NIKE MERCURIAL สตั๊ดคู่แรกของโลกที่สร้างมาเพื่อ ‘ความเร็ว’ และทำให้ R9 ฉีกคู่แข่งเป็นชิ้นๆ

NIKE MERCURIAL สตั๊ดคู่แรกของโลกที่สร้างมาเพื่อ ‘ความเร็ว’ และทำให้ R9 ฉีกคู่แข่งเป็นชิ้นๆ

นวัตกรรม คือสิ่งที่สามารถทำให้มนุษย์ก้าวข้ามขีดจำกัดที่มีต่อธรรมชาติมานานแสนนานได้

 

เมื่อครั้งอดีตไม่มีใครคิดว่าจะเหล็กขึ้นไปบินบนฟ้า ไม่มีใครคิดว่าจะมีคนนำทรายมาถมกันจนเกาะและมีคนอยู่อาศัย และเรื่องที่เราจะพูดถึงนี้ก็เช่นกัน ไม่มีใครเคยคิดว่าจะมีรองเท้าสักคู่ที่ทำให้คนๆ หนึ่งวิ่งเร็วกว่ารถสปอร์ต Bugatti Veyron ที่สามารถทำความเร็วจาก 0-60 ไมล์/ชั่วโมงภายในเวลาไม่ถึง 3 วินาทีและมีความเร็วสูงสุดที่ 253 ไมล์/ชั่วโมง หรือ 407 กิโลเมตร/ชั่วโมง

รองเท้าคู่นั้นคือ “Nike Mercurial” สตั๊ดคู่แรกของโลกที่สร้างมาเพื่อ ‘ความเร็ว’  และถูกสวมใส่โดย โรนัลโด้ ผู้ยิ่งใหญ่ จนกลายเป็นตำนานที่ถูกส่งต่อมาถึงทุกวันนี้

ติดตามเรื่องราวจุดเริ่มต้นสู่นวัตกรรมที่ไม่หยุดยั้งได้ที่นี่ e3e1eaf85966bdabf1e8ec473e8d47c9

ฟุตบอลโลก และการชิงตำแหน่งราชาแห่งสตั๊ด

ฟุตบอลโลก คือหนึ่งในรายการแข่งขันที่มีคนทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุด กีฬายอดนิยมอันดับ 1 ของโลก, รายการที่ทีมชาติฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลกมารวมตัวกัน และเป็นรายการที่นักฟุตบอลระดับท็อปอัดแน่นเพื่อชิงความเป็นหนึ่ง ด้วยปัจจัยทั้งหมดทำให้ ฟุตบอลโลก เป็นรายการที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงมาก 

ทุกแบรนด์ที่เกี่ยวกับฟุตบอลจะใช้เวทีนี้ แสดงผลงานและนวัตกรรมของตัวเองออกมา ผ่านการใช้งานของเหล่านักเตะทั้งหลาย หนึ่งในแกตเจ็ตที่ไม่เคยพลาดที่จะใช้กระแสของฟุตบอลโลกในการโปรโมตสินค้าคือ รองเท้าสตั๊ด และครั้งหนึ่ง Nike เคยทำให้รองเท้าของพวกเขาเป็นที่จดจำไปตลอดกาลภายใต้รองเท้ารุ่น Mercurial ในการแข่งขันเมื่อปี 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส

Mercurial แปลโดยตรงแบบซื่อๆ มีความหมายว่า “การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว” Nike เลือกใช้ชื่อนี้เพราะมันสามารถตีความได้ชัดมาก นักฟุตบอลที่ขึ้นชื่อว่ามีความเร็วระดับแรงทะลุปรอท นักเตะเหล่านี้สามารถเปลี่ยนความเร็วในการวิ่งได้ดั่งใจสั่ง จากการวิ่งเหยาะพวกเขาสามารถเพิ่มอัตราเร่งในการวิ่งให้เต็มหลอดได้ภายในระยะเวลาอันสั้น และ Mercurial ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์นั้น กล่าวคือรองเท้ารุ่นนี้จะทำให้อัตราการระเบิดฝีเท้า (สปีด) ทำได้เร็วขึ้นยิ่งกว่ารองเท้ารุ่นไหนๆ ที่เคยมีมา 

ด้วยจุดประสงค์ดังกล่าว Nike จึงจำเป็นต้องหานักฟุตบอลที่วิ่งได้เร็วมากพอที่จะสวมใส่มันเพื่อให้คนทั่วโลกเห็นภาพชัดเจน และโชคดีที่พวกเขามีสัญญากับนักเตะคนหนึ่งที่ดีที่สุดในโลก นั่นคือ โรนัลโด้ ดาวยิงชาวบราซิล นักเตะที่สามารถวิ่ง 100 เมตร ภายในระยะเวลาแค่ 10.3 วินาที (ช้ากว่าสถิติโลกวิ่ง 100 เมตรของ ยูเซน โบลท์ แค่ 0.8 วินาที) เท่านั้น 

การเปิดตัว Mercurial ใน France ’98 ถูกกล่าวว่าเป็นการศึกดวลกันเพื่อชิงพื้นที่การตลาดกับแบรนด์คู่แข่ง Adidas ที่เปิดตัว รองเท้ารุ่นใหม่อย่าง Predator Accelerator ซึ่งสวมใส่และชูโรงโดย ซีเนดีน ซีดาน จอมทัพของทีมชาติฝรั่งเศส 

อย่างไรก็ตามถึงแม้จะเป็นการเอานวัตกรรมของรองเท้ามาสู้กัน แต่ในเรื่องของความนิยมนั้นต้องบอกว่ากินกันไม่ลง แม้ ซีดาน และ Predator Accelerator จะเป็นฝ่ายที่คว้าแชมป์โลกได้ แต่ Mercurial นั้นก็เป็นที่พูดถึงไม่น้อยไปกว่ากัน กล่าวคือทั้งสองรุ่นให้ความสำคัญกันคนละแบบ 

โดย Predator Accelerator เน้นไปที่การใช้แถบยาง Power-spin ซึ่งออกแบบมาเพื่อการสัมผัสบอลที่ดีขึ้นในทุกสภาพสนามและสภาพอากาศ นอกจากนี้ยังเพิ่มคุณภาพในการยิงประตูไม่ว่าจะเป็นการยิงลูกได้โค้งขึ้น และยิงได้แรงขึ้น   

ขณะที่ Mercurial แตกต่างอย่างชัดเจน พวกเขามีทีเด็ดซ่อนอยู่ที่ทำให้รองเท้าคู่นี้เป็นนวัตกรรมที่โลกฟุตบอลยังไม่เคยเห็น หากเปรียบ Predator Accelerator เป็นความนุ่มนวลและสุขุม Mercurial ก็คือความปราดเปรียวและรุนแรง ดังนั้นถึงแม้ว่า Mercurial จะเป็นรองเท้าสำหรับ โรนัลโด้ ที่ได้แค่รองแชมป์โลก ทว่าความยอดเยี่ยมของมันทำให้ซีรี่ส์นี้ถูกพัฒนาต่อมาไม่หยุดจนกระทั่งทุกวันนี้และกลายเป็นรุ่นตำนานขึ้นหิ้งไปเรียบร้อยแล้วa-close-up-of-ronaldo-s-boots-5afe8170f7b09ddd99000002

R9 ผู้ให้ชีวิตแก่ MERCURIAL

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น หาก Nike ทำ Mercurial และให้นักเตะคนอื่นสวมใส่ เชื่อว่ารองเท้ารุ่นนี้คงไม่ดังเป็นพลุแตกและถูกต่อยอดมาจนถึงฟุตบอลยุคใหม่

จริงๆ แล้ว แรกเริ่มเดิมที Nike พยายามผลักดันให้ โรนัลโด้ ติดภาพลักษณ์ในแบรนด์ R9 และมีจุดเริ่มต้นด้วยรองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อเขาโดยเฉพาะอย่าง Nike Tiempo แต่ในปี 1998 Nike ได้ปล่อยรุ่น Mercurial มาให้เขาทดลองสวมใส่ดูและกลายเป็นว่ามันช่วยให้ โรนัลโด้ เจอตัวตนที่ชัดเจนของตัวเองมากขึ้น และทำให้เขารู้ว่าตัวเองเกิดมาเพื่อเป็นสายสปีดโดยตรง

“ผมจำได้ดีวันที่ผมเข้าไปที่สำนักงานใหญ่ของ Nike พวกเขาออกแบบรองเท้า Mercurial มาให้ผมทดลองสวมมันดู 2-3 ครั้งและให้ผมช่วยออกแบบและคิดค้นเพื่อทำให้มันเหมาะกับผมที่สุด ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่ารองเท้าคู่นี้จะเป็นต้องเป็นรองเท้าที่สวมใส่แล้วรู้สึกกลายเป็นส่วนหนึ่งกับร่างกาย ผมร่วมพัฒนารองเท้ารุ่นนี้หลายอย่างจนกระทั่งมันออกมาเป็นตัวทดลองที่กลมกล่อมน่าดู” โรนัลโด้ กล่าว

สิ่งแรกที่ โรนัลโด้ ตั้งใจคือรองเท้าที่เหมาะกับเขาต้องมีน้ำหนักเบา เพราะในยุค ’90s นั้นแทบไม่มีรองเท้าแนวนี้เลย โรนัลโด้ และ Nike อยากจะทำให้ Mercurial ออกมามีน้ำหนักเบาแม้แต่ในวันที่สนามเปียกฝนหรือมีฝนตก เหตุผลง่ายนิดเดียวเพราะในขณะที่ผู้เล่นคนอื่นๆ ช้าลงเพราะน้ำและน้ำหนักของรองเท้า โรนัลโด้ จะสามารถวิ่งตัวปลิวและเร็วกว่าคนอื่นอีก 1 ระดับ ซึ่งในระดับโลกนั้นความเร็วเพียงเสี้ยววินาทีก็สามารถเปลี่ยนเกมได้แล้ว โดยเฉพาะกับนักเตะที่สมบูรณ์แบบอย่างเขา

“เมื่อก่อนรองเท้าสตั๊ดรุ่นไหนก็หนักเหมือนหมัด เราจึงต้องสร้าง Mercurial ออกมาให้แตกต่าง มันจะต้องเบาในทุกสภาพอากาศแม้ว่าฝนจะตกหนัก จุดนี้เองที่เป็นข้อได้เปรียบสำคัญมากในเวลาที่ผมลงสนาม” โรนัลโด้ กล่าว 

ความแตกต่างที่โรนัลโด้ว่าไว้เกิดขึ้นจริง เขาเริ่มใส่ Mercurial ตัวทดลองในฤดูกาล 1997-98 ที่อยู่กับ อินเตอร์ ผลคือเขายิงได้ 34 ลูก กับสโมสร และยิงอีก 15 ลูกจากการลงเล่น 20 นัดให้ทีมชาติบราซิล ซึ่งทั้งหมดถูกการันตีด้วยรางวัล บัลลงดอร์ ปี 1997 อีกด้วย 

ดังนั้นเมื่อฤดูกาล 1997-98 จบลงและเป็นรอยต่อของฟุตบอลโลกที่ฝรั่งเศส Nike จึงได้ออก Mercurial รุ่น ออริจินัล Nike Mercurial R9 มาวางขาย และรองเท้ารุ่นนี้ก็อาละวาดในตลาดรองเท้าสตั๊ดทันที PA-280387

นวัตกรรมสู่ตำนาน MERCURIAL

จะมีประโยชน์อะไรหากทำรองเท้าให้นักเตะระดับโลกใส่และเคลมว่านักเตะคนนั้นเก่งขึ้นเพราะรองเท้า ดังนั้น Nike Mercurial R9 จึงแสดงศักยภาพด้านนวัตกรรมหลายอย่างที่เป็นความแตกต่างซึ่งแม้แต่คนธรรมดาก็สัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้ โรนัลโด้ เร็วขึ้นได้ คุณก็ต้องเร็วขึ้นได้เหมือนกัน

“ถึงจุดนั้นเราพยายามจะสร้างรองเท้าให้เหมาะกับความต้องการที่มีต่อรองเท้าสตั๊ดแห่งยุค แต่สิ่งสำคัญคือคุณจะทำยังให้เกิดรองเท้าที่เฉพาะเจาะจงและทำให้นักเตะอย่างโรนัลโด้ระเบิดฝีเท้าได้เร็วขึ้นกว่าเดิม” Max Blau รองประธานด้านรองเท้าฟุตบอลของ Nike กล่าว 

การจะแตกต่างได้ ต้องมีจุดเริ่มต้นที่ไม่เหมือนใครและ Mercurial R9 แก้กันตั้งแต่ในส่วนของวัสดุเลยทีเดียว เป้าหมายคือลดน้ำหนักของรองเท้าลงจากที่รองเท้าฟุตบอลมีน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ 300 กรัมขึ้นไป และที่แน่ๆ พวกเขาจะต้องเบากว่า Predator Accelerator ของ Adidas ที่หนัก 290 กรัม และวางขายพร้อมกันด้วยเพื่อแสดงให้เห็นถึงความต่างอย่างชัดเจน 

Nike จึงเริ่มที่การดีลกับ Teijin บริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นเพื่อสร้างวัสดุหนังเทียมที่เบากว่าแต่สามารถให้คุณภาพได้เท่ากับหนังแท้ และในขั้นตอนการตัดเย็บนั้นพวกเขาใช้คอมพิวเตอร์จัดการแทนที่จะใช้การแฮนด์เมดเพื่อตัดรายละเอียดที่ไม่จำเป็นออกไปให้ได้มากที่สุด

ด้านพื้นรองเท้าด้านนอกทำจาก TPU ซึ่งเป็นวัสดุพลาสติกที่มีน้ำหนักเบาและยืดหยุ่นสูง และเป็นครั้งแรกที่พวกเขาไม่ใช้พื้นสีดำหรือขาว แต่เปลี่ยนมาใช้สีน้ำเงิน, สีเงินและสีเหลือง และเคลือบรองเท้าอีกชั้นด้วยเทคโนโลยี ACC (All Conditions Control) เพื่อทำพื้นผิวที่เหนียวรองรับการครอบครองบอลในท่าทางต่างๆ และที่สำคัญคือการให้รองเท้าไม่ซึมน้ำ ป้องกันการเปียกชื้น ซึ่งเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้รองเท้าโดยไม่จำเป็นทและจะทำให้ผู้สวมใส่เคลื่อนที่ได้ช้าลง

แน่นอนว่ามันหมายถึงน้ำหนักที่เบาลงกว่ารองเท้าในยุคนั้น ซึ่งเมื่อมีการชั่งน้ำหนักดูแล้ว Mercurial R9 มีน้ำหนัก 250 กรัม เบากว่าของ Adidas ตัวที่ออกแข่งกันถึง 40 กรัม ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดในยุค ’90s แล้ว และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้  Mercurial R9 กลายเป็นตัวแบ่งสายของสตั๊ดที่ชัดเจนที่สุด และถูกนำไปใช้ต่อยอดให้เร็วขึ้น, เบาขึ้น และควบคุมบอลให้ดีขึ้น 

Nike ผลิตรองเท้ารุ่น Mercurial หลังจากรุ่นของ R9 ซิกเนเจอร์มาแล้วถึง 13 รุ่น จนกระทั่งมาถึงรุ่น 2018 Mercurial 360 Vapor ที่เรียกได้ว่าเป็นรุ่นบูชาครู เพราะเป็นการฉลองครบรอบวันเกิด 20 ปีของ Mercurial รุ่นแรกที่สวมใส่โดย R9 นั่นเอง

 

ความเพอร์เฟ็กต์ที่ไม่มีจริง

ณ นาทีนี้ Mercurial ที่ถูกพัฒนามาเพื่อสายสปีดโดยเฉพาะก็ได้สร้างตำนานบนโลกลูกหนังมากมายจาก R9 สู่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จนมาถึง เนย์มาร์ จูเนียร์ กับ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ที่เป็นพรีเซนเตอร์หลักของพวกเขาในเวลานี้ ซึ่ง Mercurial 360 Vapor ก็มีจุดเด่นหลายอย่างที่ถูกพัฒนาขึ้นมาอาทิ การลดน้ำหนักของรองเท้าลงมาอีกเพื่อให้ผู้ใช้เร็วขึ้นกว่าเดิม ขณะที่ตัวรองเท้านั้นเกิดจากการถักทอหุ้มรูปเท้าแบบไร้รอยต่อเพื่อให้เข้ากับรูปเท้ามากที่สุด และสามารถใส่ได้อย่างกระชับและระบายอากาศได้ดีกว่าที่เคยเป็นมาmaxresdefault (1)

พวกเขาได้แรงบันดาลใจจากอุ้งเท้าของเสือชีตาร์ สามารถเคลื่อนไหวแบบใช้ความเร็วได้รอบทิศทาง และที่สำคัญรูปลักษณ์ของมันถูกออกแบบมาอย่างโฉบเฉี่ยวตามสไตล์ของรองเท้าฟุตบอลยุคใหม่ด้วย

ด้านรายละเอียดพวกเขาค้นหาจุดอ่อนและพบว่าข้อจำกัดที่ทำให้ความเร็วไร้ประโยชน์ คือการสวมใส่ที่มีช่องว่าง ดังนั้น Nike จึง ลดช่องว่างระหว่างฝ่าเท้ากับพื้นรองเท้าให้มากที่สุดโดยการเชื่อม Soleplate และแผ่นพื้นเข้าด้วยกันเป็นชิ้นเดียว ซึ่งแต่ละไซส์จะถูกปรับจูนมาไม่เหมือนกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถขึ้นไปอีก นอกจากจะวิ่งเร็วขึ้นแล้วยังสามารถหยุดกระทันและเปลี่ยนทิศทางให้ดีขึ้นได้อีกด้วย 

อย่างไรก็ตามนวัตกรรมคือสิ่งที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เพราะการหยุดนิ่งในวงการนี้คือการถอยหลัง ดังนั้นสิ่งที่เคยบอกว่าดีในอดีต ก็อาจจะกลายเป็นเรื่องล้าสมัยในปัจจุบัน Mercurial 360 Vapor ที่พยายามไล่หาจุดอ่อนของรุ่นก่อนๆและมาแก้ไขจนดูเหมือนว่าลงตัวแล้ว แต่ล่าสุด Mercurial ก็ออกซีรี่ส์ใหม่ในปี 2019 ขึ้นมาอีกตัวภายใต้ชื่อรุ่น Vapor 13 (ข้อต่ำ) กับ Superfly 7 (ข้อสูง) เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยครั้งนี้พวกเขาเคลมว่าสามารถทำความเร็วได้ถึง 44.7 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถูกปั๊มไว้ด้านใต้ของโลโก้ Nike

คุณสมบัติที่เพิ่มเติมมาจากรุ่น Mercurial 360 Vapor นั้นยังไม่เห็นถึงความแตกต่างกันมากนัก โดยจุดเด่นยังคงเน้นไปที่เรื่องของผ้า Flyknit ชิ้นเดียว และการถัด 360 องศาพอดีล้อมรอบเท้าเหมือนเช่นเคย 

เพราะนวัตกรรมคือสิ่งที่ไม่หยุดนิ่ง ทุกสิ่งมีทิศทางของการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาขึ้นเสมอ หากหยุดอยู่กับที่ก็ไม่ต่างอะไรกับการก้าวถอยหลัง แน่นอนว่าแม้ Nike หรือแม้แต่กระทั่งแบรนด์รองเท้าฟุตบอลทั่วโลกจะบอกว่าเพอร์เฟ็กต์ขนาดไหน แต่ในอีกไม่กี่ปีมันก็จะตกรุ่นและมีรองเท้าที่เพอร์เฟ็กต์กว่าเข้ามา ซึ่งนั่นคือสัจธรรมของการตลาดด้านกีฬายุคปัจจุบัน 

อย่างไรก็ตามแม้ความเพอร์เฟ็กต์จะไม่มีจริง แต่การพัฒนานั้นคือสิ่งที่ดีเสมอ การเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อยจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต อีกไม่นานอาจจะมีรองเท้าที่ทำให้คนใส่และวิ่งเหยียบอากาศหรือเดินบนน้ำก็ได้ใครจะไปรู้

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *