แลนซ์ อาร์มสตรอง พระเอกในคราบตัวร้าย…หรือตัวร้ายในคราบพระเอก

แลนซ์ อาร์มสตรอง พระเอกในคราบตัวร้าย…หรือตัวร้ายในคราบพระเอก?

จากยอดมนุษย์ผู้สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั้งโลก เมื่อเขาคือชายผู้พิชิตโรคมะเร็งที่สามารถก้าวสู่จุดสูงสุดกับการคว้าแชมป์ ตูร์ เดอ ฟรองซ์ 7 สมัยซ้อน แต่แล้วเรื่องราวก็กลับตาลปัตร กับการสารภาพอย่างไม่อายว่าความสำเร็จที่ได้มาเกิดขึ้นเพราะใช้สารกระตุ้น เหตุใด แลนซ์ อาร์มสตรอง จึงต้องใช้ทางลัดนี้สู่เส้นชัย? และหากย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะยังตัดสินใจแบบเดิมหรือไม่?2bwx-

 

ยอดมนุษย์

ช่วงปลายยุค 1990 ถึงกลางยุค 2000 แลนซ์ อาร์มสตรอง คือชายที่ไม่เพียงแต่จะเป็นที่กล่าวขวัญถึงในวงการกีฬาเท่านั้น แต่ยังเป็นคนที่ทั้งโลกต่างก็พูดถึง เมื่อเขาสามารถคว้าแชมป์จักรยานทางไกลรายการที่เก่าแก่ ยิ่งใหญ่ และยากที่สุดอย่าง ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ได้ถึง 7 สมัยติดต่อกันระหว่างปี 1999-2005 ความสำเร็จของเขายังยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก เพราะอาร์มสตรองผู้นี้คือคนเดียวกับที่เกือบจะต้องจบชีวิตก่อนหน้าความสำเร็จข้างต้น เมื่อแพทย์พบว่าเขาเป็นโรคมะเร็งที่อัณฑะเมื่อปี 1996 ซึ่งแม้เนื้อร้ายจะลุกลามไปถึงสมองและปอด แต่ก็สู้จนเอาชนะมันได้สำเร็จ เรื่องราวชัยชนะทั้งในและนอกสนามของอาร์มสตรองได้สร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คนทั้งโลก สายรัดข้อมือสีเหลือง สีของเสื้อผู้นำเวลารวม ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ที่จัดทำโดยมูลนิธิ ลีฟสตรอง (Livestrong) ซึ่งเขาคือผู้ก่อตั้งกลายเป็นสินค้ายอดฮิตที่ขายดีไปทั่วโลกด้วยยอดขายกว่า 80 ล้านเส้น และเป็นจุดเริ่มต้นของกระแสสายรัดข้อมือเพื่อการกุศลที่มีการทำออกมาหลากหลายรูปแบบจากหลายองค์กร

แต่ในระหว่างที่สถานะความเป็นฮีโร่กำลังดำเนินไปอยู่นั้น ความสงสัยว่าชัยชนะในสนามนั้นได้มาอย่างขาวสะอาดหรือไม่ก็ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ

ยุคมืดแห่งการโด๊ป

อันที่จริงความเคลือบแคลงสงสัยว่าอาร์มสตรองใช้สารกระตุ้น หรือ โด๊ป นั้นเป็นสิ่งที่พอเข้าใจได้ เมื่อยุค 1980-1990 ซึ่งเป็นช่วงที่เขากำลังโลดแล่นในวงการนั้น ได้รับการขนานนามว่าเป็นยุคมืดของวงการแข่งขันจักรยาน

สาเหตุก็มาจาก สมัยนั้นถือเป็นช่วงเวลาที่มีการใช้สารกระตุ้นอย่างกว้างขวางด้วยตัวยาที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น สเตียรอยด์ เพื่อเสริมสร้างและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ, คอร์ติโซน เพื่อลดอาการอักเสบ, ฮอร์โมนเทสโทสสเตอโรน เพื่อช่วยเสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อ รวมถึงฮอร์โมนอีริโทโพอิติน หรือ EPO เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงให้มีมากขึ้น ส่งผลทำให้นักปั่นเหนื่อยน้อยลง ซึ่งแม้เทสโทสเตอโรนและ EPO จะเป็นสารที่ร่างกายสังเคราะห์ได้ตามธรรมชาติแต่ก็มีปริมาณน้อย จึงมีแนวคิดโด๊ปสารเหล่านี้เพื่อช่วยเร่งกระบวนการให้รวดเร็วขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงเวลาดังกล่าวยังได้ถือกำเนิดกรรมวิธีสุดพิสดารอย่างการโด๊ปเลือด ซึ่งแพทย์จะดูดเลือดในสภาวะปกติของนักแข่งมาปั่นเอาเฉพาะเม็ดเลือดแดงเก็บไว้ และถ่ายกลับเข้าสู่ร่างกายอีกครั้งในช่วงแข่งขัน เม็ดเลือดแดงในสภาวะปกติที่สามารถจับออกซิเจนมากกว่าจะช่วยให้นักกีฬาสามารถปั่นได้อย่างยาวนานมากขึ้น และฟื้นตัวได้เร็วขึ้นด้วย

ที่เลวร้ายที่สุดคือ ยุคดังกล่าวเป็นยุคที่การสมคบกันโด๊ปเกิดขึ้นอย่างโจ๋งครึ่ม มีความร่วมมือกันของนักกีฬา, ทีมแข่งขัน รวมถึงแพทย์ในการใช้สารกระตุ้นและหลบหลีกไม่ให้ถูกตรวจพบได้ จนกลายเป็นวัฒนธรรมอันเลวร้ายที่ได้รับความนิยม เป็นข้อครหาว่าโด๊ปกันแทบทั้งวงการนั่นเอง

ยิ่งอาร์มสตรองเป็นผู้ที่อยู่ในจุดสูงสุดของวงการ บวกกับประวัติชีวิตที่ผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากกับโรคมะเร็งมาก่อน ความสงสัยก็ยิ่งเพิ่มขึ้น มีการตรวจหาสารกระตุ้นทั้งจากเลือดและปัสสาวะมากมาย แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่พบอะไรที่น่าสงสัย แม้จะมีการตรวจพบสารกระตุ้นอยู่บ้าง เช่นในศึก ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ปี 1999 แต่เขาก็สามารถหาหลักฐานมาแก้ต่างได้สำเร็จ1546937817903

แม้หลายภาคส่วนรวมถึงทางการสหรัฐฯ จะตัดสินใจถอนข้อกล่าวหา แต่องค์กรต่อต้านการใช้สารกระตุ้นของสหรัฐอเมริกา (USADA) กลับไม่ยอมลดราวาศอกเอาง่ายๆ เดินหน้าสืบสวนอย่างไม่ลดละ จนกระทั่งมีคำตัดสินเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2012 ว่า แลนซ์ อาร์มสตรอง มีความผิดในข้อหาใช้สารกระตุ้นจริง ซึ่งสหพันธ์จักรยานโลก (UCI) ก็รับลูกต่อด้วยการล้างประวัติผลการแข่งขันของเจ้าตัวตั้งแต่ปี 1998 เป็นต้นมา นั่นหมายความว่าเขาถูกริบแชมป์ ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ทั้ง 7 สมัย รวมถึงเหรียญทองแดงโอลิมปิกปี 2000 และเกียรติประวัติในวงการจักรยานหลังจากนั้นจนหมดสิ้น

หลังจากนั้นไม่นาน USADA ได้เปิดเผยผลการสืบสวนความหนากว่า 200 หน้า ที่มีหลักฐานมากกว่า 1,000 หน้าเป็นข้อสนับสนุน มีคำสารภาพของอดีตเพื่อนร่วมทีม 11 ราย ซึ่งรวมถึงแลนดิสและแฮมิลตันด้วย กับพยานอีก 15 ปาก ที่ยืนยันว่านอกจากตัวของอาร์มสตรองจะโด๊ปแล้ว ยังเป็นตัวการสำคัญในการทำให้คนอื่นต้องตัดสินใจโด๊ปตามอีกด้วย โดย USADA ชี้ว่าเรื่องดังกล่าวเป็น ‘โปรแกรมการโด๊ปที่ซับซ้อน, เป็นมืออาชีพ และประสบความสำเร็จที่สุดเท่าที่วงการกีฬาเคยเห็นมา’

วิบากกรรมดังกล่าวไม่เพียงแต่จะทำให้เขาสูญสิ้นชื่อเสียงที่เคยมีแล้ว บริษัทต่างๆ ที่เคยให้การสนับสนุนก็ถอนตัวจนสูญเงินกว่า 75 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รวมถึงไม่สามารถลงแข่งจักรยาน และกีฬาทุกประเภทที่คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) รับรองได้อีกตลอดชีวิต

“หลายคนบอกว่าผมสมควรได้รับโทษ ซึ่งผมก็เห็นตามนั้น แต่สำหรับโทษตลอดชีวิตผมว่ามันมากเกินไป ทุกวันนี้ผมยังรู้สึกว่าผมสามารถลงแข่งกีฬาอื่นๆ ในระดับสูงได้ แต่ไม่มีใครสนใจ ขนาดคิดจะไปวิ่งมาราธอนเพื่อระดมทุนเพื่อการกุศลยังทำไม่ได้เลย”

“เรื่องที่แย่ที่สุดก็คือ หลายคนที่เคยทำผิดพลาดแบบผม ไม่ว่าจะเป็น ไทเกอร์ วู้ดส์, ไมเคิ่ล วิก หรือแม้กระทั่ง บิล คลินตัน พวกเขาได้รับโอกาสแก้ตัว ส่วนผมโดนปล้นโอกาสนั้นไปจนหมด”

“บางทีผมอาจจะหาหนทางบำบัดตัวเองจากเรื่องนี้ได้ แต่ผมไม่สามารถเปลี่ยนเรื่องเล่าต่างๆ ได้อีกแล้ว ที่สุดแล้ว ผมก็เป็นได้เพียงตัวร้ายตลอดกาล”

อีกด้านของตัวร้าย

ถึงกระนั้น มหกรรมการโด๊ปของ แลนซ์ อาร์มสตรอง และเพื่อนร่วมวงการในยุคของเขา ก็ก่อให้เกิดคุณูปการอย่างใหญ่หลวงกับวงการจักรยานประการหนึ่ง นั่นคือการพัฒนาระบบการตรวจสอบการใช้สารกระตุ้นจนมีความเข้มงวดแบบสุดๆ ปัจจุบันนักกีฬาต้องทำพาสปอร์ตชีวภาพ (Biological Passport) เพื่อบันทึกข้อมูลทุกอย่างทั้งกิจวัตรประจำวันหรือการใช้ยา และต้องพร้อมรับมือการสุ่มตรวจที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกวัน ทุกเวลา และทุกสถานที่ ทำให้การจัดโปรแกรมโด๊ปแบบสมัยก่อนทำได้ยากขึ้น

ขณะเดียวกัน วิทยาศาสตร์การกีฬาก็พัฒนาก้าวหน้าจนนักกีฬาคนปกติสามารถทำผลงานได้ไม่ยิ่งหย่อนกับคนที่โด๊ป ซึ่งแม้แต่ตัวอาร์มสตรองเองยังเชื่อว่า หากเขาได้มีโอกาสลงแข่งจักรยานในยุคนี้ก็คงไม่โด๊ป เพราะไม่เห็นความจำเป็นแล้วนั่นเอง

แต่แม้จะทราบอยู่แก่ใจว่าการใช้สารกระตุ้นคือความผิดอย่างร้ายแรง เขาก็ยอมรับว่า การกระทำดังกล่าวคือสิ่งจำเป็นที่ช่วยให้ชนะในยุคสมัยที่ลงแข่งขัน

“ตอนที่ผมตัดสินใจโด๊ป หรือพูดให้ถูกกว่าคือ ใครๆ ก็ต้องทำกันในตอนนั้น เกิดขึ้นตอนที่พวกเราเดินทางจากสหรัฐอเมริกามาแข่งในยุโรปแล้วแพ้ราบคาบ จนทำให้รู้ว่าเราพกเพียงแค่มีดมาสู้กับพวกที่มีอาวุธปืนครบมือ และนั่นแหละ ที่ทำให้เราต้องออกไปช็อปอาวุธเหล่านั้นมาใช้บ้าง”

ซึ่งสภาพการณ์ในยุคสมัยนั้นเองทำให้อาร์มสตรองไม่รู้สึกแย่หรือผิดอะไรที่จะโด๊ป เมื่อแทบทุกคนในวงการต่างก็ทำ พร้อมยอมรับด้วยว่า การต่อสู้กับโรคมะเร็งทำให้ทัศนคติในตัวเปลี่ยนไป จนตัดสินใจทุ่มสุดตัวทุกวิถีทางเพื่อชัยชนะ ขณะเดียวกันเจ้าตัวก็เผยว่า ระบบการตรวจโด๊ปของ UCI สมัยที่ยังลงแข่งไม่ได้เข้มงวดมาก แถมยังหละหลวมกับนักปั่นระดับแนวหน้าอย่างเขาเสียเอง จนสามารถตรวจโด๊ปผ่านได้เกือบทุกครั้ง

ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่เห็นด้วยสองตาตัวเองในช่วงที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ก็ทำให้เขาไม่อาจตัดใจจากวังวนนี้ได้เช่นกัน“ชัยชนะใน ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ของผมระหว่างปี 1999-2005 ทำให้วงการจักรยานเติบโต ยอดขายจักรยานที่เป็นสปอนเซอร์ให้ผมพุ่งจาก 100 ล้าน เป็น 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มูลนิธิของผมก็เรี่ยไรเงินจากที่ไม่มีเลยจนเพิ่มเป็น 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งช่วยเหลือคนได้มากกว่า 3 ล้านคน ทำให้ผมไม่คิดว่าทุกคนจะโอเคหากบางสิ่งต้องพังทลายลง”

“และด้วยเหตุนี้ หากมีโอกาสได้ย้อนกลับไปในยุคสมัยนั้นอีกครั้ง ผมก็คงตัดสินใจโด๊ปเช่นเดิม”

 

 

เมื่อทุกอย่างถูกเปิดเผย

ความเคลือบแคลงสงสัยยังไม่หมดไป มีการตั้งคำถามจากสื่อ รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ก็เริ่มเข้ามาสืบสวนหาความจริง เพื่อสังคายนาเรื่องการโด๊ปสุดฉาวในวงการจักรยาน ซึ่งแม้อดีตเพื่อนร่วมทีมหลายรายอย่าง ฟลอยด์ แลนดิส ซึ่งถูกยึดแชมป์ ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ปี 2006 ไปก่อนหน้า กับ ไทเลอร์ แฮมิลตัน จะให้การรับสารภาพ รวมถึงซักทอดว่าตัวอาร์มสตรองเองก็โด๊ป และบังคับคนอื่นๆ ในทีมให้โด๊ปด้วยเช่นกัน แต่นอกจากจะปฏิเสธอย่างแข็งขันแล้ว ยังสวนกลับด้วยการกล่าวหาว่าทุกคนที่กล่าวหาเขาคือฝ่ายโกหกอีกด้วย

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *