารถเป็นกันได้ทุกคน เพราะสิ่งสำคัญที่ซุปเปอร์ซับต้องทำให้สำเร็จ ไม่ใช่การยิงประตู ไม่ใช่การลงไปเปลี่ยนเกม หรือโหม่งประตูชัยจากลูกเตะมุม ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

แต่เป็นการทำให้โค้ช เชื่อใจ และกล้าที่จะเลือกผู้เล่น ที่นั่งรอโอกาสบนม้านั่งสำรอง ลงสนาม เพื่อเปิดโอกาสให้นักเตะคนหนึ่ง ได้กลายเป็นซุปเปอร์ซับ

เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน ยอดกุนซือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผู้ปลุกปั้นซุปเปอร์ซับ มานักต่อนัก ได้กล่าวถึงคุณสมบัติ ที่สำคัญที่สุดของผู้เล่นแบบซุปเปอร์ซับว่า “เขาต้องเป็นคนที่สามารถตัดสินใจ ในช่วงเวลาสำคัญได้ดีที่สุด”

 

เก่งแค่ไหนถึงจะได้เป็นตัวจริง

มองจากคุณสมบัติหลายข้อ ของการเป็นสุดยอดตัวสำรอง ดูไม่ขี้เหร่แม้แต่น้อย ออกจะต้องเป็นนักเตะที่เก่งมากด้วยซ้ำ ถึงจะสามารถสร้างชื่อให้ตัวเอง ให้กลายเป็นที่จดจำของแฟนบอล ในฐานะยอดตัวเปลี่ยนเกมจากข้างสนามDavid-Fairclough

“ผู้คนอาจจะคิดว่า เป็นซุปเปอร์ซับก็ดีอยู่แล้ว แต่เชื่อเถอะ ผมโคตรเกลียดการนั่งที่ม้านั่งสำรอง” เดวิด แฟร์เคาห์ นักเตะที่เคยดำรงตำแหน่งยอดซุปเปอร์ซับ ให้กับสโมสรลิเวอร์พูล ถึง 8 ปี ในช่วงปี 1975-83 กล่าวถึงความอัดอั้นในใจ ของผู้เล่นตัวสำรองจอมเปลี่ยนเกม

“ถ้าเกมไหนเรานำ 2-0 หรือ 3-0 ผมไม่มีทางได้ลงเล่นหรอก…เพราะการเปลี่ยนตัว มีแค่ความหมายเดียวเท่านั้น ทีมในสนามของคุณกำลังมีปัญหา”

เมื่อไม่มีใครอยากนั่งรอโอกาสอยู่ข้างสนาม สิ่งที่ตามมา เมื่อนักเตะซุปเปอร์ซับได้แจ้งเกิดสักคน คือคำถามที่ออกมาจากปากแฟนบอลว่า เมื่อไหร่พวกเขาเหล่านี้ จะได้โอกาสลงสนามในฐานะตัวจริงบ้าง และตัวนักเตะ ล้วนต้องการโอกาสพิสูจน์ตัวเองเช่นกัน 

อย่างไรก็ตาม เหล่าซุปเปอร์ซับหลายคน กลับไม่สามารถก้าวผ่านกำแพงตรงนั้นได้…โซลชาเป็นตัวสำรองอดทนให้แมนฯ ยูไนเต็ด นานถึง 11 ปี จนแขวนสตั๊ด, เซโก้เบียดกุน อเกวโร ไม่ลงจนต้องอพยพไปค้าแข้งที่อิตาลี GettyImages-1214650

เช่นเดียวกับ ฮาเวียร์ เออร์นานเดซ ที่แจ้งเกิดไม่สำเร็จ กับทัพปีศาจแดง หรือ กาลู ที่ต้องออกจากเชลซี ไปเล่นในลีกฝรั่งเศสและเยอรมัน เพื่อโอกาสการลงสนาม

แน่นอนว่า ผู้เล่นแนวซุปเปอร์ซับ มีข้อดีมากมาย ที่ทำให้พวกเขาแจ้งเกิดในฐานะสุดยอดตัวสำรอง แต่ข้อดีที่พวกเขามี คือปัญหาสำคัญที่ทำให้พวกเขาเป็นได้แค่ตัวสำรอง

ดร.เชลาดูไร อโศก อาจารย์ด้านสุขภาพและกีฬา จากประเทศอินเดีย ได้ศึกษาพฤติกรรมการเกิดขึ้นและคงอยู่ ของผู้เล่นแบบซุปเปอร์ซับในกีฬาฟุตบอล…

อาจารย์ท่านนี้ เสนอความเห็นว่า ในโลกฟุตบอลปัจจุบัน ตำแหน่งซุปเปอร์ซับ มีความจำเป็นอย่างมาก และด้วยความสำคัญนี้ ทำให้หลายทีม เลือกหานักเตะ เพื่อมาเล่นเป็นซุปเปอร์ซับโดยเฉพาะ 

โดยชี้ว่า ซุปเปอร์ซับ เปรียบเสมือนตำแหน่งการเล่นหนึ่งในรูปแบบใหม่ คือ รอโอกาสอยู่ข้างสนาม เมื่อได้ลงไปเล่น เขารู้ว่าต้องทำอย่างไร ให้รูปเกมดีขึ้นให้ได้มากที่สุด

ดร.อโศก มองว่า ฮาเวียร์ เออร์นานเดซ คือ ซุปเปอร์ซับที่สมบูรณ์แบบ เขามีข้อดีจริงๆ ของนักเตะรายนี้ คือหาโอกาสทำประตูได้ดี และเมื่อทีมต้องการประตู ก็แค่เปลี่ยนนักเตะรายนี้ลงสนาม เพื่อลงไปยิง

เมื่อสโมสรฟุตบอล มองหาถึงผู้เล่นโจ๊กเกอร์ ที่จะเข้ามาสร้างความแตกต่างยามทีมเกิดวิกฤติ ทำให้ทีมมักจะเลือกซื้อนักเตะที่มีสไตล์การเล่นแตกต่าง จากผู้เล่นที่เป็นตัวหลักของทีม 

เพราะผู้จัดการทีมทุกคน มีแผนการเล่นที่ตนเองต้องการใช้อยู่ในหัว และรู้ดีว่า พวกเขาต้องการใช้นักเตะแบบไหน ที่จะใช้เป็นตัวหลักในแผนของเขา 

สุดท้ายจึงนำไปสู่การเกิดซุปเปอร์ซับขึ้นมา อันเป็นนักเตะที่เล่นในรูปแบบที่แตกต่าง กับแทคติคตั้งต้น ของผู้เล่น 11 ตัวจริง หรือโค้ชบางคน อาจจะมีแทคติคเฉพาะ ที่ใช้ในช่วงท้ายเกม และต้องการนักเตะบางคน ที่เอาไว้ใช้ลงสนามในช่วงเวลานั้น โค้ชจะได้ส่งผู้เล่นที่ตัวสำรอง ลงไปสร้างความแตกต่างในสนาม

เมื่อไหร่ที่สองกองหน้าเทคนิคสูง อย่างเตเบซ และ กุน เล่นไม่ออก แมนฯ ซิตี้ สามารถส่งกองหน้าร่างยักษ์อย่างเซโก้ ลงไปสร้างความแตกต่าง469520779

หากโคล และ ยอร์ค เล่นไม่ออก แมนฯ ยูไนเต็ด ยังมีโซลชา ลงไปปิดโป้งปัญชี หรือหากกองหน้าสายเทคนิคอย่าง ตอร์เรส และหัวหอกสายถึก อย่าง ดร็อกบา ไม่สามารถทำประตูได้ เชลซี สามารถส่งกาลู ลงไปใช้ความเร็วปั่นป่วนได้

พูดแบบตรงตรงมาก็คือ นักเตะในตำแหน่งซุปเปอร์ซับส่วนใหญ่ ถูกดึงตัวมาร่วมทีม เพื่อให้มาเป็นตัวสำรอง ไว้เปลี่ยนรูปแบบการตามแทคติคตั้งแต่ต้น ไม่ได้ซื้อมาเพื่อเล่นเป็นตัวจริง ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

 

สรุปเก่งหรือไม่เก่ง

ในเมื่อหลายสโมสร หรือฟุตบอลทีมชาติก็ตาม เลือกผู้เล่นบางคนเข้าทีม เพื่อหวังใช้ประโยชน์เป็นเพียงแค่ตัวสำรอง สรุปแล้วพวกเขาดีพอ หรือดีไม่พอที่จะเป็นนักฟุตบอลตัวจริง?…คำตอบคือทั้งดีพอและดีไม่พอ

แง่หนึ่งต้องยอมรับว่า ต่อให้โดนดึงตัวเข้ามาร่วมทีมเพื่อเป็นตัวสำรองก็จริง แต่ปกติของโลกฟุตบอล โค้ชย่อมต้องเลือกนักเตะที่เขาคิดว่าดีที่สุดลงสนาม ถ้าเหล่าตัวสำรอง สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่า เรามีดีพอ คุณก็สามารถเบียดยึดตัวจริงได้ 

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี เริ่มต้นกับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในฐานะตัวสำรองของลูคัส บาร์ริออส แต่เขาก็สามารถเอาชนะใจเยอร์เกน คล็อปป์ เบียดยึดตำแหน่งตัวจริงจากบาร์ริออสลงได้ 

ที่บาเยิร์น มิวนิค ในฤดูกาล 2012/13 มาริโอ มานด์ซูคิซ สามารถเบียด มาริโอ โกเมซ ลงเป็นเพียงตำสำรองได้ ทั้งที่ฤดูกาลก่อนหน้าโกเมซยิง 26 ประตูให้กับบาเยิร์น และคว้าตำแหน่งรองดาวซัลโวของลีกด้วยซ้ำ

หรือกรณีสดๆร้อนๆ ของโอลิวิเยร์ ชิรูด์ ที่ต้องตกเป็นตัวสำรองให้กับเชลซี ในยุคของแฟรงค์ แลมพาร์ด อันที่จริงต้องบอกว่า แข้งรายนี้ไม่ใช่ซุปเปอร์ซับด้วยซ้ำ เพราะแทบไม่ได้รับโอกาสลงสนามเลยจากแลมพาร์ด แต่สุดท้ายเจ้าตัวสามารถพิสูจน์ตัวเอง จนแลมพาร์ดยอมรับ กลับมายึดตำแหน่งตัวจริงได้อีกครั้ง

แน่นอนว่า เอกลักษณ์เฉพาะของผู้เล่นซุปเปอร์ซับ อาจทำให้สโมสรชั้นนำซื้อตัวคุณไปร่วมทีม แต่ถ้าคุณไม่สามารถพัฒนาตัวเอง ยึดติดกับรูปการเล่นเดิมๆ ไม่สามารถแสดงให้โค้ชเห็นว่า คุณมีดีมากกว่าจะเป็นแค่ตัวเปลี่ยนเกม ในแทคติครูปแบบหนึ่ง โอกาสการเป็นตัวจริงคงไม่มีวันมาถึง 

แม้แต่นักเตะอย่าง ลีโอเนล เมสซี หรือ คริสเตียโน โรนัลโด ทั้งสองคนล้วนเริ่มต้นจากการรอโอกาสจากข้างสนามทั้งสิ้น แต่สามารถพัฒนาตัวเอง จนกลายเป็นสุดยอดนักเตะของโลก

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า เหล่าซุปเปอร์ซับในทีมใหญ่ พวกเขาจะดีไม่พอที่จะเป็นตัวจริงทีมไหนบนโลก…

เซโก้ กลับมาแจ้งเกิดในฐานะยอดกองหน้าอีกครั้ง กับโรม่า, กาลู ก้าวไปยึดตัวจริงที่ลีลล์ และแฮร์ธ่า เบอร์ลิน รวมถึงฮาเวียร์ เออร์นานเดซ ที่ผ่านการเป็นตัวจริง ให้ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น และ เวสต์แฮม ยูไนเต็ดมาแล้ว

สำหรับนักเตะซุปเปอร์ซับ พวกเขาอาจไม่ดีพอที่จะเป็นตัวจริง ให้ทีมระดับหัวแถวของโลก แต่ยังมีระดับกลาง ระดับเล็กอีกมาก ที่พร้อมจะเปิดโอกาสให้นักเตะซุปเปอร์ซับเหล่านี้ ได้เป็นตัวจริงอย่างที่ฝันไว้ 

นอกจากนี้ ยังมีนักเตะอีกประเภทหนึ่ง ที่อาจเรียกได้ว่า เก่งแต่โชคไม่ดี คือนักเตะที่ได้รับบาดเจ็บง่าย โค้ชหลายคนจะเลือก ให้พวกเขาเป็นเพียงแค่ตัวสำรอง ไม่ใช่เพราะเก่งไม่พอ แต่ร่างกายดีไม่พอ ที่จะลงสนามเต็มเกม หรืออย่างน้อยก็ 70 นาที

ปาโก อัลกาเซร์ คือตัวอย่างที่ดี ในกรณีนี้…เขาย้ายมาอยู่กับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และเริ่มต้นในฐานะตัวสำรอง เพราะร่างกายฟิตไม่พอที่จะลงเตะตั้งแต่เริ่มเกม เขาลงมาเป็นซุปเปอร์ซับ ยิงกระจาย จนทำลายสถิติของลีกในฐานะตัวสำรอง56505457_1530339480433388_7448070721214873600_o

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาที่ทีมคาดหวัง ต้องการให้เขาเป็นตัวจริง เขากลับไม่สามารถก้าวข้ามผ่าน อาการบาดเจ็บของตัวเอง จนท้ายที่สุดดอร์ทมุนด์ จึงเลือกซื้อเออร์ลิง ฮาร์ลันด์มาเป็นตัวจริงแทนเขา

ทั้งนี้ นักเตะบางคน เช่น โอเล กุนนาร์ โซลชา เขาสามารถเป็นกองหน้าให้กับทีมระดับกลาง ในพรีเมียร์ลีกได้แบบสบายๆ แต่เขาไม่เคยคิดจะย้ายทีม เพราะเขาพอใจกับบทบาทสุดยอดตัวสำรองที่ทีมมอบให้ และการที่เขายอมเป็นตัวสำรอง ไม่ได้หมายความว่า เขาเป็นนักฟุตบอลที่แย่แต่อย่างใด8695320-6607235-Solskjaer_played_a_crucial_role_when_Ferguson_s_United_won_the_T-m-24_1547836406963

“ผมเป็นคนที่โชคดีมากๆ ที่เขาไม่เคยบ่นเรื่องการเป็นตัวสำรอง ผมไม่คิดว่าผมจะหานักเตะที่เก่งระดับนี้ และยอมรับการเป็นตัวสำรองได้อีกแล้ว” เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน กล่าวถึงโซลชา

ท้ายที่สุดแล้ว เราไม่สามารถกากบาทใส่นักเตะซุปเปอร์ซับทุกคน ว่าพวกเขาดีไม่พอ เก่งไม่จริง หรือไม่ใช่นักเตะระดับชั้นนำของโลก…

เวลาคือเครื่องพิสูจน์คุณค่าของคน นักเตะซุปเปอร์ซับจะได้ก้าวไปต่อ ในฐานะตัวจริง หรือจะติดหล่มกับดักของการเป็นแค่ตัวสำรอง 

ซึ่งสุดท้ายนักเตะเหล่านั้นคือผู้เลือกชะตาของตัวเอง

บังเอิญหรือตั้งใจ ทำไมเก้าอี้เล่นเกม ถึงเหมือนเก้าอี้รถแข่งแบบแทบไม่ผิดเพี้ยน

“อีสปอร์ต” คือกีฬาที่กำลังเติบโตขึ้นทุกวัน นอกจากมูลค่าที่เกิดขึ้นในการแข่งขัน ผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดออกมา ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์, หูฟัง หรือ เมาส์ ต่างได้รับความนิยมในหมู่คนทั่วไป จนกลายเป็นสินค้าที่หลายคนเลือกใช้ แม้ไม่ได้เล่นเกมแบบจริงจัง

 

หากกล่าวถึง ผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นและสะดุดตาที่สุด คงหนีไม่พ้น “เก้าอี้เกม” ด้วยรูปทรงที่แปลกประหลาด ราวกับหลุดมาจากวงการมอเตอร์สปอร์ต สร้างความสงสัยว่าทำไมเก้าอี้ที่ใช้เล่นเกม จึงดูเหมือนเก้าอี้รถแข่งขนาดนี้

เราจะพาคุณมาหาคำตอบว่าทำไม เก้าอี้เกม จึงมีรูปทรงคล้าย เก้าอี้รถแข่ง เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือตั้งใจ? เรามีคำตอบมาให้คุณ

พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

เก้าอี้รถแข่งเริ่มมีบทบาทในวงการเกม ตั้งแต่ปี 2006 เมื่อ DXRacer บริษัทผลิตที่นั่งรถสปอร์ตสัญชาติอเมริกัน ตัดสินใจผลิตเก้าอี้เพื่อเหล่าเกมเมอร์ โดยอ้างว่า เก้าอี้ที่พวกเขาผลิตขึ้นมา คือเก้าอี้เกมสมัยใหม่ตัวแรกของโลก

อันที่จริง เก้าอี้ของ DXRacer ไม่ได้มีการออกแบบมากมาย พวกเขาเพียงเอาเก้าอี้แข่งรถที่ค้างสต็อกมาปรับแต่ง ให้เหมาะสมกับเกมเมอร์ หลัง DXRacer ประสบปัญหาในการตีตลาดเก้าอี้รถแข่ง จากผลกระทบทางเศรษฐกิจหลังเกิดเหตุการณ์ 9/11

DXRacer ตั้งบริษัทในปี 2001 เพื่อผลิตที่นั่งให้กับรถยนต์หรู แต่จากเหตุก่อการร้ายสะเทือนขวัญ วงการรถยนต์ได้รับผลกระทบหนัก ในปีดังกล่าว Chrysler ยกเลิกการผลิตรถวินเทจแบรนด์ Plymouth ก่อนที่ปี 2004 GM จะยกเลิกสายการผลิตรถรุ่นเก่าๆ  

DXRacer จึงต้องหาตลาดใหม่เพื่อให้บริษัทอยู่ต่อได้ จากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ก่อนพบว่าไม่มีตลาดใดที่ไร้คู่แข่งเท่าตลาดเก้าอี้เกมอีกแล้ว

ทันทีที่เก้าอี้เกมสไตล์รถแข่งของ DXRacer วางขาย มันได้รับความนิยมอย่างมากจากเหล่าเกมเมอร์ เนื่องจากคุณสมบัติมากมายที่ตอบสนองความต้องการ ทั้งพนักพิงที่มีความสูงเลยศีรษะ, หมอนรองคอและหลังที่มีขนาดพอดี, ส่วนโค้งพิเศษเพื่อรองรับช่วงไหล่, พนักแขนและหลังที่ปรับองศาได้ตามต้องการ และ ผิวสัมผัสหนังสังเคราะห์ที่นุ่มสบาย

เก้าอี้ของ DXRacer ช่วยแก้ไขปัญหาอาการปวดหลังของเหล่าเกมเมอร์ที่กำลังเข้าขั้นวิกฤติ ในช่วงเวลาดังกล่าว ปี 2005 มีการสำรวจว่าผู้คนในสหราชอาณาจักรใช้เวลาหน้าจอราว 10 ชั่วโมง โดยเก้าอี้ที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้น คือเก้าอี้พลาสติกพนักพิงสั้น ที่ไม่ช่วยอะไรนอกจากทำให้อาการปวดหลังของเหล่าเกมเมอร์กำเริบอันที่จริง เก้าอี้ของ DXRacer ไม่ได้มีการออกแบบมากมาย พวกเขาเพียงเอาเก้าอี้แข่งรถที่ค้างสต็อกมาปรับแต่ง ให้เหมาะสมกับเกมเมอร์ หลัง DXRacer ประสบปัญหาในการตีตลาดเก้าอี้รถแข่ง จากผลกระทบทางเศรษฐกิจหลังเกิดเหตุการณ์ 9/11  DXRacer ตั้งบริษัทในปี 2001 เพื่อผลิตที่นั่งให้กับรถยนต์หรู แต่จากเหตุก่อการร้ายสะเทือนขวัญ วงการรถยนต์ได้รับผลกระทบหนัก ในปีดังกล่าว Chrysler ยกเลิกการผลิตรถวินเทจแบรนด์ Plymouth ก่อนที่ปี 2004 GM จะยกเลิกสายการผลิตรถรุ่นเก่าๆ    DXRacer จึงต้องหาตลาดใหม่เพื่อให้บริษัทอยู่ต่อได้ จากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ก่อนพบว่าไม่มีตลาดใดที่ไร้คู่แข่งเท่าตลาดเก้าอี้เกมอีกแล้ว  ทันทีที่เก้าอี้เกมสไตล์รถแข่งของ DXRacer วางขาย มันได้รับความนิยมอย่างมากจากเหล่าเกมเมอร์ เนื่องจากคุณสมบัติมากมายที่ตอบสนองความต้องการ ทั้งพนักพิงที่มีความสูงเลยศีรษะ, หมอนรองคอและหลังที่มีขนาดพอดี, ส่วนโค้งพิเศษเพื่อรองรับช่วงไหล่, พนักแขนและหลังที่ปรับองศาได้ตามต้องการ และ ผิวสัมผัสหนังสังเคราะห์ที่นุ่มสบาย  เก้าอี้ของ DXRacer ช่วยแก้ไขปัญหาอาการปวดหลังของเหล่าเกมเมอร์ที่กำลังเข้าขั้นวิกฤติ ในช่วงเวลาดังกล่าว ปี 2005 มีการสำรวจว่าผู้คนในสหราชอาณาจักรใช้เวลาหน้าจอราว 10 ชั่วโมง โดยเก้าอี้ที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้น คือเก้าอี้พลาสติกพนักพิงสั้น ที่ไม่ช่วยอะไรนอกจากทำให้อาการปวดหลังของเหล่าเกมเมอร์กำเริบ

ทันทีที่เก้าอี้ของ DXRacer เปิดตัว ในปี 2006 ยอดขายของมันถล่มทลาย สร้างรายได้ให้บริษัท 4.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ การแข่งขันตามกลไกตลาดเสรีเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้า แบรนด์อย่าง Vertagear, Respawn, E-Blue และ AKRacing กระโจนเข้ามาสู่ตลาดเกม และสิ่งที่ทุกแบรนด์ทำเหมือนกัน คือนำเก้าอี้สไตล์รถแข่งของ DXRacer มาปรับแต่งเป็นเก้าอี้ของตัวเอง ไม่เพียงเท่านั้น ขนาดแบรนด์เก้าอี้รถแข่งพันธุ์แท้ อย่าง Sparco, Recaro หรือ Bride ก็ทำเก้าอี้เกมมิ่งกับเขาด้วย

การแข่งขันตามกลไกตลาดเสรี ส่งผลให้เกิดการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ จากที่เคยผลิตเก้าอี้เพื่อจำหน่ย แบรนด์อย่าง DXRacer และ AKRacing เข้าไปจับมือเป็นพาร์ทเนอร์กับทัวร์นาเมนต์ระดับโลก ส่งผลให้เก้าอี้เกมเมอร์สไตล์รถแข่ง เป็นที่นิยมต่อเหล่าเกมเมอร์ทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

 

ความเหมือนของพฤติกรรม

ความสำเร็จของเก้าอี้เกมสไตล์รถแข่ง อาจถูกมองว่ามาจากความบังเอิญหรือโชคช่วย แต่ความจริงแล้ว นักแข่งรถ กับ เกมเมอร์ มีพฤติกรรมในแต่ละวันใกล้เคียงกว่าที่หลายคนคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากท่วงท่าของร่างกาย ที่ฝากชีวิตไว้กับที่นั่งคู่ใจกันทั้งสองฝ่ายthumbnail

เก้าอี้รถแข่ง ถูกออกแบบมาพิเศษเพื่อลดอาการปวดเมื่อยของนักแข่ง ที่ต้องนั่งอยู่หลังพวกมาลัยเป็นเวลานาน เก้าอี้รถแข่งสมบูรณ์แบบมาก รูปทรงที่โฉบเฉี่ยวของมัน ถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยลดอาการปวดบริเวณ แผ่นหลัง หัวไหล่ และกระดูกส่วนเอว เพื่อไม่ให้นักแข่งรู้สึกเหนื่อยเกินไปในแต่ละวันของการฝึกซ้อมอันยาวนาน

เช่นเดียวกับกับนักแข่งรถ เหล่าเกมเมอร์นั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน หลายคนถึงกับนอนบนเก้าอี้ด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้ เก้าอี้ที่ลดอาการปวดหลังเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ เกมเมอร์ต้องการเก้าอี้ที่ช่วยให้พวกเขาปรับเปลี่ยนอิริยาบถหลากหลาย และสามารถใช้ชีวิตหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ โดยไม่ต้องลุกไปไหนกว่าสิบชั่วโมง

“ความลับของเก้าอี้เกมคือ มันมีพนักพิงสูงกว่าเก้าอี้ทั่วไปในออฟฟิศมาก เก้าอี้เราช่วยซัพพอร์ตไหล่และหลัง เพื่อให้คุณไม่รู้สึกเหนื่อยจากการนั่ง” โธมัส ไคลน์ CEO ของบริษัท Need for Seat เปิดเผยถึงความลับของเก้าอี้เกม

“ยิ่งเก้าอี้ของคุณช่วยซัพพอร์ตไหล่และหลังของคุณมากเท่าไหร่ มันยิ่งช่วยให้คุณนั่งได้นานขึ้นเท่านั้น”

เก้าอี้เกมที่ปรับเอนราบได้สูงสุด 180 องศา ไม่ต่างจากเก้าอี้บนรถแข่งที่ปรับความเอน ตามความต้องการของแต่ละคน นอกจากนั้น เก้าอี้เกมยังได้นำองค์ประกอบของเก้าอี้ออฟฟิศมาใช้ นั่นคือพนักแขนที่ปรับขึ้นลงได้ ถือเป็นฟังก์ชั่นการใช้งานที่ลดความเมื่อยจากการจับจอยหรือรัวคีย์บอร์ดเป็นเวลานาน

“เก้าอี้เกมสะดวกสบายกว่ามาก เพราะว่ามันสามารถปรับแต่งได้ตามใจ คุณสามารถปรับแต่งพนักพิง เพื่อช่วยกระดูกส่วนเอว เพื่อปรับองศา เพื่อพักศีรษะ หรือ เพื่อพักแขน คุณสามารถทำมันได้ทั้งหมด” แดเนียล ยามิลโกสกิม “Yamilkoskim” โปรเพลเยอร์ Overwatch กล่าว

ความเหมือนในความต่างนี้ ไปเข้าตาของ DXRacer ทำให้พวกเขาเป็นเจ้าแรกที่กล้านำเอาเก้าอี้รถแข่ง มาวางขายในฐานะเก้าอี้เกม ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะพวกเขามองเห็น และเข้าใจพฤติกรรมที่เหมือนกันของนักแข่งรถ และเกมเมอร์นั่นเอง

 

แฟชั่นของนักเล่นเกม

เก้าอี้เกมคือเก้าอี้ที่ได้รับการยกย่องว่าสะดวกสบาย จนหลายคนบอกว่า พนักงานออฟฟิศควรนำไปใช้งานเช่นกัน แต่ในความเป็นจริง ยังมีหลายคนที่มองว่าเก้าอี้เกมรูปแบบนี้ มีความ “น่าเกลียดเกินไป” เนื่องจากรูปทรงที่แปลกประหลาดจากเก้าอี้ทั่วไปค่อนข้างมาก รวมถึงสีสันที่ฉูดฉาด เก้าอี้เกมจึงไม่ถูกยอมรับมากนักนอกวงการเกมproduct_31865_product_shots5

อย่างไรก็ตาม ในวงการเกม เก้าอี้เกมกลับกลายเป็นแฟชั่นสำหรับเกมเมอร์ ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกครั้งที่เกมเมอร์ไลฟ์สตรีมตามช่องทางต่างๆ สิ่งที่โดดเด่นรองจากหน้าตาของเกมเมอร์ คือเก้าอี้ที่อยู่เบื้องหลังของพวกเขา หากเปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย มันไม่ต่างอะไรจากนักฟุตบอลกับรองเท้าสตั๊ดในปัจจุบัน ที่แค่ฟังก์ชั่นคงไม่พอ ต้องมีแฟชั่นเข้ามาเกี่ยว

เก้าอี้เกมมีจุดขายที่ค่อนข้างจะแตกต่าง คือ ยิ่งดูฉูดฉาด หรือที่บางคนคนมองว่าน่าเกลียดมากเท่าไหร่ มันยิ่งได้รับความนิยมมากเท่านั้น เก้าอี้เกมถูกพัฒนาให้โดดเด่นกว่าเก้าอี้รถแข่งแบบดั้งเดิม ด้วยสีสันที่สะดุดตา ทั้ง สีแดงสด หรือ สีเขียวสะท้อนแสง รวมถึงรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยวขึ้นทุกวัน มันยิ่งทำให้เก้าอี้เกมได้รับความนิยมมากขึ้น

ความแตกต่างของเก้าอี้เกม ช่วยบ่งบอกถึงตัวตนของเหล่าเกมเมอร์ทั่วโลก ทันทีที่คุณซื้อเก้าอี้เกมเข้ามาใช้งานในบ้าน ต่อให้คุณไม่เคยชนะในรายการแข่งขันใด ความรู้สึกที่คิดว่าตัวเองคือเซียนเกม จะเกิดขึ้นทันทีที่นั่งลงบนเก้าอี้ดังกล่าวdx-racer-led-chair-review-3-2

ปัจจุบัน เก้าอี้เกมพัฒนาไปไกล มีรุ่นที่บรรจุไฟ LED ในตัว, ปรับโครงสร้างเก้าอี้ให้นั่งสบาย ราวกับหลุดมาจากรถหรูราคาหลายล้าน, มีการนำโครงเหล็กมาใช้ เพื่อชูจุดขายว่าเป็นเก้าอี้ที่ทนทาน รวมถึงสร้าง uppermarket seats หรือเก้าอี้ระดับสูง ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อผู้เล่นระดับโปรเพลเยอร์โดยเฉพาะ

เก้าอี้เกมอาจยังคงมีรูปร่างคล้ายเก้าอี้รถแข่ง แต่ในเรื่องของการตลาด เก้าอี้เกมสร้างมูลค่าของตัวเอง จนกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจอีสปอร์ต จนมีรายได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 32,690 ล้านบาท เมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา

การพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งเรื่องของการใช้งานและดีไซน์ ทำให้มีการคาดการณ์ว่า ตลาดเก้าอี้เกมจะเติบโตขึ้นอีก 5% ในช่วงปี 2019-2023 หมายถึงเงินราว 66 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 2,157 ล้านบาท กำลังเข้ามาสู่งวงการนี้ในอีกหลายปีข้างหน้า

เก้าอี้เกมอาจมีดีไซน์ประหลาด จนทำให้หลายคนไม่ชอบใจ แต่ความนิยมของมันทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่า เก้าอี้เกมคือทางเลือกใหม่สำหรับคนทุกอาชีพ ในอนาคตอันใกล้ เราอาจได้เห็นเก้าอี้ชนิดใหม่ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเก้าอี้เกม เหมือนกับที่ เก้าอี้เกมประสบความสำเร็จ จากการพัฒนาตัวเองจาก เก้าอี้รถแข่ง มาแล้ว

ดอน โอมาร์ นักแสดง FAST & FURIOUS ที่เหยียบเกิน 300 กม. ต่อ ชม. ในชีวิตจริง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาพยนตร์ชุด “FAST & FURIOUS” คือหมายเลขหนึ่งในหนังตระกูลความเร็ว ที่สร้างรายได้มหาศาล รวมถึงสร้างกระแสความคลั่งไคล้รถยนต์ และเพลงจากละตินอเมริกาแก่คนทั่วโลก

 

หลายคนคงเคยจินตนาการว่า หาก โดมินิก ทอเร็ตโต กับ ไบรอัน โอ คอนเนอร์ มีชีวิตจริงจะเป็นอย่างไร? แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ในบรรดานักแสดงที่เล่นภาพยนตร์ตระกูล Fast & Furious มีคนหนึ่งเป็นนักแข่งรถในชีวิตจริง ที่เหยียบความเร็วไม่ต่ำกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เราจะนำเสนอเรื่องราวของ ดอน โอมาร์ (Don Omar) นักร้องและนักแสดงจาก Fast & Furious ที่ได้แรงบันดาลใจจากการเล่นหนัง จนกลับไปสู่รากเหง้าของตัวเองในฐานะนักแข่ง Drag Racing 

 

ความฝันในวัยเด็ก

กีฬารถแข่ง หรือ มอเตอร์สปอร์ต เป็นกีฬาที่ใช้ต้นทุนค่อนข้างสูง นักแข่งรถส่วนใหญ่จึงมักมาจากครอบครัวที่มีฐานะดี แต่ไม่ใช่สำหรับ ดอน โอมาร์ หรือในชื่อจริง วิลเลียม โอมาร์ แลนดรอน ริเวรา เขาเติบโตที่เมืองซานฮวน ประเทศเปอร์โตริโก ในครอบครัวช่างซ่อมรถยนต์maxresdefault

“พ่อผมเป็นช่างซ่อมรถยนต์ คุณปู่ของผมก็เป็นช่างซ่อมรถยนต์ ผมไม่รู้เหมือนกันนะว่าทำไม แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาถ่ายทอดความรักที่มีต่อรถยนต์แก่ผม”

ความฝันการเป็นนักแข่งรถของ ดอน โอมาร์ ไม่ได้รับการสานต่อในวัยเด็ก ด้วยครอบครัวที่มีฐานะยากจน ชีวิตของโอมาร์จึงผูกติดกับศาสนา เขาเข้าเป็นสมาชิกโบสถ์คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ และถูกจดจำในฐานะบาทหลวงรุ่นเยาว์ประจำชุมชน

ดอน โอมาร์ ทำหน้าที่บาทหลวงกระทั่งอายุ 18 ปี จึงเข้าศึกษาต่อในระดับวิทยาลัยที่เมืองคากูอัส ในสาขาช่างยนต์ เขากำลังเตรียมพร้อมเพื่อกลับไปสานต่อธุรกิจอู่ซ่อมรถของครอบครัว จนกระทั่งพรสวรรค์ใหม่ของ ดอน โอมาร์ ฉายแสงเจิดจ้า นั่นคือ การร้องเพลง

อาชีพนักร้องคือชีวิตที่ดีกว่าช่างซ่อมรถยนต์ ดอน โอมาร์ ตัดสินใจเด็ดขาด ลาออกจากวิทยาลัยทั้งที่ยังเรียนไม่จบ เขาเริ่มต้นเส้นทางใหม่ด้วยการเป็นนักร้องรับจ้างในไนต์คลับ ดอน โอมาร์ ยืนอยู่จุดนั้นนาน 2 ปี 

กระทั่งความสามารถของเขาไปเข้าตา เอเลียล ลินด์ โอซาริโอ (Eliel Lind Osorio) โปรดิวเซอร์และดีเจชื่อดัง ที่หมายมั่นผลักดัน ดอน โอมาร์ สู่การเป็นดาวดังของวงการเพลงเร็กเก้c9a46743d15e8a68a312706282af34de

สายตาของ เอเรียล ไม่ผิดพลาด ดอน โอมาร์ ประสบความสำเร็จถล่มทลายตั้งแต่อัลบั้มแรก The Last Don (2003) ซึ่งได้รับการยกย่องในฐานะอัลบั้มที่พาเพลงแนวเรเกตอน สู่สายตาชาวโลก จนได้รับฉายาจากแฟนเพลงว่า “El Rey” หรือ “ราชา”

ความสำเร็จจากอัลบั้มดังกล่าว เปลี่ยน ดอน โอมาร์ จากลูกชายช่างซ่อมรถธรรมดา สู่ศิลปินระดับเศรษฐี เขาซื้อแมนชั่นมูลค่า 1.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นบ้านพักขณะทำกิจกรรมที่สหรัฐอเมริกา และไม่ลืมที่จะเติมเต็มความฝันในวัยเด็ก ด้วยการทุ่มเงินซื้อรถหรูมากมาย เข้าสู่คอลเลคชันของเขา

“ผมมีรถ Bentley 2 คัน รถ Cadillac Escalade อีก 2 คัน บวกกับรถแข่งอีก 4 คัน เท่ากับว่าผมมีรถ 8 คัน (หัวเราะ)” ดอน โอมาร์ เปิดเผยถึงความคลั่งไคล้ในรถยนต์ของเขา

 

แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์

ดอน โอมาร์ ใช้ชีวิตในวิถีทางของซูเปอร์สตาร์ เขามีเพื่อนเป็นคนดังหลากหลายอาชีพในวงการบันเทิง หนึ่งในนั้นคือ วิน ดีเซล (Vin Diesel) ดาราดังเจ้าของบทบาท โดมินิก ทอเร็ตโต นักซิ่งมาดขรึมจากภาพยนตร์ชุด “Fast & Furious” แฟรนไชส์หนังบล็อคบัสเตอร์ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกdownload

ความคลั่งไคล้ในรถยนต์ของ ดอน โอมาร์ ไม่ใช่ความลับ วิน ดีเซล ซึ่งทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์เรื่อง Fast & Furious (2009) ซึ่งถือเป็นภาค 4 ของแฟรนไชส์ จึงรีบต่อสายตรงชักชวนเพื่อนรักชาวเปอร์โตริโก ให้มารับบทบาทสมทบในภาพยนตร์เรื่องนี้

“ผมมีส่วนร่วมในแฟรนไชส์นี้ เพราะเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งของผม วิน ดีเซล เขาคือหนึ่งในเพื่อนที่ดีที่สุดของผม เขาคือคนที่คอยให้คำแนะนำผมเสมอ”

ดอน โอมาร์ เต็มที่กับการรับบทเป็นตัวละคร ริโก ซานโตส ที่แฟนๆ น่าจะจดจำได้ในฐานะ คู่หูจอมวินาศ กับ เตโก เลโอ แสดงโดยอีกหนึ่งศิลปินชาวเปอร์โตริโก เตโก กัลเดรอน (Tego Calderon) ในภาพยนตร์ Fast & Furious เขาลงทุนจ้างโค้ชเพื่อฝึกฝนการแสดงแบบส่วนตัว นอกจากนั้นยังร้องเพลงซาวน์แทร็คประกอบภาพยนตร์ชุดนี้ 3 เพลง หนึ่งในนั้นคือเพลง “Danza Kuduro” ที่ฮิตระเบิดไปทั่วโลก

การมีส่วนร่วมมากมายกับภาพยนตร์ Fast & Furious ส่งผลให้ ดอน โอมาร์ กลับมาคิดถึงการเป็นนักแข่งรถอาชีพอีกครั้ง ในปี 2010 ดอน โอมาร์ ได้รับใบอนุญาตแข่งขันกีฬา Drag Racing ก่อนถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Fast Five (2011) เพียงไม่กี่วัน5-toyota-celica-2jz_133313822708___484x363

“ผมเตรียมพร้อมตลอดเวลา ตอนนี้ผมมีใบอนุญาตแข่งขันกีฬา Drag Racing ผมคือนักแข่งรถเต็มตัว ผมสนุกไปกับทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์เรื่องนี้”

น่าเสียดายที่ Fast Five กลายเป็นหนังเรื่องสุดท้ายในแฟรนไชส์ที่ ดอน โอมาร์ มีส่วนร่วม (แม้เจ้าตัวจะมีโผล่มาแว้บๆ ใน The Fate of the Furious หรือภาค 8 ของแฟรนไชส์ก็ตาม) แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่เขาได้รับกลับมานั้นแสนคุ้มค่า ดอน โอมาร์ กลับสู่รากเหง้าของตัวเองอีกครั้ง เขาเดินทางกลับสู่เปอร์โตริโก เพื่อค้นหารถคู่ใจในการแข่งขัน

 

เส้นทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด

Drag Racing หรือ การแข่งขันรถวิ่งทางตรง ไม่ใช่การแข่งขันรถแบบปกติทั่วไป ด้วยระยะทางที่สั้นเพียง 402 เมตร หรือ ¼ ไมล์ แต่รถต้องวิ่งด้วยความเร็วไม่ต่ำกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถที่ใช้ลงแข่งขัน Drag Racing จึงถูกปรับแต่งเพื่อเร่งความเร็วให้สูงและไวที่สุด ซึ่งบางครั้ง มันก็เค้นกำลังของเครื่องยนต์ รวมถึงระบบส่งกำลังมากเกินไป จนพัง หรือถึงขั้นระเบิดคาแทร็กอยู่บ่อยครั้งunnamed

ไม่เพียงเท่านั้น การแข่งรถประเภทนี้ยังมีอีกสิ่งที่นักแข่งทุกคนต้องทำก่อนออกสตาร์ทในแต่ละครั้ง นั่นคือการ “เบิร์นยาง” ถือเป็นการเช็กสภาพครั้งสุดท้าย วอร์มเครื่องยนต์ให้พร้อมลุย วอร์มยางให้ร้อนเพื่อเพิ่มการยึดเกาะในการแข่งจริง สิ่งที่เกิดขึ้นตาม คือควันที่คละคลุ้งไปทั่ว จนบางครั้งก็มากเกินไป ถึงขั้นไฟลุกเลยทีเดียว

นักแข่ง Drag Racing จึงต้องฝากชีวิตของตัวเองไว้กับรถแข่งขัน สำหรับ ดอน โอมาร์ แม้เจ้าตัวจะมีรถแข่งหลายคัน แต่รถคันแรกคือรถที่พิเศษสุด มันไม่ใช่รถที่ดีอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นรถที่บอกเล่าเรื่องราวในชีวิตของเขาด้วย

“รถแข่งคันแรกของผมคือ Chevrolet Nova ปี 1967 มันคือรถที่สวยงาม และให้ความรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง มันย้ำเตือนว่า พ่อของผมทำงานหนักแค่ไหน ในการประกอบรถขึ้นมาสักคัน ก่อนนำมันลงสู่สนามแข่งขัน”  

ดอน โอมาร์ เติมเต็มช่วงชีวิตการเป็นนักแข่งรถที่ขาดหาย ด้วยวัย 35 ปี เขากลับไปศึกษาสาขาช่างยนต์ ในระดับวิทยาลัยอีกครั้ง และหลังจบการศึกษา ดอน โอมาร์ เดินทางไปยังเมืองลาสเวกัส เพื่อเข้าโรงเรียนสอนขับรถ NASCAR

ความทุ่มเทของ ดอน โอมาร์ อาจทำให้คุณสงสัยว่า มันจะกระทบกับอาชีพนักร้องของเขาหรือเปล่า? ตรงกันข้าม ดอน โอมาร์ จัดงาน “Drag Mania” เทศกาลดนตรีและแข่งขันรถยนต์ เมื่อเดือนมีนาคมปี 2013 เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงความรักที่มีต่อสองเส้นทางในชีวิต55456458

ดอน โอมาร์ ลงแข่งขัน Drag Racing อย่างต่อเนื่อง แม้ชีวิตด้านนี้ของเขาจะไม่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อเท่าใดนัก โดยเฉพาะช่วงเวลาที่รีไทร์จากอาชีพนักร้อง ในปี 2017-2019 แต่เราเชื่อว่าเขาจะไม่หันหลังให้กับวงการความเร็วไปง่ายๆ

ชีวิตจริงของ ดอน โอมาร์ อาจไม่หวือหวาเร้าใจเหมือนตัวละครที่รับบทบาทในภาพยนตร์ชุด Fast & Furious แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้งคู่มีเหมือนกันคือความรักในการแข่งขันรถยนต์ และเราเชื่อว่า ดอน โอมาร์ จะไม่หันหลังให้กับวงการความเร็วเป็นครั้งที่สองอย่างแน่นอน

เก่งไม่เน้น เน้นเพี้ยน ‘จิมมี่ บูลลาร์ด’ นักบอลสายฮา ผู้ใช้ความกวนสร้างตัวตนจนโด่งดัง

จิมมี่ บูลลาร์ด ชื่อนี้คงไม่เป็นที่คุ้นหูนักของแฟนบอลรุ่นใหม่ แต่ถ้าคุณเป็นแฟนบอลตัวยงของพรีเมียร์ลีก ในช่วง 10-20 ปีที่แล้ว ชื่อของเขา อยู่ในความทรงจำของแฟนบอลยุคนั้น เป็นอย่างดี 

 

ไม่ใช่ลีลาฝีเท้า ที่เป็นที่จดจำ แต่สิ่งที่ทำให้คนจำเขาได้ คือ วีรกรรมเพี้ยนๆ เรียกเสียงหัวเราะ ที่อดีตนักฟุตบอลรายนี้สร้างขึ้นมากมาย ตลอดช่วงเวลาในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ 

และนี่คือเรื่องราวของแข้งเพี้ยนๆ ผู้เป็นที่รักของแฟนบอล 

 

เส้นทางของคนเพี้ยน

จิมมี่ บูลลาร์ด เกิดและเติบโต ทางตะวันออกของกรุงลอนดอน พื้นที่ของชนชั้นแรงงาน ประจำเมืองหลวงของประเทศอังกฤษ และกีฬาที่อยู่คู่กับชนชั้นแรงงานในอังกฤษ คือฟุตบอล จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่เจ้าหนูจิมมี่ จะเป็นแฟนตัวยังของกีฬาลูกหนังตั้งแต่วัยเยาว์

บูลลาร์ด คือแฟนพันธุ์แท้ ของทีมเวสต์แฮม ยูไนเต็ด และฝันที่จะสวมเสื้อทีมขุนค้อน ในฐานะนักเตะอาชีพ เขาไม่รอช้า เริ่มฝึกวิชาลูกหนังตั้งแต่เด็ก และโชว์แววเก่งออกมา ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา ทำให้บูลลาร์ด ได้รับเลือกให้เป็นนักฟุตบอลประจำทีมโรงเรียนCMzbX2hWgAAscVm

หลังจากนั้นไม่นาน เวสต์แฮมได้มาชักชวนบูลลาร์ด เข้าเป็นเด็กฝึกอคาเดมีของทีม และไม่มีทาง ที่บูลลาร์ด จะปฏิเสธ เมื่อเขากลายเป็นนักเตะเยาวชนของทีมขุนค้อน โค้ชหลายคนมองว่า เจ้าเด็กรายนี้ จะต้องเป็นอนาคตของทีมอย่างแน่นอน

แต่อีกสิ่งมีบูลลาร์ดมีดี ไม่แพ้ฝีเท้าของเขา คือปาก … บูลลาร์ดเป็นคนปากไม่ดีมาแต่ไหนแต่ไร เขาไม่ใช่คนที่คิดร้าย แต่เป็นคนพูดตรงไปตรงมา คิดอย่างไรพูดอย่างนั้น จนบางครั้งกลายเป็นไร้สัมมาคาราวะ 

พรสวรรค์ของบูลลาร์ด ทำให้เขาหลงผิด ไม่สนใจคำสอนของโค้ช เพราะคิดว่าตัวเองมีดี รู้ตัวอีกที เขาโดนสโมสรฟุตบอลอันเป็นที่รัก ตัดตัวจากอคาเดมีของทีม โดยยังไม่ได้เซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกด้วยซ้ำ

ชื่อชั้นเก่าๆ ของบูลลาร์ดในฐานะ นักเตะเยาวชนทีมขุนค้อน ยังพอขายได้ เขาได้รับความสนใจ จากทีมในระดับลีกวันและลีกทู ที่ต้องการมาดึงตัวเขาไปร่วมทีม พร้อมให้สัญญาอาชีพแก่บูลลาร์ด

นี่คือจุดเริ่มต้นความเพี้ยนของผู้ชายคนนี้ เพราะเขาปฏิเสธสัญญาจากทีมอาชีพ และหันไปเล่นฟุตบอล กับทีมสมัครเล่นอย่าง โครินเตียน เอฟซี ทีมฟุตบอลที่บูลลาร์ดเชื่อว่า จะเป็นจุดกำเนิดเส้นทางฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมให้กับเขา

แม้จะดูทั้งบ้าและเพี้ยน แต่ทุกอย่างเป็นไปตามที่บูลลาร์ดคาดการณ์ … เขาได้รับการเซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรก กับทีมดาร์ทฟอร์ด ในลีกระดับ 7 ของอังกฤษ และฤดูกาลถัดมา เขาได้ขยับขึ้นไปเล่นกับทีมในลีกระดับ 6 กับ เกรฟเซนด์ แอนด์ นอร์ธฟลีต

จนถึงตอนนี้ หลายคนคงเป็นงงว่า ที่บูลลาร์ดเลือกไปเริ่มต้นอาชีพกับทีมสมัครเล่น เขาคิดถูกตรงไหน … แต่ในปี 1999 ด้วยวัยแค่ 20 ปี หลังจาก 2 ปี ที่เขาลงไปเล่น ในลีกระดับล่าง อดีตสโมสรที่เคยเขี่ยเขาทิ้ง อย่างเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ได้ยื่นข้อเสนอ 30,000 ปอนด์ ซื้อตัวบูลลาร์ด จากทีมในระดับดิวิชั่น 6 ไปร่วมทีมBullard

ความบ้าของบูลลาร์ด พาเขากลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง กับทีมระดับพรีเมียร์ ลีก ในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ แต่เป็นอีกครั้ง ที่สโมสรรักแห่งนี้ ต้องทำให้เขาเจ็บช้ำ เพราะตลอด 2 ปี ที่บูลลาร์ดอยู่กับทีมขุนค้อน เขาลงเล่นไปทั้งสิ้น 0 นัด

“ผมไม่คิดจะยอมแพ้หรอก เป้าหมายของผมคือการเล่นในลีกสูงสุด ทำให้ผู้คนต้องจดจำผม ผมจะต้องทำมันให้สำเร็จ แม้จะต้องใช้เวลาหลายปีก็ตาม” บูลลาร์ดเล่าย้อน ถึงเป้าหมายของเขา สมัยเป็นนักบอลดาวรุ่ง

บูลลาร์ดกลับไปเริ่มต้นใหม่ ในศึกดิวิชั่น 2 (ลีกวันในปัจจุบัน) กับ ปีเตอร์โบโร ได้กลับลงสนามในฐานะตัวจริงอีกครั้ง จนในปี 2003 วีแกน แอธเลติค ได้มาซื้อตัวเขาไปร่วมทีม และเขาฉายแสงความสามารถอย่างสุดขีด กับสโมสรแห่งนี้ พาวีแกนเลื่อนขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ในฤดูกาล 2004-05image

บูลลาร์ดทำฝันของเขาได้สำเร็จ ในปี 2005 ด้วยวัย 26 ปี เขากำลังจะได้เริ่มต้นในลีกฟุตบอลที่เขาใฝ่ฝัน และเขากลายเป็นนักฟุตบอล ที่แฟนบอลจดจำได้อย่างรวดเร็ว

ไม่ใช่เพราะฝีเท้าของเขาโดดเด่นเหนือใคร แต่คาแรคเตอร์ของบูลลาร์ด ทำให้เขากลายเป็นที่จดจำของแฟนบอล

 

นักแกล้งมืออาชีพ

ในด้านหนึ่ง บูลลาร์ดเป็นคนสนุกสนานเฮฮา เขาไม่เคยเดินทางมาสนามซ้อม ด้วยความตึงเครียด จริงจัง ในทางกลับกัน เขามองว่าฟุตบอลคือความสนุก และเขาต้องการให้ทุกคนสนุกไปกับมัน article-2634332-0405B4E70000044D-604_634x529

ตอนบูลลาร์ดค้าแข้งให้กับวีแกน เขาสร้างรายการปลอมๆ ของเขาในชื่อ “ฟุตบอล ฟันนี่ โชว์” คอยทำตัวตลกๆ สร้างความสนุกให้เพื่อนร่วมทีมในสนามซ้อม และอีกสิ่งหนึ่งที่เขาชอบทำ เพื่อสร้างความบันเทิง ให้กับเพื่อนร่วมทีม ก็คือการแกล้งเพื่อนร่วมทีมของเขาเอง

“ผมเป็นคนมีเพื่อนเยอะ เพื่อนอยู่กับผมตลอด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสนุก ที่จะแกล้งพวกเขาตลอดเวลา”

“บางครั้งผมก็แกล้งพวกเขาหนัก หลายครั้งที่เพื่อนร่วมทีมโกรธ โมโหผม แต่ผมจะแก้ต่างไปว่า ‘เราขอโทษ’ ‘เราไม่ได้ตั้งใจ’ พวกเขาก็จะหายโกรธ ถึงจะแปลกใจก็ตาม”

“แต่ส่วนใหญ่ 90 เปอร์เซ็นต์ พวกเขาชอบที่ผมแกล้งเขานะ ถึงอีก 10 เปอร์เซ็นต์จะไม่ชอบก็ตาม ดังนั้น ผมถือว่าการกระทำของผมเป็นเรื่องที่ดี”

หลังจากย้ายออกจาก วีแกน บูลลาร์ดย้ายไปเล่นฟุตบอล ให้กับอีกหลายทีม ไม่ว่าจะเป็น ฟูแลม (Fulham), ฮัลล์ ซิตี้ (Hull City), อิปสวิช ทาวน์ (Ipswich Town) และ เอ็มเค ดอนส์ (MK Dons) แต่ไม่ว่าเขาจะย้ายไปที่ไหน เขารักษาคาแรคเตอร์ ความฮา กวน บ้า เพียน ของเขาเอาไว้ตลอด

“ตอนผมย้ายไปอยู่ฟูแล่ม ก่อนเปิดฤดูกาล มีการจัดกิจกรรมละลายพฤติกรรม ผมชอบนะเข้าทางผมเลย ตอนนั้นผมอยู่กับทีมได้แค่ 4 สัปดาห์ แต่ผมอยากแกล้ง ปาปา บูบา ดิย็อป (Papa Bouba Diop) และผมรู้ว่าเขาชอบการนวดมาก ผมจึงคิดจะแกล้งเขา”

“ตอนที่เขาก้มหน้านวด ผมจึงไปเล่นกับหัวของดิย็อป ผมนั่งลงไปบนหัวของเขา เพื่อนร่วมทีมคนอื่นชอบกันมาก แต่ดิย็อปโมโหหนัก เขาวิ่งไล่ไปทั่วสนามซ้อม เขาต้องการจะฆ่าผม”

ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมทีม ที่โดนบูลลาร์ดแกล้ง เพราะระดับผู้จัดการทีมก็ไม่รอดเช่นกัน เหตุการณ์อันเป็นที่จดจำของเขา คือการล้อเลียน ฟิล บราวน์ ผู้จัดการทีมของฮัลล์ในปี 2009PA-6696201

หากยังจำกันได้ บราวน์เคยก่อวีรกรรมกับลูกทีมของตัวเองในเกมบ็อกซิ่งเดย์ปี 2008 เมื่อเขาสั่งลูกทีมห้ามเข้าห้องแต่งตัวช่วงพักครึ่งในเกมพบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลังโดนยำเละในครึ่งแรกถึง 4-0 ก่อนที่จะให้นั่งล้อมวง ส่วนเขาก็เข้าไปอยู่ตรงกลาง แก้เกมและตำหนิลูกทีมต่อหน้าแฟนๆ

เกือบ 1 ปีต่อมา ฮัลล์ มีโปรแกรมต้องเจอกับ แมนฯ ซิตี้ อีกครั้ง คราวนี้ จิมมี่ บูลลาร์ด กลายเป็นฮีโร่ ยิงจุดโทษช่วยให้ทีมตีเสมอ 1-1 ช่วงท้ายเกม และหลังจากนั้น สิ่งที่บูลลาร์ดทำ คือสั่งให้เพื่อนร่วมทีม มานั่งเป็นวงกลม ขณะที่ตัวเขากลายเป็น ฟิล บราวน์ ยืนล้อเลียน ชี้หน้าสั่งเพื่อนร่วมทีมBEtu2psCYAIHfzb

อันที่จริง เรื่องนี้มันดูแปลกๆ อยู่สักหน่อยที่บูลลาร์ดทำท่าดีใจล้อเลียนเจ้านายตัวเอง เพราะในเกมที่นักเตะ ฮัลล์ ถูกเจ้านายตัวเองสั่งนั่งล้อมวงกลางสนามช่วงพักครึ่งนั้น บูลลาร์ดยังไม่ทันย้ายมาร่วมทีมด้วยซ้ำ (เจ้าตัวย้ายมาร่วมทีมในเดือนมกราคม 2009) แต่ปรากฎว่า ทุกคนชอบในไอเดียนี้ แม้กระทั่งตัวของ ฟิล บราวน์ ที่โดนลูกทีมเล่นเต็มๆ ก็ตาม

แม้แต่ผู้จัดการระดับทีมชาติ ก็ไม่รอด … บูลลาร์ดเคยถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษในปี 2008 ภายใต้การนำของ ฟาบิโอ คาเปลโล และบูลลาร์ดเรียกคาเปลโลว่า “บุรุษไปรษณีย์แพท” ตัวการ์ตูนที่มีรูปร่างคล้ายกับคาเปลโล หรือบางครั้งก็ร้องเพลงประกอบการ์ตูนเรื่องนี้ ให้คาเปลโลฟัง  BoHD5OVIcAAM1MF

“แกล้งคนในทีมชาติอังกฤษไม่สนุกหรอก พอผมเริ่มแกล้ง ก็จะมีคนมาบอกว่า ทำตัวให้จริงจังหน่อย ผมยอมรับว่า เวลาผมได้ไปติดทีมชาติอังกฤษ ผมทำตัวไม่ค่อยถูก นักฟุตบอลพยายามเว้นระยะระหว่างกัน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสนิทด้วย”

“ผมยอมรับว่า ผมมีปัญหาเวลาอยู่ในแคมป์ทีมชาติ ผมต้องการแสดงความเป็นตัวเอง แต่ผมแทบแกล้งใครไม่ได้เลย แคมป์ทีมชาติจริงจังตลอดเวลา จริงจังอย่างมาก ผมไม่ใช่คนแบบนั้น”

 

เป็นตัวของตัวเอง

ตัวตนของบูลลาร์ด ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมาเปลี่ยนแปลงได้ ความเป็นคนขี้แกล้ง เพี้ยนๆ ชอบความเฮฮา อาจจะทำให้เขา ไม่มีโอกาสได้ย้ายไปอยู่กับทีมยักษ์ใหญ่ หรือประสบความสำเร็จในอาชีพค้าแข้ง แต่เขาก็พอใจในสิ่งที่เขาเป็น

บูลลาร์ดสร้างวีรกรรมสุดเพี้ยนอีกมากมาย บนสนามฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็น ความพยายามไล่ถอดกางเกงของ เฟรดดี ลุงเบิร์ก เพื่อดูกางเกงใน เพราะในตอนนั้นลุงเบิร์กเป็นพรีเซ็นเตอร์กางเกงใน ให้กับแบรนด์ Armani

แม้แต่นักเตะจอมโหด อย่างดันแคน เฟอร์กูสัน ยังเคยถูกบูลลาร์ดทำหน้าทำตากวนประสาทใส่ในสนามแข่ง จนบิ๊กดังค์ถึงกับท้าต่อยกับเเข้งจอมกวนรายนี้ ในอุโมงค์ทางเดิน

“ผมไม่ได้กลัวเขานะ แต่ผมก็ตกใจเหมือนกัน ที่เขาเดินมาท้าต่อยผมแบบนั้น จริงๆ ผมก็กลัวนิดหน่อยแหละ … ผมเดินเข้าอุโมงค์ เห็นเขายืนรออยู่ตรงทางเดิน ผมรู้ว่าตัวเองงานเข้าแล้ว ผมต้องรีบไปขอโทษเขา บอกเขาว่าผมไม่ได้มีเจตนาไม่ดี ที่ทำหน้าแบบนั้นใส่เขา”

อย่างไรก็ตาม บูลลาร์ดคงคาแรคเตอร์ของเขาเอาไว้ จนกระทั่งแขวนสตั๊ด และเมื่อเลิกเล่นฟุตบอล เขาไม่คิดจะเปลี่ยนตัวเองแต่อย่างใด และยังคงรักษาตัวตนความเพี้ยนเอาไว้เหมือนเดิม 

“ผมแกล้งเพื่อนที่มาเล่นกอล์ฟกับผม ไม่ต่างกับตอนผมแกล้งเพื่อนร่วมทีม สมัยเป็นนักฟุตบอล” บูลลาร์ดพูดถึงความแตกต่างที่เหมือนเดิม หลังจากเขาหันมาชิมลางเป็นนักกอล์ฟอาชีพ “แต่เอาจริง มันไม่สนุกเหมือนตอนผมเป็นนักฟุตบอลหรอก”

บูลลาร์ดอาจจะอำลาวงการลูกหนัง ในฐานะนักเตะอย่างเงียบๆ เมื่อปี 2012 … แต่วีรกรรมชวนหัวเราะของเขา ยังคงเป็นที่จดจำ หลังแขวนสตั๊ดบูลลาร์ดมีโอกาสได้ทำหน้าที่ เป็นพิธีกรรายการตลกเกี่ยวกับฟุตบอล อยู่หลายรายการ รวมถึงแสดงซิตคอมตลกมาแล้วLeatherhead_vs_Needham_032

ทุกวันนี้ เราอาจจะจดจำผลงานเก่าๆ ในฐานะนักฟุตบอลของบูลลาร์ดไม่ได้ แต่ใครที่ทันดูนักเตะรายนี้ คงไม่มีวันลืมโมเมนต์ตลกๆของเขา อย่างน้อยท่าดีใจล้อเลียนผู้จัดการทีมตัวเอง ยังคงเป็นที่กล่าวถึงในวงการฟุตบอล จนถึงทุกวันนี้

จิมมี่ บูลลาร์ด อาจจะไม่ใช่นักเตะที่ยิ่งใหญ่ แต่สิ่งที่เขาทำตลอดอาชีพชีวิตการค้าแข้ง คือสิ่งที่ย้ำเตือนว่า ฟุตบอลคือความสนุก ความบันเทิง สิ่งที่สร้างความสุขให้กับเรา ไม่ว่าในช่วงเวลาแบบไหนก็ตาม