โอกาสครั้งสำคัญ การฉายแสงของ ‘อีสปอร์ต-เกมมิ่ง’ ท่ามกลางวิกฤติโลก

“โลกทั้งใบแทบหยุดนิ่ง” คือสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ COVID-19 เกิดการระบาดใหญ่ไปทั่วโลก จนมีผู้ติดเชื้อหลายแสน กับผู้เสียชีวิตอีกหลายหมื่น

 

วงการกีฬาเองก็เช่นกัน เพราะ COVID-19 ทำให้การแข่งขันแทบทุกชนิดกีฬาทั่วทุกมุมโลกต้องหยุดชะงัก บ้างเลื่อน บ้างยกเลิก และบ้างก็ต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบไป 

แต่ท่ามกลางความเงียบงันและมืดมิด กลับมีแสงสว่างและเสียงอึกทึกเล็กๆ ดังขึ้นในโลกออนไลน์ เมื่อการแข่งขันเกม หรือ อีสปอร์ต กลายเป็นที่นิยม และมีคนติดตามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แต่กระแสความนิยมที่เติบโตสวนกระแสโลกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

 

อีสปอร์ตก็กระทบ (จริงๆ นะ)

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะไปถึงตรงจุดนั้น เราคงต้องชี้ให้เห็นถึงความจริงประการหนึ่งว่า อีสปอร์ต ตลอดจนวงการเกมเอง ก็ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 เช่นเดียวกับวงการกีฬา และวงการอื่นๆdota-2-the-international-6

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ คือการแข่งขันอีสปอร์ตของเกมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Dota 2, FIFA, LoL (League of Legends), RoV หรือเกมอื่นๆ ต่างก็ต้องงดเว้นการจัดแข่งขันรอบออฟไลน์ หรือรอบที่ทีมแข่งขันจะมาประจันหน้า ขึ้นดวลในสถานที่เดียวกัน ซึ่งเป็นรอบที่สามารถเรียกผู้ชมเข้าสนามแข่งขันได้ไม่ต่างกับการแข่งขันกีฬาอื่นๆ ไว้ก่อน 

โดยมาตรการรับมือกับสถานการณ์นั้นก็มีหลากหลาย บ้างก็ตัดสินใจเลื่อนการแข่งขัน บ้างก็ปรับรูปแบบการแข่งขันเป็นรอบออนไลน์ ซึ่งแต่ละคนจะแข่งกันในสถานที่ของตน ซึ่งเป็นรูปแบบที่เราจะได้พบกันบ่อยในรอบแรกๆ ของแต่ละทัวร์นาเมนต์ และก็มีหลายงานที่ต้องยกเลิกการแข่งขันไปเลย 

ไม่เพียงเท่านั้น เกม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำของอีสปอร์ต ยังได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะงานเกมโชว์หลายๆ งานต้องถูกเลื่อน หรือไม่ก็ยกเลิกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง E3 งานโชว์เกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกที่มีขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน ซึ่งมักจะเป็นงานแรกของการเปิดตัวเกมดังๆ ที่มีคิวจะออกจำหน่ายในช่วงปลายปีอีกด้วยนั้น ก็ต้องยกเลิกการจัดงานในปี 2020 เป็นที่เรียบร้อย

แม้เกมจะยังสามารถออกจำหน่ายได้ตามปกติ รวมถึงการแข่งขันอีสปอร์ตยังเดินหน้าต่อไปได้ผ่านการแข่งขันในระบบออนไลน์ แต่การขาดอีเวนท์ที่สามารถเรียกผู้ชม รวมถึงสปอนเซอร์ได้อย่างมากมายมหาศาลไป ถึงตอนนี้ก็เริ่มมีการวิเคราะห์แล้วว่า รายได้จากวงการอีสปอร์ตทั่วโลก ที่มีแนวโน้มว่าจะแตะหลัก 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2020 คงจะเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน ซึ่งสาเหตุนั้น ก็มาจาก COVID-19 นั่นเอง

 

ความคึกคักกลางความเงียบงัน

แม้รายได้จากวงการอีสปอร์ตส่อเค้าว่าจะไม่บรรลุเป้าหมาย 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงเวลานี้ คือ วงการเกมที่คึกคักยิ่งกว่าเดิม

ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ Steam แพลตฟอร์มเล่นเกมบนคอมพิวเตอร์ หรือ PC ที่ใหญ่และได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก เพราะในช่วงที่คนทั่วโลกต้องอยู่บ้าน แทบจะออกไปไหนไม่ได้ ตามนโยบายระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับหรือแพร่กระจายเชื้อ COVID-19 หนึ่งในกิจกรรมความบันเทิงที่สามารถทำได้นั้น คือการเล่นเกม และนั่นทำให้มีผู้เข้า Steam เพื่อเล่นเกมต่างๆ มากกว่า 20 ล้านคนทั่วโลกในช่วงเวลาเดียวกัน มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ไม่เพียงแค่การเล่นเท่านั้น การดูคนเล่นเกมผ่านการสตรีมมิ่ง (Streaming) หรือ “แคสเกม” ก็ได้รับความนิยมเช่นกัน โดยใน Twitch โซเชียลมีเดียสายเกมมิ่งอันดับ 1 ของโลกนั้น มียอดผู้ชมในขณะเดียวกันโดยเฉลี่ยมากถึง 1.43 ล้านคนต่อวัน มากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2019 ถึง 12% เลยทีเดียว

การเล่นเกม รวมถึงรับชมการเล่นเกม ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของอีสปอร์ต กลายเป็นที่นิยมในเวลานี้ได้อย่างไร? คอนราด เวียเชค หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์และให้คำปรึกษาของ Sportcal บริษัทที่ปรึกษาการตลาดในวงการกีฬา ให้มุมมองว่าhow-to-stream-android-to-twitch-hero

“ปัจจุบันการแข่งขันกีฬาทั่วทุกมุมโลกถูกยกเลิกไม่ก็เลื่อนแข่งออกไป ซึ่งนี่ถือเป็นโอกาสสำคัญของอีสปอร์ต ในการสร้างตัวตนของพวกเขาในหมู่ของแฟนกีฬา ที่ปกติจะเสพคอนเทนท์ในลักษณะอื่นเลยครับ เพราะหนึ่งในจุดเด่นที่สำคัญเลยก็คือ ชุมชนอีสปอร์ตเอง ก็จะมีการจัดทัวร์นาเมนต์ของเกมต่างๆ ในระบบออนไลน์อยู่เสมอเพื่อความต่อเนื่อง ซึ่งแม้แต่ในสถานการณ์ของโลกที่เป็นอยู่ ณ ตอนนี้ อีสปอร์ตเองก็สามารถทำได้ ต่างจากกีฬาทั่วไปที่ตอนนี้ทำไม่ได้ง่ายๆ แล้วนั่นเอง”

“และเนื่องจากปฏิทินกีฬาของโลกที่พังทลายไปแล้วในตอนนี้ นี่คือโอกาสสำคัญที่อีสปอร์ตจะได้มีพื้นที่สื่อ เพราะสถานีต่างๆ ก็จำเป็นต้องหาคอนเทนท์มาลงเพื่อให้ตารางเวลาเต็ม ยิ่งบวกกับกระแสอีสปอร์ตที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้ว การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส เราอาจจะได้เห็นมูลค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดของอีสปอร์ตเพิ่มขึ้นในเร็วๆ นี้ด้วยครับ”

 

เวทีปล่อยของ

ย้อนกลับไปยังคำพูดของ คอนราด เวียเชค ข้างต้น เสน่ห์อย่างหนึ่งของอีสปอร์ตและเกมมิ่งคือ ขอแค่มีเกมที่อยากเล่นและเครื่องเล่นรองรับ รวมถึงระบบอินเตอร์เน็ตที่เสถียร คุณก็สามารถเข้าสู่การแข่งขันเพื่อผ่อนคลายตัวเองจากความตึงเครียดของการได้รับข่าวสาร หรือช่วงชิงความเป็นหนึ่งในโลกเสมือนได้ตามใจibai-RoKuJxy8sQuJcf7WdRc5j0H-624x385@El Correo

และในเมื่อการแข่งขันกีฬาตามปกติต้องหยุดชะงักเช่นนี้ จะมีอะไรที่น่าดูไปกว่าการแข่งขันกีฬาบนโลกเสมือน ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้เห็นหลายการแข่งขันกีฬา ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ ด้วยการแข่งขันกีฬาดังกล่าวตามปกติ เพียงแต่แทนที่จะลงสนามแข่งขันจริง ก็หันมาต่อสู้กันในเกมแทน

หนึ่งในตัวอย่าง คือ ลาลีกา ลีกฟุตบอลสูงสุดของประเทศสเปน ที่จับมือกับ ธนาคาร Santander สปอนเซอร์หลักของการแข่งขัน, สถานีโทรทัศน์ Movistar Plus ผู้ถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด และ “Ibai” หรือชื่อจริง อิไบ ยานอส (Ibai Llanos) คนดังแห่งวงการอีสปอร์ตของสเปน จัดการแข่งขันเกม FIFA 20 ที่มาพร้อมกับความพิเศษ นำเอานักเตะตัวจริงจากสโมสรต่างๆ ในลาลีกาฤดูกาล 2019-20 จับจอยเล่นทีมต้นสังกัดของตน เพื่อหาว่า นักเตะคนใด และทีมไหนจะครองความเป็นหนึ่ง รวมถึงยังเป็นการระดมทุนเข้าองค์การ ยูนิเซฟ อีกด้วย

ผลปรากฎว่า มีนักเตะจากทุกสโมสรอาสาที่จะเป็นตัวแทนของทุกทีม ก่อนที่สุดแล้ว จะมี 18 จาก 20 ทีมลงทำการแข่งขัน … ที่หายไป 2 ทีม ไม่ใช่ว่านักเตะคนนั้นป๊อดแต่อย่างใด ทว่าเนื่องจาก บาร์เซโลน่า และ มายอร์ก้า เป็น 2 สโมสรที่มีเกม PES (Pro Evolution Soccer) ของ Konami คู่แข่งสำคัญของ FIFA จากค่าย EA Sports เป็นพาร์ทเนอร์ 

“เราได้นักกีฬาระดับหัวแถวที่รักในการแข่งขันมา และถึงแม้ว่านี่จะเป็นการแข่งเพื่อการกุศล ทุกคนก็หวังที่จะชนะอยู่ดี” นี่คือคำยืนยันจาก อัลเฟรโด เบอร์เมโย หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ดิจิตัลของ ลาลีกา ที่เสริมด้วยว่า นักเตะบางคน เครียดกับการแข่งเกม FIFA มากยิ่งกว่าการลงสนามเตะจริงๆ เสียอีก

และการแข่งขันตลอด 3 วัน ซึ่งมีการถ่ายทอดสดไปทั่วโลก ก็เต็มไปด้วยสีสัน มีการทำประตูเกิดขึ้นแบบถล่มทลาย ก่อนที่สุดท้าย มาร์โก อเซนซิโอ จะนำ เรอัล มาดริด ต้นสังกัดของเขาคว้าแชมป์ โดยสามารถระดมทุนให้แก่ ยูนิเซฟ ได้มากถึง 142,000 ยูโร หรือราว 5.1 ล้านบาทเลยทีเดียว 

แต่ไม่ใช่แค่วงการฟุตบอลเท่านั้น ที่คึกคักกับอีสปอร์ตในช่วงต้องพักการแข่งขัน เพราะวงการความเร็ว หรือ มอเตอร์สปอร์ต ก็เช่นกัน แถมสเกลของผู้เข้าแข่งขัน ยังมหึมากว่าที่ ลาลีกา จัดมากเลยทีเดียว26293110-8142325-image-a-13_1584964168976

เพราะใครจะไปคิดว่า นักแข่ง Formula 1 ในยุคปัจจุบันอย่าง แม็กซ์ เวอร์สตัพเพ่น กับ แลนโด้ นอร์ริส, อดีตนักแข่ง F1 อย่าง ฮวน พาโบล มอนโตย่า กับ นิโก้ ฮัลเคนเบิร์ก, นักแข่งรถจากรายการต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก, นักกีฬาอีสปอร์ต F1, ยูทูบเบอร์สายเกมแข่งรถ, นักฟุตบอลอย่าง ธิโบต์ กูร์กตัวร์ หรือแม้แต่นักกอล์ฟอย่าง เอียน โพลเตอร์ ทั้งหมดจะมารวมตัวเพื่อทำในสิ่งเดียวกัน คือการแข่งรถ แถมยังมีการแข่งขันหลายรายการ หลายเกม ผุดขึ้นมาให้ได้ชมกันอย่างเต็มอิ่มทั้งวัน ซึ่งแม้แต่ทางผู้จัดการแข่งขัน F1 เองก็เอาด้วย

ดาร์เรน ค็อกซ์ ประธานและซีอีโอของ Torque Esports และเว็บไซต์ The Race ที่จัดการแข่งขัน The Race All-Star esports Battle เผยถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาตัดสินใจจัดการแข่งขันรถบนโลกออนไลน์ว่า มาจากข่าวลือที่แพร่สะพัด ถึงการยกเลิกการแข่งขัน F1 รายการ ออสเตรเลียน กรังด์ปรีซ์ สนามเปิดฤดูกาล 2020 ก่อนหน้ากำหนดการแข่งขัน 13-15 มีนาคม เพียงวันเดียวเท่านั้น แถมการตัดสินใจในเบื้องต้น ยังเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการประกาศยกเลิกการแข่งขันจริงๆ เสียอีก

“พอได้ข่าวก็รู้สึกเลยว่า ‘เราต้องทำอะไรสักอย่างให้แฟนๆ ได้มีการแข่งขันดูในวันอาทิตย์’ ผมก็พูดกับคนรอบข้างแบบ ‘ลุยเลย เดี๋ยวผมออกตังค์เอง’ ตอนนั้นเรายังไม่รู้เลยว่าจะมีใครมาแข่งบ้าง สิ่งที่เกิดขึ้นนี่คือสไตล์โบราณแท้ๆ ‘สร้างมันขึ้นมา เดี๋ยวคนก็มาหาเอง’ แล้วนักแข่งก็มาจริงๆ ที่สำคัญคือ ทุกคนที่มา ไม่ได้เรียกร้องเงิน ไม่เรียกร้องอะไรเลย พวกเขามาเพราะอยากแข่งจริงๆ”

ซึ่งจะว่าไป การเล่นเกม ก็ถือเป็นสิ่งที่นักแข่งรถในยุคสมัยนี้คุ้นเคยอยู่แล้ว เพราะการขับแบบเสมือนจริง หรือ Simulation เป็นหนึ่งในสิ่งที่พวกเขาต้องทำ เพื่อทำความคุ้นเคยกับสนามแข่งก่อนลงสนามจริง ยิ่งนักแข่ง F1 สายเลือดใหม่อย่าง แลนโด้ นอร์ริส เป็นหนึ่งในเกมเมอร์ตัวยง และมีแฟนคลับที่ติดตามจากการเล่นเกมอยู่แล้ว ก็ยิ่งทำให้มีคนเข้ามาดูการแข่งขันแบบสดๆ นับแสนนับล้านวิวเลยทีเดียว 

 

ต่อยอดกระแสให้ยั่งยืน

จากสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เห็นได้ชัดว่า ท่ามกลางวงการกีฬาที่แทบจะหยุดนิ่ง แต่อีสปอร์ต รวมถึงวงการเกม ยังสามารถไปต่อได้ ซึ่ง ไมเคิล แพชเตอร์ นักวิเคราะห์จาก Wedbush Securities เชื่อว่า วงการอีสปอร์ตและเกมมิ่ง ยังสามารถเติบโตได้แม้ในภาวะอันลำบากเช่นนี้desktop-20180912-2

“ผมเชื่อว่าที่สุดแล้ว คุณก็จะหาอะไรดูใน Netflix จนเบื่อ แล้วก็ต้องหาอะไรที่ทำให้เกิดความบันเทิงบนโลกอินเตอร์เน็ต นี่แหละคือโอกาสในการเพิ่มฐานผู้ชมอีสปอร์ต มันอาจจะไม่เพิ่มขึ้นถึง 50% แต่ผมว่า ถ้าฐานผู้ชมเพิ่มขึ้น 20% นั้นเป็นไปได้”

และสำหรับแฟนกีฬาที่อยากจะหาอะไรดูในช่วงที่ไม่มีกีฬาอะไรให้ดู เชมัส เบิร์น บรรณาธิการของเว็บไซต์ Byteside ก็แนะนำว่า วิธีการที่จะเข้าถึงอีสปอร์ตได้ง่ายที่สุด แค่เพียงเปิดหู เปิดตา เปิดใจในการรับชมเท่านั้น

“อย่าวิตกกังวลไปหากคุณไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นบนหน้าจอ สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ ฟังผู้บรรยาย แล้วคุณก็จะเริ่มปะติดปะต่อกติกา เรื่องราว และจังหวะของเกมได้เอง”

แน่นอนว่า เมื่อกระแสมาแล้ว หลายคนก็คิดถึงการต่อยอดให้สิ่งที่เป็นอยู่เติบโตยิ่งกว่าเดิม ซึ่งอาจรวมถึงการมีคู่แข่งในวงการเดียวกัน แต่สำหรับ ดาร์เรน ค็อกซ์ เจ้าตัวกลับไม่คิดเช่นนั้น

“สำหรับผมแล้ว นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาสร้างศัตรู แต่ควรเป็นช่วงเวลาที่จะต้องร่วมมือร่วมใจกัน เพราะวงการอีสปอร์ตทั้งในเกมแข่งรถ หรือวงการอื่นๆ ก็เติบโตขึ้นได้ด้วยแนวทางนี้”

“นี่คือเวลาที่เราจะต้องพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งหากเราทำมันให้เติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้ตอนนี้ เราก็อาจจะไม่เห็นการเติบโตแบบยั่งยืนอีกเลย”

โทนี ชูมัคเกอร์ นักฟุตบอลที่ชาวฝรั่งเศสโหวตว่าน่ารังเกียจยิ่งกว่า ฮิตเลอร์

หากเอ่ยถึงบุคคลในประวัติศาสตร์ที่คนฝรั่งเศสไม่ชอบหน้า ชื่อของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ อดีตผู้นำจอมเผด็จการของเยอรมัน น่าจะเป็นชื่อลำดับต้นๆ ที่พวกเขานึกถึง จากการบุกยึดครองฝรั่งเศสในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 

 

อย่างก็ดีในอีก 40 ปีต่อมา กลับมีนักฟุตบอลคนหนึ่งที่ชาวฝรั่งเศสเกลียดยิ่งกว่าอดีตผู้นำพรรคนาซี และ “โทนี ชูมัคเกอร์” ก็คือชื่อของเขา เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ร่วมติดตามไปพร้อมกับเรา

 

เพื่อนบ้านที่ (ไม่ค่อย) เป็นมิตร 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ฝรั่งเศส และ เยอรมนี ถือเป็นหนึ่งในสองชาติมหาอำนาจของยุโรป พวกเขาล้วนเป็นผู้นำทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม มาตั้งแต่อดีต แถมยังเป็นหนึ่งในชาติที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการก่อตั้งสหภาพยุโรป (อียู) 6378462-Germany_France_Border-0

และด้วยความที่ทั้งสองชาติมีพรมแดนที่ติดกัน ทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกันมาตลอด ตั้งแต่ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นสงครามฟรังโก-ปรัสเซีย (ส่วนหนึ่งของเยอรมนีในอดีต) ในช่วงปี 1870-1871 ที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝรั่งเศส หรือสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ฝรั่งเศสถอนแค้นได้สำเร็จ 

อย่างไรก็ดี สงครามโลกครั้งที่ 2 กลับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้ชาวฝรั่งเศสอับอายมากที่สุด 

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ฝรั่งเศสมีความเชื่อมั่นในแสนยานุภาพของตัวเอง จากการสามารถต่อต้านการบุกของเยอรมันได้อย่างเด็ดขาด ทำให้พวกเขาเชื่อว่าตัวเองมีกองทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก 

และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เปิดฉากขึ้น ฝรั่งเศสก็ต้องเผชิญกับการรุกรานของเยอรมนีอีกครั้งภายใต้การนำของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำจอมเผด็จการของพรรคนาซี ซึ่งพวกเขาก็เชื่อว่ากองทัพที่เกรียงไกร น่าจะต้านทานเอาไว้ได้เช่นเคย เพียงแต่ครั้งนี้พวกเขาคิดผิด 

ด้วยยุทธวิธีการรบที่ทันสมัยกว่า ที่ฝรั่งเศสยังยึดติดกับการรบแบบสนามเพลาะ ในขณะที่เยอรมนีใช้รูปแบบ “บลิทซ์ครีค” (Blitzkrieg) หรือสงครามสายฟ้าแลบ ที่เน้นการโจมตีอย่างรวดเร็ว ทั้งภาคพื้นดินและกลางอากาศ 

บวกกับยุโธปกรณ์ทางการรบของฝรั่งเศสที่ด้อยกว่า จากการที่รถถังของพวกเขาเป็นเพียงแค่ยานพาหนะที่สนับสนุนทหารราบ แต่ฝั่งเยอรมนีเป็นรถถังประจัญบาน ทำให้กองทัพฝรั่งเศสถูกตีจนแตกพ่ายในเวลารวดเร็ว

และในวันที่ 25 มิถุนายน 1940 กรุงปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศสก็ถูกยึดครองโดยเยอรมนีอย่างสมบูรณ์ หลังฝรั่งเศสประกาศ “ยกธงขาว” ยอมแพ้ โดยใช้เวลาทั้งสิ้นเพียง 46 วัน ซึ่ง ฮิตเลอร์ ถึงกับเดินทางไปที่ปารีสเพื่อประกาศชัยชนะด้วยตัวเอง 

แม้ว่าส่วนหนึ่งในเหตุผลของการประกาศยอมแพ้ของฝรั่งเศส จะมาจากการประเมินว่ากองทัพไม่สามารถต่อกรต่อสรรพกำลังของนาซีเยอรมันได้ รวมไปถึงไม่อยากให้บ้านเมืองเสียหาย แต่มันกลายเป็นความอับอายของชาวฝรั่งเศส ที่ต้องพ่ายอย่างหมดรูป ในช่วงเวลาไม่ถึง 2 เดือน 

แน่นอนว่าเหตุการณ์นี้ล้วนเป็นสิ่งที่จำฝังใจต่อพวกเขา บวกกับความแค้นในอดีต ทำให้ชาวฝรั่งเศสรู้สึกเกลียดชังชาวเยอรมัน รวมไปถึง ฮิตเลอร์ ผู้นำในตอนนั้น

อย่างไรก็ในอีก 40 กว่าปีต่อมา กลับมีคนที่ชาวฝรั่งเศสเกลียดกว่าผู้นำพรรคนาซี 

 

เกมสุดอื้อฉาว

แม้ว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝรั่งเศส และ เยอรมนี (ตะวันตก) จะจับมือเป็นพันธมิตรกัน และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสหภาพยุโรป หรือ อียู ในปี 1958 แต่ความรู้สึกของความไม่ลงรอยของทั้งคนสองประเทศก็ยังไม่จางหาย 

ก่อนที่มันจะมาปะทุอีกครั้งในปี 1982 เมื่อ ฝรั่งเศส และ เยอรมันตะวันตก ต้องโคจรมาพบกันในรอบรองชนะเลิศในเวิลด์คัพที่สเปน  Djo4E67XcAIfh8R

ในครั้งนั้น ฝรั่งเศส ภายใต้การนำของ มิเชล พลาตินี ทำผลงานได้อย่างน่าเซอร์ไพร์ส ด้วยการทะลุเข้ามาถึงรอบ 4 ทีมสุดท้าย ในขณะที่ เยอรมันตะวันตก เจ้าของแชมป์โลก 2 สมัย (ในขณะนั้น) ที่มี ปิแอร์ ลิตบาร์สกี เป็นตัวชูโรง ก็ไม่น้อยหน้า ฝ่าด่านเข้ามาได้ถึงรอบนี้

เกมนัดดังกล่าวถูกจัดขึ้นที่ รามอน ซานเชซ ปิซฆวน รังเหย้าของ เซบียา ในวันที่ 8 กรกฎาคม 1982 ก่อนที่มันจะกลายเป็นเกมที่ชาวฝรั่งเศสไม่ลืมนักเตะคนหนึ่งไปชั่วชีวิต 

การแข่งขันดำเนินไปตามปกติ เยอรมันตะวันตกเป็นฝ่ายได้เฮก่อนตั้งแต่นาทีที่ 17 เมื่อ เคลาส์ ฟิชเชอร์ ยิงไปติดเซฟของ ฌอง ลุค เอ็ตโตรี บอลมาเข้าทาง ลิตบาร์สกี ยิงสวนให้ฝรั่งเศสออกนำ แต่ทัพตราไก่ก็ไม่ยอมแพ้ เมื่อมาได้จุดโทษใน 10 นาทีต่อมา ก่อนที่ พลาตินี จะรับหน้าที่สังหารเข้าไปเป็นประตู 1-1 และจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นั้น 

ครึ่งหลังในนาทีที่ 50 มิเชล ฮิดัลโก ตัดสินใจแก้เกมด้วยการส่ง ปาทริค บัตติสตอง กองหลัง ลงมาแทน แบร์นาร์ด เก็งกินี แนวรุกที่โดนใบเหลืองไปแล้ว แต่ในอีก 10 นาที เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น 

มันเป็นจังหวะที่ พลาตินี จ่ายบอลให้ บัสติตอง ทะลุช่องขึ้นมายิง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ เฮอราลด์ “โทนี” ชูมัคเกอร์ ผู้รักษาประตูเยอรมันตะวันตก พยายามออกมาปิดมุม ซึ่งจากกล้องในการถ่ายทอดสด ดูเหมือนไม่มีอะไร และเป็นแค่การที่บัตติสตอง ยิงหลุดกรอบออกไปเอง PJ-BV717_SP_FRA_P_20140702175529

แต่ในสนามกลับมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น เมื่อ บัตติสตอง ที่โดนชูมัคเกอร์เข้าปะทะแถวกรอบเขตโทษ ถึงกับนอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้นสนาม เขาแทบไม่ได้สติ จนเพื่อนร่วมทีมเห็นท่าไม่ดี และต้องเรียกเปลสนาม เพื่อนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน 

“เขาไม่มีชีพจรแล้วในตอนนั้น เขาดูซีดมาก” พลาตินีกล่าวกับ Goal ในตอนหลัง 

และจากภาพช้าทำให้เห็นว่า ในจังหวะที่ บัตติสตอง ปะทะกับ ชูมัคเกอร์ ทั้งสองฝ่ายต่างเร่งความเร็วเข้าหากัน และในช่วงเวลาแค่เสี้ยววินาที นายด่านชาวเยอรมันตะวันตก ก็หันสะโพกและใช้ท่อนแขนฟาดไปที่คู่แข่ง 

มันกลายเป็นการปะทะที่น่าสยดสยองครั้งหนึ่งในเกมฟุตบอล เมื่อครั้งนั้น ทำให้ บัตติสตอง ฟักหัก 3 ซี่ ซี่โครงร้าว กระดูกสันหลังเสียหาย ที่ไม่น่าเชื่อว่านี่ไม่ใช่อาการบาดเจ็บที่เกิดจากรถชน แต่เกิดขึ้นในสนามฟุตบอล 

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ บัตติสตอง หมดสติไปราวชั่วโมง และอยู่ในสภาวะโคม่า เขาต้องใช้เวลารักษาตัวเองถึง 6 เดือนกว่าจะกลับมาหายดีเป็นปกติ 

แต่สิ่งที่โหดร้ายที่สุด คือ ชูมัคเกอร์ ดูเหมือนจะไม่มีท่าทีรู้สึกผิดกับเหตุการณ์นี้ 

 

เกลียดกว่าฮิตเลอร์ 

แม้ว่าจะเป็นการปะทะที่น่าสยดยอง แต่แทบไม่น่าเชื่อว่า ฝรั่งเศสไม่ได้ฟาวล์ ไม่ได้ฟรีคิกหรือลูกจุดโทษอะไรเลย แถม ชาร์ล โคเวอร์ ผู้ตัดสินชาวดัตช์ในวันนั้น ยังให้เยอรมันได้ลูกตั้งเตะ และไม่ได้แจกใบแดงหรือแม้แต่ใบเหลืองให้กับ ชูมัคเกอร์อีกด้วย visuel_battiston

“โชคร้ายที่ผมไม่เห็นการชนกัน เพราะว่าผมกำลังตามบอลที่หลุดกรอบออกไป” โคเวอร์ให้สัมภาษณ์กับ L’Equipe เมื่อปี 2012

“ผมเข้าไปถามผู้ช่วยของผมทันทีว่าเห็นเหตุการณ์มั้ย และเขาก็บอกผมว่าในความคิดของเขามันไม่ใช่ความตั้งใจ ดังนั้นผมจึงทำอะไรไม่ได้เลย” 

โคเวอร์ อาจจะอ้างว่าเขามองไม่เห็นเหตุการณ์ในวันนั้น ซึ่งพอเข้าใจได้ว่าเขาอาจจะอยู่ตรงมุมอับพอดี แต่เพราะเหตุใดผู้ช่วยผู้ตัดสินที่อยู่ที่ใกล้ที่สุดจึงมองว่าไม่ใช่ความตั้งใจ ซึ่งเรื่องนี้แม้ปัจจุบันก็ยังไม่มีคำตอบ 

“มันเป็นความอยุติธรรมที่ลึกซึ้ง เราพยายามบอกให้กรรมการเป่าฟาล์ว” อแลง กูร์โยล สมาชิกของทีมในวันนั้นกล่าวกับ Metronews  

“หลังจากนั้นเมื่อเราเห็นสภาพของปาทริค เรากังวลอย่างมากกับสภาพร่างกายของเขา เขาจะตื่นขึ้นมามั้ย ชีวิตเขากำลังเป็นอันตรายหรือเปล่า หลังเหตุการณ์นั้น ทั้งทีมล้วนรู้สึกแย่ เราไม่ได้คิดถึงเกมอยู่พักใหญ่ ไม่ได้มีสมาธิกับมันเลย”

แต่สิ่งที่ทำให้แฟนบอลชาวฝรั่งเศสโกรธแค้นที่สุด คือท่าทีของ ชูมัคเกอร์ เพราะขณะที่ทุกคนกำลังตกใจกับสภาพของบัตติสตอง และพยายามย้ายเขาออกจากสนามโดยเร็ว นายด่านเลือดดอยช์ กลับแทบไม่ได้สนใจอาการคู่แข่งที่เขาเพิ่งทำให้น็อคไป 

ชูมัคเกอร์ ดูเหมือนไม่ได้ยินดียินร้าย เขารีบเอาบอลมาวางที่เส้นหกหลา และยืนเท้าสะเอวด้วยความเบื่อหน่าย ราวกับว่าให้เอาบัตติสตองออกจากสนามไปเสียที 5-1

นอกจากนี้ การที่เขาเซฟได้ถึง 2 ครั้งในช่วงการดวลจุดโทษ ยังช่วยให้ เยอรมันตะวันตก เอาชนะ ฝรั่งเศส เข้าไปชิงชนะเลิศกับ อิตาลี แน่นอน เขากลายเป็นฮีโร่ แต่นั่นก็สำหรับแฟนบอลเยอรมันเท่านั้น เมื่อในตอนนั้น แทบไม่มีใครอยากให้พวกเขาชนะจากเหตุการณ์ที่ชูมัคเกอร์ทำเอาไว้ 

นั่นทำให้  ชูมัคเกอร์ กลายเป็นบุคคลที่ชาวฝรั่งเศสเกลียดมากที่สุด โดยจากการสำรวจของสำรวจของหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส ผู้รักษาประตูเลือดดอยช์ มีคะแนนเป็นอันดับ 1 มากกว่า อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่ตามมาเป็นอันดับ 2 เสียอีก

แถมมันยังสะเทือนไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างเยอรมันและฝรั่งเศส เมื่อความโหดร้ายที่เขากระทำต่อบัตติสตอง ถูกโยงจนเหตุการณ์ที่เยอรมันบุกยึดครองฝรั่งเศส และปลุกกระแสความเกลียดชังต่อเยอรมันในแดนน้ำหอม 

ทำให้หลังฟุตบอลโลก 1982 เฮลมุต ชมิดท์ นายกรัฐมนตรีเยอรมันตะวันตก ถึงขั้นต้องส่งโทรเลขหา ฟรองชัวร์ มิตเตอร์รองด์ ประธานาธิบดีของฝรั่งเศส แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อลดความตึงเครียดระหว่างสองชาติ

“ผมไม่เข้าใจขอบเขตของมัน ผมไม่ได้เป็นคนสนใจการเมืองเลย แต่ทันใดนั้นผมต้องมารับผิดชอบกับการต่อต้านเยอรมันที่ลุกเป็นไฟในฝรั่งเศส” ชูมัคเกอร์กล่าวกับ Goal

“มันเหมือนกับผมเป็นชนวนที่ทำให้ให้เกิดสงครามครั้งต่อไป มันเป็นความเกลียดชังอย่างมหาศาลที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน” 

ถึงกระนั้น ใช่ว่า ชูมัคเกอร์ จะไม่เสียใจ 

 

ผมเองก็เสียใจ    

“ผมสังเกตพฤติกรรมเขาตลอด วิธีที่เขาชน โดมินิค โรเช็ตตู และ ดิดิเยร์ ซิกซ์” บัตติสตองกล่าวกับ AFP 

“ผมคิดว่าเขากระตือรือร้นมาก ถูกกระตุ้นได้ง่ายมากๆ ผมพูดเรื่องนี้กับผู้เล่นคนอื่นๆ บนม้านั่งสำรอง”D9iC890XsAAiOpY

อันที่จริง ชูมัคเกอร์ เป็นคนค่อนข้างบ้าเลือดอยู่แล้ว มีเรื่องเล่าว่าเขาเคยโชว์การดับบุหรี่ด้วยแขนต่อหน้าแฟนสาว หรือมักจะไปต่อยกระสอบทรายระบายความแค้นที่บ้านจนนิ้วเลือดออก หากทีมได้รับความพ่ายแพ้ 

แต่ชูมัคเกอร์ยอมรับว่าเขาเสียใจกับเหตุการณ์ในปี 1982 และไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้บัตติสตองได้รับบาดเจ็บ ในขณะเดียวกัน เขารู้ดีว่าเขาควรเข้าไปดูอาการของคู่แข่ง แต่เพราะตอนนั้นมีนักเตะฝรั่งเศสอยู่แล้ว จึงเลือกที่จะไม่เข้าไป 

นอกจากนี้ ผู้รักษาประตูทีมชาติเยอรมันยังบอกว่า เขารู้สึกเสียใจที่ตอบนักข่าวในเรื่องอาการบาดเจ็บของคู่กรณีว่าจะช่วยออกค่าทำฟันให้ 

“ผมไม่ได้อยากทำให้เขาบาดเจ็บ แต่จะทำในสิ่งเดิมอีกครั้งหากมันเกิดขึ้นอีก มันเป็นวิธีเดียวที่จะได้บอล” ชูมัคเกอร์กล่าวกับ Le Figaro

“ผมเสียใจที่ตัวแทนของเยอรมันและผม ไม่ได้ไปโรงพยาบาลทันทีที่ได้ข่าวของปาทริค บัตทิสตอง”   

เขายืนยันว่าเขาไม่ได้เป็นคนเย่อหยิ่ง หรือไม่ได้เป็นคนที่ไม่รู้สึกรู้สากับอะไร และไม่สำนึกผิด แต่ตอนนั้นที่เขาตัดสินใจไม่เข้าไปดูอาการ หรือแสดงความเสียใจทันทีหลังเหตุการณ์เพียงเพราะเขากลัว กลัวเกินกว่าที่ต้องเผชิญกับมัน thb_a07d6ec71f43826c3e7262e982012590

“ความลับคือผมกลัวว่า บัตติสตอง จะได้รับบาดเจ็บหนัก หรืออยู่ในภาวะโคม่า” ชูมัคเกอร์ยืนยัน ซึ่งบัตติสตอง ก็เข้าใจดีในสิ่งที่คู่กรณีแสดงออกมา 

“บางทีเขาอาจจะรู้สึกสำนึกผิด มันสามารถดึงข้อสรุปในสิ่งที่เขารู้สึก ทั้งหมดที่ผมรู้คือชูมัคเกอร์ เป็นคนที่ชัยชนะมีค่าเหนือทุกสิ่ง และเขาก็ทำมันตลอดในเย็นวันนั้น” บัตทิสตองกล่าวกับ Goal 

เพื่อไม่ให้ความโกรธต่อชูมัคเกอร์ บานปลาย หลังเกมนั้น เพื่อนของบัตติสตอง ได้นัดให้ทั้งสองได้เจอกัน เพื่อให้ทั้งสองคนได้เคลียร์ความในใจ โดยเลือกวันที่พิเศษที่สุด นั่นก็คือหนึ่งวันก่อนวันแต่งงานของกองหลังฝรั่งเศส 

พวกเขานัดเจอกันที่เม็ตซ์ ชูมัคเกอร์ มาพร้อมกับของขวัญและคำขอโทษ แต่ในความเป็นจริง เหมือนเขาถูกลวงมาฆ่า หลังถูกพาไปที่ห้องที่เต็มไปด้วยสื่อฝรั่งเศสที่มารอทำข่าว โดยที่เขาไม่รู้มาก่อน

“พวกเขาพาผมไปที่ห้อง และเมื่อเปิดประตู ก็เต็มไปด้วยนักข่าวมากมาย ผมไม่ได้คาดคิดในเรื่องนี้ ผมได้ขอโทษ แต่ผมไม่ชอบวิธีการเจอกันที่พวกเขาจัดขึ้น มันแสดงให้เห็นบนหน้าของผม” ชูมัคเกอร์ กล่าวกับ Goal 

ก่อนที่เขาจะมีโอกาสแก้ตัวอย่างเป็นทางการในอีก 2 ปีหลังฟุตบอลโลกที่สเปน  

 

เกมไถ่บาป 

ในปี 1984 ฝรั่งเศสและเยอรมันตะวันตกโคจรมาพบกันอีกครั้งในเกมนัดกระชับมิตร แม้เหตุการณ์จะผ่านไป 2 ปี แต่ความโกรธแค้นต่อชูมัคเกอร์ ก็ยังไม่หายไปง่ายๆ จากใจแฟนบอลฝรั่งเศส 

นั่นจึงทำให้เกมนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียด ภายในสนามเต็มไปด้วยตำรวจที่เข้ามารักษาความปลอดภัย และต้องล้อมรั้วด้วยลวดหนาม ราวกับกำลังจะมีสงครามเกิดขึ้น 

“ตอนที่ผมลงไปในสนามที่สตาร์บูร์ก ในเกมทีมชาตินัดแรกกับฝรั่งเศสหลังฟุตบอลโลก ผมเห็นตัวเองเป็นเหมือนกับตุ๊กตาที่มีชีวิตที่กำลังห้อยต่องแต่งอยู่บนตะแลงแกง (ที่แขวนคอนักโทษประหาร” ชูมัคเกอร์ย้อนความหลังกับ Goal 

“สนามถูกล้อมรั้วและต้องรักษาความปลอดภัยจากตำรวจที่มีกระบองอยู่ในมือ มิฉะนั้นคนฝรั่งเศสอาจจะฉีกผมเป็นชิ้นๆ ทุกที่ในสนามมีแบนเนอร์เป็นตราสวัสดิกะและสโลแกนคล้ายนาซี” 

“ไข่ มันฝรั่ง แอปเปิ้ล มะเขือเทศ หิน พวกเขาขว้างทุกอย่างมาที่ผม พวกเขาผิวปากและเดือดดาลทุกครั้งที่ผมได้บอล แต่พวกเขาไม่สามารถทำให้ผมรู้สึกตัวเล็กลงได้” 

นี่คือสิ่งที่ ชูมัคเกอร์ ต้องยืนหยัด เขารู้ดีว่าเขาทำผิดต่อ บัตติสตอง แต่เขาก็ต้องทำผลงานอย่างเต็มที่ในเกมนี้ โดยไม่เกรงกลัว และพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาแข็งแกร่ง 

“ผมรู้ผมต้องทำอะไร ถ้าผมไม่ลุกขึ้นยืนในสภาพที่กดดันเช่นนี้ ชีวิตทีมชาติของผมก็จะจบลง ผมเต็มไปด้วยสมาธิและเตรียมตัวด้วยการฝึกจิตอย่างต่อเนื่อง” ชูมัคเกอร์ย้อนความหลัง

แม้จะโดนกดดัน แต่ชูมัคเกอร์ ก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เขาปัดลูกยิงจากฝั่งซ้าย รับลูกยิงไกล ไว้ได้ทั้งหมด ก่อนจะมาเสียท่าให้ ดิดิเยร์ ซิกซ์ ที่ซัดไกลเข้าไปให้ฝรั่งเศสออกนำ 

ก่อนที่สุดท้ายฝรั่งเศสจะเอาชนะไปได้ด้วยสกอร์นั้น และชัยชนะของเจ้าบ้านต่อคู่แค้นอย่างเยอรมันก็ทำให้บรรยากาศดีขึ้น ราวกับว่า ชูมัคเกอร์ ได้ไถ่โทษในสิ่งที่เคยทำลงไป 1984_Schumacher_Imago

“ฝรั่งเศสชนะ 1-0 แต่ผมเล่นได้ดี และเมื่อเกมเดินหน้าไปเรื่อยๆ ผู้คนก็เริ่มปรบมือให้ผม” ชูมัคเกอร์ กล่าว

“ผมแลกเสื้อกับ บัตติสตอง แต่แลกในห้องแต่งตัว ไม่ได้แลกในสนาม” 

หลังเกมวันนั้น ชูมัคเกอร์ ได้มีโอกาสติดทีมชาติไปเล่นฟุตบอลโลกในปี 1986 แต่ไม่สามารถหยุดความร้อนแรงของ ดิเอโก มาราโดนา ได้ และทำได้เพียงตำแหน่งรองแชมป์โลกในการแข่งขันที่อาร์เจนตินา และหลุดทีมในชุดปี 1990 ที่เยอรมันไปถึงตำแหน่งแชมป์โลก 

ในขณะที่ บัสติสตอง หลังพักรักษาตัวจนหายดี เขาก็กลับมาติดทีมชาติอีกครั้ง แถมยังเป็นหนึ่งในขุนพลฝรั่งเศสชุดคว้าแชมป์ยูโร 1984 และอันดับ 3 ในฟุตบอลโลก 1986 ก่อนเลิกเล่นไปในปี 1991 

ผ่านมาเกือบ 40 ปีนับตั้งแต่เกมสุดอื้อฉาว หลายคนโดยเฉพาะแฟนบอลฝรั่งเศส อาจจะยังไม่ให้อภัยกับการกระทำของชูมัคเกอร์ เมื่อส่วนใหญ่มองว่าเขาแค่แก้ตัวให้ตัวเองไม่รู้สึกผิดจนเกินไป 

แน่นอนว่ามันยากที่จะพิสูจน์ว่าสิ่งที่ ชูมัคเกอร์ อธิบายเป็นเรื่องจริงหรือไม่? การเท้าสะเอวในตอนนั้น เขารู้สึกผิดหรือกลัวอย่างนั้นหรือ? แต่ไม่ว่าคำตอบจะคืออะไร สำหรับ บัตติสตอง เขาปล่อยวางมันไปหมดแล้ว 

มันจึงเป็นเพียงแค่เหตุการณ์สำคัญ เหตุการณ์หนึ่งในชีวิตเขา ก็เท่านั้นเอง

“ผมให้อภัยเขา ตลอดเวลาผมตระหนักว่าผู้คนต้องตราหน้าเขากับเรื่องนี้ไปตลอดกาล แต่ตอนนี้มันจบลงแล้ว” บัตติสตองกล่าวเมื่อปี 2012

ปิแอร์ ฟาน ฮอยดองค์ ดาวยิงสารเลวผู้ถือสโลแกน “เงินมา งานเดิน เงินเกิน งานเนี้ยบ”

“คนอังกฤษมักจะมองผมเป็นคนชั่วคบไม่ได้ หรือไม่ก็ไอ้คนสารเลว แต่จริงๆ มันเป็นแบบนี้ ผมจะเล่าให้ฟัง …” 

 

นี่คือคำพูดของนักเตะตำแหน่งกองหน้าที่มีสถิติการยิงประตูโหดร้ายทารุณแบบน่าเหลือเชื่อ ดาวยิงคนอื่นๆ อาจจะประสบปัญหาบ้างในการย้ายทีมและปรับตัวไม่ได้จนลั่นกระสุนไม่เฉียบคมเหมือนเก่า แต่ไม่ใช่สำหรับเขาคนนี้

ปิแอร์ ฟาน ฮอยดองค์ ดาวยิงที่เล่นฟุตบอลลีกสูงสุด 6 ประเทศทั่วยุโรป และไม่ว่าจะไปที่ไหนเขาคือเบอร์ 1 ของทีมเสมอ … แต่ถึงอย่างนั้นทำไมแฟนๆ ถึงไม่รักเขาและกล่าวหาเขาว่าเป็นไอ้สารเลวกันล่ะ?

ติดตามทั้งหมดได้ที่นี่

 

จากเด็กถูกคัดทิ้ง สู่กองหน้าทีมชาติฮอลแลนด์ 

“คาแร็คเตอร์” หมายถึงตัวตนของคนๆ หนึ่ง ประกอบด้วยสิ่งที่อยู่ภายในทั้งลักษณะนิสัย และสิ่งที่เห็นได้ด้วยตา นั่นคือการปฎิบัติตัวต่างๆ นานา สำหรับ ปิแอร์ ฟาน ฮอยดองค์ นั้น คาแร็คเตอร์ ที่เหมาะจะระบุตัวตนของเขาที่สุดก็คือ “ยอดคน” download

ในระบบฟุตบอลลีกอาชีพนั้นเป็นระบบที่คัดกรองนักเตะได้อย่างเข้มข้นมากที่สุด กว่าจะเติบโตกลายเป็นผู้เล่นที่มีชื่อเสียงได้ นักเตะดาวรุ่งจะต้องผ่านการแข่งขันกับเด็กๆ อีกหลายพันหลายหมื่นคนในประเทศ และในเมื่อมีผู้ชนะเพียงหยิบมือ มันก็ต้องมีผู้แพ้ที่ต้องยอมรับความจริง จากนั้นมันขึ้นอยู่กับว่า หนนี้พวกเขาแพ้ … แล้วยังไงต่อดี? 

หลายคนเลิกเล่นไปเลยและหาอาชีพอื่นที่มั่นคงกว่าทำ แต่สำหรับ ฟาน ฮอยดองค์ ที่เป็นชาวดัตช์เชื้อสายโมร็อกโก เกิดมาในครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว เพราะพ่อของเขาทิ้งครอบครัวไปตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก กลับไม่ใช่เช่นนั้น … มันก็เหมือนกับเรื่องราวของนักกีฬาดังอีกหลากหลายคน เมื่อคนเราได้เห็นความลำบาก ความทะเยอทะยานก็จะยิ่งสูงขึ้น เพื่อหลีกหนีฝันร้ายที่เคยเกิดขึ้นในวัยเด็ก และ ฟาน ฮอยดองค์ เลือกที่จะเล่น “ฟุตบอล”

เนื่องจาก เวลเบิร์ก บ้านเกิดของเขาเป็นหมู่บ้านเล็กๆ เขาจึงเป็นเด็กที่เก่งที่สุดในหมู่บ้าน ในการเล่นระดับรุ่นอายุไม่เกิน 10 ขวบ ไม่มีใครเก่งกว่าเด็กคนนี้อีกแล้ว จนกระทั่งแมวมองของสโมสร เอ็นเอซี เบรด้า เห็นแววและมอบสัญญาเป็นนักเตะฝึกหัดให้ เส้นทางชีวิตเส้นใหม่ของเขาก็ได้เริ่มขึ้น … ในทางที่ชวนบั่นทอนพลังใจยิ่งนัก

ในวัย 11 ปี กับเด็กที่อยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ฟาน ฮอยดองค์ พยายามพัฒนาตัวเองตลอดมา แรกเริ่มโค้ชจับเขาไปเล่นกองกลางก่อน เขาเล่นในตำแหน่งนั้นจนอายุ 14 ปี และมีการประเมินผลงานประจำปีว่า “เด็กคนนี้พัฒนาการช้าเกินไป” นั่นทำให้เขาถูกตัดชื่อและถูกยกเลิกสัญญาจากทีมชุดเยาวชน ถ้าเป็นเด็กคนอื่นๆ คนผิดหวังเสียใจหนักหน่วง แต่ ฟาน ฮอยดองค์ ได้แต่คิดในใจว่า “เดี๋ยวก็รู้ว่าเขาจะพัฒนาได้แค่ไหน” 

“เขาจับผมเล่นกองกลางจนอายุ 14 ปี แล้วก็บอกว่าผมไม่ดีพอสำหรับทีม ถามว่ามันลำบากใจไหม? แน่นอน ตอนนั้นคุณอยู่ในช่วงวัยแห่งความฝัน และมีคนมาบอกว่าฝันของคุณจบลงแล้วแบบนี้ แต่ที่ผมรู้อย่างหนึ่ง คือพวกเขาพูดถึงผมว่าไม่ใช่มิดฟิลด์ที่ดีหรอกในตอนนั้น” ฟาน ฮอยดองค์ ตอบคำถามถึงเรื่องราวในวัยเด็ก

สิ่งที่เขาทำหลังจากนั้น คือการไปทดสอบฝีเท้ากับ รูเซนดาล (Roosendaal) และเป็นช่วงเวลาที่เขาถูกเปลี่ยนมาเป็นกองหน้าซึ่งนั่นคือตำแหน่งที่เหมาะที่สุด ฟาน ฮอยดองค์ ได้โปรโมตสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 1988 ก่อนจะใช้เวลาปีครึ่งกลายเป็นตัวหลักของทีมและจัดการถล่มประตูไปถึง 39 ลูก … เขาไม่ใช่กองกลางที่ดี แต่เป็นกองหน้าที่โหดโคตรๆ นี่คือคำอธิบายที่เหมาะที่สุดในเวลานั้น  

หลังจากเห็นจำนวนประตูและฟอร์มการเล่นที่เป็นคนละคน เบรด้า กลับมาใหม่และคราวนี้พวกเขาต้องจ่ายเงินให้กับ รูเซนดาล 400,000 ยูโร เพื่อนำ ฟาน ฮอยดองค์ อดีตเด็กปั้นของตัวเองกลับมาเล่นให้กับสโมสรอีกครั้งdownload (1)

“พวกเขาเซ็นผมกลับมาเพราะเห็นผมยิงประตูได้มากมาย และตัวผมเองก็พร้อมอยู่แล้วการได้กลับไปเล่นให้กับทีมที่เชียร์มาตั้งแต่เด็ก จะมีอะไรดีกว่านั้นอีก” ฟาน ฮอยดองค์ เล่าผ่าน FourFourTwo 

การกลับมาเล่นให้ เบรด้า ครั้งนี้แม้จะทำให้ทีมรักของเขาเสียเงิน 400,000 ยูโร ซึ่งถือว่าเอาเรื่องสำหรับทีมเล็กๆ ในฮอลแลนด์เมื่อกว่า 30 ปีก่อน แต่สิ่งที่ทำให้เรารู้ว่า เบรด้า ยอมจ่ายเสมอ ต่อให้มากกว่านี้ก็ย่อมได้คือสถิติการยิงประตูของ ฟาน ฮอยดองค์ และสไตล์การเล่นที่ยากจะหาใครก็อปปี้ รวดเร็ว, แข็งแกร่ง, เทคนิคดี และยิงได้อย่างเฉียบขาด 81 ประตูจาก 115 เกมในลีก มากพอที่จะทำให้นักเตะจากทีมเล็กๆ ก้าวขึ้นมาติดทีมชาติฮอลแลนด์ชุดใหญ่ในปี 1994 … จนถึงทุกวันนี้ ฟาน ฮอยดองค์ ยังเป็นนักเตะคนสุดท้ายของ เบรด้า ที่มีโอกาสได้ติดทีมชาติชุดใหญ่อีกด้วย

“ผมบอกตัวเองตอนติดทีมชาติว่า ต่อให้นี่เป็นการติดทีมชาติครั้งสุดท้ายผมก็ยินดี ผมได้แชร์ห้องแต่งตัวกับ เดนนิส เบิร์กแคมป์, พี่น้อง เดอ บัวร์ ไหนจะมี คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ ที่ก้าวขึ้นมาติดทีมชาติชุดใหญ่พร้อมกันอีก มันเหมือนได้เห็นโลกอีกใบ ผมมองไปที่ เซดอร์ฟ ตอนเขาถอดเสื้อและเห็นถึงร่างกายอันเหลือเชื่อของเขา… ทั้งๆที่ตัวผมเองทำงานในร้านขายอุปกรณ์กีฬามาตั้งแต่เด็กๆ เข้าไปฝึกในฐานทัพอาทิตย์ละสามวัน แต่เทียบไม่ได้เลยกับร่างกายของ เซดอร์ฟ ผมถามเขาว่า ‘นี่นายออกกำลังกายหรือเปล่าเนี่ย?’ เขาตอบว่า ‘ไม่เลยซักนิดเดียว’ แต่ผมสาบานได้ว่าร่างกายของเขาตอนอายุ 17 มันสุดยอดมาก แม้ตัวเขาเองจะมองว่ามันธรรมดาๆ ก็ช่างเหอะ” ฟาน ฮอยดองค์ กล่าว

 

เส้นทางคนเข้ม 

หลังจากก้าวไปติดทีมชาติด้วยฟอร์มสุดโหด ทำให้หลายทีมในยุโรปให้ความสนใจ ฟาน ฮอยดองค์ ขึ้นมา และเป็น กลาสโกว์ เซลติก ที่ติดต่อมาเป็นทีมแรก ในส่วนการเจรจาค่าตัว เบรด้า เคาะราคาทันที 2.5 ล้านปอนด์ แต่เมื่อมาเจรจาเรื่องค่าเหนื่อย ฟาน ฮอยดองค์ ก็พบว่าค่าเหนื่อยที่ถูกเสนอให้ ดูถูกเขาเกินไป00CFDEFD00000190-0-image-a-170_1520251922536

ไม่มีใครเปิดเผยตัวเลขที่แท้จริงว่า ณ เวลานั้นเขาได้สักเท่าไหร่ แต่เมื่อ ฟาน ฮอยดองค์ ประเมินสถานการณ์ แถมยังถูกทั้งเอเย่นต์และบอร์ดของ เซลติก เกลี้ยกล่อมว่าสิ่งดีๆ จะตามมา เขาจึงตัดสินใจลองสักตั้ง ด้วยค่าเหนื่อยที่อย่างไรเสียก็ไม่น่าจะเกิน 4,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ 

การเจรจาเกลี้ยกล่อมดำเนินขึ้น ฝั่ง เซลติก ไม่เคยได้แชมป์ลีกมา 6 ปีก่อนหน้านี้ พวกเขาต้องการ ฟาน ฮอยดองค์ จริงๆ แต่ค่าเหนื่อยที่สูงนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะนักเตะซีเนียร์ของทีมอย่าง เปาโล ดิ คานิโอ และ จอร์จ คาเด็ต นั้นมีค่าเหนื่อยสูงอยู่แล้ว การเพิ่มให้ ฟาน ฮอยดองค์ อีกคนจะทำให้เพดานค่าเหนื่อยของทีมพัง ดังนั้นพวกเขาจึงให้สัญญาเอาไว้ว่าถ้าหากว่าย้ายมาแล้วผลงานดีทีมจะเบิ้ลค่าเหนื่อยให้เขาเอง … และเขาก็ตกลง เงินมา งานเดิน อะไรประมาณนั้น 

เรื่องมันก็ง่ายๆ แค่นั้นเพื่อเงินที่รออยู่ ฟาน ฮอยดองค์ ก็แค่ลงไปเล่นและทำประตูให้ได้มากๆ เพื่อรอสัญญาจากบอร์ดบริหาร เขาลงเล่น 69 นัดและยิง 44 ลูก และพาเซลติกกลับมาคว้าแชมป์ สก็อตติช คัพ ได้สำเร็จ จนเริ่มกลายเป็นนักเตะที่แฟนๆ ถูกใจได้อย่างรวดเร็ว

“จริงๆ เรื่องเงินมันอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่าไหร่หรอก ผมไปที่นั่นด้วยเรื่องความท้าทาย แต่หลังจากทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำผมก็ไม่เห็นว่าพวกเขาจะทำอะไรกับค่าเหนื่อยของผมเลย จนพวกเขาต้องย้ำอีกครั้งว่า ‘ใช่ คุณจะได้รับเงินเยอะกว่านี้แน่ถ้าคุณต่อสัญญาฉบับใหม่กับเรา’ ซึ่งบอกตรงๆ ผมไม่คิดว่ามันจะมากอย่างที่พวกเขาบอกหรอก เพราะถึงเซลติกจะเบิ้ลค่าเหนื่อยให้ผม 2 เท่า แต่พูดตรงๆ มันก็เป็นจำนวนแค่ครึ่งเดียวของนักเตะเบอร์ต้นๆ ในทีมอยู่ดี” ฟาน ฮอยดองค์ กล่าว

ช่วงเวลานั้นฟุตบอลโลกปี 1998 ใกล้เข้ามา ซึ่ง ฟาน ฮอยดองค์ เองก็เริ่มจะอยากไปทีมใหญ่กว่านี้และได้ลงเล่นมากกว่านี้โดยที่มีเขาเป็นศูนย์กลางของทีม เขาก็เลยไม่ต่อสัญญากับ เซลติก และย้ายไป น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ แทน 

“7,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ที่พวกเขาเสนอมามันก็ดูดีนะ … ดูดีสำหรับคนไร้บ้านน่ะ แต่มันไม่คู่ควรกับกองหน้าที่ติดทีมชาติฮอลแลนด์ชุดใหญ่อย่างผม” ฟาน ฮอยดองค์ ผยองสุดขีด ณ เวลานั้น ซึ่งมันทำให้คะแนนความนิยมของเขาตกลงไปมาก แฟนๆ ไม่พอใจที่ได้เห็นการพูดดูหมิ่นคนจรจัด และแสดงตัวว่าไม่ได้อยู่กับทีมด้วยความรัก แต่เป็นเพราะเงินมากกว่าpierre_van_hooijdonk_holland_253125

“การสัมภาษณ์ผมถูกเขียนลงคอลัมน์ และพาดหัวเรียกแขกว่า ‘ฟาน ฮอยดองค์ เหยียดคนจรจัด’ เมื่อเมียผมเห็นเธอตกใจมาก เธอถามผมว่านี่คุณพูดอะไรออกไปบ้าง? จากนั้นผมก็ไปถึงบางอ้อของการให้สัมภาษณ์กับสื่อแถวนี้อย่างไร และนั่นก็คือคอลัมน์สุดท้ายที่ผมจะพูดอะไรแบบนี้อีก” ฟาน ฮอยดองค์ ย้อนกลับไปถึงอดีต 

ไม่ว่าเขาจะพูดจริงหรือไม่ตอนนี้ไม่สำคัญ ภาพจำของเขากลายเป็นจอมโอหังที่ย้ายทีมเพราะอยากจะได้เงินที่มากกว่า แฟนๆ มองเขาเป็นพวกดังแล้วแยกวง แต่ดูเหมือนว่าเขาไม่ค่อยสนใจสักเท่าไหร่ เพราะก้าวที่ใหญ่กว่า เซลติก รอเขาอยู่ นั่นคือการเล่นพรีเมียร์ลีกนั้นเอง 

 

ราชาแห่งเจ้าป่า

ฟาน ฮอยดองค์ ถูก น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ซื้อตัวตัวไปร่วมทีมด้วยค่าตัวประมาณ 4.5 ล้านปอนด์ ในครึ่งหลังของฤดูกาล 1996-97 ที่ทีมกำลังหนีตกชั้น 4346BDEC00000578-4793602-image-a-11_1502831532055

หนนี้เขาพลาด ฟาน ฮอยดองค์ มีเวลาน้อยเกินไปที่จะปรับตัว เขายิงได้แค่ลูกเดียวจาก 8 เกม ขณะที่ ฟอเรสต์ ก็แพ้เอาๆ จนสุดท้ายต้องตกชั้นไป แม้แฟนๆ จะเริ่มสงสัยในตัวเขาจากวีรกรรมเก่าๆ แต่ ฟาน ฮอยดองค์ ก็ประกาศผ่านสื่อว่า “ผมจะพาทีมกลับขึ้นมาเอง” 

มหกรรมความโหดของ ฟาน ฮอยดองค์ เกิดขึ้นในช่วงดิวิชั่น 1 เขายิงประตูด้วยค่าเฉลี่ยที่สูงมาก แทบจะ 1 เกมต่อ 1 ลูก จนกระทั่ง ฟอเรสต์ เลื่อนชั้นกลับมาได้ในปีเดียว … แต่แล้วก็เหมือนเคย เมื่อทุกอย่างกำลังดี ฟาน ฮอยดองค์ กลับทำการ “สไตรค์” หรือปฎิเสธการลงสนาม เพราะตัวเองได้ข้อเสนอที่ดีกว่าจากทีมนิรนาม และเขาไม่อยากจะเล่นให้ ฟอเรสต์ อีกต่อไปแล้ว 

สำหรับแฟนบอลอังกฤษนี่คือเรื่องใหญ่ พวกแฟนๆ พร้อมจะรักนักเตะในทีมโดยไร้เงื่อนไข แต่ถ้าเขาคนนั้นได้ทำอะไรที่เป็นเหมือนการหักหลังความไว้ใจของพวกเขาแล้วล่ะก็ แน่นอนว่านักเตะคนนั้นจะโดนเกลียดอย่างเลี่ยงไม่ได้ และ ฟาน ฮอยดองค์ ที่เป็นเหมือนพระเจ้าตอนพาทีมเลื่อนชั้น ก็กลายเป็นไอ้สารเลวไปโดยปริยาย เพราะการ สไตรค์ ของเขานำมาซึ่งความเสียหายของทีม

กว่าที่ ฟาน ฮอยดองค์ จะกลับมาเล่นได้ก็สายเกินไป ประตูเขาไม่มากพอสำหรับความต้องการของทีม จนสุดท้าย ฟอเรสต์ ก็ขึ้นชั้นมาได้แค่ปีเดียว แต่ก็จบด้วยการเป็นบ๊วยของลีกในฤดูกาล 1998-99 ตกชั้นครั้งที่ 2 ในระยะเวลาแค่ 3 ปี 

ตอนนั้นนักเตะอังกฤษในทีมฟอเรสต์หลายคนไม่กลัวที่จะจ้วง ฟาน ฮอยดองค์ ออกสื่อ โดยเฉพาะ สตีฟ สโตน กองกลางจอมโหดที่เป็นซีเนียร์ของทีมที่บอกว่า “ต่อจากนี้ผมจะไม่สนห่าเหวอะไรทั้งสิ้นที่ไอ้ ปิแอร์ มันทำ มันจะทำอะไรก็เรื่องของมัน”   

สโตน พูดจริงทำจริง มีเกมหนึ่งที่ ฟาน ฮอยดองค์ ยิงประตูได้แต่ สโตน บอกให้ผู้เล่นทุกคนไม่ต้องไปดีใจร่วมด้วย การแสดงออกของสโตน มีอิทธิพลต่อแฟนๆ มาก จากเสียงเฮที่มีต่อ ฟาน ฮอยดองค์ ก็กลายเป็นเสียงโห่ และสุดท้ายเขาก็กลายเป็นนักเตะที่ไม่มีใครในทีมอยากจะเสวนาด้วย 

ไม่มีใครให้อภัย มีแต่ภาพจำที่ตอกย้ำตัวเองว่าเราไม่น่าเอาไอ้หน้าเงินคนนี้มาอยู่กับทีมเลย นั่นคือสิ่งที่นักเตะ บอร์ดบริหาร โค้ช และ แฟนของ ฟอเรสต์ คิดทบทวนตลอดทั้งปี จนกระทั่งสุดท้าย ฟาน ฮอยดองค์ ก็ได้ย้ายทีมสมใจหลังจาก ฟอเรสต์ ตกชั้น โดยการย้ายทีมครั้งนี้เขาเก็บความลับบางอย่างออกไปด้วย 

 

หิวเงินหรือทะเยอทะยาน 

การเวลาผ่านไปหลายปี มันนานพอที่ต่อให้ ฟาน ฮอยดองค์ จะพูดอะไรออกมาก็ไม่มีใครสามารถเกลียดเขาไปได้มากกว่านี้แล้ว … อารมณ์ประมาณว่า “ตอบมาเถอะ ว่าตอนนั้นมันเกิดอะไรขึ้น” 

“คุณมีโอกาสที่จะเป็นตำนานของ ฟอเรสต์ แบบเห็นๆ ทำไมคุณถึงเลือกจะสไตรค์ล่ะ?” พอล บัตเตอร์รี่ ฝากถามมายัง FourFourTwo และ ฟาน ฮอยดองค์ ก็พร้อมจะนำเสนอในมุมมองขอเขาบ้างว่า73f8810475804734968472c5e782e029

“เดือนธันวาคมปี 1997 (ณ เวลานั้นฟอเรสต์เล่นใน ดิวิชั่น 1 และ ฟาน ฮอยดองค์ กำลังยิงกระจาย) ผมได้รับข้อเสนอจาก พีเอสวี จากนั้นผมก็เลยบอกกับ เดฟ บาสเซ็ตต์ โค้ชของทีมว่า ผมไม่พอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่นะ ผมอยากจะย้ายทีม” 

เนื่องจาก บาสเซ็ตต์ เป็นโค้ชยุคเก่าที่ไม่ได้สอนอะไรมาก ฟาน ฮอยดองค์ มองว่าด้วยศักยภาพของโค้ช และนักเตะที่มีในทีมมันยากที่เขาจะประสบความสำเร็จ ดังนั้นเขาต้องการจะย้ายไปสู่ทีมที่มีระบบที่ดีกว่านี้ และมีนักเตะที่พร้อมจะสู้เพื่อความสำเร็จแบบจริงจังมากกว่าที่เป็นอยู่ … หากจะพูดให้เห็นภาพคือความทะเยอทะยานที่ ฟาน ฮอยดองค์ มี สูงกว่าสิ่งที่ ฟอเรสต์ เป็นในเวลานั้น และนั่นทำให้เขาสไตรค์ จนนำมาซึ่งการถูกเข้าใจผิดว่า อยากย้ายทีมอัพค่าตัวจนตัวสั่น

“การซ้อมของ บาสเซ็ตต์ ไม่มีอะไรเลย เบสิกมาก เราแบ่งทีมเล่น Five A Side (ข้างละ 5 คน) จากนั้นก็ซ้อมยิงประตู ตัวของ บาสเซ็ตต์ แทบไม่ได้คุมซ้อมเลยด้วยซ้ำ เขาจะโผล่มาอีกทีก็วันศุกร์ก่อนแข่งโน่น แล้วคุณรู้อะไรไหม ก่อนแข่งเราไม่เคยถูกห้ามอะไรเหมือนกับนักเตะสโมสรอื่นโดนห้ามเลย” ฟาน ฮอยดองค์ เริ่มแฉ 

“ตรงข้ามกับสนามเหย้าของทีม นักเตะสามารถเดินไปหาอะไรกินได้ตามใจเลย ปีกไก่เหรอ? คาโบนาร่าอัดซอสเยอะๆ ดีไหมนะ? หรือจะเฟร้นช์ฟรายดี? เลือกไปเถอะ คุณกินได้ทั้งหมดโดยไม่มีใครว่า” นั่นคือเหตุผลที่เขาอยากจะไป พีเอสวี ณ เวลานั้น 

“ผมบอกว่าจะย้าย แต่ เดฟ บอกผมว่า ‘แกก็รู้ฉันปล่อยแกไปไม่ได้ ถ้าแกไปแล้วใครจะพาเรากลับไปพรีเมียร์ลีกล่ะ? เอางี้ไหมถ้าเราขึ้นสู่ลีกสูงสุดได้ ฉันพร้อมจะปล่อยแกไป’ … เขาพูดแบบนั้นแล้วผมก็บอกว่า ‘โอเค จบซีซั่นนี้เท่านั้น'”  

ทุกอย่างเป็นไปตามเป้า แต่สัญญาไม่เป็นสัญญา ในขณะที่ ฟาน ฮอยดองค์ พาทีมเลื่อนชั้นและรอข้อเสนอจากทีมที่ใหญ่กว่าและมีอนาคตกว่า เขาก็ต้องเจอกับเรื่องหัวเสีย เพราะถึงแม้สโมสรจะพร้อมขายเขา แต่ก็ตั้งราคาไว้สูงเกินความเป็นจริงจนไม่มีทีมไหนอาจเอื้อมถึงได้นั่นเอง

“ผมโคตรหงุดหงิดตอนที่ได้ยินข่าวว่า ฟอเรสต์ ปฎิเสธข้อเสนอของ นิวคาสเซิล ที่ยื่นมา 7 ล้านปอนด์ แต่ บาสเซ็ตต์ บอกว่าไว้ให้ถึง 10 ล้านปอนด์ แล้วค่อยมาคุยกัน … คุณฟังดีๆ นะ 10 ล้านปอนด์ในปี 1997 มันไร้สาระไหมล่ะ? มันคือราคาที่เป็นไปไม่ได้เลย เหมือนกับตอนนี้มีคนมาขายกาแฟคาปูชิโน่ให้คุณแก้วละ 25 ปอนด์ (ราวๆ 1,000 บาท) คุณจะยอมซื้อไหมล่ะ?” นั่นคือเหตุผลทั้งหมดที่ทำให้ ฟาน ฮอยดองค์ ไม่พอใจ

แต่นั่นยังไม่จบ เขายังไม่ได้ร้ายสุดๆ และใช้ไม้แข็งอย่างการสไตรค์ในตอนนั้น เขาพยายามหาทางออกอย่างสุดความสามารถ ด้วยการไปคุยกับไดเร็คเตอร์ของสโมสรที่ชื่อ เออร์วิ่ง โชลาร์ ซึ่งเป็นคนที่เขาเคารพมาก ฟาน ฮอยดองค์ ไปบอกกับเขาตรงๆ ว่า “ที่เขาอยากย้ายทีมมันเป็นเรื่องความพอใจ ไม่ใช่เรื่องของเงินแบบที่ใครๆ พูดกัน”van_hooijdonk_0

“ฟังนะ ผมไม่ได้เห็นเงินเป็นเรื่องใหญ่ แต่ผมไม่อยากจะอยู่ที่นี่แล้ว ผมไม่มีความสุข เพราะอะไรรู้ไหม? พวกเราแม่งโคตรห่วยแตก ซ้อมกันด้วยฟอร์มที่ห่าเหวสุดจะบรรยายได้ แล้วผู้คนก็พากันคิดว่าเราจะเป็นแชมป์ … ถุยเถอะครับ คุณลองคิดนะคุณเอาแมวมาเป็นโค้ชทุกทีมในลีก และสุดท้ายจะมีแมว 1 ตัวที่ได้แชมป์ และมีแมว 3 ตัวที่ตกชั้น คุณคิดว่าแมวที่ได้แชมป์เป็นแมววิเศษ ขณะที่ตัวที่ตกชั้นเป็นแมวที่ไม่ได้เรื่องหรือเปล่า? … ไม่หรอก มันเกี่ยวกับนักเตะในทีมนั่นแหละคุณรู้ไว้ด้วยนะ นี่คือสิ่งที่ผมคุยกับ โชลาร์ และเขาตอบว่า ‘อืม แล้วเดี๋ยวเรามาดูกัน คุณไปฟุตบอลโลกก่อนเถอะ'” ฟาน ฮอยดองค์ อธิบายละเอียดยิบเหมือนกับคนที่อัดอั้นตันใจมานาน 

“ผมยื่นคำขาดเป็นครั้งที่ 2 หลังจากจบฟุตบอลโลกนะ ถ้าคุณทำให้ผมต้องเจ็บปวดอีก ผมจะทำให้คุณต้องเจ็บปวดบ้าง” สุดท้าย ฟาน ฮอยดองค์ ก็ไม่ได้ย้ายทีมอยู่ดี และนั่นทำให้เขาตัดสินใจสไตรค์เพราะโดนผิดสัญญาถึง 2 หนในปีเดียว

“ผมไม่ได้อยากจะทำร้ายแฟนๆ เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นคนเริ่มเรื่องนี้ แต่ผมต้องการแสดงออกให้ไอ้พวกหน้าด้านบางคนรู้เท่านั้นแหละว่าที่สุดแล้ว ผมจึงเลือกไม่ลงสนามดื้อๆ และตัดสินใจฝึกซ้อมอยู่ที่บ้านแทน” 

 

ทางออกสุดท้าย 

สิ่งที่ ฟาน ฮอยดองค์ เสียใจคือทางออกสุดท้ายของเขากลับไม่ได้ผล เพราะการสไตรค์ของเขาไม่ได้อยู่ในช่วงตลาดซื้อขายเปิด แต่ โชลาร์ ก็บอกกับเขาว่าหลังจบปีนี้ได้ย้ายแน่ชัวร์ๆ เขาจึงกลับมาลงเล่นอีกครั้ง โดยที่ช่วยอะไรไม่ได้เพราะสถานการณ์ในทีมมันพังไปหมดแล้ว

“นักเตะท้องถิ่นหลายคนให้สัมภาษณ์กับสื่อโจมตีผม บอกว่าผมเป็นไอ้สารเลวที่นำความอับอายมาสู่ทีม แต่รู้อะไรไหมเมื่อผมกลับมาเตะให้ทีมอีกครั้ง ผมเข้าไปในห้องแต่งแล้วบอกว่า ‘เอาล่ะทุกคน ใครมีอะไรสงสัยในตัวของฉันไหม?’ สิ่งที่ผมได้เจอคือความเงียบ มีเพียง เจฟฟ์ โธมัส คนเดียวที่ลุกขึ้นยืนและบอกว่า ‘ฉันไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่นายทำ’ นั่นล่ะผมต้องการแบบนั้น ผมบอกเขาว่า โอเค ฉันเข้าใจที่นายไม่เห็นด้วย แต่ฉันก็ต้องคิดถึงอาชีพของฉันเหมือนกันนะ … แต่อย่าห่วงเลย เมื่อไหร่ที่ฉันได้กลับมาลงสนาม ฉันจะเต็มที่และทำมันอย่างตั้งใจแน่นอน แม้ว่าหัวใจของฉันไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้ว” 

เขาพยายามจะบอกว่าห้องแต่งตัวของ ฟอเรสต์ พังไม่เป็นท่า นอกจากทีมจะไม่มีศักยภาพในสนามแล้ว การเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวก็ติดลบ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ ฟาน ฮอยดองค์ เองที่เริ่ม แต่ความจริงก็คือเมื่อเขากลับมาลงเล่นเขาก็ยิงได้ 6 ประตู มากที่สุดในทีม ไม่มีนักเตะคนไหนทำได้เท่านั้น ซึ่งถามว่ามันเปลี่ยนแปลงอะไรได้ไหมกับทีมที่พังยับทีมนี้? … คำตอบคือมันเละจนกว่าจะแก้ไขแล้วจากน้ำมือของทุกๆ คนที่ร่วมกันทำผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่าimage

“เดฟฟ์ บาสเซ็ตต์ นี่มันไอ้งูพิษชัดๆ เลย ตอนที่ผมกลับมาลงเล่นและยังยิงประตูไม่ค่อยได้ เขาก็พูดว่าให้ผมกลับไปรักษาสภาพจิตใจที่บ้าน โดยพักผมไว้สัก 2 เกม แต่พอผลงานแย่และโดนไล่ออกเขาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ‘ฟาน ฮอยดองค์ หนีกลับบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาต’ ผมบอกเลยว่าเขาคือมนุษย์ที่โหลยโท่ยที่สุดที่ผมเคยเจอ ผู้คนอาจจะชื่นชมเขาในการคุมวิมเบิลดัน แต่ความจริงคือนักเตะเก่งต่างหาก เขาไม่ใช่โค้ชที่ดีอะไรเลย คุณรู้ไหมก่อนจะลงสนามแต่ละเกมแท็คติกที่เขาสั่งเราคืออะไร? … เราจะบุกแบบไหน เราจะตั้งรับยังไง ไม่เคยมีหรอก มีแต่การพูดก่อนลงสนามว่า ‘สนุกกับมันนะเด็กๆ’ แค่นั้นแหละ” ฟาน ฮอยดองค์ จัดให้อย่างสาสมส่งท้าย 

อย่างที่ได้กล่าวไป คำพูดทั้งหมดของ ฟาน ฮอยดองค์ คือการพูดเมื่อเวลาผ่านไปนานกว่า 20 ปี ดังนั้นหากย้อนเวลากลับไปในช่วงปี 1998-99 ที่เขามีปัญหากับ ฟอเรสต์ หมายความว่า ไม่มีใครรู้ความจริงจากมุมมองของเขาบ้าง และนั่นทำให้แฟนบอลเริ่มกดดันสโมสรให้ขาย ฟาน ฮอยดองค์ ออกไปพร้อมทั้งสาปแช่ง ทุกคนเชื่อว่าไอ้สารเลวคนนี้ไปอยู่ทีมไหนก็คงไม่รอดหรอก 

ข่าว “คาว” ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้ภาพลักษณ์ของเขาดูแย่ และหลังจากจบฤดูกาล 1998-99 ทีมใหญ่ที่เคยติดต่อเขามาก็หายไปเพราะไม่กล้าเสี่ยง เหลือแต่ วิเทสส์ อาร์เนม ทีมเล็กๆ ในลีกสูงสุดของลีกฮอลแลนด์ ที่พร้อมจ่ายเงิน 3.5 ล้านปอนด์ เพื่อซื้อ ฟาน ฮอยดองค์ ไป download (3)

แต่สิ่งทีเกิดขึ้นหลังจากนี้ต่างหากคือคำตอบที่แท้จริงว่า ฟาน ฮอยดองค์ เป็นตัวปัญหาระดับพระกาฬที่พร้อมพังทุกทีมที่เขาอยู่หรือไม่? 

คุณจะอธิบายอะไรได้ดีไปกว่าการยิง 25 ประตูจาก 29 เกมลีกให้ วิเทสส์ ได้อันดับ 3 ของลีก ตามด้วยการยิง 19 ประตูจาก 30 เกมเป็นดาวซัลโวสูงสุดหลังย้ายไปอยู่กับ เบนฟิก้า ในฤดูกาล 2000-01 และที่ร้ายกาจที่สุดคือการถูก เฟเยนูร์ด ซื้อตัวกลับมาสู่ลีกบ้านเกิด ก่อนพาทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า คัพ ได้อย่างยิ่งใหญ่ และก้าวไปติดทีมชาติฮอลแลนด์ชุดใหญ่อีกครั้ง

ตั้งแต่ที่ ฟาน ฮอยดองค์ ย้ายออกจาก ฟอเรสต์ ไม่มีที่ไหนเลยที่เขายิงต่ำกว่า 20 ลูก เป็นเวลาถึง 5 ฤดูกาลติดต่อกัน … มันค่อนข้างชัดว่าเขาไม่ใช่พวกทำทีมพัง แต่เป็นพวกแบกทีมให้ประสบความสำเร็จมากกว่าdownload (2)

“คุณคิดว่า การที่ภาพจำของคุณคือนักเตะตัวพังแคมป์และพวกสร้างปัญหาไม่หยุด แฟร์กับคุณไหม?” นี่คือคำถามที่ เอ็ด แฟนบอลจาก น็อตติงแฮม ถาม ฟาน ฮอยดองค์ ผ่านทาง FourFourTwo เพื่อขอคำยืนยันอีกครั้ง ก่อน ฟาน ฮอยดองค์ จะตอบทิ้งท้ายว่า

“คนที่จะตอบคำถามนี้ไม่ใช่ผม แต่ควรเป็นเพื่อนนักเตะที่ใช้ห้องแต่งตัวร่วมกับผมมากกว่า ซึ่งแน่ล่ะ ส่วนใหญ่พวกเขาบอกผมว่าผมเป็นไอ้สารเลวครบสูตร แต่คุณจะไม่มีวันได้ยินพวกเขาพูดว่า ‘ผมเป็นนักเตะที่ไร้ความเป็นมืออาชีพ’ เพราะอะไรรู้ไหม? ผมตอบแทนทุกๆ ต้นสังกัดของผมอย่างคุ้มค่า ทีมไหนที่จ่ายเงินให้ผม พวกเขาจะได้ประตูถล่มทลายกลับไปและบอกว่า ‘โอ้ว นี่เป็นค่าเฉลี่ยที่ร้ายไม่ใช่เล่น'” 

“ผมไม่ใช่กองหน้าที่ทำให้ต้นสังกัดต้องสงสัยในตัวเอง ว่าทำไมพวกเขาต้องจ่ายค่าเหนื่อยสูงๆ ให้ผม และถ้าคุณไปถามพวกเขาเหล่านั้นผม เชื่อเลยว่าไม่มีใครกล้าพูดว่า ผมเป็นนักเตะที่เลี้ยงเสียข้าวสุกหรอกนะจะบอกให้”

ความหมายของชีวิต เส้นทางมหัศจรรย์ในลีกล่างสุดของอังกฤษกับ ‘ฮูลิโอ อาร์ก้า’

ฮูลิโอ อาร์ก้า เป็นนักเตะดีกรีทีมชาติอาร์เจนติน่าชุดชิงแชมป์โลก รุ่นยู-21 ในปี 2001 … เขาเป็นกัปตันทีมชุดนั้นและมีนักเตะหนุ่มๆรอบกายมากมายที่หลังจากนั้นได้เล่นกับทีมระดับโลก

 

ทว่า อาร์ก้า ได้มาใช้ชีวิตในอังกฤษและเล่นกับทีมฟุตบอลอย่าง ซันเดอร์แลนด์ และ มิดเดิลสโบรห์ ก่อนจะต้องย้ายลงไปเล่นในลีกล่างสุดของประเทศ นั่นคือลีกสมัครเล่นอย่าง ซันเดย์ ลีก … มันเป็นเส้นทางที่สวนกับเพื่อนคนอื่นๆ จนสื่อต่างๆลงข่าวในเชิงตลกขบขัน

อย่างไรก็ตามชีวิตคนเรามีวิธีการวิ่งหาคำตอบแตกต่างกัน การลงมาเล่นในลีกที่มีทีมจากผับเป็นผู้สนับสนุน มีกรรมการพักสูบบุหรี่ช่วงพักครึ่ง และมีเพื่อนร่วมทีมที่เมาค้างมาลงสนาม อาร์ก้า กับพบว่านี่คือความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขา

อะไรทำให้เขาคิดแบบนั้น ติดตามได้ที่นี่

อเมริกาใต้สายพันธุ์นักสู้ 

หลังจากผ่านยุค 90’s ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกจึงได้เห็นความยอดเยี่ยมของนักเตะชาวอเมริกาใต้มากมาย จูนินโญ่ เปาลิสต้า คือผู้เบิกเส้นทางของนักเตะบราซิล ขณะที่ส่วนของนักเตะอาร์เจนไตน์ก็เริ่มตามกันมามากมายไล่ตั้งแต่เบอร์เล็กจนถึงเบอร์ใหญ่อย่าง ฮวน เซบาสเตียน เวรอน 

อย่างไรก็ตาม นักเตะอเมริกาใต้ที่มีชื่อเสียงมาจากลีกอื่นมาก่อนหรือแม้กระทั่งการเล่นให้กับทีมชาติ ไม่ได้การันตีถึงความเก่งกาจแต่อย่างใด ดังนั้นเราจึงเห็นยอดแข้งที่ผิดหวังมากมาย เวรอน คือหนึ่งในนั้นนอกจากนี้ยังมีทั้ง เอร์นัน เครสโป หรือแม้แต่ยุคปัจจุบันอย่าง อังเคล ดิ มาเรีย และ อเล็กซิส ซานเชซ ที่ล้มเหลวกับ แมนฯ ยูไนเต็ด 

แต่ในผู้ล้มเหลว มักมีผู้ชนะเสมอ ปกติแล้วลักษณะของนักเตะอเมริกาใต้มักจะมาเร็วไปเร็ว กล่าวคือบางคนพอดังมากๆ ก็ย้ายไปทีมที่ใหญ่กว่า และมีโอกาสคว้าแชมป์กว่า หรือไม่บางรายก็ย้ายออกไปเพราะปรับตัวไม่ได้ จนไม่สามารถมีฟอร์มที่ดีได้เหมือนเดิม

1 ในนักเตะที่แตกต่างจากภาพจำนักเตะอเมริกาใต้คนอื่นๆสุดขั้วคือ ฮูลิโอ อาร์ก้า นักเตะชาวอาร์เจนติน่า ที่เป็นเหมือนตำนานของ 2 ทีมในภาคออีสานของอังกฤษทั้ง ซันเดอร์แลนด์ และ มิดเดิลสโบรห์ …. ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนเขาก็คือขวัญใจอันดับหนึ่งของย่านนี้โดยแท้จริงJulio-Arca (1)

ไม่ใช่เพราะว่า อาร์ก้า เก่งกว่าใคร แต่เป็นเพราะเขามาจากจุดที่แตกต่างกับนักเตะอเมริกาใต้คนอื่นๆ เขาไม่ใช่นักเตะดัง ยังไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง แถมยังอายุแค่ 18 ปี ในการย้ายออกจาก อาร์เจนติน่า บ้านเกิด พร้อมด้วยประสบการณ์ลงเล่นแบบอาชีพเพียง 38 เกมเท่านั้น 

จุดที่แตกต่างคือ “ความทะเยอทะยาน” นั่นเอง โดยนิสัยของนักเตะอเมริกาใต้แล้วส่วนใหญ่เป็นพวกมีอารมณ์ศิลปินสูง แม้จะอารมณ์ดีอัธยาศัยดี แต่บางครั้งมันก็มากเกินไป จนทำให้พวกเขาไม่ถูกโรคกับวัฒนธรรมฟุตบอลอังกฤษที่ฝึกซ้อมและเล่นกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่ทำให้หลายคนยกธงขาว ต่างกับ อาร์ก้า ที่อายุแค่ 18 ปี และเข้าใจว่าเขาย้ายมาอังกฤษครั้งนี้ “เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัว” เขาจะต้องเริ่มนับ 1 ใหม่หมด ไม่มีใครรู้จักเขาเลย ดังนั้นเมื่อเข้าตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม เขาจึงเริ่มทำอะไรบางอย่าง ที่เราเรียกกันว่า “การปรับตัวเพื่อเอาชีวิตรอด” นั่นเอง

“ผมอายุแค่ 19 มั้งตอนนั้น พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เอาแค่ออกจากบ้านไปซื้อของมันก็เป็นเรื่องยากสำหรับผมแล้ว ปกติผมเป็นคนอยู่ไม่ติดบ้าน แต่ช่วงแรกๆที่อังกฤษมันทำให้ผมกลัวการเข้าสังคม” อาร์ก้า กล่าว และถึงแม้จะยาก แต่เขาค่อยๆปรับที่ตัวเองเป็นอย่างแรก เข้าหาคนอื่นให้มากขึ้น พูดคุยสื่อสารกับทุกคนและทุกวัน นั่นคือสิ่งที่เขาตั้งใจ 

“ผมเริ่มเข้าหากลุ่มนักเตะที่พูดภาษาสเปนหรือฝรั่งเศสก่อนเป็นอย่างแรก ปีเตอร์ รีด (โค้ชของ ซันเดอร์แลนด์) บอกให้ผมสนิทกับ อีเมอร์สัน โธม (นักเตะบราซิล) ซึ่ง โธม ที่อยู่มานานกว่า เขานี่แหละจะเป็นคนชี้และตะโกนบอกผม ซึ่งส่วนใหญ่มันเป็นเรื่องง่ายๆ เพราะเขามักจะบอกว่า “เอาบอลขึ้นไปทางซ้าย แล้วโยนให้ไอ้ยักษ์ ไนออล ควินน์ โหม่งก็พอ (ควินน์ สูงเกือบ 2 เมตร)” ซึ่งช่วงแรกไม่ค่อยมีใครด่าผมมากมายหรอก นอกจากผมจะเล่นแย่จริงๆ และบางทีผมก็รู้สึกได้ว่าคนอื่นๆด่า เอเมอร์สัน โธม แทนที่จะด่าผม (เพราะ อาร์ก้า ยังฟังอังกฤษไม่รู้เรื่อง)” เขาหัวเราะเมื่อเล่าถึงช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้น

อาร์ก้า ไม่ได้เป็นพวกสายศิลปินโลกส่วนตัวสูงเหมือนกับนักเตะอเมริกาใต้ทั่วไปอย่างที่ได้กล่าวมา นั่นจึงทำให้การปรับตัวของเขาเป็นไปอย่างเรียบง่าย แต่กลับค่อยๆพัฒนาขึ้นจนกลายเป็นยอดนักเตะของสโมสร และกลายเป็นเพื่อนซี้กับกลุ่มนักเตะท้องถิ่นที่เป็นซีเนียร์อย่าง ไนออล ควินน์ และ เควิน ฟิลลิปป์ส จากดาวรุ่งโนเนมจาก อาร์เจนติน่า อาร์ก้า กลายเป็นรุ่นใหญ่ของซันเดอร์แลนด์ได้ภายในเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น และอยู่ในช่วงเวลาดีๆ กับสโมสรรวมถึงแฟนๆมากมาย

“นอกจากเกมแรกในอังกฤษที่เป็นไฮไลท์ของชีวิตแล้ว ก็มีเกมชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด ในฟุตบอลถ้วย (ลีก คัพ ปี 2000/2001) ผมรู้สึกว่าเราสามารถเอาชนะทีมไหนก็ได้ นั่นคือความมั่นใจที่ผมได้จากเกมนั้น เรามีทีมที่ดี ก็เพราะมีกลุ่มนักเตะที่ยอดเยี่ยมและทีมสต๊าฟฟ์ที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนั่นแหละ” ความทรงจำวัยหวานยังแม่นยำเสมอสำหรับ อาร์ก้า 

แม้ ซันเดอร์แลนด์ ในยุคของ อาร์ก้า 2000-2006 จะไม่มีถ้วยแชมป์ใดๆเลยแม้แต่ใบเดียว แถมยังผ่านประสบการร์ตกชั้นในปี 2003 แต่ อาร์ก้า ยังจดจำทุกอย่างได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะความสุขเล็กๆ อาทิชัยชนะในเกมกับ ยูไนเต็ด หรือแม้แต่การเลื่อนชั้นจากกลับคืนสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้งนปี 2005-06 และเหนือสิ่งอื่นใดคือการได้เป็น “คนในความทรงจำ” ของแฟนบอลที่นี่คือความสำเร็จที่เขาภูมิใจที่สุดแล้ว

“ผมโชคดีที่ได้รับการโหวตจากแฟนๆให้เป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งปีของสโมสร ถ้วยรางวัลนี้ต่อให้ใครมาขอซื้อต่อแพงเท่าไหร่ผมก็ไม่มีวันขาย มันคือตัวแทนของความทรงจำ การอยู่ที่นั่นผมอาจจะมีช่วงเวลาที่แย่ๆบ้าง แต่ผมเป็นคนมองโลกในแง่ดี และอยู่กับสิ่งที่ทำให้ผมได้มีความสุข ดังนั้นแค่ได้อยู่กับทีมก็มีความสุขแล้ว การได้ใช้เวลากับ ซันเดอร์แลนด์ มันยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมี” อาร์ก้า กล่าวทิ้งท้าย Julio-Arca

 

ชีวิตหลังเลิกเล่น…ยากกว่าที่คิด

หลังจากออกจาก ซันเดอร์แลนด์ ในปี 2006 เพราะการเข้ามาของ รอย คีน ที่มาเป็นกุนซือในเวลานั้นและตั้งใจจะเปลี่ยนโครงสร้างทีมใหม่ อาร์ก้า ได้ย้ายไปอยู่กับ มิดเดิลสโบรห์ สโมสรบ้านใกล้เรือนเคียงกับ ซันเดอร์แลนด์ และมีความเป็นคู่กัดกันเล็กๆในย่านนี้ (คู่กัดเบอร์ 1 ของ ซันเดอร์แลนด์ คือ นิวคาสเซิล) ดังนั้นความนิยมของเขาในกลุ่มแฟนซันเดอร์แลนด์ก็ไม่ได้ลดลงไป ยิ่งไปกว่านั้นด้วยมาตรฐานที่เขาสร้างให้กับสโมสรใหม่อย่าง เดอะ โบโร่ ก็ทำให้เขากลายเป็นที่รักของแฟนๆที่ริเวอร์ไซด์ ไม่ต่างกันนัก

การเป็นนักสู้ของ อาร์ก้า ถูกใจแฟนๆของ เดอะ โบโร่ เป็นอย่างมาก เขาใช้เวลาที่นั่น 7 ปี จนได้ก้าวขึ้นมาเป็นกัปตันทีม ลงเล่นกว่า 200 เกม นั่นคือสิ่งที่บอกว่า อาร์ก้า เป็นนักเตะที่รักษามาตรฐานการเล่นของตัวเองได้สูงเสมอมา และความเป็นผู้นำและความมุ่งมั่นทำให้เขาได้รับการยอมรับเสมอไม่ว่าเล่นกับสโมสรใดก็ตาม 

ช่วงเวลากับโบโร่ แม้จะไม่ได้มีอะไรหวือหวาและโรแมนติกไปกว่าช่วงเวลาที่ ซันเดอร์แลนด์ แต่ช่วงเวลานี้คือหนังชีวิตของเขา อาร์ก้า เริ่มมีอายุมากขึ้น และมันเป็นธรรมดาที่เขาจะเริ่มโดนคลื่นลูกใหม่ไล่หลังตามมา 

นอกจากช่วงท้ายๆเขาจะได้ลงเล่นน้อยลงแล้ว อาการบาดเจ็บที่เท้าก็ออกอาการและกัดกินเขาจนลงเล่นไม่ได้หลายเดือน สุดท้ายด้วยอายุที่มากขึ้นและร่างกายที่ไม่เหมือนเดิม อาร์ก้า ก็หมดสัญญากับ โบโร่ และโดนปล่อยตัวออกจากสโมสร

“อาการบาดเจ็บที่เท้าหมายความว่าเวลาของผมกับ โบโร่ จบลงแล้ว ผมเจ็บปวดและเศร้าเล็กน้อย เพราะว่าอีกไม่กี่ก้าวผมก็จะได้ไป เวมบลีย์ พร้อมกับทีม(เพลย์ออฟ ขึ้นพรีเมียร์ลีก)” การพลาดพาทีมเลื่อนชั้น ถือเป็นความผิดหวังเล็กๆของเขาเท่านั้น แต่ที่เจ็บปวดจริงๆ คือการต้องเลิกเล่นฟุตบอลต่างหาก ces-fabregas-arsenal-julio-arca-middlesbrough-1361606.jpg

“ผมโกรธมากที่ต้องเลิกเล่น อาการบาดเจ็บเล่นงานจนผมเสียเวลาชีวิตกับมันไปเยอะมาก 18 เดือนสำหรับการผ่าตัดและรักษาตัว 18 เดือนสำหรับคนบ้าบอลที่ไม่ได้เตะฟุตบอลเลย คุณรู้ใช่ไหมว่ามันน่าอึดอัดขนาดไหน?” 

“โคตรแย่ ทุกอย่างโคตรแย่แบบติดลบสุดๆเมื่อผมแขวนสตั๊ด ภาพที่ผมคิดไว้คือผมจะต้องเป็นคนที่มีเวลาให้ครอบครัว มีความสุขกับชีวิต แต่ความจริงคือผมยังเจ็บที่เท้าไม่หาย มันเล่นงานหนักจนแม้แต่เล่นกับลูกๆที่บ้านผมยังทำไม่ได้เลย” อาร์ก้า กล่าว

เวลาแย่ๆแบบนี้สิ่งที่คนเราคิดถึงที่สุดก็คือบ้าน… แต่สำหรับ อาร์ก้า เขาใช้ชีวิตที่อังกฤษมาแล้วถึง 13 ปี เขาแทบจะเผลอคิดว่าตัวเองเป็นคนอังกฤษไปแล้วด้วยซ้ำ เขาใช้ชีวิตที่นี่นานจนคิดว่าอังกฤษคือบ้าน ดังนั้นเขาจะต้องหาทางออกให้กับเงินที่เริ่มหมดไป และสุขภาพที่เริ่มแย่ลงแบบนี้

“ใจจริงผมอยากจะกลับบ้านที่ บัวโนสไอเรส แต่พอคิดดูแล้วผมคงต้องคิดถึงอะไรไปหลายอย่างในภาคอีสานของอังกฤษ ผมอยู่ที่นี่มานานจนคุ้นเคยกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่นี่ไปซะแล้ว” อาร์ก้า กล่าว และนั่นทำให้เขาเลือกที่จะหาทางรอดในอังกฤษต่อ แทนที่จะกลับไปยัง อาร์เจนติน่า ที่เป็นบ้านเกิด Julio-Arca (2)

 

ยากเกิน…เดี๋ยวค่อยคิด

หลังจากตัดสินใจปักหลักในอังกฤษต่อไป อาร์ก้า เริ่มตั้งสติและนึกถึงสิ่งที่ตัวเองมี นั่นก็คือ “ความรู้” เขาเริ่มเปิดคลินิกสอนฟุตบอลให้กับเด็กรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี และมันค่อนข้างแปลก เมื่อเขาได้กลับมาเหยียบหญ้าอีกครั้ง ช่วงเวลาในอดีตก็แล่นผ่านเข้ามาในหัวสมอง… สอนเด็กก็สนุกดี แต่จะดีกว่าถ้าได้เตะเอง นั่นคือสิ่งที่เขาเริ่มคิด 

อย่างไรก็ตามการจะกลับมาเล่นในระดับอาชีพอีกครั้งยากเกินไปสำหรับนักเตะวัย 32 ปี ที่ห่างจากฟุตบอลมาเกือบ 2 ปี แถมยังมีอาการเจ็บที่เท้าที่วางใจไม่ได้ว่าจะกำเริบขึ้นมาเมื่อไหร่ 

ตอนแรกเขาก็หมดหวัง จนกระทั่งคิดได้ว่า “ฟุตบอล” มีอยู่ทุกที่ อยู่ที่ว่าเขาพร้อมจะเปิดรับกับประสบการณ์ใหม่ๆหรือเปล่าเท่านั้นเอง… สิ่งที่รอเขาอยู่คือ ซันเดย์ ลีก ลีกฟุตบอลสมัครเล่น แม้จะมีเลื่อนชั้นตกชั้น แต่ส่วนใหญ่นักเตะ ซันเดย์ ลีก หรือฟุตบอลนอกลีกนี้ ก็มักจะมีอาชีพประจำอยู่แล้ว ฟุตบอลเป็นแค่งานอดิเรกเท่านั้น197

“ผมเริ่มจากการเป็นนักฟุตบอลอาชีพและเมื่อถึงวันที่ต้องเลิกเล่นมันหดหู่ ยิ่งเมื่อรู้ว่าคุณจะกลับมาเล่นอาชีพไม่ได้อีก มันก็ค่อนข้างยากจะรับ ตอนนั้นผมคิดว่าส่วนที่ใหญ่ที่สุดของชีวิต (ฟุตบอล) ของผมได้จบลงแล้ว” 

การโทษตัวเองและโชคชะตาที่นานพอทำให้ อาร์ก้า เปลี่ยนใจ เขาคิดอยากจะสนุกๆกับการเตะบอลอีกครั้ง จึงได้พิจารณาข้อเสนอจากสโมสร วิลโลว์ พอนด์ ทีมนอกลีกที่ได้รับการสนับสนุนจากผับท้องถิ่นในเมืองซันเดอร์แลนด์ ซึ่งตอนนั้น อาร์ก้า ไม่มีอะไรจะเสีย เขาคิดว่าถึงจะไม่ได้เงินมากมาย แถมคนดูก็เทียบกับอดีตไม่ได้ แต่อย่างน้อยๆ มันคงทำให้เขาแก้เบื่อได้บ้าง

“เพื่อนของผมเล่นให้กับทีมใน ซันเดย์ ลีก ที่ชื่อว่า วิลโลว พอนด์ เอฟซี ผมก็เลยตามมาเล่นด้วย เราตกลงค่าจ้างกันโดยมีราคาประมาณ 3.5 ปอนด์ต่อเกม และใครที่ได้รางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ คนนั้นจะได้กินเบียร์ฟรีอีก 2 แก้ว ตอนนั้นผมแค่อยากจะออกกำลังกายเท่านั้นแหละ แต่พอได้ลองเตะแล้วมันเป็นประสบการณ์ที่โคตรเยี่ยมเลย” อาร์ก้า กล่าวกับ สกาย สปอร์ต 

วิลโลว พอนด์ นั้นเป็นทีมที่เจ้าของเป็นเจ้าของผับ ที่ไม่ได้จริงจังอะไรกับการเลื่อนชั้นตกชั้นอยู่แล้ว อาร์ก้า จึงเล่นแบบสบายๆไร้ความกดดัน แถมคลาสที่เคยผ่านเกมระดับสูงมาเป็น 10 ปี ยิ่งทำให้เขายิ่งเล่นยิ่งเหนือ หลังจากนั้นข่าวของนักเตะพรีเมียร์ลีก ที่มาเล่นซันเดย์ ลีก ก็ดังไปถึงทีมอย่าง เซาธ์ ชีลด์ ทีมนอกลีกที่อยากจะเอาจริงกับการไต่ระดับให้สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ 

“ผมได้รับโทรศัพท์จากทีม เซาธ์ ชีลด์” อาร์ก้า เล่าต่อ และเขาเลือกที่จะเซ็นสัญญากับทีมโดยไม่ต้องคิด ชีวิตหลังเลิกเล่นของนักเตะอาชีพนั้นเป็นเรื่องยากกว่าจะปรับตัวกันได้ แต่นี่คือคำถามที่ยากเกินไป อาร์ก้า จึงบอกว่า “เดี๋ยวค่อยคิด ตอนนี้ทำตามหัวใจตัวเองไปก่อน”

 

ราชาแห่ง เซาธ์ ชีลด์ 

“ยิ่งคุณอายุมากขึ้นเท่าไหร่ คุณจะยิ่งสนุกกับฟุตบอลมากขึ้น เชื่อผมสิ” อาร์ก้า เล่ากับเดอะ การ์เดี้ยนฟัง 

“ที่เซาธ์ ชีลด์ เรามีหนุ่มๆที่ยอดเยี่ยมมาก มีแฟนบอลที่คอยตามเชียร์ด้วย ผมจึงได้รู้จักกับความตื่นเต้นอีกครั้งเมื่อได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมนี้… เรื่องค่าแรงไม่ต้องพูดถึงมันห่างกันอยู่แล้วแต่ความกดดันกับความตื่นเต้นมันไม่ได้หนีกับลีกบนๆเท่าไหร่หรอก” JS71957250

การเข้ามาของ อาร์ก้า สร้างบรรทัดฐานใหม่ๆให้กับทีม นักเตะในทีมได้เห็นการวางตัวของเขา และเข้าใจว่าทำไมเขาจึงได้ไปเล่นในระดับพรีเมียร์ลีก… นั่นก็เพราะว่าคำว่า “วินัย” และ “ความทุ่มเท” นั่นเอง

ฮูลิโอ เข้ามาและกลายเป็นผู้นำและผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนในทีมตั้งแต่เมื่อเขามาถึง เขามีบทบาทสำคัญมากในการเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของสโมสรแห่งนี้ และมอบช่วงเวลาที่น่าจดจำมากมาย “ผมไม่รู้จะขอบคุณเขายังไงดีสำหรับความพยายามอันน่าเหลือเชื่อของเขา” เจฟฟ์ ธอมป์สัน ประธานสโมสรของ เซาธ์ ชีลด์ กล่าว 

ขณะที่กุนซือของทีมอย่าง เกรแฮม เฟนตัน ก็พูดในสิ่งที่ไม่ต่างกันนัก สำหรับที่อื่น ฮูลิโอ อาร์ก้า อาจจะเป็นนักเตะหมดสภาพ แต่ที่ เซาธ์ ชีลด์ เขาคือพระเจ้าของทุกคนๆ

“ฮูลิโอ อาร์ก้า เป็นเหมือนพระเจ้าของ เซาธ์ ชิลด์ส การที่เขามาอยู่กับทีมมันทำให้เราคว้านักเตะคนอื่นๆมาร่วมทีมง่ายเลย เราแค่บอก ‘รู้ป่ะ ถ้านายย้ายมาอยู่ที่นี่ นายจะเป็นเพื่อนร่วมทีมกับ ฮูลิโอ อาร์ก้า นะ'” เกรแฮม แฟนตัน โค้ชของ เซาธ์ ชิลด์ส

อาร์ก้า พา เซาธ์ ชีลด์ ทำสถิติมากมายรวมถึงสถิติสุดทึ่งอย่างการเอาชนะ 35 เกมรวด จนกระทั่งกวาดทุกแชมป์ที่ลงแข่งขัน รวมถึงรายการที่ดีที่สุดสำหรับทีมนอกลีกนั่นคือ FA Vase คัพ ซึ่งเป็นรายการที่ได้รับการรองรับจากสมาคมฟุตบอลอังกฤษ โดยให้สิทธิ์เฉพาะทีมที่ต่ำกว่าลีกทู ลงแข่งขันเท่านั้นๆ ว่าง่ายๆก็คือมันคือเวทีของทีมสมัครเล่นทั่วประเทศ 

รางวัลของการเป็นแชมเปี้ยนส์อาจจะไม่ได้มากมายนัก แต่ที่สุดยอดที่สุดคือ เอฟเอ จะจัดเกมนัดชิงชนะเลิศในสนาม เวมบลีย์ ซึ่งเป็นสังเวียนที่นักเตะทุกคนในประเทศนี้ฝันว่าจะได้เหยียบสักครั้ง… แม้แต่ อาร์ก้า เองตอนที่เล่นในอาชีพกับ ซันเดอร์แลนด์ กับ มิดเดิลสโบรห์ ก็ยังไม่เคยได้เหยีบเวมบลีย์สักครั้งเลย 

แต่ที่ เซาธ์ ชีลด์ ทีมเล็กๆที่ อาร์ก้า ไม่ได้คาดหวังมากกว่าการออกกำลังกาย กลับเป็นทีมที่ให้โอกาสนั้นกับเขา ทุกคนพยายามอย่างหนักจนกระทั่งไปถึงนัดชิงชนะเลิศในฤดูกาล 2016-17  ซึ่งในเกมนั้น อาร์ก้า เดินลงสนามในฐานะกัปตันทีม ก่อนจะพา เซาธ์ ชีลด์ เอาชนะ คลีทธอ์ป ทาวน์ไป 4-0 และชูถ้วยแชมป์ FA Vase ต่อหน้าแฟนๆอีกหลายพันชีวิต 

“เซาธ์ ชีลด์ คือสิ่งมหัศจรรย์ ที่บางครั้งมันจะมาเยือนชีวิตของคุณ ผมไม่เคยคาดหวังอะไรแบบนี้เลยในวันแรก แต่ ณ ตอนนี้ผมได้อยู่ในเวมบลีย์ และการก้าวสู่เวมบลีย์พร้อมๆกับหนุ่มๆพวกนี้คือความที่เป็นจริงของผมหลังจากที่ผ่านชีวิตนักฟุตบอลมาหลายปี” อาร์ก้า กล่าวถึงประสบการณ์ที่ตัวเองไม่เคยคิดว่าจะได้รับ 

ย้อนกลับไปในวันที่เขาเลือกมาเล่นให้กับทีม ซันเดย์ ลีก ทุกสื่อแทบลงเสนอข่าวในเชิงขำขันของอดีตนักเตะ อาร์เจนติน่า ยู21 ชุดแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2001 ที่มาไกลเหลือเชื่อ ทั้งๆที่เพื่อนร่วมรุ่นอย่าง ฮาเวียร์ ซาบิโอล่า และ มักซี่ โรดิเกซ ได้เล่นฟุตบอลระดับสูง…. อย่างไรก็ตามทุกคนมีคำถามในใจที่แตกต่างกันออกไป ซึ่ง อาร์ก้า พบว่าคำถามของเขามันไม่ยิ่งใหญ่และมากมายเหมือนใครๆ มันคือความเรียบง่าย แค่ตื่นมาและได้เล่นฟุตบอลท่ามกลางผู้คนที่รักเขา คือ ที่สุดของที่สุดในชีวิตแล้ว

“ผมยังจำได้นะ มีคนเปรียบผมกับเพื่อนๆ (อาร์เจนติน่า ชุดแชมป์โลกยู21) พวกเขามองมาที่ผมแล้วก็ว่า “ว้าว” ผมก็ยอมรับว่านี่เป็นลีกที่ต่ำกว่าจริงๆ แต่การได้ไปเวมบลีย์ และการมีโอกาสได้ชูถ้วยที่นั่น ผมว่า…มีไม่กี่คนหรอกที่ทำได้” อาร์ก้า กล่าวทิ้งท้าย

จอร์เเดน คิลกาน่อน ‘GOD OF DUNK’… ผู้รับข้อแลกเปลี่ยนจากพระเจ้า

เป็นธรรมเนียมของ NBA ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีจะต้องมีเกม ออลสตาร์ ที่เหล่าดาวดังต้องมาดวลกันต่อหน้าสายตาแฟนๆ จุดประสงค์ของเกมนี้เพื่อที่จะโชว์ความเอ็นเตอร์เทนแบบเต็มรูปแบบด้วยกลุ่มนักบาสตัวท็อป มันจะเป็นเกมที่มีแต่การ บุก บุก แล้วก็บุกเท่านั้น ทุกลีลาจะถูกจัดเต็มและคำนึงถึงความสนุกก่อนชัยชนะ

 

ขณะเดียวกัน ก็มีอีกหนึ่งอีเวนท์ที่แฟนๆ รอคอย ซึ่งเกิดขึ้น 1 วันก่อนหน้าการแข่งขันเกมออลสตาร์จริงๆ นั่นคือ สแลมดังค์ คอนเทสต์ (Slam Dunk Contest) การโชว์ลีลาการยัดห่วงของเหล่าซูเปอร์สตาร์ ที่ร่างกายของพวกเขาแทบจะถูกสั่งการให้ดังค์อย่างง่ายดายจากการฝึกซ้อมและอยู่กับลูกบาสทุกเมื่อเชื่อวัน  

และหนึ่งในสแลมดังค์แห่งความทรงจำ คงหนีไม่พ้นปี 2016 ที่ แซค ลาวีน จาก มินเนโซต้า ทิมเบอร์วูล์ฟส์ กับ แอรอน กอร์ดอน จาก ออร์แลนโด แมจิค เปิดศึกดวลดังค์แบบไม่มีใครยอมใคร จนทำให้แฟนๆ อ้าปากค้าง เพราะความสะใจที่ยัดห่วงอย่างหนักหน่วงและสวยงาม ทว่าทุกชื่อที่กล่าวมาเดินลงมาดังค์ด้วยชุดแข่งของทีม ตามกฎของ NBA เสื้อผ้าของพวกเขาอำนวยความสะดวกต่อการกระโดดและเคลื่อนไหว

ทว่าในวันต่อมา ช่วงการพักครึ่งของเกมออลสตาร์ กลับมีชายคนหนึ่งลงมาพร้อมการสวมเสื้อกล้าม 1 ตัวสกรีนชื่อด้านหลังว่า “จอร์เเดน” และสวมกางเกงยีนส์ทรงเดฟที่อย่าว่าแต่กระโดดเลย เอาแค่วิ่งให้ได้อย่างคล่องเเคล่วก็เป็นเรื่องยากเเล้ว … เขาคนนี้ไม่มีต้นสังกัด ไม่ได้เป็นนักบาสเก็ตบอลอาชีพ แต่กล้าท้าชนเหล่าซูเปอร์สตาร์ด้วยโจทย์ที่ว่าจะทำท่าที่ยากและลอยตัวให้สูงกว่าทุกคน … และยังบอกกับปากตัวเองว่า “ผมดั๊งค์ได้ดีกว่าไมเคิล จอร์เเดน”

 

จิ๊กโก๋บ้านนอกสะดุดรัก…

อันนี้จริง … จอร์แดน คิลกานอน ก็เป็นเหมือนกับเด็กหนุ่มอเมริกันทั่วไป เขาเล่นกีฬาทุกอย่าง แค่ว่าตอนเด็กๆ ยังไม่รู้ว่าอะไรกันแน่ คือ สิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุด Jordan-Kilganon2

การเกิดและโตใน เมืองซัดบิวรี่ รัฐออนตาริโอ ประเทศแคนาดา เมืองเล็กๆ ที่มีประชากร 160,000 คนทำให้เขาเป็นเหมือนปลาน้อยในอ่างแก้ว นั่นคือเก่งทุกอย่างชนิดที่ว่าได้รางวัล MVP ระดับไฮสคูลทั้งการเเข่งบาสเกตบอล, เบสบอล และ วอลเล่ย์บอล จนกระทั่งเจอจุดเปลี่ยนจากการไปเที่ยวพักร้อนและพบว่าแท้จริงเเล้วเขาเองก็ไม่เท่าไหร่เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ

“ตอนอายุ 16 ผมสูง 180 เซนติเมตร ครอบครัวเราไปเที่ยวน้ำตกไนแองการ่า ระหว่างนั้นมีการเล่นบาสกลางแจ้งที่แป้นเตี้ยกว่าปกติ แต่ผมกลับดังค์ไม่เป็น นี่คือเรื่องที่น่าผิดหวังมากสำหรับผม” เจ้าของฉายา “ดังค์ก็อด” เริ่มเล่าถึงวันที่เขาไต่บันได สู่สถานะพระเจ้าแห่งการยัดห่วง

“หลังจากจบไฮสคูลผมเลิกเล่นกีฬาทุกอย่างเลย แล้วได้แต่คิดทบทวนว่าควรจะทุ่มพลังทั้งหมดให้กับสิ่งไหนดี อะไรคือสิ่งที่ผมรักที่สุด ผมพบคำตอบว่ามันคือการเป็นนักดังค์นี่แหละที่ตามหา หลังจากนั้นก็ได้เวลาลุยไปข้างหน้าเท่านั้น”

ปี 2010 คือปีที่ คิลกาน่อน เริ่มหยุดที่จะวิ่งแต่เปลี่ยนมาเป็นการกระโดดเเทน เเละเขาให้คำจำกัดความว่าการฝึกซ้อมของเขาขั้นระดับใช้คำว่า “บ้า” ได้อย่างไม่เคอะเขิน นั่นคือเขาฝึกกระโดดทั้งวันชนิดที่ไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย เขาไม่ได้ทำเพราะอยากจะเก่งเท่านั้น แต่ทุกการกระโดดทำให้อะดรีนาลีนหลั่งไหลไปทั่วร่างกาย เขาไม่เบื่อกับการทำสิ่งเดิมซ้ำๆ เลยแม้แต่น้อย

ยิ่งกระโดดก็ยิ่งสูง ยิ่งฝึกดังค์ยิ่งแม่นยำมากขึ้น หนึ่งสิ่งที่ติดตัวเขามาตลอดคือ เขาเป็นคนที่มีความมั่นใจสูงมาก และไม่เคยรีรอโอกาส เขาเริ่มคิดเเล้วว่าตัวเองในช่วงวัยรุ่นนั้นสามารถดังค์ได้ดีกว่าเหล่า “ดังค์เกอร์” มืออาชีพ แม้จะยังทำได้ไม่ดีเท่าไหร่นักก็ตาม แต่มีบางสิ่งบอกว่าเขาทำได้แน่หากพัฒนาอย่างถูกต้อง  

“ผมเริ่มรู้สึกว่าผมน่าจะทำได้เทียบเท่าหรือดีกว่าพวกมืออาชีพ เพียงแต่มันยังมีบางสิ่งในตัวผมที่ยังไม่ถูกค้นพบ จากนั้นผมแค่รอให้ใครสักคนหยิบผมขึ้นมา เเละมอบในสิ่งที่ช่วยให้ผมก้าวขึ้นไปอีกระดับได้” เขาเล่าย้อนความถึงจุดที่เริ่มรู้ว่าถ้าพยายามต่อไปจะต้องทำตามฝันได้แน่ เพียงแต่ว่ายังขาดบางสิ่งเท่านั้นArticle-Pic-1

คิลกาน่อน เริ่มสร้างชื่อหลังยุค 2010 การลองผิดลองถูกของเขาถูกบันทึก และอัพโหลดลงยูทูบมาเป็นเวลานาน จึงเริ่มเข้าตาของทีมดังค์มืออาชีพอย่าง “Dunk Elite” ซึ่งจัดการติดต่อเขาเข้าร่วมทีม และหลังจากนั้นเขาก็ได้ค้นพบการฝึกซ้อมที่ไม่ใช่แค่การกระโดดอย่างเดียวแบบที่เคยทำ

 

เหลาจนเฉียบคม

การจะทำให้ร่างกายเเข็งแกร่งขนาดที่กระโดดสูงกว่านักบาสเกตบอล NBA ได้ไม่มีทางลัด คิลกานอน มีโปรเเกรมฝึกสุดโหดที่ถูกออกแบบมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ

เขาจะเริ่มต้นวันด้วยการอยู่ในห้องเวทเทรนนิ่งเพื่อให้ร่างกายงอตัวเพื่อดีดตัวให้สูงขึ้น เขาใช้เวลากับการอยู่ในยิมไม่ต่ำกว่า 2-3 ชั่วโมง และไม่จบเท่านั้น หลังออกจากยิมด้วยตัวที่เหงื่อชุ่มเเล้ว เขาจะมาซ้อมกระโดดดังค์วันละ ครึ่งชั่วโมงบ้าง 3-4 ชั่วโมง และบางครั้งก็มากถึง 9 ชั่วโมง เหตุผลที่ทำไมถึงต้องมากและหนักขนาดนั้น? คิลกาน่อน บอกว่ามันเป็นเรื่องของการสร้างภาพในหัวให้ชัดเจนจนทำในสิ่งที่ยากให้ง่ายลงได้ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ จากหนุ่มไฮสคูลเขาก้าวกระโดดเข้ามาเป็นแชมป์รายการ Sprite Slam Dunk Showdown ในปี 2012 (ซึ่งขณะนั้นเขาอายุเพียง 20 ปี) ได้สำเร็จ 2 ปีแห่งความพยายามยืนยันกับเขาเเล้วว่าการที่เขาคิดว่าตัวเองเป็น “เทพเจ้าแห่งการดังค์” ไม่ใช่เรื่องที่เข้าข้างตัวเองแต่อย่างใด

การเห็นภาพและสามารถจินตนาการท่าทางในการดั๊งค์อย่างเชี่ยวชาญ ทำให้ คิลกาน่อน เป็นผู้คิดท่าดั๊งค์ที่แตกต่างจากที่คนอื่นเห็น เขามีถึง 100 ท่าที่เขาทำมันเป็นคนแรกโดยเฉพาะท่า “แมงป่อง” นั่น คือ ท่ากระโดดให้ตัวเลยแป้นแล้วไขว้แขนอ้อมหลังยัดห่วง ที่เป็นเหมือนลายเซ็นของเขา หลักการฝึกก็ง่ายๆ คือ การทำซ้ำเป็นพันๆ ครั้งในแต่ละท่าเท่านั้นเอง

แต่ละท่าจะถูกขยับความสูงของแป้นขึ้นเรื่อยๆ ระดับจะถูกปรับจนเท่าแป้นบาสที่เเข่งจริงในวันที่เขามั่นใจว่า “ระยะนี้เสร็จแน่” หลายครั้งที่เขาต้องบาดเจ็บจากความผิดพลาดในการฝึกซ้อม แต่เขาไม่หยุดมันง่ายๆ เป้าหมายที่แน่นอนว่าจะต้องการเป็นนักดังก์ที่เก่งที่สุดในโลก คือ แรงผลักดันที่ทำให้เขา ไม่เพียงแต่ออกแบบการฝึกสุดหฤโหดเท่านั้น แต่ยังออกแบบโปรแกรมการรักษาสุขภาพกล้ามเนื้อของตัวเองให้ใช้งานได้อย่างยาวนาน เพราะไม่มีใครรู้ว่าเขาจะกระโดดสูงขนาดนั้นได้ถึงอายุเท่าไหร่ ทั้งการทรงตัว, การส่งพลังตอนกระโดด และตอนเท้าแตะพื้น ทุกอย่างมีการประมวลผลมาเป็นอย่างดี

ขณะที่ใครต่อใครหลายคนเริ่มรู้สึก “ว้าว” ต่อท่าทางการดั๊งค์ต่างๆที่เขาแสดงออกมา คิลกาน่อน ไม่แปลกใจ และไม่จำเป็นต้องถ่อมตัวใดๆ ทั้งสิ้น เขารับทุกคำชม แถมยังกล้าพูดว่าการฝึกแบบนี้ ทำให้เขาเป็นคนที่ “ดังค์เก่งที่สุดในโลก”rs-228905-GettyImages-510601596

“การจะดังค์ได้นั้นต้องระวังให้มากๆเลย การขึ้นดังค์ในท่าทางที่บ้าและอันตรายต้องเกิดใจความรู้สึกที่เด็ดเดี่ยวด้วย ถามว่ามันเกิดขึ้นจากไหน มันก็เกิดขึ้นจากการทำซ้ำเป็นพันๆ ครั้งนั่นแหละ การซ้อมที่บ้าคลั่งทำให้ผมผิดพลาดเป็น 100 ครั้ง และเมื่อผมเห็นความผิดพลาดอย่างชัดเจน ผมจึงสามารถดังค์ได้สมบูรณ์แบบ”

“ผมไม่เคยทำอะไรนอกจากการดังค์ แม้วันรุ่งขึ้นขาของผมจะเจ็บจนต้องร้องโหยหวนยืนแทบไม่ไหว ผมไม่เคยหยุดดังค์แม้อากาศจะติดลบ 35 องศา และหิมะกองเป็นพะเนิน ผมไม่เคยหยุดดังค์ในวันที่ฝนตก เที่ยงคืนถึง 10 โมงเช้าคือเวลาของผม … เอาง่ายๆ ผมเคยฝึกดังค์แบบไม่หลับไม่นอนถึง 3 วันมาเเล้ว”  

นับตั้งแต่การฝึกอย่างจริงจังและเดินสายดั๊งค์อย่างเต็มตัว คิลกาน่อน คว้าแชมป์ Sprite Slam Dunk Showdown ถึง 4 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2012 จนถึงปี 2016  รางวัลเหล่านี้ไม่แปลกอะไรเลย เมื่อได้เห็นว่าเขาซ้อมหนักดังที่กล่าวมาเป็นเวลาติดต่อกันเกือบ 8 ปี

ในทุกๆปีจะมีท่าใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ กระโดดข้ามมอเตอร์ไซค์, รถยนต์ หรือหมุนตัว 2-3 รอบ ก็มีมาเเล้ว จนกระทั่งมีการติดต่อให้เขาเข้ามาโชว์ในเกม NBA ออลสตาร์ ปี 2016 ที่เขาจัดการขโมยซีนเหล่าดาวเด่นที่มารวมตัวกันจนดับสนิทเลยทีเดียว

ก่อนหน้าเกม ออลสตาร์ 1 วัน แฟนบาสเพิ่งจะได้ดื่มด่ำกับการแข่งขัน สเเลมดังค์ ในการดวลกันระหว่าง แซ็ค ลาวีน กับ อารอน กอร์ดอน ว่าใครจะเป็นคนที่ดั๊งค์ได้หวือหวาฮือฮาที่สุด ดังนั้นจึงทำให้ช่วงพักระหว่างเกม ออลสตาร์ ซึ่ง NBA ให้ทีม Elite Dunk ขึ้นโชว์สร้างสีสัน แฟนบาสเกตบอลไม่ได้สนใจนัก อาจถึงขั้นละสายตา เพราะพวกเขามารอดูเหล่าซูเปอร์สตาร์ไม่ใช่ทีมโชว์แบบนี้ เช่นเดียวกับทีมออลสตาร์ทั้ง 2 ฝั่ง ที่ซ้อมรับส่งลูกกันอย่างชิลๆ  

จอร์เเดน คิลกาน่อน ปรากฏตัวพร้อมสวมกางเกงยีน วิ่งเข้าไปกระโดดยัดห่วงด้วยท่า “โน ลุค ดังค์” ด้วยความเร็ว และแรงเหลือเชื่อ ทันทีที่เสียงลูกบาสอัดกับตาข่าย ซวบบบ! เสียงเฮก็ลั่นสนามทันที ไม่ใช่แค่เหล่าคนดูเท่านั้น ผู้เล่นระดับสตาร์ดังของ NBA อย่าง ดเวย์น เหวด, คริส บอช, รัสเซลล์ เวสต์บรูค และอีกหลายๆ คนถึงกับกรามค้างกับสิ่งที่พ่อหนุ่มจากแคนาดาคนนี้ได้ทำลงไป หลังจากนั้นชื่อของ จอร์เเดน คิลกาน่อน ก็ไม่ใช่นักยัดห่วงอินดี้อีกเเล้ว เขากลายเป็นดังค์เกอร์กระแสหลักที่ใครก็พูด คลิปการดังค์ในเกม ออลสตาร์ 2016 ตามยูทูปถูกอัพโหลดเป็นร้อยๆคลิปในคืนเดียว บางคลิปถึงกับใช้ชื่อว่า “Best Dunk Of NBA All Star Ever” (การดั๊งค์ที่สุดยอดที่สุดในการเเข่งขันออลสตาร์) เลยทีเดียว

ส่วนคอมเมนต์บนโลกโซเชี่ยลส่วนใหญ่ลงมติสั้นๆ ว่า … “ถ้าหมอนี่ได้สิทธิ์แข่งขันสแลมดังค์มันคงเป็นแชมป์ไปแล้ว” ซึ่งคำถามนี้ก็มีนักข่าวเอาไมค์ไปจ่อปากเขาว่าคิดว่าจะเอาชนะเหล่านักบาสเกตบอลอาชีพได้ไหม  สิ่งที่เขาตอบคือ “แหงสิ! ก็พวกเขาเป็นนักบาส ผมเป็นนักดังค์นี่หว่า”

แฟนๆ หลายคนที่ไม่เคยติดตามวงการนักดังค์จริงถึงกับสงสัยว่า คิลกาน่อน เล่นให้ทีมไหน? หรือมหาวิทยาลัยใด ทำไมจึงกระโดดได้สูงและดังค์ได้เร็วทั้งที่สวมกางเกงยีนส์ … แต่ที่น่าสงสัยที่สุด คือ ร่างกายของเขารับกับการฝึกที่เกินมนุษย์มนาขนาดนี้ได้อย่างไรต่างหาก?

 

วิทยาศาสตร์บอกได้…

ความพยายามอย่างหนักเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ คิลกาน่อน เป็นยอดนักดั๊งค์ แต่นั่นก็แค่ส่วนหนึ่ง ร่างกายของเขามีบางสิ่งที่พระเจ้ามอบให้เพื่อมาดังค์เพียงอย่างเดียว แต่สิ่งนี้จะเรียกว่าพรสวรรค์ได้หรือไม่? คงพูดได้ไม่เต็มปากมากนัก แม้ว่าเขาจะมีแต้มต่อจากความสูง 6 ฟุต 1 นิ้ว (185 เซนติเมตร) ที่มีติดตัวก็ตามoxp6w539zh5ZXK7IHEr-o

“เขาเป็นนักกระโดดที่โคตรสุดยอดมากๆ และมีโครงสร้างเพื่อเป็นนักกีฬาโดยเฉพาะ” จอร์แดน แคนน่อน นักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยวอเตอร์ลู และ ศาสตราจารย์ สจ็วร์ต แม็คกิล ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน ชีวกลศาสตร์เกี่ยวกับกระดูกสันหลังที่มีชื่อเสียงระดับโลก ทั้งสองคือผู้เห็นพลังกระโดดของ คิลกาน่อน และอดสงสัยไม่ได้ว่าเขากระโดดสูงขนาดนั้นได้อย่างไร จนต้องขอวิจัยร่างกายของ “ก็อด ออฟ ดังค์” เป็นกรณีพิเศษ เพราะหากไขความลับนี้ได้มนุษยชาติจะสามารถก้าวข้ามความสามารถทางกีฬาได้อีกขึ้น

แคนน่อน ได้ใช้เทคโนโลยี Electromyography ที่ล้ำสมัยเพื่อวัดการกระตุ้นด้านกล้ามเนื้อของ คิลกาน่อน ซึ่งหลังจากทดสอบดูแล้วพบว่านี่คือความประหลาดที่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป …

กล้ามเนื้อของ คิลกาน่อน เป็นกล้ามเนื้อชนิดพิเศษที่มีความยืดหยุ่นสูงจนน่าตกใจ กล้ามเนื้อเขาสามารถหด และคลายตัวได้อย่างรวดเร็ว เส้นประสาทต่างๆ ก็ตอบสนองดีกว่าและเร็วกว่า แรงส่งจากกล้ามเนื้อที่เขาใช้กระโดดนั้น มาจากกล้ามเนื้อส่วนสะโพกในการยกตัวขึ้นสูงเหนือพื้น ขณะที่คนธรรมดาใช้แรงจากหัวเข่าร่วมกับการเก็บลำตัวให้ตรง

“ร่างกายของ คิลกาน่อน มีทักษะโดยธรรมชาติ เส้นประสาทและกล้ามเนื้อของเขาทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าคนปกติ กล้ามเนื้อของเขาหด และยืดตัวอย่างรวดเร็วมากในจังหวะที่จะกระโดดตัวขึ้นไป” แคนน่อน ตะลึงกับโครงสร้างพันธุกรรมของหนูทดลองของเขา

“การจะทำได้แบบนี้กล้ามเนื้อของเขาจะต้องเเข็งแรงมากและเขาสามารถควบคุมมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จังหวะระเบิดพลังกระโดดนี่แหละที่สุดยอดเขาสามารถเพิ่มความเร็วได้อีกในการดันตัวขึ้นมา”

“คำอธิบายที่ดีที่สุดเกี่ยวกับกล้ามเนื้อของเขาน่ะเหรอ? … นี่แหละของขวัญจากพระเจ้าเลย” นักวิจัยสรุปอย่างเรียบง่ายแต่ได้ใจความsssw

เรียกได้ว่าการฝึกแบบที่ คิลกาน่อน ใช้พัฒนาศักยภาพตัวเองนั้น คือ สิ่งที่ใครก็ทำตามได้หากมีความอึด, ถึก และทนมากพอ ทว่าการจะทำให้กระโดดได้สูงและเร็วในแบบที่เขาทำคือสิ่งที่ “ยากมาก” ที่ใครจะลอกเลียนแบบ เพราะร่างกายที่เกิดมาเพื่อการกระโดดดังค์โดยเฉพาะ แถมยังผ่านการฝึกแบบหฤโหดมาอีกด้วย

 

ข้อแลกเปลี่ยนกับพระเจ้า

ทุกอย่างบนโลกนี้ต่างมี 2 ด้าน ไม่มีสิ่งใดดีหมด 100% และการระเบิดพลังกระโดดของ คิลกาน่อน ก็เช่นกัน

8 ปีที่ผ่านมากับการทำให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่นและประสาทสัมผัสเร็วจี๋ขนาดนี้มีส่งผลเสียกับเขาเหมือนกัน การกระโดดสุดตัวแต่ละครั้ง คือ การดึงเอาพลังจากอนาคตมาใช้ คุณจำที่เขาบอกได้ไหมว่า ทุกเช้าจะต้องตื่นมาพร้อมกับความเจ็บปวดกล้ามเนื้อ นั่นแหละคือข้อแลกเปลี่ยนของการเป็นอันดับ 1 ของโลก

การกระโดดก็เหมือนการทุบกล้ามเนื้อที่เดิมซ้ำๆ เป็นพันๆ รอบ ดังนั้นการพักผ่อนถือเป็นหนึ่งในการซ้อมของ คิลกาน่อน เหมือนกัน เวลากระโดดต้องกระโดดให้เต็มแรง และเวลาพักผ่อนเขาก็ต้องเคร่งครัดอย่างเต็มที่

คิลกาน่อน มีกฎเหล็กอยู่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาซ้อมหนักเพื่อออกงานใหญ่ หลังจากซ้อมอย่างหนักจนสามารถสร้างภาพในหัวจนเกือบอยู่ในระดับไม่ต้องมองแป้นดังค์ได้ เขาจะต้องใช้เวลาฟื้นฟูกล้ามเนื้อ 48 ชั่วโมงเลยทีเดียว แน่นอนว่าหากเขาคิดจะเป็นนักบาสเกตบอล NBA ขึ้นมา เขาไม่อาจสามารถมีเวลาฟื้นฟูร่างกายแบบนี้ได้แน่ๆ0001_BirHakeim_w_JordanKilganon_July2016_©KevinCouliau

แม้ดูน่าเสียดาย แต่ตัวของ คิลกาน่อน พอใจมากกับการเเลกเปลี่ยนกับพระเจ้าครั้งนี้ เขามีความสุขกับร่างกายของเขาที่กระโดดได้สูงกว่าใคร เพราะสิ่งนี้คือสิ่งที่เขาต้องการ เขาไม่ต้องการปอดใหญ่ๆ อย่างนักกีฬาอาชีพ เพราะถึงมีเขาก็ไม่ใช้มันอยู่ดี ทุกวันนี้เขายังเป็นคนติดบุหรี่ และไม่ชอบเดินทางไปไหนไกลบ้าน เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการซ้อมกับแป้นส่วนตัว และท่องโลกอินเตอร์เน็ต … ใครอยากจะเล่นบาสเก็ตบอลเก่งจนครองโลกได้ก็ทำไป  ตัวเขาขอแค่เป็น “ราชาแห่งวงการดังค์” แค่นี้ก็พอแล้ว

“การดังค์คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตผม ผมพยายามจะผลักดันตัวเองให้เกินกว่าขีดจำกัดที่ทำได้ เชื่อสิ คุณจะได้เห็นการดังค์เจ๋งๆ จากผมมากกว่านี้อีก” นี่คือคำตอบของเขาที่ยืนยันว่าเล่นอย่างอื่นไม่ได้ก็ไม่เป็นไรเลยแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตามที่สุดเเล้วสิ่งที่ คิลกาน่อน ทำคือประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ ในอนาคตหากมีคนที่มีกล้ามเนื้อยืดหยุ่นประสาทสัมผัสที่ว่องไปเหมือนกับเขา ขณะเดียวกันก็มีความแข็งแกร่งสุดถึกระเดียวกับกับ เลบรอน เจมส์“งานวิจัยของเราไม่หยุดแค่นี้แน่ วิธีการของเขาสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับกีฬาชนิดอื่นๆ ได้แน่นอนเพื่อเพิ่มการกระโดดที่มีประสิทธิภาพ การสร้างนักกีฬาที่ไร้เทียมทานนั้น เราจำเป็นต้องศึกษาจากกระบี่มือหนึ่งเสียก่อน นี่แหละเหตุผลที่เราต้องมาวิจัยกับชายที่ทื่อ จอร์เเดน คิลกาน่อน คนนี้ยังไงล่ะ” กลุ่มนักวิจัยกล่าวทิ้งท้าย

เหตุใดแข้งศัตรูอย่าง ‘ริเกลเม’ จึงถูกชาวบราซิลเอาไปตั้งชื่อจนเกลื่อนประเทศ?

อาร์เจนตินา และ บราซิล ถือเป็นหนึ่งในคู่ปรับที่เกลียดกันมาอย่างยาวนาน ทำให้ทุกครั้งที่ทั้งคู่โคจรมาพบกัน ไม่ว่าจะในระดับสโมสรหรือทีมชาติ ล้วนใส่กันอย่างไฟแลบ จนมีใบเหลืองใบแดงมากกว่าปกติ 

 

อย่างไรก็ดี กลับมีนักเตะชาวอาร์เจนไตน์คนหนึ่งที่ชาวบราซิลเกลียดไม่ลง ยิ่งไปกว่านั้น ยังเอาชื่อของเขาไปตั้งชื่อลูกหลานจนเกลื่อนประเทศ 

เขาคนนั้นมีชื่อว่า ฮวน โรมัน ริเกลเม อดีตจอมทัพ โบคา จูเนียร์ส และ บียาร์เรอัล เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ร่วมติดตามไปพร้อมกับเรา 

คู่ปรับตลอดกาล 

“คู่รักคู่แค้น” ถือเป็นหนึ่งในสเน่ห์ของเกมลูกหนัง เมื่อสิ่งเหล่านี้กลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ทั้งสองทีมเข้าฟาดฟันกันอย่างไม่คิดชีวิต และทำให้เกมมีสีสันกว่าปกติ 

และสำหรับทีมชาติ อาร์เจนตินา กับ บราซิล ก็คือหนึ่งในคู่ปรับที่มีชื่อเสียงในโลกฟุตบอล จากการแย่งชิงกันเป็นเบอร์หนึ่งของทวีป ที่ไม่ว่าเจอกันครั้งไหน ล้วนใส่กันไม่ยั้งราวกับเป็นสงครามขนาดย่อมบนสนามหญ้าnintchdbpict000394197735

อันที่จริงจุดเริ่มต้นการเป็นคู่ปรับของพวกเขา อาจต้องย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีฟุตบอลมาเกี่ยวข้อง นั่นคือช่วงเพิ่งประกาศตัวเป็นเอกราช (อาร์เจนตินา ประกาศเอกราชปี 1816 ขณะที่ บราซิล ประกาศเอกราชปี 1922) เมื่อทั้งสองประเทศต่างมีพื้นที่ทับซ้อน จนกลายเป็นสงครามแย่งชิงดินแดน

ในปี 1825 สงครามระหว่างบราซิล และอาร์เจนตินาครั้งแรกได้ปะทุขึ้นในชื่อ “สงครามซิสพลาทิน” หลังทั้งสองฝ่ายต่างแย่งชิงพื้นที่ปากแม่น้ำริโอ เดอ ลา พลาตา ฝั่งตะวันออก ที่แต่เดิมเป็นของจักรวรรดิบราซิล แต่คนในพื้นที่ส่วนใหญ่ล้วนพูดภาษาสเปน 

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ สหจังหวัด ริโอ เดอ ลา พลาตา หรืออาร์เจนตินาในปัจจุบัน ปลุกระดมให้คนในท้องถิ่น ต่อต้านต้านการกดขี่จากการปกครองของบราซิล และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ สหจังหวัด ริโอ เดอ ลา พลาตา ซึ่งเป็นผลให้บราซิล ประกาศสงครามอย่างเป็นทางการต่ออาร์เจนตินา 

หลังสู้รบกันอย่างยาวนานจนถึงปี 1828 ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็เจรจาสงบศึกภายใต้ “สนธิสัญญามอนเตวิเดโอ” ก่อนจะปลดปล่อยจังหวัดซิสพลาทีน ให้เป็นอิสระ และกลายเป็นประเทศอุรุกวัยในปัจจุบัน 

เวลาล่วงเลยผ่านไปจนเข้ามาถึงศตวรรษที่ 20 ในขณะที่ทั้งสองประเทศกำลังกลายเป็นมหาอำนาจของทวีป เมล็ดพันธ์แห่งความเกลียดชัง ก็ถูกส่งต่อให้แก่คนในประเทศผ่านชนชั้นปกครอง 

ในช่วงทศวรรษที่ 1930’s อาร์เจนตินาพยายามปลูกฝังแนวคิดต่อทหารเรือว่า บราซิล คือชนชาติที่ต่ำต้อยกว่า และปฏิบัติต่อคนที่พูดภาษาโปรตุเกส (ภาษาราชการของบราซิล) ในฐานะพลเมืองชั้นสอง 

ในขณะที่บราซิล ผู้นำเผด็จการ เกตูลีโอ วาร์กัส ได้สั่งห้ามพูดถึงประวัติศาสตร์ที่พวกเขาพ่ายแพ้อาร์เจนตินาในสงครามซิสพาทีน และถูกลบออกจากหนังสือเรียน เพื่อไม่ให้ประชาชนรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าเพื่อนบ้าน 

สิ่งนี้ได้ถูกส่งต่อผ่านฟุตบอล กีฬาที่ได้รับความนิยมของทวีป เมื่อทั้งคู่ต่างแย่งกันสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ซึ่งบราซิลเป็นฝ่ายทำได้ดีกว่าในช่วงแรก ด้วยการคว้าแชมป์โลก 3 สมัยในปี 1958, 1962 และ 1970 พร้อมกับการแจ้งเกิดหนึ่งในนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกที่ชื่อว่า “เปเล่” 

แต่อาร์เจนตินา ก็ไม่ยอมแพ้ พวกเขาคว้าแชมป์โลกสมัยแรกในปี 1978 ที่แม้จะถูกเรียกกว่า “การแข่งขันที่สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์” แต่ในอีก 8 ปีต่อมา พวกเขาก็คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 07bf5fb1-3826-40c8-9f22-d6d34caad030

นอกจากนั้น มันยังเป็นการให้กำเนิด “ดิเอโก มาราโดนา” นักเตะที่ชาวอาร์เจนไตน์ภาคภูมิใจ ที่กลายเป็นข้อถกเถียงกันระหว่างแฟนบอลอาร์เจนตินาและบราซิล ว่าระหว่างเขากับ เปเล่ ใครเก่งกว่ากัน 

ความขัดแย้งของพวกเขายังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน ที่ทำให้การพบกันระหว่าง บราซิล และ อาร์เจนตินา กลายเป็นเกมที่ดุเดือดเลือดพล่าน ในขณะที่แฟนบอลก็มักเกิดการปะทะกันอยู่บ่อยครั้ง ที่เรียกได้ว่าต่างฝ่ายต่างเกลียดกันแบบไม่ยอมเผาผี 

อย่างไรก็ดี กลับมีนักเตะชาวอาร์เจนตินาคนหนึ่ง ที่แฟนบอลบราซิลยกเว้น ที่ไม่ใช่แค่ไม่เกลียด แต่ยังชอบถึงขนาดเอาไปตั้งชื่อลูก ชื่อของเขาคือ ฮวน โรมัน ริเกลเม (Juan Roman Riquelme)

 

ริเกลเมแห่งบราซิล 

ริเกลเม คือยอดนักเตะแห่งอาร์เจนตินา เขาเริ่มต้นสร้างชื่อตั้งแต่ค้าแข้งกับ โบคา จูเนียร์ส ในปี 1996 จากนั้นได้มีโอกาสได้ย้ายไปโชว์ฝีเท้าในยุโรปกับยอดทีมอย่าง บาร์เซโลนา และ บียาร์เรอัล ก่อนจะคัมแบ็คกลับมาเล่นให้โบคาอีกครั้งในปี 2007 และย้ายไปเล่นให้ อาร์เจนติโนส จูเนียร์ส ช่วงสั้นๆ ก่อนจะแขวนสตั๊ดในปี 2014 roman_gremio

อย่างไรก็ดี หลังอดีตจอมทัพโบคา แขวนสตั๊ดไปถึง 6 ปี กลับมีชื่อของเขามากมายในดินแดนของศัตรูคู่อาฆาตอย่างบราซิล โดยเฉพาะในหมู่นักฟุตบอลนักฟุตบอลเยาวชน 

เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในทัวร์นาเมนต์ โคปา เซา เปาโล หนึ่งในทัวร์นาเมนต์เยาวชนชื่อดังของบราซิล ที่จัดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1969 เพราะจาก 127 ทีมทั่วประเทศที่เข้าร่วมเมื่อเดือนมกราคม 2020 ที่ผ่านมา มีนักเตะชาวบราซิลที่ชื่อ ริเกลเม ถึง 12 ราย ที่ลงทะเบียนในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว 

และจากการเปิดเผยของสมาพันธ์ฟุตบอลบราซิล ระบุว่ามีนักเตะจำนวนถึง 110 คนที่ลงทะเบียนในชื่อ Riquelme และอีก 41 คนที่ใช้ชื่อว่า Rikelme และอีกมากมายที่สะกดต่างออกไปอย่าง Riquelmo หรือ Rykelme และแน่นอนว่ามีที่มาจาก “ริเกลเม” ตำนานชาวอาร์เจนตินา  

ครูเซโร หนึ่งในทีมยักษ์ใหญ่ของแดนแซมบ้า ดูจะเป็นทีมที่มีนักเตะที่ใช้ชื่อนี้มากที่สุด โดยพวกเขามีนักเตะเยาวชนในทีมถึง 4 ราย ที่ตั้งตามจอมทัพชาวอาร์เจนไตน์ นั่นก็คือ Riquelme, Riquelmo, Rikelme และ Riquelmyimagenes-1568490154

“มันก็ตลกดี บางครั้งคุณอาจจะเห็นคนในรุ่นเดียวกันตั้งชื่อตามผู้เล่นหรือดารา เรามีนักเตะ 6 คนที่ตั้งชื่อตาม Caua ดาราละครน้ำเน่าทางช่อง TV Globo” อเล็กซานเดร กราสเซลี โค้ชทีม U-17 ของ ครูเซโร กล่าวกับ Reuters 

“นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ จากนักเตะอาร์เจนตินา และมันทำให้การสื่อสารยุ่งยาก เราพยายามหาวิธีจัดการ และตัดสินใจตั้งชื่อเล่นให้พวกเขา ไม่ให้มันเหมือนกัน” 

อันที่จริงการตั้งชื่อตามนักเตะหรือคนดังไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับชาวบราซิล เพราะที่ผ่านมาต่างมีพ่อแม่ที่ตั้งชื่อลูกว่า “เอ็ดสันส์” ตาม เอ็ดสัน อรันเตส โด นาสซิเมนโต หรือที่รู้จักกันดีว่า “เปเล่” เช่นเดียวกับชื่อ “อาร์ตูร์ส” ที่มาจาก อาร์ตูร์ อันตูเนส โกอิมบรา หรือ “ซิโก้”  

หรือแม้แต่ แกรี ลินีเกอร์ กองหน้าชาวอังกฤษ ก็เป็นหนึ่งในชื่อที่ได้รับความนิยมจากชาวแซมบ้า เมื่อผลสำรวจระบุว่ามีชาวบราซิลถึง 622 คน ที่ตั้งชื่อลูกว่า ลินีเกอร์ ตามอดีตดาวยิงของ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ในปี 2010   

อย่างไรก็ดี สำหรับ ริเกลเม นั้นต่างออกไป เพราะเขาคือนักเตะของชาติที่ถือเป็นคู่ปรับตลอดกาลอย่างอาร์เจนตินา แต่ทำไมกลับได้รับความนิยมในบราซิล? 

 

ดังระดับทวีป  

ผลสำรวจระบุว่าชื่อ Riquleme มีอัตราถูกนำมาใช้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 202 คนในช่วงทศวรรษที่ 1990’s เป็น 14,037 คนในทศวรรษที่ 2000’s หรือเพิ่มขึ้นถึง 6,894 เปอร์เซ็นต์ สูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของชื่อผู้ชายในช่วงนั้น 

ส่วนอันดับ 1 ก็ยังมาจาก ริเกลเม ที่เปลี่ยนตัวสะกดเป็น Rikelme โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นจาก 26 คนเป็น 2,641 คน ในช่วงเวลาเดียวกัน หรือเพิ่มขึ้นถึง 10,057 เปอร์เซ็นต์riquelme-leomessi2

เหตุผลสำคัญน่าจะมาจากผลงานของริเกลเม ที่โด่งดังระดับทวีปในช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 หลังโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นกับ โบคา ด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ โคปา ลิเบอร์ตาดอเรส 3 สมัยในปี 2000, 2001 และ 2007 

นอกจากนี้ ในแต่ละปีที่คว้าแชมป์ พวกเขายังปราบทีมจากบราซิลในรอบรองชนะเลิศ และชิงชนะเลิศ จึงไม่แปลกที่ชื่อของเขา จะถูกนำไปตั้งสำหรับเด็กที่เกิดในช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 

ริเกลเม ซูซา ซิลวา คือหนึ่งในคนที่ได้ชื่อของเขาได้รับอิทธิพลมาจากแข้งชาวอาร์เจนไตน์ เขาคือหนึ่งในนักเตะที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นใน ศึก โคปา เซา เปาโล 2020 หลังยิง 6 ประตูจาก 5 เกม พร้อมช่วยให้ Atletico Goianiense ทำอันดับได้ดีที่สุดเท่าที่ร่วมการแข่งขันมา experiencia_no_japao_e_inspiracao_em_aguero_riquelme_comemora_boa_fase_e_chance_no_profissional_do_atletico

“เพราะว่าลุงของผม เขาเป็นแฟน โบคา จูเนียร์ส ในช่วงเวลาที่ผมเกิด (ปี 2001)” ริเกลเม ซูซา ซิลวา กล่าวกับ Bleacher Report  

“หลังจากนั้นคืนหนึ่ง พวกเขาบอกว่าพวกเขากำลังดูเกมของโบคา และถามพ่อของผมว่าจะเป็นอะไรมั้ยถ้าตั้งชื่อผมว่า ริเกลเม พ่อของผมโอเค แม้ว่าเขาอาจจะไม่รู้จักเขารู้เรื่องฟุตบอลมากนัก” 

เช่นเดียว เฮลตัน อาร์รุดา อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติบราซิลและ ปอร์โต ก็ตั้งชื่อลูกชายว่า ริเกลเม ไม่ต่างกับ โรนัลโด แองเจลิม อดีตกองหลัง ฟลาเมงโก ที่ยิงประตูชัยช่วยให้ทีมคว้าแชมป์เมื่อปี 2009 ก็ทำแบบเดียวกัน 

“เขาเป็นยอดกองกลางคนหนึ่ง เป็นคนที่ผมรู้สึกสนุกเมื่อได้ดูเขาเล่น” แองเจลิมกล่าวกับ Bleacher Report 

“แต่ที่จริงเพราะว่าอดีตภรรยาของผม เราพยายามเลือกชื่อนักฟุตบอลที่คล้ายกับลูกชายคนแรกของเรา โรนัลด์ เดอ บัวร์ และตอนที่เราได้ยินชื่อนี้ ลูกคนที่สองของเราก็กำลังจะมา เราจึงเอาชื่อเขาไปตั้งเป็นชื่อเธอ” 

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่เขาได้รับการยอมรับที่บราซิล 

 

โจกา โบนิโต 

“ถ้าเราเดินทางจากจุดเอไปจุดบี ทุกคนจะใช้ทางด่วนหกเลนเพื่อไปถึงที่หมายให้เร็วที่สุด” ฮอร์เก วัลดาโน อดีตนักเตะทีมชาติอาร์เจนตินาและ เรอัล มาดริด กล่าว 

“ยกเว้นริเกลเม เขาจะเลือกถนนที่ลัดเลาะไปตามภูเขาที่ใช้เวลา 6 ชั่วโมง แต่นั่นก็ทำให้เขาได้ดื่มด่ำกับวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม” pic441

แม้ว่า ริเกลเม จะประสบความสำเร็จกับ โบคา จูเนียร์ส และเคยเล่นให้กับทีมดังในยุโรปอย่าง บาร์เซโลนา และ บียาร์เรอัล รวมถึงติดทีมชาติอาร์เจนตินาไปเล่นฟุตบอลโลกปี 2006 ในฐานะหมายเลข 10 แต่เขาก็ไม่ใช่ผู้เล่นที่กวาดแชมป์มาประดับตู้โชว์ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ 

นอกจากนี้ หากมองจากภายนอก เขายังดูเป็นนักเตะที่ค่อนข้างขี้อาย และไม่ค่อยมีเสน่ห์เมื่อเทียบกับตำนานชาวอาร์เจนตินาในอดีต ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาได้รับความนิยมในบราซิล คือลีลาการเล่นในสนาม 

ริเกลเม เป็นนักเตะที่เต็มไปด้วยทักษะและพรสวรรค์ เขาเปลี่ยนสนามให้เป็นฟลอร์หญ้า ใช้ความสามารถเฉพาะตัวที่มี ทำให้ฟุตบอลกลายเป็นการแข่งขันที่น่าตื่นตา ราวกับพ่อมดกำลังร่ายมนต์ในสนาม 

“(ริเกลเม) เลี้ยงบอลได้อย่างนุ่มนวลและเชื่องเท้าในสนาม ราวกับว่ามันเป็นสุนัขคู่ใจ” ทอสเทา นักเตะบราซิลชุดแชมป์ฟุตบอลโลก 1970 อธิบาย

เขามีเอกลักษณ์ของบราซิลที่ชื่อว่า “โจกา โบนิโต” (Joga Bonito) ด้วยการเล่นที่สวยงาม เพลินตาและเร้าใจ ไม่ว่าจะเป็นตอนครองบอล จ่ายบอล หรือหาจังหวะยิงประตู ก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยมไม่มีที่ติ 

นอกจากนี้ เขายังมีความเป็นศิลปิน ซึ่งบราซิล “เคย” อุดมไปด้วยนักเตะสไตล์นี้ ถึงขนาดที่ เปเล่ ตำนานของบราซิล ยังให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2006 ว่า “ในอดีตบราซิลเคยมีนักเตะอย่างริเกลเม” จึงทำให้ ริเกลเม เข้าไปครองหัวใจแฟนบอลชาวแซมบ้าอย่างจัง 

“ถ้าบราซิลคือบ้านของศิลปินลูกหนัง ดูเหมือนจะเข้าใจได้ว่า ทำไมพวกเขาจึงแสดงความเคารพต่อผู้เล่นที่มีความเป็นศิลปินมากที่สุดที่อาร์เจนตินาเคยมีมา” เอเซเกล เฟอร์นันเดซ มัวร์ส คอลัมนิสต์ชาวอาร์เจนไตน์ ที่ติดตามริเกลเมมาตั้งแต่ปี 1996 กล่าวกับ Bleacher Report 

“มาราโดนา และเมสซี มาจากอีกมิติหนึ่ง พวกเขาโด่งดังมากกว่าในระดับโลก แต่ริเกลเมคือปรากฎการณ์ที่แตกต่าง เขาเป็นที่นิยมจากคนที่เคยดูเขาเล่น ซึ่งรู้ว่าเขาสามารถทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ มันไม่ใช่เพราะว่าเทคนิคและทักษะที่เยี่ยมยอดของเขา แต่เพราะบุคลิก และความสง่างามในฐานะศิลปินลูกหนัง” 

“มันจึงเป็นเหตุผลว่า เพราะเหตุใดเขาจึงสามารถสร้างแรงกระเพื่อมในบราซิลได้ขนาดนี้ มันจึงไม่ใช่แค่ผลงานชั้นยอดที่น่าจดจำตอนที่เจอกับสโมสรบราซิลในเกมสำคัญเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการที่ไม่มีนักฟุตบอลแบบนี้มานานแล้ว” 

“เขาสามารถเคลื่อนที่ไปรอบๆ เพื่อให้ได้บอล และเป็นผู้เล่นที่ไม่จำเป็นต้องวิ่งมาก บางทีนี่อาจจะเป็นคำอธิบายถึงความโหยหาต่อริเกลเมก็เป็นได้” 

“เหมือนกับซีดาน เขามีชื่อที่สวยงามและเป็นศิลปินลูกหนัง ซีเนดีน และ โรมัน ก็เหมือนกัน” 

 

มรดกที่เหลือไว้ 

แม้ว่า ริเกลเม จะเลิกเล่นไปตั้งแต่ปี 2014 แต่ชื่อของเขายังคงไม่ลบเลือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบราซิล ที่กลายเป็นหนึ่งในชื่อยอดนิยมของประเทศ และสิ่งนี้คือข้อพิสูจน์ถึงการยอมรับในตัวเขาทั้งที่เป็นดินแดนของคู่ปรับ 

แน่นอนว่า สิ่งที่ทำให้ ริเกลเม ก้าวมาถึงจุดนี้คือการยึดมั่นในสไตล์การเล่นของตัวเอง แม้ว่าบางครั้งอาจจะไม่ถูกใจผู้จัดการทีม ที่ทำให้ครั้งหนึ่งเขาต้องหมดอนาคตในการค้าแข้งที่ยุโรป แต่เขาไม่สน เพราะนี่คือตัวตนและเปลี่ยนแปลงไม่ได้168828477-1677388

“ผมสนุกกับฟุตบอลอย่างเต็มที่ ผมหวังให้ผู้คนสนุกกับมันเหมือนกับผม ผมพยายามทำให้มีแต่ช่วงเวลาดีๆ” ริเกลเมกล่าว 

ชื่อของเขาจึงเป็นเหมือนมรดกชิ้นสุดท้ายที่เขาหลงเหลือไว้ ว่าครั้งหนึ่งเคยมีนักเตะที่มีลีลาการเล่นที่สวยงามและน่าตื่นตา ที่แม้แต่แฟนบอลของคู่แข่งยังให้การนับถือ 

และบางทีปรากฎการณ์เกี่ยวกับชื่อของเขาที่เกิดขึ้นในบราซิลในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน อาจจะเป็นหลักฐานของความคิดถึงต่อนักเตะแบบ “ริเกลเม” ก็เป็นได้ 

“ริเกลเมเล่นฟุตบอลที่น่าดึงดูด เหมือนกับชาวบราซิลคนหนึ่ง ด้วยความคิดสร้างสรรค์ พรสวรรค์และความฉลาด” กราสเซลลีกล่าวกับ Reuters 

“เขาอาจจะไม่เหมือนเมสซี หรือเนย์มาร์ แต่เขาก็คือสัญลักษณ์ในยุคหนึ่งเช่นกัน”  

HOW TO PLANK แพลงก์อย่างไรให้ฟิตและดีต่อร่างกายที่สุด?

กำลังเป็นกระแสอยู่เลยทีเดียวสำหรับการ “แพลงก์” หนึ่งในท่าออกกำลังกายยอดนิยม เพราะนอกจากจะมีการขอแต่งงานระหว่างการแพลงก์ของ ตูน บอดี้แสลม (อาทิวราห์ คงมาลัย) กับ ก้อย (รัชวิน วงศ์วิริยะ) คู่รักนักวิ่งขวัญใจคนทั้งประเทศ หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน “จอร์จ ฮู้ด” เจ้าหน้าที่ตำรวจเกษียณ วัย 62 จาก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ก็ได้ทำลายสถิติโลกการแพลงก์ยาวนานที่สุด โดยเขาทำได้นานถึง 8 ชั่วโมง 15 นาที 15 วินาที จนได้รับการจดบันทึกลง กินเนสส์ บุ๊ค ไปเป็นที่เรียบร้อย 

 

สองเหตุการณ์นี้ทำให้ผู้คนหันกลับมาให้ความสนใจการแพลงก์กันอีกครั้ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะการแพลงก์ถือเป็นการออกกำลังกายที่ใครๆ ก็สามารถทำได้ ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรนอกจากร่างกายตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้นมันยังเป็นท่าการออกกำลังกายที่เสริมความแข็งแกร่งของร่างกายได้หลายส่วนในคราวเดียวกัน 

สำหรับใครที่อยากลองแพลงก์ดูบ้าง ครั้งนี้ Main Stand จะมาแนะนำเทคนิค รวมถึงข้อดี-ข้อเสีย ว่าต้องแพลงก์อย่างไรถึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด รับรองว่าไม่ต้องแพลงก์ได้นานระดับสถิติโลกก็สามารถมีร่างกายที่แข็งแรงได้ 

แพลงก์อย่างไรให้ถูกต้อง

การแพลงก์นั้นไม่มีอะไรซับซ้อน แค่คุณนอนคว่ำเหยียดตัวตรง ตั้งข้อศอกทั้ง 2 ข้าง ยกสะโพกศีรษะขึ้น เพียงเท่านี้สามารถสร้างเสริมความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อส่วนหน้าท้องและช่วงตัวได้แล้ว 

หลักใหญ่ใจความของการแพลงก์ที่ถูกต้อง ลำตัวจะต้องตรงเหมือนไม้กระดาน เกร็งร่างกายทุกส่วน โดยเฉพาะหน้าท้อง บั้นท้าย และต้นขา เพื่อช่วยซัพพอร์ตหลังช่วงล่าง planking-t

อย่างไรก็ตาม การแพลงก์นั้นสามารถพลิกแพลงได้หลากหลาย เช่น แพลงก์แล้วยกขาข้างหนึ่งลอยจากพื้น (Single Leg Plank) หรือแพลงก์ด้วยการใช้ศอกวางแนบพื้นแล้วโยกตัวไปด้านหน้าและหลัง (Rocking Plank) แพลงก์ด้วยการเหยียดมือทั้งสองยันพื้น จากนั้นให้งอศอกขวาลงพื้น ตามด้วยศอกซ้าย ก่อนดันแขนขวาขึ้นตามด้วยแขนซ้าย (Walking Plank หรือ Plank Walk Up) หรือขณะอยู่ในท่าแพลงก์ให้ใช้มือขวาแตะหัวไหล่ซ้าย ทำสลับข้างไปเรื่อยๆ (Plank Tap) รวมถึงการแพลงก์ด้วยแขนเดียวแล้วเอียงตัวไปข้างที่แขนกับศอกไม่ได้วางอยู่บนพื้น หรือ ไซด์แพลงก์ (Side Plank) โดยการพลิกแพลงเหล่านี้จะช่วยให้ส่วนของกล้ามเนื้อที่ได้รับการบริหารนั้นแตกต่างกันออกไป และยังช่วยให้การแพลงก์ไม่จำเจอีกด้วย

นี่คือหลักการแพลงก์พื้นฐาน เชื่อว่าไม่ใช่เรื่องยาก ทุกคนสามารถทำตามได้สบายๆ นอกจากนั้นมันยังมีประโยชน์มากมายอีกด้วย …

 

ประโยชน์ของการแพลงก์

การแพลงก์เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดขุมทรัพย์ของการออกกำลังกาย เป็นขุมทรัพย์ที่ไม่ว่าใครๆ ก็สามารถคว้ามาครองได้ทุกที่ทุกเวลา ที่เรียกว่าเป็นขุมทรัพย์เนื่องจากประโยชน์อันมากมายมหาศาลของมัน และนี่คือประโยชน์ของการแพลงก์ที่เมื่ออ่านจบแล้วคุณอาจจะลุกขึ้นไปแพลงก์เลยทีเดียว

1. กล้ามเนื้อแกนลำตัวแข็งแรง : จากรายงานของ American Council on Exercise การแพลงก์จะต้องใช้กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ที่ประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อหน้าท้อง, กล้ามเนื้อหลัง, กล้ามเนื้อคอ, กล้ามเนื้อไหล่, กล้ามเนื้อหน้าอก, กล้ามเนื้อด้านข้างลำตัว และกล้ามเนื้อก้น ซึ่งเมื่อคุณแพลงก์ต่อเนื่องกันทุกวันก็จะทำให้กล้ามเนื้อส่วนดังกล่าวเหล่านี้แข็งแรงมากขึ้น และมันจะส่งผลดีเป็นลูกโซ่ต่อการออกกำลังกายประเภทอื่นๆ 

2. ลดความเสี่ยงการบาดเจ็บที่หลังและกระดูกสันหลัง : การแพลงก์คือการออกกำลังกายที่สามารถช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกสันหลัง (แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าการแพลงก์ของคุณต้องไม่เกิดแรงกดทับบริเวณหลังและสะโพกมากเกินไป) และเมื่อกล้ามเนื้อหลังและกระดูกสันหลังแข็งแรงแล้ว ผลที่ตามมาคือความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บในบริเวณดังกล่าวจากการนั่งโต๊ะทำงานหรือชีวิตประจำวันจะลดลง นอกจากนั้นยังสามารถช่วยป้องกันอาการกระดูกสันหลังคดได้อีกด้วย

3. การเผาผลาญดีขึ้น : การแพลงก์เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในสร้างความแข็งแรงให้ร่างกายของคุณ และการทำทุกวันอย่างต่อเนื่องจะช่วยเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าการซิทอัพอย่างชัดเจน การแพลงก์เป็นประจำทุกวันจะช่วยให้คุณเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ แม้ว่าการแพลงก์จะเป็นการไม่ขยับร่างกาย อยู่กับที่เฉยๆ ก็ตาม และจะยิ่งได้ผลดีถ้าคุณเป็นคนที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน หรือแทบจะไม่ได้ขยับร่างกาย การแพลงก์วันละ 10 นาทีก่อน หรือหลังทำงาน ทุกวัน นอกจากจะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญแล้ว ยังช่วยให้อัตราการเผาผลาญนั้นอยู่ในระดับสูงตลอดทั้งวัน  แม้กระทั่งตอนที่คุณนอนหลับอยู่ก็ตามBenefits-of-planking-every-day-with-plank-exercise-variations-5

4. บุคลิกภาพดีขึ้น : สืบเนื่องจากข้อ 2 ที่ว่าการแพลงก์จะช่วยให้หลังและกระดูกสันหลังแข็งแรงขึ้น ดังนั้นมันจึงส่งผลโดยตรงต่อการแก้อาการหลังค่อม ไหล่ห่อ ซึ่งเมื่ออาการเหล่านี้หายไป แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคือบุคลิกภาพที่ดีขึ้น

5. ทรงตัวได้ดีขึ้น : เคยลองยืนกระต่ายขาเดียวแล้วรู้สึกเซ ทรงตัวไม่อยู่ เหมือนจะล้มหรือเปล่า? ที่เป็นแบบนั้นมีสาเหตุมาจากการที่มีกล้ามเนื้อหน้าท้องไม่แข็งแรง การแพลงก์ และไซด์แพลงก์ (Side Plank) หรือการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องด้านข้าง จะช่วยให้คุณสามารถทรงตัวได้ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเล่นกีฬา หรือการออกกำลังกายแบบอื่นๆ

6. ร่างกายยืดหยุ่นมากกว่าเดิม : การแพลงก์จะช่วยขยายและยืดกล้ามเนื้อหลังส่วนต่างๆ ของคุณ เช่น บ่า, หัวไหล่, และกระดูกไหปลาร้า นอกจากนั้นยังเป็นการยืดกล้ามเนื้อบริเวณแขน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับร่างกาย

7. สุขภาพจิตดีขึ้น : การแพลงก์จะส่งผลต่อระบบประสาท ช่วยยืดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่แข็งตึงจากความเครียดในชีวีตประจำวัน นอกจากนั้นการแพลงก์ไม่เพียงแต่ช่วยผ่อนคลายสมอง แต่ยังช่วยลดความวิตกกังวล และอาการซึมเศร้าได้อีกด้วย แต่ที่สำคัญคือต้องทำต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน

ถือได้ว่าเป็นท่าออกกำลังกายที่เรียบง่ายแต่มีประโยชน์มหาศาลทีเดียวสำหรับการแพลงก์ อย่างไรก็ตามก็ไม่ต่างจากการออกกำลังกายประเภทอื่นๆ การหักโหมเกินไปย่อมไม่ใช่เรื่องดี ดังนั้นในหัวข้อต่อไปเราจะมาตอบคำถามที่ว่า 

“ต้องแพลงก์นานแค่ไหนถึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด?”

 

แพลงก์แต่พอดี

ถึงแม้การแพลงก์จะมีประโยชน์มากมาย แต่สำหรับบุคคลบางประเภทเช่น คนที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดช่วงท้อง, คนที่มีอาการปวดอุ้งเชิงกราน, ผู้หญิงตั้งครรภ์, และคนที่มีน้ำหนักเกินค่ามาตรฐาน การแพลงก์อาจไม่ใช่ทางเลือกในการออกกำลังกายที่ดีนัก เพราะจะเป็นการให้โทษต่อร่างกายมากกว่าประโยชน์ 6 6 Positive Changes That Regular Planking May Bring Your overall metabolism will be boosted

เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่ออาการบาดเจ็บจากแผลผ่าตัดหรือทำให้อาการบาดเจ็บที่มีอยู่แย่ลงกว่าเดิม (สำหรับคนที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดช่วงท้องและคนที่มีอาการปวดอุ้งเชิงกราน) อาจทำให้กล้ามเนื้อได้รับภาระหนักเกิดไปเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับ (สำหรับคนที่มีน้ำหนักเกินค่ามาตรฐาน) และอาจส่งผลเสียต่อทารกในครรภ์ (สำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์)

นอกจากนั้นการแพลงก์ก็ควรทำแต่พอดี ไม่ควรหักโหมหรือฝืนมากจนเกินไป เพราะในการแพลงก์นั้น เมื่อกล้ามเนื้อท้องหมดแรงสังเกตได้ว่าหลังจะเริ่มแอ่น ก้นจะกระดก หลังค่อมเป็นสัญญาณว่ากล้ามเนื้อส่วนท้องส่งน้ำหนักมาด้านหน้าให้กล้ามเนื้อด้านหน้าช่วยพยุง และช่วงลำตัวจะห้อยต่ำลง ถึงตอนนี้คือสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่ากล้ามท้องของคุณทำงานต่อไปไม่ไหวแล้ว แต่ที่ยังประคองท่าอยู่ได้เพราะใช้ส่วนอื่นมาช่วย ไม่เกิดประโยชน์ต่อกล้ามเนื้อในส่วนที่ควรจะได้อีกต่อไป หากยังดันทุรังทำต่อไปนานๆ จะนำพาไปสู่อาการบาดเจ็บที่รุนแรงยิ่งขึ้น download

“การแพลงก์ที่นานเกินไปไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ นอกจากการเอาชนะคำท้าทายหรือต้องการทำลายสถิติเท่านั้น”

“แต่หากคุณยังเป็นมือใหม่ การแพลงก์เพียง 2 นาทีก็เพียงพอแล้ว หรือถ้า 2 นาทียังนานเกินไป ก็ลองเปลี่ยนเป็นแพลงก์เซ็ตละ 30 วินาที เว้นช่วงพัก ทำต่อเนื่องกัน 3-4 เซ็ท ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มเวลาขึ้นเรื่อยๆ ตามขีดจำกัดของร่างกาย เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น”

“และถ้าให้ดีที่สุดคุณควรจะสลับรูปแบบการแพลงก์ไปเรื่อยๆ เริ่มจากท่าแพลงก์พื้นฐาน เมื่อครบเวลาก็เปลี่ยนเป็น Single Leg Plank, Rocking Plan, Plank Walk Up, Plank Tap สลับกันไปเรื่อยๆ” ด็อกเตอร์ สจ๊วต แม็คกิล ศาสตราจารย์ด้านชีวกลศาสตร์กระดูกสันหลัง จากมหาวิทยาลัย University of Waterloo ให้คำแนะนำUntitled-1

ถึงตรงนี้เชื่อว่าทุกคนน่าจะเข้าใจดีถึงหลักการแพลงก์ที่ถูกต้อง เทคนิคเคล็ดลับรวมถึงประโยชน์ต่างๆ กันเป็นอย่างดีแล้ว ต่อจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองว่าจะหยิบองค์ความรู้เหล่านี้ไปปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตประจำวันได้มากน้อยแค่ไหน

แต่สำคัญที่สุดคือ “อย่าหาข้ออ้างให้ตัวเอง” เพราะการแพลงก์นั้นสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา … ว่าแล้วก็เริ่มแพลงก์เสียเลยหลังจากอ่านบทความนี้จบก็เป็นไอเดียที่ไม่เลวนะ

ลูคัส ราเดเบ หัวหน้าแก๊งเด็กนรก ลีดส์ ยูไนเต็ด ยุค 2000

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากพูดถึงทีมชุดรุ่งเรืองของ ลีดส์ ยูไนเต็ด หนึ่งในนั้นต้องเป็นทีมในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เมื่อขุนพลชุดนั้นที่เต็มไปด้วยแข้งดาวรุ่ง สามารถสร้างปรากฎการณ์ออกอาละวาดไปทั่วภาคพื้นยุโรป 

 

และท่ามกลางเด็กหนุ่มเหล่านั้น ก็มีแข้งวัย 31 กะรัตคนหนึ่งที่เฉิดฉายไม่แพ้กัน เขาคนนี้เป็นทั้งกัปตัน และหัวใจสำคัญในแนวรับ ที่คอยผลักดันให้ทีมพลังหนุ่มประสบความสำเร็จ 

ชื่อของเขาคือ ลูคัส ราเดเบ กองหลังชาวแอฟริกาใต้ และนี่คือเรื่องราวของ กัปตันผู้เยือกเย็นที่กลายเป็นหัวหน้าแก๊งเด็กเลือดร้อน ติดตามไปพร้อมกับเรา 

 

อดีตทีมชาติบ็อบฮูทัตสวันนา  

ราเดเบอาจจะเป็นที่รู้จักในฐานะนักเตะระดับตำนานของแอฟริกาใต้ แต่ย้อนกลับไปในวัยเด็ก เขาต้องใช้ชีวิตที่ผ่านความเป็นความตาย และการแบ่งแย่งสีผิวมาโดยตลอด  

เขาเกิดในปี 1969 ที่เมือง Diepkloof ทางตอนใต้ของกรุงโยฮันเนสเบิร์ก ในยุคที่แอฟริกาใต้ ยังแบ่งแยกสีผิว ทำให้เขาต้องเติบโตขึ้นมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ทุกหย่อมหญ้า และความปลอดภัยเป็นเพียงแค่จินตนาการLucas_Radebe_FNB_Stadium07092011HBP350-1

“ผมเคยข้องเกี่ยวกับอาชญากรรม แก๊ง และการปล้น เราแน่ใจว่าเมื่อพรุ่งนี้มาถึง เราต้องมีอะไรตกถึงท้อง แต่ชีวิตแบบนั้น ทำให้รู้ว่าผมต้องเติบโต” ราเดเบกล่าวกับ Reuters 

“ที่นี่ไม่มีบุคคลต้นแบบให้เราได้ดู เราไม่มีทีวี หรือได้ชมการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ เราต้องอยู่แบบวันต่อวัน และผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด” 

และก่อนที่ลูกชายของพวกเขาจะต้องจบชีวิตก่อนวัยอันควร ทำให้ตอนราเดเบอายุ 15 ปี พ่อแม่ของเขาตัดสินใจส่งเขาไปเรียนต่อในพื้นที่นอกเมืองที่ชื่อ “บ็อบฮูทัตสวันนา” 

มันคือหนึ่งในรัฐอิสระของคนผิวดำ ที่ถูกกีดกันจากสถานะความเป็นพลเมือง จนต้องแยกออกไปปกครองตัวเอง และมีเพียงแอฟริกาใต้ให้การรับรองในฐานะ “ประเทศ” แน่นอนว่ามันตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ

“ในปี 1987 พ่อแม่ของผมตัดสินใจว่าจะพาผมออกไปจากโซเวโต (ย่านหนึ่งของกรุงโยฮันเนสเบิร์ก) เนื่องจากความรุนแรงของการเหยียดผิว ซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง” ราเดเบกล่าวกับ Forbes Africa 

“ผมต้องไปอยู่ที่บ็อบฮูทัตสวันนา ในพื้นที่ชนบทที่เรียกว่า Lehurutse การเป็นเด็กจากเมืองเมืองใหญ่ สิ่งเดียวที่ทำให้ผมอยู่ที่นั่นได้คือฟุตบอล” 

อย่างไรก็ดี เขากลับทำได้ดีในเกมลูกหนัง ราเดเบ ที่ตอนนั้นเล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตู ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม จนได้เข้าไปอยู่ในทีม ไอซีแอล เบิร์ดส ทีมท้องถิ่นใน บ็อบฮูทัตสวันนา ซ็อคเกอร์ลีก รวมไปถึงติดทีมชาติบ็อบฮูทัตสวันนาอีกด้วย 

“ผมเริ่มทำผลงานได้ดีในการแข่งขันเร็วกว่าที่หลายคนคิดไว้ จนได้เล่นใน บ็อบสันลีก รวมถึงทีมชาติบอบฮูทัตวสันนา” 

ก่อนที่มันจะกลายเป็นสะพานไปสู่เส้นทางสายอาชีพ เพราะหลังจากที่เขาติดทีมชาติบอบฮูทัตสวันนา มาเตะกับทีมชาติแอฟริกาใต้ ฝีเท้าของเขาก็ไปเข้าตาแมวมองของ ไกเซอร์ ชีฟส์ ยอดทีมแห่งประเทศอย่างจัง จนได้ย้ายมาร่วมทีมในปี 1989 7e49716397fa48f2ba4367e6e3805ad0

“แม้พ่อแม่ของผมไม่ได้ใส่ใจกับมันมากนัก แต่ผมกำลังจะได้เป็นนักเตะอาชีพหลังเกมนั้น ไกเซอร์ ชีฟส์ ยื่นข้อเสนอให้ผม และผมได้เซ็นสัญญากับพวกเขาในสัปดาห์แรกของการทดสอบฝีเท้า” 

ที่นั่นเขาได้เปลี่ยนมาเล่นตำแหน่งกองกลาง และกลายเป็นหนึ่งในแข้งคนสำคัญของทีม ราเดเบ ลงเล่นให้ทีมไปทั้งสิ้น 113 นัด ทำไป 5 ประตู ตลอด 4 ปี พร้อมช่วยให้ ไกเซอร์ ชีฟส์ คว้าแชมป์ลีก 3 สมัย 

และหลังจากนั้นไม่นาน โอกาสครั้งสำคัญก็มาถึง 

 

นักเตะตัวแถม 

แอฟริกาใต้ ต้องตกอยู่ภายใต้โทษแบนของฟีฟ่าเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี จากปัญหาการแบ่งแยกสีผิว ซึ่งทำให้นักเตะของพวกเขาหมดโอกาสย้ายไปโกยเงินในต่างแดน จนกระทั่งต้นทศวรรษ 1990 โทษดังกล่าวนี้ก็สิ้นสุดลง หลังกฎหมายแบ่งแยกสีผิวถูกยกเลิกไป

และมันก็ทำให้นักเตะจากแอฟริกาใต้ ได้มีโอกาสย้ายเข้ามาเล่นในยุโรปมากมาย รวมไปถึง ราเดเบ ที่ได้ย้ายมาเล่นให้ ลีดส์ ยูไนเต็ด ทีมดังแห่งเกาะอังกฤษในปี 1994 พร้อมกับ ฟิล มาซิงกา กองหน้าเพื่อนร่วมชาติ COIFhhDWIAAPK8J

“ในตอนนั้น ผมถูกโน้มน้าวว่าโอกาสนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว ผมอายุ 25 ปี ซึ่งถูกมองว่า ‘สายเกินไป’ ในฟุตบอลระดับโลก และเพื่อนร่วมทีมของผมส่วนใหญ่ ทั้ง ฟิล มาซิงกา, ฌอน บาร์ทเล็ตต์ และคนอื่นๆ ต่างไปเล่นที่นั่น และปรับตัวได้แล้ว” ราเดเบกล่าวกับ Forbes Africa 

แต่นั่นก็ทำให้เขารู้สึก “คิดผิด” … การย้ายมาเล่นในต่างแดนครั้งในประเทศที่สภาพอากาศพร้อมจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้ ราเดเบ แทบบ้า แถมการถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ จากการเป็นคนผิวดำเพียงไม่กี่คนในเมือง ยังทำให้เขารู้สึกแปลกแยกไปอีก 

“อากาศมันแย่มาก การคิดถึงบ้านมันน่ากลัวและทุกอย่างก็แย่ไปหมด ผมเป็นคนผิวดำไม่กี่คนในเมืองลีดส์ และชุมชนก็ไม่ได้สงวนท่าทีต่อผม เขาทำเหมือนผมเป็นมนุษย์ต่างดาว” ราเดเบย้อนความหลังกับ Forbes Africa

นอกจากนี้ การที่ราเดเบ ไม่ใช่เป้าหมายหลักในการเสริมทัพ เนื่องจากเขาถูกซื้อเข้ามาเพียงเพราะต้องการให้ มาซิงกา มีเพื่อนอยู่ในทีม บวกกับอาการบาดเจ็บ ทำให้เขาได้รับโอกาสเพียงน้อยนิดภายใต้การคุมทีมของ โฮเวิร์ด วิลกินสัน 

4 เดือนแรกในอังกฤษ ราเดเบ ได้รับโอกาสลงสนามตัวจริงไปเพียงแค่เกมเดียว โดยที่เหลือเป็นตัวสำรอง สิ่งนี้บั่นทอนจิตใจเขาอย่างหนัก จนถึงขั้นคิดที่จะหนีกลับไปที่บ้านเกิดLucas-Radebe

“ผมไม่ได้เล่นเลย จนผมอยากย้ายออกจากทีม การเบียดขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ ภายใต้การคุมทีมของ โฮเวิร์ด วิลกินสัน เป็นเรื่องยาก ผมแทบไม่มีโอกาสเลย” อดีตกัปตันแอฟริกาใต้กล่าวกับ Reuters 

“ผมได้รับโอกาสอย่างจำกัดจำเขี่ย ผมไม่เคยได้เล่นในเกมใหญ่เลย ผมเริ่มหดหู่ใจและคิดถึงบ้าน ผมและ ฟิล มาซิงกา เคยต้องเก็บเหรียญ 50 เพนนีเพื่อโทรกลับบ้านจากตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญ มันเลวร้ายขนาดนั้นเลย” 

“มันเป็นช่วงเดือนธันวาคมปี 1994 สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคืออากาศ มันเลวร้ายมากและผมก็คิดว่า ‘กระเป๋าของผมเก็บเรียบร้อยแล้ว ตั๋วก็มีแล้ว ผมก็แค่เดินทางไป’ ผมไม่ได้บอกใคร ผมแค่ออกไปเฉยๆ” 

แม้สุดท้ายเขาเปลี่ยนใจ กัดฟันสู้ต่อ แต่ถึงอย่างนั้นสถานการณ์ก็ไม่ได้ดีขึ้น แถมบางครั้งเขาต้องถูกโยกไปเล่นแบ็คซ้าย ซึ่งไม่ได้เป็นตำแหน่งถนัด โดยตลอด 2 ฤดูกาลแรกในสีเสื้อของลีดส์ เขาได้ลงเล่นไปเพียง 28 นัดเท่านั้น

แต่แล้วการมาถึงของ จอร์จ เกรแฮม ก็เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล  

 

สู่แนวรับสุดแกร่ง 

แม้ว่า วิลกินสัน จะพา ลีดส์ คว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 เดิม ในฤดูกาล 1991-92 แต่ผลงานหลังจากนั้นของทีม กับชื่อการแข่งขันใหม่อย่าง พรีเมียร์ลีก ก็ดูจะสาละวันเตี้ยลง เมื่อเขาแทบไม่เคยพาทีมเข้าใกล้คำว่าลุ้นแชมป์อีกเลย โดยอันดับดีที่สุดคืออันดับ 5 ในฤดูกาล 1993-94 และ 1994-95 แถมบางฤดูกาลยังร่วงลงไปอยู่ในโซนท้ายตาราง 

ก่อนที่ฟางเส้นสุดท้ายจะขาดลงในเดือนกันยายน 1996 เมื่อเขาพาทีมเปิดบ้านพ่ายต่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-4 ที่ทำให้บอร์ดบริหารปลดเขาออกจากตำแหน่ง ก่อนจะแต่งตั้ง จอร์จ เกรแฮม อดีตกุนซืออาร์เซนอล เข้ามาแทนที่ในวันต่อมา 

และการมาถึงของเกรแฮม ก็เหมือนเป็นการชุบชีวิต ราเดเบ เมื่ออดีตกุนซือปืนใหญ่ เห็นจุดเด่นในเรื่องสรีระและความเยือกเย็นของแข้งชาวแอฟริกาใต้ จึงสั่งให้เขาเปลี่ยนจากตำแหน่งกองกลางมาเป็นกองหลังตัวกลาง

อันที่จริงมันไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับราเดเบ เขาเคยเล่นตำแหน่งนี้อยู่บ้างสมัยค้าแข้งให้กับ ไกเซอร์ ชีฟส์ แต่การเปลี่ยนมาเล่นในตำแหน่งนี้อย่างจริงจัง ได้ปลุกศักยภาพที่ซ้อนเร้นของเขาให้ตื่นขึ้นมา george_graham_tottenham_364024

“การเข้ามาของ จอร์จ เกรแฮม คือสิ่งที่ยอดเยี่ยมอย่างสมบูรณ์แบบสำหรับผม เขาเป็นคนให้โอกาสผม และช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมก็เริ่มต้นตั้งแต่ตอนนั้น” ราเดเบ กล่าวกับ Reuters 

ราวกับว่าเป็นตำแหน่งที่ใช่สำหรับเขา เมื่อ ราเดเบ ค่อยๆ พัฒนาฝึเท้าจนกลายมาเป็นกองหลังที่ไว้ใจได้ และช่วยให้ลีดส์ เสียไปเพียงแค่ 38 ประตูจาก 38 นัด น้อยกว่าฤดูกาลก่อนหน้าที่เสียไป 57 ประตู และน้อยเป็นอันดับ 4 ของลีก แถมยังน้อยกว่าทีมแชมป์อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด อีกด้วย 

นอกจากนี้ในฤดูกาลดังกล่าว เขายังมีโอกาสได้กลับมาสวมถุงมืออีกครั้ง หลัง มาร์ก บีนีย์ ผู้รักษาประตูของทีมถูกไล่ออกจากสนามในช่วง 15 นาทีสุดท้ายในเกมพบ แมนฯ ยูไนเต็ด และช่วยเซฟอย่างอุตลุต แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถป้องกันลูกยิงของ เอริค คันโตนา ได้ และพ่ายไป 0-1 

อย่างไรก็ดี มันกลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความรุ่งเรืองของราเดเบ เมื่อหลังจากนั้น เขาสถาปนาขึ้นมาเป็นหัวใจในแนวรับของทีม และช่วยให้ลีดส์ จบในอันดับ 5 ของตารางในฤดูกาล 1997-98 โดยเสียไปเพียง 43 ประตูจาก 38 นัด 

“ชีวิตนักฟุตบอลผมเริ่มสดใสหลังจากนั้น ผมยังอยู่ในทีม บาฟานา บาฟานา (ทีมชาติแอฟริกาใต้) ที่คว้าแชมป์ แอฟริกัน เนชันส์คัพ (เมื่อปี 1996) อีกด้วย” ราเดเบ กล่าวกับ Forbes Africa 

ผลงานที่คงเส้นคงวา และความสุขุมเยือกเย็นของเขา ทำในฤดูกาล 1998-99 ราเดเบ ได้รับความไว้ใจจากเกรแฮม ให้เป็นกัปตันทีมคนใหม่ของ ลีดส์ ยูไนเต็ด 

น่าเสียดายที่เกรแฮม อยู่กับเขาได้ไม่นาน เพราะหลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือน อดีตกุนซืออาร์เซนอล ก็ตกปากรับคำย้ายไปคุม ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ อย่างกะทันหัน ก่อนที่สโมสรจะแต่งตั้ง เดวิด โอเลียรี มือขวาของเกรแฮมขึ้นมาคุมทัพแทน  

และมันกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ในฐานะกัปตันทีมของราเดเบ 

 

หัวหน้าแก๊งเด็กนรก 

โอเลียรี อาจจะเป็นกุนซือหนุ่มที่ไม่เคยมีประสบการณ์คุมสโมสรไหนมาก่อน แต่การที่เขาเคยคลุกคลีกับแข้งเยาวชนสมัยเป็นผู้ช่วยฯ ของเกรแฮม ทำให้เขาเลือกที่จะใช้นโยบายดันผู้เล่นดาวรุ่งขึ้นมาใช้งานในทีมชุดใหญ่ 

อย่างไรก็ดี ใช่ว่าทีมของโอเลียรี จะเต็มไปด้วยแข้งดาวรุ่งทั้ง 11 คน เมื่อทีมของเขายังจำเป็นต้องมีนักเตะตัวเก๋าไว้คอยประคองทีม และราเดเบ ก็เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ถูกวางไว้สำหรับบทบาทนี้ EOJzNj5XsAAWrTU

มันเป็นช่วงเวลาที่เขาพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นกองหลังระดับท็อปของลีกพอดิบพอดี ราเดเบ กลายเป็นผู้เล่นที่ขึ้นชื่อในการเข้าปะทะที่เด็ดขาดและแม่นยำ แถมยังอ่านเกมได้อย่างยอดเยี่ยม จนได้รับการยกย่องในฐานะกองหลังที่ผ่านยากคนหนึ่งของลีก

“ผมเรียนรู้การประกบตัวนักเตะด้วยรูปแบบหลากหลาย สำหรับบางคน ผมรู้ดีว่าไม่สามารถพุ่งเสียบแบบสุดตัวได้ ต้องอาศัยการยืนด้วยสองเท้า แล้วเน้นไปที่การดักทางพวกเขา” ราเดเบ เผยเคล็ดลับกับ Independent 

“ผู้เล่นอย่าง จานฟรังโก โซลา คุณไม่สามารถสไลด์เขาได้ แต่คนอย่าง อองรี นั้นต้องรู้ว่าที่ไหนและเมื่อไร (ที่จะสไลด์เขา)”

นอกจากนี้ ในฐานะกัปตันทีม ยังทำให้ ราเดเบ เปรียบเสมือนเป็นหัวหน้าแก๊งเด็กนรก ที่ช่วยดูแลทีมที่เต็มไปด้วยแข้งเลือดร้อน ในขณะเดียวกันเขาก็ยังเป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้แข้งรุ่นน้องในทีม ร่วมกับแข้งจอมเก๋าคนอื่น 

“เรามีนักเตะรุ่นใหญ่ที่สุดยอดทั้ง ไนเจล มาร์ติน, เดวิด แบตตี และ ลูคัส ราเดเบ พวกเขาทำให้เรารู้สึกว่าเป็นที่ยอมรับ และทำให้เราเชื่อมั่นในตัวเองมากเป็นอย่างมาก” สตีเฟน แม็คเฟล กล่าวกับ The 42 

นั่นทำให้ลีดส์ ภายใต้การนำทีมของเขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการคว้าอันดับ 4 ของตารางในฤดูกาล 1998-99 และจบในอันดับ 3 ของตารางในฤดูกาลต่อมา รวมไปถึงเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า คัพ ในปีดังกล่าว 

ผลงานที่สุดยอดได้ทำให้ ราเดเบ กลายเป็นแข้งเนื้อหอม และได้รับความสนใจจากทีมดังอย่าง เอซี มิลาน, โรมา รวมไปถึง แมนฯ ยูไนเต็ด ที่เคยยื่นข้อเสนอสูงถึง 10 ล้านปอนด์ ในช่วงหน้าร้อนปี 2000 หวังจะคว้าตัวเขาไปร่วมทัพ แต่สุดท้ายต้องอกหัก เมื่อเขาตัดสินใจอยู่กับลีดส์ต่อ 

“แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยากได้ลายเซ็นผม แต่หลังจากคิดอย่างหนัก ผมปฏิเสธพวกเขาเพราะว่าผมมองว่า ลีดส์ ยูไนเต็ด คือสโมสรที่ผมสามารถสร้างปรากฎการณ์อย่างยั่งยืน ตอนนี้ผมยังคงจงรักภักดีต่อพวกเขา” ราเดเบ ย้อนความหลังกับ Forbes Africa 

และมันก็ตอบแทน ราเดเบ ในฤดูกาลต่อมา เมื่อ ลีดส์ สร้างปรากฎการณ์เขย่าเวทียุโรป ด้วยการเข้าไปถึง รอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ในฤดูกาล 2000-01 ด้วยการเอาชนะทีมยักษ์ใหญ่ทั้ง เอซี มิลาน และ ลาซิโอradebe

“ลูคัส เป็นผู้นำทั้งในและนอกสนาม ทุกคนฟังเขา ผมคงทำไม่ได้หากไม่มีเขา และคงไม่สามารถแลกเขากับนักเตะคนไหนในพรีเมียร์ลีก เขาคือกัปตันผู้เป็นแรงบันดาลใจ” เดวิด โอเลียรี อดีตกุนซือลีดส์ กล่าว 

อย่างไรก็ดี นั่นกลับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขา ที่มันจะไม่หวนกลับมาอีก 

 

กัปตันในตำนาน

น่าเสียดายที่หลังจากฤดูกาลนั้น การที่ ลีดส์ ไม่ได้ไปเล่น UCL หลังจบในอันดับ 4 (ยุคนั้น พรีเมียร์ลีกยังได้โควต้าลุยถ้วยใหญ่ของยุโรปเพียง 3 ทีม) จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความตกต่ำของทีม ด้วยปัญหาทางการเงิน และการบริหารที่ผิดพลาด ทำให้พวกเขาร่วงตกชั้นในฤดูกาล 2003-04default (1)

แต่ ราเดเบ ก็ไม่ไปไหน เขาอยู่กับทีมจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตนักเตะอาชีพ ก่อนจะประกาศแขวนสตั๊ด หลังฤดูกาล 2004-05 ด้วยวัย 36 ปี พร้อมกับปิดฉากช่วงเวลา 12 ปีกับทีมแห่งแคว้นยอร์คเชียร์อย่างน่าเศร้า

อย่างไรก็ดี เขายังคงได้รับการยกย่องในฐานะหนึ่งในกัปตันที่ดีที่สุดของลีดส์ในรอบ 100 ปี รวมทั้งถูกแฟนบอลหลายคนนำชื่อของเขาไปตั้งเป็นชื่อลูก แถมครั้งหนึ่งยังเคยได้รับการเชิดชูจาก เนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดี แอฟริกาใต้ ในฐานะ “ฮีโร่ของผม” 

หากมองย้อนกลับไป บางทีสิ่งเหล่านี้อาจจะไม่มีวันเกิดขึ้น หากเขาตัดสินใจออกจากทีมลีดส์ในวันนั้น และต้องขอบคุณชีวิตในวัยเด็กที่ยากลำบาก ที่ทำให้เขาตัดสินใจสู้ต่อ จนกลายมาเป็นหนึ่งในนักเตะระดับตำนานของอังกฤษ 

“การยืนอยู่ตรงนั้น ทำให้ผมตระหนักได้ถึงโอกาสที่ผมมี และความรับผิดชอบที่ต้องทำ มันไม่ใช่แค่สำหรับตัวเอง แต่ยังหมายถึงประเทศของผม และโอกาสที่จะเปิดประตูให้กับนักเตะแอฟริกันคนอื่น” ราเดเบกล่าวกับ Reuters

“ผมเปลี่ยนใจ เพราะว่าผมคิดว่าผมควรจะผิดหวังหากพยายาม มากว่าที่จะไม่พยายามอะไร ผมผ่านช่วงเวลาอันโหดร้ายของการแบ่งแยกสีผิว ผมเคยถูกยิง ผมเคยไม่มีอะไร แต่ผมก็รอดชีวิตมาได้ สิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงตัวผม” 

“การก้าวผ่านชีวิตในวัยเด็กที่เห็นเพื่อนของผมหลายคนถูกฆ่าหรือเข้าคุก สร้างตัวตนให้ผม และมันก็ช่วยให้ผมสามารถเผชิญกับความท้าทาย รวมถึงประสบความสำเร็จที่ลีดส์ได้สำเร็จ”  ราเดเบ กล่าวทิ้งท้าย

ริโอ – วิดิช การจับคู่ของ 2 เซนเตอร์ฮาล์ฟ ที่แกร่งสุดกลางยุคปี 2000’S

ทุกครั้งที่มีการพูดถึงคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่ดีที่สุดเท่าที่โลกเคยมี ชื่อของ ริโอ เฟอร์ดินานด์ และ เนมันย่า วิดิช 2 กองหลังของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มักจะถูกเสนอชื่อเข้าชิงอยู่บ่อยๆ 

 

เหตุผลส่วนใหญ่มาจากความสำเร็จและการผสมผสานที่ทั้งคู่ทำร่วมกัน จนกลายเป็นสิ่งที่ผลักดันให้ ยูไนเต็ด ในยุคนั้นแข็งแกร่งจนยากจะปฎิเสธ 

แต่ใครจะรู้ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ณ จุดแรก เกิดจากความสงสัยในกันและกันว่า “คนนี้หรือจะดีพอมาเล่นข้างเรา?” หลังจากความพ่ายแพ้ที่โดนยิงในเกมเดียวถึง 4 ลูก

อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยน และนำมาสู่การสร้างกำแพงเหล็กที่ดีที่สุดเท่าที่ ยูไนเต็ด เคยมี … 

 

เริ่มต้นด้วยความไม่มั่นใจ 

หลังจากหมดยุค ยาป สตัม ปราการหลังยุค 3 แชมป์ที่ออกจากทีมไปในปี 2001 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องปวดหัวกับการหาตัวแทนที่สามารถทำหน้าเป็นผู้นำในแผงเกมรับได้ดีพอ เขาคนนี้จะต้องเป็นผู้ที่กล้าสั่งการเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ คนที่มีความนิ่ง และคนที่พาทีมกลับสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้งให้ได้ d87756880e687152f0dead082b404e87

หลังจากที่ ยูไนเต็ด ส่งแมวมองไปตามที่ต่างๆ มากมาย สุดท้ายพวกเขากลับมาพบกับเพชรแท้ที่อยู่ไม่ไกลมืออย่าง ริโอ เฟอร์ดินานด์ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟของ ลีดส์ ยูไนเต็ด ที่ทัพยูงทองเพิ่งซื้อมาจาก เวสต์แฮม ได้ไม่นานนัก 

อย่างไรก็ตามการได้ เฟอร์ดินานด์ มาร่วมทีมในปี 2002 ด้วยค่าตัวสถิติโลกในตำแหน่งกองหลัง 30 ล้านปอนด์ ทำให้เกิดเรื่องที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ต้องคิดต่อ เพราะหลังจากจบฤดูกาล 2002-03 ซึ่งทีมกลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ยูไนเต็ด ก็ยิ่งห่างไกลความสำเร็จออกไปเรื่อยๆ ฤดูกาล 2003-04, 2004-05 และ 2005-06 คือ 3 ซีซั่น ที่แนวรับของ ปีศาจแดง เปื่อยยุ่ยจนกลายเป็นเหตุผลสำคัญ ที่พวกเขาไม่สามารถคว้าแชมป์ลีกได้เลย … นี่คือครั้งที่ ยูไนเต็ด พลาดแชมป์ลีกยาวนานที่สุดในยุคของ เฟอร์กี้ 

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นมันง่ายที่จะอธิบาย และ เฟอร์กี้ เองก็เข้าใจมันอย่างชัดเจน เหตุผลก็คือ “คู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ” นั้นไม่มีความเสถียรและพร้อมจะพลาดง่ายๆ ตลอดเวลานั่นเอง

แม้จะมี ริโอ เฟอร์ดินานด์ เป็นตัวยืน แต่นักเตะที่มาเล่นคู่กันอย่าง โลรองต์ บลองค์ ก็แก่เกินไป, เวส บราวน์, จอห์น โอเช, มิกาแอล ซิลแวสตร์ ต่างก็ยังไม่นิ่งพอจนไปเพิ่มภาระให้ผู้นำในเกมรับอย่างริโอ 

เมื่อมันเป็นเคมีที่ไม่ลงตัว หน้าที่ของคนเป็นผู้จัดการทีมอย่าง เฟอร์กี้ คือ ต้องออกตามหาส่วนผสม ที่มายืนเคียงข้าง ริโอ และต้องเป็นคู่ที่ต่างฝ่ายต่างยกระดับซึ่งกันและกัน  ไม่ใช่ให้ใครคนหนึ่ง มารับภาระแบกจนหลังหักหลังงอ 

เดือนธันวาคม ปี 2005 เมื่อรู้แน่ชัดแล้วว่ากองหลังที่มีอยู่ไม่มีแววจะก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะในแบบที่ตนเองต้องการ เฟอร์กี้ จึงรับข้อมูลจากทีมสเก๊าท์ของสโมสรมา และจิ้มไปที่ชื่อของ เนมันย่า วิดิช กองหลังจากเซอร์เบียของ สปาร์ตัก มอสโก ทีมในลีกรัสเซีย ก่อนที่การย้ายทีมจะเสร็จสิ้นในเดือนถัดมา ช่วงตลาดนักเตะฤดูหนาว ต้นปี 2006

ณ เวลานั้น ยูไนเต็ด ใช้เงินสำหรับ วิดิช อยู่ที่ 7 ล้านปอนด์ และมันไม่มีอะไรการันตีเลยว่าเขาจะประสบความสำเร็จในอังกฤษ เพราะตัวของ วิดิช เองยังไม่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมชาติเซอร์เบียด้วยซ้ำ หนักยิ่งกว่านั้นคือแมวมองของ อาร์เซน่อล เคยตามดูฟอร์มของ วิดิช มาแล้ว และฟันธงว่า “ไม่น่าเล่นในพรีเมียร์ลีกได้” 

เรื่องดังกล่าวเกิดจากการเผยแพร่ของ โกรัน มิโลสลาฟเยวิช ที่เป็นเอเย่นต์และแมวมองของนักเตะฝั่งรัสเซีย โดยเขาบอกว่าได้นำเสนอ วิดิช กับ อาร์เซน่อล ตั้งแต่ยังเป็นดาวรุ่งเพียงแต่ว่าอาร์เซน่อล ไม่ชอบกองหลังที่เข้าบอลโฉ่งฉางแบบนี้ 

“ผมวิ่งตรงจาก มอสโก ไป ลอนดอน เพราะไม่มีใครติดต่อเรื่อง วิดิช มาเลย ผมเลยไปคุยกับแมวมองของพวกเขา จากนั้นพวกเขาก็มาในเกมที่ทีมชาติ เซอร์เบีย พบกับ บอสเนีย ถึงสนาม แต่โชคร้ายที่ วิดิช โดนไล่ออกจากการได้ใบเหลือง 2 ใบ และหลังจากนั้นแมวมองของ อาร์เซน่อล บอกว่า ‘แค่นี้ยังไม่ดีพอ'” มิโลสลาฟเซวิช กล่าว ดาวน์โหลด

ไม่ใช่แค่คนนอกเท่านั้นที่คิดอย่างนี้ ในวันที่ วิดิช เปิดตัวกับทีมปีศาจแดง ริโอ เฟอร์ดินานด์ ก็เล่าว่า ณ นาทีแรกเขาไม่เคยคิดว่าปราการหลังจากแดนไกลคนนี้จะมาเป็นพาร์ทเนอร์ที่ดีได้ หนำซ้ำยังกลัวว่า จะทำให้งานของเขาหนักกว่าที่เคยเป็นด้วยซ้ำ 

เกมนัดแรก เฟอร์กี้ ส่ง วิดิช ลงสนามคู่กับ ริโอ คือเกมที่ ยูไนเต็ด พบกับ แบล็คเบิร์น ในเดือนกุมภาพันธ์ มี 2006 ในเกมนั้น ปีศาจแดง แพ้ แบล็คเบิร์น ด้วยการเสียประตูถึง 4 ลูก

“ผมเคยสงสัยว่าเขาดีพอสำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด หรือไม่ ตอนที่เราร่วมงานกันครั้งแรก” ริโอ เฟอร์ดินานด์ ให้สัมภาษณ์กับ Goal ในภายหลัง 

เปิดใจ 

การจะเป็นคู่กองหลังที่สามารถสอดประสานกันได้อย่างลงตัว คนนึงชน อีกคนหนึ่งซ้อน ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่ความจริง คือ มันซับซ้อน … บางครั้งนักเตะที่เก่งมากๆ 2 คนมาทำงานร่วมกัน ก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะสมบูรณ์แบบแต่อย่างใด กลับกันบางคนที่เคมีไม่ตรงกันจริงๆ ต่อให้จะพยายามซ้อมหนักแค่นั้น ก็ยากที่จะหาจุดกึ่งกลางของกันและกันได้43c967e7c25cf9031467224ab8a60486

ดังนั้นการจะเข้ากันได้ก็ต้องเริ่มละลายพฤติกรรมกันก่อน เริ่มจากจุดเล็กๆ เรื่องราวนอกสนาม ชีวิตความเป็นอยู่การวางตัวใส่กัน และอยู่ร่วมกันเพื่อเป้าหมายเดียวกันนั่นคือ “ความสำเร็จของทีม”

แม้ ริโอ จะมอง วิดิช ผู้มาใหม่ว่า “ไม่น่ารอด” แต่สิ่งที่เขาทำนั้นถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี การตั้งข้อสงสัย ไม่ได้มาพร้อมกับการสร้างอคติในใจ อย่างน้อยๆ ริโอ ยังเปิดใจลองพยายามพูดคุยกับ วิดิช ที่พูดภาษาอังกฤษได้เพียงน้อยนิดในครั้งแรก และใช้เวลาร่วมกันให้มากขึ้น เผื่อว่าสิ่งที่เขาคิดในตอนแรกนั้นจะเป็นสิ่งที่เขาผิดพลาดไปเอง

ครึ่งฤดูกาลหลังของซีซั่น 2005-06 เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เองก็พบว่า วิดิช นั้นยังไม่พร้อมกับการเป็นตัวจริง เขาจึงค่อยๆส่งลงสนามในเกมเล็กๆ ที่ไม่กดดันมาก ค่อยๆ ให้เวลา วิดิช รู้จักปรับตัวกับฟุตบอลอังกฤษไปก่อน 

ซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้การ “รับมือกับสถานการณ์จริง” นั้นเป็นไปได้ยาก เพราะทั้ง ริโอ กับ วิดิช ไม่ได้ประสานงานกันในเกมแข่งขันจริงเท่าไรนัก อย่างไรก็ตามปัญหาตรงนี้สามารถแก้ไขได้ เพราะเวลาเล่นด้วยกันในสนามมีเพียงแค่ 90 นาทีเท่านั้น แต่ถ้าทั้งคู่เปิดใจให้กันและกัน ยามอยู่นอกสนามล่ะ? พวกเขาจะมีเวลาให้ปรับเข้าหากันมากกว่าเกมการแข่งขันจริงหลายเท่านัก และจุดเริ่มต้นมันเริ่มจากจุดนั้น 

“ริโอ เปิดใจมากขึ้นตอนที่ผมย้ายมา, เขาช่วยผมไม่ใช่แค่ในสโมสร, นอกสนามก็เช่นกัน ในการใช้ชีวิตในเมือง” วิดิช กล่าวถึงรุ่นพี่ในวันที่เขายังเป็นเด็กใหม่ 

“ความสัมพันธ์ของเราผสมผสานกันในทุกการเซสซั่นการฝึก, เราสื่อสารกันตลอดเวลาแม้กระทั่งในยามซ้อม มากถึงขั้นบางครั้งตอนที่ เรเน่ (มิวเลนสตีน) อธิบายถึงการออกกำลังกายต่างๆ คุณก็จะได้เห็นผมกับ ริโอ คุยกันอยู่ นักเตะคนอื่นมักจะบอก ‘เมื่อไหร่เอ็ง 2 คนจะเงียบวะ’ … ซึ่งความจริงที่เราคุยกันไม่ใช่เรื่องไร้สาระนะ แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นเรื่องของเกมล่าสุดหรือระหว่างการซ้อมอะไรแบบนั้น”

อย่างที่ได้กล่าวไว้เพราะ “คู่เซ็นเตอร์” จำเป็นต้องมีความเข้าใจกันสูงมาก เพราะต้องทำงานร่วมกันตลอด 90 นาที ดังนั้นการเป็นเพื่อนกันจริงๆ ของ ริโอ กับ วิดิช จึงเริ่มทำให้หลายคนได้กลิ่นของการผสมผสานที่ชักจะลงตัวในมากขึ้นทุกๆ วัน 

“การยืนตำแหน่ง, มันขึ้นอยู่กับการสื่อสาร, กองหน้าไม่ได้ขึ้นอยู่ซึ่งกันและกัน แต่สำหรับกองหลัง มันเป็นแบบนั้น” วิดิช ว่าไว้เช่นนั้น 

 

ความสัมพันธ์ที่สุกงอม

หลังให้เวลาทั้งคู่รู้จักกันประมาณ 8 เดือน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2006-07 ก็กลับมาเริ่มแข่งอีกครั้งหลังจากศึกฟุตบอลโลก 2006 ที่มีควันหลงมาถึงถิ่นปีศาจแดง จากเหตุการณ์ที่หลายคนมองว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จงใจทำให้ เวย์น รูนี่ย์ ถูกไล่ออก ในเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่อังกฤษพบกับโปรตุเกส10745

ด้วยข่าวนี้ใครก็คิดว่า ยูไนเต็ด เละแน่ในฤดูกาล 2006-07 ไหนจะเรื่องของกองหลังอย่าง วิดิช ก็ยังไม่การันตีว่าเขาพร้อมเต็มที่สำหรับพรีเมียร์ลีกหรือยัง … ในภาวะรุมเร้ามากมาย ยูไนเต็ด ตอบกลับด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมในฤดูกาล 2006-07 ซึ่งสามารถพูดได้เต็มว่านี่คือจุด “ทวงคืนความยิ่งใหญ่อีกครั้ง” ของทีมปีศาจแดง

ในส่วนของแนวรุก เฟอร์กี้ ขาย รุด ฟาน นิสเตลรอย ทิ้ง และให้ โรนัลโด้ กับ รูนี่ย์ ฉายแววให้เต็มที่ ส่วนในแนวรับ เขาให้ความไว้วางใจ วิดิช อย่างเต็มที่และดัน วิดิช ขึ้นมาเป็นคู่หูเซ็นเตอร์ฮาล์ฟกับ ริโอ อย่างเต็มตัว

เมื่อได้ฝึกซ้อมด้วยกัน พูดคุยกันตลอด แถมยังสนิทกันนอกสนามอยู่แล้ว และบวกกับโอกาส “รับมือสถานการณ์จริง” ร่วมกันเข้าไปอีก ตอนนี้ วิดิช กับ เฟอร์ดินานด์ ก็ช่วยยกระดับแนวรับของ ยูไนเต็ด ขึ้นมาเรื่อยๆ จนเรื่องที่หลายคนกังวลต้องหมดห่วงไปโดยปริยาย 

“เมื่อคุณต้องเล่นกับใครสักคนตลอดเวลา คุณจำเป็นต้องรู้ว่าอะไรคือจุดแข็งและจุดอ่อนของเขา ดังนั้นการที่เรารู้จักกันดีทำให้เราสามารถปรับตัวกับทุกอย่างได้ เมื่อเราพูดกันในสนามซ้อมมากพอ เราแทบไม่จำเป็นต้องพูดอะไรกันในสนามแข่งขันจริง ระหว่างผมกับ ริโอ แค่มองตาก็รู้ใจแล้ว เรารู้หน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี รู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร นี่คือความสัมพันธ์ที่พิเศษ ทุกวันนี้คุณเชื่อไหมผมก็ยังคุยกับเขาเรื่อยๆ และเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันไม่เปลี่ยนเลย” วิดิช ในวัยแขวนสตั๊ดเล่าย้อนกลับไปตอนที่เขายังเล่นอยู่ 

สิ่งที่ทุกคนกล้ายอมรับคือ ก่อนหน้านี้ ยูไนเต็ด ในยุคของ เฟอร์กี้ คือทีมที่เป็นเอ็นเตอร์เทนฟุตบอลจริงๆ เสียเท่าไหร่ ต้องยิงกลับไปให้มากกว่าเก่า ทว่าการผสมผสานของ ริโอ กับ วิดิช นั้นแม้จะไม่ได้เปลี่ยนทรงบอลทั้งทีมที่ยังเป็นบอลเอ็นเตอร์เทนยิงเยอะอยู่ แต่ที่แน่ๆ แนวรับของปีศาจแดง เสียประตูน้อยลงเรื่อยๆ อย่างเห็นได้ชัด 

ในฤดูกาล 2006-07 ยูไนเต็ด เสียประตูน้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 ของลีก (เป็นรอง เชลซี ที่ใช้ จอห์น เทอร์รี่ และ ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่) แต่ก็อย่างที่เคยได้เกริ่นไว้ 2006-07 คือจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะหลังจากฤดูกาลดังกล่าว ยูไนเต็ด ไม่เคยเป็นรองทีมใดในลีกอีกเลย 

ฤดูกาล 2007-08 คือของจริงที่เรียกได้ว่า “พีกที่สุด” ยูไนเต็ด เสียประตูตลอดทั้งฤดูกาลแค่ 22 ลูกในเกมลีก (น้อยที่สุด) เท่านั้นยังไม่พอ พวกเขายังใช้เกมรับเป็นสารตั้งต้นที่นำไปสู่เกมรุกที่ร้อนแรงที่สุดในยุโรป จนกระทั่งกรุยทางผ่านเข้าไปคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก สมัยที่ 3 ของสโมสรดังกล่าวในปีนั้นด้วย 

ภาพที่ทุกคนเห็นเป็นประจำคือภาพการผสานงานที่คุ้นเคย นั่นคือ วิดิช ชนให้เป็นตัวแรก และ ริโอ ยืนอ่านทางช่วยเก็บในจังหวะที่สอง แม้ต่างคนจะต่างทำหน้าที่คนละแบบ แต่เป้าหมายของพวกเขาคือสิ่งเดียวกันนั่นคือ “ทำอย่างไรก็ได้ให้ทีมไม่เสียประตู”  8186620f1ca27b09789323bacba86f0c

คนที่ยืนยันเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือ เคราร์ด ปีเก้ ที่เคยเป็นแบ็คอัพให้ทั้ง วิดิช และ ริโอ ที่บอกว่าการทำงานร่วมกันของทั้งคู่ ไม่มีจุดอ่อน และทำให้ตัวของ ปีเก้ รู้ตัวดีว่าไม่มีทางที่จะแย่งตำแหน่งคนใดคนหนึ่งได้เลย

“แม้ว่าผมจะเป็นเงาของสองนักเตะผู้ยิ่งใหญ่แต่ผมก็ได้มีส่วนร่วมเหมือนกันนะ ในแชมเปี้ยนส์ ลีกปี 2008 ผมได้ลงเล่นไป 3 เกมและทำประตูได้ 2 ประตู” ปีเก้ เล่าถึงตอนที่ตัวเองยังเป็นนักเตะ ยูไนเต็ด 

“เนมันย่า วิดิช มีอายุมากกว่าผม 5 ปี ส่วน ริโอ แก่กว่าผมเกือบๆ 9 ปีซึ่ง ณ เวลานั้นพวกเขาสองคนคือคู่กองหลังที่ดีที่สุดในโลก พวกเขาไม่เคยมีเกมที่เล่นได้แย่เลย”

 

สองนักสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค 

การทำงานร่วมกันของ ริโอ และ วิดิช นำมาซึ่งความสำเร็จมากมาย ทั้งคู่ร่วมกันคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย และ แชมเปี้ยนส์ลีกอีก 1 สมัย 

ทั้งคู่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือการพยายามหาจุดอ่อนของตัวเองให้เจอ จากนั้นก็แก้ไขและพัฒนามันให้ดีขึ้น และถ้าหากยังไม่ดีพอ พวกเขาก็ยังสามารถมั่นใจได้ว่าคู่เซ็นเตอร์คนข้างๆ สามารถทำให้จุดอ่อนนั้นหายไปได้ และนี่คือสาเหตุที่ทำให้ ริโอ เฟอร์ดินานด์ และ เนมันย่า วิดิช ถูกโหวตให้เป็นหนึ่งในคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่ดีที่สุดแห่งยุค 

แม้เรื่องราวดังกล่าวจะผ่านไปนานมากกว่า 10 ปี แล้ว แต่อดีตก็สามารถชี้นำอนาคตได้หากรู้จักนำมาประยุกต์และปรับใช้อย่างเหมาะสม … ณ ปัจจุบัน แมนฯ ยูไนเต็ด (รวมถึงทุกๆ ทีม) ล้วนต้องสร้างคู่เซ็นเตอร์แบบที่ วิดิช กับ ริโอ เป็นให้ได้ เพื่อเป็นฐานที่แข็งแกร่ง และนำไปต่อยอดถึงแดนมิดฟิลด์ และเกมรุกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เพียงแต่ว่าการจะลอกเลียนแบบหรือปฎิบัติตามนั้นไม่ได้ทำกันง่ายๆเพราะ ทั้ง ริโอ และ วิดิช ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมทีม แต่พวกเขาคือเพื่อนกันจริงๆ จึงทำให้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นไปได้อย่างราบรื่น

บทสรุปจากความสำเร็จของ ริโอ และ วิดิช คือการทำงานหนัก, ลดทิฐิ, เปิดใจ และวางเป้าหมายร่วมกัน พวกเขาหยิบทุกอย่างใส่แก้ว จากนั้นจึงค่อยๆ ผสมผสานจนทั้งสองส่วน กลายเป็นเนื้อเดียวกันได้ในท้ายที่สุดgettyimages-525698598-1024x1024

บางครั้งความสำเร็จก็ต้องใช้หลายอย่างเพื่อแลกมา จากจุดเริ่มต้นที่ต่างคนต่างก็มีเครื่องหมายคำถาม จากนิสัยใจคอที่ดูเหมือนจะแตกต่างจนไม่น่าเข้ากันได้ กลับนำมาสู่การผสมผสานของทั้งคู่  ที่นำมาซึ่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ยังไม่มีทีมใดนอังกฤษทาบสถิติได้ เหมือนกับ CHIVAS REGAL เบล็นเด็ดสก๊อตช์วิสกี้ที่ผสมผสานลงตัวด้วยความชำนาญจนได้รสชาติระดับโลกที่ยากจะเลียนแบบ

CHIVAS REGAL เบล็นเด็ดสก๊อตช์วิสกี้ผู้สนับสนุนมิตรภาพ และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างเป็นทางการ 

จูนินโญ่ แข้งจิ๋วแซมบ้า ที่เปลี่ยนให้คนเชื่อว่า คนตัวเล็กก็เล่นพรีเมียร์ลีกได้

ฟุตบอลอังกฤษขึ้นชื่อเรื่องการเล่นที่รวดเร็ว หนักหน่วง และรุนแรงเสมอมา โดยเฉพาะเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ยิ่งถือว่าเป็นช่วงที่สไตล์ของฟุตบอลอังกฤษถูกเรียกว่าฟุตบอลโบราณ เพราะสักแต่จะโยนและวัดความแข็งแกร่งของร่างกายอย่างเดียว

 

แม้กล่าวเช่นนั้น คนอังกฤษก็ภูมิใจกับสไตล์ของพวกเขา และเชื่อว่านี่คือเกมของลูกผู้ชายที่แท้จริง แถมยังมั่นใจอยู่ลึกๆ ว่าที่นี่ไม่ใช่ลีกที่เหมาะกับพวกจอมเทคนิคตัวจิ๋วร่างกายไร้มัดกล้าม … ถ้าพวกตัวจิ๋วเหล่านี้ได้ลงสนาม คงถูกเบียดกระแทกกระเด็นปลิวไปไกลแน่นอน

อย่างไรก็ตามมี 1 คนที่เปลี่ยนแปลงทุกความเชื่อ และสร้างความเคารพให้กับแฟนบอลอังกฤษที่มีต่อนักเตะบราซิล รวมถึงนักเตะตัวเล็กๆ คนอื่นๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม 

และนี่คือเรื่องราวของเขาคนนั้น จูนินโญ่ เปาลิสต้า … ตัวรุกร่างเล็กเจ้าของความสูง 168 เซนติเมตร ของ มิดเดิลสโบรช์ ผู้ทำลายภาพจำเก่าๆ ได้อย่างพังพินาศ 

 

ความบันเทิงที่แสนแตกต่าง

ย้อนกลับไปเกือบ 30-40 ปีก่อน หรือช่วงก่อนเข้าสู่ยุคที่ลีกสูงสุดเปลี่ยนชื่อเป็น “พรีเมียร์ลีก” ฟุตบอลอังกฤษมักจะโดนติฉินว่าเป็นลีกฟุตบอลที่เล่นกันแบบใช้แต่พละกำลัง ดวลความแข็งแกร่งของร่างกาย หรือเรียกกันง่ายๆ ว่า “บอลโบราณ” นั่นเอง JS48559467

ด้วยรูปแบบการเล่นที่โยนบอลยาวจากหลังไปหน้า จากกราบข้างเข้ากรอบเขตโทษ ทำให้ ดิวิชั่น 1 ของอังกฤษ ยังดูห่างชั้นกับลีก เซเรีย อา ของ อิตาลี ที่เป็นฟุตบอลแท็คติกสวยงาม และอุดมไปด้วยนักเตะซูเปอร์สตาร์เดินกันให้ว่อน อาทิ มิเชล พลาตินี, รุด กุลลิท, ดีเอโก มาราโดนา, มาร์โก ฟาน บาสเทน, โลธาร์ มัทเธอุส, โรแบร์โต บาจโจ้ และแน่นอนว่าความนิยมฝั่งอิตาลีเหนือกว่าฝั่งอังกฤษเป็นไหนๆ ณ เวลานั้น 

จนกระทั่งในปี 1992 ลีกสูงสุดของอังกฤษมีการรีแบรนด์ขึ้นมาใหม่เพื่อสร้างจุดขาย ให้โดนใจตลาดคนดูมากขึ้น นอกจากนี้พวกเขายังตั้งใจทำให้ลีกนี้ คือลีกที่มีความเสมอภาค ทีมเล็กๆ มีสิทธิ์ได้เงินจากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์ไม่แพ้ทีมใหญ่ เพื่อการพัฒนาไปด้วยกันที่ยั่งยืนกว่า

เริ่มต้นจากการเปลี่ยนชื่อลีก ดิวิชั่น 1 กลายเป็น พรีเมียร์ลีก ซึ่ง ณ เวลานั้น ทีมมีเดียของพรีเมียร์ลีกพยายามอย่างมากที่จะยกระดับลีกให้ขึ้นมาเป็นลีกอันดับ 1 ของโลก พวกเขาเริ่มถ่ายโฆษณาโดยการนำเอาสตาร์ของทุกทีมที่ลงแข่งขันเป็นตัวชูโรง ซึ่งเป็นอะไรที่ถือว่าทันสมัยมากเมื่อ ณ เวลานั้น 

การเติบโตทางการตลาดทำให้โลกทัศน์เปิดกว้างขึ้น ในช่วงที่มีการเปลี่ยนชื่อเป็นพรีเมียร์ลีก ก็เริ่มมีนักเตะต่างชาติฝีเท้าดีเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อมีนักเตะซึ่งมีสไตล์ที่แตกต่างจากบอล “ฮิตแอนด์โฮป” (โยนยาวแล้วไปหวังกันข้างหน้า) อย่างที่เห็นจนชินตา ความสนุกก็เริ่มบังเกิด 

นักเตะต่างชาติหลายคนเข้ามา และสร้างความประทับใจ ให้ความบันเทิงกับแฟนๆ ในแบบที่พวกเขาไม่เคยเห็น แข้งแนวรุกอย่าง เอริค คันโตน่า, อังเดร แคนเชลสกี่ส์, ดาวิด ชิโนล่า, จานฟรังโก้ โซล่า และ เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ คือผู้สร้างความแตกต่างอย่างแท้จริง 

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อเก่าๆ ก็ยังไม่หมดไป เพราะ ณ เวลานั้นถึงแม้จะมีแข้งต่างชาติเข้ามาในส่วนของเกมรุก แต่ในเกมรับ หลายๆ ทีมยังใช้นักเตะในสหราชอาณาจักรเป็นส่วนใหญ่ และคุณสมบัติของแข้งแนวรับเจ้าถิ่นเหล่านี้คือ ตัวใหญ่, พันธุ์ดุ, เตะแหลก และ หนักทั้งในและนอกเกม ดังนั้นมันจึงมีวลีที่ว่า นักเตะตัวเล็กร่างกายไม่แข็งแรงนั้นยากที่จะมาเล่นในพรีเมียร์ลีกได้

เทคนิคอย่างเดียวไม่มีทางพอ … หลายคนเชื่ออย่างนั้น กระทั่งนักเตะบราซิลเจ้าของความสูง 168 เซนติเมตร ที่ชื่อว่า จูนินโญ่ เปาลิสต้า เข้ามา และสั่นคลอนความเชื่อดังกล่าวได้รุนแรงที่สุดอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด

 

แข้งจิ๋วแซมบ้า 

“ตอนแรกผมกังวลมากกับสิ่งที่ ไบรอัน ร็อบสัน (โค้ชของโบโร่) บอกกับผม เขามาที่บราซิลด้วยตัวเองและอธิบายเป็นฉากๆ ถึงภาพในหัวของเขา และสุดท้ายเขาบอกกับผมว่า ‘เราต้องการนักเตะที่แตกต่างอย่างคุณ’ และสุดท้ายผมก็เชื่อเช่นนั้น” จูนินโญ่ กล่าว d-23

เดือนตุลาคม ปี 1995 มิดเดิลสโบรช์ ทีมในโซนอีสานของอังกฤษ ทุ่มเงิน 4.75 ล้านปอนด์ คว้าตัว จูนินโญ่ วัย 22 ปี ที่มีหลายทีมในยุโรปหมายตาอยู่ ดังนั้นการเลือก เดอะ โบโร่ ทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดของ จูนินโญ่ จึงกลายเป็นที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

ถึงตรงนี้เราคงต้องขอชี้แจงก่อนว่า อันที่จริง เคยมีนักเตะบราซิลที่มาค้าแข้งในฟุตบอลอังกฤษก่อนหน้า จูนินโญ่ โดยแข้งแซมบ้าคนแรกในวงการฟุตบอลอังกฤษคือ มิรันดินญ่า ที่เล่นให้กับ นิวคาสเซิล ช่วงปี 1987-89

และหากนับเฉพาะยุคพรีเมียร์ลีก จูนินโญ่ ก็ไม่ได้เป็นนักเตะบราซิลคนแรก เพราะก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือน อิไซอัส ได้ย้ายมาเล่นกับ โคเวนทรี แต่ด้วยฝีเท้าและส่วนสูง หลายคนจึงจับตามอง และอาจรวมถึงการตั้งอคติกับ จูนินโญ่ มากกว่าใครอื่น

อย่างที่บอก หลายคนเชื่อว่าแข้งตัวจิ๋วไร้ซึ่งมัดกล้ามคงเอาชื่อมาทิ้งกับการเลือกครั้งนี้ แต่ จูนินโญ่ แค่เข้ามาและลงไปเล่น จากนั้นเขาก็เห็นความแตกต่างจากที่คนอื่นๆ บอก … และมันทำให้เขาปรับตัวกับทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว แม้จะเป็นครั้งแรกที่เขาออกมาค้าแข้งนอกประเทศบราซิล

“สิ่งที่ง่ายที่สุดในการปรับตัวกับประเทศอังกฤษก็คือฟุตบอล ผมทำมันได้เร็วที่สุดเลย เหตุผลเพราะผมได้พบกับอิสระในการเล่นแต่ละเกม” จูนินโญ่ จั่วหัวแบบชวนงง ทั้งๆ ที่ฟุตบอลอังกฤษเป็นเกมที่เร็วและหนักแน่น

“สำหรับคนภายนอกที่มองฟุตบอลอังกฤษจะบอกว่าเกมที่นี่เร็วมาก แต่ถ้าคุณลงไปอยู่ในสนามอย่างผมคุณจะพบว่าในช่วงที่ทุกอย่างรอบตัวคุณเคลื่อนไหว คุณจะพบช่องว่างที่มีแต่คุณเท่านั้นที่เห็น ผมได้อิสระมากมายจากการมองเห็นนั้น” จูนินโญ่ เล่า 

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า เซนส์บอล อย่างแท้จริง เพราะมีไม่บ่อยนักที่นักเตะจากอเมริกาใต้จะมาที่อังกฤษและเล่นได้ดีทันที เรื่องของฝีเท้าไม่มีใครเถียง นักเตะแซมบ้านั้นการันตีเรื่องเทคนิคที่เหลือล้น แต่ปัญหาจริงๆ คือเรื่องของการปรับตัวกับสภาพสิ่งแวดล้อมที่ต่างจากวิถีเดิมของพวกเขามาก จนส่งผลไปถึงฟอร์มการเล่นในสนามและเละไม่เป็นท่า

แต่ จูนินโญ่ ไม่ใช่แบบนั้น เขามองหาจุดแข็งภายใต้จุดอ่อนเจอ ยิ่งเกมเร็วเท่าไหร่ เขากลับยิ่งเห็นความผิดพลาดและพื้นที่ที่คู่แข่งเปิดทางให้มากเท่านั้น นี่คือการพลิกวิกฤติเป็นโอกาสที่น้อยคนนักจะเปลี่ยนแปลงมันได้ และเขามีเคล็ดลับที่ง่ายนิดเดียว (ในมุมมองของเจ้าตัว) นั่นคือก็ เมื่อตัวเล็ก ก็ต้องทดแทนด้วยใจที่ใหญ่แทนนั่นเอง

“ตอนต้นอาชีพของผม ผมโดนตำหนิเรื่องรูปร่างที่เล็กมากๆ เสมอ ผมเคยเกือบเลิกเล่นด้วยนะ เพราะโค้ชไม่เคยไว้ใจผมเลย แต่พอผมได้กลายมาเป็นนักเตะอาชีพ ผมสามารถเปลี่ยนทุกอย่างได้โดยสิ้นเชิง ผมอาจจะดูบอบบาง แต่ผมมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ถ้าคุณย้อนกลับไปดูประวัติการลงเล่นของผมที่ผ่านมาทั้งหมด คุณจะพบว่าผมเคยได้รับบาดเจ็บแค่ 2 ครั้งเท่านั้น ผมเคยเล่นทุกเกมทั้งฤดูกาล และมันหมายถึงว่าหากผมจะตัวเล็ก แต่มันก็ไม่ได้แปลว่าผมเป็นคนที่อ่อนแอเสียเมื่อไร” จูนินโญ่ กล่าวกับ FourFourTwo 

 

ปรากฎการณ์

สภาพจิตใจที่แข็งแกร่งไม่ได้เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ จูนินโญ่ กลายเป็นตำนานของ มิดเดิลสโบรช์ ในภายหลัง เขาเคยยอมรับว่าแม้จะมั่นใจในรูปร่างตัวเองตอนที่อยู่ บราซิล กับ เซา เปาโล แต่เมื่อมาที่อังกฤษตัวของเขาแอบหวั่นๆ อยู่เหมือนกันว่า จะผ่านมันไปได้หรือไม่ssss

“ผมเปิดดูเทปการเล่นของทีมต่างๆ และพอจำได้ว่าตอนนั้นผมรู้สึกกลัว โดยเฉพาะเรื่องร่างกายนี่แหละ แต่ความจริงคือ ผมไม่เคยหนีความกลัวนี้ ผมพุ่งเข้าใส่มันอย่างไม่ลังเล”

“จากนั้นผมก็ใช้เวลาไม่กี่เดือนผ่านการฝึกซ้อมและปรับตัว สุดท้ายผมก็อยู่ในขีดความฟิตที่ลงตัวมาก” จูนินโญ่ เล่าถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาเลิกกังวลกับร่างกาย และใช้ฝีเท้าเขย่าลีกอังกฤษ

เกมหนึ่งที่ถือว่าเป็นแมตช์คลาสสิกคือ ดาร์บี้แมตช์ แดนอีสาน ระหว่าง โบโร่ เจอกับ นิวคาสเซิล ที่ เซนต์ เจมส์ พาร์ค ในเกมนั้น ฟิลิปป์ อัลแบร์ต กองหลังชาวเบลเยี่ยมที่สูง 190 เซนติเมตรของ นิวคาสเซิล ไล่เตะไล่กระแทก และเล่นเกมจิตวิทยาขู่ จูนินโญ่ ทั้งเกม แต่แข้งจิ๋วจากแซมบ้าลุกขึ้นมาชี้หน้าของ อัลแบร์ต และบอกว่า “ข้าไม่กลัวหรอก”

“ผมดวลกับ อัลแบร์ต ด้วยความกังวลในตอนแรก ผมรู้ว่ามันจะยากแต่ผมก็เจอแบบนี้มาเยอะ ทว่าวันนั้น อัลแบร์ต เตะผมต่อหน้ากรรมการเลยนะ แต่ตอนนั้นผมบอกได้เลยว่าผมไม่กลัวใครทั้งนั้น ผมหมายถึงในสนามน่ะนะ แต่ถ้าเจอเขาไล่หวดผมแบบนี้นอกสนาม ผมว่าผมคงต้องเลือกที่จะวิ่งหนีตายแหละ” จูนินโญ่ เล่าความหลังอย่างอารมณ์ดี 

ในปีนั้นแทบไม่มีกองหลังคนไหนที่หยุด จูนินโญ่ เปาลิสต้า ได้โดยไม่ทำฟาวล์ เขากลายเป็นไฮไลต์สำคัญในเกมทุกๆ สัปดาห์ แฟนๆ ของ โบโร่ ต่างพากันกล่าวถึงความตื่นตาตื่นใจของเพลย์เมคเกอร์ชาวบราซิลรายนี้ และรู้ตัวอีกทีทุกคนในเมืองก็พร้อมใจยกย่องเขาให้เป็นนักเตะที่ดีที่สุดเท่าที่ทีมเคยมีมาเลยทีเดียว 

โดยเฉพาะปีที่ดีที่สุดของเขา ฤดูกาล 1996-97 ที่ผนึกกำลังคู่กับ ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี่ ช่วย โบโร่ เข้าชิงฟุตบอลถ้วยถึง 2 รายการ ทว่าปีนั้นคือปีตลกร้าย เพราะนอกจากพวกเขาจะพลาดทั้ง 2 แชมป์แล้ว โบโร่ ยังตกชั้นสู่ดิวิชั่น 1 อีกต่างหาก 

 

ตัวไปแต่ความยอดเยี่ยมไม่เคยจากไปไหน

จูนินโญ่ ยอมรับว่าเขามีความสุขกับ โบโร่ ในเวลานั้นมากแม้จะเป็นปีที่ล้มเหลว โดยเดิมทีเขาอยากจะอยู่ช่วยทีมเลื่อนชั้นให้ได้ ทว่าสิ่งที่เขาต้องทำอีกเรื่อง คือการรักษาตำแหน่งในทีมชาติบราซิลเอาไว้ เพราะฟุตบอลโลกปี 1998 กำลังจะมาถึงแล้ว ซึ่งการเล่นใน ดิวิชั่น 1 ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีแน่juninho

ดังนั้น จูนินโญ่ จึงเลือกย้ายไปเล่นในสเปนกับ แอตเลติโก มาดริด และสร้างชื่อเสียงต่อเนื่อง โดยเฉพาะการประสานงานกับ คริสเตียน วิเอรี่ กองหน้าชาว อิตาลี จนกลายเป็นขวัญใจแฟนตราหมีไปอย่างรวดเร็ว (แต่ที่สุดแล้ว จูนินโญ่ก็พลาดติดทีมชาติไปฟุตบอลโลก 1998 จากการโดน มิเชล ซัลกาโด้ เสียบขาหักในช่วงราว 5 เดือนก่อนถึงทัวร์นาเมนต์) … แม้เขามีชีวิตที่ดีในสเปน แต่ที่อังกฤษ ผู้คนยังคงพูดถึงเขาในแง่บวกเสมอ 

ด้วยฟอร์มที่ จูนินโญ่ ทำไว้ กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของนักเตะบราซิลในอังกฤษทันที ทุกคนมีภาพจำจากการเล่นของ จูนินโญ่ ว่า แข้งบราซิลไม่ใช่พวกดีแต่เทคนิคแต่เล่นจริงป้อแป้ไม่ได้เรื่อง แต่เริ่มจำฝังหัวถึงภาพของผู้สร้างเกมรุกให้กับทีมได้เร้าใจที่สุด ด้วยทักษะ, ความเร็ว และความคิดสร้างสรรค์ในแบบที่นักเตะอังกฤษยากจะเลียนแบบ 

ดังนั้นนักเตะบราซิลจึงค่อยๆ มีโอกาสมาเล่นในพรีเมียร์ลีกมากขึ้นถึง 70 คน และแน่นอนว่ามันมาจากการเปิดประตูสู่ความบันเทิงของ จูนินโญ่ เปาลิสต้า คนนี้นี่เอง ซึ่งตัวของเขาก็กลับมาเล่นให้กับ โบโร่ อีก 2 ครั้งในช่วงฤดูกาล 1999-2000 และปี 2002-2004 หลังจากที่เขานำทีมชาติบราซิล คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 5 ได้สำเร็จ

ที่สำคัญคือ จูนินโญ่ สามารถนำ มิดเดิลสโบรช์ คว้าแชมป์ระดับเมเจอร์ถ้วยแรกและถ้วยเดียวของสโมสรจนถึงทุกวันนี้ คือ ลีกคัพ เมื่อฤดูกาล 2003-04 อีกด้วย

ไม่ใช่แค่คนอังกฤษเท่านั้นที่ได้อิทธิพลจาก จูนินโญ่ เพราะแม้แต่ที่ บราซิล ผู้คนก็เริ่มติดตามฟุตบอลพรีเมียร์ลีกมากขึ้น โดยมีจุดประสงค์แรกเริ่มในการดูฟอร์มของ จูนินโญ่ นั่นเอง

“มันเป็นสิ่งที่ผมภูมิใจมาก ก่อนหน้านี้เราแทบไม่สามารถหาการถ่ายทอดสดฟุตบอลอังกฤษดูในบราซิลได้เลย แต่ตอนนี้ผู้คนกำลังเปิดใจและรักพรีเมียร์ลีกขึ้นเรื่อยๆ”  

“พรีเมียร์ลีกคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในอาชีพของผมแล้ว ผมมีความสุขเกิดขึ้นมากที่นั่น ผมคิดว่ารูปแบบการเล่นของผมนำมาสู่สไตล์ใหม่ของพรีเมียร์ลีก และมันชัดเจนมากเมื่อนักเตะยุคหลังๆ อย่าง คูตินโญ่, ฟีร์มิโน่, กาเบรียล เชซุส และ ริชาร์ลิสัน กำลังเล่นและทำได้ดีเหลือเกิน”

“อย่างน้อยๆ ตอนนี้ผมก็พอจะบอกได้ว่า ผมมีความสุขมากๆ กับการได้เป็นนักเตะบราซิลคนแรกๆ ที่ได้เล่นในพรีเมียร์ลีก” ผู้สร้างปรากฎการณ์แซมบ้าตัวจิ๋วกล่าวทิ้งท้าย