โคบี้ ไบรอันท์ 20 ปีที่เป็นนิรันดร์ และประวัติศาสตร์ที่ทิ้งไว้

ไม่มีนักกีฬาคนไหนที่รีดเค้นขีดจำกัดระดับท็อปลงมาใส่ในสนามแข่งขันได้ทุกนัด

 

ไม่ว่าจะอัจฉริยะอย่างไร มีชื่อเสียงแค่ไหน ถึงวันหนึ่งพวกเขาจะต้องเจอกับวันที่ต้องรับมือ เมื่อวันที่สังขารส่งผลถึงการเล่น และจากคำชมก็กลายเป็นเสียงวิจารณ์ที่พวกเขาไม่เคยได้พบเจอ

โคบี้ ไบรอันท์ ตำนานแห่ง NBA ผู้ล่วงลับก็เช่นกัน แม้ว่าเขาจะถูกเรียกว่าราชาแห่ง ลอสแอนเจลิส หรือบางครั้งถึงขั้น ราชาแห่ง NBA ก็ตาม … แต่ในช่วงปลายอาชีพกับ แอลเอ เลเกอร์ส ตัวของเขาก็ไม่ถูกใจแฟนๆ และมีหลายคนบอกว่าเขาควรจะเลิกเล่นเพื่อทำประโยชน์สูงสุดให้กับทีมได้แล้ว 

แต่สุดท้าย สิ่งที่ชี้วัดว่า โคบี้ ได้รับความรักจากแฟนๆ ของ เลเกอร์ส อย่างที่สุดก็แสดงออกมาในวันที่เขาเลิกเล่น วันที่ทุกเสียงด่าที่เคยมีเปลี่ยนเป็นคำอวยพรและเสียงสรรเสริญเขาในฐานะ “ราชาแห่งเลเกอร์ส” ที่ยากจะหาตัวแทนได้ 

 

จุดเริ่มต้น…ที่ เลเกอร์ส พร้อมแลกเพื่ออนาคต 

โคบี้ ไบรอันท์ เป็นชาวเมือง ฟิลาเดลเฟีย โดยกำเนิด เขาเกิดมาพร้อมกับ DNA ของนักบาสเกตบอลอย่างแท้จริง เพราะพ่อของเขา โจ “เจลลี่บีน” ไบรอันท์ คือนักบาสอาชีพที่เล่นใน NBA มาร่วม 16 ปี ก่อนจะผันตัวมาเป็นโค้ชในระดับ NBA เช่นกัน ขณะที่ลุงของเขา (พี่ชายของแม่) ที่ชื่อว่า จอห์น “ชับบี้” ค็อกซ์ ก็เป็นผู้เล่นที่เคยเล่นใน NBA มาแล้วเช่นกัน ดังนั้นไม่ว่า DNA จากฝั่งพ่อหรือฝั่งแม่ก็ดูเหมือนว่าเขาเกิดมาเพื่อเป็นอัจฉริยะทางบาสเกตบอลอย่างแท้จริงRemembering-the-career-of-NBA-legend-Kobe-Bryant_2_1

อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวมันไม่มีหลักฐานยืนยันหรอก ว่าคนเรานั้นแค่เกิดมาจากตระกูลที่เก่งกาจ จะได้รับการการันตีว่าจะต้องกลายเป็นยอดฝีมือในบั้นปลาย แต่สิ่งเหล่านี้มันคือต้นทุนที่จะนำไปสู่การต่อยอดที่สามารถทำได้ง่ายกว่าคนอื่นๆ ที่ต้องมาเริ่มจากศูนย์หรือติดลบ และตระกูลของเขาก็ถือว่าโชคดี ที่นอกจากจะได้ให้กำเนิดเด็กน้อยผู้มีอัจฉริยภาพทางบาสเกตบอลแล้ว ไอ้หนู่คนนี้ยังเป็นคนที่ซื่อสัตย์กับสิ่งที่ตัวเองเป็น และไม่มีเคยมีคำว่าครึ่งๆ กลางๆ สำหรับบาสเกตบอล

“ผมยังจำความตอนเป็นเด็กๆ ได้ดี ผมหลงรักความรู้สึกที่บอลอยู่ที่มือของผม ผมชอบเสียงกระทบระหว่างลูกบาสกับสนามที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง เมื่อเงยหน้าไปคุณจะเห็นแป้นและห่วง, คุณจะได้ใช้ความคิดในการคาดการณ์ ตาของคุณจะเห็นแสง และหูของคุณจะได้ยินเสียง … นั่นแหละคือเสียงแห่งชีวิต” โคบี้ เล่าย้อนไปในวัยเด็กภายใต้บทความ Mamba Mentality 

เมื่อเกิดมาเพื่อบาสเกตบอลแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ลุยเต็มที่เพื่อไปยังจุดที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าตนเองจะจินตนาการได้ โคบี้ ไบรอันท์ จึงแทบไม่มีชีวิตในช่วงของการเป็นวัยรุ่นให้เที่ยวเล่นเหมือนคนอื่นๆ เลย สมาธิของเขาแน่วแน่ และสภาพจิตใจของเขาก็แข็งแกร่ง จนยากที่เรื่องราวที่อาจจะทำให้อาชีพนักบาสที่เขาใฝ่ฝันไปถึงช้ากว่ากำหนดจะแทรกเข้ามาได้ กล่าวคือเขามีทัศนคติของการเป็นมืออาชีพตั้งแต่วันที่คิดจะเอาจริงกับบาสเกตบอลแล้ว  

“ผมคือคนที่จะไล่ตามความสมบูรณ์แบบ” นั่นคือสิ่งที่ โคบี้ วัยทีนเอจ เล่าถึงสิ่งที่เขาเป็น

ชื่อของ โคบี้ ไบรอันท์ กลายเป็นชื่อที่โด่งดังไปทั่ววงการบาสระดับไฮสคูล จนถึงขนาดที่ทีมใน NBA อย่าง ฟิลาเดลเฟีย เซเว่นตี้ซิกเซอร์ส ต้องส่งตัว จอห์น ลูคัส โค้ชของทีมชุดใหญ่มาดูเกมของ โคบี้ ให้เห็นกับตอนที่เขาลงเล่นให้กับโรงเรียน Lower Merion High School 

มีคำกล่าวที่ว่าเมื่อคนเราได้ทำในสิ่งที่รักแล้วล่ะก็ ต่อให้หนักหนาแค่ไหนก็ไม่รู้สึกว่าเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย … โคบี้ เองก็เป็นเช่นนั้น เขาไม่ได้แค่บอก แต่เขาลงมือทำมันทุกวันเพื่อไล่ตามความสมบูรณ์แบบที่ตามหา และรู้ตัวอีกทีเขาก็เป็นเด็กระดับประวัติศาสตร์ของวงการบาสอเมริกาไปแล้ว 

ปี 1996 โคบี้ ไบรอันท์ เรียนจบระดับมัธยมปลายมาหมาดๆ ซึ่งตามปกติหรือส่วนใหญ่แล้ว เขาจะต้องรอเลือกมหาวิทยาลัยระดับแถวหน้าของประเทศที่ต้องการตัวเขาในโควต้านักกีฬา ซึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น การแข่งขันในระดับมหาวิทยาลัยถือว่าเป็นเกียรติที่ยิ่งใหญ่ และเกมบางเกมมีคนดูมากกว่าระดับการแข่งขันอาชีพด้วยซ้ำ 

ทว่าไอ้หนุ่มโคบี้ผู้คลั่งไคล้บาสเกตบอลคิดไปไกลกว่านั้นแล้ว ขณะที่คนอื่นเลือกไต่บันไดทีละก้าว โคบี้ ในวัย 17 ปี เลือกกระโดดข้ามขั้น ด้วยการเข้าระบบดราฟต์สู่ลีกอาชีพอย่าง NBA ทันที มองเผินๆ แล้วอาจจะดูไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่จริงๆ แล้วมีความเสี่ยงรออยู่มาก เพราะกฎของการดราฟต์มีอยู่ว่า หากผู้เล่นคนใดเคยลงทะเบียนในการดราฟต์และไม่ถูกเลือก พวกเขาจะไม่มีสิทธิ์มาลงทะเบียนดราฟต์เป็นครั้งที่ 2 และต้องย้ายทีมแบบฟรีเอเยนต์แทน ซึ่งมันมีราคาที่ต้องจ่าย คือการชวดเงินก้อนโตจากสัญญาอาชีพนั่นเอง

และในการดราฟต์ครั้งนั้นถือเป็น 1 ในดราฟต์ประวัติศาสตร์ของ NBA เพราะ โคบี้ ถูกเลือกเป็นอันดับ 13 จากการดราฟต์รอบแรก โดยทีม ชาร์ล็อตต์ ฮอร์เน็ตส์ ซึ่งนั่นทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นตำแหน่งการ์ดคนแรกที่ได้เข้ามาเล่นใน NBA ตั้งแต่เรียนจบมัธยมปลาย 

อย่างไรก็ตามวาสนาของ โคบี้ กับ ชาร์ล็อตต์ ก็ไม่ได้บรรจบกัน เนื่องจากก่อนที่การดราฟต์จะมาถึง เอเย่นต์ของ โคบี้ มองว่า ชาร์ล็อตต์ ยังไม่ใช่ทีมที่เหมาะกับ โคบี้ ในเวลานี้ และทางฝั่ง ชาร์ล็อตต์ เองก็มีแผนที่จะเทรด หรือแลกตัวผู้เล่นกับฝั่ง แอลเอ เลเกอร์ส อยู่แล้วโดยเล็งไว้ที่ผู้เล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์ซึ่งทีมขาดอยู่ 

หลังจากนั้นจึงมีการทดสอบด้วยการเอา โคบี้ มาลงซ้อมกับทีม เลเกอร์ส และกลายเป็นว่าฟอร์มของเขาในวันนั้นโดนใจ เจอร์รี่ เวสต์ อย่างแรง ซึ่งแน่นอนว่าเมื่ออยากได้เด็กที่เก่งที่สุด พวกเขาก็จำเป็นต้องหาผู้เล่นที่ดีเหมาะสมในการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ … และ เวสต์ ยอมแลกด้วย วลาด ดีวัช เซ็นเตอร์ตัวหลักของทีมเพื่อเด็กหนุ่มวัย 17 ปี อย่าง โคบี้ ไบรอันท์ นี่คือจุดเริ่มต้นที่แฟน เลเกอร์ส ทุกคนบนโลกนี้ต้องขอบคุณการตัดสินใจของ เจอร์รี่ เวสต์

 

ไม่ต้องกลัว…เรามีโคบี้ 

ความสามารถอันเหลือล้นของ โคบี้ ตั้งแต่วัยทีนเอจ นอกจากจะทำให้แฟนๆ ของ เลเกอร์ส หลงรักแล้วมันยังทำให้เขาถูกเกลียดจากแฟนทีมอื่นๆ ด้วย เพราะ ณ เวลาที่เขาขึ้นมาสร้างชื่อใน NBA เขาถูกเอาไปเทียบกับ G.O.A.T. ของวงการอย่าง ไมเคิล จอร์แดน ซึ่งทำให้หลายคนหมั่นไส้และไม่คิดว่า โคบี้ ที่เพิ่งจบ ม.ปลาย ควรได้รับการยกย่องขนาดนั้น Kobe-Bryant211

แต่อย่างที่ได้กล่าวไว้ตั้งแต่แรก โคบี้ เกิดมาเพื่อเป็นซูเปอร์สตาร์ การโดนรุมโห่และเกลียดชังจากฝั่งตรงข้ามคือสิ่งที่จิ๊บจ๊อยมากสำหรับเขา ด้วยภาพจิตใจที่แข็งแกร่งเกินเด็ก โคบี้ มักจะตอบบทสัมภาษณ์กวนๆ แบบเจ็บจี๊ดใส่เหล่า Hater แต่ในทางตรงกันข้ามทุกครั้งที่มีคนถามถึงเรื่องของเขากับ เลเกอร์ส เขาจะตอบให้แฟนของยอดทีมจากแอลเอ อุ่นใจเสมอประมาณว่า “ไม่ต้องห่วง ผมไม่ได้ห่วยอย่างที่ไอ้พวกนั้นพูดหรอก”

“ผมจะทำมันทุกทางที่ทำให้ทีมของเราเป็นผู้ชนะ ไม่ว่าจะต้องนั่งบนม้านั่งข้างสนาม โบกผ้าขนหนูเพื่อเชียร์ เป็นเด็กส่งน้ำให้เพื่อนร่วมทีม หรือยิงลูกปิดเกม อะไรก็ได้ทั้งนั้น” โคบี้ เจ้าของเสื้อหมายเลข 8 ในเวลาดังกล่าว (ก่อนเปลี่ยนใส่เบอร์ 24 ในเวลาต่อมา) ยืนยันตัวตนของเขามาตลอด 

โคบี้ ทำให้ เลเกอร์ส มั่นใจได้เสมอว่ามีเมื่อมีเขาอยู่ในสนาม เขาจะสู้เพื่อทีมจริงๆ และมันก็เป็นเช่นนั้น ปีแล้วปีเล่าเขานำความสำเร็จมาสู่ทีมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงปีที่เขาจับคู่กับ “แชค” ชาคีล โอนีล ไล่ถล่มคู่แข่งจนคว้าแชมป์ 3 ฤดูกาลซ้อน ช่วงปี 2000-2002 นั้นถือว่าเป็นปีที่ เลเกอร์ส เข้าข่ายคำว่าไร้เทียมทานมากที่สุด 

และสัจธรรมก็คือเมื่อคุณยิ่งเก่งจนไม่มีใครโค่นคุณได้ง่ายๆ คุณยิ่งกลายเป็นคนที่ศัตรูเหล่านั้นรอเล่นงานเมื่อคุณพลาด ดังนั้นเมื่อ เลเกอร์ส แพ้แต่ละครั้ง คำวิจารณ์ทั้งหมดจะตกเป็นของ โคบี้ แต่เพียงผู้เดียวอยู่เป็นประจำ นั่นคือสิ่งที่เหล่ากองแช่งหรือฝั่งตรงข้ามทำมันเสมอ ซึ่งกับผู้เล่นคนอื่นๆ หรือทีมอื่นๆ งานของกองแช่งอาจจะสำเร็จ แต่สำหรับแฟนๆ ของ เลเกอร์ส พวกเขาไม่จำเป็นต้องห่อเหี่ยว เพราะหลังจากโดนล้อไม่นาน โคบี้ จะสวนกลับด้วยปากและวาจาที่เจ็บแสบกว่าหลายเท่า และหลังจากนั้นจะตามด้วยผลงานในสนามที่อุดปากกองแช่ง และทำให้แฟน เลเกอร์ส ใส่เสื้อแข่งของทีมและเดินยืดอย่างสง่าผ่าเผยได้ทุกทีไป

“อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในแง่ลบ ล้วนเป็นสิ่งขัดขวางของผมทั้งหมด ความกดดัน ความท้าทาย แต่ผมมองพวกมันในอีกแบบ ความยากลำบากเหล่านี้นี่แหละที่ทำให้เฉิดฉายได้” 

“ชัยชนะคือเหตุผลที่ยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด ชัยชนะไม่มีที่ว่างให้กับข้ออ้าง หรือคำว่าเกือบ อย่างแน่นอน” นี่คือแนวคิดของ โคบี้ เพอร์เฟ็ตชั่นนิสต์ผู้ควบคุมสถานการณ์ร้ายๆ ได้ดีที่สุดคนหนึ่งที่วงการเคยมี 

หัวอกของแฟนกีฬาแต่ละทีมย่อมเข้าใจดีว่า การมีผู้เล่นที่ปราศจากความกลัวอยู่ในทีมนั้นสามารถสร้างความมั่นใจได้ดีขนาดไหน ไม่ว่าจะกับตัวแฟนๆ หรือเพื่อนร่วมทีมก็ตาม ซึ่ง โคบี้ เองก็เป็นเช่นนั้น เมื่อเขายืนในสนาม ทุกคนรู้ว่าวันนี้ เลเกอร์ส มีโอกาสจะจบเกมด้วยการเป็นผู้ชนะ

เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าเขาสมบูรณ์แบบ … อันเกิดจาก 2 เหตุผลที่ผสมกัน อย่างแรกคือ โคบี้ เป็นนักกีฬาอาชีพที่ไม่เคยอ่อนข้อให้ความขี้เกียจเลย แม้ว่าเขาจะถูกเรียกในฐานะยอดผู้เล่นที่ดีที่สุดของยุค แต่เขายังฝึกหนักยิ่งกว่าใครๆ 

เรื่องนี้ แชค เคยบอกว่า นอกจากจะซ้อมนานแล้ว โคบี้ ยังเป็นผู้เล่นที่ตั้งใจซ้อมและใส่ใจแทบทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมตอนที่มีบอลอยู่กับมือหรือว่าซ้อมวิ่งตัวเปล่า เขาทำมันวันละหลายชั่วโมงกับบททดสอบเหล่านี้ นอกจากนี้ยังว่ากันว่า หลังจากที่เขากลายเป็นแชมป์ NBA, คว้ารางวัล MVP หรือเหรียญทองโอลิมปิก เขายังไม่เคยลดความเข้มข้นในการซ้อมลงเล่นแม้แต่น้อย 

ทุกๆ เช้า เสื้อของโคบี้จะเปียกโชกไปด้วยเหงื่อตั้งแต่ตี 5 และจากนั้นเขาจะไปซ้อมในโรงยิมร่วมกับทีมต่อ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และหลายคนยืนยันว่าการเป็นผู้ชนะในโรงยิมนี้เอง ทำให้ โคบี้ กลายเป็นผู้ชนะในสนามแข่งจริงได้อย่างง่ายดาย 

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ทำให้ โคบี้ กลายเป็นศูนย์รวมใจของทีม และเป็นที่พึ่งทางใจอันดับ 1 ของแฟนบาสทีมเลเกอร์ส คือ เขาเป็นคนที่มีความเป็นผู้นำสูงมาก เขาเป็นพวกใส่ใจเพื่อนร่วมทีม และต้องการที่จะผลักดันทุกคนให้ข้ามขีดจำกัดของตัวเองให้ได้ แม้บ้างครั้งจะเป็นการสร้างความกดดันให้คนรอบข้างก็ตาม ซึ่ง โคบี้ ยืนยันว่า มันต้องเป็นอย่างนั้นแหละถูกแล้ว! kobe-5-rings-e1426303706314

“ผมชอบท้าทายคนอื่น และทำให้พวกเขารู้สึกอึดอัด กดดัน เพราะสิ่งเหล่านี้นี่แหละ จะทำให้พวกเขาคิดได้ และนำไปสู่การปรับปรุงตัวเอง คุณพูดได้เต็มปากเลยว่า ผมเป็นพวกกล้าเสี่ยง (กับความสัมพันธ์) เพื่อทำให้พวกเขาหาฟอร์มที่ดีที่สุดของตัวเองให้เจอ” 

“ผมไม่เคยลังเลใจเลยสักนิดที่จะทำแบบนั้น (กดดันคนอื่นๆ) และเมื่อเวลาผ่านไป ผมยังคงท้าทายพวกเขาอยู่ แต่ผมทำการบ้านเกี่ยวกับตัวพวกเขามาก่อน คนนี้มีพฤติกรรมอย่างไร คนนี้ชอบคำเตือนแบบไหน และเมื่อพวกเขาเข้าใจ ผมสามารถนำสิ่งที่ดีที่สุดออกมาได้ ผมเพียงแค่ต้องสัมผัสจุดอ่อนของพวกเขาให้ได้อย่างถูกที่ถูกเวลาและเหมาะสมที่สุด” 

แชมป์ NBA 5 สมัย คือคำตอบว่าสิ่งที่ โคบี้ ทำทั้งหมดส่งผลต่อ เลเกอร์ส ในยุคของเขามากขนาดไหน โดยเฉพาะในยุค 2000’s เลเกอร์ส ถูกตีตราว่าเป็นโคตรทีมที่ดีที่สุดแห่งยุคเลยทีเดียว 

 

คำตอบในตอนจบ 

อย่างไรก็ตามช่วงเวลาดีๆ ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดไปสำหรับ เลเกอร์ส และ โคบี้ … วัฏจักรของวงการกีฬาคือเมื่อมาถึงจุดหนึ่ง สังขารจะเล่นงานคุณ และสูงสุดก็จะกลับคืนสู่สามัญ 

ในช่วงที่ โคบี้ ใกล้เลิกเล่น ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่หวานอมขมกลืนสำหรับแฟนๆ ของ เลเกอร์ส บางส่วน หลายคนเริ่มบอกว่าเขาเล่นแบบเห็นแก่ตัวมากกว่าเล่นเพื่อทีม เพราะ โคบี้ เป็นคนที่ได้ค่าเหนื่อยสูงที่สุด ทั้งๆ ที่ตัวของเขาก็บาดเจ็บออดๆ แอดๆ ได้ลงเล่นไม่ต่อเนื่อง 

ซึ่งกฎของ NBA คือ ทุกทีมมีกำแพงค่าเหนื่อยที่ถูกกำหนดไว้ หากทีมใดไม่สามารถควบคุมค่าเหนื่อยในทีมให้ไม่เกินตัวเลขดังกล่าวได้ ทีมนั้นจะต้องจ่ายภาษีกันหูฉีกแน่นอน ด้วยกฎดังกล่าว ทำให้แฟนเลเกอร์สหลายคนมองว่า โคบี้ ควรจะต้องจากไป ไม่ว่าจะในรูปแบบของการเทรด หรือการประกาศรีไทร์ เพราะเล่นได้ไม่สมค่าจ้าง และนำค่าเหนื่อยของเขาไปจ้างผู้เล่นเก่งๆ มาแทนที่สัก 2-3 คน 

แต่ทำไมเรื่องนี้จึงไม่เกิดขึ้น? และการสงสัยในตัวของ โคบี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ จากคนกลุ่มเล็กๆ … 

เหตุผลนั้นง่ายนิดเดียว เพราะความสัมพันธ์ระหว่าง เลเกอร์ส กับ โคบี้ นั้นมันยาวนานเกินกว่าจะเป็นแค่นายจ้างกับลูกจ้างไปแล้ว พวกเขาประสบความสำเร็จร่วมกัน และถึงวันที่ต้องตกต่ำก็ดูเหมือนว่า โคบี้ พยายามจะพิสูจน์ตัวเองด้วยการพาทีมรักเพียงหนึ่งเดียวของเขากลับมาผงาด มันไม่ใช่เรื่องของเงิน แต่เป็นการแสดงความรับผิดชอบ และขอสู้จนถึงที่สุดต่างหาก

“ผมได้ยินเรื่องไร้สาระมาเยอะมาก พวกเขาบอกว่า โคบี้ ควรออกไปได้แล้ว ไปเล่นกับทีมอื่นในช่วงบั้นปลาย แต่บอกตรงๆ นะ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมจะทำ ผมไม่เคยลดความจงรักภักดีที่มีต่อ เลเกอร์ส แม้แต่น้อย” โคบี้ ในวัย 33 ปี พูดถึงข่าวลือที่มีต่อตัวของเขาเอง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ โคบี้ มีข่าวว่าจะย้ายออก เพราะครั้งแรกต้องย้อนกลับไปในช่วงปี 2007 ช่วงที่ โคบี้ ยังหนุ่มกระทง และเก่งระดับปีศาจ … ทำคนเดียว 81 แต้มใน 1 เกม (พบ โตรอนโต้ แร็ปเตอร์ส เมื่อปี 2006) คือการยกตัวอย่างที่จบทุกข้อสงสัยได้ดี 

ความเก่งกาจของโคบี้ ณ ตอนนั้น แน่นอนว่าไม่มีแฟน เลเกอร์ส คนไหนกล้าคิดจะไล่และหวังว่าเขาจะออกจากทีม แต่ในโลกของการซื้อ-ขาย อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น 

ณ เวลานั้น ชิคาโก้ บูลส์ คือตัวเลือกอันดับ 1 ของ โคบี้ เลยด้วยซ้ำไป และหากเขาย้ายจริงๆ รับรองได้ว่าแฟนๆ ของ เลเกอร์ส ต้องใจสลายกับการจากไปของ “แบล็ค แมมบ้า” แน่นอนNRT3LZU254I6LOSTWMPCWXNL3Y

“นั่น (การใกล้ย้ายไป บูลส์) เป็นเรื่องจริง … ชิคาโก้ คือตัวเลือกอันดับ 1 ขอผมในเวลานั้น ตอนนั้นมีทีมยื่นข้อเสนอสวยๆ ให้กับผมหลายทีมเลย” โคบี้ กล่าวกับ LA Times ในภายหลัง    

ในช่วงเวลาที่ดีที่สุด โคบี้ ไม่ได้ย้ายไปไหน และในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด เขาก็พยายามอย่างเต็มที่เท่าที่ตัวเองจะทำได้ เผลอแว้บเดียวเวลาก็ผ่านไปแล้วกว่า 20 ปี จนถึงวันที่ โคบี้ จะลงเล่นเกมสุดท้ายให้ เลเกอร์ส ในวัย 37 ปี ในปี 2016 

เกมในวันนั้น ซึ่งพบกับ ยูท่าห์ แจ๊ซ คือคำตอบของทุกสิ่ง ว่าแท้จริงแล้วแฟนๆ ของ เลเกอร์ส นั้นคิดอย่างไรกับเขา บรรยากาศทั่วเมืองลอสแอนเจลิสในวันนั้น เป็นเหมือนกับวันของ โคบี้ อย่างแท้จริง ทุกส่วนของเมืองไม่ว่าจะเป็น บิลบอร์ด, ป้ายโฆษณา, ทีวี, สถานีรถไฟ และการคมนาคมทุกเส้นทาง ประดับไปด้วยหมายเลข 24 และพูดถึงวันสุดท้ายในฐานะผู้เล่นเลเกอร์สของ โคบี้ อย่างพร้อมใจ 

เมื่อเวลาของการแข่งขันใกล้เริ่ม แฟนๆ ของ เลเกอร์ส เริ่มปรากฎตัวด้วยเสื้อสีเหลืองม่วง สกรีนชื่อ เลเกอร์ส กันอย่างพร้อมเพรียง เพื่อให้เกียรติตำนานที่ยิ่งใหญ่ของเขาพวกเขา … ถนนทุกสายพุ่งตรงมายัง สเตเปิลส์ เซ็นเตอร์ สังเวียนเหย้าของ เลเกอร์ส ผู้คนทั้งเมืองไม่ว่าจะเป็นคนดังขนาดไหนตั้งตารอเกมประวัติศาสตร์เกมนี้ 

“แน่จริงยิงให้ถึง 50 แต้มสิ” นี่คือสิ่งที่ แชค อดีตคู่กัดที่กลายเป็นคู่ซี้ของ โคบี้ กล่าวท้าทายก่อนเกมนี้จะเริ่ม … และทันทีที่เกมเริ่มขึ้น มันก็กลายเป็น “โคบี้ โชว์” ไปโดยปริยาย ในวัยเกือบย่างเข้าหลักสี่ โคบี้ เหมือนกลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้ง กดไป 60 แต้ม ยิงในจังหวะโอเพ่นเพลย์ (ฟิลด์โกล) ลงไปทั้งสิ้น 22 ลูก โดยเป็น 3 แต้ม 6 ลูก และกดไปอีก 10 ลูกโทษ พร้อมด้วย 4 แอสซิสต์ 4 รีบาวด์ … มหัศจรรย์! มหัศจรรย์! เสียงคนพากย์เกมนี้พูดคำว่า มหัศจรรย์ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้กี่ครั้ง 

20 ปีที่แสนยาวนานปิดฉากลงอย่างสวยงามที่สุดเท่าที่ใครสักคนจะจินตนาการได้ โคบี้ ไบรอันท์ สั่งลาด้วยฟอร์มที่ทุกคนไม่มีวันลืมว่าเขาเก่งขนาดไหน และในขณะเดียวกันก็ลืมทุกสิ่งที่เคยต่อว่า และทุกคำถามที่เคยสงสัยไปโดยปริยาย 

นาทีนี้ไม่มี โคบี้ ผู้เล่นสายโซโล่เพลย์เงินเยอะฟอร์มห่วย หรือผู้เล่นเปลืองโควต้าเงินเดือนอีกแล้ว เหลือแต่เพียงคำว่า โคบี้ ไบรอันท์ ตำนานที่คู่ควรที่สุดสำหรับ แอลเอ เลเกอร์ส … 

“จะให้ผมกอบโกยแต่ช่วงเวลาดีๆ และมีความสุข แต่พอถึงช่วงเวลาแห่งความทุกข์ผมกลับกระโดดลงเรืออีกลำ แบบนั้นมันทำไม่ได้หรอก ผมต้องการตอบสนองด้วยการพาเรากลับมาอยู่ในจุดที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ สิ่งสำคัญคือเราต้องช่วยแก้กันแบบวันต่อวันเลยล่ะ” นี่คือสิ่งที่เขาเคยกล่าวไว้ในวันที่มีข่าวว่าจะย้ายออกในช่วงฤดูกาล 2013-14 

ทุกอย่างได้ข้อสรุปลงแต่โดยดี สำหรับคนรักกันนั้น บางครั้งย่อมต้องมีช่วงเวลาที่ไม่เข้าใจและเห็นต่างกันไปบ้าง แต่สุดท้ายการก้าวผ่านการทะเลาะไปด้วยกัน ก็จะทำให้เรารู้ว่าความรักที่แท้จริงนั้นสวยงามแค่ไหน

มีคำกล่าวว่า “ฮีโร่เข้ามาแล้วจากไป แต่ตำนานนั้นไซร้อยู่นิรันดร์” … ไม่ต้องสงสัยอีกแล้วว่า โคบี้ ไบรอันท์ อยู่ในสถานะไหนของ แอลเอ เลเกอร์ส ไม่ว่าเขาจะยังอยู่หรือจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม 

ความคิดติดเก้าอี้ โค้ชนุ่มนิ่มไม่ลุกสั่งนักเตะทำให้ทีมอ่อนลงจริงหรือ?

สีหน้าสุดหมดหวังหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลงเล่นในรัง โอลด์ แทรฟฟอร์ด และโดน เบิร์นลี่ย์ ทีมระดับกลางค่อนล่างของตารางบุกมานำ 2-0 ขณะที่แฟนๆ ของทีมหันหลังและเดินออกจากสนามตั้งแต่นาทีที่ 70 ของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา บอกถึงผลงานในสนามได้เป็นอย่างดีว่านักเตะของเขาเล่นได้น่าผิดหวังขนาดไหน 

 

“สิ่งที่แย่ที่สุดก็คือทุกครั้งที่เขาอยู่ข้างสนาม มันเหมือนกับเขาไม่แน่ใจในตัวเองและคำสั่งที่เขาให้ไป” คอมเมนต์หนึ่งในทวิตเตอร์จากแฮชแท็ก #OleOut เป็นเหมือนกระบอกเสียงของทีมปีศาจแดงที่เหนื่อยหน่ายกับสีหน้าที่หมดหวัง และการนั่งอยู่กับที่ไม่ยอมที่จะลุกไปสั่งการหรือกระตุ้นลูกทีมของ โซลชา  

แทบทุกเสียงเห็นพ้องต้องกันว่า การไม่ยอมลุกไปสั่งการของ โซลชา คือ 1 ในเหตุผลของความล้มเหลวของผลงาน แมนฯ ยูไนเต็ด … และนี่คือเรื่องของความรู้สึก

ทว่าเมื่อหากหาเหตุผลและข้อมูลอ้างอิงแบบจริงจังแล้ว การลุกสั่งทำให้ทีมดีขึ้นจริงไหม? และการนั่งเฉยๆ ทำให้ทีมเล่นได้อย่างห่อเหี่ยวจริงหรือ? และทำไม โซลชา จึงชอบนั่งติดเก้าอี้นักแม้ในสถานการณ์แสนคับขัน ติดตามได้ที่นี่ 

 

โค้ชไม้นวม…คาแรคเตอร์ที่ โซลชา เชื่อมั่น 

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น สิ่งที่แฟนฟุตบอลทั่วโลกเห็นในตัว โซลชา คือการเป็นกุนซือที่ใจดี, ใจเย็น และเป็นคนที่ทำตัวเป็น “ลีดเดอร์” มากกว่าเป็น “บอส” กล่าวคือเขามักจะออกรับหน้าให้กับลูกน้องเสมอเมื่อได้ผลการแข่งขันที่ผิดหวังPRI_105430984

การมีคาแรคเตอร์แบบนี้ทำให้หลายคนสงสัยว่าเขาทำไปทำไม ทั้งๆ ที่เขาเป็น 1 ในขุนพลสำคัญของผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดตลอดกาลอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ออกแอ็คชั่นเต็มที่ และมีอารมณ์ร่วมกับเกมสูงมาก ซึ่งการที่ โซลชา อยู่กับ เฟอร์กี้ มานาน น่าจะทำให้เขาได้เห็นและรู้ว่าคาแรคเตอร์แบบไหนที่ทำให้ทีมเดินไปข้างหน้าด้วยผลงานที่ดีได้ … แต่สุดท้าย โซลชา ก็แค่อยากเป็น โซลชา เขาเป็นคนนิสัยอย่างนั้นและมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยตั้งแต่วันที่เป็นนักเตะ รวมถึงวันที่ก้าวขึ้นมาเป็นโค้ชฟุตบอลครั้งแรกกับ โมลด์ ทีมในลีกนอร์เวย์เมื่อปี 2011

“สิ่งที่ผมรู้ได้ทันทีเมื่อเขาเข้ามาทำทีม คือเขาเป็นคนที่อบอุ่น เป็นมิตร และทำให้คุณเป็นส่วนหนึ่งของสโมสร เขามักจะเดินไปทักทายพนักงานคนอื่นๆ ของทีมไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำงานในโรงอาหาร หรือพนักงานสนาม เขายิ้มและหัวเราะเสมอนั่นคือส่วนหนึ่งของตัวเขา” Mattias Moström นักเตะของ โมลด์ ที่จัดว่าเป็น 1 ในแข้งคนสนิทของ โซลชา บอกเล่าถึงวันเก่าๆ ของนายใหญ่ปีศาจแดงคนปัจจุบัน 

แม้คำนิยามถึง โซลชา จากอดีตลูกทีมนั้นจะบอกได้ว่าเขาเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร และแม้หลายคนจะบอกว่าคาแรคเตอร์ของเขาทำให้ลูกทีมรีดศักยภาพออกมาไม่ได้ แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระมากกว่า เพราะที่ โมลด์ นั้น โซลชา เคยทำทีมได้แชมป์ลีกของประเทศแถมยังเป็นที่รักของนักเตะในทีมแทบทุกคน เรียกได้ว่าอยู่ในระดับที่เข้าไปอยู่ในหัวใจลูกน้องได้สบายๆ 

ช่วงที่อยู่กับ โมลด์ นั้น โซลชา ใช้ไม้นวมเป็นหลัก และใช้ไม้แข็งบ้างในบางครั้ง และด้วยชื่อชั้นของนักเตะของ โมลด์ นั้นไม่ใช่สตาร์ระดับอีโก้สูงส่ง พวกเขาจึงเชื่อมั่นในตัวของ โซลชา เต็มที่ … เมื่อถูก โซลชา ด่าหรือตำหนิ (ในพื้นที่ส่วนตัว) หรือเมื่อถูก โซลชา ชื่นชม นักเตะของ โมลด์ ต่างมีปฎิกิริยาตอบกลับในทิศทางบวกอย่างง่ายดาย และนั่นคือกุญแจความสำเร็จของเขาในช่วงที่อยู่กับ โมลด์ ส่งผลให้เขาเชื่อมั่นในคาแรคเตอร์แบบนั้นสามารถนำมาซึ่งความสำเร็จได้ไม่ต่างกัน ซึ่งแนวคิดดังกล่าวติดตัวเขามาจนทุกวันนี้ 

โซลชา เคยบอกถึงวิธีการทำงานของตัวเองในฐานะโค้ชชัดเจนมาก เขาตั้งใจจะวางตัวในฐานะคนดี เพื่อให้นักเตะในทีมให้การยอมรับและพร้อมเปิดใจที่จะรับฟังในสิ่งที่เขาบอก ต่างกับ เฟอร์กี้ ที่เขาใช้คำว่าโค้ชใจนักเลง … ทว่าในโลกของฟุตบอลและกับทีมอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด การเป็นแค่คนดี ไม่มีทางตอบสนองความต้องการของแฟนๆ ทั่วโลกได้แน่ ยิ่งภาพจำจากยุคเฟอร์กี้ยังติดตามันก็ยากที่จะเลี่ยงการเปรียบเทียบ

“ผมแค่ทำทีมในวิธีของตัวผมเอง ผมไม่อาจเอาตัวเองเปลี่ยนเป็นคนอื่นได้ เมื่อผมยังเป็นนักเตะผมไม่สามารถเป็นผู้เล่นอย่าง กิ๊กส์, สโคลส์, เบ็คแฮม, คันโตน่า หรือ คีน ได้ แต่ผมสามารถนำสิ่งที่พวกเขามีมาปรับใช้ เช่นผมพยายามทำตัวเองให้สภาพจิตใจเหมือนกับเบ็คแฮม หรือการเอาความสามารถของ คันโตน่า มาเป็นแบบอย่างในการพัฒนาตัวเอง” โซลชา ตอบคำถามกับ เดลี่ เมล์ เมื่อเขาถูกถามว่าเขาจะทำทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ในรูปแบบเดียวกับที่ เฟอร์กี้ ที่เขาเปรียบเป็นอาจารย์หรือไม้ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาจึงดูแตกต่างกับอดีตเจ้านายที่เคารพนัก 

 

ตะโกนสั่งหรือด่านักเตะแล้วได้อะไร? 

หากพูดถึงโค้ชที่ชอบสั่งการข้างสนามและไม่มีการรักษาภาพลักษณ์ที่สุด คงหนีไม่พ้น เจอร์เก้น คล็อปป์ นายใหญ่แห่ง ลิเวอร์พูล และคล็อปป์เองก็มีเหตุผลในแบบของเขาว่าทำไมเขาจึงทำเช่นนั้น 9be554d5-cbf7-45c8-b707-afbd5792948e

“ผมไม่สนว่าใครจะมองว่าอย่างไร เวลาผมตะโกน (สั่งผู้เล่นข้างสนาม) ใบหน้าของผมดูเหมือนฆาตกรต่อเนื่อง ผมกัดฟันจนหน้าบูดเบี้ยวนั่นคือวิธีของผม” 

“ผมพูดกับผู้เล่นของผมทุกครั้งว่า ผมจะมอบพลังทั้งหมดที่ผมมีให้กับพวกเขา ดังนั้นผมไม่กลัวที่จะลุกไปเตะตูดนักเตะของผมเมื่อพวกเขาต้องการมัน ผมจะตะโกนใส่พวกเขาเมื่อนักเตะของผมเริ่มแสดงถึงความอ่อนแอ”

“ผมไม่เคยกลัวว่าพวกเขาจะโกรธหรือโมโหใส่ผม ผมจะโกรธมากกว่าด้วยซ้ำถ้าพวกเขาไม่มีการตอบสนองกับการตะโกนของผม และสุดท้ายต้องมานั่งเสียดายว่า ‘โอ้ นี่ฉันพลาดแล้ว’ ผมอยากให้พวกเขาบอกว่า ‘บอส บอสแม่งบ้าไปแล้วที่ด่าผมแบบนั้น เดี๋ยวผมจะไปแสดงออกให้ดูบอสพูดผิด'” คล็อปป์ เผยถึงเหตุผลที่เขามักจะใส่อารมณ์สุดเหวี่ยงและแทบไม่เคยนั่งติดเก้าอี้เลยตลอดทั้งเกม 

สิ่งที่ คล็อปป์ บอกแสดงให้เห็นผ่านผลงานของ ลิเวอร์พูล ณ ปัจจุบัน ไม่ว่ากี่ครั้งต่อครั้งที่พวกเขาโดนนำหรือเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐาน แต่เมื่อคล็อปป์ลุกมาทำท่าทางโหวกเหวกอารมณ์เสีย ทีมจะกลับมาอยู่ในทิศทางที่ควรจะเป็น และจากนั้นก็อย่างที่เราเห็นกัน … ลิเวอร์พูล คัมแบ็คกลับมาชนะอีกแล้ว และสิ่งที่นักเตะตอบสนองเขาคือเมื่อยิงเข้าทุกคนจะแสดงความดีใจแบบสุดเหวี่ยงไม่ต่างจากคาแรคเตอร์ของเจ้านาย 

เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเบื้องหลังและภายในจิตใจจริงๆ ของนักเตะนั้นคิดอย่างไรเมื่อพวกเขาถูกด่า และตะโกนสั่งในขณะที่กำลังเล่นอยู่ แต่ฟุตบอลคือกีฬาที่วัดกันที่ผลการแข่งขัน และมันสามารถบอกได้ว่าวิธีของคล็อปป์ คือวิธีที่เหมาะกับทีมที่เขาสร้างขึ้นมาอย่างที่สุด

ไม่ใช่ คล็อปป์ คนเดียว กุนซืออีก 1 คนอย่างที่เป็นสายพลังแสดงอารมณ์ร่วมกับเกมตลอดอย่าง อันโตนิโอ คอนเต้ ก็ใช้วิธีคล้ายๆ กันนั่นคือ “เตะตูดเรียกสติเมื่อทีมกำลังหลงทางจากที่เขาเคยได้กำชับไว้”  แม้จะเป็นนักเตะที่ได้ค่าเหนื่อยสูงที่สุดในทีมของเขาก็ไม่รอด

“มันไม่เคยเกิดขึ้นในอาชีพของผม มันไม่เคยเกิดขึ้นเลย” โรเมลู ลูกากู ดาวยิงที่เกิดใหม่ภายใต้การเล่นให้กับ คอนเต้ เล่าประสบการณ์การทำงานร่วมกันที่ อินเตอร์ มิลาน ซีซั่นนี้

“เขาบอกว่าผมไร้ค่ามาก และเขาจะเปลี่ยนผมออกตั้งแต่ 5 นาทีแรก ถ้าผมเล่นแบบนั้นอีกครั้ง เขาบอกผมแบบนั้น เขาเหยียบย่ำความมั่นใจของผม แต่ในเวลาเดียวกันมันก็ปลุกผมตื่นขึ้นมาด้วย เขาทำแบบนี้กับทุกคน ไม่สำคัญเลยว่าคุณจะเป็นใคร ทุกคนเท่าเทียมกัน”  

การยกตัวอย่าง ลูกากู คืออีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นชัดมากว่า วิธีใส่พลังแบบสุดเหวี่ยงในการคุมทีมทำให้นักเตะนั้นตื่นตัว เพราะในฤดูกาล 2018-19 ที่ผ่านมา ลูกากู เองก็เคยเป็นลูกทีมของ โซลชา เหมือนกัน และมีผลงานที่ต่างกันลิบลับ 

ลูกากู เคยบอกว่าเขาไม่ได้เกลียด โซลชา และ โซลชา เองก็ไม่เคยว่ากล่าวอะไรร้ายๆ ใส่เขาเลยแม้ว่าเขาจะถูกสื่อวิจารณ์ผลงานตอนอยู่กับ ยูไนเต็ด มากแค่ไหนก็ตาม แต่ โซลชา ก็ชื่นชมเขาตลอด ทว่าสุดท้าย ลูกากู ก็ย้ายทีมไปประสบความสำเร็จกับ อินเตอร์ ด้วยการยิงประตูถล่มทลายทุกวันนี้ 

“โซลชายังจะได้รับความเคารพจากผมตลอดไป” หนึ่งในคำพูดของ ลูกากู ที่พูดถึงโซลชา ในวันที่ทั้งคู่เลือกเดินกันคนละเส้นทาง 

 

นั่งนิ่งๆ ไม่ได้แย่ไปเสียทั้งหมด 

คาแรคเตอร์ของ โซลชา ที่ลุกมาสั่งการน้อยและบทบาทนี้ส่วนใหญ่จะเป็นของ ไมค์ ฟีแลน ผู้ช่วยโค้ชของเขา (ซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยของ เฟอร์กี้ ด้วย) ที่ใครหลายคนบอกว่ามันไม่ดี ความจริงแล้วมันก็ไม่ได้แย่ไปเสียทุกเรื่อง เพียงแต่ว่ามันอาจจะไม่ถูกที่ถูกเวลาก็เท่านั้นเอง2020010208098264

มีงานบทความที่เกี่ยวกับการนั่งนิ่งๆ และปล่อยให้ลูกทีมเล่นกันไปเองคือบุคลลิกของกุนซือที่ดีไม่น้อย …ทว่ามันจะดีมากๆ และเหมาะสมสำหรับฟุตบอลในระดับเยาวชนมากกว่า

จอห์น โอเล็ตต์ โค้ชทีมฟุตบอล AYSO National Coach ที่เป็นทีมระดับเยาวชนที่เป็นแชมป์ของประเทศสหรัฐอเมริกาเชื่อว่า การตะโกนด่าหรือสั่งเด็กในระหว่างการแข่งขันคือสิ่งที่ทำให้ความสำคัญที่สุดของเด็กๆ หายไป … นั่นคือ ความสนุก นั่นเอง

“เราไม่ต้องการให้เด็กๆ กลายเป็นพวกที่ต้องรอให้คนสั่งว่าต้องทำอะไรพวกเขาจึงจะทำอย่างนั้น เพราะฟุตบอลเป็นเกมที่ทำให้เด็กๆ ได้สนุกและได้เรียนรู้ ในฐานะที่เราเป็นองค์กรสำหรับเยาวชน เราไม่เคยสนับสนุนการตะโกนสั่งการข้างสนาม ไม่ว่าจะจากตัวผู้ปกครองของเด็กหรือแม้แต่ตัวโค้ชเองก็ด้วย” 

สถาบันแห่งนี้เชื่อว่าเด็กๆ จะได้รับโอกาสในวิธีการคิดการสร้างสรรค์ในแบบของตัวเองได้ดีกว่าการที่ใครมาสั่ง อีกทั้งเรื่องนี้ยังเคยมีการพูดคุยกับโค้ชฟุตบอลในระดับอาชีพและเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันว่า หากเด็กๆ ไม่ได้รับอิสระในการเล่น หากพวกเขาโตไป พวกเขาจะกลายเป็นนักเตะที่สร้างสรรค์รูปแบบการเล่นเองไม่เป็น ซึ่งถือว่าพบได้มากในการแข่งขันฟุตบอลระดับสูง 

ขณะเดียวกันที่ประเทศไอร์แลนด์ ก็มีการแข่งขันฟุตบอลรายการสำหรับเยาวชนที่ชื่อว่า Silent Sideline Weekend (ข้างสนามที่เงียบสงบ) เพราะพวกเขาเองก็เชื่อในแบบเดียวกันว่า เด็กจะได้แสดงความสามารถและสิ่งที่พวกเขาคิดออกมาจริงๆ หากข้างสนามไม่มีโค้ชและผู้ปกครองคอยชี้ว่า “ส่งสิ, ยิงสิ” หรือกระทั่งหัวเราะในเวลาที่เด็กๆ เหล่านั้นแสดงความผิดพลาดออกมา ซึ่งรายการดังกล่าวปัจจุบันมีทีมระดับเยาวชนลงแข่งขันมากถึง 70 ทีมเลยทีเดียว

“หลายคนคุ้นเคยกับมัน (การตะโกนสั่งเด็กในสนาม) จนคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่จริงๆ มันเป็นการรบกวนและละเมิดสิทธิ์ของเด็กๆ ไม่ว่าจะเสียงกรีดร้อง, เสียงโห่ หรือคำสั่งใดๆ ก็ตาม เวทีฟุตบอลของเด็ก ควรจะให้เด็กได้เล่นจริงๆ รายการของเราต้องการให้เด็กๆ ตัดสินใจเองโดยไม่ใครมาตะโกนใส่ไม่ว่าพวกเขาจะทำสำเร็จหรือผิดพลาดก็ตาม” Dubliner Antonio Mantero ผู้จัดการแข่งขัน Silent Sideline Weekend กล่าว 

แน่นอนว่าเด็กๆ แทบทุกคนที่ลงเล่นในรายการนี้มีความสุข และสนุกกับฟุตบอลมากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย 

“ผมเคยโดนด่าหยาบๆ ใส่ตอนที่ผมเล่นให้กับทีมเก่าของผม จากนั้นมันก็ทำให้เราเล่นผิดพลาดกันไปหมดเมื่อทุกๆ คนพยายามตะโกนใส่หน้าคุณ” แอนดี้ ฮูริแฮน นักเตะวัย 13 ปี กล่าว 

อย่างไรก็ตามกับฟุตบอลระดับสูงที่มีนักเตะซูเปอร์สตาร์ลงห้ำหั่นกัน เป็นเหตุผลว่าทำไมกุนซือที่ทำทีมคว้าความสำเร็จหลายๆ คนทั้ง คล็อปป์, เป๊ป กวาร์ดิโอล่า, คอนเต้ หรือทีมระดับเล็กลงมาอย่าง ฌอน ไดซ์ ของ เบิร์นลี่ย์ แทบไม่นั่งติดเก้าอี้เลย ภาพที่เห็นคือพวกเขาจะป้องปากและออกแอ็คชั่นเสมอเมื่อลูกทีมทำไม่ได้ตามที่สั่ง 

อาจเป็นพราะเกมฟุตบอลปัจจุบันมีความละเอียดมาก โค้ชแทบจะแก้หมากกันนาทีต่อนาที นอกจากนี้ตัวของนักเตะของต้องมีสมาธิกับเกมตลอดเวลา เพราะเวลาสั้นๆ เพียง 1 นาทีก็สามารถมีประตูได้เสมอซึ่งบางครั้งมันเกิดประตูมากกว่า 1 ลูกด้วยซ้ำ (อาทิเกมพรีเมียร์ลีกที่ นิวคาสเซิล ตีเสมอ เอฟเวอร์ตัน 2-2 ด้วยการยิง 2 ประตูในนาทีที่ 94 และ 95) 

แม้การอยู่นิ่งๆ ของ โซลชา จะโดนก่นด่าสารพัด แต่จริงๆ แล้วจะพูดว่าเป็นความผิดของเขาเต็ม 100% ก็คงไม่ใช่ เพราะตัวของเขาเองยืนยันถึงสิ่งที่ตัวเองเป็นมาตลอด อีกทั้งหน้าที่ตะโกนสั่งก็มีคนรับผิดชอบแทนที่เขาแล้ว และสำคัญที่สุดคือ ยูไนเต็ด ชุดนี้เป็นทีมที่มีอายุเฉลี่ยน้อย มีหลายคนเพิ่งได้โอกาสขึ้นมาจากทีมชุดเยาวชน ดังนั้นอาจจะเป็นไปได้ว่าวิธีการโซลชาก็เข้าเค้าในการทำงานร่วมกับนักเตะอายุน้อยๆ ก็เป็นได้ 

“อย่างที่ผมพูดกับนักเตะทุกคน ผมมักพูดกับนักเตะว่าผมอยากเห็นฟอร์มที่ดีสุดของพวกเขา ผมอยากเห็นทุกคนสนุกกับตัวเอง และทุกคนช่วยกันทำงาน นั่นคือสิ่งที่เราอยากให้ทีมเล่นแบบนั้น และทุกคนก็โชว์ฟอร์มได้เกินมาตรฐานของตัวเอง” โซลชา กล่าวถึงปรัชญาของเขาเมื่อปีก่อน 

แต่ที่สุดแล้วก็คงต้องหยิบยกวลีอมตะออกมากล่าวอีกครั้งว่า “ฟุตบอลคือเรื่องของผลการแข่งขัน” ไม่ว่าใครจะบอกว่าวิธีนั้นดีหรือวิธีนี้ดีกว่ากัน แต่ความจริงคือถ้าสุดท้ายผลการแข่งขันออกมาดีและทีมประสบความสำเร็จ คำวิจารณ์ในเรื่องของวิธีการก็จะหายไปเองเพราะผลลัพธ์ที่ตามมา

โซลชา ยังมีโอกาสแสดงให้เห็นว่าการนั่งเก้าอี้มากกว่าการยืนสั่งการข้างสนามของเขาไม่ได้ล้มเหลวอย่างที่ใครว่า หากเขาคว้าแชมป์และพายูไนเต็ดกลับมาประสบความสำเร็จได้ เพราะตัวของเขาเองก็ย้ำเสมอว่าเขาจะทำทีมที่เน้นอนาคต และเชื่อว่าแนวทางของเขาจะประสบความสำเร็จในบั้นปลาย 

“วาน-บิสซาก้า, ชอว์, ทวนเซเบ้ พวกเขาคือแข้งอายุน้อยที่มีพรสวรรค์สูง และเป้าหมายของผมก็คือการสร้างทีมชุดบุกเบิกความสำเร็จขึ้นมาให้ได้โดยมีเด็กๆ เหล่านี้เป็นแกนหลัก”

“ในฐานะที่เคยคว้าแชมป์มากมายกับ แมนฯ ยูไนเต็ด มาตั้งแต่สมัยยังค้าแข้งอยู่ ทำให้ผมอยากพาสโมสรเรากลับไปยิ่งใหญ่อีกครั้งด้วยตัวเอง แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่า พรีเมียร์ลีก ตอนนี้โหดกว่าเก่าหลายเท่านัก”

“ต่อจากนี้ไปจะมีนักเตะย้ายเข้า-ย้ายออกอีกหลายคน เหล่าแข้งดาวรุ่งก็รอวันเติบใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่ผมมั่นใจว่าจะสามารถทำให้พวกเขาดึงศักยภาพออกมาได้สูงสุดจนประสบความสำเร็จไปพร้อมกัน”

ในโลกฟุตบอลเราไม่มีทางเดาตอนจบของเรื่องต่างๆ ได้ 100% หรอก ตอนนี้ โซลชา อาจจะกลายเป็นตัวตลกและเป็นเป้าใหญ่ในการเล่นงานของสื่อและแฟนบอลทีมตรงข้าม ทว่าเขาอาจจะกลายเป็นคนที่หัวเราะทีหลังแล้วดังกว่าก็ได้หากเขาทำได้เหมือนกับที่ตั้งใจและหวังไว้ 

สิ่งสุดท้ายที่จะบอกได้ว่าคาแรคเตอร์ของ โซลชา เป็นแค่ความแตกต่างของวิธีการ แต่ไม่ได้ด้อยค่ากว่าคาแรคเตอร์ของกุนซือคนอื่นๆ ก็คือเวลาเท่านั้นที่จะบอกเราได้  

ถ้าคุณเป็นแชมป์ จะยืนหรือจะนั่งก็ตามสบาย ใครจะกล้าว่าคุณล่ะจริงไหม? 

รักหมดใจของ ‘เจมส์ มิลเนอร์’ สู่การปฏิเสธ ‘แมนฯ ยูไนเต็ด’

สำหรับนักดูบอลยุคใหม่ ทุกคนคงรู้จัก “เจมส์ มิลเนอร์” ผู้เล่นจอมสารพัดประโยชน์ในฐานะ “ท่านรองกัปตัน” ของสโมสร “ลิเวอร์พูล” หรือถ้าย้อนกลับไปอีกหน่อยก็ในฐานะของหนึ่งในผู้เล่นชุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์ความยิ่งใหญ่ของทีม “แมนเชสเตอร์ ซิตี้” และถ้าเก่าลงไปอีกก็เป็นในฐานะของผู้เล่นคนสำคัญแห่งสโมสร “แอสตัน วิลล่า” และ “นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด”ewttwetrw-dgr4_cover

 

อย่างไรก็ตามคงมีไม่มากนักที่จะทราบว่าดาวเตะวัย 34 กะรัตคนนี้คือลูกหม้อขนานแท้ของสโมสร “ลีดส์ ยูไนเต็ด” โดยค้าแข้งให้กับสโมสรแห่งนี้มาตั้งแต่สมัยเยาวชน จนกระทั่งได้ขึ้นสู่ชุดใหญ่ ก่อนจะโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงตลอด 2 ฤดูกาล จนถูก นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด คว้าตัวไปร่วมทัพ 

ถึงจะค้าแข้งที่ ลีดส์ ยูไนเต็ด เป็นเวลาไม่นาน แต่สำหรับตัวของ มิลเนอร์ ความรักที่มีต่อสโมสรแห่งแรกในชีวิตของเขานั้นยิ่งใหญ่ และไม่เคยเปลี่ยนแปลง ยิ่งใหญ่เสียจนครั้งหนึ่งเขาเคยปฏิเสธโอกาสที่หาไม่ได้ง่ายๆ อย่างการเข้าร่วมสโมสร “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด”

เรื่องราวในตอนนั้นเป็นอย่างไร? และความรักของผู้ชายคนนี้ยิ่งใหญ่แค่ไหน? ติดตามกับเราได้ที่นี้

 

รักแรกในสายเลือด

จุดเริ่มต้นความรักระหว่าง เจมส์ มิลเนอร์ กับสโมสร ลีดส์ ยูไนเต็ด ก็ไม่มีอะไรซับซ้อนกว่าการที่เขาเกิดและเติบโตที่นี่ เป็นเด็กเมือง ลีดส์ ในสายเลือด นอกจากนั้นครอบครัวของเขาก็เป็นแฟนบอลลีดส์แทบทั้งหมด ถึงขั้นที่ว่าเป็นขาประจำซื้อตั๋วปีทุกฤดูกาล

ดังนั้น มิลเนอร์ จึงคลุกคลีกับสโมสรแห่งนี้มาตั้งแต่จำความได้ โดยครั้งแรกที่เขามีโอกาสได้ดู ลีดส์ ยูไนเต็ด ลงสนามทำการแข่งขันนั้นเกิดขึ้นในปี 1993 ซึ่งในขณะนั้นเขามีอายุเพียง 7 ปี

“ผมตกหลุมรักโดยทันที” มิลเนอร์เผยความรู้สึกกับ The Gurdian

หลังจากนั้น มิลเนอร์ ก็เริ่มติดสอยห้อยตามครอบครัวเข้าไปเป็นขาประจำในสนาม เอลแลนด์ โร้ด ด้วยอีกคน และเมื่ออายุครบ 10 ปี ความสัมพันธ์ของ มิลเนอร์ กับสโมสรแห่งนี้ก็พัฒนาขึ้นไปอีกขั้น จากแฟนบอลธรรมดา เขาก็ได้เข้าสู่อคาเดมีสโมสร กลายเป็นนักเตะเยาวชนฝึกหัด

“ผมเริ่มต้นฝึกซ้อมฟุตบอลที่ ลีดส์ ยูไนเต็ด สัปดาห์ละสามครั้ง”  

“นอกจากจะเป็นนักเตะเยาวชนแล้ว ในบางครั้งผมยังต้องทำหน้าหน้าที่เป็นเด็กเก็บบอลเมื่อทีมชุดใหญ่ลงแข่งขันด้วย” 

ทุกอย่างๆ พัฒนาขึ้นตามลำดับ แต่สำหรับตัวของ มิลเนอร์ นั้น เขาพัฒนาได้รวดเร็วกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด เพราะเขาได้รับโอกาสผลักดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่อย่างรวดเร็ว และได้ประเดิมสนามในสังเวียนพรีเมียร์ลีกครั้งแรกด้วยวัยเพียง 16 ปี กับ 309 วัน (นับเป็นผู้เล่นอายุน้อยเป็นอันดับ 2 ที่ลงเล่นในพรีเมียร์ลีก ณ ขณะนั้น เป็นรองแค่ เจมส์ วอห์น กับสถิติ 16 ปี 297 วัน แต่ปัจจุบันมีผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกคือ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียต จากสโมสร ลิเวอร์พูล ด้วยสถิติ 16 ปี กับ 30 วัน)1089f7c23f7740d2b94b1268dd220953500x500@2x

“ผมยังจำได้ตอนที่พ่อผมเอาผลสอบ GCSE (การสอบระดับชั้นมัธยมของประเทศอังกฤษ) มาให้ผมที่สนามซ้อมได้อยู่เลย และหลังจากนั้นไม่กี่เดือนผมก็ได้ลงเล่นให้กับทีมชุดใหญ่”

“ตอนนั้นผมมีโปรแกรมไปที่ประเทศสกอตแลนด์กับทีมลีดส์ ยูไนเต็ดชุด U-19 แต่อยู่ๆ ก็โดนเรียกตัวกลับกะทันหัน ตอนแรกผมยังคิดอยู่เลยว่าตัวเองทำอะไรผิดหรือเปล่า ก่อนที่ทีมงานสตาฟฟ์โค้ชจะบอกกับผมว่า ‘ไม่ต้องกังวล ฤดูกาลนี้แกได้เล่นฟุตบอลมากกว่าเดิมแน่’”

“มันน่าอัศจรรย์มากๆ”

ชีวิตของ เจมส์ มิลเนอร์ ในวัย 16 นั้นเหมือนทุกอย่างกำลังไปได้สวย เขาคือหนึ่งในดาวรุ่งพุ่งแรงที่สุดของลีดส์ ยูไนเต็ด มีแววว่าจะขึ้นมาเป็นกำลังหลักให้กับทีมได้ในอนาคต และที่สำคัญที่สุดคือการได้ลงเล่นให้กับสโมสรที่เขาหลงรักมาตั้งแต่เด็ก 

แต่หลังจากนั้นไม่นานทุกอย่างก็เปลี่ยนไป …

จำใจเอ่ยคำลา

ถ้าใครได้ติดตามฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในช่วงยุคปลาย 90’s ถึงต้น 2000’s คงน่าจะพอจำได้ว่า ลีดส์ ยูไนเต็ด คือหนึ่งในทีมที่ทำผลงานได้อย่างร้อนแรง ถึงจะไม่เคยคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก แต่ก็จบฤดูกาลด้วยการคว้าตั๋วไปเล่นรายการแข่งขันระดับทวีปได้แทบทุกครั้ง และนอกจากนั้นในรายการแข่งขันระดับทวีปพวกเขาก็ทำผลงานได้ดีไม่แพ้กัน การันตีด้วยการเข้าถึงรอบรองชนะเลิศศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก
ฤดูกาล 2000-01 และรางวัลรองชนะเลิศ ยูฟ่า คัพ (ยูโรปา ลีกในปัจจุบัน) ฤดูกาล 1999-2000

อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นไม่นาน ทุกอย่างก็กลับตาลปัตร ด้วยนโยบายการเงินที่ผิดพลาด ทำให้ ลีดส์ ยูไนเต็ด ประสบปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก พวกเขาจำเป็นต้องขายบรรดานักเตะซูเปอร์สตาร์ประจำทีมออกไปเพื่อพยุงสถานะของสโมสรให้อยู่รอด สิ่งที่ตามมาคือผลงานที่เคยดีก็เริ่มตกต่ำ จนกระทั่งฤดูกาล 2003-04 ฝันร้ายก็มาเยือนถิ่น เอลแลนด์ โร้ด เมื่อ ลีดส์ ยูไนเต็ดตกชั้นสู่ ลีก แชมเปี้ยนชิพ

จากสถานะทางการเงินที่ย่ำแย่อยู่แล้ว ก็ยิ่งแย่เข้าไปอีก เนื่องจากรายได้ของลีกสองระดับนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทำให้ ลีดส์ ยูไนเต็ดจำเป็นที่จะต้องเร่ขายนักเตะออกเพื่อหาเงินเข้าสโมสรอีกครั้ง และในที่สุดก็ถึงคิวของ เจมส์ มิลเนอร์

“ในวันหนึ่งของช่วงพรีซีซั่น ต้อนรับฤดูกาล 2004-05 อยู่ๆ ผมก็ถูกเรียกเข้าพบกับผู้บริหารทีม พวกเขาบอกว่าพรุ่งนี้ผมต้องไปตรวจร่างกายที่ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด”

“ผมอึ้งไปเลย ก่อนจะตอบพวกเขาไปว่า ‘ผมเหรอครับ?’”0062892B00000578-0-image-a-2_1475767808097

“อย่างไรก็ตาม ผมเข้าใจสถานการณ์ของสโมสรเป็นอย่างดี พวกเขากำลังมีปัญหาด้านการเงิน ผมต้องเติบโตและเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ในเวลานั้นมีนักเตะหลายคนที่โดนเหมือนผม ผมเรียนรู้วิธีรับมือจากพวกเขา นั่นทำให้ผมรับมือกับทุกสิ่งได้อย่างรวดเร็ว”

“การย้ายทีมครั้งนี้ถูกต้องสำหรับทุกฝ่าย ผมได้มีส่วนช่วยสโมสรที่ผมรัก นอกจากนั้นนิวคาสเซิลก็เป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ ผมจะได้เล่นร่วมกับสุดยอดผู้เล่นอย่าง อลัน เชียเรอร์”

“ผมแค่เสียดายที่ผมไม่ได้เล่นให้กับ ลีดส์ ยูไนเต็ด นานกว่านี้ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ยังไงมันก็เป็นความทรงจำที่ดี” มิลเนอร์เล่าย้อนถึงเหตุการณ์ในวันนั้นผ่านสื่อ FourFourTwo

เส้นทางชีวิต

การต้องออกจาก ลีดส์ ยูไนเต็ด เป็นสิ่งที่ เจมส์ มิลเนอร์ ไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ทำได้ก็มีแค่เพียงการเข้มแข็ง และเดินหน้าต่อไปเท่านั้น ซึ่งตัวของ มิลเนอร์ ก็ทำมันได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะหลังจากนั้นไม่ว่าเขาจะค้าแข้งให้กับสโมสรไหน เขาก็โชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และยังรักษามาตรฐานนั้นไว้ได้ตลอด ไม่มีขาดตกบกพร่อง 

ที่ นิวคาสเซิล เขาคือกำลังหลักสำคัญ ด้วยผลงานการลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 94 นัด และยิงได้ 6 ประตู ตลอด 3 ฤดูกาล ก่อนที่ในปี 2008 เขาจะย้ายเข้าร่วมทีม “แอสตัน วิลล่า” ซึ่งที่นี่รังสีความเป็นยอดดาวเตะของเขาก็ยิ่งเด่นชัด การันตีด้วยรางวัล PFA Young Player of the Year ประจำฤดูกาล 2009-10 และด้วยผลงานระดับนี้ จึงทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งในตอนนั้นพวกเขาอยู่ในยุคเริ่มต้นสร้างความยิ่งใหญ่ ด้วยการกว้านซื้อบรรดานักเตะชื่อดังเข้าสู่ทีม ตัดสินใจทุ่มเงิน 22 ล้านปอนด์ คว้าตัวกองกลางรายนี้

“ผมรักทุกนาทีที่อยู่ที่นั่น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คือสโมสรที่ยอดเยี่ยม และผมก็ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการคว้า 2 แชมป์พรีเมียร์ ลีก, แชมป์ เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ, คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ร่วมกับพวกเขา”process

มิลเนอร์ใช้เวลา 5 ปีใต้ชายคาเรือใบสีฟ้า สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นนักเตะชั้นยอดโดยสมบูรณ์ นอกจากนั้นในนามทีมชาติอังกฤษ ช่วงเวลา 2009-2016 เขาก็ถือว่าเป็นกำลังหลักมาโดยตลอด โดยลงเล่นไปทั้งหมด 61 นัด ยิงได้ 1 ประตู

แต่สุดท้ายงานเลี้ยงก็มีวันเลิกรา เมื่อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มองว่าการต่อสัญญา เจมส์ มิลเนอร์ ในปี 2015 ซึ่งในขณะนั้นเขาอายุย่างเข้าเลข 3 แล้วน่าจะเป็นการต่อสัญญาที่ไม่คุ้มค่า เพราะค่าเหนื่อยที่ตัวมิลเนอร์ต้องการคือ 120,000 ปอนด์/สัปดาห์ ทำให้ในที่สุด เจมส์ มิลเนอร์ ก็กลายเป็นนักเตะฟรีเอเย่นต์

แน่นอนว่าด้วยดีกรีระดับนี้ ย่อมต้องมีสโมสรมากมายให้ความสนใจ มอบสัญญาให้เขาไปร่วมทัพ และหนึ่งในสโมสรที่มีข่าวหนาหูที่สุดก็คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างไรก็ตามข้อสัญญาดังกล่าวก็ไม่เกิดขึ้น เพราะสุดท้าย เจมส์ มิลเนอร์ ก็ตัดสินใจเข้าร่วมกับสโมสร ลิเวอร์พูล อย่างที่ทุกคนรู้กัน และได้กลายมาเป็นหนึ่งในกำลังหลักคนสำคัญจนถึงปัจจุบัน

ในวันนั้น มิลเนอร์ ไม่ได้ออกมาชี้แจงว่าทำไมเขาถึงปฏิเสธ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเลือก ลิเวอร์พูล แต่ก็คงคาดเดากันได้ไม่ยาก เพราะว่าเขาคือสายเลือดแห่ง ลีดส์ ยูไนเต็ด ศัตรูตลอดกาลของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั่นเอง และเรื่องนี้ก็ได้รับการยืนยันจากปากเขาเองในบทสัมภาษณ์กับ FourFour Two เมื่อปี 2018 

“ครอบครัวผมเป็นแฟน ลีดส์ ยูไนเต็ด และแน่นอนว่าพวกเขาไม่ชอบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด”

“ถึงขั้นที่ว่าผมโดนห้ามใส่เสื้อสีแดงมาทั้งชีวิตเลยล่ะ ครั้งแรกที่ผมใส่เสื้อสีแดงคือตอนที่ผมติดทีมชาติอังกฤษ”

“และตอนนี้ก็เป็นเหมือนมุกตลกประจำครอบครัวผมไปแล้ว ที่ผมย้ายมาลิเวอร์พูล พวกเขาบอกว่าดีใจที่ได้เห็นผมใส่ชุดสีแดงทุกสัปดาห์”

จะกลับไปหรือไม่…ขึ้นอยู่กับโชคชะตา

“คุณจะกลับมาที่ ลีดส์ ยูไนเต็ด หรือเปล่า?” นี่คือคำถามที่ มิลเนอร์ บอกว่าเขาเจอแทบจะตลอดเวลาเมื่อกลับไปละแวกบ้านเกิด

“มันเป็นคำถามที่ตอบยาก เพราะทุกอย่างล้วนเป็นการคาดการณ์ ไม่เคยมีข้อเสนอเข้ามาอย่างจริงจัง”

“ตั้งแต่ผมออกมาจาก ลีดส์ ยูไนเต็ด พวกเขาก็ไม่เคยติดต่อเข้ามาเลย และในอนาคตผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะติดต่อมาหรือเปล่า”

“แน่นอนว่าตอนนี้ผมมีความสุขกับสโมสร ลิเวอร์พูล แต่ยังไงผมก็ยังรัก ลีดส์ ยูไนเต็ด เสมอ รักสโมสรแห่งนั้น รักแฟนๆ”

“ถ้าเวลาของผมกับ ลิเวอร์พูล สิ้นสุดลง แน่นอนว่า ลีดส์ ยูไนเต็ด คือจุดหมายปลายทางที่ผมสนใจ เพียงแต่ว่าถ้าผมกลับไปแล้วทุกอย่างมันไม่ได้สวยงามเหมือนในเทพนิยายล่ะ ถ้าผมไม่ได้เหมาะกับพวกเขา ไม่ใช่เวลาที่ใช่ สุดท้ายมันก็จะเป็นแค่การกลับไปรำลึกความหลัง” เจมส์ มิลเนอร์ กล่าวไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของเขา “Ask a Footballer: My Guide to Kicking a Ball About”ตอนนี้ทุกคนคงเข้าใจแล้วว่าผู้ชายที่ชื่อ เจมส์ มิลเนอร์ รักสโมสร ลีดส์ ยูไนเต็ด มากขนาดไหน เป็นความรักที่มีแต่ความหวังดี เห็นแก่สโมสรมากกว่าตัวเอง ดังนั้นสุดท้ายทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาแล้วว่าจะนำพาให้เขาไปบรรจบกับสโมสรที่เขารักอีกครั้งหรือเปล่า

Ufabetgo Sex Story : เจอเด็กเอ็นใหญ่แล้วใจมันอยาก…f6b58fc7f4841a510d26591fc0321b4b.3

น้องเคยแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่ง จะเรียกว่าแต่งงานแล้วก็ไม่เชิงค่ะ เพราะว่าน้องไปอยู่กับเขาเฉยๆ ค่ะ จนเราสองคนมีปัญหาเข้ากันไม่ได้เลย ความรักที่เคยหวานชื่นนั้นมันก็ขมเสียแล้ว ผลสุดท้ายก็ต้องแยกทางกัน น้องเดินทางขึ้นเหนือไปอยู่กับพี่สาวของน้อง พี่น้องเขาทำงานเป็นครูอยู่จังหวัดน่านค่ะ พี่ของน้องคนนี้อายุห่างกับน้องมาก อายุของเขา 34 ปีแล้ว ส่วนน้องเพิ่ง 24 เท่านั้น พี่ของน้องเขาก็เป็นม่ายเหมือนกัน สามีเขาตายเพราะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ปัจจุบันพี่สาวของน้องเขารับบำนาญของสามีอยู่จึงไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลย ถ้าน้องสาวสุดที่รักจะไปขออาศัยอยู่ด้วยสักคน พี่สาวน้องเขามีลูกเลี้ยงอยู่คนหนึ่ง เป็นลูกเมียเก่าของสามีเขาเอง พี่สาวกับพี่เขยเขาไม่มีลูกด้วยกันค่ะ มีหลายครั้งค่ะที่พี่สาวของน้องเขาตั้งท้อง แต่ด้วยเหตุอะไรไม่ทราบมีอันต้องแท้งไปหมด แต่ลูกเลี้ยงของพี่สาวน้องเขาก็เรียกพี่น้องว่าแม่ทุกคำค่ะ เด็กคนนี้ชื่อว่า “บอย” ค่ะ บอยเขากำพร้าพ่อเมื่อตอนที่เขายังเด็ก พี่สาวของน้องเขาก็เลยเอาไปให้พ่อกับแม่ของน้องเลี้ยง เพราะว่าทางญาติฝ่ายพี่เขยไม่มีใครสนใจสักเท่าไหร่ ทางพ่อแม่น้องเขามีใจรักเด็กอยู่แล้ว พอพี่สาวเขาเอาไปฝากให้เลี้ยงเท่านั้น พ่อแม่ของน้องก็เลี้ยงเขาเหมือนกับลูกในไส้ของเขาเลยค่ะ เพราะว่าพี่น้องของน้องนั้นไม่มีผู้ชายสักคน มีเพียงสามคนเป็นหญิงล้วน น้องนั้นเป็นคนสุดท้อง
ความจริงแล้วเด็กคนนี้เขาไปอยู่กับพ่อแม่ของน้องก่อนที่พ่อของเขาจะตายเสียอีก พี่เขยกับพี่สาวรับราชการด้วยกันทั้งคู่ ไม่ค่อยมีเวลาเลี้ยงดู เลยเอาไปฝากให้พ่อกับแม่เลี้ยง หลังจากที่พี่เขยตาย พี่สาวน้องก็ครองตัวเป็นม่ายตลอด ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับชายใดเลย ซึ่งผิดกับน้อง น้องเองนั้นตั้งแต่เลิกกับแฟนมานั้น พอมีคนมาจีบน้อง มันก็จะต้องจบลงกันบนเตียงเรื่อยเลย ทำไมเป็นอย่างนั้นน้องก็อธิบายไม่ถูก แต่แล้วก็อยู่ด้วยกันไม่ยืดเหมือนกันหมด แต่น้องก็ไม่เคยเบื่อเรื่องอย่างว่าเลย ขอให้มีโอกาสเป็นไม่ได้ น้องยอมรับว่าตัวน้องเองเป็นคนที่มีความต้องการในเรื่องนี้สูงมาก คงไม่เหมือนกับพี่สาวของน้องค่ะ เพราะว่าเขามีอาชีพและหน้าตาของเขาค้ำอยู่ น้องต้องช่วยตัวเองเกือบทุกวัน บางวันถึงสามครั้งด้วยของเทียม ถ้าไม่เจอของจริง ของเทียมก็นับว่าเยี่ยมที่สุดเลยค่ะ ของเทียมที่น้องใช้นั้นมันเหมือนกับของจริงมาก แฟนคนก่อนเขาซื้อมาให้ใช้ ตอนที่เราร่วมกันเขาก็ใช้มันช่วยอีกประตูหนึ่งค่ะ น้องจึงไม่ค่อยเก็บกดในเรื่องนี้หรอกค่ะ
จนกระทั่งแม่ของน้องเสีย พี่สาวของน้องก็จัดการงานทุกอย่างเป็นอย่างดี แล้วเขาก็เอาลูกเลี้ยงคนนี้มาอยู่ด้วย โดยหาที่เรียนใหม่ให้กับบอย เพราะว่าจะให้อยู่ที่นั้นเพียงคนเดียวคงจะไม่ได้ พี่สาวน้องเลยจัดการซื้อบ้านอยู่ใหม่ คราวนี้เราได้อยู่กันคนละห้องเลย เพราะว่าบ้านที่พี่สาวน้องซื้อใหม่นั้นใหญ่มาก แล้วเรื่องมันก็เกิดตอนที่บอยมาอยู่ด้วยนี่แหละค่ะ จากที่น้องไม่ได้เจอเด็กคนนี้ตั้งนาน พอมาเจอคราวนี้ร่างกายของเขาสูงใหญ่ขึ้นมาก เพราะว่าบอยเขาเป็นนักกีฬาของรงเรียนด้วย เขาเป็นเด็กน่ารักมาก หัวอ่อน สุภาพอ่อนโยนกับทุกคนที่เจอ เวลาเลิกเรียนเขาก็จะซ้อมกีฬาเกือบทุกวัน เสร็จแล้วก็กลับมาช่วยทำงานที่บ้านเกือบทุกอย่าง ซักผ้า ถูบ้าน และงานบ้านอื่นๆ อีกหลายอย่าง เป็นการช่วยผ่อนแรงพี่สาวกับน้องได้มากเลยทีเดียว ความประพฤติโดยทั่วไปของบอยก็ดี ไม่ค่อยชอบเที่ยวเตร่กับเพื่อนฝูง หรืออาจจะเป็นเพราะเพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่ เลยไม่ค่อยกล้าที่จะออกไปเที่ยวสักเท่าไหร่ คงจะกลัวพี่สาวน้องว่าเอาก็เป็นได้ น้องก็เคยถามเหมือนกันว่าเขาอยากให้พี่สาวมีผัวใหม่หรือเปล่า เขาตอบว่าถ้าแม่อยากมีสามีใหม่เขาก็ไม่ขัดข้อง ขอเพียงให้พี่สาวน้องมีความสุขเขาก็พอใจแล้ว ตอนนี้น้องเองนั้นซึ้งในน้ำใจของลูกเลี้ยงคนนี้มากเลยค่ะ
นับวันที่น้องอยู่ใกล้เด็กคนนี้ น้องรู้สึกยังไงบอกไม่ถูกเลยค่ะ บางที่ก็คิดว่าเขายังเป็นเด็กอยู่ เพราะอายุของเขาก็เพียง 16 ปีเท่านั้น แต่เวลาที่อยู่ใกล้นั้น ความเป็นผู้ชายของเขาก็ทำให้ใจของน้องหวั่นไหวเหมือนกัน ความที่น้องเป็นคนที่ต้องการในเรื่องนั้นสูงมาก เวลาที่อยู่กับบอยน้องมักจะแอบมองตรงหว่างขาของเขาเรื่อยๆ โดยที่เขานั้นไม่รู้ตัวเลยว่าน้องนั้นแอบมองยู่เสมอ น้องอายตัวเองเหมือนกันที่คิดอย่างนั้นกับเด็กที่ตัวเองเคยเห็นมาตั้งแต่เล็ก จนกระทั่งวันหนึ่ง วันนั้นน้องกำลังนั่งซักผ้าอยู่ เขาซ้อมกีฬากลับมาพอดี เขาเห็นน้องนั่งซักผ้าเขาก็เลยเข้ามาช่วย เขานั่งตรงข้ามกับน้อง อยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงผ้าร่มขาสั้น เราสองคนนั่งชันเข่าให้กัน เพราะว่าโต๊ะที่นั่งมันเล็ก น้องเลยลอบชำเลืองมองลงไปยังเป้ากางเกง น้องเห็นลำท่อนเอ็นขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ในกางเกงในของเขาค่ะ โดยที่เขานั้นไม่รู้ตัวเลย และไม่ได้ระมัดระวังกางนั่งของตัวเองสักเท่าไหร่ น้องก็เลยปล่อยมันเลยตามเลย เพราะว่าอยากจะเห็นของบอยอยู่แล้ว ความรู้สึกที่ชอบมองของบอยยิ่งเพิ่มความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทุกวัน จิตใจของน้องก็รู้สึกปั่นป่วนเหมือนกันเวลาที่เห็นหน้าอกหน้าใจ เวลาที่เด็กคนนี้ไม่ใส่เสื้อ ร่างกายของเขาสูงใหญ่โตเหมือนกับพี่เขยเลย เขาดูเป็นหนุ่มเกินอายุจริง จนน้องอยากจะฟันเด็กคนนี้เข้าให้แล้ว น้องก็เลยคิดวางแผน พอดีวันนั้นพี่สาวน้องไม่อยู่ด้วย วันนั้นเป็นวันหยุดแต่พี่สาวน้องเขาต้องไปสอนพิเศษนักเรียน น้องจึงวางแผนเรียกบอยมาช่วยน้องซักผ้า โดยวันนั้นน้องใส่ชุดนอนบางๆ มีเสื้อคลุมเพียงตัวเดียวเท่านั้น ข้างในไม่ใส่อะไรเลย พอดีเสื้อคลุมน้องก็ผูกมันหลวมๆ กะให้ข้างในดูวอบแวมออกมาล่อสายตา ระหว่างที่เราช่วยกันซักผ้านั้น น้องพยายามแยกขาออกจากกัน จนบางทีชายเสื้อที่ตกลงไปกองกับพื้น กะว่าถ้าบอยเขามองมาก็จะต้องเห็นหอยของน้องแน่ๆ และมันก็ได้ผลค่ะ เขากำลังมองมายังที่ๆ น้องอยากให้เขามองพอดีเลย น้องก็เลยลองแอบมองที่หว่างขาของเขาบ้าง น้องเห็นว่าตอนนี้เป้ากางเกงในของเขามันนูนขึ้นมามากกว่าทุกวันที่น้องเคยเห็น แค่นี้น้องก็เสียวที่หว่างขาจนรู้สึกว่าน้ำเยิ้มเสียแล้วค่ะ น้องเลยคิดจะเผด็จศึกให้ได้
“อุ๊ย…น้านั่งหอยออกตั้งนาน บอยเห็นหรือเปล่า ทำไมไม่เตือนน้า…”
“ไม่…ไม่ครับ…ผมไม่เห็นเลยครับ…”
น้องแกล้งหุบขาของตัวเองแล้วก้มมองดู คิดว่าเมื่อกี้บอยต้องเห็นร่องเสียวของน้องอย่างชัดเจนเป็นแน่ ไม่อย่างนั้นท่อนเอ็นของบอยคงไม่ตุงอย่างนี้หรอก น้องเลยทำใจกล้าเอื้อมมือไปลูบที่หว่างขา ในขณะที่บอยก้มหน้ารีบซักผ้าต่อ
“นี่ไง…ถ้าไม่เห็นแล้งทำไมเอ็นของบอยถึงแข็งอย่างนี้ นี่แสดงว่าบอยเป็นหนุ่มเต็มตัวแล้วเนี่ยะ…”
“อยากจับสิครับ…บอย…บอยจั๊กกะจี้ครับน้า…”
“บอยเห็นหอยของน้าแล้ว ไม่อยากจับบ้างเหรอ เหมือนกับที่น้าจับเอ็นของบอยตอนนี้ไง…”
“เอ่อ…เอ่อ…”
ขณะที่บอกยังอึกๆ อักๆ อยู่นั้น น้องก็จับมือของบอยมาโป๊ะที่เนินหีของน้อง แล้วเอานิ้วแหย่เข้าไปในร่องหีของน้องเลย แทนทีเขาจะชักมือกลับอย่างขัดขืน แต่มันไม่เป็นอย่างนั้นเลยค่ะ น้องจับนิ้วเขาแยงเข้าไปยังไง เขาก็ทำตามอย่างว่าง่ายเลยค่ะ แถมยังชักนิ้วเข้าๆ ออกๆ เสียอีกจนน้องรู้สึกเสียวที่รูหีของน้อง จนต้องครางด้วยความเสียวออกมาต่อหน้าบอยเลย บอยมองหน้าน้องอย่างงงๆ น้องเลยจับมือบอยแล้วจูงมาที่ห้องของน้อง พอเข้ามาในห้องน้องก็จัดการประกบปากจูบกับเขา แล้วผลักตัวเขานอนลงกับที่นอน แล้วรีบถอดเสื้อผ้าของตัวเองจนเหลือแต่ตัวเปลือยเปล่า แล้วน้องก็รีบขึ้นไปคร่อมตัวเขา น้องแอ่นเนินหีของน้องเข้าไปจนเกือบติดหน้าของเขา
“เอาลิ้นเลียหีให้น้าหน่อยสิบอย…”
ทันใดนั้นเขาก็รวบเอวของน้องเข้าไปหา พร้อมกันนั้นเขาก็มุดหน้าเข้ามาที่ร่องหีของน้องด้วย เขาเอาปลายจมูกถูไถที่ร่องหี น้องมีความรู้สึกว่าลมหายใจร้อนผ่าวของเขาราดรดอย่างแรงที่กลางร่องของน้อง
“แลบลิ้นออกมาด้วยสิ…เลียร่องให้น้าหน่อย…อยากมานานแล้ว…โอวววววว…”
น้องขอร้องให้เขาทำตามที่น้องบอกอย่างหมดยางอาย จากนั้นน้องก็รู้สึกว่าปลายลิ้นของบอยนั้นมาวนเวียนที่ปากร่องหีของน้อง เขาลากลิ้นเลียขึ้นลงตามแนวร่อง มันเสียวที่สุดเลยค่ะ น้องไม่ได้เจออย่างนี้มานานแล้ว
“อูวววว…ซี๊ดดดด…อาอาอาอา…ซี๊ดดดด…โอวววววว…”
น้องเสียวจนใจจะขาดเสียให้ได้ น้องค่อยๆ ล้มตัวลงนอนหงายกับที่นอน บอยก็ลงไปนั่งที่ข้างเตียง น้องยกขาตั้งชันกับพื้นที่นอน อ้าร่องหีออกให้บอยเลียได้ถนัดๆ บอยยื่นหน้าเข้ามาเลียที่กลางร่องของน้องอย่างต่อเนื่อง น้องเสียวจนต้องเกร็งตัวยกสะโพกส่ายร่อนไปมารับลิ้นเขาเลยค่ะ และน้องก็คอยแนะเขาตลอดเวลาที่เขาเลีย ยิ่งตอนไหนที่เขาทำให้น้องเสียวมากๆ น้องก็จะบอกให้เขาทำนานๆ เขาก็ช่างว่าง่ายเสียเหลือเกิน
“โอวววว…ซี๊ดดดด…น้าเสียวเหลือเกิน…แยงลิ้นเข้ามาลึกๆ เลยบอยจ๋า…อูยยยย…ดูดเม็ดด้วยสิ…อย่างนั้นแหละ…โอวววว…เสียวเหลือเกิน…ซี๊ดดดดดด…”
เขาดูดแตดและเลียหีให้น้องนานเหมือนกันค่ะ น้องไม่บอกให้เขาหยุดเขาก็ไม่หยุดเลยค่ะ จนน้องรู้สึกหวิวๆ เหมือนจะขาดใจเสียให้ได้ รูหีน้องเกร็งขมิบน้ำเสียวออกมาจนหน้าของเขาเปียกเยิ้มไปหมด
น้องรู้สึกเหมือนเอาเปรียบเขาเกินไป และอยากจะให้เขาได้รู้รสของความเสียวดูบ้าง น้องเลยผลักเขาลงนอนหงายกับที่นอนบ้าง พอน้องถอดกางเกงเขาออกเท่านั้น ท่อนควยดุ้นใหญ่เกินตัวก็ดีดผึงขึ้นมาชี้หน้าน้องเลยค่ะ น้องรีบก้มหน้าลงไปเขมือบท่อนควยของเขาทันที เหมือนกับเป็นรางวัลที่เขาทำให้น้องเสียว น้องวาดลวดลายปลายลิ้นอย่างเต็มที่ ทั้งเอาปลายลิ้นเขี่ยที่ปลายหัวบาน พันลิ้นไปรอบๆ คอหยัก ลากลิ้นเลียตั้งแต่ปลายหัวลงไปยันโคน แล้วยังดูดอมไข่สองใบของเขาด้วย มือน้องก็รูดชักไปด้วย ท่อนควยของเขาถึงกับแข็งปั๋งเต็มที่ ผงกหัวหงึกๆ ระหว่างที่น้องดูดเลียท่อนควยของเขา เขาก็ครางออกมาด้วยความเสียวตลอดเวลาเลยค่ะ
“อูยยยย…โอยยยย…เสียวควยเหลือเกินครับน้า…อูยยยย…ผมจะทนไม่ไหวแล้วครับ…โอยยยย…ซี๊ดดดดดด…”
“ทนอีกหน่อยนะบอย…ขอน้าดูดอีกบอยหน่อยนะ…น้ากำลังอร่อยควยบอยน่าดูดจัง…
น้องเอามือบีบที่โคนไว้แน่น แล้วอ้าปากอมหัวบาน มันเข้ามาเต็มปากน้องเลยค่ะ น้องค่อยๆ ดูดเบาๆ แล้วผงกหัวรูดปากไปตามลำ บอยกัดฟันแน่นหน้าตาเหยเก คงจะเสียวไม่น้อย แต่เขาก็ทนน่าดู ยังไม่ยอมปล่อยน้ำออกมา น้องดูดจนพอใจแล้ว ไม่อยากทรมานเขาต่อไป และน้องก็อยากจะลองท่อนควยของบอยแล้วเหมือนกัน อยากรู้ว่าขนาดดูดเลียยังอร่อยขนาดนี้ ถ้าเอามันเข้าไปในรูหีของน้องแล้วมันจะเสียวขนาดไหน น้องจึงขยับขึ้นมาคร่อมบนตัวเขา แล้วจับท่อนควยของเขามาจ่อที่ปากรูหีของน้อง พอเข้าที่เข้าทางเป็นอย่างดีแล้ว น้องก็กดบั้นท้ายลงไป หัวควยของเขาค่อยๆ มุดเข้ามาในรูหีของน้อง มันใหญ่จนน้องรู้สึกว่าปากรูหีของน้องบานอ้าออกจนตึง น้องกดลงไปจนส่วนหัวของมันผลุบเข้ามาในรูจนหมด คราวนี้น้องก็กดลงไปอย่างแรง จนรูหีของน้องอมท่อนควยของเขาหมดทั้งดุ้น ตอนแรกคิดว่าของเขาไม่ใหญ่เท่าไหร่ แต่ที่ไหนได้พอลงไปถึงโคนมันทั้งคับทั้งแน่น เพราะตรงโคนของเขามันใหญ่กว่าตรงปลายเสียอีกค่ะ น้องถึงกับต้องแหงนหน้าเชิด แล้วกระดกเอวขึ้นมา แล้วค่อยๆ กดลงไปใหม่ น้องนั่งทับท่อนควยของเขาแล้วก็บดส่ายไปมา จนน้ำเสียวน้องออกมาชโลมท่อนควยของเขาจนลื่น
“อูยยยย…เสียวจังเลยครับน้า…”
“น้าก็เสียวเหมือนกันควยเธอไม่เบาเลย ใหญ่เท่าผู้ใหญ่เลยนะเนี่ย…ซี๊ดดดด…อูยยยย…มันส์ที่สุดเลยบอยจ๋า…น้าจะขย่มแล้วนะ…ซี๊ดดดด…โอยยยยยย…”
น้องกระดกเอวแล้วกระแทกลงไปทันที พร้อมกับจับมือของแกขึ้นมาบีบที่เต้านมของน้อง บอยนั้นก็สอนง่ายจังเลยค่ะ พอน้องจับมาวางเท่านั้น เขาก็ทั้งบีบทั้งขยำอย่างสนุกมือเลยทีเดียว แถมยังผงกหัวขึ้นมาจับมันดูดอีกด้วย น้องกลัวว่าเขาจะเมื่อยคอ เลยดันให้เขานอนลงอย่างเก่า แล้วเป็นฝ่ายเอาเต้านมป้อนใส่ปากของเขาเอง แล้วขย่มท่อนควยของเขาอย่างเมามันส์ไปพร้อมๆกัน และแล้วความเสียวก็เพิ่มขึ้นมาอีก เมื่อน้องบอกให้บอยกระดกเอวเสยท่อนควยสวนขึ้นมาบ้าง คราวนี้ครบสูตรเลยค่ะ เสียวทั้งนมเสียวทั้งหีพร้อมๆ กัน มันส์ที่สุดเลยค่ะ จนน้องถึงกับต้องร้องครางออกมาอย่างลืมตัว
“โอยยยย…ซี๊ดดดด…บอยจ๋า…ควยบอยเย็ดมันส์เหลือเกิน…กระแทกแรงๆ…เย็ดให้น้าน้ำแตกเลย…อูยยยย…ซี๊ดดดด…เดี๋ยวนี้จะให้รางวัล…อุวววววว…”
น้องเร่งขย่มรูหักระแทกท่อนควยของหลานชายสุดที่รักอย่างเมามันส์ ยังกับคนที่หิวกระหายในเรื่องนี้มานาน บอยเองก็เด้งเอวเสยท่อนควยใส่รูเสียวน้องแบบสุดๆ ท่อนควยบอยกระแทกกับรูหีน้องกลางอากาศเสียงดังพั่บๆๆ จนในที่สุดร่างของน้องก็เกร็งไปทั้งตัว ความเสียวแผ่กระจายไปทั่วตัวของน้องเลยค่ะ “ซี๊ดดดด…โอยยยย…บอยจ๋า…น้าเสียวใจจะขาดอยู่แล้ว…อูยยยย…น้าจะออกอยู่แล้ว…น้าไม่ไหวแล้ว…เสียวเหลือเกิน…โอยยยย…อะ…อะ…ออก…น้าออกแล้วววว…ซี๊ดดดด…โอยยยยยย…”
น้องฟุบลงไปนอนบนอกของบอย ปากรูหัของน้องขมิบกระตุกอย่างรุนแรงกว่าทุกครั้งเลยค่ะ น้ำเสียวน้องแตกซ่าออกมาชโลมท่อนเอ็นของบอยอย่างมากมาย จนไหลลงมาเปียกเส้นหมอยของเขาแฉะนองไปหมด น้องเสร็จแล้วแต่ว่าบอยยังไม่เสร็จเลยค่ะ เขาอึดมากขนาดโดนน้องขย่มอย่างเต็มที่ ของเขายังไม่ออกเลย คงเพราะว่าเป็นนักกีฬาของโรงเรียนค่ะ
“น้าเสร็จแล้วนะ บอยทำต่อเองแล้วกัน น้าหมดแรงแล้ว…”
บอยช่างรู้งานเหลือเกินค่ะ เขาลุกขึ้นมาแล้วดันตัวน้องให้นอนหงายลงไป เขาเอามือจับสะโพกน้องยึดเอาไว้ แล้วแอ่นเด้งท่อนควยใส่รูหัน้องเป็นการใหญ่ น้องนอนให้เขากระแทกท่อนควยใส่อยู่ข้างเดียวได้สักพัก มันก็ชักเริ่มมันส์ขึ้นมาอีก ความเสียวที่ยังไม่ทันจางหายไปกลับเพิ่มขึ้นๆ สะโพกน้องเริ่มเด้งสวนกับเขาอย่างไม่รู้ตัว บอยเร่งกระแทกท่อนควยใส่น้องอย่างถี่ยิบหวังจะให้ตัวเองถึงจุดหมายโดยเร็ว
“โอวววว…น้าครับ…ผมเสียวควยจังเลยครับ…อูยยยย…รูหีน้าเอามันส์ดีจังครับ…โอวววว…ผมจะทนไม่ไหวแล้ว…ให้ผมปล่อยในรูน้าได้ไม๊ครับ…อูวววววว…”
“ได้สิจ๊ะ…ไม่มีปัญหา…น้าชอบอยู่แล้ว…โอวววว…น้าเสียวอีกแล้ว…กระแทกแรงๆ เลยบอยจ๋า…อูยยยยยย…”
ไม่นึกเลยค่ะว่าหลานชายสุดที่รักจะทำให้น้องเสียวได้ขนาดนี้ ตอนแรกนึกว่าจะนอนให้เขาเย่อให้เสร็จๆ ไป แต่ตอนนี้น้องเสียวจนทนไม่ไหวแล้วค่ะ ต้องยันตัวขึ้นมาแล้วแอ่นร่องหีกระแทกสวนกับท่อนควยของเขา แรงอัดกระแทกเพิ่มเป็นสองเท่า เสียงท่อนควยของเขากับร่องหีของน้องกระแทกกันดังสนั่น เร้าอารมณ์ดีเหลือเกิน ท่อนควยของเขาเสียบเข้ามาจนสุดรูหีของน้อง มันทั้งเสียวทั้งมันส์จนไม่รู้จะบรรยายยังไงดีค่ะ ทั้งเขาและน้องแอ่นท่อนควยและร่องหีอัดกระแทกเข้าใส่กันอย่างไม่คิดชีวิต พั่บๆๆๆๆๆๆ
“โอยยยย…น้าครับ…ผมไม่ไหวแล้ว…เสียวจนควยแทบระเบิดแล้วครับ…อูวววว…โอวววว…ไม่ไหวแล้วววว…โอยยยย…แตกกกก…แตกแล้วววว…อ้ากกกก…โอยยยยยย…”
“โอยยยย…น้าก็จะออกอีกแล้ว…เธอเย็ดเก่งเหลือเกิน…อูยยยย…รอน้าด้วย…จะออกอีกแล้วววว…โอยยยย…ไม่ไหวแล้วววว…ออกแล้วววว…กรี๊ดดดดดด…”
ตัวน้องกระตุกเฮือก เมื่อท่อนควยของบอยฉีดน้ำเงี่ยนพุ่งใส่รูหีของน้องอย่างแรง น้องเกร็งร่างแอ่นร่องหีอัดกับท่อนควยของเขาแน่น ปากรูหีขมิบรัดท่อนควยของเขาอย่างเต็มที่ รู้สึกหวิวๆ เหมือนตกจากที่สูง เรี่ยวแรงน้องมันหายไปหมดจนไม่อยากจะขยับตัวเลยค่ะ บอยล้มตัวลงมานอนทาบทับบนตัวน้อง โดยที่ท่อนควยของเขายังคาอยู่ในรูหีของน้อง เราประกบปากจูบกันอย่างมีความสุข
“มีความสุขไม๊บอย…”
“มีความสุขที่สุดเลยครับ…”
“เธอนี่เก่งไม่เบาเลยนะ สอนนิดเดียวเอง ทำเอาน้าแทบขาดใจเลย…”
“น้าก็เก่งครับ…ผมเสียวสุดๆ เลย…”
น้องดูดท่อนควยของบอยทั้งที่ยังเปียกอยู่ ก่อนที่เราสองคนจะพากันไปอาบน้ำชำระเมือกคาว แล้วเย๊ดกันต่ออีกเกม ก่อนที่พี่สาวน้องจะกลับมา หลับจากนั้นน้องก็แอบเล่นเสียวกับหลานชายคนนี้บ่อยๆ โดยที่พี่สาวน้องไม่รู้เรื่องเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นท่าไหนน้องสอนเขาให้ทำกับน้องคนเดียวนะคะ ทำกับคนอื่นน้องไม่ยอมเด็ดขาด น้องหวงมากค่ะ เพราะตอนนี้น้องหลงท่อนควยยาวใหญ่ของเด็กคนนี้เข้าเสียแล้วค่ะ

Ufabetgo Sex Story : ตอน เล่นเสียวเจ้าสาวแสนสวย…d4b0ef6aaae18fe2da284e0251a837c6.20

พัท ขับรถไป เค้าก็ดึงมือบีมาวางที่เป้ากางเกง ให้บี จับควย
เค้าเล่นนอกผ้ามา ตลอดทาง กะยั่วให้เธอเงี่ยนมากๆจะได้เย็ดเปิดบริสุทธิ
อย่างมันส์ประทับใจ บี เป็นคนสวยน่ารักหุ่นดีสมบูรณ์แบบสุดๆระดับดาว
มหาลัย เธอ เคย ถูกชักชวน ถ่ายแบบ ลงนิตสารรายเดือนฉบับนึงมาแล้ว ใน
ชุดว่ายน้ำแบบทูพีช และวันพีช โชว์หุ่นสวย แบบเห็นสัดส่วน เกือบหมด ทั้ง
อก อวบที่ทะลักล้น และ กางเกงว่าย น้ำผ้ายืดรัดรูป บางๆ แทบปิดโคก
หีอวบอูม โหนกนูนไม่มิดเห็นนูน เป็นกลีบชัดเจน จนหนุ่มๆทั้งหลายที่ได้
เห็น รูปเธอสองสามชุดที่ลงนิตยสารรายเดือนฉบับนั้น ควยแข็ง อยากเย็ดหี
เธอพร้อม อยากเอาควยให้อม ไป ตามๆกัน พัทพาบีขับรถแวะเที่ยวไป เรื่อยๆ
จนมืด ไม่มีใครมองเห็น พัท ก็เริ่มเอาคืน บี เจ้าสาวแสนสวย ที่จับ
ควยเค้าเล่นนอกผ้ามาตลอดทาง พัทแวะจอดรถตรงข้างทาง จับ บี ถอด
กางเกงในออกเลย โดยเค้าให้บีถอด บราออกด้วย บีเลยสวมใส่แค่เพียง
กระโปรยีนส์สั้นๆดูน่ารัก กับสวมเสื้อยืดแขนกุด ไม่ใส่บรา แล้วพัทก็ขับรถ
ต่อ ถนนช่วงนี้มันมืดมาก และก็เปลี่ยวมากด้วยสองข้างทางไม่ค่อยมีบ้านผู้
คนเลย พัทสังเกตุเห็นเข็มความร้อนเริ่มขึ้น จนเกือบถึงขีดแดง เลยต้อง
หาอู่ซ่อมก่อน พัทค่อยๆขับรถไปจนเจอร้านปะยางริมทาง จึงเข้าไปจอด
เพราะสว่างหน่อย คนงานที่ร้านก็มาถามว่าเป็นอะไร ช่วยหาไฟมาส่องให้
สรุปว่าปั้มน้ำรถเสีย เห็นมีอู่ซ่อมอยู่ใกล้ ๆ แต่ปิดแล้ว
คนงานนั่นชื่อวุฒิ บอกจะเรียกช่างให้
พัทเห็นพวกเขากำลังตั้งวงกินเหล้ากันอยู่ มีชายตัว ใหญ่ผิวดำ
พวกเขาเรียกกันว่าช่างดำ ลุกออกมาจากวง คนงานที่ชื่อวุฒิ
นั่นบอกรถผมสงสัยปั้มน้ำเสีย ช่างดำดูอยู่พักนึงก็บอก พัทว่าต้องทิ้งรถไว้
ก่อน เพราะต้องไปซื้ออะไหล่ตอนเช้า แถวนั้นก็ไม่มี โรงแรม ด้วย วุฒิบอก
ต้องเข้าไปที่ตัวเมืองถึงจะมีโรงแรม แต่เขาไม่มีรถเหลือแต่มอเตอร์ไซต์
พัทดูแล้วมีแต่รถเร็ว ๆ
ทั้งนั้นทางก็เปลี่ยวมากด้วยถ้านั่งมอเตอร์ไซต์ไปมี หวังไม่รอดแน่
ช่างดำชวนพัทกับ บี ไปนั่งทานอะไรก่อน บอกให้ทำเป็น ลืมๆไปไม่นานก็เช้า
พัทกับบีก็เดินตาม ช่างดำไปนั่งร่วมวงที่ พวกเค้ากิน เหล้ากันอยู่มีหนุ่ม
ๆ ผู้ชายอีก 2คน ชื่อแจ็ค ตัวใหญ่ผิวเข้มสักลายที่ต้น แขน กับ เจ
ตัวล่ำบึ้ก สูงใหญ่ผิวคล้ำ พัทกับบี เข้าไปนั่งร่วมวงด้วย คนชื่อ วุฒ กับ
แจ๊ค บอกว่าพวกเค้าจำ บีได้ เคยเห็นในชุดว่ายน้ำ และแจ๊คก็เป็น
คนเข้าไปข้างใน หยิบหนังสือเล่มนั้นที่มีรูป บี ในชุดว่ายน้ำแบบทูพีชและ
วันพีชมาดูกัน ทั้ง 4 คน คือ ช่างดำ วุฒิ แจ๊ค และเจ พวกเขา บอกว่า
ชื่นชอบ รูปของบีมาก แล้วก็พูดคุยกันอย่างสนุก ทำให้ บี
กับพัทรู้สึกเป็นกัน เองมากขึ้น ในขณะนั่งดื่มกินกับพวกเขาพูดคุยกันไปด้วย
พัทก็รู้สึกว่าพวก นั้น จะสนใจ บี ที่อยู่ในชุดเสื้อยืดแขนกุด
กระโปรงยีนส์สั้นๆ ดูน่ารักสุดๆ เป็นพิเศษ เอาแต่ชมว่า
พัทโชคดีได้แฟนสวยน่ารักคุยเก่ง ไม่ถือตัว แต่ละ คนมอง บีตาเป็นมันเลย
ยิ่งเมาพวกนั้นก็ยิ่งกล้าแซว บี ที่ตอนนี้ก้มลงมา ตักอาหาร
คอเสื้อยืดหย่อนลงหน่อยนึงมองเห็นนมเลย พวกนั้นมองกันใหญ่ คนที่ชื่อวุฒิ
ผิวคล้ำ รูปร่างสันทัด พอๆกับพัทบอกว่า บี ตัวจริงสวยน่ารัก
กว่าในรูปที่เห็นในหนังสือ อีก อกขาวสวย หัวนมตั้งเลย
บีกับพัทก็ไม่ว่าอะไร กำลังนึกสนุก
พัทหันมาทางบีสังเกตุดูนมบีมันนูนแทบทะลุเสื้อขึ้นมาเลย ก็ บี
ไม่ได้ใส่เสื้อในด้วย คงใส่ไม่ทันตอนลงจากรถกางเกงในก็คงไม่ใส่ ด้วย
อารมณ์ของคนที่ชอบอ่านเรื่องแนวสวิง พัทก็นึกในใจ ถ้าเกิดใอ้พวกนี้บ้า
ขึ้นมาจับ บี รุมเย็ด จะเป็นยังไง อีกใจก็กลัวพวกมันรุมเย็ดเธอจริงๆ
เพราะแต่ละคนล้วนหน้าตาเถื่อนๆบอกยี่ห้อ และก็พึ่งรู้จักกันด้วย ยก
แก้วกระดกดื่มไปอีกแก้ว พัทก็เห็น บี หน้าแดงกล่ำ คงเมาแล้ว เธอเป็น
คนที่ไม่ชอบดื่มมีบ้างก็นิดหน่อยถ้าไปกับพัท พวกนั้นก็เอาแต่ชมบี ด้วย
ความมึนบวกอารมณ์คนชอบเรื่องสวิง พัทก็บอกพวกเค้าว่าถ้าชอบก็ลองดู ได้
พวกนั้นนึกว่าพัทพูดเล่น พัทเห็นวุฒมองนม บี ตาแทบถลน พัทเลยดึง
บีเข้ามากอดพร้อมกับแกล้งดึงคอเสื้อยืดบีลงอีก ทำให้นมขาวขวบออกมา โชว์
พวกที่กินเหล้าอยู่ พวกมันมองตาแทบถลนเลย ช่างดำบอกว่านม บี ขาวจัง
สวยมากไม่เคยเห็นนมของใครสวยอย่างนี้เลย พัทเลยจับมือวุฒที่
นั่งไกล้ๆให้ลองจับดู เขาขยำบีบนมบีเบา ๆ อุ๊ย บีอุทานเมื่อโดน วุฒิจับนม
แต่ก็ไม่ได้ขัดขืน กะแกล้งยั่วพัทด้วย พัทกำลังลุ้นด้วยอารมณ์คนชอบแนว
สวิง บอกวุฒิกับพวกนั้นว่าไม่ต้องเกรงใจ ตอนขับรถมาบีเจ้าสาวของผม
กำลังเงี่ยนอยู่พอดี พอดีรถมาเสียก่อน บี หน้าแดง ทุบ พัทเข้าให้ปักหนึ่ง
พัทกับบี นั่งดื่มกินกับพวกนั้นอยู่ที่แคร่หน้าร้านปะยาง ตอนนั้นบรรยากาศ
ไม่เลว อากาศก็กำลังดีไม่มียุงด้วย นาน ๆ จะมีรถผ่านมาคันนึง ดื่มไปอีก
แก้ว พัทก็วูบไปพวกนั้นวางยา พอพัทวูบไปคาวง พวกมันก็ช่วยกันประคอง
ตัวพัทเข้าไปนอนบนเตียงในห้องด้านใน โดยพวกที่เหลือก็ขยับมาประชิด
ตัวบีเอามีดขู่ ใอ้เจ เอามือถือแบบบันทึกภาพได้มาเตรียมถ่าย วีดีโอเก็บไว้
ช่างดำเริ่มจัดการถอดเสื้อยืดบีออก จนเห็นอกอวบ แล้วถลกกระโปรงยีนส์
ขึ้นมา จับขาบี ที่หนีบไว้ให้กางออก ใอ้เจบันทึกภาพ ที่เห็นบีนั่งกางขา
ท่อนบนเปลือยอวดนมคู่สวย ท่อนล่างกระโปรงโดนถลกขึ้นจนเห็นโคกหี
โหนกนูนมีหมอยบางๆของบี ช่างดำคว้าหมับกุมที่หว่างขา ลูบคลึงโคกหี ของบี
ที่ทั้งโหนกทั้งนูน มีหมอยคลุมเพียงบางๆ บีได้แต่ร้อง อุ๊ยๆ ดิ้นยึกยัก
แต่ดูเหมือนกับแอ่นโคกหีอูมนูนให้มันลูบคลำได้อย่างถนัดถนี่มากขึ้น พอ
ลูบตรงร่อง บี สัมผัสกับความแฉะเยิ้ม ช่างดำก็ พูดบอกกับพรรคพวก กำลัง
เยิ้มเลยว่ะ ใอ้เจบันทึกภาพตลอด จังหวะนั้นวุฒิที่นั่งไกล้ๆก็เข้ามาประชิด
แล้วก้มลงดูดนมบี โดยมันจับมือ บีไปวางตรงเป้ากางเกงมันที่นูนตุงด้วย
มันให้บีกำควยมันนอกผ้าเต็มอุ้งมือ ช่างดำกับ แจ็คช่วยกันเคลียร์ที่ เอา
ของไปวางข้างล่าง แล้วพวกมันก็ช่วยกันจับตัวบีให้มานอนหงายลงบนแคร่
ใอ้เจดึงกระโปรง บี ถอดออกไปเพื่อความสะดวก ร่างงดงามสมบูรณ์แบบ
ทุกสัดส่วนของเธอจึงนอนหงายล่อนจ้อนอยู่บนแคร่ อวดนมคู่สวยและโคกหี
อวบอูมมีหมอยบางๆให้พวกมันดูเต็มๆ ใอ้เจบันทึกภาพต่อ ตอนนี้ใอ้วุฒิ
คนที่ผิวคล้ำรูปร่างสันทัดพอๆกับพัทเข้าไปยืนตรงหัวเธอ รูดซิบ งัดควย
ออกมา จับยัดปาก บีที่มันจับหัวเธอให้หันมา พร้อมกับบอกให้บีอมควยให้ มัน
เอ่อ บีไม่เคย.อม อุ๊ฟ อุ๊ๆ แต่พออ้าปากจะบอกมัน ใอ้วุฒิก็ยัดควย
เข้าปากเธอเลย อม ควยกูเข้าไปเร็ว ดูดด้วย” ใอ้วุฒิให้บี ได้ลิ้มลองรส
ชาติการอมควยผู้ชายเป็นครั้งแรกในชีวิต ตอนนี้บีได้แต่อมควยมันเต็ม ปากงาม
พร้อมกับดูดควยของใอ้วุฒิ ตามที่มันบอก ดังบลุ บลั่วะ จนเจ้า
ของควยครางซี๊ดเลย ช่างดำกับแจ็คเข้าไปช่วยกันดูดนมคนละข้าง ส่วน ใอ้ เจ
วางมือถือไว้ตรงมุมที่สามารถบันทึกภาพที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจนต่อ เนื่อง
แล้วมันก็เข้าไปเลียหีให้เธอ บีร้องครางพร้อมกับแอ่นร่องหีบิดตัว
เร่าๆให้ใอ้พวกนั้นทำให้ ปากงามที่อมควยใอ้วุฒคับปากส่งเสียงครางออก
มาด้วยน้ำเสียงกระเส่า ก่อนคายควยออกจากปาก บอกพวกมันว่าเธอเสียว มาก
พอได้ยิน พวกนั้นก็ผละจากร่างเปลือยของบี ต่างคนต่างก็รีบถอดเสื้อ ผ้า
เห็นควยลุกโด่ตระหง่าน หัวบานร่าใข่ห้อยเป็นพวง หมอยรกเต็มโคน ใอ้ เจ
คว้ามือถือมาบันทึกภาพต่อ ขณะเดียวกับที่ใอ้ วุฒิ กำลังเข้าไปยืนกลาง
หว่างขา บี จับขาเธอ อ้าออกโดยดึงร่างเปลือยงดงามทุกสัดส่วนของบี ที่
นอนหงายอยู่บนแคร่ เลื่อนลงมาจนสะโพกมาอยู่ชิดขอบ ตัวมันยืนแทรก กลาง
มันเอาควยถูที่ร่องหี บี สองสามที แล้วจ่อให้ตรง “เอามือแบะหีให้ หน่อย
เร็ว “บีได้แต่เลื่อนมือเธอลงมาแบะหีให้มัน จนมองเห็นปากรูหี
ขนาดปลายนิ้วก้อยที่กำลังเยิ้มเต็มที่ จับควยจ่อให้ด้วยเร็วสิ
ใอ้วุฒิบอกให้บี จับควยมันจ่อให้ตรงปากรูหีเธอ
บีก็จับควยมันจ่อตรงปากรูหีเธอแล้วเอา มือมาแบะหีอ้ารอควยมัน
ใอ้วุฒิจุกหัวควยถอกบานคาปากรูหีที่บีกำลังเอา มือแบะหีอ้ารอรับ
พร้อมกับจับขาบีอ้าออกพาดที่ท่อนแขนมัน พอตั้งท่าได้
ถนัดมันก็กดควยเข้าไปทันที บีสะดุ้งเฮือก ร้องลั่นเมื่อปากรูหีอมหัวถอก
บานร่าของมันเข้าไปมิดเงี่ยง อูยย เจ็บจังค่ะ อย่าพึ่งดัน ว้ายๆๆ โอยย
ซี๊ด บีได้แต่ครวญคราง ผวาเฮือกๆตลอดเวลาที่โดนควยขนาดใหญ่ยาวของใอ้
วุฒิกระทุ้งทะลวงเบิกรูหีเข้าไป มันขยับเอวดึงควยออกมาสลับกดเข้าไป
อย่างเน้นๆส่งส่วนหัวควยถอกบานของมันมุดแหวกรูหีเข้าไปเรื่อยๆจน
ทะลวงเยื่อบริสุทธิของเธอจนกระจุยผ่านเข้าไปจนสุดโพรงหี มิดดุ้นสุดกั่น
หนอกติดหนอก ปากมดลูกของบีพบกับหัวถอกบานร่าที่เข้ามาเบียด
ทักทายเป็นครั้งแรกในชีวิต พอควยมันเข้ามิดทั้งๆที่มันยังไม่ทันขยับซอย
บีก็ถึงกับตัวเกร็งเสร็จคาควยมันไปทีนึงอย่างช่วยไม่ได้ ใอ้วุฒถึงกับสูด
ปากเร่าๆด้วยความเสียวไปทั้งควยเมื่อเจอแรงโอบรัดดูดตอดอย่างหนัก
ของผนังโพรงหีอบอุ่นหยุ่นๆลื่นๆของบี อูยย หี โคตรดีเลย ทั้งดูดทั้งตอด
บีบควยกูแทบแตกเลยว่ะ ซี๊ด โคตรแน่นเลยว่ะ ยังงี้เย็ดมันส์ควยแน่มึง พอ
กดมิดหนอกรกหมอยติดเนินหี ใอ้วุฒิก็ตั้งท่าแป๊ปนึง บีเอามือออกจากหีที่
เธอแบะอ้ารอควยมันที่ตอนนี้เสียบมิดแล้ว พอตั้งท่าได้ถนัดใอ้วุฒิก็เริ่ม
ซอยควยเปิดฉากเย็ดหี บีทันที อึ๊บๆ อูยย แทบกระเด้าไม่ได้เลยว่ะ
ซี๊ดด..บีได้แต่ร้องครางเมื่อได้ ใอ้วุฒิเป็นผัวคนแรกของเธอ ขนาดควย
มันใหญ่ยาวใช้ได้เลย มันเย็ดแรงมากๆ อัดปั่ก ๆ ๆ สูดปากชมตลอดว่า หี บี
ฟิตโคตร ทั้งคับทั้งแน่น บีบรัดจนควยมันทั้งลำแทบแตก แถมยัง ทั้งดูดทั้ง
ตอดควยมันแบบสุดๆ มันเลยเย็ดอย่างไม่ยั้งควยด้วยความมันส์ สุดๆมัน
ชักเข้าชักออกแบบยาวๆ สลับกับทั้งบด ทั้งควงทั้งกระทุ้ง ทั้งงัด สารพัด
จนร่างงามของบี สะท้านไปทั้งตัวนมคู่สวยกระเพื่อมตามแรงเย็ด พวกที่
เหลือยืนสาวควยดูการเย็ดกันของบีกับใอ้วุฒิอยู่ไกล้ๆอย่างมันส์สุดๆยิ่งกว่า
ดูหนังเอ๊กส์เรื่องไหนๆ ใอ้เจบันทึกภาพตลอด
แล้วใอ้ช่างที่ชื่อดำซึ่งยืนชัก ว่าวรออยู่ไกล้ๆ
มันก็ขยับเข้ามาเอาควยไปจ่อที่ปากบี ขนาดมันก็ไม่เบา
เลยทั้งใหญ่ทั้งยาวหัวบานใหญ่อย่างกับดอกเห็ด ทั้ง บีเลียคอหยักวน ๆ
ก่อนอมหัวควยของมันเข้าไปเต็มปาก ดูดจนแก้มตอบ ช่างดำสูดปากเร่าๆ
ชมบีว่าดูดควยเก่งมาก ทำให้มันเสียวควยสุดๆ พอดีใอ้วุฒิน้ำแตก โดยมัน
รัวเย็ดแบบเข้าสุดออกสุดชนิดไม่นับแล้วกดลึกสุด อัดหัวถอกบานร่านาบ
สนิทกับปากมดลูก บี ฉีดน้ำควยส่งตรงเข้าไปในมดลูกบีเลย บีสะดุ้งยึกยึก
ตัวเกร็งกระตุกครางเสียงกระเส่า เสร็จเสียวคาน้ำควยมันไปสองทีติดๆกัน เลย
เธอแอ่นหีรับการอัดหนอกของมันเต็มที่โพรงหีของบีโอบรัดดูดตอด
ควยทั้งลำอย่างหนักตั้งแต่กำลังเริ่มกระตุกก่อนจะหลั่งน้ำควยออกมา ปาก
มดลูกของเธออัดแน่นกับหัวถอกบานร่าที่นาบสนิท ทำให้มดลูกของบีรับน้ำ
ควยมันไปแบบเต็มๆตั้งแต่ระลอกแรกที่มันกระฉูดยิงตรงเข้าปากมดลูก บี
เด้งหีรับน้ำควยใอ้วุฒิเข้ามดลูกจนหมดสิ้นทุกหยด ชนิดรับไปเต็มๆท่วม
ท้นน้ำอสุจิในน้ำกามจำนวนมากมายของมันผสมกับใข่ที่สุกอยู่ในมดลูกบี
ทันทีที่พบกัน การปฎิสนธิกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้วในตัวเธอตามธรรมชาติ มัน
กดควยทั้งลำลึกสุดกั่นไว้นิ่งๆให้โพรงหีอุ่นหยุ่นลื่นกระชับสุดๆของบี
อมรัด ดูดตอดควยทั้งลำอย่างติดใจจนควยมันเริ่มอ่อน ก็ชักออกมา แล้วผละออก
ไป ใอ้แจ็ค คนตัวใหญ่ผิวเข้มสักลายที่ต้นแขน ก็เข้าไปต่อบีได้แต่นอนอ้า
ขาแบหีให้พวกมัน เรียงคิวเย็ด ใอ้แจ็คก้มลงดูดนมบี จนเธอบิดตัวไปมา
พร้อมกับเอามือไปจับควยมันรูดว่าว ควยมันใหญ่ขนาดมือบีกำได้แค่เกือบ รอบ
ยาวเหยียด พอโดนบีจับควยชักว่าว มันก็ขยับมาด้านปลายเท้าบี จับขา
เธออ้าออกแทรกตัวมันเข้าไป จ่อควยที่หี แล้วขยับก้นกดควยเข้าไปในร่อง หีบี
มันค่อย ๆ ขยับก้นส่งควยขนาดใหญ่ยาวเหยียดชำแรกเข้าไปในรูหีเธอ บีก็ร้อง
อ้าๆ… อือ….เบา…ๆพร้อมกับเอามือ คว้าควย
ช่างดำที่ยืนอยู่ด้านบนไกล้ๆ เข้าไปอมแล้วดูดแรง ๆ พร้อมกับครางผ่าน
ควยคับปาก อู้วว อุ๊ๆๆ ใอ้แจ๊คกดโยกควยสลับกับซอยเน้นๆอยู่สามสี่ที
ควยมันก็เข้าหีเธอมิดหนอกติดเนิน พอเข้าที่ ใอ้แจ็ค ๆ ก็ขยับก้นขึ้น ซอย
ควยเย็ดหี บี แบบชักเข้าออก ยาวๆ ช้าๆ เน้นๆ เธอถึงกับคายควยช่างดำที่
อมคับปาก ส่งเสียงร้องครางลั่น ดีที่แถวนั้นไม่มีบ้านคน ใอ้แจ็คเร่งจังหวะ
กระเด้าเร็วขึ้น บีก็ผวาขึ้นมากอดร่างใหญ่กำยำของใอ้แจ็ค ปากอมควย
ช่างดำต่อ ช่างดำกลัว บีจะเผลอกัดควยรีบดึงออกมารูดชักว่าวเอง ใอ้แจ็ค
ดันขา บีให้พับไปกับหน้าอก ทำให้ก้นลอยขึ้น ท่านี้ทำให้เห็นควยมันชัด ๆ
ควยมันใหญ่มากพอๆกับข้อแขนเธอเลยยาวด้วย เส้นเอ็นปูดเป็นเส้น ๆ
ลำท่อนควยของมันดำเป็นมันเลย แคมหีบี ยู่ตามลำควย ผลุบเข้าออกตาม
จังหวะที่มันสาวควยออกมาแล้วกดเข้าไป บี สะบัดหน้าไปมาคราง
เสียงกระเส่าด้วยความเสียวสุดๆ ใอ้แจ็คจับบีเย็ดหีอย่างเมามันส์จนน้ำ
แตกไปอีกราย โดยที่บีก็เด้งหีรับน้ำควยมันเข้ามดลูกไปเต็มๆ มันกดควย
ไว้ให้โพรงหีอุ่นหยุ่นลื่นกระชับของ บีโอบรัดดูดตอดอย่างติดใจ
อยู่อีกครู่นึง จนควยมันเริ่มอ่อนมันก็ดึงออกมา ช่างดำเข้าไปต่อ
แต่บีขอไปล้างตัวก่อน ช่างดำบอกให้ไปล้างที่ก๊อกหน้าร้าน
เป็นถึงน้ำมันผ่าครึ่งที่เอาไว้ใส่ยางรถ ดูว่ารั่วตรงไหน โดยใอ้แจ๊คมาช่วย
วักน้ำล้างตัวให้บี ๆ ปวดฉี่เลยนั่งฉี่ตรง นั้นเลย ใอ้แจ๊คเห็นเธอ ฉี่
มันก็ขยับตัวยืน เอาควยที่อาบไปด้วยเมือกขาวๆ จากการเย็ดกันให้ บี
อมดูดเลียเป็นการทำความสะอาดไปด้วยในตัวแล้วฉี่ ใส่ปากบีเลย
โดยมันบอกให้บีอ้าปากรอ น้ำเยี่ยวมัน ก่อนอมควยมันดูดเลย
บีกลืนน้ำเยี่ยวมันลงคอไปจนหมด เป็นอึกๆ ปริมาณน้ำเยี่ยวมันเกือบเต็ม
แก้วได้ เล่นเอาบีหายคอแห้งไปเลย ใอ้เจตามบันทึกภาพไว้แบบชัดๆจะจะ
ชนิดไม่มีตกหล่น ตอนนั้นประมาณเที่ยงคืน ได้ พวกมันพยุง บีเข้าไปที่แคร่
ช่างดำบอกพรรคพวกให้พา บี เข้าไปข้างในดีกว่าตรงนี้มันแข็ง พอพาบี
เข้าไปที่เตียงในร้านก็ไม่ได้มิดชิดอะไรเท่าไร เป็นเตียงไม้อัดมีฟูกเก่า ๆ
พอไม่เจ็บหลัง ข้าง ๆ ก็เป็นเครื่องปะยางตัวใหญ่ และยางเก่า ๆ กองอยู่เต็ม
ช่างดำผสมเหล้าให้ใหม่ บีคงหิวน้ำกระดกที่เดียวหมดแก้ว บอกไม่ไหวแล้ว
ช่างดำก็ดึง บี เข้าไปหอมแก้มกอดจูบ ใอ้ แจ๊คจูบปาก วุฒดูดนม ช่างดำ
ล้วงหี บี บอกยังแฉะอยู่เลย น้ำเยิ้มเชียว มาฮันนีมูนไม่ใช่เหรอ
พึ่งแต่งงาน ใหม่ๆแบบนี้ต้องโดนเย็ดทั้งคืนนะ
เจ้าบ่าวตัวจริงของคนสวยหลับไปแล้ว แต่ไม่เป็นรัย
คืนนี้พวกพี่จะช่วยกันเป็นเจ้าบ่าวให้เองนะจ๊ะ สวยน่ารักสุดๆ แบบนี้
ต้องโดนทีละหลายๆควยไปเลย ตอนโดนเจ้าบ่าวเย็ดจะได้เก่งไม่ เจ็บด้วย
พวกมันพูดตามที่รู้จากพัทว่าทั้งคู่พึ่งแต่งงานกัน มาฮันนีมูน แล้ว
บีก็ถูกจับนอนลง แล้วช่างตัวดำรูปร่างสูงใหญ่ก็เข้าไปจัดการจับขาบีอ้าออก
แทรกตัวเข้าไปเอาหัวบานเขี่ยตรงปากร่องหีแล้วกดควยทะลวงเข้าไปในรูหี บี
ที่ได้แต่นอนแบปล่อยให้มันเย็ด พอกดมิดมันก็คร่อมเย็ดหีบีอยู่นานครู่
ใหญ่ๆ มันเย็ดแรงมาก แบบไม่เผื่อหีไว้ให้ใครเย็ดต่อ บีก็ได้แต่ครวญคราง
นอนแบอ้าขา ให้ช่างตัวดำรูปร่างสูงใหญ่เย็ดอย่างเมามันส์จนมันเสร็จ บีก็
เด้งหีรับน้ำควยมันเข้ามดลูกไปเรียบร้อยอีกราย พอช่างดำเสร็จ วุฒก็เข้า
ไปเย็ดบีต่อทันที รอบนี้มันทำนานมากจนบีเสร็จคาควยมันไปอีกอย่างน้อย
สองครั้ง พอใอ้วุฒิเสร็จ พวกนั้นก็เอาตัวบี มาที่รถพัทที่จอดรอซ่อมอยู่
แล้ว ให้มีหมอบลงบนฝากระโปรง ให้พวกมันผลัดกันเข้าไปเอาควยสอดเย็ดหี
จากด้านหลังจนครบทุกคนโดยยังไม่ใครน้ำแตกในรอบนี้ พอครบ ใอ้แจ็ค
ก็เอาตัวบี มาเย็ดที่เบาะหลังรถ โดยใอ้ เจ เข้ามาทางประตูรถอีกด้านเอา
ควยให้ดูดอยู่ด้านบน มันเอามือถือบันทึกภาพไว้ด้วยตลอดเวลา ครู่นึง ใอ้
เจก็เปลี่ยนที่กับใอ้แจ๊ค โดยมันเอามือถือส่งให้ ใอ้แจ๊คบันทึกภาพตอน
มันกำลังซอยควยเย็ดหี บีแบบจะจะชัดๆ ครู่ต่อมาช่างดำก็ เข้ามานั่งบน
รถตรงคนขับ ใอ้แจ๊คกับ ใอ้เจผละออกจากเธอ โดยมันเย็ดเธอเล่นเอามันส์
แบบยังไม่ให้น้ำแตก คราวนี้พวกมันเอาตัว บีมานั่งแก้ผ้าที่เบาะหน้า ให้
เธอก้มลงไปดูดควยให้ ช่างดำตรงที่ พัทนั่งขับ แล้วพวกนั้นก็ผลัดกันมานั่ง
ตรงคนขับ ให้ บีก้มหน้าลงไปดูดควยให้จนครบทุกคน โดยพวกมันบันทึก
ภาพไว้ตลอด พอถึงรอบที่เธอดูดควยให้ใอ้วุฒิที่นั่งตรงที่พัทขับ แป๊ปนึง
ใอ้ วุฒิก็ ปรับเอนเบาะลง
แล้วให้บีขยับมานั่งคร่อมมันให้เธอจับควยมันจ่อที่หี เธอ
แล้วให้บีเอาหีสวมรูดควยมันลงไปจนสุดโคน หันหน้าเข้าหามัน ใอ้วุฒิ
มันให้บีนั่งเย็ดกับมันบนเบาะเดียวกับที่พัทนั่งขับรถจนมันกระฉูดน้ำควย
เข้ามดลูกบีเลยทีนี้ บีเองก็เสร็จคาน้ำควยมันไปอีกรอบพอใอ้วุฒิเย็ดกับบี
เสร็จพวกมันก็ดึงตัวบีลงมาจากรถ ช่างดำเอาที่นอนเก่า ๆ ลากออกมาไว้
ที่กลางอู่ ใอ้เจอุ้ม บีลงไปนอน แล้วก็ลงไปจับขาอ้าออกแทรกตัวเข้าไป
ประกบเอาควยจ่อที่หีแล้วกดจนมิด มันเย็ดบีบนที่นอน โดยช่างดำคุกเข่า
ด้านข้างแอ่นควยให้บีดูด ส่วนวุฒเข้าไปดูดนม พอใอ้เจเสร็จ ใอ้แจ๊คก็จับบี
อยู่ในท่าคลาน จับควยสอดเข้าเย็ดรูหี จากด้านหลังพอมันเสร็จ พวกที่ราย
ล้อมก็เข้าไปเย็ดเธอต่อ ต่อจากนั้นพวกมันก็รุมเย็ด บี อย่างสนุกใครควย
อ่อนก็เอามาให้บีใช้ปากดูดอมจนแข็งแล้วเอามาสอดเข้าหีเย็ดต่อ จนพวก
มันไม่มีน้ำจะออก บีเองก็เด้งหีรับน้ำควยพวกมันทุกคนเข้ามดลูกไปเต็มที่
อย่างต่ำๆก็คนละสาม รอบ พวกมันเย็ดบีจนไม่มีน้ำจะออก เอาควยให้ดูด
ก็ไม่ขึ้นถึงได้เลิกบี รู้ตัวขึ้นมาอีกที ก็เห็นพวกนั้นนอนควยเหี่ยวอยู่
รายล้อม เธอ ใอ้วุฒิมันนอนกอดเธออยู่ตื่นขึ้นมาพอดีมันเลย ให้เธอ
ขยับไปจับควย พวกนั้นรูดว่าวพร้อมกับก้มหน้าสวย อมดูดควยพวกนั้น
ที่นอนควยเหี่ยวอยู่ จนตื่น พอตื่นพวกมันก็ลุกขึ้นยืนเรียงรายให้บีนั่ง
อมควยดูดเลียสลับกัน เป็นการทักทายยามเช้า แต่ไม่มีใครเย็ดเธอในรอบนี้
พวกมันยืนให้บีอม
ควยดูดเลียเล่นสลับกันอยู่ครู่นึงก็แยกกันไปอาบน้ำแต่งตัว ใอ้วุฒพาเธอ
เข้าห้องน้ำ ให้บีอาบน้ำกับมัน โดยมันช่วยถูสบู่ฟอกนมฟอกหีให้บีด้วย บีก็
ฟอกสบู่ ล้างควยให้มันด้วย ในห้องน้ำตอนเธอฉี่เสร็จกำลังเอาน้ำล้างหีอยู่
ใอ้วุฒ ก็ ยืนแอ่นควย ให้บีอ้าปาก รอ มันยืนฉี่ใส่ปาก บีเป็นสายเลย โดยมัน
บอกให้บี อมควยมันที่กำลังพ่นน้ำเยี่ยวด้วยมันให้บีดูดกลืนเลย บีเลยต้อง
กลืนกินน้ำเยี่ยวมันลงคอไปจนหมด น้ำเยี่ยวมันราวๆเต็มแก้วเป็นอย่างน้อย
เล่นเอาบีหายคอแห้งไปเลย พอออกจากห้องน้ำ ใอ้วุฒก็ควยแข็งมันเลย
เอาตัวเธอมาเย็ดกับมันอีกที่โซฟาเก่าๆในห้อง ตอนบีกำลังเย็ดกับใอ้วุฒ อยู่
พวกมันที่พึ่งมาทำงานตอนเช้า สองคนเข้ามาเห็นใอ้วุฒกำลังเย็ดกับ บี อยู่
บนโซฟาเก่าๆในห้องนั่น โดยบีกำลังอยู่ในท่านอนหงายอ้าขาให้วุฒ
ประกบเย็ดอย่างเมามันส์มันเลย ใอ้สองคนนั่นเลยยืนดูจนใอ้วุฒเย็ดบีโชว์
จนมันเสร็จ พอใอ้วุฒเสร็จมันก็ชักควยอาบเมือกออกมาจากหีเธอ แล้ว
ขยับขึ้นคร่อมใบหน้างาม ให้บีดูดควยเลียใข่ให้มันจนเกลี้ยง แล้วมันก็ผละ
ออกไป ใอ้ 2 คน ก็เข้ามาต่อ โดยทั้งสองคนนั่น ช่วยกันประคองร่างงด
งามของบี ที่แก้ผ้าล่อนจ้อน ออกไปทางหลังร้าน มันเป็นที่โล่งๆติดป่าละ
มาะตอนนั้นสว่างแล้ว แต่ แถวนั้นมันค่อนข้างเปลี่ยวปลอดสายตาผู้คน บี
อายมากที่ต้องแก้ผ้าอยู่กลางแจ้ง กับพวกนั้น ทั้งสองคน เอาตัวบีมาตรง
ไกล้ชายป่า่ละเมาะนั่น แล้ว ยืนให้บีคุกเข่า กับพื้นหญ้า พวกมันยืนถอด
กางเกง ตรงหน้าบีแล้ว เอาควยให้บี อมเลย แล้ว ใอ้คนหน้าปรุ ก็เย็ดก่อน
ด้วยการจับบีคลานให้มันเย็ดบนพื้นหญ้าโดยพวกมันแค่ถอดกางเกงแต่ยัง
สวมเสื้ออยู่ ขณะที่คนนึงประกบสอดควยเย็ดหีจากด้านหลัง อีกคนก็เอาควย
ให้บีดูดจากด้านบน พวกมันสลับกันเย็ด เธอในท่าหมา บอกว่าชอบท่านี้
โดยมันทำกันนานและแรงมาก บีได้แต่คลานให้พวกมันสลับกันเย็ด อยู่ กลางแจ้ง
อย่างเมามันส์ จนพวกมันสองคนเสร็จคนละสองครั้ง เสร็จในหี
อัดน้ำควยเข้ามดลูกแบบเต็มๆคนละครั้ง กะแตกใส่ปากให้เธอกินคนละครั้ง
พอพวกมันเสร็จเรียบร้อย ก็พาบีกลับเข้ามา ในห้อง ก็พอดีมีคนมาเรียก
ตอนนั้นสาย แล้ว พวกมันถึงแต่งตัวออกไปกัน ก่อนออกไป ทั้งสองคนยังยืน
รูดซิบเอาควยออกมาให้ บี นั่งบนโซฟาอมดูดเลีย สั่งลาอีกคนละสามสี่ครั้ง
โดยพวกมันก็บีบนม ลูบโคกหีโนกนูนของบีด้วย พอสองคนนั่นออกไปแล้ว บี
ก็เข้าไปอาบน้ำแต่งตัว แล้ว เธอก็ได้นอนไปอีกพักนึงข้างพัทนั่นแหละ เธอ
ตื่นมาก่อนพัทครู่ใหญ่ พอล้างหน้าล้างตาเสร็จ วุฒิกับ แจ๊ค ก็พาเธอเข้ามา
นั่งลงบนเตียงข้างๆพัทที่นอน พวกมันทั้งคู่ยืนรูดซิบเอาควยให้อมเธอดูด
เลียสลับกันทั้งๆที่ บี นั่งอยู่ข้างตัวพัทที่นอน โดยขณะที่
ให้บีอมควยดูดเลีย สลับกัน ทั้งคู่ก็ล้วงจับนม
กับล้วงจับเนินหีที่หว่างขาบี สลับกันไปด้วย จน มันทั้งคู่ยืนให้
บีดูดควยจนมันน้ำแตกคาปากเลย พอบีกลืนน้ำควยมันทั้งคู่ จนเกลี้ยง
แล้วอมควยพวกมันดูดต่อสลับกันได้คนละสามสี่ครั้งก็พอดีพัท
ขยับตัวทำท่าจะตื่น ทั้ง ใอ้แจ๊ค และวุฒก็รีบเก็บควย พอเรียบร้อยพัทก็ตื่น
มาพอดี พวกนั้นก็ยังยืนตรงหน้าบีที่นั่งอยู่ที่เดิม ทำท่าเหมือนไม่มีอะไร
เกิดขึ้น โดยพัทเห็นปาก บีเป็นมัน แต่ไม่ทันนึกอะไร นึกว่าเธอคงทาลิปมัน
พอพัทเข้าห้องน้ำ ใอ้สองคนนั่นที่เย็ดเธอไปแล้วตอนเช้า มันก็พาบีเข้ามา
ในห้องนั้น โดยมันถอดกางเกงลงแค่หัวเข่า แล้วจับบียืนพิงผนังตรงหน้า
ห้องน้ำนั่นเลยมันก้มลงถลกกระโปรงบีขึ้นจนเห็นหีโหนกนูนมีหมอยบางๆ
พร้อมกับจับขาบียกขึ้นข้างนึงแล้วประกบ ให้บีจับควยมันจ่อที่หีอำนวย
ความสะดวกให้มัน พอมันเอาควยเสียบหีบี มิดหนอกติดหนอกมันก็เย็ดเธอ
เลยแบบทำเวลามันซอยสิบกว่าทีน้ำก็แตก พอมันชักออกไป อีกคนก็เข้า
มายืนเย็ดเธอในท่าเดียวกะเพื่อนมันพอมันเสร็จ บีรับน้ำควยมันเข้ามดลูก
ไปเรียบร้อย ก็พอดีได้ยินเสียงพัทราดน้ำ พวกมันเลยรีบเก็บควย บีก็แค่
เอากระโปรงลงจัดเสื้อให้เข้าที่ พอพัทออกมาจากห้องน้ำ ก็เห็น บีในชุด
เสื้อยืดกระโปรงยีนส์ยืนอยู่ตรงผนัง หันหน้าหาพวกมันเหมือนยืนคุยกัน พอ
ช่างดำเรียกพัทออกไป พวกมันก็ กดตัวบีลง ให้บีคุกเข่า พวกมันสองคนยืน
เอาควยที่ยังอาบเมือกขาวๆจากการเย็ดกับเธอ ออกมาให้บีดูดเลียจน
เกลี้ยงทั้งพวง แบบไม่ต้องล้าง พอเรียบร้อยทั้งคู่ก็เก็บควย
จัดเสื้อผ้าให้ เข้าที่ เดินออกมาพร้อมกับเธอ
โดยที่พัทไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับบี แล้วพัท ก็พาเธอออกมาจากที่นั่น
พัทดูรถเสร็จ บีก็เดินนำหน้าสองคนนั่นออกมา บี มายืนไกล้พัท
สองคนนั่นออกไปทำงานด้านนอก ครู่ต่อมา พัทกับบี ก็ขอตัว เดินทางต่อ
ช่างดำบอกขากลับก็แวะมาได้ ยินดีตอนรับตลอด ให้เบอร์ พัท ไว้ด้วยบี
ทำหน้าปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เดินออกมากับพัท ทั้งคู่
เดินผ่านพวกชายฉกรรจ์ ในร้าน 5 คน ซึ่งกำลังทำงาน สามคนพัทรู้จัก แล้ว คือ
แจ๊ค วุฒิ และเจ แต่อีกสองคนพัทพึ่งเคยเห็นตอนมันยืนอยู่กับบี
ตอนเค้าเปิดประตูห้องน้ำออกมา ทุกคนมองบี กับพัทกันใหญ่ ยิ้มๆให้ทั้ง
คู่ด้วย โดยชายฉกรรจ์ 2คน ที่กำลังถอดล้ออยู่หันมายิ้มให้พัทกับ บี บอก
ขากลับถ้าว่างก็แวะมาอีกนะครับ พัทก็ งง เพราะเมื่อคืนไม่ได้เจอกัน
ทำไมพวกนี้อัธยาศัยดีจัง บี อยู่ในชุดเดิมเมื่อวาน ในชุดเสื้อยืดกระโปรง
ยีนส์ ไม่ใด้ใส่ทั้ง กางเกงในเสื้อใน นอนหลับไปตลอดทางจนถึง รีสอร์ตที่
มาฮันนีมูน พัทก็ปลุกบีให้ลง พัทไม่รู้เลยว่า บีเจ้าสาวคนสวยของเค้าโดน
รุมเย็ดทั้งคืนจนถึงเช้า เวลาผ่านไปในที่สุด พัทก็ดีใจที่ได้ลูกชาย
โดยที่บีรู้ตัวดีว่าเป็นลูกใอ้วุฒ ผัวคนแรกที่เย็ดเปิดบริสุทธิเธอในคืนนั้น

ตัวตนของ ‘ซาดิโอ มาเน่’ ที่ทำให้เขากลายเป็นนักฟุตบอลแอฟริกันที่ดีที่สุด

“คนเก่งมีอยู่มากที่หายากคือคนดี” … นี่อาจจะเป็นวลีที่ดูตกยุคในสายตาของบางคน แต่ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าในสังคมการทำงานทุกๆ ที่ เราต่างต้องการเพื่อนร่วมงานที่นอกจากจะทำงานได้เก่งแล้ว เขาคนนั้นควรจะต้องเป็นคนที่เคมีตรงกัน … ไม่ต้องดีเลิศประเสริฐศรีมากมาย ขอแค่ให้เป็นคนที่เห็นแก่ส่วนรวมและตั้งใจทำหน้าที่ส่วนตนอย่างเต็มที่ก็พอแล้ว

 

หากเปรียบ ลิเวอร์พูล เป็นออฟฟิศออฟฟิศหนึ่งที่มีนักเตะ 20 กว่าชีวิตเป็นพนักงาน ออฟฟิศแห่งนี้ผลิตผลงานคุณภาพออกมาตลอดทั้งปี ภายใต้ความกลมเกลียวของพนักงานทุกคนที่มี เป้าหมายและทัศนคติไปในทิศทางเดียวกัน 

และมีนักเตะคนหนึ่งที่ถือเป็นขวัญใจของเพื่อนร่วมทีมอย่างที่สุดนั่นคือ ซาดิโอ มาเน่ นักเตะที่มักไม่ค่อยออกสื่อมากมายนัก แต่ผู้คนจะพูดถึงเขาในฐานะ “Nicest Guy” หรือพ่อหนุ่มใจหล่อเสมอ และสิ่งนี้เองที่ทำให้เขาเป็นที่รักของคนรอบข้างไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม

ติดตามความไนซ์ ของ มาเน่ ที่เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มของคนรอบข้าง และส่งกลับมาเป็นพลังของเขาได้ที่นี่senegal-hail-mane-the-best-in-africa

 

เข้าใจความสำคัญของ “ทีม”

ลิเวอร์พูล ร้อนแรงแบบใครก็ปฎิเสธไม่ลงตั้งแต่เปิดฤดูกาล 2019-20 ดังนั้นทุกทีมจึงหวังว่าพวกเขาจะทำแต้มตกหล่นบ้าง … ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ทั้งการเล่นผิดพลาดในสนาม หรือแม้กระทั่งการผิดใจกันเองของนักเตะในทีม 

และแล้ววันนั้นก็เหมือนจะมาถึง วันที่ ลิเวอร์พูล บุกเยือน เบิร์นลี่ย์ ในวันที่ 31 สิงหาคม 2019 ที่ผ่านมา และเมื่อพูดถึง ลิเวอร์พูล ยุคนี้ ก็ต้องนึกถึงเรื่องการใส่สกอร์โดยศูนย์หน้าทั้ง 3 คนอย่าง ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ และ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ 

เกมนั้น มาเน่ และ ฟิร์มิโน่ ใส่สกอร์ไปแล้วคนละ 1 เม็ด นั่นทำให้ โม ซาลาห์ ที่ถือว่าเป็นผู้เล่นอันดับ 1 ของทีม (จากการสรุปมูลค่านักเตะปี 2019) พยายามที่จะยิงประตูเองในหลายๆ จังหวะ และมีจังหวะจะๆ จังหวะหนึ่งที่ ซาลาห์ เจอผู้เล่น เบิร์นลี่ย์ ขวางอยู่ 2-3 ด่าน ขณะที่ มาเน่ ยืนว่างอยู่คนเดียวที่เสาสอง ทว่า ซาลาห์ ก็เลือกที่จะยิงเองและทำให้ มาเน่ ชักสีหน้าหงุดหงิดอย่างชัดเจนทันทีที่กล้องโคลสอัพไปที่เขา 

ทุกอย่างชัดเจนไปอีกเมื่อ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือของทีมเปลี่ยนตัว มาเน่ ออก เท่านั้นเอง มาเน่ ก็ระเบิดลงทันที เขาเดินสบถมาตลอดทาง ชี้ไม้ชี้มือเหมือนพยายามจะบอกว่า ซาลาห์ ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แม้แต่ คล็อปป์ เองก็ห้ามไม่อยู่ จนได้เพื่อนๆ ที่ม้านั่งสำรองอย่าง ฟิร์มิโน่, โจ โกเมซ และ เจมส์ มิลเนอร์ เข้ามาสงบสติอารมณ์

“มันไม่ใช่เพราะการเปลี่ยนตัว แต่ มาเน่ ไม่พอใจอย่างมากที่ ซาลาห์ ไม่ส่งบอลให้กับเขาที่อยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่า” เจอร์เก้น คล็อปป์ ยอมรับโดยดีว่าลูกทีมของเขามีปัญหากันลากยาวตั้งแต่อยู่ในสนาม 

ทุกคนตื่นตูมกับเรื่องนี้มาก คิดว่ารอยร้าวเกิดขึ้นกับ ลิเวอร์พูล และการ “พยายามยิงประตูเองจนมองข้ามกันและกัน” ระหว่างนักเตะคู่นี้ เกิดขึ้นให้เห็นบ่อยๆ จนหลายคนฟันธงว่าระเบิดลงจริงๆ แล้วในครั้งนี้ แต่สถานการณ์จากที่ดูเหมือนร้ายกลับกลายเป็นดีในการซ้อมหลังจากนั้นวันเดียวเท่านั้นเอง

“เฮ้ย! โม (ซาลาห์) ทำไม มาเน่ มันอยากจะต่อยนายวะ” จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม แซวคู่กรณีทั้ง 2 คนในขณะที่เพื่อนร่วมทีมอยู่ในห้องแต่งตัวจนครบทีม 

แค่นั้นเองทุกอย่างก็จบ ทุกคนในทีมพร้อมใจกันหัวเราะออกมาก๊ากใหญ่ ซาลาห์ เดินเข้ามาหามาเน่และถามว่า มาเน่ โกรธเขาเรื่องอะไร? ซึ่ง มาเน่ ก็บอกตรงๆ แบบไม่มีกั๊กว่า “ก็ฉันอยากได้บอล” การพูดคุยแบบง่ายๆ แบบลูกผู้ชายไม่มีเล่ห์เหลี่ยมทำให้ ซาลาห์ ขอโทษมาเน่ และ มาเน่ ก็หายโกรธในทันที

“ผมอยากได้บอล ซึ่ง โม ก็ชี้แจงออกมาว่า ฉันไม่เห็นนาย แต่นายรู้ใช่มั้ยว่าฉันไม่มีอะไรกับนาย เราคุยกันทางโทรศัพท์บ้างบางครั้ง ส่งข้อความหากันสม่ำเสมอ และเราไม่มีปัญหาอะไรแล้ว” มาเน่ ร่ายยาวถึงเรื่องดังกล่าว

แม้จะมีการยุแยงไปต่างๆ นานาจากสื่อ แต่ มาเน่ เองก็เป็นคนที่แฟร์มากพอเมื่อได้รับการขอโทษ เขาก็ทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและเข้าใจว่าทำไม ซาลาห์ ต้องทำแบบนั้น และทำไมเขาจึงไม่ควรโกรธให้บรรยากาศในทีมเสีย เพียงเพราะว่าตัวเขาต้องการยิงประตู ทั้งๆ ที่สกอร์ ณ เวลานั้น ลิเวอร์พูล นำ เบิร์นลี่ย์ ถึง 3-0 และสิ่งที่สำคัญที่สุดอยู่ในมือของพวกเขาแล้ว นั่นคือ “ชัยชนะ”

“ในโลกฟุตบอล คุณอยากจะยิงประตูเสมอ ซิตี้ เองยิง วัตฟอร์ด ตั้ง 8-0 ผมเองก็อยากจะทำแบบนั้นบ้างเหมือนกัน แต่ที่สุดแล้วผมเข้าใจดีว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ ก็เขามองไม่เห็นผมนี่นะ ผมโกรธได้ก็หายได้”  มาเน่ ยอมรับว่าเขาเองก็มีส่วนที่ผิดเหมือนกันที่ทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ 

การทะเลาะกันในครั้งนี้ถือเป็นข้อดีที่ทำให้ ลิเวอร์พูล เป็นทีมที่มีบรรยากาศในทีมที่ดีมากกว่าเดิม ซาลาห์ ขอโทษมาเน่ และมาเน่ ไม่ได้ติดใจอะไรกับเรื่องนี้ … กลับกันหากเขาโกรธ ซาลาห์ และไม่ยอมรับคำขอโทษ ไม่บอกว่าโกรธเรื่องอะไร ปัญหาระหว่างทั้งคู่คงเป็นระเบิดเวลาที่พร้อมจะเล่นงาน “ทีมเวิร์ก” ของลิเวอร์พูลตลอดเวลา

เมื่อ มาเน่ เปิดใจทุกอย่างและเคลียร์เรื่องนี้ทุกประเด็น นักข่าวจึงถามเขาต่อว่าแล้วปีนี้ลิเวอร์พูลจะเน้นคว้าแชมป์ถ้วยไหนมากกว่ากันระหว่าง พรีเมียร์ลีก และ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก มาเน่ ก็ตอบกลับแบบชัดเจนว่า

“เอาทั้งคู่ เราคือลิเวอร์พูล เราไม่มีอะไรต้องกลัว เราจะสู้เพื่อคว้าทั้งสองแชมป์นั่นแหละ” เขากล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม … ลิเวอร์พูล กลายเป็นทีมที่ยังไร้พ่ายในพรีเมียร์ลีก และเข้ารอบน็อคเอาต์ศึกแชมเปียนส์ ลีกในเวลาต่อมา

ไอค่อนของชาวมุสลิม 

ซาดิโอ มาเน่ เป็นนักเตะแอฟริกันที่ค่าตัว 34 ล้านปอนด์ ตอนนี้เขาได้ค่าเหนื่อยระดับหลักแสนปอนด์จาก ลิเวอร์พูล เขาเป็นที่รักของเพื่อนๆ ในทีม แต่อีกบทบาทที่สำคัญคือ มาเน่ มีชีวิตนอกสนามที่เข้ากับคนรากหญ้าและท้องถิ่นได้อย่างกลมกลืน tabaski-1

ชีวิตที่แสนสุขสบายในเวลานี้ ไม่ได้เปลี่ยนกิจวัตรที่เขาทำมาเป็นประจำตั้งแต่เด็กเหมือนกับที่เขาถูกพ่อและแม่ปลูกฝัง มาเน่ เป็นนักเตะมุสลิม และเคร่งศาสนามากเพราะพ่อของเขาเป็น โต๊ะอิหม่ามในมัสยิดประจำเมือง บัมบาลี บ้านเกิดของเขา และโดนปลูกฝังเรื่องศาสนาและพระเจ้ามาโดยตลอด

มาเน่ เป็นนักเตะในพรีเมียร์ลีกเพียงไม่กี่เปอร์เซนต์ที่ไม่แตะแอลกอฮอล์เลย และเมื่อถึงเทศกาลรอมฎอน หรือแม้กระทั่งการละหมาดประจำวัน มาเน่ ไม่เคยปล่อยให้ความสะดวกสบายและหน้าที่ที่เคร่งครัดของการเป็นนักเตะอาชีพเข้ามาขัดขวางการทำตามคำสั่งสอนของศาสนาเลย

“ผมไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ศาสนาเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับผม ผมเคารพคำสอนของศาสนาอิสลาม ผมสวดถึงพระเจ้าวันละ 5 ครั้งเสมอ” เขาพูดถึงกิจวัตรของตัวเอง

สิ่งที่ มาเน่ เป็น ไม่ได้สร้างความลำบากใจให้กับใครหรือคนใกล้ตัวเลยแม้แต่น้อย แม้จะเคร่งศาสนาแต่เขาแบ่งสัดส่วนความสำคัญได้อย่างลงตัว เขาไม่เคยปิดกั้นที่จะพูดคุยและมอบมิตรภาพแก่คนที่นับถือศาสนาต่างกันเลย และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมทุกคนจึงเปิดใจรับเขาเป็นเพื่อนสนิทเช่นกัน

“ที่เซเนกัล เป็นสังคมมุสลิม 90% อีก 10% เป็นคริสเตียน แต่เราถูกสอนให้อยู่ด้วยกันอย่างเป็นมิตร ลุค คือเพื่อนบ้านที่ผมสนิทที่สุด เราไปมาหาสู่กันเสมอ ผมไม่เคยมีความขัดแย้งระหว่างศาสนาเลย เพราะการเลี้ยงดูที่ถูกต้องตั้งแต่เด็ก” มาเน่ กล่าว 

ทุกวันนี้แม้ มาเน่ จะมีรถเบนท์ลี่ย์ราคาแพง แต่กิจวัตรของเขายังเหมือนเดิม ทุกสัปดาห์เขาจะกลับไปหาชุมชนมุสลิมในเมืองลิเวอร์พูล ไปทำกิจกรรมทางศาสนาที่มัสยิด และเมื่องานด้านพิธีกรรมจบลง เขามักจะอยู่ต่อเพื่อช่วยทำกิจกรรมอย่างเก็บกวาดจนไปถึงล้างห้องน้ำก็ไม่เว้น นั่นจึงทำให้เขาเป็นที่รักของชุมชนมุสลิมในลิเวอร์พูล และชาวมุสลิมทั่วโลกกว่า 1.6 พันล้านคนเลยทีเดียว

“ซาดิโอ มาจากชุมชนที่ยากจน เขาจึงเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือคนอื่นๆ เขามีโครงการเพื่อส่วนรวมมากมาย รวมถึงการสร้างมัสยิดในหมู่บ้านของเขาด้วย เขามามัสยิดบ่อยครั้ง ทั้งๆ ที่บ้านของเขามีรถหรูเยอะแยะ แต่ทุกครั้งที่เขามา เขามักจะนั่งรถธรรมดามาแทนเพื่อไม่แสดงตัว เขาไม่ใช่พวกคลั่งไคล้ในลาภยศชื่อเสียง ไม่เคยถือตัวกับทุกๆ คนเลย” อิหม่ามของมัสยิดในเมือง ลิเวอร์พูล กล่าว 

ความไม่ถือตัวและชอบช่วยเหลือคนอื่น ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เป็นเครื่องหมายการค้าของ มาเน่ หลายครั้งเราจะได้เห็นเขาทำในสิ่งที่สตาร์ดังๆ ในโลกฟุตบอลไม่ค่อยทำกัน นอกจาการล้างห้องน้ำแล้ว ยังมีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการช่วยผู้ดูแลชุดแข่งของทีม ยกขวดน้ำออกจากรถบัสของทีมเซเนกัลไปห้องแต่งตัวด้วยตัวเอง แม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรกับการทำแบบนี้ แต่มีแฟนๆ จำนวนมากที่มองว่าเป็นเรื่องยอดเยี่ยมมากที่เห็นเจ้าตัวเข้าไปช่วยขนน้ำอย่างมีความสุขโดยที่ไม่มีรีรอ ทั้งๆ ที่เพื่อนร่วมทีมก็เดินผ่านไปแล้ว 

ไอดอล คือคำเปรียบเปรยที่เหมาะสมกับมาเน่อย่างแท้จริง เขารักษาหน้าที่ของตัวเอง เปิดกว้างกับโลกที่แตกต่าง และทำให้ความเชื่อมารวมกับหน้าที่ที่ต้องทำได้อย่างลงตัว 

ใส่ใจคนรอบข้าง

สิ่งหนึ่งที่จะทำให้คนเรามีความสุขได้นั่นก็คือการให้ และ มาเน่ เองเป็นคนที่เชื่อในเรื่องของการให้เป็นอย่างมาก ภายหน้าใบหน้าที่ดูนิ่งๆ เขากลับเป็นคนที่ชอบเห็นรอยยิ้มของผู้คนรอบตัวมากที่สุดคนหนึ่งIMG_1283-1024x767

ลิสต์การบริจาคเพื่อตอบแทนสังคมของ มาเน่ นั้นมีมากมาย … หนึ่งในนั้นคือการบริจาคเงิน 200,000 ยูโร เพื่อสร้างศูนย์การศึกษาในบ้านเกิดและศูนย์พยาบาลให้กับทุกคนในชุมชน ถึงแม้ว่าตัวเขาเองจะไม่ได้เรียนหนังสือเพราะยากจน แต่เขาก็รู้ว่าการศึกษานั้นสำคัญต่ออนาคตขนาดไหน 

“การศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ นี่จะช่วยทำให้เด็กๆ มีอาชีพการงานที่ดีได้” มาเน่ กล่าวในวันที่เขาบริจาคเงินก้อนโต

นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล็กๆ ที่ชวนยิ้มอีกมาย อาทิ ในเกม ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ เมื่อต้นฤดูกาลที่ผ่านมา ที่ลิเวอร์พูล ชนะ เชลซี ในการดวลจุดโทษ 5-4 มาเน่ ที่โดนเปลี่ยนตัวออกมาในนาที 103 และนั่งอยู่บนม้านั่งสำรองได้เรียกเด็กเก็บบอลมาหาเขา และมอบเสื้อแข่งที่เขาใส่ในเกมนั้น รวมถึงกอดกับหนุ่มน้อยผู้โชคดีด้วย

“การแสดงออกที่ยอดเยี่ยม เป็นรอยยิ้มที่แท้จริงจากเขา, ที่เขาทำไม่ใช่เพราะมีคนบอกให้ทำ เขาสนุกกับการให้และมันเป็นวันที่วิเศษของเด็กชายคนนั้น” ผู้ใช้ทวิตเตอร์ที่โพสต์คลิปวีดีโอดังกล่าวพูดถึงเหตุการณ์นั้น 

ขณะที่เมื่อไม่นานนี้ในเกมเดือนธันวาคมปี 2019 ที่ ลิเวอร์พูล ชนะ วัตฟอร์ด 2-0 ในเกมนั้น วัตฟอร์ด มีโอกาสที่จะจบสกอร์ได้หลายครั้งโดยเฉพาะจังหวะจะๆ ของ อิสไมล่า ซารร์ นักเตะชาวเซเนกัลคนบ้านเดียวกับ มาเน่ ที่ยิงวืดไปอย่างเหลือเชื่อ จนแฟนๆ ของ วัตฟอร์ด เริ่มบ่นว่า ซารร์ คือนักเตะที่น่าผิดหวังเพราะทีมซื้อตัวเขามาจาก ลีลล์ ด้วยค่าตัวถึง 30 ล้านปอนด์ ตั้งแต่ปี 2018 แต่ผลงานกลับไม่เป็นชิ้นเป็นอันเลย 

หลังจากจบเกมนั้น มาเน่ ไปยืนดักรอ ทรอย ดีนี่ย์ กัปตันทีมและผู้นำในห้องแต่งตัวของวัตฟอร์ด ในอุโมงค์นักเตะ ก่อนจะบอกกับ ดีนี่ย์ ว่า “ผมฝากดูแลน้องชายของผมหน่อย (ซารร์) เขาเป็นเด็กขี้อายมากๆ จากนี้เขาจะต้องพยายามพูดอังกฤษให้ได้ เขากำลังเรียนรู้อยู่ เขาเป็นเด็กดี ผมรับประกันเลย”

จากนั้น ดีนี่ย์ ก็จับมือกับ มาเน่ ขณะที่ ซารร์ ที่ยืนฟังทั้งสองคนก็เดินออกไปพร้อมรับคำแนะนำจาก มาเน่ ตลอดจนสิ้นสุดทางเดิน …

เรื่องเล็กๆ แค่นี้สร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างเห็นได้ชัด ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าหลังจากการฝากฝังของ มาเน่ ครั้งนั้น อิสไมล่า ซารร์ ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงของ วัตฟอร์ด ทุกนัด และพาทีมแตนอาละวาดเก็บ 10 คะแนนจาก 4 เกมพรีเมียร์ลีกจนหลุดพ้นจากโซนตกชั้น พร้อมทั้งยิงไป 3 ประตูกับอีก 2 แอสซิสต์ … เด็กขี้อายกลายเป็นกำลังสำคัญของวัตฟอร์ดไปเรียบร้อยแล้ว 

การใส่ใจคนรอบข้าง การสร้างกำลังใจ และการทำให้คนอื่นมีความสุข เป็นเหมือนพลังเสริมที่ทำให้ มาเน่ กลายเป็นคนที่เล่นฟุตบอลอย่างมีความสุข และผลงานของเขาก็อยู่ในมาตรฐานดีเสมอมา และมีแววว่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย การได้ทำในสิ่งที่รักและใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ทำให้ความสุขของเขาไม่ใช่การครอบครองหรือร่ำรวย แต่คือการแบ่งปัน และการเล่นฟุตบอลนั่นเอง

“ด้วยความสัตย์จริง ผมไม่เคยไปงานปาร์ตี้ด้วยตัวผมเองเลยนะ มีบ้างแต่มักที่จะเป็นงานตามที่สโมสรเป็นคนจัดเอาไว้ และเราทุกคนก็ต้องไปร่วมงานนี้ หรืองานการกุศลต่างๆ ของเพื่อนๆ ของผมเพียงเท่านั้น ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลยจริงๆ และถ้าผมมีเวลามากพอแบบนั้น ผมก็มักที่จะมอบมันให้กับฟุตบอลที่ผมรัก” เขาอธิบายถึงความสุขของตัวเอง

มาถึงตรงนี้หากจะให้รวบรวมคำที่คนอื่นๆ กล่าวถึง มาเน่ ในฐานะ “ไนซ์กาย” ของวงการฟุตบอล คงจะยาวเหยียดจนคร้านที่จะอ่าน แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาก็กลายเป็นบทสรุปที่ชัดเจนว่า “นิสัย” และ “ทัศนคติ” ทำให้เขากลายเป็นที่รักของทุกคนได้ไม่ยาก

ทุกครั้งที่ผู้เล่นลิเวอร์พูลทำประตูได้ มาเน่ จะเป็นคนแรกๆ ที่วิ่งไปแสดงความยินดีด้วย และนั่นไม่แปลกอะไรที่เมื่อเขาเป็นฝ่ายยิงได้บ้างเราจะได้เห็นการแสดงความรักของเพื่อนร่วมทีมที่มีต่อเขาเสมอ 

จากสนามแข่งถึงมัสยิด จากสังคมเมืองใหญ่ถึงที่รกร้างห่างไกลในเซเนกัล … ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ชื่อของ ซาดิโอ มาเน่ ถูกยกย่องในฐานะขวัญใจเสมอ ช่างเป็นความเรียบง่ายที่น่าอิจฉาอย่างแท้จริง

เบนจามิน เดวิส ความหวังสูงสุดของลูกหนังสิงคโปร์สู่ว่าที่แข้งช้างศึก

ทีมชาติไทยชุดยู 23 ปี ประกาศรายชื่อ 28 นักเตะที่จะเข้าฝึกซ้อมเพื่อคัดตัวสำหรับศึก ซีเกมส์ 2019 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ และกลายเป็นที่ฮือฮาเมื่อปรากฎชื่อของ “เบนจามิน เจมส์ เดวิส” นักเตะที่เพิ่งได้ลงเล่นทีมชุดใหญ่ของ ฟูแล่ม ทีมดังจากอังกฤษไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา news201910071801113

ก่อนหน้านี้ เดวิส เป็นความหวังสูงสุดของวงการฟุตบอลสิงคโปร์มาโดยตลอด สื่อสิงคโปร์ตามทำข่าวและสัมภาษณ์เขาตั้งแต่ยังอายุแค่ 15 ปี และตัวเขาเองก็บอกเสมอว่าอยากจะเป็นนักเตะทีมชาติสิงคโปร์ในอนาคต และจะทำให้ทัพเมอร์ไลอ้อนส์เป็นเจ้าอาเซียน …

ทว่าเหตุใดเส้นทางของดาวรุ่งจากทีมเจ้าสัวน้อยจึงมาหวยออกที่ทีมชาติไทยได้? และทำไมแฟนฟุตบอลสิงคโปร์ต้องโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงกับเรื่องนี้? ติดตามทั้งหมดได้ที่นี่ 

ความหวังชาวสิงคโปร์ 

เบนจามิน หรือ เบน เดวิส เป็นความหวังของวงการฟุตบอลสิงคโปร์มาตั้งแต่ตอนที่เขาอายุ 15 ปีแล้ว ย้อนกลับไปสัก 2-3 ปีก่อน สื่อฟุตบอลเจ้าใหญ่อย่าง โกล, ฟ็อกซ์ สปอร์ตส์ หรือ โฟร์โฟร์ทู เวอร์ชั่นสิงคโปร์ มักจะมีคอลัมน์ถึงเจ้าหนูเป็นประจำ

พวกเขามักจะใช้คำว่า “เบน เดวิส อนาคตของทีมชาติสิงคโปร์” อะไรแบบนั้นเสมอ และมันก็เกือบจะเป็นอย่างพวกเขาว่าเพราะ เดวิส พัฒนาฝีเท้าจนไต่เต้ามาถึงทีมชุดใหญ่ของฟูแล่มได้ในฤดูกาลนี้ จากการลงเป็นตัวสำรองในเกม คาราบาว คัพ กับ เซาธ์แฮมป์ตัน เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

“เบน เดวิส ดาวรุ่งชาวสิงคโปร์ลงเล่นทีมชุดใหญ่ของฟูแล่มครั้งแรกในศึกคาราบาว คัพ” นี่คือพาดหัวข่าวของสำนักข่าวของสิงคโปร์อย่าง The Monitor SG

อย่างไรก็ตามปัญหาคือ เดวิส ยังไม่ได้เล่นให้กับทีมชาติชุดใหญ่ของสิงคโปร์เลย มีเพียงทีมชุดยู 16 และยู 19 เท่านั้นที่เคยผ่านมา ดังนั้นสำนักข่าวเจ้าเดิมจึงเสริมปิดท้ายว่า น่าเสียดายที่เขาไม่ได้อยู่ในรายชื่อทีมชาติสิงคโปร์ที่จะลงเล่นฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกที่จะพบกับ เยเมน และ ปาเลสไตน์ ราวกับการโยนหินถามทางไปก่อน

ทว่าหินก้อนนั้นก็ถามผิดทาง เพราะหลังจากลงเล่นนัดแรกให้ฟูแล่มได้ไม่ถึง 2 เดือน เบน เดวิส ก็ถูกเรียกติดทีมชาติไทยชุดยู 23 ที่จะลุยศึกซีเกมส์ 2019 … นั่นสร้างความช็อคให้กับแฟนบอลสิงคโปร์เป็นอย่างมาก และกลายเป็นดราม่าของชาวสิงคโปร์ว่าทำไม เบน เดวิส จึงไม่เลือกทัพเมอร์ไลอ้อนส์ก่อนการเล่นให้ทักช้างศึก?

เริ่มที่สิงคโปร์ แจ้งเกิดที่อังกฤษ  

เบน เดวิส เป็นนักเตะที่สามารถเลือกได้ 3 สัญชาติทั้ง เวลส์ ที่เป็นเชื้อสายที่มาจากพ่อ, ไทย เชื้อสายที่มาจากแม่ รวมถึง สิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่ เดวิส ย้ายไปอยู่และเติบโต และการไต่เต้าบนเส้นทางลูกหนังกับฟูแล่ม ทำให้เขาเข้าใกล้การมีสิทธิ์ที่จะเล่นให้ อังกฤษ อีกด้วยSingapore-midfielder-Benjamin-s

เดวิส นั้นเกิดที่จังหวัดภูเก็ต และไปเติบโตที่สิงคโปร์ตั้งแต่ปี 2005 ตอนนั้นเขาอายุได้ 5 ขวบ จนได้สัญชาติสิงคโปร์ในปี 2009 และเมื่อเข้าเรียนระดับประถมปลาย เดวิส ได้เข้าไปเรียนในโรงเรียนกีฬาสิงคโปร์ (Singapore Sports School) เป็นช่วงสั้นๆ 2 ปี 

สาเหตุที่เขาต้องย้ายมาที่สิงคโปร์ ส่วนหนึ่งก็เพราะ คุณพ่อของเขาเปิดโรงเรียนสอนฟุตบอลชื่อ JSSL Singapore ซึ่งเป็นพันธมิตรกับสโมสร ฟูแล่ม ของอังกฤษ และสโมสร แทมปิเนส โรเวอร์ส ในศึก สิงคโปร์ พรีเมียร์ ลีก โดยเมื่อปี 2016 เดวิส ได้รับทุนการศึกษาจาก ฟูแล่ม เพื่อให้ไปเรียนและฝึกฝนกับทีมเป็นเวลา 2 ปี

ตัวของ เดวิส นั้นมีความฝันจะเป็นนักเตะอาชีพอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงเป็นเด็กที่ตั้งใจมากๆ ตั้งแต่สมัยเรียนโรงเรียนกีฬาที่สิงคโปร์ แตกต่างกับเยาวชนในประเทศส่วนใหญ่ๆ ที่มักจะถูกผลักดันให้มีความเป็นเลิศทางวิชาการมากกว่า

“ตอนผมเรียนที่สิงคโปร์ ผมรู้ว่าผมมีงานต้องทำอีกมาก ผมต้องซ้อมให้หนักและทำให้ตัวเองก้าวข้ามขีดจำกัดให้ได้ ผมเองต้องเดินทางวันละ 3 ชั่วโมงเพื่อไปซ้อมฟุตบอล ผมทำแบบนั้นทุกวันแม้กระทั่งช่วงที่มีสอบ” เดวิส กล่าวกับ Goal สิงคโปร์

“อย่างไรก็ตามที่สิงคโปร์น่ะ แน่นอนกว่าถ้าคุณมีความเก่งกาจด้านวิชาการด้วยมันจะดีกว่ามาก เพราะเรื่องการศึกษาให้สูงเพื่อมีอาชีพการงานที่มั่นคงถือเป็นเรื่องใหญ่มากๆ ของที่นั่น (สิงคโปร์)” 

การได้มาอยู่ที่อังกฤษทำให้ เดวิส เข้าใกล้ความฝันของตัวเองง่ายขึ้น เพราะหลักจากเข้าระดับไฮสคูลได้ไม่นาน เขาก็ได้รับสัญญาเป็นนักเตะฝึกหัดของ ฟูแล่ม หนึ่งในทีมของกรุงลอนดอน และจากนั้นก็ไต่เต้าขึ้นมาจนถึงทีมชุด ยู-18, ยู-23 และได้สัญญาอาชีพครั้งแรกในปี 2018 ซึ่งตอนนั้นเขาอายุ 17 ปีเท่านั้น 

“พอได้ทุนจากทีม ฟูแล่ม มันก็ทำให้อะไรง่ายขึ้นหน่อย ยิ่งเมื่อได้เป็นนักเตะอาชีพ ตอนนี้ผมเดินทางแค่ 10 นาทีก็ถึงสนามซ้อมแล้ว อย่างไรก็ตามการอยู่ห่างเพื่อนและครอบครัวก็เป็นเรื่องที่ท้าทายมากๆ เรื่องหนึ่งเหมือนกัน”

หลังจากที่ เดวิส ได้สัญญาอาชีพ มันยิ่งทำให้สื่อต่างๆ ของสิงคโปร์ติดตามเรื่องราวของเขามากไปอีก ข้อมูลของ เดวิส ใน Google ถือว่ามีจำนวนมากโขหากเทียบกับนักเตะดาวรุ่งของทีมระดับกลางค่อนล่างของพรีเมียร์ลีกหลายๆ คน เหตุผลก็เพราะการที่เขาได้เป็นนักเตะอาชีพนั้นมันคือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่คอกีฬาในสิงคโปร์เฝ้ารอ พวกเขาต้องการใครสักคนเข้ามาสร้างอิมแพ็คให้กับเด็กๆ ในประเทศ เหมือนกับที่ครั้งหนึ่ง ฟานดี้ อาหมัด เคยไปเล่นให้กับทีมในลีกดัตช์อย่าง โกรนิงเก้น เมื่อหลายปีที่แล้ว

ไม่น่าพลาด…

ไม่ใช่แค่ฝั่งสิงคโปร์ที่คิดไปเองเท่านั้น เดวิส มักจะให้สัมภาษณ์กับสื่อในฐานะที่เขาเป็นตัวแทนนักเตะสิงคโปร์เสมอ หลายคราวที่เขาพูดถึงเรื่องอนาคต มันมักจะมีเรื่องของการติดทีมชาติ หรือวงการฟุตบอลของสิงคโปร์เป็นประจำ นั่นจึงเป็นเรื่องที่ชวนฝัน เพราะต่างฝ่ายต่างก็เพรียกหากันเสมอ

“อย่างแรกเลยเมื่อได้สัญญาจากฟูแล่ม สิ่งที่ผมคิดคือภูมิใจมากที่ทำมันได้ ผมหวังว่าความสำเร็จก้าวแรกของผมจะเป็นแรงกระตุ้นให้นักเตะสิงคโปร์รุ่นหลังๆ พยายามฝึกซ้อมให้หนักมากกว่าที่เคยเป็น และเชื่อมั่นในตัวเองว่าแม้จะเป็นชาวสิงคโปร์ แต่ถ้ามุ่งมั่นมากพอก็สามารถเล่นในพรีเมียร์ลีกและเป็นนักฟุตบอลอาชีพได้” เดวิส กล่าว

ช่วงที่เล่นอยู่กับทีมชุดยู-23 ของ ฟูแล่ม … เดวิส เคยถูก สิงคโปร์ เรียกติดทีมชาติชุดใหญ่มาแล้วในช่วงโปรแกรม เอเชียนคัพ 2019 รอบคัดเลือกกับ มัลดีฟส์ และ ไต้หวัน ในเดือนมีนาคมปี 2018 อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่ได้ถูกส่งลงสนาม นั่นจึงทำให้เขายังมีสิทธิ์จะเลือกเล่นให้เวลส์, ไทย รวมถึงอังกฤษ ได้ในอนาคต

“ตอนถูกเรียกตัวติดทีมชาติ ผมตื่นเต้นและดีใจมากที่จะได้เป็นตัวแทนของชาติและได้สวมเสื้อที่มีตราสัญลักษณ์ของสิงคโปร์บนหน้าอก ผมรู้สึกจริงๆ ว่าผมสามารถช่วยให้ฟุตบอลสิงคโปร์ดีขึ้น และเป็นทีมระดับมหาอำนาจในอาเซียนได้” เดวิส กล่าวยืนยันสิ่งที่ตัวเขาหวังอีกครั้ง

มาถึงตรงนี้แล้วไม่น่าพลาด … เบน เดวิส ควรจะเป็นนักเตะทีมชาติสิงคโปร์ชุดใหญ่ในเร็วๆ นี้แน่ เพียงแต่ว่ากฎระเบียบบางข้อทำให้เรื่องนี้มีคำตอบที่แตกต่างออกไปจากที่ชาวสิงคโปร์หวังในตัวของเขา2195df9e0bfbdeb9cb0fa1e49c0a1206

ยอมแพ้ในศึกที่ไม่มีวันชนะ

หลังจากถูกเรียกติดทีมชาติได้ไม่นาน เบน เดวิส ก็เป่าเค้กฉลองวันเกิดครบรอบอายุ 18 ปี มันคือขวบปีที่สำคัญสำหรับนักฟุตบอลอาชีพ เป็นช่วงเวลาที่พิสูจน์ว่านักเตะดาวรุ่งคนนั้นๆ จะเป็นได้แค่ดาวรุ่งตลอดกาลหรือกลายเป็นนักเตะที่สามารถลงเล่นเกมระดับสูงได้ในอนาคต

เดวิส เองก็เหมือนกับเด็กชายมากมายจากทั่วโลก เมื่อฝันอยู่ใกล้มืออีกนิดเดียวเขาก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะคว้ามัน อย่างไรก็ตามแม้โลกแห่งความฝันกำลังหมุนเข้ามาใกล้ แต่โลกแห่งความจริงก็หมุนไวยิ่งกว่า และมันมาพร้อมกับปัญหาที่พุ่งเข้ามาปะทะกับอนาคตของ เดวิส เต็มๆ 

ในเมื่อเขาถือสัญชาติสิงคโปร์ เขาก็จำเป็นจะต้องเคารพกฎหมายของประเทศ และกฎที่ว่าด้วยเรื่องการเกณฑ์ทหารมีอยู่ว่า 

“ชายที่ถือสัญชาติสิงคโปร์จะต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารเมื่ออายุ 18 ปี แม้ว่าจะใช้ชีวิตในต่างประเทศก็ตาม และจะไม่สามารถขอสละสัญชาติสิงคโปร์ได้จนกว่าอายุครบ 21 ปี โดยหลังจากเข้ารับการเกณฑ์ทหาร จะต้องรับราชการเป็นทหาร 2 ปี หากฝ่านฝืนจะต้องจำคุก 3 ปี” ส่วนหนึ่งจากโพสต์ข้อความของเพจ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ สิงคโปร์ (Royal Thai Embassy, Singapore – สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์) ว่าไว้เช่นนั้น

ครอบครัวและตัวของ เดวิส ตกใจกับเรื่องนี้ การเกณฑ์ทหารนั้นเป็นหน้าที่ของชายชาวสิงคโปร์ทุกคน และการรับราชการทหาร 2 ปี จะส่งผลต่ออาชีพค้าแข้งของเดวิสอย่างมากเพราะกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อพอดี 

ตอนแรก เดวิส พยายามจะยื่นเรื่องผ่อนผัน ทว่ากระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ปฏิเสธคำขอดังกล่าวเพราะเป็นข้อเสนอที่เอาเปรียบคนอื่นเกินไป

กระทรวงกลาโหมได้ให้เหตุผลในการปฏิเสธคำร้องขอผ่อนผันการเกณฑ์ทหารว่า เดวิสไม่ได้กำหนดระยะเวลาหลังการผ่อนผันว่าจะกลับมารับใช้ชาติเมื่อใด อีกทั้งเป็นการแสวงหาประโยชน์ส่วนตน เพื่อความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ที่ยอมสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อรับใช้ชาติสิงคโปร์ตามหน้าที่

เรื่องดังกล่าวทำให้เป็นจุดแตกหักทันที เพราะพ่อของ เดวิส ได้ยื่นอุทธรณ์กับเรื่องดังกล่าว และหากคำอุทธรณ์ไม่เป็นผล เขาจะยอมให้ลูกชายสละสัญชาติสิงคโปร์เพื่อเดินตามความฝันที่พยายามสู้เพื่อมันมาโดยตลอด เมื่อไม่มีการยอมถอยเกิดขึ้น ปัจจุบันสถานะของ เบน เดวิส จึงกลายเป็น “บุคคลหนีทหาร” ซึ่งเป็นความผิดที่บทลงโทษนั้นร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียอิสรภาพเลยทีเดียวEDDAIPpWsAEzjDQ

“นายเดวิสมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเกณฑ์ทหาร โดยต้องโทษปรับ 10,000 ดอลลาร์ขึ้นไป หรือจำคุกสูงสุด 3 ปี หรือทั้งจำและปรับ” นี่คือสิ่งที่ สื่อในสิงคโปร์อย่าง Straits Times อ้างอิงไว้

แม้ชาวสิงคโปร์ที่จะเรียกร้องให้ทางการผ่อนผันให้ เดวิส เพราะเห็นว่าเขาอยู่บนเส้นทางการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ อย่างไรก็ตามทางกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ยังยืนยันคำเดิมว่า บุคคลที่ไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ควรไปในนามทีมชาติสิงคโปร์ เท่านั้น โดยอ้างอิงกับกรณีของ โจเซฟ สคูลลิ่ง นักว่ายน้ำเหรียญทองโอลิมปิกเหรียญแรกในประวัติศาสตร์สิงคโปร์ ซึ่งตัวของ สคูลลิ่ง เจ้าของเหรียญทองในโอลิมปิก 2016 นั้นได้สิทธิ์พิเศษในการผ่อนผันการเกณฑ์ทหาร ถึงกระนั้น ตัวเขาก็ต้องมาเข้ากรมรับใช้ชาติในอนาคตอยู่ดี โดยกำหนดการนั้นถูกกำหนดไว้หลังเสร็จสิ้นภารกิจล่าเหรียญทองในโอลิมปิก 2020

ปัจจุบันเรื่องดังกล่าวดำเนินไปถึงขั้นตอนไหนยังไม่มีข้อมูลออกมาที่แน่ชัด ทว่าการที่ เบน เดวิส ถูกเรียกติดทีมชาติไทยในชุดซีเกมส์นี้ ทำให้พอคาดเดาได้ว่าเขากำลังจะสละสัญชาติสิงคโปร์ตามข่าวก่อนหน้านี้ก็เป็นได้

‘ดอร์ทมุนด์’ มีวิธีเจรจาอย่างไร จึงได้ดาวรุ่งฝีเท้าดีร่วมทีมไม่ขาดสาย?

เออร์ลิง ฮาลันด์ ถูกสโมสรระดับท็อปมากกว่า 10 สโมสรรุมแย่งตัว แต่สุดท้ายเขาเลือก ดอร์ทมุนด์ … 2 ปีก่อน จาดอน ซานโช่ ถูกกุนซือที่ดีที่สุดในโลกอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ขอร้องให้ต่อสัญญากับ แมนฯ ซิตี้ แต่เขาก็ปฎิเสธ และเลือก ดอร์ทมุนด์ เหมือนกันกับ ฮาลันด์

นี่คือตัวอย่างที่ยกมาแค่ 2 เคสเท่านั้นที่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทีมดังแห่ง บุนเดสลีกา เยอรมัน สามารถปิดดีลกับดาวรุ่งฝีเท้าดีได้ในราคาถูกแสนถูก … เมื่อถึงเวลาพวกเขาจะขายเพื่อทำเงิน และซื้อนักเตะดาวรุ่งด้วยวิธีเดิมเข้ามาใหม่ วนไปวนมาอย่างนี้ 

อะไรที่ทำให้ระบบการซื้อ-ขายนักเตะของเสือเหลืองเฉียบขาด ปิดเกมไว เซอร์ไพรส์ได้เสมอ … ติดตามได้ที่นี่

 ไม่เจ็บ…ไม่รู้สึก 

ว่ากันว่าบทเรียนที่ดีที่สุด ไม่ใช่การเรียนรู้จากหลักสูตรใดหรืออาจารย์คนไหน หากแต่คือการที่เราได้รู้จักเจ็บด้วยตัวเอง … และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการเจ็บก็คือ เราจะจำมันอย่างแม่นยำ และรู้ว่าต้องทำอย่างไรที่จะไม่ให้เรื่องราวที่ผิดพลาดแบบนี้เกิดขึ้นอีกครั้งกับชีวิต OMPnr5

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ คือหนึ่งในสโมสรที่ได้รับบทเรียนนั้น เมื่อวันหนึ่งพวกเขากลายเป็นนกน้อยที่หวังจะสร้างรังที่เทียบเท่ากับพญาอินทรี … พวกเขาแหงนหน้าขึ้นมองทีมที่อยู่เหนือขึ้นไปอย่าง บาเยิร์น มิวนิค มหาอำนาจของแท้และดั้งเดิมแห่งวงการลูกหนังแดนอินทรีเหล็ก และเชื่อว่าสามารถก้าวข้ามจุดนั้นได้ด้วยการ “ทุ่มทุน” สำหรับนักเตะระดับคุณภาพที่สามารถใช้งานได้ทันที 

โทมัส โรซิคกี้ 15 ล้านปอนด์, เอวานิลสัน 15 ล้านปอนด์ รวมถึงเหล่าแข้งอย่าง แยน โคลเลอร์, เอเวอร์ตัน, ซันเดย์ โอลิเซห์, เฟร็ดดี้ โบบิช และอีกมากมาย คือเหล่านักเตะที่ ดอร์ทมุนด์ ต้องการเพิ่มศักยภาพให้ทีมโดยด่วนที่สุดในช่วงยุค 2000’s 

หากจะพูดให้ถูกคือพวกเขาคิดถูกแค่ครึ่งเดียว พวกเขาสามารถเอาชนะ บาเยิร์น ได้จริงด้วยการคว้าแชมป์ บุนเดสลีกา ในฤดูกาล 2001-02 ทว่าพวกเขาลืมคิดถึง “ทางยาว” นั่นคือจะเอาอย่างไรต่อหลังจากนั้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการตกหลุมพรางของทีมจอมทุ่มหน้าใหม่ เพราะหลังจากที่คว้าแชมป์ครั้งนั้นได้ พวกเขาไม่สามารถยืนระยะได้เหมือนกับที่ บาเยิร์น ทำ ดังนั้นแชมป์บุนเดสลีกาของ ดอร์ทมุนด์ ครั้งนั้น จึงเป็นเหมือนอาหารฟาสต์ฟู้ดที่ถึงแม้จะทำให้ได้กินของอร่อยในระยะเวลาที่รวดเร็ว แต่ปลายทางคือจุดเริ่มต้นของโรคร้ายที่มาจากอาหารขยะเหล่านั้น

“เราเกือบจะล้มละลายแล้วจริงๆ ในเวลานั้น มันใกล้เคียงกับคำนั้นมากๆ” มิชาเอล ซอร์ก ผอ.กีฬาของดอร์ทมุนด์ ที่ครั้งหนึ่งคือตำนานนักเตะของทีมว่าไว้ในช่วงปี 2004 

ณ เวลานั้นมูลค่าหุ้นของ ดอร์ทมุนด์ ตกลงถึงร้อยละ 80 จากผลงานที่ย่ำแย่และผลประกอบการที่เสียมากกว่าได้ จนทำให้ผู้ถือหุ้นกว่า 400 คนต้องจัดประชุมฉุกเฉินเพื่อหามาตรการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ยุทธวิธีแรกคือ นักเตะดอร์ทมุนด์ในตอนนั้นต้องยอมลดค่าเหนือยลงมาร้อยละ 20 จากที่เคยได้ นอกจากนี้เสือเหลือง ต้องขายชื่อสนาม เวสต์ฟาเลน สตาดิโอน เปลี่ยนเป็น ซิกนัล อิดูน่า พาร์ค ตามชื่อบริษัทประกันท้องถิ่นที่เข้ามาสนับสนุนการเงินของสโมสร …

ยังไม่จบเท่านี้ ยังมีสิ่งที่แสบสันต์ยิ่งกว่า เมื่อ ดอร์ทมุนด์ อยู่ในสภาพที่ส่อล้มละลาย กลับกลายเป็นว่าคู่แข่งที่พวกเขาพยายามแทบตายเพื่อก้าวข้ามอย่าง บาเยิร์น กลับกลายเป็นทีมที่ให้พวกเขายืมเงินจำนวน 2 ล้านยูโร เพื่อนำไปชำระหนี้ส่วนหนึ่ง … เรียกได้ว่าเป็นการยอมรับความช่วยเหลือที่เจ็บจี๊ดเข้าไปที่หัวใจบอร์ดบริหารของเสือเหลืองอย่างแท้จริง จะไม่เอาก็ไม่ได้ พวกเขาเหมือนคนที่กำลังจะจมน้ำ เมื่อมีคนยื่นมือช่วยก็ต้องคว้าเอาไว้ก่อน ไม่ว่ามือคู่นั้นจะเป็นมือของศัตรูก็ตาม

“สถานการณ์ทางการเงินของเราในเวลานี้ นับเป็นเรื่องคุกคามต่อการอยู่รอดของพวกเรา” บอร์ดบริหารของดอร์ทมุนด์แถลงในช่วงเดือน กุมพาพันธ์ ปี 2005 ณ เวลานั้นพวกเขาติดหนี้อีก 27 ล้านยูโร หลังจากนั้นเทศกาลเทกระจาดขายนักเตะก็เริ่มขึ้น  

นักเตะที่พอขายได้เงินก้อนก็โดนปล่อยออกจากทีมไป เช่นเดียวกับนักเตะที่ค่าเหนื่อยสูง ที่เมื่อหมดสัญญาก็จะถูกปล่อยออกจากทีมไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ จนสุดท้ายดอร์ทมุนด์ก็กลายเป็นยักษ์หลับอยู่หลายปี … ทั้งหมดนี้คือบทเรียนที่ทำให้พวกเขาต้องเปลี่ยนการเดินหมากครั้งใหม่ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนกว่าที่เคยเป็นให้ได้ 

เสริมอย่างฉลาด ทำตัวอย่างให้เห็น 

เรื่องมันง่ายนิดเดียว หากไม่มีเงินซื้อนักเตะเกรดเอ สิ่งที่สามารถทำได้นอกเหนือจากนั้นคือการซื้อดาวรุ่งหรือผู้เล่นระดับกลางๆ สักคนหนึ่ง เพื่อนำพวกเขามาสร้างและภาวนาว่าแข้งเหล่านั้นจะกลายเป็นผู้เล่นระดับเกรดเอได้ในอนาคต2746294-56747899-640-360

แต่สิ่งที่ยากคือการหาใครสักคนที่มีวิสัยทัศน์ในการเลือกนักเตะเหล่าที่ยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ และสามารถพัฒนาให้ถึง (หรือแม้แต่เกิน) ศักยภาพที่นักเตะมีมาร่วมทีม ซึ่งสุดท้าย ดอร์ทมุนด์ ก็มาเจอกับชายชื่อว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือของ ไมนซ์ 05 ผู้ที่ทำให้บอร์ดบริหารแน่ใจว่าการปั้นดาวรุ่งไปพร้อมกับการคว้าแชมป์คือเรื่องที่ไปพร้อมกันได้ 

คล็อปป์ เข้ามาคุมดอร์ทมุนด์ในฤดูกาล 2008-09 หลังจากการปลดกุนซือชื่อ โทมัส โดล ที่ทำทีมได้อันดับ 13 ในฤดูกาลก่อนหน้านี้ การเข้ามาของ คล็อปป์ คือจุดเปลี่ยนอย่างแท้จริง แค่ปีแรกเขาปล่อยนักเตะออกจากทีมไปถึง 17 คน ส่วนใหญ่เป็นนักเตะอายุเยอะอย่าง โรเบิร์ต โควัช รวมถึงอีกหลายๆ คนที่สามารถพอขายทำเงินได้ เพื่อเอามาบวกเพิ่มกับงบเดิมที่มี 

คล็อปป์ ค่อยๆ ประกอบทีมทีละนิดๆ นำเงินจากการขายนักเตะเก่ามาซื้อดาวรุ่งโนเนม ณ เวลานั้นอย่าง เนเวน ซูโบติช, สเวน เบนเดอร์, มัทส์ ฮุมเมลส์ ผสมผสานกับดาวรุ่งที่ปั้นมาเองอย่าง นูริ ซาฮิน … นักเตะเหล่านี้ถึงแม้จะเด็กและมีราคาถูก แต่ทุกคนล้วนเป็นนักเตะที่คล็อปป์เชื่อมั่นในศักยภาพ และเด็กๆ เหล่านี้มีสิ่งที่ซูเปอร์สตาร์ไม่มี นั่นคือความมุ่งมั่น, ปราศจากอีโก้ และพร้อมทำตามคำสั่งของ คล็อปป์ อย่างไม่มีเงื่อนไข 

ดอร์มุนด์ กลายเป็นทีมที่ดีขึ้น จากการจบอันดับเกินที่ 10 พวกเขาเริ่มขยับเข้ามาใกล้เป็นที่ 6 และที่ 5 จนสุดท้ายในฤดูกาล 2010-11 ก็หักปากกาเซียนด้วยการคว้าแชมป์ บุนเดสลีกา ได้สำเร็จและเป็นคว้าแชมป์ครั้งแรกในรอบ 9 ปี … 

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ นอกจากจะทำให้บอร์ดบริหารมั่นใจในแนวทางการสร้างทีมแบบเน้นแข้งดาวรุ่งมีศักยภาพแล้ว ดอร์ทมุนด์ ได้ส่งสัญญาณไปยังดาวรุ่งทั่วโลกว่า หากคุณดีจริง ไม่ว่าคุณจะซ่อนตัวอยู่ในลีกที่ไกลแค่ไหน ที่ ดอร์ทมุนด์ มีโอกาสมอบให้คุณเสมอ … ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคงหนีไม่พ้น ชินจิ คางาวะ นักเตะวัย 20 ปี ที่เดิมทีเล่นในลีกระดับดิวิชั่น 2 ของ ญี่ปุ่น อย่าง เซเรโซ โอซากา แต่สุดท้าย คางาวะ ก็กลายเป็นตัวหลักในทีมดอร์ทมุนด์ได้อย่างไร้ที่ติ ด้วยราคาแค่เพียง 350,000 ปอนด์เท่านั้น 

โอกาส  

ในยุคของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ดอร์ทมุนด์ กลายเป็นทีมที่ดีที่สุดระดับท็อป 5 ของยุโรปอย่างไม่ต้องสงสัย และอย่างที่กล่าวไป เขาแสดงให้เห็นแล้วว่าใช้เด็กก็แชมป์ได้ และแสดงให้เด็กๆ เห็นว่า พวกเขาจะไม่เสียเวลาไปเปล่าๆ แน่หากเลือกย้ายมาเป็นผู้เล่นของดอร์ทมุนด์

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ นอกจากจะทำให้บอร์ดบริหารมั่นใจในแนวทางการสร้างทีมแบบเน้นแข้งดาวรุ่งมีศักยภาพแล้ว ดอร์ทมุนด์ ได้ส่งสัญญาณไปยังดาวรุ่งทั่วโลกว่า หากคุณดีจริง ไม่ว่าคุณจะซ่อนตัวอยู่ในลีกที่ไกลแค่ไหน ที่ ดอร์ทมุนด์ มีโอกาสมอบให้คุณเสมอ … ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคงหนีไม่พ้น ชินจิ คางาวะ นักเตะวัย 20 ปี ที่เดิมทีเล่นในลีกระดับดิวิชั่น 2 ของ ญี่ปุ่น อย่าง เซเรโซ โอซากา แต่สุดท้าย คางาวะ ก็กลายเป็นตัวหลักในทีมดอร์ทมุนด์ได้อย่างไร้ที่ติ ด้วยราคาแค่เพียง 350,000 ปอนด์เท่านั้น 

โอกาส  

ในยุคของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ดอร์ทมุนด์ กลายเป็นทีมที่ดีที่สุดระดับท็อป 5 ของยุโรปอย่างไม่ต้องสงสัย และอย่างที่กล่าวไป เขาแสดงให้เห็นแล้วว่าใช้เด็กก็แชมป์ได้ และแสดงให้เด็กๆ เห็นว่า พวกเขาจะไม่เสียเวลาไปเปล่าๆ แน่หากเลือกย้ายมาเป็นผู้เล่นของดอร์ทมุนด์r319884_1296x729_16-9

ขณะที่ มิชาเอล ซอร์ก ผอ.ของสโมสรบอกถึงนโยบายของทีมเสมอว่า ดอร์ทมุนด์ เปรียบเสมือนรถ ฟอร์ด มัสแตง ขณะที่ทีมระดับโลกที่มีงบประมาณมากมายเหมือนกับ เฟอร์รารี่ นั่นก็เพราะว่าแม้มัสแตงจะมีแรงม้าไม่น้อย แต่สุดท้ายมันก็ยากที่จะขับแซง เฟอร์รารี่ ได้ เนื่องจากองค์ประกอบส่วนอื่นๆ นั้นไม่เหมือนกัน

ดังนั้นพวกเขาพร้อมจะเปลี่ยนอะไหล่รถชิ้นเก่าเสมอ ถึงแม้ว่ามันจะทำงานได้ดีอยู่แล้ว เพื่อลองหาอะไหล่ชิ้นใหม่และเสี่ยงดูว่ามันจะดีกว่าเดิมหรือไม่ ซึ่งหากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ ก็คือ ดอร์ทมุนด์ ไม่เคยรั้งนักเตะให้อยู่กับทีมแบบหัวชนฝา หากราคาดี เงินถึง และพวกเขามีตัวแทนที่พร้อมจะเอามาเสี่ยงรออยู่ พวกเขาก็พร้อมจะปล่อยออกจากทีมเพื่อหาเงินเข้ามาเสริมในส่วนที่ยังขาด เหมือนกับที่เราเห็นการย้ายทีมของ เดมเบเล่, พูลิซิช, โอบาเมยอง และคนอื่นๆ อีกมากมายนั่นเอง

เรียกได้ว่าดอร์ทมุนด์เป็นสโมสรที่เข้า-ออก ได้อย่างสะดวก เมื่อดาวรุ่งย้ายเข้ามา พวกเขาจะได้โอกาสลงสนามโดยปราศจากความกดดันหากเทียบกับทีมใหญ่อื่นๆ และวันใดที่พวกเขาปีกกล้าขาแข็งพอและต้องการความต้องการที่มากกว่า พวกเขาก็จะได้รับโอกาสให้โบยบินเช่นกัน 

ล่าสุดเป็นอีกครั้งที่ ดอร์ทมุนด์ สามารถคว้าตัวนักเตะดาวรุ่งที่มีทีมยักษ์ใหญ่แย่งกันทั่วยุโรปอย่าง เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ ได้สำเร็จ น่าแปลกที่ก่อนที่การย้ายทีมจะสิ้นสุด มีข่าวว่า แมนฯ ยูไนเต็ด พร้อมให้ค่าเหนื่อยดาวยิงวัย 19 ปีชาว นอร์เวย์ ถึงสัปดาห์ละ 150,000 ปอนด์ ขณะที่ มิโน่ ไรโอล่า เอเย่นต์ของนักเตะก็บอกว่า ยูไนเต็ด คือทีมที่มีโอกาสได้คุยกับนักเตะมากที่สุด แต่ทำไมสุดท้าย ดอร์ทมุนด์ จึงคว้าตัว ฮาลันด์ ปาดหน้าทีมอื่นได้?

แม้ไม่มีการเปิดเผยเงินเดือนค่าเหนื่อย แต่แน่นอนว่า ดอร์ทมุนด์ ไม่มีทางจ่ายได้มากกว่าหรือเทียบเท่ากับที่ ยูไนเต็ด หรือทีมอื่นๆ ให้ได้แน่ ดังนั้นสิ่งที่ ดอร์ทมุนด์ จะให้กับ ฮาลันด์ ได้คือข้อมูลทั้งหมดที่เรากล่าวมาในข้างต้น ได้โอกาส, ความกดดันน้อย และพร้อมจะขายเมื่อถึงเวลา ซึ่งทั้งหมดคือสิ่งที่เงินไม่สามารถซื้อได้

ฮาลันด์ ให้สัมภาษณ์กับ ESPN และบอกว่าการย้ายมาดอร์ทมุนด์คือ “เพอร์เฟ็กต์ สเต็ป” หรือย่างก้าวที่สมบูรณ์แบบของเขา เท่านั้นก็น่าจะพอบอกอะไรได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

และหากจะย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น 2 ปี จาดอน ซานโช ว่าที่นักเตะ 100 ล้านปอนด์คนต่อไป ก็ให้สัมภาษณ์ไปในทิศทางเดียวกัน เขาใกล้จะหมดสัญญากับ แมนฯ ซิตี้ และมีทีมมากมายสนใจ ทว่าสุดท้าย จาดอน ซานโช ก็เลือกจะเชื่อว่าถิ่น ซิกนัล อิดูน่า พาร์ค คือ ก้าวที่สมบูรณ์แบบของเขานั่นเอง

“ทำไมต้อง ดอร์ทมุนด์ น่ะเหรอ? ทุกอย่างมันก็บ่งบอกในตัวของมันเองอยู่แล้ว พวกนักเตะอายุน้อยๆ ที่นี่ต่างได้รับโอกาส ซึ่งคุณก็ต้องขอบคุณ ดอร์ทมุนด์ ด้วย เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยจริงๆ กับทีมที่มีแฟนบอลเข้ามาชมเกมถึง 80,000 คนในทุกๆ แมตช์ และเชื่อมั่นในตัวนักเตะอายุน้อยๆ มันบ้าบอมากๆ ที่หลายสโมสรต้องการผม มันเป็นการแสดงให้เห็นว่าคุณทำได้ดีแค่ไหน แต่ผมก็รู้สึกมาตลอดว่า ดอร์ทมุนด์ คือสโมสรที่ใช่สำหรับผม” ซานโช เปิดใจกับ โฟร์โฟร์ทู

เล่นกับปัจจัยภายนอกให้ได้…งานง่ายขึ้นเยอะ

สำหรับนักเตะอายุ 17-21 ปี พวกเขาไม่ได้ผ่านโลกฟุตบอลและสัมผัสกับตลาดซื้อขายรวมถึงการต่อรองที่ช่ำชอง ดังนั้นพวกเขาจึงต้องมีคู่คิดที่เรียกว่า “เอเย่นต์” ซึ่งแข้งดาวรุ่งบางคนก็ให้คนในครอบครัวรับตำแหน่งนี้ และบางรายก็จ้างมืออาชีพมาทำงานแทนเลย 

การจะบอกว่า ดอร์ทมุนด์ ให้โอกาสดาวรุ่งจนสามารถดึงตัวแข้งเหล่านี้มาร่วมทีมได้นั้นถูกต้องอย่างที่สุด แต่มันไม่ใช่ปัจจัยเดียวเท่านั้น มีปัจจัยเสริมอีกหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นคือการ “เป่าหูคนสนิท” หรือเอเย่นต์ เพื่อทำให้การเจรจานั้นลุล่วงง่ายขึ้น

ว่ากันว่าในดีลการคว้า จาดอน ซานโช่ จาก แมนฯ ซิตี้ เมื่อฤดูกาล 2017-18 นั้นทำให้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า หัวเสียเป็นอย่างมาก เพราะตัวของเขาต้องการให้นักเตะอยู่กับทีมต่อไปและบอกให้บอร์ดสโมสรยื่นข้อเสนอค่าเหนื่อยกว่า 30,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นค่าจ้างแพงสุดสำหรับนักเตะระดับเยาวชน ซึ่งตอนแรกนั้น ซานโช่ ตกลงเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะเซ็นสัญญาฉบับนี้ แต่สุดท้ายคดีก็พลิกไปอีกตลบจากการยุแยงโดยเอเย่นต์ของตัวนักเตะเอง 

“เราตกลงสัญญากับ ซานโช่ ได้แล้ว ยื่นสัญญากับมือเอง ซึ่งถือเป็นค่าจ้างมหาศาล แล้วหวังให้เขาเซ็นซะ จะได้บินไปปรีซีซั่นที่สหรัฐฯ เพื่อร่วมซ้อมกับทีมชุดใหญ่ ทว่าฝั่งนักเตะปฏิเสธ … ทีมพยายามรั้งตัวตัวเขาเต็มที่ ไปคุยกับพ่อเขา, คุยกับเอเยนต์ รวมถึงคุยกับนักเตะ แต่คำตอบที่ได้มาคือ ไม่, ไม่ และ ไม่ แล้วจะให้ทีมทำยังไง?” เป๊ป กล่าวอย่างหัวเสีย

เรื่องทั้งหมดเกิดจากการเดินเกมของ มิชาเอล ซอร์ก ซึ่งจัดการสอบถามไปยังเอเย่นต์ของ ชานโช่ ที่ชื่อว่า  เอเมก้า โอบาซี่ และได้ข้อมูลทั้งหมดไป ก่อน ซอร์ก จะจัดการปิดเกมอย่างเฉียบขาด ด้วยการให้เงินกินเปล่ากับ โอบาชี่ 600,000 ปอนด์ และให้ค่าเหนื่อย ซานโช่ ราว 40,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ เพื่อแสดงให้นักเตะเห็นว่าที่ ดอร์ทมุนด์ เขาจะไม่ใช่ดาวรุ่ง แต่เขากำลังจะได้เป็นผู้เล่นชุดใหญ่ของทีม … สุดท้าย ดอร์ทมุนด์ ได้ตัวเขาไปร่วมทีมที่ราคาราว 10 ล้านปอนด์ เท่านั้นเอง81840185_3875312905813994_3280023265044594688_o

ตัดกลับมาที่ดีลปัจจุบันกับ ฮาลันด์ นั้นก็ไม่น่าจะแตกต่างกันนัก กัซเซตต้า เดลโล่ สปอร์ต บอกว่า มิโน่ ไรโอล่า ได้เงินกินเปล่าจากดีลนี้ถึง 15 ล้านยูโร (ตัวเลขยังไม่ได้รับการยืนยันที่ชัดเจน) ซึ่งจะจริงหรือไม่นั้น ชื่อเสียงของ ไรโอล่า ก็ขึ้นชื่อเป็นอย่างดี เขาเองก็เคยใช้วิธีนี้ในการทำให้ เฮนริค มคิทาร์ยาน ย้ายจาก ดอร์ทมุนด์ ไป แมนฯ ยูไนเต็ด มาแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน

เรียกได้ว่าการเจรจาคว้านักเตะของ ดอร์ทมุนด์ นั้นมีทั้งพระเดชและพระคุณอย่างแท้จริง พวกเขามีระบบรองรับและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักเตะ นอกจากนี้ยังจัดการมอบสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ที่สามารถทำให้งานสำเร็จลุ่วงอีกต่างหาก …  และด้วยกลยุทธ์เช่นนี้ จะทำให้พวกเขาไม่ต้องเป็นเดือดเป็นร้อนมากนัก กับโลกลูกหนังที่บ้าคลั่งไปแล้วสำหรับราคานักเตะในปัจจุบันนี้

แชมป์นี้มีที่มา วงการมวยปล้ำหาแชมป์อย่างไร ในเมื่อผลการแข่งขันถูกกำหนดล่วงหน้า?

กีฬามวยปล้ำ คือกีฬาที่มีเอกลักษณ์แตกต่าง จากกีฬาทั่วไป คำจำกัดความในฐานะกีฬาเพื่อความบันเทิง หรือ SPORT ENTERTAINMENT (สปอร์ต เอนเตอร์เทนเมนต์) ทำให้ปัจจัยบางอย่างถูกสร้าง เพื่อให้มวยปล้ำ สามารถสร้างความบันเทิงในแบบฉบับของตัวเองได้ดีที่สุด

 

 

การมีบทบาท สคริปต์กำหนดผลแพ้ชนะ เป็นอีกหนึ่งวิธีการสำคัญ ที่ใช้สร้างเนื้อเรื่อง สร้างความสนุกให้กับกีฬามวยปล้ำ และสิ่งที่เป็นเหมือนจุดศูนย์กลางของการต่อสู้ระหว่างนักมวยปล้ำ คือ เข็มขัดแชมป์

แต่มวยปล้ำ มีการวางบทบาทให้นักมวยปล้ำเอาไว้ หมายความว่าแชมป์ทุกคน คือคนที่ถูกเลือกจากสมาคม และพวกเขารู้ล่วงหน้า ก่อนที่จะขึ้นสังเวียนแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าการมอบแชมป์ ให้กับนักมวยปล้ำแต่ละคน จะถูกคิดขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผลอะไร แต่ทุกอย่างล้วนมีเหตุมีผลในการกระทำ และถูกคิดมาอย่างดีกับการสร้างแชมเปียนสักคนในโลกมวยปล้ำ 2549977fe09e3a35e1f91555e962d4f0

 

BEST FOR BUSINESS 

วงการกีฬา การแข่งขันเพื่อคว้าตำแหน่งแชมป์ คือ แรงบันดาลใจที่ทำให้นักกีฬาแทบทุกคน ตั้งใจทำงาน ต่อสู้ฟันฝ่า อุปสรรคเพื่อไปถึงตำแหน่งแชมป์ และเมื่อการแข่งขันสิ้นสุดลง มักจะมีคำกล่าวที่ว่า “ทีมหรือคนที่ดีที่สุด คือ ผู้ชนะ”

ไม่เว้นแม้แต่กีฬามวยปล้ำ นักมวยปล้ำที่ดีที่สุด คือ คนที่จะได้เป็นแชมป์ แต่คำว่า “ดี” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง นักมวยปล้ำที่ปล้ำดีที่สุด หรือปล้ำเก่งมากที่สุดในความเป็นจริง … เพราะนักมวยปล้ำที่ดี ที่จะได้เป็นแชมป์ คือนักมวยปล้ำ ที่สามารถสร้างผลประโยชน์ให้กับธุรกิจได้ดีที่สุด 

“มวยปล้ำคือธุรกิจครับ พื้นฐานของวงการนี้คือธุรกิจ ดังนั้นสมาคมมวยปล้ำต้องการสร้างผลประโยชน์ ให้ได้มากที่สุด ซึ่งแชมป์โลกเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือ ที่สามารถสร้างผลประโยชน์ให้กับค่ายได้ในระยะยาว”

“ทุกสมาคมเป็นเหมือนกันหมด นักมวยปล้ำที่ได้แชมป์ คือนักมวยปล้ำที่ขายได้ คือนักมวยปล้ำที่ดีที่สุด สำหรับธุรกิจ เหมือนอย่างที่ ทริปเปิล เอช (Triple H) เคยบอกเอาไว้ เป็นแบบนั้นเลย” ปูมิ – ปรัชญ์ภูมิ บุณยทัต ผู้ร่วมก่อตั้งค่ายมวยปล้ำ SETUP Thailand Pro Wrestling ที่เคยมีประสบการณ์ทำงานกับ WWE สมาคมมวยปล้ำอันดับ 1 ของโลก กล่าวกับ Main Stand 

“ขายได้” คือคำจัดความง่ายๆ ของคนที่เป็นแชมป์ ในวงการมวยปล้ำ นักมวยปล้ำคนไหน สามารถเรียกความนิยมของแฟนมวยปล้ำ จนทำให้สินค้าของตัวเองขายดิบขายดี เป็นนักมวยปล้ำตัวแม่เหล็ก ดึงดูดให้แฟนมวยปล้ำซื้อตั๋วเข้ามาชมมวยปล้ำ โอกาสการเป็นแชมป์โลกของนักมวยปล้ำ ก็อยู่เพียงแค่เอื้อม เพราะแฟนมวยปล้ำ ล้วนอยากเห็นนักมวยปล้ำคนโปรด ยืนชูเข็มขัดแชมป์ในฐานะผู้ชนะ หลังเสียงระฆังจบแมทช์ดังขึ้น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ ฮองค์ โฮแกน (Hulk Hogan) ในยุค 80’s ตอนปลาย ครั้งหนึ่ง เขาเคยครองแชมป์โลก WWE เป็นระยะเวลายาวนานกว่า 4 ปี เพราะในเวลานั้น เขาคือนักมวยปล้ำที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด 

ด้วยคาแรคเตอร์ อเมริกัน ฮีโร่ คอยต่อสู้กับนักมวยปล้ำ ที่รับบทบาทเป็นฝ่ายอธรรมต่างชาติ ท่ามกลางบรรยากาศยุคสงครามเย็น ทำให้โฮแกนมีแฟนคอยติดตามจำนวนมาก เพราะเขาสามารถเข้าถึงบทบาทที่ตัวเองได้รับ และเรียกแฟนให้มาเข้าชมโชว์ที่เขาเป็นคู่เอก ในฐานะแชมป์โลก ได้มากกว่า 90,000 คน จนหลายสื่อมวยปล้ำ ยกให้ชายคนนี้เป็นผู้เปิดยุคทองให้กับ WWE ที่สืบเนื่องยาวนานจนถึงปัจจุบัน

นักมวยปล้ำชื่อดังแทบทุกคน ที่มีแฟนมวยปล้ำอยู่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ดิ อันเดอร์เทคเกอร์ (The Undertaker), ชอว์น ไมเคิลส์ (Shawn Michaels), เดอะ ร็อค (The Rock), จอห์น ซีนา (John Cena) หรือ ซีเอ็ม พังค์ (CM Punk) ล้วนผ่านการสัมผัสแชมป์โลก มาแล้วทั้งสิ้น คนละหลายสมัย เพราะด้วยชื่อเสียงของนักมวยปล้ำแต่ละคน เป็นไปไม่ได้ ที่สมาคมมวยปล้ำ จะไม่มอบเข็มขัดแชมป์ ให้กับนักมวยปล้ำ ที่ขายสินค้าดีเป็นเทน้ำเทท่า แบบนักมวยปล้ำเหล่านี้

หรือแม้แต่ โรมัน เรนจ์ส (Roman Reigns) ซึ่งเป็นนักมวยปล้ำที่ฝีมือการปล้ำไม่ดีนัก จนทำให้มีแฟนมวยปล้ำจำนวนไม่น้อยต่อต้านเขา แต่กลับได้รับการผลักดันเป็นแชมป์โลกหลายสมัย 

เพราะสินค้าของโรมัน เรนจ์ ติดอันดับสินค้าขายดีของทาง WWE อยู่เสมอ และในปี 2018 มีการเปิดเผยว่า สินค้าของเรนจ์ส ขายดีเป็นอันดับ 2 ของสมาคมเลยทีเดียว

บางครั้งตำแหน่งแชมป์ สามารถใช้เพื่อเปิดตลาดทางการค้าด้วยเช่นเดียวกัน ดังเช่นการที่ WWE มอบเข็มขัดแชมป์โลก ให้กับ เดอะ เกรท คาลี (The Great Khali) หรือ จินเดอร์ มาฮาล (Jinder Mahal) สองนักมวยปล้ำเชื้อสายอินเดีย เพื่อหวังเปิดตลาดมวยปล้ำในประเทศอินเดีย

ในทางกลับกัน สมาคมมวยปล้ำจากญี่ปุ่น ในหลายครั้งได้เลือกมอบตำแหน่งแชมป์ ให้กับนักมวยปล้ำจากประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะต้องใช้เข็มขัดแชมป์ ดึงดูดแฟนให้เข้ามาติดตามมวยปล้ำของสมาคม

 

หน้าตาของสมาคม

ไม่ได้หมายความว่า นักมวยปล้ำที่ขายของดีทุกคน จะได้เป็นแชมป์โลก ฟินน์ บาเลอร์ (Finn Balor) นักมวยปล้ำที่สินค้าขายดีเป็นอันดับ 3 ในปี 2018 ของ WWE ไม่ได้ถือเข็มขัดแชมป์โลก มาตั้งแต่ปี 2016 008bd-15379803992933-800

รวมถึง บรอน สโตรวแมน (Braun Strowman) นักมวยปล้ำที่ขายสินค้าดี เป็นอันดับ 5 ในปี 2018 ไม่เคยถือเข็มขัดแชมป์เดี่ยวอย่างเป็นทางการแม้แต่เส้นเดียว นับตั้งแต่ปล้ำให้กับ WWE เพราะมีบางสิ่งที่ทาง WWE ต้องการนำเสนอออกไป และไม่มีอยู่ในตัวนักมวยปล้ำสองคนนี้

“ภาพลักษณ์มีผลต่อการผลักดันนักมวยปล้ำ ถ้าสมาคมต้องการให้ภาพลักษณ์ของตัวเองเป็นแบบไหน ก็อาจจะเลือกผลักดัน นักมวยปล้ำในลักษณะนั้น”

“คนที่เป็นแชมป์ คือคนที่เป็นหน้าตาของสมาคม ผู้คนจะมองว่าสมาคมมวยปล้ำนี้เป็นแบบไหน ผ่านแชมป์ คนที่เป็นแชมป์ จะกลายเป็นภาพจำของสมาคม” ปูมิ กล่าว

ฟินน์ บาเลอร์ เป็นนักมวยปล้ำ ที่ขายฝีมือเป็นหลัก อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาเดียวกัน WWE กลับเลือกผลักดัน เซธ โรลลินส์ (Seth Rollins) และ เอเจ สไตล์ส (AJ Styles) สองนักมวยปล้ำที่ขายฝีมือแบบเดียวกับบาเลอร์ และมียอดขายสินค้าที่ดีเช่นกัน เพราะนักมวยปล้ำทั้งสองตอบโจทย์ ในการนำเสนอภาพลักษณ์ที่ดี ให้กับ WWE มากกว่า

หรือ บรอน สโตรวแมน ที่มาในสายนักมวยปล้ำจอมพลัง ทาง WWE มีตัวเลือกที่ดีกว่า อย่าง โรมัน เรนจ์ส และ บร็อค เลสเนอร์ ซึ่งมีภาพลักษณ์ที่ดีกว่าสโตรวแมน 

“ผมยกตัวอย่างค่าย สตาร์ดอม (Stardom) ย้อนไปตอนปี 2015 เกิดเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายจริง บนสังเวียนมวยปล้ำ ทำให้ภาพลักษณ์ของสมาคมดูแย่มาก”

“สุดท้ายค่ายต้องเลือกแชมป์ของสมาคม ให้เป็น ไคริ โฮโจ (Kairi Hojo : ปัจจุบันปล้ำอยู่กับ WWE ในชื่อ ไคริ เซน (Kairi Sane)) เพราะไคริ มีภาพลักษณ์ดี เป็นนักมวยปล้ำธรรมะ น่ารักสดใส” ปรัชญ์ภูมิ ให้ข้อมูลกับ Main Stand

หากมองย้อนดู นักมวยปล้ำที่เป็นแชมป์ระดับแนวหน้า ของสมาคม WWE หลายคนจะตอบโจทย์ภาพลักษณ์ ที่ทางสมาคม มีความต้องการนำเสนอในเวลานั้น

ไม่ว่าจะเป็น ฮองค์ โฮแกน กับมวยปล้ำในยุคสงครามเย็น, ชอว์น ไมเคิลส์ และ เบรท ฮาร์ท (Bret Hart) กับการเป็นแชมป์โลกที่เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ในยุค 90’s, สโตน โคล สตีฟ ออสติน (Stone Cold Steve Austin) และ เดอะ ร็อค รวมถึง ทริปเปิล เอช กับยุคที่มวยปล้ำเต็มไปด้วยความรุนแรง หยาบคาย มาจนถึง จอห์น ซีนา กับยุคที่มวยปล้ำ เป็นกีฬาเพื่อเยาวชน

 

ผลตอบแทนของคนทำงานหนัก

“มวยปล้ำคือการแสดง” คนส่วนใหญ่เข้าใจเข้าใจกีฬาชนิดนี้ ด้วยนิยามคำนี้ … ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะเข้าใจแบบนั้น มวยปล้ำมีบทบาทให้นักมวยปล้ำต้องเล่นตาม แสดงท่าทางให้เข้ากับบทบาท มีบทพูดที่เตรียมไว้ ผลการแข่งขันที่กำหนดล่วงหน้าWWE_Mark-Henry-1301878

แต่มวยปล้ำ ไม่ต่างกับกีฬาชนิดอื่น ยามนักมวยปล้ำต่อสู้กัน อาการบาดเจ็บที่พวกเขาได้รับคือของจริง เวลานักมวยปล้ำถูกจับฟาดกับพื้น พวกเขาเจ็บปวดจริงๆ นักมวยปล้ำหลายคนต่อสู้บนเวที ด้วยหัวใจ บางคนได้รับบาดเจ็บต้องพักยาวจากการปล้ำ หลายคนต้องเลิกปล้ำเพราะอาการบาดเจ็บ บางคนเสียชีวิตบนเวทีมวยปล้ำ ที่ถูกเรียกว่าการแสดงก็มีมาแล้ว

“บางคนอาจจะบอกว่า ‘คุณแค่แสดง คุณจะภูมิใจอะไร’ นักมวยปล้ำจะโดนอะไรแบบนี้บ่อยๆ แต่ผมมองว่า นักมวยปล้ำก็เหมือนดาราภาพยนตร์ครับ ทุกคนมีบทบาทที่จะต้องเล่นให้ดี” ปรัชญ์ภูมิ แสดงความคิดเห็นส่วนตัว

ไม่ว่าคุณจะมองกีฬามวยปล้ำว่าอย่างไร ความเป็นจริงคือนักมวยปล้ำทุกคนตั้งใจทำงาน เพื่อสร้างความสุขให้กับคนดู เหมือนกับนักกีฬาอาชีพอื่น ซึ่งสำหรับวงการมวยปล้ำ นักมวยปล้ำหลายคนทุ่มเททำงานหนัก แม้จะได้รับบทบาทเป็นตัวประกอบ หรือตัวตลก 

ถือเป็นเรื่องสำคัญในวงการมวยปล้ำ ที่ต้องมีนักมวยปล้ำไว้สร้างเสียงฮาให้กับแฟนมวยปล้ำ หรือมีนักมวยปล้ำที่ได้รับบทบาทไม่เก่งนัก หรือ “จ็อบเบอร์” (Jobber) เพื่อสร้างความสมดุลให้กับบทบาทในโลกมวยปล้ำ … นักมวยปล้ำหลายคน รับบทบาทเป็นนักมวยปล้ำแบบนี้ โดยไม่ปริปากบ่น เข็มขัดแชมป์โลกเป็นได้แค่ความฝัน หากมองถึงบทบาทที่ตัวเองได้รับ แต่นักมวยปล้ำจำนวนไม่น้อย ตั้งใจทำงานต่อไป เพื่อความสุขของแฟนมวยปล้ำ

“มวยปล้ำคือธุรกิจก็จริง แต่ว่าบางครั้งเข็มขัดแชมป์มวยปล้ำ คือผลตอบแทนที่ดีที่สุดของนักมวยปล้ำ บางครั้งนักมวยปล้ำที่ทำงานหนัก ก็ได้ขึ้นมาเป็นแชมป์ เพื่อบอกว่ามวยปล้ำไม่ได้มองเรื่องธุรกิจ จนมองข้ามความพยายามของคน”

เราจึงได้เห็นนักมวยปล้ำระดับกลาง อย่าง มาร์ค เฮนรี (Mark Henry) และ โคฟี คิงสตัน (Kofi Kingston) คว้าแชมป์โลก หลังจากปล้ำอยู่กับสมาคม WWE ยาวนานเกิน 10 ปี เพื่อเป็นของตอบแทนการทำงานของนักมวยปล้ำทั้งสอง ที่ทุ่มเททำงานหนักมาตลอด

หรือนักมวยปล้ำอย่าง เคน (Kane) ที่ได้แชมป์โลกครั้งแรกในปี 1998 หลังจากนั้นไม่เคยได้แชมป์โลกอีกเลย จนกระทั่งปี 2009 ทาง WWE ตัดสินใจมอบแชมป์โลกให้กับเคน เพื่อเป็นของรางวัลแก่การทำงานหนัก ของนักมวยปล้ำรายนี้

“บางสมาคมที่ญี่ปุ่น เขาจะไม่ชมนักมวยปล้ำเด็ดขาด แม้ทำงานหนัก เพราะกลัวนักมวยปล้ำจะได้ใจ แต่เมื่อถึงเวลา เขาจะเดินไปบอกว่า ‘คุณทำงานได้ดีมาก คุณจะได้เป็นแชมป์คนต่อไป’” 

“ผมมองว่าเข็มขัดแชมป์ คือสิ่งที่บอกนักมวยปล้ำคนนั้นว่า การทำงานของเขาที่ผ่านมา มีความหมายมากแค่ไหน ต่อสมาคม” ปรัชญ์ภูมิกล่าว จากประสบการณ์ที่ตัวเขาเคยร่วมงานกับนักมวยปล้ำญี่ปุ่นหลายคน ตอนเป็นผู้จัดการของสมาคม Gatoh Move Thailand

สำหรับมวยปล้ำญี่ปุ่น สมาคม ดรากอน เกต (Dragon Gate) ดูเป็นตัวอย่างที่ดีไม่น้อย … นารุกิ ดอย (Naruki Doi) คือนักมวยปล้ำ ที่คว้าเข็มขัดเส้นใหญ่ของสมาคม โอเพน เดอะ ดรีม เกต (Open the Dream Gate) ได้ครั้งแรกในปี 2008

แต่หลังจากนั้น เขาไม่เคยได้แตะเข็มขัดเส้นนี้อีกเลย เป็นเวลา 11 ปี จนกระทั่งในปี 2019 ที่เขาคว้าเข็มขัดเส้นนี้มาครองได้อีกครั้ง โดยเมื่อเจ้าตัวได้ถือเข็มขัดแชมป์ เขาถึงกับร้องไห้ออกมาบนเวที

ทั้งที่ ดอย รู้ก่อนปล้ำแล้วว่า เขาจะต้องเป็นแชมป์หลังจบแมทช์นี้ แต่น้ำตาที่ไหลออกมา ไม่ได้มาจากความดีใจจากการเป็นแชมป์ แต่มาจากความดีใจที่เขารู้ว่า ตลอด 11 ปีที่เขาทำงานหนัก ทุกอย่างไม่ได้เสียเปล่าแต่อย่างใด

“เข็มขัดมวยปล้ำ คือสิ่งที่มีค่าที่สุดในวงการมวยปล้ำ เป็นสิ่งที่ทำให้นักมวยปล้ำ ตั้งใจแข่งขันกันทำงานอย่างหนัก เพื่อที่จะได้เข็มขัดแชมป์มาครอบครอง” ปูมิ สรุปถึงความหมายของเข็มขัดแชมป์มวยปล้ำ

“ในความเป็นจริง คนที่เป็นแชมป์คือคนที่ต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น ต้องออกสื่อ ต้องพบปะกับแฟนๆ เป็นเหมือนกระบอกเสียงของสมาคม นักมวยปล้ำบางคน ไม่สามารถขึ้นมาเป็นแชมป์โลกได้ เพราะเขาไม่สามารถรับหน้าที่นอกสนาม ที่ต้องทำงานอย่างหนัก นอกจากการปล้ำมวยปล้ำ”

ถึงจะเป็นการแข่งขันที่มีการกำหนดผลการแข่งขันไว้ล่วงหน้า แต่เข็มขัดมวยปล้ำคือสิ่งที่มีความหมายต่อนักมวยปล้ำทุกคน เพราะพวกเขาต้องทำงานอย่างหนัก ทั้งในและนอกสนาม พยายามสร้างแฟนคลับ ทำงานให้สมาคมเห็นคุณค่า เพื่อให้ได้สิ่งตอบแทนที่ดีกลับมา

มวยปล้ำมุมหนึ่งคือการแสดง แต่ความตั้งใจในการทำงาน ของนักมวยปล้ำทุกคนคือของจริง และแฟนมวยปล้ำ ล้วนต้องการเห็นนักมวยปล้ำที่ตัวเองชื่นชอบ ได้ถือเข็มขัดแชมป์มวยปล้ำ ต่อให้มีการกำหนดผลการเเข่งขันเอาไว้ แต่ทุกครั้งที่นักมวยปล้ำคว้าเข็มขัดแชมป์ ชูเข็มขัดขึ้นเหนือศีรษะ ความดีใจหรือเสียใจของแฟนมวยปล้ำ คือความรู้สึกจริงกับแฟนมวยปล้ำทุกคน ที่ร่วมแสดงออกไปกับกีฬาชนิดนี้

แหกปากไม่เปล่าประโยชน์ ทำไม อิตาลี ต้องร้องเพลงชาติให้ดังกว่าชาติอื่นๆ?

ทุกครั้งในการถ่ายทอดสดฟุตบอลหรือกีฬาอื่นๆ ระดับนานาชาติ เรามักจะเห็นตัวแทนนักเตะแต่ละชาติเข้าแถวร้องเพลงชาติตามธรรมเนียมกันอยู่แล้ว บางชาติทำปากขมุบขมิบ, นักกีฬาบางคนหลับตา, บางรายร้องไห้ด้วยความซาบซึ้ง แต่มีอยู่ทีมชาติหนึ่งที่แสดงออกให้ฮึกเหิมที่สุดอย่างไม่น่าเชื่อนั่นคือ “อิตาลี”

เมื่อเพลงชาติของพวกเขาขึ้นทำนอง ผู้เล่นของทีมชาติอิตาลีจะเริ่มรีดพลังขึ้นมาจากทั่วร่างกายและเปล่งเสียงให้ดังที่สุดในระดับที่ยิ่งกว่าการร้องเพลง แต่มันคือการตะโกนแหกปากแบบสุดเสียงsssss

 

เพลงชาติที่น่ากลัวที่สุด

หลายๆ ประเทศในโลกนี้เลือกใช้เพลงชาติในท่วงทำนองที่ช้าแต่ทรงพลัง และมักจะพูดถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว สละชีพเพื่อชาติ อาทิเพลง The Star-Spangled Banner ของประเทศอเมริกา ที่พูดถึงความรุ่งอรุณของดินแดนแห่งเสรีภาพ, เพลง Das Lied der Deutschen ที่เป็นเพลงชาติของ เยอรมัน ก็จะเชิดชูถึง ความ สามัคคี ยุติธรรม เสรีภาพ ที่ทำให้ประเทศรุ่งเรืองและอยู่เหนือทุกสิ่ง ขณะที่เพลง La Machareal ที่เป็นเพลงชาติสเปนก็มีเนื้อหาไม่ต่างกันนักนั่นคือปลุกเร้าให้ประชาชนในประเทศร่วมช่วยนำพาความรุ่งเรืองมาสู่มาตุภูมิ

แต่สำหรับเพลงชาติ อิตาลี นี้มีเรื่องเล่าและสิ่งที่อยากจะสื่อแตกต่างกันออกไป เพลงที่ถูกนำมาเป็นเพลงชาติมีชื่อว่า Il Canto degli Italiani ที่แปลว่า “เพลงเพื่ออิตาเลียน” มีเนื้อหาที่รุนแรงและดุดันยิ่งกว่า โดยเนื้อหาของเพลงนั้นคือการปลุกเร้าให้พี่น้องชาวอิตาเลียนเข้าร่วมกับกองทัพในการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับกรุงโรม ต้องการให้ทุกคนเป็นนักรบในชุดเกราะและพร้อมจะรับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้น…ไม่เว้นแม้แต่ความตาย 

เนื้อเพลงของเพลงนี้เป็นภาษาอิตาลีที่เมื่อแปลออกมาแล้วจะมีความหมายว่า “เหล่าพี่น้องชาวอิตาลี ประเทศของเราจะอยู่ค้ำฟ้า ด้วยหมวกและชุดเกราะของแม่ทัพ ชิปิโอ ที่ท่านได้สวมไว้ … ชัยชนะอยู่ที่ไหน? จงมอบมันมาให้กับเรา เพราะมันคือทาสรับใช้เพื่อกรุงโรม พระเจ้าสร้างมันขึ้นมาและโปรดให้ข้าเข้าร่วมกับเหล่าวีรชน … เราพร้อมจะตายเพื่อชาติแล้ว ใช่!”

เนื้อเพลงของเพลงนี้ได้ประพันธ์ขึ้นในปี 1847 จากนักศึกษาคนหนึ่งในเมืองเจนัวที่ชื่อว่า กอฟเฟรโด้ มาเมลี และเมื่อประกอบเข้ากับจังหวะดนตรีในแบบของชาติที่เจริญด้านศิลปะและรสนิยมอย่าง อิตาลี พวกเขาเลือกจะใช้ทำนองที่เร็วและจังหวะที่ชวนฮึกเหิมซึ่งทำให้เพลงนี้เป็นเพลงที่ใช้ปลุกเร้าคนในประเทศได้อย่างไร้ที่ติ ซึ่งสถานการณ์ในตอนที่ กอฟเฟรโด้ แต่งเพลงนี้นั้นคือช่วงเวลาที่ประชาชนในประเทศต่อสู้เพื่อการรวมชาติและการทำสงครามปลดแอกจากจักรวรรดิออสเตรีย ก่อนจะถูกบรรจุให้เป็นเพลงชาติในวันที่ 12 ตุลาคม ปี 1946 และถูกบังคับใช้ตามกฎหมายอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2005 

 

ทำไมต้องร้องดัง

ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ได้เคยให้สัมภาษณ์กับ Main Stand ไว้ถึงเรื่องธรรมชาติของคน อิตาลี ว่ามี DNA ของการเป็นศิลปินสูงมาก ชอบสร้างสรรค์ และโดดเด่นเรื่องจินตนาการมาตามสายเลือด ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่พวกเขาจะอินกับศิลปะอย่าง ดนตรีเป็นพิเศษ และอย่างที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นคือเพลงชาติ อิตาลี นั้นมีเนื้อหาที่ดุดันและหยิ่งผยองในความยิ่งใหญ่ของตนเอง บวกกับดนตรีที่ปลุกเร้ามันก็เป็นไปได้ว่าผู้เล่นของทีมชาติอิตาลีในแทบทุกชนิดกีฬาจะสามารถเข้าถึงเพลงชาติได้อย่างง่ายได้ เมื่อพวกเขาจินตนาการได้ถึงการออกรบของเพื่อสร้างเกียรติให้ประเทศได้เหมือนในอดีตที่กล่าวไว้ในเพลงชาติ 

“จุดเด่นของคนอิตาลีคือ มีจินตนาการที่ดี และแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าเก่ง” ดร.วิทย์ ย้ำถึงจุดนี้อีกครั้ง

นอกจากนี้คน อิตาลี จะเป็นชาวยุโรปที่แปลกไปจากประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะ เยอรมัน ที่แตกต่างกันสุดขั้ว สำหรับชาวอิตาลีพวกเขาจะไม่ค่อยจริงจังกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มากมายนัก และมักจะทำตัวสบายๆ หากไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่กดดันหรือจริงจัง แต่เมื่อสถานการณ์นั้นมาถึงพวกเขาจะแสดงความสามารถที่แท้จริงออกมา และการร้องเพลงชาติให้เสียงดังนั้นเป็นเหมือนการปลุกเร้าวิญญาณนักสู้ในตัวให้ตื่นขึ้น แม้ก่อนหน้านี้ในตอนซ้อมพวกเขาอาจจะมีทีเล่นเล่นทีจริงบ้าง ทว่าเมื่อเดินลงสู่สนามผู้เล่นชาวอิตาลีจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนทันที …b309b5095d09820d3df24ce739462d08

มีตัวอย่างให้เห็นมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ต้องชี้เป็นชี้ตายนักฟุตบอลของ อิตาลี สามารถรีดศักยภาพออกมาด้นสดจนประสบความสำเร็จได้หลายครั้งแม้จะไม่ชนะเสมอไปแต่ส่วนใหญ่ อิตาลี มักจะเอาตัวรอดในสถานการณ์ยากๆ ได้เป็นประจำ

นับตั้งแต่การแข่งขันยูโร 2000 เป็นต้นมาทีมชาติ อิตาลี ชนะจุดโทษได้ 4 จาก 7 ครั้งและ 1 ในนั้นคือในฟุตบอลโลก 2006 พวกเขาดวลจุดโทษชนะ ฝรั่งเศส จนกลายเป็นแชมป์โลกสมัย 4 ซึ่งมากเป็นอันดับที่ 2 ของโลก (เป็นรองแค่ บราซิล) นอกจากนี้ในเรื่องของรายละเอียดเกม ในเกมที่พบกับ เยอรมัน ในฟุตบอลโลก 2006  ทั้งที่เยอรมันในฟุตบอลโลกครั้งนั้น เป็นทั้งเจ้าภาพ เป็นทีมที่เล่นได้แข็งแกร่งที่สุด ผู้เล่นมีคุณภาพสูง แถมในเกมนั้น เยอรมัน ก็เป็นฝ่ายบุกกดอิตาลีเกือบทั้งเกม แต่ อิตาลี ก็ใช้ประสิทธิภาพที่มีบวกเขากับการด้นสดที่แม่นยำและมีคุณภาพจนได้ 2 ประตู และเอาชนะไปได้ 2-0 นอกจากนี้ยังมีเกมที่ชนะ เยอรมัน 2-1 ในฟุตบอลยูโร 2012 ซึ่ง อิตาลี อยู่ในสภาพที่เป็นรองยิ่งกว่าในปี 2006 ขณะที่ เยอรมัน มีคุณภาพยิ่งกว่าปี 2006 ซึ่ง 2 ประตูที่ อิตาลี ได้มาจากการเล่นของผู้เล่นไม่กี่คนและจังหวะไม่กี่จังหวะจนกระทั่งเกิดประตูผีจับยัดของ มาริโอ บาโลเตลลี่ ที่เหมา 2 ในเกมดังกล่าว 

“ถ้าเราไปย้อนดูว่าอิตาลี ชนะเยอรมันได้อย่างไรในเกมนั้น จะเห็นว่าประตูที่ได้ท้ายเกมคือลูกยิงผีจับยัด แล้วมันสะท้อนอะไรประตูปลดล็อคที่อิตาลีได้ในวันนั้น? ลูกยิงที่มาจากการยิงเปรี้ยงเดียวหาย ในนาทีที่ 119 จะหมดเวลาอยู่แล้ว มันสะท้อนถึงจินตนาการและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ดีมาก ของชาวอิตาลี” ด็อกเตอร์วิทย์ ว่าถึงเกมในวันนั้นเมื่อปี 2006 

ไม่ใช่แค่การคิดขึ้นมาเองของคนวงนอกเท่านั้น เพราะหลังจากที่เยอรมันแพ้ อิตาลี ในปี 2012 สื่ออันดับ 1 ของประเทศเยอรมันอย่าง “บิลด์” ยังพูดถึงการร้องเพลงชาติของนักเตะทีมพวกเขาด้วย โดยสื่อดังกล่าวเทียบกับปฎิกิริยาในการร้องเพลงชาติของผู้เล่นอิตาลีในวันนั้น กับปฎิกิริยาการร้องเพลงชาติของแข้งเยอรมัน ซึ่งต่างกันมากจนเป็นการสื่อออกมากลายๆ ว่า อิตาลี ชนะตั้งแต่ร้องเพลงชาติก่อนลงสนามแล้ว

“มันเป็นเรื่องน่าละอายอย่างยิ่งที่นักเตะของเราไม่ได้ร้องเพลงชาติกัน” ฮานส์ ปีเตอร์ อูห์ล นักกฎหมายของเยอรมันกล่าว ก่อนที่อดีตนักเตะชุดแชมป์โลกอย่าง ฟร๊านซ์ เบ็คเค่นบาวเออร์ ก็เสริมไปในทิศทางเดียวกันว่า “เมื่อเพลงชาติเริ่มขึ้นทุกคนต้องเปล่งให้สุดเสียงและช่วยกันร้องพร้อมๆ กัน” 

โดย บิลด์ นำทีมชุดปี 2012 ไปเทียบกับทีมเยอรมันตะวันตกชุดแชมป์โลกปี 1990 ว่าต่างกันมาก และนั่นเป็นเหตุที่ว่าทำไมทีมชุดที่เต็มไปด้วยคุณภาพในปี 2012 จึงไปไม่ถึงตำแหน่งแชมป์ยูโร

“แน่นอนผมเชื่อเสมอว่าสิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นเมื่อผู้คนร้องเพลงชาติด้วยใจจริงและแสดงถึงความภักดีต่อประเทศ การแสดงอารมณ์คือสิ่งที่จำเป็นอย่างที่สุด” ฮานส์ ปีเตอร์ ฟรีดิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ของเยอรมันว่าไว้ในรายการวิทยุของช่อง บาเยิร์น 2 เรดิโอ

จากจุดนี้เห็นได้ชัดว่าการร้องเพลงชาติให้สุดเสียงคือสิ่งที่มีผลไม่น้อย ไม่ใช่เยอรมันไม่รักชาติเพียงแต่พวกเขาไม่แสดงออกถึงความฮึกเหิมมาพอ … สำหรับชาว อิตาลี เรียกได้ว่ายามศึกเรารบยามสงบเรารักก็คงจะไม่ผิดนัก ไม่ว่าใครจะพร้อมหรือไม่ก็ตามหากเพลงชาติขึ้นพวกเขาจะลงไปสู้ด้วยทุกสิ่งที่มี ด้วยจินตนาการและไหวพริบในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เป็นสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของพวกเขา …article-2166162-13D70D65000005DC-592_634x385

ความรักชาติที่พิสูจน์ได้

ไม่ใช่ในแง่ของความรู้สึกเท่านั้นที่บอกว่าการร้องเพลงชาติเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมีงานวิจัยรองรับว่าการร้องเพลงชาติสามารถส่งผลต่อผลการแข่งขันได้อย่างแท้จริง

งานวิจัยดังกล่าวมาจากมหาวิทยาลัย สแตฟฟอร์ดเชียร์ โดยมีการลงสำรวจค้นคว้าทั้ง 51 เกมในศึกยูโร 2016 เพื่อสังเกตถึงปฎิกิริยาของนักเตะแต่ละชาติที่ร้องเพลงชาติ ซึ่งพวกเขาพบว่าทีมชาติใดที่มีนักเตะที่แสดงอารมณ์ร่วมผ่านการออกเสียงและสีหน้า รวมถึงการรวมพลังอาทิการโอบไหล่ร้องเพลงไปพร้อมๆ กัน จะได้ผลการแข่งขันที่ดีกว่า 

“เราค้นพบว่าการร้องเพลงชาติด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่านนั้นสามารถทำให้พวกเขากลายเป็นผู้ชนะได้หรือไม่?” แมทธิว สเลเทอร์ หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวเริ่ม

“จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ถูกต้องเต็ม 100% แต่ผลลัพธ์ของงานวิจัยพบว่าทีมที่ร้องเพลงชาติด้วยอารมณ์ร่วมและความรักที่มากกว่าส่วนใหญ่พวกเขาจะเป็นทีมที่เสียประตูน้อยลง”

งานวิจัยดังกล่าวได้ถูกนำไปตีพิมพ์ในงานวารสารอย่าง  European Journal of Sport Science และมีการค้นคว้าเพิ่มเติมว่าผลกระทบของแพสชั่นในการร้องเพลงชาติจะส่งผลถึงชัยชนะมากขึ้นเมื่ออยู่ในการแข่งขันรอบน็อคเอาต์ที่จะเห็นผลชัดมาก ทว่าสำหรับรอบแบ่งกลุ่มนั้นถือว่ายังไม่ส่งผลมากเท่าไรนัก 

“การร้องเพลงชาติให้ดังสั่นเป็นการแสดงคาแร็คเตอร์และเร่งเราให้ตัวเราดูมีความอันตรายมากขึ้น มันคือการข่มขวัญผู้ต่อสู้ เรื่องนี้มันคล้ายๆ การเต้น ฮาก้า ของทีมรักบี้ของทีมชาตินิวซีแลนด์นั่นแหละ มันส่งผลคล้ายๆ กัน ตัวของคุณจะใหญ่ในสายตาของคู่แข่ง มันเป็นเช่นนั้นเอง” มิสเตอร์ สเลเทอร์ กล่าวปิดท้ายเห็นได้ชัดว่าการตั้งใจทำอะไรแบบมุ่งมั่นถึงขีดสุดในทุกๆ ด้านสามารถนำพาความสำเร็จมาสู่มาตุภูมิได้ สำหรับฟุตบอลหรือการเล่นกีฬาชนิดต่างๆ นั้นมีสิ่งสำคัญหลายอย่างประกอบกันทั้งเรื่องของการเตรียมตัว, การซ้อม, การเรียนรู้จากคู่แข่ง และคุณภาพของตัวผู้แข่งขันเอง อย่างไรก็ตามจงอย่ามองข้ามรายละเอียดเล็กๆอย่างการร้องเพลงชาติเป็นอันขาด แม้จะมีเปอร์เซนต์เปลี่ยนผลการแข่งขันไม่มากนัก แต่มันก็เป็นความน้อยนิดที่มหาศาล เพราะต่อให้ไม่ชนะมันก็ยังทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองนั้นเป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศที่จะลงสนาม…แล้วแบบนี้จะไม่สู้ได้อย่างไร