จูนินโญ่ แข้งจิ๋วแซมบ้า ที่เปลี่ยนให้คนเชื่อว่า คนตัวเล็กก็เล่นพรีเมียร์ลีกได้

จูนินโญ่ แข้งจิ๋วแซมบ้า ที่เปลี่ยนให้คนเชื่อว่า คนตัวเล็กก็เล่นพรีเมียร์ลีกได้

ฟุตบอลอังกฤษขึ้นชื่อเรื่องการเล่นที่รวดเร็ว หนักหน่วง และรุนแรงเสมอมา โดยเฉพาะเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ยิ่งถือว่าเป็นช่วงที่สไตล์ของฟุตบอลอังกฤษถูกเรียกว่าฟุตบอลโบราณ เพราะสักแต่จะโยนและวัดความแข็งแกร่งของร่างกายอย่างเดียว

 

แม้กล่าวเช่นนั้น คนอังกฤษก็ภูมิใจกับสไตล์ของพวกเขา และเชื่อว่านี่คือเกมของลูกผู้ชายที่แท้จริง แถมยังมั่นใจอยู่ลึกๆ ว่าที่นี่ไม่ใช่ลีกที่เหมาะกับพวกจอมเทคนิคตัวจิ๋วร่างกายไร้มัดกล้าม … ถ้าพวกตัวจิ๋วเหล่านี้ได้ลงสนาม คงถูกเบียดกระแทกกระเด็นปลิวไปไกลแน่นอน

อย่างไรก็ตามมี 1 คนที่เปลี่ยนแปลงทุกความเชื่อ และสร้างความเคารพให้กับแฟนบอลอังกฤษที่มีต่อนักเตะบราซิล รวมถึงนักเตะตัวเล็กๆ คนอื่นๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม 

และนี่คือเรื่องราวของเขาคนนั้น จูนินโญ่ เปาลิสต้า … ตัวรุกร่างเล็กเจ้าของความสูง 168 เซนติเมตร ของ มิดเดิลสโบรช์ ผู้ทำลายภาพจำเก่าๆ ได้อย่างพังพินาศ 

 

ความบันเทิงที่แสนแตกต่าง

ย้อนกลับไปเกือบ 30-40 ปีก่อน หรือช่วงก่อนเข้าสู่ยุคที่ลีกสูงสุดเปลี่ยนชื่อเป็น “พรีเมียร์ลีก” ฟุตบอลอังกฤษมักจะโดนติฉินว่าเป็นลีกฟุตบอลที่เล่นกันแบบใช้แต่พละกำลัง ดวลความแข็งแกร่งของร่างกาย หรือเรียกกันง่ายๆ ว่า “บอลโบราณ” นั่นเอง JS48559467

ด้วยรูปแบบการเล่นที่โยนบอลยาวจากหลังไปหน้า จากกราบข้างเข้ากรอบเขตโทษ ทำให้ ดิวิชั่น 1 ของอังกฤษ ยังดูห่างชั้นกับลีก เซเรีย อา ของ อิตาลี ที่เป็นฟุตบอลแท็คติกสวยงาม และอุดมไปด้วยนักเตะซูเปอร์สตาร์เดินกันให้ว่อน อาทิ มิเชล พลาตินี, รุด กุลลิท, ดีเอโก มาราโดนา, มาร์โก ฟาน บาสเทน, โลธาร์ มัทเธอุส, โรแบร์โต บาจโจ้ และแน่นอนว่าความนิยมฝั่งอิตาลีเหนือกว่าฝั่งอังกฤษเป็นไหนๆ ณ เวลานั้น 

จนกระทั่งในปี 1992 ลีกสูงสุดของอังกฤษมีการรีแบรนด์ขึ้นมาใหม่เพื่อสร้างจุดขาย ให้โดนใจตลาดคนดูมากขึ้น นอกจากนี้พวกเขายังตั้งใจทำให้ลีกนี้ คือลีกที่มีความเสมอภาค ทีมเล็กๆ มีสิทธิ์ได้เงินจากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์ไม่แพ้ทีมใหญ่ เพื่อการพัฒนาไปด้วยกันที่ยั่งยืนกว่า

เริ่มต้นจากการเปลี่ยนชื่อลีก ดิวิชั่น 1 กลายเป็น พรีเมียร์ลีก ซึ่ง ณ เวลานั้น ทีมมีเดียของพรีเมียร์ลีกพยายามอย่างมากที่จะยกระดับลีกให้ขึ้นมาเป็นลีกอันดับ 1 ของโลก พวกเขาเริ่มถ่ายโฆษณาโดยการนำเอาสตาร์ของทุกทีมที่ลงแข่งขันเป็นตัวชูโรง ซึ่งเป็นอะไรที่ถือว่าทันสมัยมากเมื่อ ณ เวลานั้น 

การเติบโตทางการตลาดทำให้โลกทัศน์เปิดกว้างขึ้น ในช่วงที่มีการเปลี่ยนชื่อเป็นพรีเมียร์ลีก ก็เริ่มมีนักเตะต่างชาติฝีเท้าดีเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อมีนักเตะซึ่งมีสไตล์ที่แตกต่างจากบอล “ฮิตแอนด์โฮป” (โยนยาวแล้วไปหวังกันข้างหน้า) อย่างที่เห็นจนชินตา ความสนุกก็เริ่มบังเกิด 

นักเตะต่างชาติหลายคนเข้ามา และสร้างความประทับใจ ให้ความบันเทิงกับแฟนๆ ในแบบที่พวกเขาไม่เคยเห็น แข้งแนวรุกอย่าง เอริค คันโตน่า, อังเดร แคนเชลสกี่ส์, ดาวิด ชิโนล่า, จานฟรังโก้ โซล่า และ เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ คือผู้สร้างความแตกต่างอย่างแท้จริง 

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อเก่าๆ ก็ยังไม่หมดไป เพราะ ณ เวลานั้นถึงแม้จะมีแข้งต่างชาติเข้ามาในส่วนของเกมรุก แต่ในเกมรับ หลายๆ ทีมยังใช้นักเตะในสหราชอาณาจักรเป็นส่วนใหญ่ และคุณสมบัติของแข้งแนวรับเจ้าถิ่นเหล่านี้คือ ตัวใหญ่, พันธุ์ดุ, เตะแหลก และ หนักทั้งในและนอกเกม ดังนั้นมันจึงมีวลีที่ว่า นักเตะตัวเล็กร่างกายไม่แข็งแรงนั้นยากที่จะมาเล่นในพรีเมียร์ลีกได้

เทคนิคอย่างเดียวไม่มีทางพอ … หลายคนเชื่ออย่างนั้น กระทั่งนักเตะบราซิลเจ้าของความสูง 168 เซนติเมตร ที่ชื่อว่า จูนินโญ่ เปาลิสต้า เข้ามา และสั่นคลอนความเชื่อดังกล่าวได้รุนแรงที่สุดอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด

 

แข้งจิ๋วแซมบ้า 

“ตอนแรกผมกังวลมากกับสิ่งที่ ไบรอัน ร็อบสัน (โค้ชของโบโร่) บอกกับผม เขามาที่บราซิลด้วยตัวเองและอธิบายเป็นฉากๆ ถึงภาพในหัวของเขา และสุดท้ายเขาบอกกับผมว่า ‘เราต้องการนักเตะที่แตกต่างอย่างคุณ’ และสุดท้ายผมก็เชื่อเช่นนั้น” จูนินโญ่ กล่าว d-23

เดือนตุลาคม ปี 1995 มิดเดิลสโบรช์ ทีมในโซนอีสานของอังกฤษ ทุ่มเงิน 4.75 ล้านปอนด์ คว้าตัว จูนินโญ่ วัย 22 ปี ที่มีหลายทีมในยุโรปหมายตาอยู่ ดังนั้นการเลือก เดอะ โบโร่ ทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดของ จูนินโญ่ จึงกลายเป็นที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

ถึงตรงนี้เราคงต้องขอชี้แจงก่อนว่า อันที่จริง เคยมีนักเตะบราซิลที่มาค้าแข้งในฟุตบอลอังกฤษก่อนหน้า จูนินโญ่ โดยแข้งแซมบ้าคนแรกในวงการฟุตบอลอังกฤษคือ มิรันดินญ่า ที่เล่นให้กับ นิวคาสเซิล ช่วงปี 1987-89

และหากนับเฉพาะยุคพรีเมียร์ลีก จูนินโญ่ ก็ไม่ได้เป็นนักเตะบราซิลคนแรก เพราะก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือน อิไซอัส ได้ย้ายมาเล่นกับ โคเวนทรี แต่ด้วยฝีเท้าและส่วนสูง หลายคนจึงจับตามอง และอาจรวมถึงการตั้งอคติกับ จูนินโญ่ มากกว่าใครอื่น

อย่างที่บอก หลายคนเชื่อว่าแข้งตัวจิ๋วไร้ซึ่งมัดกล้ามคงเอาชื่อมาทิ้งกับการเลือกครั้งนี้ แต่ จูนินโญ่ แค่เข้ามาและลงไปเล่น จากนั้นเขาก็เห็นความแตกต่างจากที่คนอื่นๆ บอก … และมันทำให้เขาปรับตัวกับทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว แม้จะเป็นครั้งแรกที่เขาออกมาค้าแข้งนอกประเทศบราซิล

“สิ่งที่ง่ายที่สุดในการปรับตัวกับประเทศอังกฤษก็คือฟุตบอล ผมทำมันได้เร็วที่สุดเลย เหตุผลเพราะผมได้พบกับอิสระในการเล่นแต่ละเกม” จูนินโญ่ จั่วหัวแบบชวนงง ทั้งๆ ที่ฟุตบอลอังกฤษเป็นเกมที่เร็วและหนักแน่น

“สำหรับคนภายนอกที่มองฟุตบอลอังกฤษจะบอกว่าเกมที่นี่เร็วมาก แต่ถ้าคุณลงไปอยู่ในสนามอย่างผมคุณจะพบว่าในช่วงที่ทุกอย่างรอบตัวคุณเคลื่อนไหว คุณจะพบช่องว่างที่มีแต่คุณเท่านั้นที่เห็น ผมได้อิสระมากมายจากการมองเห็นนั้น” จูนินโญ่ เล่า 

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า เซนส์บอล อย่างแท้จริง เพราะมีไม่บ่อยนักที่นักเตะจากอเมริกาใต้จะมาที่อังกฤษและเล่นได้ดีทันที เรื่องของฝีเท้าไม่มีใครเถียง นักเตะแซมบ้านั้นการันตีเรื่องเทคนิคที่เหลือล้น แต่ปัญหาจริงๆ คือเรื่องของการปรับตัวกับสภาพสิ่งแวดล้อมที่ต่างจากวิถีเดิมของพวกเขามาก จนส่งผลไปถึงฟอร์มการเล่นในสนามและเละไม่เป็นท่า

แต่ จูนินโญ่ ไม่ใช่แบบนั้น เขามองหาจุดแข็งภายใต้จุดอ่อนเจอ ยิ่งเกมเร็วเท่าไหร่ เขากลับยิ่งเห็นความผิดพลาดและพื้นที่ที่คู่แข่งเปิดทางให้มากเท่านั้น นี่คือการพลิกวิกฤติเป็นโอกาสที่น้อยคนนักจะเปลี่ยนแปลงมันได้ และเขามีเคล็ดลับที่ง่ายนิดเดียว (ในมุมมองของเจ้าตัว) นั่นคือก็ เมื่อตัวเล็ก ก็ต้องทดแทนด้วยใจที่ใหญ่แทนนั่นเอง

“ตอนต้นอาชีพของผม ผมโดนตำหนิเรื่องรูปร่างที่เล็กมากๆ เสมอ ผมเคยเกือบเลิกเล่นด้วยนะ เพราะโค้ชไม่เคยไว้ใจผมเลย แต่พอผมได้กลายมาเป็นนักเตะอาชีพ ผมสามารถเปลี่ยนทุกอย่างได้โดยสิ้นเชิง ผมอาจจะดูบอบบาง แต่ผมมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ถ้าคุณย้อนกลับไปดูประวัติการลงเล่นของผมที่ผ่านมาทั้งหมด คุณจะพบว่าผมเคยได้รับบาดเจ็บแค่ 2 ครั้งเท่านั้น ผมเคยเล่นทุกเกมทั้งฤดูกาล และมันหมายถึงว่าหากผมจะตัวเล็ก แต่มันก็ไม่ได้แปลว่าผมเป็นคนที่อ่อนแอเสียเมื่อไร” จูนินโญ่ กล่าวกับ FourFourTwo 

 

ปรากฎการณ์

สภาพจิตใจที่แข็งแกร่งไม่ได้เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ จูนินโญ่ กลายเป็นตำนานของ มิดเดิลสโบรช์ ในภายหลัง เขาเคยยอมรับว่าแม้จะมั่นใจในรูปร่างตัวเองตอนที่อยู่ บราซิล กับ เซา เปาโล แต่เมื่อมาที่อังกฤษตัวของเขาแอบหวั่นๆ อยู่เหมือนกันว่า จะผ่านมันไปได้หรือไม่ssss

“ผมเปิดดูเทปการเล่นของทีมต่างๆ และพอจำได้ว่าตอนนั้นผมรู้สึกกลัว โดยเฉพาะเรื่องร่างกายนี่แหละ แต่ความจริงคือ ผมไม่เคยหนีความกลัวนี้ ผมพุ่งเข้าใส่มันอย่างไม่ลังเล”

“จากนั้นผมก็ใช้เวลาไม่กี่เดือนผ่านการฝึกซ้อมและปรับตัว สุดท้ายผมก็อยู่ในขีดความฟิตที่ลงตัวมาก” จูนินโญ่ เล่าถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาเลิกกังวลกับร่างกาย และใช้ฝีเท้าเขย่าลีกอังกฤษ

เกมหนึ่งที่ถือว่าเป็นแมตช์คลาสสิกคือ ดาร์บี้แมตช์ แดนอีสาน ระหว่าง โบโร่ เจอกับ นิวคาสเซิล ที่ เซนต์ เจมส์ พาร์ค ในเกมนั้น ฟิลิปป์ อัลแบร์ต กองหลังชาวเบลเยี่ยมที่สูง 190 เซนติเมตรของ นิวคาสเซิล ไล่เตะไล่กระแทก และเล่นเกมจิตวิทยาขู่ จูนินโญ่ ทั้งเกม แต่แข้งจิ๋วจากแซมบ้าลุกขึ้นมาชี้หน้าของ อัลแบร์ต และบอกว่า “ข้าไม่กลัวหรอก”

“ผมดวลกับ อัลแบร์ต ด้วยความกังวลในตอนแรก ผมรู้ว่ามันจะยากแต่ผมก็เจอแบบนี้มาเยอะ ทว่าวันนั้น อัลแบร์ต เตะผมต่อหน้ากรรมการเลยนะ แต่ตอนนั้นผมบอกได้เลยว่าผมไม่กลัวใครทั้งนั้น ผมหมายถึงในสนามน่ะนะ แต่ถ้าเจอเขาไล่หวดผมแบบนี้นอกสนาม ผมว่าผมคงต้องเลือกที่จะวิ่งหนีตายแหละ” จูนินโญ่ เล่าความหลังอย่างอารมณ์ดี 

ในปีนั้นแทบไม่มีกองหลังคนไหนที่หยุด จูนินโญ่ เปาลิสต้า ได้โดยไม่ทำฟาวล์ เขากลายเป็นไฮไลต์สำคัญในเกมทุกๆ สัปดาห์ แฟนๆ ของ โบโร่ ต่างพากันกล่าวถึงความตื่นตาตื่นใจของเพลย์เมคเกอร์ชาวบราซิลรายนี้ และรู้ตัวอีกทีทุกคนในเมืองก็พร้อมใจยกย่องเขาให้เป็นนักเตะที่ดีที่สุดเท่าที่ทีมเคยมีมาเลยทีเดียว 

โดยเฉพาะปีที่ดีที่สุดของเขา ฤดูกาล 1996-97 ที่ผนึกกำลังคู่กับ ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี่ ช่วย โบโร่ เข้าชิงฟุตบอลถ้วยถึง 2 รายการ ทว่าปีนั้นคือปีตลกร้าย เพราะนอกจากพวกเขาจะพลาดทั้ง 2 แชมป์แล้ว โบโร่ ยังตกชั้นสู่ดิวิชั่น 1 อีกต่างหาก 

 

ตัวไปแต่ความยอดเยี่ยมไม่เคยจากไปไหน

จูนินโญ่ ยอมรับว่าเขามีความสุขกับ โบโร่ ในเวลานั้นมากแม้จะเป็นปีที่ล้มเหลว โดยเดิมทีเขาอยากจะอยู่ช่วยทีมเลื่อนชั้นให้ได้ ทว่าสิ่งที่เขาต้องทำอีกเรื่อง คือการรักษาตำแหน่งในทีมชาติบราซิลเอาไว้ เพราะฟุตบอลโลกปี 1998 กำลังจะมาถึงแล้ว ซึ่งการเล่นใน ดิวิชั่น 1 ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีแน่juninho

ดังนั้น จูนินโญ่ จึงเลือกย้ายไปเล่นในสเปนกับ แอตเลติโก มาดริด และสร้างชื่อเสียงต่อเนื่อง โดยเฉพาะการประสานงานกับ คริสเตียน วิเอรี่ กองหน้าชาว อิตาลี จนกลายเป็นขวัญใจแฟนตราหมีไปอย่างรวดเร็ว (แต่ที่สุดแล้ว จูนินโญ่ก็พลาดติดทีมชาติไปฟุตบอลโลก 1998 จากการโดน มิเชล ซัลกาโด้ เสียบขาหักในช่วงราว 5 เดือนก่อนถึงทัวร์นาเมนต์) … แม้เขามีชีวิตที่ดีในสเปน แต่ที่อังกฤษ ผู้คนยังคงพูดถึงเขาในแง่บวกเสมอ 

ด้วยฟอร์มที่ จูนินโญ่ ทำไว้ กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของนักเตะบราซิลในอังกฤษทันที ทุกคนมีภาพจำจากการเล่นของ จูนินโญ่ ว่า แข้งบราซิลไม่ใช่พวกดีแต่เทคนิคแต่เล่นจริงป้อแป้ไม่ได้เรื่อง แต่เริ่มจำฝังหัวถึงภาพของผู้สร้างเกมรุกให้กับทีมได้เร้าใจที่สุด ด้วยทักษะ, ความเร็ว และความคิดสร้างสรรค์ในแบบที่นักเตะอังกฤษยากจะเลียนแบบ 

ดังนั้นนักเตะบราซิลจึงค่อยๆ มีโอกาสมาเล่นในพรีเมียร์ลีกมากขึ้นถึง 70 คน และแน่นอนว่ามันมาจากการเปิดประตูสู่ความบันเทิงของ จูนินโญ่ เปาลิสต้า คนนี้นี่เอง ซึ่งตัวของเขาก็กลับมาเล่นให้กับ โบโร่ อีก 2 ครั้งในช่วงฤดูกาล 1999-2000 และปี 2002-2004 หลังจากที่เขานำทีมชาติบราซิล คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 5 ได้สำเร็จ

ที่สำคัญคือ จูนินโญ่ สามารถนำ มิดเดิลสโบรช์ คว้าแชมป์ระดับเมเจอร์ถ้วยแรกและถ้วยเดียวของสโมสรจนถึงทุกวันนี้ คือ ลีกคัพ เมื่อฤดูกาล 2003-04 อีกด้วย

ไม่ใช่แค่คนอังกฤษเท่านั้นที่ได้อิทธิพลจาก จูนินโญ่ เพราะแม้แต่ที่ บราซิล ผู้คนก็เริ่มติดตามฟุตบอลพรีเมียร์ลีกมากขึ้น โดยมีจุดประสงค์แรกเริ่มในการดูฟอร์มของ จูนินโญ่ นั่นเอง

“มันเป็นสิ่งที่ผมภูมิใจมาก ก่อนหน้านี้เราแทบไม่สามารถหาการถ่ายทอดสดฟุตบอลอังกฤษดูในบราซิลได้เลย แต่ตอนนี้ผู้คนกำลังเปิดใจและรักพรีเมียร์ลีกขึ้นเรื่อยๆ”  

“พรีเมียร์ลีกคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในอาชีพของผมแล้ว ผมมีความสุขเกิดขึ้นมากที่นั่น ผมคิดว่ารูปแบบการเล่นของผมนำมาสู่สไตล์ใหม่ของพรีเมียร์ลีก และมันชัดเจนมากเมื่อนักเตะยุคหลังๆ อย่าง คูตินโญ่, ฟีร์มิโน่, กาเบรียล เชซุส และ ริชาร์ลิสัน กำลังเล่นและทำได้ดีเหลือเกิน”

“อย่างน้อยๆ ตอนนี้ผมก็พอจะบอกได้ว่า ผมมีความสุขมากๆ กับการได้เป็นนักเตะบราซิลคนแรกๆ ที่ได้เล่นในพรีเมียร์ลีก” ผู้สร้างปรากฎการณ์แซมบ้าตัวจิ๋วกล่าวทิ้งท้าย

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *