เอดจ์ แชมป์โลกเรตอาร์ผู้กลับมากำหนดชีวิตบนเวทีมวยปล้ำอีกครั้ง

เอดจ์ แชมป์โลกเรตอาร์ผู้กลับมากำหนดชีวิตบนเวทีมวยปล้ำอีกครั้ง

แฟนมวยปล้ำยุคปลายทศวรรษที่ 90’S ถึงทศวรรษที่ 2000’S คงไม่มีใครไม่รู้จัก “เอดจ์” (EDGE) นักมวยปล้ำหนุ่มผมยาวสีทอง ผู้มีภาพลักษณ์ภายใต้การกระทำที่ยียวน สมฉายา RATED R SUPERSTAR 

 

ชายคนนี้ห่างหายไปจากเวทีมวยปล้ำนับตั้งแต่ปี 2011 จากอาการบาดเจ็บที่เกือบทำให้เขาพิการตลอดชีวิต ความเจ็บปวดจากการบอกลาครั้งนั้นยังไม่จางหาย แฟนมวยปล้ำทั่วโลกยังคงเฝ้ารอการกลับมาของเอดจ์เสมอ

ศึก Royal Rumble 2020 สิ่งที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง เอดจ์กลับมาสู่เวทีมวยปล้ำในฐานะนักมวยปล้ำ ในคืนถัดมา เขากล่าวขอบคุณแฟนมวยปล้ำทั่วโลก พร้อมเอ่ยสาเหตุที่กลับคืนสังเวียนมวยปล้ำอีกครั้ง

เราจะพาคุณย้อนกลับไปดูเส้นทางชีวิตของ เอดจ์ แชมป์โลกเรตอาร์ ผู้กำหนดเส้นทางของตัวเองตั้งแต่ต้น จนถึงวันที่ฝืนใจเลิกปล้ำ และกลับมาสู่สังเวียนอีกครั้ง ชีวิตของเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง? ติดตามได้ที่นี่edge2

 

หนุ่มล่าฝันจากแคนาดา

เอดจ์ หรือในชื่อจริง อดัม โคปแลนด์ เขาเกิดและเติบโตในออเรนจ์วิลล์ เมืองขนาดเล็กในรัฐออนตาริโอ ประเทศแคนาดา เอดจ์เติบโตขึ้นมาในครอบครัวคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว และไม่เคยเห็นหน้าพ่อเลยสักครั้ง แต่เอดจ์ไม่ได้จมอยู่กับเรื่องราวเหล่านั้น เขาเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กร่าเริงที่หลงรักดนตรีและกีฬาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

วง KISS และกีฬาสตรีทฮ็อคกี้ คือสองสิ่งที่เอดจ์ทุ่มเทชีวิตให้ในช่วงวัยเด็ก จนกระทั่งเขาได้มีโอกาสชมมวยปล้ำ WWE (หรือ WWF ในอดีต) ผ่านทางทีวีในช่วงค่ำ ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปในอีกเส้นทาง

“เราสร้างเข็มขัดมวยปล้ำของตัวเองขึ้นมา เราใช้กระดาษแข็งมาทำ ผมก็เป็นคนวาดดีไซน์ หลังจากนั้นก็เอามันไปติดกับเข็มขัด” เอดจ์เริ่มต้นเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการเป็นนักมวยปล้ำ

“ผมปล้ำกับเพื่อนในชั้นใต้ดินของบ้าน ไม่นานนักก็มีคนเอาเครื่องปั่นผ้ามาวางไว้ เราเอามันไปวางไว้ตรงริมห้อง เพื่อที่จะกระโดดลงมาจากบนนั้นได้ หลังจากนั้น เราก็เดินหาสนามหญ้าที่มี่ต้นไม้สักสามสี่ต้น เราผูกเชือกจากต้นไม้พวกนั้น ผมปล้ำมวยปล้ำแบบนี้จนจบไฮสคูลเลยละ”

ความฝันที่อยากจะเป็นนักมวยปล้ำก่อตัวเป็นรูปร่างในจิตใจ เขาเขียนเป้าหมายของตัวเองเอาไว้ในหนังสือรุ่นว่า “ผมอยากเป็นแชมป์โลก WWE” และเอดจ์ไม่รอช้าที่จะเดินไปให้ถึงความฝันนั้น

เอดจ์เริ่มต้นเดินทางบนเส้นทางนักมวยปล้ำตั้งแต่จบไฮสคูล เขาเข้าเรียนโรงเรียนสอนมวยปล้ำที่โตรอนโต ตามโฆษณาที่เห็นผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ เอดจ์ฝึกมวยปล้ำอยู่ได้ราวสองปี เขาตระเวนปล้ำตามค่ายอิสระในประเทศแคนาดา ร่วมกับเพื่อนซี้ที่จะก้าวไปสู่ WWE ร่วมกันในเวลาต่อมาอย่าง คริสเตียน (Christian) และ ไรโน (Rhyno)

ปี 1996 จุดเปลี่ยนในชีวิตของเอดจ์มาถึง เมื่อเขาได้รับการติดต่อจาก WWE ให้ไปปล้ำในคู่เปิดรายการ เจอกับ บ็อบ ฮอลลี (Bob Holly) แม้จะไม่ใช่การเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการ แต่มันคือข่าวดีที่สุดในชีวิตของผู้ชายคนหนึ่ง ที่เดินทางบนความฝันที่ยากลำบาก นับตั้งแต่ออกจากบ้านที่ออนตาริโอ

“ผมจำได้เลยว่าตอนนั้นรถผมพัง แถมผมยังไม่มีเงินติดตัวเลย พูดตามตรงตอนนั้นผมแทบเอาตัวเองไม่รอด โชคดีที่คริสเตียนเอารถมารับผม เราเดินทางลงใต้ไปด้วยกัน เพื่อจะพาผมไปขึ้นปล้ำให้ทันเวลา”

แม้ในใจจะทุกข์ระทม แต่เมื่อขึ้นไปบนเวที เอดจ์เปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขาสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้ชมในวันดังกล่าว อีกทั้งผู้ชมเองก็ตอบรับนักมวยปล้ำโนเนมรายนี้เป็นอย่างดี 

หลังจบแมตช์ เอดจ์ได้รับคำชมอย่างมากจากนักมวยปล้ำหลังฉาก เขาได้รับคำเชิญชวนจาก เบรท ฮาร์ท (Bret Hart) นักมวยปล้ำดีกรีแชมป์โลก WWE ให้มาฝึกมวยปล้ำเพิ่มเติมที่โรงเรียนของเขา ที่เมืองวินนิเพ็ก ประเทศแคนาดา

“ผมบินไปเรียนมวยปล้ำที่วินนิเพ็ก ทัวร์มวยปล้ำที่นั่น หลังจากนั้น ผมบินกลับมาที่ฝั่งตะวันออกของอเมริกา ทัวร์มวยปล้ำที่นั่นอีก แล้วก็บินกลับไปที่วินนิเพ็กอีกครั้ง”

“หลังจากนั้นเขาให้ผมไปรอที่สถานีตำรวจ มันจะมีโทรศัพท์ที่ถูกจองใช้งานไว้อยู่ ผมได้รับโทรศัพท์จาก WWE เขาบอกว่ามีสัญญารอเราอยู่ ผมต้องเดินทางไปยังสตูดิโอที่เมืองสแตนฟอร์ด มันเจ๋งมาก”

“ทันทีที่ผมไปถึง โปรดิวเซอร์ของ WWE อยู่ตรงนั้น เขาเดินมาพูดกับผมแล้วบอกว่า เราต้องการนักมวยปล้ำ (ยิ้ม)”

 

เสี่ยงร่างกายเป็นเดิมพัน

เอดจ์ เซ็นสัญญากับ WWE ในปี 1997 ช่วงแรกมันเหมือนกับใช้ชีวิตอยู่ในความฝัน แต่ไม่นานเขาก็รู้ว่า มันกำลังกลายจะเป็นฝันร้ายในไม่ช้า เนื่องจาก WWE ไม่รู้ว่าจะใช้งานเขาในรูปแบบไหน เขาปล้ำอย่างไร้บทบาทราวเกือบปี ก่อนเข้าไปเป็นสมาชิกกลุ่ม The Brood ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ แกรงเกล (Gangrel)770b289c75d0da7d13c8a51ecc13483b_crop_north

ด้วยความกระหายที่จะประสบความสำเร็จ เอดจ์แยกออกจากกลุ่ม The Brood เพื่อมาแท็กทีมกับเพื่อนรักในวัยเด็ก คริสเตียน ด้วยเคมีที่เข้ากับบวกกับสไตล์การปล้ำที่น่าเร้าใจ เอดจ์ และ คริสเตียน ถูกผลักดันเป็นแท็กทีมแถวหน้าอย่างรวดเร็ว

ทั้งสองถูกวางเนื้อเรื่องให้เปิดศึกกับ ฮาร์ดี้ บอยซ์ (Hardy Boyz) อีกหนึ่งแท็กทีมหน้าใหม่มาแรงในขณะนั้น พวกเขามีโปรแกรมต้องเจอกันในแมตช์แท็กทีมไต่บันได เพื่อชิงถุงเงินในศึก No Mercy 1999 อันเป็นแมตช์ที่จะพลิกชีวิตของเอดจ์ไปตลอดกาล

“มันเป็นช่วงเวลาที่ผมรู้สึกว่า โอเค วันนี้เรามีโอกาสที่จะแสดงให้ทุกคนเห็นว่า เราสามารถทำอะไรได้บ้างบนเวที ทั้งสี่คนที่ปล้ำร่วมกันในวันนั้นคิดเหมือนกันหมด”

สิ่งที่เอดจ์ทำในวันนั้น คือการปล้ำแบบไม่กลัวเจ็บ ไม่กลัวตาย ตลอดทั้งแมตช์ เขายอมถูกฟาดกับบันไดเหล็ก ตกลงมาจากที่สูงกว่าสิบฟุต เพื่อความสุขของคนดู ไม่เคยมีนักมวยปล้ำรายไหน ทุ่มเทร่างกายในแมตช์ไต่บันไดขนาดนี้ หลังแมตช์การปล้ำดังกล่าวจบลง ผู้ชมทั้งสนามปรบมือให้กับพวกเขา

ความสำเร็จในแมตช์ดังกล่าว ปูทางให้เอดจ์ก้าวเป็นส่วนหนึ่งในผู้สร้างแมตช์ TLC หรือ โต๊ะ, เก้าอี้, บันได โดยเอดจ์และคริสเตียนรับผิดชอบในการใช้อาวุธเก้าอี้เป็นหลัก ในฐานะแท็กทีมอธรรมที่เน้นการทำลายล้างคู่ต่อสู้ มากกว่าจะสร้างความตื่นเต้นเร้าใจบนพื้นที่ 20 ฟุต ห่างจากพื้นดินแบบ ฮาร์ดี้ บอยซ์

แต่ถึงบทบาทจะวางไว้แบบนั้น เอดจ์กลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม เขาร่วงหล่นจากบันไดครั้งแล้วครั้งเล่า ร่างกายของเขาปะทะกับบันไดที่เป็นวัตถุโลหะจนนับจำนวนไม่ไหว ยิ่งเขาเจ็บตัวมากเท่าไร เสียงเชียร์จากแฟนมวยปล้ำยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

เอดจ์ก้าวไปสู่ขั้นสุดของการเจ็บตัวเพื่อแฟนมวยปล้ำ ในศึก WrestleMania 17 เขาปีนไปบนบันไดที่สูงกว่า 20 ฟุต ใช้ท่าไม้ตาย สเปียร์ เล่นงาน เจฟฟ์ ฮาร์ดี้ (Jeff Hardy) ที่แขวนตัวอยู่กลางอากาศ ทั้งสองกระแทกลงพื้นอย่างแรง ภาพดังกล่าวถูกฉายซ้ำแทบจะทุกครั้งที่ WWE โปรโมตแมตช์ไต่บันได เอดจ์ถูกผลักดันขึ้นสู่ระดับสูงแทบจะในทันที

เขาแยกออกจาก คริสเตียน ประสบความสำเร็จในฐานะนักมวยปล้ำเดี่ยวมากมาย แม้กระทั่งแชมป์แท็กทีมร่วมกับไอดอลในวัยเด็ก ฮัลค์ โฮแกน ทุกคนรู้ว่าเขาจะเป็นแชมป์โลกในไม่ช้า หากไม่มีอะไรที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสียก่อน

“ผมจำได้ว่าตอนนั้นผมโดนท่าอัปเปอร์คัท ผมล้มลงไปหลังฟาดกับบันได แล้วผมก็ได้ยินเสียงบางอย่างหัก ตอนแรกผมคิดว่าเป็นบันได แต่มันไม่ใช่”

เอดจ์ย้อนเล่าวันที่เขาขึ้นปล้ำแมตช์ไต่บันไดกับ เอ็ดดี้ เกอร์เรโร (Eddie Guerero) เมื่อปี 2002 เขาประสบอุบัติเหตุได้รับอาการบาดเจ็บที่เส้นประสาท หลังจากรับแรงกระแทกมากมายในแมตช์การปล้ำวันนั้น

ทั้งโดนท่าอัปเปอร์คัทเพื่อให้หลังฟาดกับบันได, นอนระหว่างบันไดเพื่อให้เอ็ดดี้ทิ้งตัวใส่, หรือกระทั่งโดนท่าเพาเวอร์บอมบ์ลงมาจากบันได ทุกท่าที่เกิดขึ้นทำร้ายร่างกายของเอดจ์ จนทำให้เขาต้องพักการปล้ำยาวนานกว่าหนึ่งปี

“หลังจากจบแมตช์ ผมรู้ว่านั่นเป็นหนึ่งในแมตช์ที่ดีที่สุดในชีวิตของผม เพราะฉะนั้นคุณไม่เคยคิดถึงความเจ็บปวดหรอก” เอดจ์เล่าถึงเหตุผลว่าทำไมเขาถึงยอมเสี่ยงร่างกายบนเวทีมวยปล้ำ

“ตอนแรกผมคิดแค่ว่ากล้ามเนื้ออาจจะช้ำ ก็ไปนวดให้มันหาย แต่หลังจากนั้นมันแย่ลง ผมเริ่มชาบริเวณปลายนิ้ว แล้วมันกลายเป็นชาไปทั้งมือของผม”

“วันหนึ่งผมตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าโลกมันหมุนไปหมด ผมรู้ทันทีว่า เส้นประสาทตรงคอของผมมันพัง ผมต้องเข้ารับการผ่าตัด”

เอดจ์เข้ารับการวินิจฉัยอาการด่วน แม้เส้นประสาทจะยังไม่เสียหายเหมือนที่คิดไว้ในตอนแรก แต่อาการของเขาล่วงเลยมาถึงขั้นที่สาม เอดจ์ต้องรับการผ่าตัดเพื่อบรรเทาอาการลงมาสู่ขั้นที่สอง การรักษาครั้งนี้ของเอดจ์ ไม่ทำให้อาการหายขาด เพียงแค่ยืดเวลาเพื่อรอให้ปัญหาทั้งหมดกลับมาเล่นงานเขาเท่านั้น

 

RATED R SUPERSTAR

เอดจ์เข้ารับการผ่าตัดเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ เขาหายจากเวทีมวยปล้ำไปนานกว่าหนึ่งปี ก่อนกลับมาสู่สังเวียนอีกครั้งในปี 2004 ภายใต้บุคลิกใหม่ เขากลายเป็นนักมวยปล้ำอธรรมที่ถูกผลักดันขึ้นสู่ระดับสูงอีกครั้ง ด้วยการชนะแมตช์ Money in the Bank และเตรียมที่จะคว้าแชมป์โลกมานอนกอดภายในเร็ววันนี้db7f52f72821fc55-600x400

แต่หลังจากนั้นไม่นาน เอดจ์ต้องเจออุปสรรคครั้งใหญ่ในชีวิต ไม่แพ้อาการบาดเจ็บ เมื่อมีข่าวสะพัดออกไปว่า เอดจ์กำลังคบหากับ ลิต้า (Lita) แฟนสาวของ แมตต์ ฮาร์ดี้ (Matt Hardy) เพื่อนซี้ของเขา … ถ้าแปลสถานการณ์ให้เข้าใจง่ายๆ คือเอดจ์กำลังเป็นชู้กับแฟนเพื่อนตัวเองอยู่

เอดจ์และลิต้า เก็บความสัมพันธ์ของทั้งคู่อย่างลับๆ แม้แต่คริสเตียนที่เป็นเพื่อนซี้ของเอดจ์ ก็ไม่รู้ถึงความสัมพันธ์นี้ ดังนั้น เมื่อข่าวแพร่กระจายออกไป มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ ที่ทำให้เพื่อนนักมวยปล้ำมองเอดจ์ ด้วยสายตาที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

“ตอนนั้น ผมกับลิต้าคิดเหมือนกันว่า เราทำทุกอย่างพังแล้ว (เป่าปาก)” เอดจ์ย้อนเล่าถึงหนึ่งในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของชีวิต

“คุณรู้ไหม ตอนนั้นผมคิดว่า ทุกคนรู้เรื่องนี้แล้ว และเขาก็คิดว่าผมเป็นคนอย่างไร ผมยอมรับมันนะ ตอนนั้นจิตใจผมคิดแค่เรื่องนี้ เอามันมาลงกับผมให้หมด เพราะอย่างไรชีวิตผมก็คงพังแล้ว”

เอดจ์จมอยู่กับตัวเองในช่วงเวลาดังกล่าว เขาแทบไม่มีเพื่อนในห้องแต่งตัวเหลืออยู่ คนที่ยังพูดคุยและให้กำลังใจเขาก็แทบจะนับคนได้

“ผมมีเพื่อนสนิทน้อยมากในวงการนี้ เอดจ์เป็นหนึ่งในคนจำนวนนั้น” วิลเลียม รีกัล (William Regal) หนึ่งในเพื่อนสนิทของเอดจ์กล่าว

“ผมจะไม่หันหลังให้เพื่อนของผม ไม่ว่าเพื่อนของผมจะทำอะไรมาก็ตาม ผมไม่สนใจหรอกว่าเขาจะเป็นอะไร ตอนนั้นเอดจ์เจอปัญหาหนักในชีวิต ปัญหาที่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถเผชิญหน้าได้ด้วยซ้ำ”

ด้วยกำลังใจจากคนรอบข้าง เอดจ์รู้ดีว่าเขาไม่สามารถถอยหลังได้อีกต่อไป เขาพลิกโอกาสด้วยการนำข่าวฉาวทั้งหมดมาเป็นคาแรกเตอร์ใหม่ของตัวเอง กลายเป็นนักมวยปล้ำอธรรมสายหื่น ผู้มีหญิงสาวที่เป็นชู้อยู่เคียงข้าง และเริ่มเรียกตัวเองด้วยฉายาว่า “Rated R Superstar”

“ผมมาถึงจุดที่ว่า โอเค ตอนนี้กูโมโหแล้ว มีคนแปลกหน้าถือป้ายด่าเราเต็มไปหมด และผมก็ทำร้ายตัวเองมามากเกินพอแล้ว” เอดจ์เผยจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขารับบท Rated R Superstar

“หลังจากนี้ ผมจะยอมรับเรื่องเหล่านั้นทั้งหมด และผมจะเปลี่ยนปัญหาทุกอย่างให้กลายเป็นแง่บวก ผมจะใช้มันเพื่อพาผมก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของสมาคม”

เรื่องหลังฉากกลายเป็นเรื่องหน้าฉาก เอดจ์ เปิดศึกกับ แมตต์ ฮาร์ดี้ บนเวทีมวยปล้ำ คนที่เคยโห่เขาในตอนที่ข่าวฉาวหลุดออกมา พลิกเปลี่ยนข้างมาเชียร์เอดจ์ที่เป็นอธรรมสุดเท่ห์ เขาเดินหน้าสานต่อความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์โลก WWE ได้ตามความฝัน ก่อนเพิ่มความร้อนแรงจากการจัดงาน “ฉลองแชมป์ด้วยการมีเซ็กส์” แบบสดๆ บนเวทีมวยปล้ำ

“มีคนมาบอกผมว่า ผมต้องฉลองแชมป์ด้วยการมีเซ็กส์ ในวันพรุ่งนี้ ตอนแรกผมคิดว่าเขาเล่นตลก เพราะผมเป็น Rated R Superstar ใช่ไหม จนกระทั่งวันพรุ่งนี้มาถึง ผมถึงเห็นว่าทุกอย่างมันกำลังจะเกิดขึ้นจริง”

วันที่ 9 มกราคม 2006 เอดจ์ขึ้นไปบนเวทีเพื่อเปลื้องผ้าแฟนสาวลิต้า ต่อหน้าแฟนนับหมื่นในสนาม และแฟนอีกนับล้านที่ชมการถ่ายทอดสด เอดจ์เปิดเผยภายหลังว่าเขาไม่ได้ตื่นเต้น หรือมีอารมณ์ทางเพศเลยสักนิด แต่บทบาทที่เอดจ์กำลังถ่ายทอดออกมา เขาแสดงออกมาได้สมจริง จนคนดูทั่วโลกคิดเตลิดกันไปไกล

ผลปรากฏว่า โชว์ฉลองแชมป์ด้วยการมีเซ็กส์ของเอดจ์ พุ่งพาเรตติ้งในรายการทะยานสูงถึง 5.2 มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2003 ความสำเร็จในครั้งนั้นผลักดันให้เอดจ์ประสบความสำเร็จ เป็นแชมป์โลก 11 สมัย ก่อนที่อาชีพของเขาจะจบลงอย่างกระทันหัน ในอีกไม่กี่ปีถัดมา

 

เส้นทางที่เลือกเอง

เอดจ์ยังคงทุ่มเทร่างกายของตัวเองต่อไป แม้จะประสบความสำเร็จคว้าแชมป์โลก WWE ดั่งฝัน เขายอมใช้ท่าสเปียร์คู่ต่อสู้อัดใส่โต๊ะที่กำลังจุดไฟ, ยอมโดนเหวี่ยงลงอ่าว Long Island ที่น้ำทะเลเย็นจัด โดยที่เปลือยร่างกายครึ่งตัว เขาทุ่มเทร่างกายหนักจนถึงกับสลบ ในแมตช์การปล้ำ TLC กับ จอห์น ซีน่า (John Cena) เมื่อปี 2006 มาแล้ว

เอดจ์ขึ้นปล้ำสลับกับรักษาอาการบาดเจ็บอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2007-2009 ทุกครั้งที่เขากลับมา เอดจ์ประสบความสำเร็จถึงระดับแชมป์โลกทุกครั้ง แม้กระทั่งเวลาล่วงผ่านถึงปี 2010 เอดจ์ยังคงถือแชมป์โลก และเตรียมขึ้นปล้ำเป็นคู่ใหญ่ในศึก WrestleMania 27

ในวินาทีนั้น เอดจ์ไม่รู้เลยว่า มันจะเป็นแมตช์สุดท้ายในอาชีพนักมวยปล้ำของเขา …

“ผมกลับมารู้สึกแบบเดิมอีกครั้ง ระบบประสาทของผมมีปัญหา แขนของผมสั่น มือของผมสั่น มันรู้สึกแปลก ผมรู้ทันทีว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับผม”

“ก่อนปล้ำ WrestleMania ผมถูกเก้าอี้ตีที่หลัง ผมไม่รู้สึกอะไรที่แขนเลย ผมกลับมาหลังฉาก เขาโชว์ผลตรวจทุกอย่างให้ผมดู ผมรู้ทันทีว่าผมคงต้องเลิกปล้ำ”

“ตอนนั้นผมเหลือสัญญาอีกหนึ่งปี เขาแนะนำว่า ให้ผมไปพักแล้วกลับมาปล้ำจนหมดสัญญา แต่ผมบอกว่า ผมขอขึ้นปล้ำที่ WrestleMania หลังจากนั้นค่อยมาดูกันอีกที”

ราวกับเรื่องราวในหน้าหนังสือนิยาย เอดจ์ขึ้นปล้ำแมตช์สุดท้ายบนเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการมวยปล้ำ เขาชนะ อัลแบร์โต เดล ริโอ (Alberto Del Rio) และร่วมฉลองกับแฟนมวยปล้ำเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนประกาศรีไทร์ในอาทิตย์ถัดมา

“8 ปีที่แล้ว ผมทำคอตัวเองหัก ผมรู้ตั้งแต่จุดนั้นว่าผมเหลือเวลาไม่มากในวงการนี้” เอดจ์กล่าวคำอำลาสุดท้ายต่อหน้าแฟนมวยปล้ำทั่วโลก

“ผมจำเป็นต้องรีไทร์ เชื่อเถอะ มันไม่ใช่การตัดสินใจของผม แต่หมอบอกว่าผมไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว”

“ถ้าคุณถามผมว่า ผมจะกลับมาปล้ำอีกครั้งไหม? มวยปล้ำอยู่ในทุกจังหวะหัวใจของผม เพราะงั้น ขอบคุณ ขอบคุณมากจริงๆ”

เอดจ์หันหลังให้กับวงการมวยปล้ำนับตั้งแต่นั้น เขาเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการเป็นนักแสดง เขาปรากฏตัวในซีรีส์ทีวีเรื่อง The Flash รับบทเป็น Atom-Smasher วายร้ายรับเชิญของเรื่อง รวมถึงเล่นเป็นตัวหลักในซีรีส์ Haven ยาวนานถึง 4 ซีซั่น และร่วมเล่นในซีรีส์ Vikings ในบท Ketill “Flatnose” Björnsson ตั้งแต่ซีซั่น 5 จนถึงปัจจุบัน

ทุกครั้งที่เอดจ์ปรากฏตัวผ่านสื่อ แฟนมวยปล้ำทุกคนเห็นเขามีรอยยิ้มแจ่มใส เขามีชีวิตที่ดีและดูเหมือนจะไม่คิดถึงการปล้ำบนสังเวียนมากนัก จนกระทั่งศึก SummerSlam 2019 เอดจ์ปรากฏตัวต่อหน้าแฟนมวยปล้ำในบ้านเกิดที่แคนาดา ใช้ท่าสเปียร์เล่นงานนักมวยปล้ำฝ่ายอธรรม

มันเป็นครั้งแรกที่เอดจ์ได้ปะทะกับนักมวยปล้ำ นับตั้งแต่ปี 2011 ที่ประกาศรีไทร์ ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วโลก ถึงโอกาสที่จะกลับมาหวนคืนสังเวียนอีกครั้งของ Rated R Superstar เอดจ์ปฏิเสธข่าวลือทั้งหมดว่าเขาจะกลับมา ซึ่งคนทั่วโลกได้รู้ภายหลังว่ามันเป็นเรื่องโกหก

เอดจ์กลับคืนสู่สังเวียนมวยปล้ำอย่างเป็นทางการในรอบ 9 ปี ด้วยการขึ้นปล้ำในแมตช์ รอยัล รัมเบิล ในศึก Royal Rumble 2020 เขาปล้ำในสภาพฟิตเต็มร้อย และยืนอยู่บนสังเวียนได้ยาวนานกว่า 23 นาที

คืนถัดมา เอดจ์ปรากฏตัวต่อหน้าแฟนมวยปล้ำ เพื่อกล่าวขอบคุณแฟนมวยปล้ำทุกคนที่ยังไม่ลืม และรอคอยการกลับมาของเขาในวันนี้

“9 ปีที่แล้ว ผมถูกสั่งไม่ให้ปล้ำมวยปล้ำอีกต่อไป ทุกคนถามว่าถ้าผมมีโอกาสกลับมาปล้ำอีกครั้ง? แต่ผมปฏิเสธที่จะทำแบบนั้น ผมทำงานอย่างหนัก เพื่อทำให้คำว่า ‘ถ้า’ ในคำถามนั้นมันหายไป”

“หลายปีที่ผ่านมา ผมรู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆ ผมถามกับตัวเองว่า ถึงเวลาที่ผมจะกลับมาบ้านหรือยัง ผมเข้ารับการผ่าตัดคออีกครั้ง วันนี้ผมอายุ 46 ปี ผมมีสภาพร่างกายดีที่สุดในชีวิต เพื่อที่จะกลับมาเหยียบเวทีแห่งนี้อีกครั้ง เพื่อที่จะยุติอาชีพของผมในเส้นทางที่ผมเลือกเอง”

ตามรายงานที่ออกมา เอดจ์เซ็นสัญญากับ WWE ยาว 3 ปี แต่ไม่มีใครรู้ว่าเขาจะปล้ำได้ตามสัญญาหรือไม่ เอดจ์ยังคงยึดมั่นสิ่งที่ตัวเองเป็นเหมือนในวันวาน เขายอมรับท่า con-chair-to (เก้าอี้ประกบหัวสองข้างแล้วตี) ตั้งแต่วันที่สองที่กลับมาสู่เวทีมวยปล้ำ เป็นสัญญาณว่าเอดจ์ที่ยอมเจ็บตัวเพื่อแฟนมวยปล้ำยังไม่จากไปไหน

ไม่ว่าเส้นทางหลังจากนี้ของเอดจ์จะเป็นอย่างไร? อาชีพมวยปล้ำของเขาจะไปจบตรงไหน? เรามั่นใจว่ามันจะเป็นเส้นทางที่เอดจ์กำหนดเอง เพราะเอดจ์ทำมันมาตลอดทั้งชีวิตของเขา และเราก็เชื่อว่าแฟนมวยปล้ำทั่วโลกจะมีความสุขกับสิ่งที่เขาทำ ไม่ว่าเขาจะเลือกเส้นทางใดให้แก่ชีวิตของตัวเองก็ตาม

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *