แลนซ์ อาร์มสตรอง พระเอกในคราบตัวร้าย…หรือตัวร้ายในคราบพระเอก?

จากยอดมนุษย์ผู้สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั้งโลก เมื่อเขาคือชายผู้พิชิตโรคมะเร็งที่สามารถก้าวสู่จุดสูงสุดกับการคว้าแชมป์ ตูร์ เดอ ฟรองซ์ 7 สมัยซ้อน แต่แล้วเรื่องราวก็กลับตาลปัตร กับการสารภาพอย่างไม่อายว่าความสำเร็จที่ได้มาเกิดขึ้นเพราะใช้สารกระตุ้น เหตุใด แลนซ์ อาร์มสตรอง จึงต้องใช้ทางลัดนี้สู่เส้นชัย? และหากย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะยังตัดสินใจแบบเดิมหรือไม่?2bwx-

 

ยอดมนุษย์

ช่วงปลายยุค 1990 ถึงกลางยุค 2000 แลนซ์ อาร์มสตรอง คือชายที่ไม่เพียงแต่จะเป็นที่กล่าวขวัญถึงในวงการกีฬาเท่านั้น แต่ยังเป็นคนที่ทั้งโลกต่างก็พูดถึง เมื่อเขาสามารถคว้าแชมป์จักรยานทางไกลรายการที่เก่าแก่ ยิ่งใหญ่ และยากที่สุดอย่าง ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ได้ถึง 7 สมัยติดต่อกันระหว่างปี 1999-2005 ความสำเร็จของเขายังยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก เพราะอาร์มสตรองผู้นี้คือคนเดียวกับที่เกือบจะต้องจบชีวิตก่อนหน้าความสำเร็จข้างต้น เมื่อแพทย์พบว่าเขาเป็นโรคมะเร็งที่อัณฑะเมื่อปี 1996 ซึ่งแม้เนื้อร้ายจะลุกลามไปถึงสมองและปอด แต่ก็สู้จนเอาชนะมันได้สำเร็จ เรื่องราวชัยชนะทั้งในและนอกสนามของอาร์มสตรองได้สร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คนทั้งโลก สายรัดข้อมือสีเหลือง สีของเสื้อผู้นำเวลารวม ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ที่จัดทำโดยมูลนิธิ ลีฟสตรอง (Livestrong) ซึ่งเขาคือผู้ก่อตั้งกลายเป็นสินค้ายอดฮิตที่ขายดีไปทั่วโลกด้วยยอดขายกว่า 80 ล้านเส้น และเป็นจุดเริ่มต้นของกระแสสายรัดข้อมือเพื่อการกุศลที่มีการทำออกมาหลากหลายรูปแบบจากหลายองค์กร

แต่ในระหว่างที่สถานะความเป็นฮีโร่กำลังดำเนินไปอยู่นั้น ความสงสัยว่าชัยชนะในสนามนั้นได้มาอย่างขาวสะอาดหรือไม่ก็ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ

ยุคมืดแห่งการโด๊ป

อันที่จริงความเคลือบแคลงสงสัยว่าอาร์มสตรองใช้สารกระตุ้น หรือ โด๊ป นั้นเป็นสิ่งที่พอเข้าใจได้ เมื่อยุค 1980-1990 ซึ่งเป็นช่วงที่เขากำลังโลดแล่นในวงการนั้น ได้รับการขนานนามว่าเป็นยุคมืดของวงการแข่งขันจักรยาน

สาเหตุก็มาจาก สมัยนั้นถือเป็นช่วงเวลาที่มีการใช้สารกระตุ้นอย่างกว้างขวางด้วยตัวยาที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น สเตียรอยด์ เพื่อเสริมสร้างและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ, คอร์ติโซน เพื่อลดอาการอักเสบ, ฮอร์โมนเทสโทสสเตอโรน เพื่อช่วยเสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อ รวมถึงฮอร์โมนอีริโทโพอิติน หรือ EPO เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงให้มีมากขึ้น ส่งผลทำให้นักปั่นเหนื่อยน้อยลง ซึ่งแม้เทสโทสเตอโรนและ EPO จะเป็นสารที่ร่างกายสังเคราะห์ได้ตามธรรมชาติแต่ก็มีปริมาณน้อย จึงมีแนวคิดโด๊ปสารเหล่านี้เพื่อช่วยเร่งกระบวนการให้รวดเร็วขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงเวลาดังกล่าวยังได้ถือกำเนิดกรรมวิธีสุดพิสดารอย่างการโด๊ปเลือด ซึ่งแพทย์จะดูดเลือดในสภาวะปกติของนักแข่งมาปั่นเอาเฉพาะเม็ดเลือดแดงเก็บไว้ และถ่ายกลับเข้าสู่ร่างกายอีกครั้งในช่วงแข่งขัน เม็ดเลือดแดงในสภาวะปกติที่สามารถจับออกซิเจนมากกว่าจะช่วยให้นักกีฬาสามารถปั่นได้อย่างยาวนานมากขึ้น และฟื้นตัวได้เร็วขึ้นด้วย

ที่เลวร้ายที่สุดคือ ยุคดังกล่าวเป็นยุคที่การสมคบกันโด๊ปเกิดขึ้นอย่างโจ๋งครึ่ม มีความร่วมมือกันของนักกีฬา, ทีมแข่งขัน รวมถึงแพทย์ในการใช้สารกระตุ้นและหลบหลีกไม่ให้ถูกตรวจพบได้ จนกลายเป็นวัฒนธรรมอันเลวร้ายที่ได้รับความนิยม เป็นข้อครหาว่าโด๊ปกันแทบทั้งวงการนั่นเอง

ยิ่งอาร์มสตรองเป็นผู้ที่อยู่ในจุดสูงสุดของวงการ บวกกับประวัติชีวิตที่ผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากกับโรคมะเร็งมาก่อน ความสงสัยก็ยิ่งเพิ่มขึ้น มีการตรวจหาสารกระตุ้นทั้งจากเลือดและปัสสาวะมากมาย แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่พบอะไรที่น่าสงสัย แม้จะมีการตรวจพบสารกระตุ้นอยู่บ้าง เช่นในศึก ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ปี 1999 แต่เขาก็สามารถหาหลักฐานมาแก้ต่างได้สำเร็จ1546937817903

แม้หลายภาคส่วนรวมถึงทางการสหรัฐฯ จะตัดสินใจถอนข้อกล่าวหา แต่องค์กรต่อต้านการใช้สารกระตุ้นของสหรัฐอเมริกา (USADA) กลับไม่ยอมลดราวาศอกเอาง่ายๆ เดินหน้าสืบสวนอย่างไม่ลดละ จนกระทั่งมีคำตัดสินเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2012 ว่า แลนซ์ อาร์มสตรอง มีความผิดในข้อหาใช้สารกระตุ้นจริง ซึ่งสหพันธ์จักรยานโลก (UCI) ก็รับลูกต่อด้วยการล้างประวัติผลการแข่งขันของเจ้าตัวตั้งแต่ปี 1998 เป็นต้นมา นั่นหมายความว่าเขาถูกริบแชมป์ ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ทั้ง 7 สมัย รวมถึงเหรียญทองแดงโอลิมปิกปี 2000 และเกียรติประวัติในวงการจักรยานหลังจากนั้นจนหมดสิ้น

หลังจากนั้นไม่นาน USADA ได้เปิดเผยผลการสืบสวนความหนากว่า 200 หน้า ที่มีหลักฐานมากกว่า 1,000 หน้าเป็นข้อสนับสนุน มีคำสารภาพของอดีตเพื่อนร่วมทีม 11 ราย ซึ่งรวมถึงแลนดิสและแฮมิลตันด้วย กับพยานอีก 15 ปาก ที่ยืนยันว่านอกจากตัวของอาร์มสตรองจะโด๊ปแล้ว ยังเป็นตัวการสำคัญในการทำให้คนอื่นต้องตัดสินใจโด๊ปตามอีกด้วย โดย USADA ชี้ว่าเรื่องดังกล่าวเป็น ‘โปรแกรมการโด๊ปที่ซับซ้อน, เป็นมืออาชีพ และประสบความสำเร็จที่สุดเท่าที่วงการกีฬาเคยเห็นมา’

วิบากกรรมดังกล่าวไม่เพียงแต่จะทำให้เขาสูญสิ้นชื่อเสียงที่เคยมีแล้ว บริษัทต่างๆ ที่เคยให้การสนับสนุนก็ถอนตัวจนสูญเงินกว่า 75 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รวมถึงไม่สามารถลงแข่งจักรยาน และกีฬาทุกประเภทที่คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) รับรองได้อีกตลอดชีวิต

“หลายคนบอกว่าผมสมควรได้รับโทษ ซึ่งผมก็เห็นตามนั้น แต่สำหรับโทษตลอดชีวิตผมว่ามันมากเกินไป ทุกวันนี้ผมยังรู้สึกว่าผมสามารถลงแข่งกีฬาอื่นๆ ในระดับสูงได้ แต่ไม่มีใครสนใจ ขนาดคิดจะไปวิ่งมาราธอนเพื่อระดมทุนเพื่อการกุศลยังทำไม่ได้เลย”

“เรื่องที่แย่ที่สุดก็คือ หลายคนที่เคยทำผิดพลาดแบบผม ไม่ว่าจะเป็น ไทเกอร์ วู้ดส์, ไมเคิ่ล วิก หรือแม้กระทั่ง บิล คลินตัน พวกเขาได้รับโอกาสแก้ตัว ส่วนผมโดนปล้นโอกาสนั้นไปจนหมด”

“บางทีผมอาจจะหาหนทางบำบัดตัวเองจากเรื่องนี้ได้ แต่ผมไม่สามารถเปลี่ยนเรื่องเล่าต่างๆ ได้อีกแล้ว ที่สุดแล้ว ผมก็เป็นได้เพียงตัวร้ายตลอดกาล”

อีกด้านของตัวร้าย

ถึงกระนั้น มหกรรมการโด๊ปของ แลนซ์ อาร์มสตรอง และเพื่อนร่วมวงการในยุคของเขา ก็ก่อให้เกิดคุณูปการอย่างใหญ่หลวงกับวงการจักรยานประการหนึ่ง นั่นคือการพัฒนาระบบการตรวจสอบการใช้สารกระตุ้นจนมีความเข้มงวดแบบสุดๆ ปัจจุบันนักกีฬาต้องทำพาสปอร์ตชีวภาพ (Biological Passport) เพื่อบันทึกข้อมูลทุกอย่างทั้งกิจวัตรประจำวันหรือการใช้ยา และต้องพร้อมรับมือการสุ่มตรวจที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกวัน ทุกเวลา และทุกสถานที่ ทำให้การจัดโปรแกรมโด๊ปแบบสมัยก่อนทำได้ยากขึ้น

ขณะเดียวกัน วิทยาศาสตร์การกีฬาก็พัฒนาก้าวหน้าจนนักกีฬาคนปกติสามารถทำผลงานได้ไม่ยิ่งหย่อนกับคนที่โด๊ป ซึ่งแม้แต่ตัวอาร์มสตรองเองยังเชื่อว่า หากเขาได้มีโอกาสลงแข่งจักรยานในยุคนี้ก็คงไม่โด๊ป เพราะไม่เห็นความจำเป็นแล้วนั่นเอง

แต่แม้จะทราบอยู่แก่ใจว่าการใช้สารกระตุ้นคือความผิดอย่างร้ายแรง เขาก็ยอมรับว่า การกระทำดังกล่าวคือสิ่งจำเป็นที่ช่วยให้ชนะในยุคสมัยที่ลงแข่งขัน

“ตอนที่ผมตัดสินใจโด๊ป หรือพูดให้ถูกกว่าคือ ใครๆ ก็ต้องทำกันในตอนนั้น เกิดขึ้นตอนที่พวกเราเดินทางจากสหรัฐอเมริกามาแข่งในยุโรปแล้วแพ้ราบคาบ จนทำให้รู้ว่าเราพกเพียงแค่มีดมาสู้กับพวกที่มีอาวุธปืนครบมือ และนั่นแหละ ที่ทำให้เราต้องออกไปช็อปอาวุธเหล่านั้นมาใช้บ้าง”

ซึ่งสภาพการณ์ในยุคสมัยนั้นเองทำให้อาร์มสตรองไม่รู้สึกแย่หรือผิดอะไรที่จะโด๊ป เมื่อแทบทุกคนในวงการต่างก็ทำ พร้อมยอมรับด้วยว่า การต่อสู้กับโรคมะเร็งทำให้ทัศนคติในตัวเปลี่ยนไป จนตัดสินใจทุ่มสุดตัวทุกวิถีทางเพื่อชัยชนะ ขณะเดียวกันเจ้าตัวก็เผยว่า ระบบการตรวจโด๊ปของ UCI สมัยที่ยังลงแข่งไม่ได้เข้มงวดมาก แถมยังหละหลวมกับนักปั่นระดับแนวหน้าอย่างเขาเสียเอง จนสามารถตรวจโด๊ปผ่านได้เกือบทุกครั้ง

ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่เห็นด้วยสองตาตัวเองในช่วงที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ก็ทำให้เขาไม่อาจตัดใจจากวังวนนี้ได้เช่นกัน“ชัยชนะใน ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ของผมระหว่างปี 1999-2005 ทำให้วงการจักรยานเติบโต ยอดขายจักรยานที่เป็นสปอนเซอร์ให้ผมพุ่งจาก 100 ล้าน เป็น 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มูลนิธิของผมก็เรี่ยไรเงินจากที่ไม่มีเลยจนเพิ่มเป็น 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งช่วยเหลือคนได้มากกว่า 3 ล้านคน ทำให้ผมไม่คิดว่าทุกคนจะโอเคหากบางสิ่งต้องพังทลายลง”

“และด้วยเหตุนี้ หากมีโอกาสได้ย้อนกลับไปในยุคสมัยนั้นอีกครั้ง ผมก็คงตัดสินใจโด๊ปเช่นเดิม”

 

 

เมื่อทุกอย่างถูกเปิดเผย

ความเคลือบแคลงสงสัยยังไม่หมดไป มีการตั้งคำถามจากสื่อ รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ก็เริ่มเข้ามาสืบสวนหาความจริง เพื่อสังคายนาเรื่องการโด๊ปสุดฉาวในวงการจักรยาน ซึ่งแม้อดีตเพื่อนร่วมทีมหลายรายอย่าง ฟลอยด์ แลนดิส ซึ่งถูกยึดแชมป์ ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ปี 2006 ไปก่อนหน้า กับ ไทเลอร์ แฮมิลตัน จะให้การรับสารภาพ รวมถึงซักทอดว่าตัวอาร์มสตรองเองก็โด๊ป และบังคับคนอื่นๆ ในทีมให้โด๊ปด้วยเช่นกัน แต่นอกจากจะปฏิเสธอย่างแข็งขันแล้ว ยังสวนกลับด้วยการกล่าวหาว่าทุกคนที่กล่าวหาเขาคือฝ่ายโกหกอีกด้วย

JACKRABBIT BOXING โรงฝึกมวยแห่งความหวัง ท่ามกลางความเสื่อมโทรมของ ลอส แอนเจลิส

“ทำไมถึงจะกลับไปที่เมืองแห่งพระเจ้า ทั้งๆ ที่พระเจ้าไม่เคยสนใจเราเลย” นี่คือหนึ่งในประโยคสุดคลาสสิคจาก “CITY OF GOD” ภาพยนตร์สัญชาติบราซิล ดีกรีเข้าชิง 4 รางวัลออสการ์ในปี 2002 บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายใน “CIDADE DE DEUS” สลัมอันเสื่อมโทรมที่สุดในกรุง ริโอ เดอ จาเนโร ซึ่งตรงกันข้ามกับชื่อของมันที่แปลว่า “เมืองแห่งพระเจ้า” เสียเหลือเกิน 

 

สาเหตุที่เรายกเรื่องราวเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง City of God มาเกริ่นนำ ก็เพราะว่าสถานที่ที่เป็นจุดศูนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมดในบทความนี้ก็ไม่แตกต่างจากสภาพของเมืองแห่งพระเจ้าในประเทศบราซิลเท่าไรนัก 

มันคือย่าน ลองบีช ในเมือง ลอส แอนเจลิส มลรัฐ แคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นสถานที่ที่มีแสงแดดตลอดทั้งปี อบอวลด้วยกลิ่นเกลือจากทะเลที่โชยมาตามสายลม โดยรวมมันคือย่านที่สวยงาม เพียงแต่ว่ามันคือความสวยงามที่อาบด้วยยาพิษ เพราะเรื่องราวเบื้องหลังนั้นเต็มไปด้วยอาชญากรรม ความรุนแรง ยาเสพติด การสู้รบกันระหว่างแก๊ง เป็นสถานที่ที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ ขัดกับเมืองที่ได้รับการขนานนามว่า “City of Angels” ราวฟ้ากับเหว

อย่างไรก็ตามท่ามกลางความเสื่อมโทรมนี้ ก็มีแสงสว่างดวงน้อยๆ เกิดขึ้น มันคือสถานที่แห่งความหวังท่ามกลางความสิ้นหวังอันมืดมิด สถานที่นั้นมีชื่อว่า “Jackrabbit Boxing and Gym” gymjar

 

ไม่อยากให้ใครตายบนถนน

Jackrabbit Boxing and Gym ตั้งอยู่ในย่าน ลองบีชตะวันออก เมือง ลอสแอนเจลิส ที่นี่คือโรงฝึกมวยขนาดไม่ใหญ่โต เมื่อเปิดประตูเดินเข้าไปจะพบกับกลุ่มสุนัขพันธุ์พิตบูลเทอเรียร์กรูกันออกมาจากแสงไฟสลัวเพื่อต้อนรับ ถัดเข้าไปข้างในจะเห็นเด็กหนุ่มในวัยฉกรรจ์มากมายหลายชีวิตกำลังฝึกซ้อมกันอย่างจริงจัง

“ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นในปี 2011” ไอวาน ซิลเว เจ้าของ Jackrabbit Boxing and Gym ให้สัมภาษณ์กับสื่อ South China Morning Post

ซิลเว เล่าว่าในตอนแรกโรงฝึกที่นี่ไม่ใช่ของเขา ไม่ใกล้เคียงเลยสักนิด เขาเพียงแต่พาลูกชาย “แอชตัน ซิลเว” ซึ่งตอนนั้นอยู่ในวัย 7 ขวบ มาฝึกซ้อมมวยที่นี่เพื่อเป็นกิจกรรมเสริมสร้างทักษะในยามว่างเท่านั้น 

“หลังจากนั้นก็มีพวกเด็กๆ ในละแวกนี้มาเกาะขอบรั้วของโรงฝึก ดูผมกับลูกฝึกซ้อม แต่พวกเขาไม่สามารถเข้ามาข้างในได้ เพราะไม่มีเงินค่าสมาชิก” แต่ด้วยค่าสมาชิกที่ถูกเอามากๆ ซิลเวจึงตัดสินใจจ่ายค่าสมาชิกให้เด็กๆ เหล่านั้น ถึงจะไม่ได้วางแผนไปไกล แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของชุมชนเล็กๆ ที่ซิลเวสร้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว

“2 ปีต่อมา ลูกของผมกับเด็กๆ ที่ผมจ่ายค่าสมาชิกให้ก็เริ่มเติบโตขึ้นในเส้นทางการชกมวย เริ่มมีการต่อยในแมตช์สมัครเล่นหาเงินเลี้ยงชีพได้ แต่อยู่ๆ เจ้าของคนเก่าเขาก็อยากเลิกกิจการ เขามาถามว่าผมสนใจจะซื้อโรงฝึกนี้ต่อมั้ย”

“ผมตอบเขาไปว่าผมไม่มีเงินหรอก แล้วก็กลับบ้านไป แต่แล้วคืนนั้นผมกลับนอนไม่หลับ ในสมองผมวนเวียนอยู่แต่เรื่องนี้ เอาแต่คิดว่าถ้าไม่มีโรงยิมแห่งนี้แล้ว เด็กๆ พวกนี้ก็ต้องกลับไปใช้ชีวิตเสี่ยงอันตรายบนท้องถนนเหมือนเดิมอีกน่ะสิ”

เช้าวันรุ่งขึ้นซิลเวก็ตัดสินใจกัดฟันใช้เงินจำนวนมากซื้อต่อกิจการโรงฝึกแห่งนี้ต่อจากเจ้าของคนเก่า โดยจุดประสงค์ของเขาคือต้องการให้สถานที่แห่งนี้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชน เปิดโอกาสให้เด็กๆ ในละแวกเข้ามาฝึกมวยได้แบบฟรีๆ นั่นคือสิ่งที่ซิลเววาดฝันไว้ โดยที่เขาไม่คาดคิดเลยว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลต่อชีวิตของเขาเองและเด็กๆ อีกหลายคนไปตลอดกาลf9208dd4-a458-11e9-9a3c-98259c87fba2_972x_163413

 

สถานที่แห่งความหวังของผู้สิ้นหวัง

“ผมทะเลาะวิวาทนับครั้งไม่ถ้วน จนสุดท้ายผมก็โดนไล่ออกจากโรงเรียน” จาเร็ด โกเมซ เด็กหนุ่มวัย 20 ปี จากย่านลองบีชกล่าว

ไม่ต่างจากวัยรุ่นคนอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน ชีวิตของโกเมซเต็มไปด้วยความรุนแรง ไร้ซึ่งแสงแห่งความหวัง แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ได้มาพบกับ Jackrabbit Boxing and Gym สถานที่ที่ได้มอบชีวิตใหม่ให้กับเขา

“มวยทำให้ผมเติบโตขึ้นทั้งในฐานะมนุษย์คนหนึ่งและในฐานะลูกผู้ชาย แต่ที่สำคัญที่สุดคือมันทำให้ปัญหาต่างๆ ในชีวิตของผมหายไป”

โกเมซค้นพบว่าความรุนแรงภายในสังเวียนนั้นทำให้เขาสามารถหลีกหนีจากความรุนแรงในชีวิตจริงได้ และไม่ว่าใครจะมอง Jackrabbit Boxing and Gym ยังไง มันอาจเป็นสถานที่ที่ขับเคลื่อนด้วยกีฬาที่เต็มไปด้วยความรุนแรงอย่างมวย และเต็มไปด้วยเด็กหนุ่มวัยฉกรรจ์ แต่สำหรับโกเมซเขาให้นิยามถึงสถานที่แห่งนี้สั้นๆ ว่า 

“มันคือความสงบสุขของชีวิต”

นอกจาก จาเร็ด โกเมซ แล้ว ลอนนี่ อดัมส์ ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่เขากล้าพูดได้เต็มปากกว่า Jackrabbit Boxing and Gym ช่วยชีวิตเขาไว้ 

อดัมส์ คือเด็กหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ มาพร้อมส่วนสูง 6 ฟุต 6 นิ้ว (198 เซนติเมตร) น้ำหนัก 200 ปอนด์ (90 กิโลกรัม) รอยสักขนาดใหญ่เต็มหน้าอก บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าภูมิหลังของเขาย่อมไม่ธรรมดา อดัมส์เติบโตในบ้านรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ซึ่งที่ที่เขาอยู่นั้นเต็มไปด้วยความรุนแรง มีการใช้กำลังกันไม่เว้นแต่ละวัน บางครั้งก็หนักถึงขั้นมีเด็กคนอื่นในบ้านฆ่าตัวตายต่อหน้าเขา 

“ที่นั่นมันบ้ามากๆ” อดัมส์พูดถึงชีวิตในวัยเด็กกับสื่อ LB Post

เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น อดัมส์ก็ได้รับการอุปถัมภ์ออกมา นั่นคือครั้งแรกที่เขาได้ออกมาใช้ชีวิตนอกรั้วเหล็ก อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่ความโชคดี เพราะคนที่อุปถัมภ์เขาออกมาคือหนึ่งในสมาชิกแก๊งอาชญากรรมที่ใหญ่ที่สุดในย่านลองบีช พวกเขาเพียงแค่เห็นแววในตัวอดัมส์เท่านั้น ดูเป็นคนรูปร่างใหญ่ แข็งแรง น่าจะใช้ประโยชน์ได้

อดัมส์ยอมรับว่าในตอนนั้นเขาอยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาไม่ได้อยากเป็นสมาชิกแก๊ง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตในเส้นทางไหนต่อไป

“ผมเบื่อการที่ต้องต่อสู้ข้างถนน ใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนๆ โดยที่ไม่รู้เลยว่าวันไหนจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิต”

จนกรทั่งวันหนึ่งอดัมส์ก็พบกับ Jackrabbit Boxing and Gym เขาบอกว่ามันคือสถานที่ที่เหมาะกับเขามากๆ เขาสามารถใช้การต่อสู้ที่เขาถนัดเปลี่ยนมาเป็นเรื่องสร้างสรรค์และสามารถสร้างอนาคตให้กับเขาได้ 

“ผมตัดสินใจที่จะออกจากแก๊ง หันหลังให้กับชีวิตแบบนั้น เพราะอย่างน้อยผมก็อยากอยู่ให้ถึงวันเกิดครบรอบ 25 ปีของตัวเอง”

มันคือการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะในตอนนี้ถึงจะยังไม่ประสบความสำเร็จหรือมีชื่อเสียง แต่ในวงการมวยสมัครเล่น อดัมส์ก็ชนะมาแล้ว 17 ไฟต์รวด ได้รับรางวัล Golden Gloves Champion จากแคลิฟอร์เนียตอนใต้ แน่นอนว่ามีอนาคตสดใสรอเขาอยู่

นี่เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น เพราะนับตั้งแต่ก่อตั้งโรงฝึกอย่างเป็นทางการในปี 2013 จนถึงปัจจุบัน Jackrabbit Boxing and Gym ได้มีส่วนช่วยให้เด็กหนุ่มมากกว่า 1,000 คนได้มีชีวิตที่ดีขึ้น เป็นเรื่องราวที่งดงามตามปณิธานที่ ไอวาน ซิลเว ได้ตั้งใจไว้ อย่างไรก็ตามซิลเวยังมีอีกหนึ่งความตั้งใจ เขาอยากจะให้ Jackrabbit Boxing and Gym เป็นมากกว่าโรงฝึกมวย

 

โรงฝึกเพื่อสังคม

“นอกจาก Jackrabbit Boxing and Gym แล้ว ผมอยากจะให้มี Jackrabbit Boxing Academy ด้วย เพราะถึงแม้การชกมวยจะช่วยสังคมได้ แต่มันก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการอย่างเร่งด่วนจริงๆ คือ อาหาร เสื้อผ้า และการศึกษา” 

“ผมเคยเห็นคุณแม่คนหนึ่งต้องขายเลือดเพื่อเอาเงินมาซื้ออาหารให้ลูกๆ มันคือสิ่งที่ผมทนดูไม่ได้จริงๆ”LonnieHeavyBag2

จากหนุ่มนักบัญชี ในตอนนี้ ไอวาน ซิลเว ได้กลายเป็นบุคคลผู้อุทิศตนเพื่อสังคมไปโดยสมบูรณ์แล้ว เขาบอกว่ายิ่งเขาได้ช่วยเหลือผู้คนมากเท่าไร เขาก็ยิ่งเห็นว่ามีคนอีกมากมายยังคงต้องการความช่วยเหลือมากเท่านั้น ดังนั้นนี่คือภารกิจที่ไม่มีวันเสร็จสิ้น 

Jackrabbit Boxing Academy ก่อตั้งขึ้นหลังจาก Jackrabbit Boxing and Gym เริ่มต้นขึ้นได้ประมาณ 2-3 ปี ตามความตั้งใจของ ซิลเว เขาอยากให้มันเป็นสถานที่ที่เป็นเหมือนจุดศูนย์รวมของชุมชน ช่วยเหลือผู้ขาดแคลนในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เสื้อผ้า หรือการศึกษา ซึ่งแน่นอนว่า ซิลเว เป็นแค่พนักงานทำบัญชีธรรมดาคนหนึ่ง เขาไม่ได้ร่ำรวย การที่จะทำตามความตั้งใจเขาได้ ซิลเวคำนวนไว้ว่ามันต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงถึงปีละ 75,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณเกือบ 3 ล้านบาท ดังนั้นทางเลือกของเขาคือการรับบริจาค ระดมทุนจากที่ต่างๆ แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ซิลเวก็ไม่คิดจะยอมแพ้

“พวกเราทุกคนต้องช่วยกันที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างเช่นเด็กๆ ในโรงฝึกเราถ้าที่บ้านใครมีอาหารเหลือก็จะนำมาที่ Jackrabbit Boxing Academy เพื่อแจกจ่ายแก่ผู้ขาดแคลน เช่นเดียวกันกับเสื้อผ้า หรือถ้าครอบครัวของเด็กคนไหนพ่อแม่ขาดแคลนอาชีพ ถ้ามีตำแหน่งในโรงฝึกเราว่าง เราก็จะเลือกจ้างพวกเขาทันที”

“เรื่องการศึกษาก็เหมือนกัน เพราะไม่ใช่ทุกคนในโรงฝึกเราจะเอาดีเรื่องการชกมวยเป็นอาชีพได้ ดังนั้นจึงต้องมีทางเลือกเรื่องการศึกษาควบคู่ไปด้วย Jackrabbit Boxing Academy จึงทำหน้าที่เป็นเหมือนการศึกษานอกห้องเรียน จะมีการทดสอบวิชาความรู้ ถ้าใครไม่ผ่านก็หมดสิทธิ์ที่จะฝึกมวย ต้องไปอ่านทบทวนมาใหม่”

นี่แหละคือมุมมองและวิธีคิดของชายที่ชื่อ ไอวาน ซิลเว ทุกวันนี้เขาและเหล่าครูฝึกแห่ง Jackrabbit ได้กลายเป็นครอบครัวเดียวกันกับพวกเด็กๆ ทุกคนในความดูแลไปเรียบร้อยแล้ว และถึงแม้การใช้ชีวิตแบบนี้จะเหน็ดเหนื่อยหรือยากลำบากขนาดไหน แต่สำหรับ ซิลเว นี่คือสิ่งที่เขาต้องการจะทำไปตลอดช่วงชีวิตที่เหลืออยู่

“ผมไม่ได้ชอบการทำงานด้านบัญชีหรอก ผมทำแค่เพราะมันได้เงินเยอะ แต่สิ่งที่ผมทำอยู่ตอนนี้ การได้ช่วยเหลือพวกเด็กๆ มันคือความสุขในจิตใจที่ผมค้นพบ และผมจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อสร้างมันให้ออกมาดีที่สุด” ซิลเวกล่าวทิ้งท้าย

NIKE MERCURIAL สตั๊ดคู่แรกของโลกที่สร้างมาเพื่อ ‘ความเร็ว’ และทำให้ R9 ฉีกคู่แข่งเป็นชิ้นๆ

นวัตกรรม คือสิ่งที่สามารถทำให้มนุษย์ก้าวข้ามขีดจำกัดที่มีต่อธรรมชาติมานานแสนนานได้

 

เมื่อครั้งอดีตไม่มีใครคิดว่าจะเหล็กขึ้นไปบินบนฟ้า ไม่มีใครคิดว่าจะมีคนนำทรายมาถมกันจนเกาะและมีคนอยู่อาศัย และเรื่องที่เราจะพูดถึงนี้ก็เช่นกัน ไม่มีใครเคยคิดว่าจะมีรองเท้าสักคู่ที่ทำให้คนๆ หนึ่งวิ่งเร็วกว่ารถสปอร์ต Bugatti Veyron ที่สามารถทำความเร็วจาก 0-60 ไมล์/ชั่วโมงภายในเวลาไม่ถึง 3 วินาทีและมีความเร็วสูงสุดที่ 253 ไมล์/ชั่วโมง หรือ 407 กิโลเมตร/ชั่วโมง

รองเท้าคู่นั้นคือ “Nike Mercurial” สตั๊ดคู่แรกของโลกที่สร้างมาเพื่อ ‘ความเร็ว’  และถูกสวมใส่โดย โรนัลโด้ ผู้ยิ่งใหญ่ จนกลายเป็นตำนานที่ถูกส่งต่อมาถึงทุกวันนี้

ติดตามเรื่องราวจุดเริ่มต้นสู่นวัตกรรมที่ไม่หยุดยั้งได้ที่นี่ e3e1eaf85966bdabf1e8ec473e8d47c9

ฟุตบอลโลก และการชิงตำแหน่งราชาแห่งสตั๊ด

ฟุตบอลโลก คือหนึ่งในรายการแข่งขันที่มีคนทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุด กีฬายอดนิยมอันดับ 1 ของโลก, รายการที่ทีมชาติฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลกมารวมตัวกัน และเป็นรายการที่นักฟุตบอลระดับท็อปอัดแน่นเพื่อชิงความเป็นหนึ่ง ด้วยปัจจัยทั้งหมดทำให้ ฟุตบอลโลก เป็นรายการที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงมาก 

ทุกแบรนด์ที่เกี่ยวกับฟุตบอลจะใช้เวทีนี้ แสดงผลงานและนวัตกรรมของตัวเองออกมา ผ่านการใช้งานของเหล่านักเตะทั้งหลาย หนึ่งในแกตเจ็ตที่ไม่เคยพลาดที่จะใช้กระแสของฟุตบอลโลกในการโปรโมตสินค้าคือ รองเท้าสตั๊ด และครั้งหนึ่ง Nike เคยทำให้รองเท้าของพวกเขาเป็นที่จดจำไปตลอดกาลภายใต้รองเท้ารุ่น Mercurial ในการแข่งขันเมื่อปี 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส

Mercurial แปลโดยตรงแบบซื่อๆ มีความหมายว่า “การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว” Nike เลือกใช้ชื่อนี้เพราะมันสามารถตีความได้ชัดมาก นักฟุตบอลที่ขึ้นชื่อว่ามีความเร็วระดับแรงทะลุปรอท นักเตะเหล่านี้สามารถเปลี่ยนความเร็วในการวิ่งได้ดั่งใจสั่ง จากการวิ่งเหยาะพวกเขาสามารถเพิ่มอัตราเร่งในการวิ่งให้เต็มหลอดได้ภายในระยะเวลาอันสั้น และ Mercurial ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์นั้น กล่าวคือรองเท้ารุ่นนี้จะทำให้อัตราการระเบิดฝีเท้า (สปีด) ทำได้เร็วขึ้นยิ่งกว่ารองเท้ารุ่นไหนๆ ที่เคยมีมา 

ด้วยจุดประสงค์ดังกล่าว Nike จึงจำเป็นต้องหานักฟุตบอลที่วิ่งได้เร็วมากพอที่จะสวมใส่มันเพื่อให้คนทั่วโลกเห็นภาพชัดเจน และโชคดีที่พวกเขามีสัญญากับนักเตะคนหนึ่งที่ดีที่สุดในโลก นั่นคือ โรนัลโด้ ดาวยิงชาวบราซิล นักเตะที่สามารถวิ่ง 100 เมตร ภายในระยะเวลาแค่ 10.3 วินาที (ช้ากว่าสถิติโลกวิ่ง 100 เมตรของ ยูเซน โบลท์ แค่ 0.8 วินาที) เท่านั้น 

การเปิดตัว Mercurial ใน France ’98 ถูกกล่าวว่าเป็นการศึกดวลกันเพื่อชิงพื้นที่การตลาดกับแบรนด์คู่แข่ง Adidas ที่เปิดตัว รองเท้ารุ่นใหม่อย่าง Predator Accelerator ซึ่งสวมใส่และชูโรงโดย ซีเนดีน ซีดาน จอมทัพของทีมชาติฝรั่งเศส 

อย่างไรก็ตามถึงแม้จะเป็นการเอานวัตกรรมของรองเท้ามาสู้กัน แต่ในเรื่องของความนิยมนั้นต้องบอกว่ากินกันไม่ลง แม้ ซีดาน และ Predator Accelerator จะเป็นฝ่ายที่คว้าแชมป์โลกได้ แต่ Mercurial นั้นก็เป็นที่พูดถึงไม่น้อยไปกว่ากัน กล่าวคือทั้งสองรุ่นให้ความสำคัญกันคนละแบบ 

โดย Predator Accelerator เน้นไปที่การใช้แถบยาง Power-spin ซึ่งออกแบบมาเพื่อการสัมผัสบอลที่ดีขึ้นในทุกสภาพสนามและสภาพอากาศ นอกจากนี้ยังเพิ่มคุณภาพในการยิงประตูไม่ว่าจะเป็นการยิงลูกได้โค้งขึ้น และยิงได้แรงขึ้น   

ขณะที่ Mercurial แตกต่างอย่างชัดเจน พวกเขามีทีเด็ดซ่อนอยู่ที่ทำให้รองเท้าคู่นี้เป็นนวัตกรรมที่โลกฟุตบอลยังไม่เคยเห็น หากเปรียบ Predator Accelerator เป็นความนุ่มนวลและสุขุม Mercurial ก็คือความปราดเปรียวและรุนแรง ดังนั้นถึงแม้ว่า Mercurial จะเป็นรองเท้าสำหรับ โรนัลโด้ ที่ได้แค่รองแชมป์โลก ทว่าความยอดเยี่ยมของมันทำให้ซีรี่ส์นี้ถูกพัฒนาต่อมาไม่หยุดจนกระทั่งทุกวันนี้และกลายเป็นรุ่นตำนานขึ้นหิ้งไปเรียบร้อยแล้วa-close-up-of-ronaldo-s-boots-5afe8170f7b09ddd99000002

R9 ผู้ให้ชีวิตแก่ MERCURIAL

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น หาก Nike ทำ Mercurial และให้นักเตะคนอื่นสวมใส่ เชื่อว่ารองเท้ารุ่นนี้คงไม่ดังเป็นพลุแตกและถูกต่อยอดมาจนถึงฟุตบอลยุคใหม่

จริงๆ แล้ว แรกเริ่มเดิมที Nike พยายามผลักดันให้ โรนัลโด้ ติดภาพลักษณ์ในแบรนด์ R9 และมีจุดเริ่มต้นด้วยรองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อเขาโดยเฉพาะอย่าง Nike Tiempo แต่ในปี 1998 Nike ได้ปล่อยรุ่น Mercurial มาให้เขาทดลองสวมใส่ดูและกลายเป็นว่ามันช่วยให้ โรนัลโด้ เจอตัวตนที่ชัดเจนของตัวเองมากขึ้น และทำให้เขารู้ว่าตัวเองเกิดมาเพื่อเป็นสายสปีดโดยตรง

“ผมจำได้ดีวันที่ผมเข้าไปที่สำนักงานใหญ่ของ Nike พวกเขาออกแบบรองเท้า Mercurial มาให้ผมทดลองสวมมันดู 2-3 ครั้งและให้ผมช่วยออกแบบและคิดค้นเพื่อทำให้มันเหมาะกับผมที่สุด ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่ารองเท้าคู่นี้จะเป็นต้องเป็นรองเท้าที่สวมใส่แล้วรู้สึกกลายเป็นส่วนหนึ่งกับร่างกาย ผมร่วมพัฒนารองเท้ารุ่นนี้หลายอย่างจนกระทั่งมันออกมาเป็นตัวทดลองที่กลมกล่อมน่าดู” โรนัลโด้ กล่าว

สิ่งแรกที่ โรนัลโด้ ตั้งใจคือรองเท้าที่เหมาะกับเขาต้องมีน้ำหนักเบา เพราะในยุค ’90s นั้นแทบไม่มีรองเท้าแนวนี้เลย โรนัลโด้ และ Nike อยากจะทำให้ Mercurial ออกมามีน้ำหนักเบาแม้แต่ในวันที่สนามเปียกฝนหรือมีฝนตก เหตุผลง่ายนิดเดียวเพราะในขณะที่ผู้เล่นคนอื่นๆ ช้าลงเพราะน้ำและน้ำหนักของรองเท้า โรนัลโด้ จะสามารถวิ่งตัวปลิวและเร็วกว่าคนอื่นอีก 1 ระดับ ซึ่งในระดับโลกนั้นความเร็วเพียงเสี้ยววินาทีก็สามารถเปลี่ยนเกมได้แล้ว โดยเฉพาะกับนักเตะที่สมบูรณ์แบบอย่างเขา

“เมื่อก่อนรองเท้าสตั๊ดรุ่นไหนก็หนักเหมือนหมัด เราจึงต้องสร้าง Mercurial ออกมาให้แตกต่าง มันจะต้องเบาในทุกสภาพอากาศแม้ว่าฝนจะตกหนัก จุดนี้เองที่เป็นข้อได้เปรียบสำคัญมากในเวลาที่ผมลงสนาม” โรนัลโด้ กล่าว 

ความแตกต่างที่โรนัลโด้ว่าไว้เกิดขึ้นจริง เขาเริ่มใส่ Mercurial ตัวทดลองในฤดูกาล 1997-98 ที่อยู่กับ อินเตอร์ ผลคือเขายิงได้ 34 ลูก กับสโมสร และยิงอีก 15 ลูกจากการลงเล่น 20 นัดให้ทีมชาติบราซิล ซึ่งทั้งหมดถูกการันตีด้วยรางวัล บัลลงดอร์ ปี 1997 อีกด้วย 

ดังนั้นเมื่อฤดูกาล 1997-98 จบลงและเป็นรอยต่อของฟุตบอลโลกที่ฝรั่งเศส Nike จึงได้ออก Mercurial รุ่น ออริจินัล Nike Mercurial R9 มาวางขาย และรองเท้ารุ่นนี้ก็อาละวาดในตลาดรองเท้าสตั๊ดทันที PA-280387

นวัตกรรมสู่ตำนาน MERCURIAL

จะมีประโยชน์อะไรหากทำรองเท้าให้นักเตะระดับโลกใส่และเคลมว่านักเตะคนนั้นเก่งขึ้นเพราะรองเท้า ดังนั้น Nike Mercurial R9 จึงแสดงศักยภาพด้านนวัตกรรมหลายอย่างที่เป็นความแตกต่างซึ่งแม้แต่คนธรรมดาก็สัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้ โรนัลโด้ เร็วขึ้นได้ คุณก็ต้องเร็วขึ้นได้เหมือนกัน

“ถึงจุดนั้นเราพยายามจะสร้างรองเท้าให้เหมาะกับความต้องการที่มีต่อรองเท้าสตั๊ดแห่งยุค แต่สิ่งสำคัญคือคุณจะทำยังให้เกิดรองเท้าที่เฉพาะเจาะจงและทำให้นักเตะอย่างโรนัลโด้ระเบิดฝีเท้าได้เร็วขึ้นกว่าเดิม” Max Blau รองประธานด้านรองเท้าฟุตบอลของ Nike กล่าว 

การจะแตกต่างได้ ต้องมีจุดเริ่มต้นที่ไม่เหมือนใครและ Mercurial R9 แก้กันตั้งแต่ในส่วนของวัสดุเลยทีเดียว เป้าหมายคือลดน้ำหนักของรองเท้าลงจากที่รองเท้าฟุตบอลมีน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ 300 กรัมขึ้นไป และที่แน่ๆ พวกเขาจะต้องเบากว่า Predator Accelerator ของ Adidas ที่หนัก 290 กรัม และวางขายพร้อมกันด้วยเพื่อแสดงให้เห็นถึงความต่างอย่างชัดเจน 

Nike จึงเริ่มที่การดีลกับ Teijin บริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นเพื่อสร้างวัสดุหนังเทียมที่เบากว่าแต่สามารถให้คุณภาพได้เท่ากับหนังแท้ และในขั้นตอนการตัดเย็บนั้นพวกเขาใช้คอมพิวเตอร์จัดการแทนที่จะใช้การแฮนด์เมดเพื่อตัดรายละเอียดที่ไม่จำเป็นออกไปให้ได้มากที่สุด

ด้านพื้นรองเท้าด้านนอกทำจาก TPU ซึ่งเป็นวัสดุพลาสติกที่มีน้ำหนักเบาและยืดหยุ่นสูง และเป็นครั้งแรกที่พวกเขาไม่ใช้พื้นสีดำหรือขาว แต่เปลี่ยนมาใช้สีน้ำเงิน, สีเงินและสีเหลือง และเคลือบรองเท้าอีกชั้นด้วยเทคโนโลยี ACC (All Conditions Control) เพื่อทำพื้นผิวที่เหนียวรองรับการครอบครองบอลในท่าทางต่างๆ และที่สำคัญคือการให้รองเท้าไม่ซึมน้ำ ป้องกันการเปียกชื้น ซึ่งเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้รองเท้าโดยไม่จำเป็นทและจะทำให้ผู้สวมใส่เคลื่อนที่ได้ช้าลง

แน่นอนว่ามันหมายถึงน้ำหนักที่เบาลงกว่ารองเท้าในยุคนั้น ซึ่งเมื่อมีการชั่งน้ำหนักดูแล้ว Mercurial R9 มีน้ำหนัก 250 กรัม เบากว่าของ Adidas ตัวที่ออกแข่งกันถึง 40 กรัม ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดในยุค ’90s แล้ว และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้  Mercurial R9 กลายเป็นตัวแบ่งสายของสตั๊ดที่ชัดเจนที่สุด และถูกนำไปใช้ต่อยอดให้เร็วขึ้น, เบาขึ้น และควบคุมบอลให้ดีขึ้น 

Nike ผลิตรองเท้ารุ่น Mercurial หลังจากรุ่นของ R9 ซิกเนเจอร์มาแล้วถึง 13 รุ่น จนกระทั่งมาถึงรุ่น 2018 Mercurial 360 Vapor ที่เรียกได้ว่าเป็นรุ่นบูชาครู เพราะเป็นการฉลองครบรอบวันเกิด 20 ปีของ Mercurial รุ่นแรกที่สวมใส่โดย R9 นั่นเอง

 

ความเพอร์เฟ็กต์ที่ไม่มีจริง

ณ นาทีนี้ Mercurial ที่ถูกพัฒนามาเพื่อสายสปีดโดยเฉพาะก็ได้สร้างตำนานบนโลกลูกหนังมากมายจาก R9 สู่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จนมาถึง เนย์มาร์ จูเนียร์ กับ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ที่เป็นพรีเซนเตอร์หลักของพวกเขาในเวลานี้ ซึ่ง Mercurial 360 Vapor ก็มีจุดเด่นหลายอย่างที่ถูกพัฒนาขึ้นมาอาทิ การลดน้ำหนักของรองเท้าลงมาอีกเพื่อให้ผู้ใช้เร็วขึ้นกว่าเดิม ขณะที่ตัวรองเท้านั้นเกิดจากการถักทอหุ้มรูปเท้าแบบไร้รอยต่อเพื่อให้เข้ากับรูปเท้ามากที่สุด และสามารถใส่ได้อย่างกระชับและระบายอากาศได้ดีกว่าที่เคยเป็นมาmaxresdefault (1)

พวกเขาได้แรงบันดาลใจจากอุ้งเท้าของเสือชีตาร์ สามารถเคลื่อนไหวแบบใช้ความเร็วได้รอบทิศทาง และที่สำคัญรูปลักษณ์ของมันถูกออกแบบมาอย่างโฉบเฉี่ยวตามสไตล์ของรองเท้าฟุตบอลยุคใหม่ด้วย

ด้านรายละเอียดพวกเขาค้นหาจุดอ่อนและพบว่าข้อจำกัดที่ทำให้ความเร็วไร้ประโยชน์ คือการสวมใส่ที่มีช่องว่าง ดังนั้น Nike จึง ลดช่องว่างระหว่างฝ่าเท้ากับพื้นรองเท้าให้มากที่สุดโดยการเชื่อม Soleplate และแผ่นพื้นเข้าด้วยกันเป็นชิ้นเดียว ซึ่งแต่ละไซส์จะถูกปรับจูนมาไม่เหมือนกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถขึ้นไปอีก นอกจากจะวิ่งเร็วขึ้นแล้วยังสามารถหยุดกระทันและเปลี่ยนทิศทางให้ดีขึ้นได้อีกด้วย 

อย่างไรก็ตามนวัตกรรมคือสิ่งที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เพราะการหยุดนิ่งในวงการนี้คือการถอยหลัง ดังนั้นสิ่งที่เคยบอกว่าดีในอดีต ก็อาจจะกลายเป็นเรื่องล้าสมัยในปัจจุบัน Mercurial 360 Vapor ที่พยายามไล่หาจุดอ่อนของรุ่นก่อนๆและมาแก้ไขจนดูเหมือนว่าลงตัวแล้ว แต่ล่าสุด Mercurial ก็ออกซีรี่ส์ใหม่ในปี 2019 ขึ้นมาอีกตัวภายใต้ชื่อรุ่น Vapor 13 (ข้อต่ำ) กับ Superfly 7 (ข้อสูง) เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยครั้งนี้พวกเขาเคลมว่าสามารถทำความเร็วได้ถึง 44.7 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถูกปั๊มไว้ด้านใต้ของโลโก้ Nike

คุณสมบัติที่เพิ่มเติมมาจากรุ่น Mercurial 360 Vapor นั้นยังไม่เห็นถึงความแตกต่างกันมากนัก โดยจุดเด่นยังคงเน้นไปที่เรื่องของผ้า Flyknit ชิ้นเดียว และการถัด 360 องศาพอดีล้อมรอบเท้าเหมือนเช่นเคย 

เพราะนวัตกรรมคือสิ่งที่ไม่หยุดนิ่ง ทุกสิ่งมีทิศทางของการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาขึ้นเสมอ หากหยุดอยู่กับที่ก็ไม่ต่างอะไรกับการก้าวถอยหลัง แน่นอนว่าแม้ Nike หรือแม้แต่กระทั่งแบรนด์รองเท้าฟุตบอลทั่วโลกจะบอกว่าเพอร์เฟ็กต์ขนาดไหน แต่ในอีกไม่กี่ปีมันก็จะตกรุ่นและมีรองเท้าที่เพอร์เฟ็กต์กว่าเข้ามา ซึ่งนั่นคือสัจธรรมของการตลาดด้านกีฬายุคปัจจุบัน 

อย่างไรก็ตามแม้ความเพอร์เฟ็กต์จะไม่มีจริง แต่การพัฒนานั้นคือสิ่งที่ดีเสมอ การเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อยจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต อีกไม่นานอาจจะมีรองเท้าที่ทำให้คนใส่และวิ่งเหยียบอากาศหรือเดินบนน้ำก็ได้ใครจะไปรู้

ออกซาน่า มาสเตอร์ส สาวน้อยนักสกีอมตะที่ “เชอร์โนบิล” ฆ่าไม่ตาย

ปี 2018 มีการแข่งขัน พาราลิมปิก ฤดูหนาว ที่เมือง พยองชาง ประเทศเกาหลีใต้ มันคือสังเวียนที่นักกีฬาคนพิการจากทั่วโลกมาแสดงฝีมือที่พวกเขามี และเหนือสิ่งอื่นใดคือประกาศให้โลกรู้ว่าพวกเขาสามารถเอาชนะอุปสรรคที่เจอมาตลอดชีวิตได้สำเร็จ จนมายืนอยู่ในเวทีแห่งเกียรติยศนี้

 

นี่คือเรื่องราวของ ออกซาน่า มาสเตอร์ส เจ้าของเหรียญทอง 2 เหรียญในกีฬาสกีคอสคันทรี่ประเภทนั่ง ซึ่งในช่วงขณะที่เธอขึ้นรับเหรียญเธอบอกว่าไม่เคยคิดว่าชีวิตจะมาถึงจุดนี้ได้ เพราะเมื่อครั้งยังอยู่ในสถานเด็กกำพร้า เธอต้องรอครอบครัวมาอุปถัมภ์ยาวนานหลายปี ขณะที่เด็กคนอื่นๆ ได้ครอบครัว แต่เธอกลับโดนเมินเฉยมาตลอด เพราะว่าเธอเติบโตมาจากสถานที่ที่หนึ่งที่อันตรายที่สุดในโลก … เชอร์โนบิลc2f73f035803498656a89b291edb313e

 

เชอร์โนบิล ไดอารี่

ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อนสหภาพโซเวียตคือมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของโลกเมื่อครั้งอดีต หลายสิ่งหลายอย่างถูกสร้างขึ้นเพื่อชิงความเป็นหนึ่งในพื้นปฐพีแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการส่งยานอวกาศไปยังนอกโลก, การสร้างกองทัพที่แข็งแกร่ง และการสร้างพลังงานให้ประชาชนในประเทศให้ด้วยเทคโนโลยีที่ทรงพลังอย่าง “นิวเคลียร์”

อย่างไรก็ตามเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นในปี 1986 ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ตั้งอยู่ที่นิคมเชอร์โนบิล ริมฝั่งแม่น้ำนีเปอร์ ใกล้เมืองพริเพียต แคว้นเคียฟ ทางตอนเหนือของยูเครน ใกล้ชายแดนเบลารุส (ขณะนั้นยูเครนและเบลารุสยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต) ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอุบัติเหตุที่เกิดกับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะความเสียหายด้านชีวิตและทรัพย์สิน

ไม่ใช่แค่คนที่ตายไปเท่านั้นเพราะแม้แต่คนที่รอดตายก็ยังอยู่ไม่ได้เช่นกัน … เพราะปริมาณของรังสีที่แพร่กระจายออกมา มีอานุภาพมากกว่ารังสีจากระเบิดปรมาณูที่ถล่มใส่เมืองฮิโรชิม่าและนางาซากิถึงอย่างน้อย 100 เท่า ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามนุษย์ไม่สามารถอยู่ได้ ประชาชนในพื้นที่และละแวกใกล้เคียงต้องหนีตายด้วยการอพยพในทันที แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ทันการณ์ สารเคมีต่างๆ กระจายตัวไปทั่วพื้นที่ เข้าไปสู่บ้านเรือน, โรงเรียน, ป่าเขา, แม่น้ำ แม้แต่กระทั่งท้องฟ้า เพราะสารเคมีเหล่านั้นถูกผสมกลับลงมาเป็นน้ำฝน และเมื่อตกลงมาจากฟ้า ไม่มีใครที่รอดจากมันได้ …

ฝนกรดจากกัมมันตรังสีแพร่กระจายไปไกลถึงไอร์แลนด์ โดยยูเครน, เบลารุส และ รัสเซีย เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากหายนะภัยเชอร์โนบิลมากที่สุด คือมีพื้นที่ปนเปื้อนรังสีมากถึงร้อยละ 63 และที่ เชอร์โนบิล เกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่ชีวภาพไปตลอดกาล เพราะสัตว์ที่หากินอยู่ในละแวก 30 กิโลเมตรโดยรอบโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล มีอัตราการตายก่อนอายุขัยสูงมากขึ้น มียีนผิดปกติมากขึ้น และมีอัตราการเกิดลดลง อันมีผลจากรังสีและเคมีต่างๆ สำหรับมนุษย์เองก็เช่นกัน เด็กที่เกิดใหม่จะมาพร้อมกับโรคแปลกที่หาได้ยาก อาทิโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ รวมถึงการมีข้อบกพร่องทางพันธุกรรมในระยะยาว อะไรก็ตามที่มีชีวิตล้วนได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ระเบิดนี้ทั้งสิ้นmain_900

ไม่ใช่เรื่องของเวรกรรมแต่มันเป็นเรื่องที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ ออกซาน่า มีอาการผิดปกติในร่างกายหลายจุดได้แก่ แขนและขาที่ยาวไม่เท่ากัน น่องของเธอมีพังผืดหนาจนแทบยืนไม่ได้ นิ้วมือของเธอมีไม่ครบเพราะขาดนิ้วก้อย ขณะที่นิ้วเท้าของเธอกลับมีทั้งหมด 6 นิ้ว นอกจากนี้รังสีต่างๆ สารพัดยังส่งผลให้อภัยวะภายในผิดปกติอีกด้วย … เธอโชคดีที่ยังมีชีวิต แต่ก็โชคร้ายในเวลาเดียวกันเพราะพ่อแม่ของเธอไม่รอด …

สถานรับเลี้ยงเด็กที่ ออกซาน่า อยู่มีขนาดเล็กและไม่เพียงพอต่อจำนวนเด็กๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาทุกๆ วัน ดังนั้นพวกเขาจะเปิดให้คนที่มีความพร้อมเข้ามารับอุปการะเด็กๆ จากที่นี่เพื่อชีวิตที่ดีกว่าและการดูแลเด็กๆ คนที่เหลืออย่างทั่วถึง

แน่นอนว่าสำหรับใครสักคนที่จะมารับเด็กๆ จากที่นี่ไปอุปการะ พวกเขาย่อมต้องเลือกเด็กๆ ที่มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ที่สุด ไม่มีใครอยากจะได้เด็กที่มีความผิดปกติแบบสุดขั้วเพราะนั่นอาจจะทำให้การรับไปอุปการะกลายเป็นการสร้างความลำบากให้กับตัวเอง ดังนั้นเด็กๆ คนอื่นที่มีร่างกายปกติจึงได้ออกไปใช้ชีวิตกับครอบครัวใหม่ก่อน ส่วนเด็กหญิง “ออกซาน่า อเล็กซานโดรน่า บอนดาร์ชุก” ต้องรอนานกว่าใครเพื่อนและต้องย้ายไปอยู่สถานที่เลี้ยงเด็กถึง 3 แห่งแบบโยนกันไปโยนกันมา

ความผิดปกติที่มากกว่าเด็กๆ คนอื่น บางครั้งแม้จะมีครอบครัวติดต่อมาแต่เมื่อเห็นสภาพของเธอพวกเขาจะบอกว่า “เราขอกลับไปคิดก่อน แล้วเราจะกลับมาใหม่” … แทบไม่ต้องเดาต่อว่าหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร? พวกเขาไม่กลับมา และเมื่อครั้งยังเด็กเธอก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันเป็นเพราะเหตุใด? อะไรทำให้เธอเป็นแบบนี้?

“ตอนฉันเป็นเด็กฉันไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับ เชอร์โนบิล มากหรอก ฉันไม่เคยเข้าใจอะไรจนกระทั่งเมื่อได้โตขึ้นนั่นแหละฉันถึงรู้ว่ามันส่งผลกระทบไปทั่วพื้นที่แบบนี้”

ร่างกายของ ออกซาน่า ไม่ค่อยดีนักแม้เวลาจะผ่านไป เธอมีพัฒนาการในการเจริญเติบโตที่ช้ามากเพราะขณะที่เธออายุ 7 ขวบ สมรรถภาพทางร่างกายของเธอยังเท่ากับเด็กอายุ 3 ขวบและเธอมีน้ำหนักแค่ 16 กิโลกรัมเท่านั้น …

อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ที่เลวร้ายสุดขีดก็เกิดเรื่องปาฎิหาริย์ขึ้น เกย์ มาสเตอร์ส หญิงหม้ายที่มีอาชีพเป็นคุณครูจากอเมริกา เดินทางมายัง ยูเครน และรับเธอเป็นลูกบุญธรรม1st-steps-May-1998

 

เธอผู้เปลี่ยนทุกอย่าง

เกย์ มาสเตอร์ส ไม่ใช่ผู้หญิงที่ร่ำรวยถึงขั้นมหาเศรษฐี แต่เธอไม่มีญาติมิตร ไม่มีสามี และเธอมีเหตุผลที่ง่ายๆ ที่เธอเลือก ออกซาน่า มาเป็นลูกสาว ซึ่งเธอใช้คำว่าถูกชะตา “ฉันรักทันทีเมื่อได้เห็นดวงตาของเธอ และฉันรับรู้ถึงจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ในตัวเธอในเวลาเดียวกัน” เกย์ มาสเตอร์ส เล่าผ่าน สารคดีเรื่อง Dear Oksana

หลังจากย้ายมาอยู่ที่ บัฟฟาโล่ สหรัฐอเมริกา ออกซาน่า ได้เจอชีวิตที่ดีขึ้น อย่างน้อยเธอไม่ต้องหิวเหมือนเมื่อก่อน เธอได้กินอิ่มนอนหลับมีโอกาสออกไปเดินเล่นตามที่ต่างๆ สถานที่ธรรมดาๆ สำหรับคนอื่น แต่มันคือพื้นที่พิเศษสำหรับเธอ …

“ฉันยังจำครั้งแรกที่ไปเดินห้าง วอลมาร์ท กับแม่ได้อยู่เลย เรานั่งเครื่องบินออกจาก ยูเครน กันตอน 6 โมงเย็น และฉันมาถึงอเมริกาในอีก 7 ชั่วโมง เราตื่นเต้นกันทั้งคู่ เธอพูดภาษายูเครนไม่ได้ แล้วฉันก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เหมือนกัน แต่ที่จำได้คือแม่พาฉันไปซื้อเสื้อผ้า, ขนม และของเล่น แม่หยิบของใส่รถเข็นแบบไม่รู้จบ แสงไฟจากหลอกฟลูอออเรสเซนต์ส่องสว่างมากกว่าที่ฉันเคยเห็นมาทั้งชีวิต และสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นคือความสวยงามที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็น” ออกซาน่า กล่าวถึงชีวิตใหม่ในอเมริกา

แม้จิตใจจะดีขึ้นแต่ร่างกายของ ออกซาน่า ยังต้องฟื้นฟูอีกมาก ควันหลงจากเชอร์โนบิลเล่นงานเธอรุนแรงเกินกว่าเด็กอายุ 7 ขวบจะรับได้ เมื่อเธอมาพบหมอที่อเมริกา การวินิจฉัยออกมาน่าตกใจ เธอต้องโดนตัดขาซ้ายทิ้ง และหลังจากนั้นอีกไม่นานต้องตัดขาขวาทิ้งอีกเพื่อรักษาชีวิตและเพื่อให้อยู่ได้ในระยะยาว

แน่นอนการที่เด็กอายุราวๆ 10 ปี อาจจะยังไม่ส่งผลอะไรมากนัก แต่เมื่อเธอโตเป็นสาว ต้องเข้าโรงเรียน และต้องมีกิจกรรมกับคนส่วนใหญ่ สภาพจิตใจเธอจึงย่ำแย่อีกครั้ง เพียงแต่รอบนี้ดีกว่าเก่า เพราะเธอไม่ได้สู้เพียงลำพัง แม่บุญธรรมได้แนะนำให้เธอรู้จักกับกีฬาหลากหลายชนิด โดยเริ่มจากการพายเรือเป็นอย่างแรก แรกๆ เธอเกลียดมันเพราะอายที่ต้องออกไปให้คนเห็นเธอในสภาพที่ไม่มีขา ทว่าหลังจากได้ลองแล้ว มันคืออีกด้านของชีวิตที่เธอไม่เคยรับรู้มาก่อนว่ามันดีกับเธอขนาดไหน

“ฉันตกหลุมรักการพายเรืออยู่บนแม่น้ำและได้เจอกับความสงบสุขที่แท้จริง ที่นี่มีเสรีภาพ บนเรือลำนี้ มันเป็นเรือของคุณแต่เพียงผู้เดียว การพายเรือคือการเยียวยารักษาร่างกายของฉัน” ออกซาน่า เล่าถึงการเปิดใจให้กับการเล่นกีฬาเป็นครั้งแรก ทว่าเธอไม่รู้ตัวหรอกว่าแม่ของเธอแอบใส่เลือดความเป็นนักสูัให้เธอตั้งนานแล้ว

เมื่อครั้งที่ เกย์ มาสเตอร์ส ไปหา ออกซาน่า ครั้งแรกทั้งสองคนพากันไปตกปลา และแม่พยายามให้เธอเอาชนะให้ได้ เธอวางแผนให้ ออกซาน่า อยากจะสู้แม้ต้องแข่งกับผู้ใหญ่ และทุกวันหยุดที่มีโอกาส เกย์ มักจะหากิจกรรมสนุกๆ ที่ ออกซาน่า ไม่ทันรู้ตัวว่ามันคือกีฬาทำร่วมกันอาทิ เล่นสเก็ต, ว่ายน้ำ และ วอลเล่ย์บอล มันคือกิจกรรมหลังเลิกเรียนที่ทำให้ ออกซาน่า แอบมีทักษะนักกีฬาอยู่ในตัว

 

ไปลองเป็นแชมป์โลกดีไหม?

หลังจากอยู่ในบัฟฟาโล่ได้สักระยะ เกย์ ได้งานใหม่เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยเคนตั๊กกี้ 2 แม่ลูกหอบข้าวของพากันย้ายไปเคนตั๊กกี้ และจึงได้หากิจกรรมใหม่ทำนั่นคือการเล่นสเก็ตน้ำแข็ง

ออกซาน่า เล่นสเก็ตน้ำแข็งได้ยอดเยี่ยมจนทางโรงเรียนติดต่อให้เธอเข้ากับสโมสร แต่เธอเองยังกลัวที่จะต้องแข่งกับเด็กที่ร่างกายปกติ เธอลังเลจนกระทั่งแม่ของเธอมาถามว่า “ครั้งเดียวเท่านั้น” ไปลองดูแล้วถามตัวเองว่าสนุกกับมันหรือไม่ … ถ้าไม่ก็คือไม่ ไม่ต้องไปแข่งอีก ขอแค่ได้ลองก่อนก็พอ … เป็นอีกครั้งที่แม่รู้จุดอ่อนของ ออกซาน่า เพราะเมื่อเธอได้ลองแข่งแล้วเธอก็ต้องติดใจ เพราะเธอเป็นคนชอบเอาชนะ และมันเป็นอย่างนั้นเรื่อยมาจนกระทั่งเธอเป็นคนเสพติดออกกำลังกายและเป็นตัวแทนของอเมริกาไปเลยทีเดียว

แม้ร่างกายจะเสียเปรียบคนอื่นๆ ก็ตาม และเธอก็หัดเล่นสเก็ตตั้งแต่นั้นมา และไม่ใช่แค่สเก็ตเท่านั้น กีฬาอะไรก็ตามที่ร่างกายเธอไม่เป็นอุปสรรค เธอก็เล่นมันทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการปั่นจักรยาน, สกีครอสคันทรี่ และ สกีแบบนั่ง ซึ่งกีฬาทั้งหมดนี้ ออกซาน่า ทำได้ดีจนถึงขั้นเป็นตัวแทนของทีมชาติสหรัฐอเมริกาไปแข่งขันในรายการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น พาราลิมปิกฤดูหนาว และ พาราลิมปิกฤดูร้อน โดยรายการแรกที่ได้เข้าร่วมคือการแข่งเรือพายใน พาราลิมปิก 2012 ที่กรุงลอนดอน จนกระทั่งมาถึงการคว้าเหรียญทองในสกีครอสคันทรี่ที่ พยองชาง เมื่อปีที่แล้ว10oksana-web01-articleLarge

“คุณจะไม่เคยชินกับการสูญเสียแขน สูญเสียขาได้หรอก แต่คุณเรียนรู้และปรับตัวกับมันได้เสมอ เมื่อมีบางสิ่งขาดหายไป มันก็ยากที่จะยอมรับ แต่จงคิดไว้ว่ามันไม่ได้กลับมาแล้ว ฉันรู้สึกขอบคุณตัวเองมากที่วิ่งเข้าหาโอกาสและโชคดียิ่งกว่าคือการมีแม่ที่พยายามสนับสนุนในการไล่ตามความฝัน”

ณ ตอนนี้เธอกลายเป็นกำลังสำคัญของ ทีม USA หรือทีมชาติสหรัฐอเมริกาในพาราลิมปิกไปแล้ว เธอได้รับการเชิญกลับไปเป็นวิทยากรให้กับเด็กๆ ในรัสเซียและยูเครน อีกทั้งตอนนี้ความฝันของเธอยังไม่จบ เธอกำลังซุ่มซ้อมเพื่อที่จะไปแข่งจักรยานในพาราลิมปิกที่ โตเกียว ปีหน้าอีกด้วย“ฉันลองแล้วลองอีกในหลายๆ สิ่งแม้ฉันไม่มีขา แต่ทุกครั้งที่ฉันเจ็บหรือโดดเดี่ยวเพราะมองไม่เห็นว่าชีวิตจะเดินไปต่อได้อย่างไร ฉันมักจะบอกตัวเองว่า “สู้หน่อย เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น … และท้ายที่สุดมันมักจะเป็นเช่นนั้นเสมอ” ออกซานากล่าวทิ้งท้าย

เฟร์นันโด เรดอนโด้ กองกลางตัวรับที่ให้ความสำคัญกับ เทคนิค มากกว่า พละกำลัง

 

“อะไร … ไอ้หมอนี่มันมีแม่เหล็กซ่อนไว้ในรองเท้าเหรอ?” นี่คือสิ่งที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พูดออกมาในวันที่ เรอัล มาดริด บุกมาถล่ม แมนฯ ยูไนเต็ด 3-2 ถึง โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ฤดูกาล 1999-2000

 

ในเกมนั้นบนหน้าสกอร์บอร์ดไม่มีชื่อของ เฟร์นันโด เรดอนโด้ เป็นผู้ทำประตูหรอก แต่คำกล่าวของ เฟอร์กี้ นั้นหมายถึงเขาโดยตรง … นักเตะกองกลางตัวรับเพียงคนเดียวในสนามของ ราชันชุดขาว ที่เล่นงานแผงมิดฟิลด์ของ ยูไนเต็ด จนปั่นป่วน

นี่คือเรื่องราวของกองกลางชาวอาร์เจนไตน์ในสไตล์ที่แตกต่างที่สุด ณ เวลานั้น ผู้เกมรับที่ใช้เทคนิคมากกว่าพลัง และกลายเป็นตำนานที่ถูกกล่าวถึงจนทุกวันนี้

ติดตามทั้งหมดได้ที่นี่ Fernando Redondo

คาเตนัคโช่…จุดกำเนิดกองกลางตัวรับ 100% 

ฟุตบอลก็เหมือนอีกหลายสิ่งบนโลกนี้ที่มีวิวัฒนาการไปข้างหน้าแบบไม่หยุดยั้ง จากเกมที่อาจจะเริ่มต้นแค่มีผู้เล่นให้ครบ 2 ฝั่งและเตะบอลกันไปมาเพื่อยิงให้เข้าประตู ก็เริ่มกลายมาเป็นเกมที่มีรายละเอียดมากขึ้น ต้องมีโค้ชที่คอยวางแท็คติก, มีทีมงานสตาฟฟ์ที่ช่วยดูแลการฝึกซ้อม และมีนักเตะที่เล่นประจำตำแหน่งเพื่อช่วยให้ทีมมีส่วนผสมที่กลมกล่อมที่สุด

กองหลังมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้คู่แข่งมีโอกาสยิง กองกลางมีหน้าที่ลำเลียงบอลขึ้นไปข้างหน้า และกองหน้ามีหน้าที่ทำประตู มันก็ง่ายๆ อย่างนั้นเอง จนกระทั่งเมื่อเริ่มเข้าสู่ยุค ’60s เป็นต้นมา สิ่งเหล่านี้ก็เปลี่ยนไป เมื่อมีการแข่งชิงแชมป์รายการต่างๆ รวมถึงฟุตบอลโลกเป็นเวทีตัดสินหาหมายเลข 1 ศาสตร์แห่งฟุตบอลก็เริ่มขึ้นอย่างจริงจัง ณ เวลานั้นเอง

และตำแหน่งที่มีการถูกเพิ่มมิติและหน้าที่มากที่สุดตำแหน่งหนึ่งคือ กองกลาง โดยเฉพาะในส่วนของ กองกลางตัวรับ ที่เดิมทีนั้นตำแหน่งนี้ไม่ได้มีหน้าที่ชัดเจนมากมายนัก ยกตัวอย่างเช่นในฟุตบอลโลกปี 1966 ที่อังกฤษคว้าแชมป์โลก เซอร์ อัลฟ์ แรมซี่ย์ กุนซือทีมชุดนั้นเลือกใช้ระบบ 4-4-2 ที่ไม่มีปีกธรรมชาติ เขาจะให้นักเตะกองกลางทั้ง 4 คนทำหน้าที่ช่วยกันขับเคลื่อนขึ้นลงทั้งหมด (ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ บ็อกซ์ ทู บ็อกซ์ มิดฟิลด์) 

อย่างไรก็ตามจุดเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยก็มาถึง มันเป็นยุคที่วงการฟุตบอลอิตาลีเฟื่องฟูถึงขีดสุด อุดมไปด้วยนักเตะดังๆ มากมาย และสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคือ “การนับคะแนน” นั่นเอง โดยระบบในกัลโช่ เซเรีย อา ณ เวลานั้นมีการให้แต้มกับผู้ชนะในเกมเพียงแค่ 2 คะแนนเท่านั้น ส่วนทีมเสมอจะได้ 1 คะแนน ดังนั้นด้วยช่องว่างที่แทบจะไม่ต่างกัน จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเกมแท็คติกที่วัดกันที่ความอดทน รับให้แน่นและขอจังหวะแบบโป้งเดียวจบเรื่อง ซึ่งในระบบนี้เรียกว่าการเล่นแบบ “คาเตนัคโช่” หรือแปลเป็นไทยว่า “การลงกลอนล็อคประตู” เอาไว้นั่นเอง

การกำเนิดของ คาเตนัคโช่ นำมาซึ่งหน้าที่ที่ชัดเจนของ มิดฟิลด์ตัวรับ โดยพวกเขาจะมีหน้าที่ปักหลักยืนอยู่หน้ากองหลังและคอยปัดกวาดให้บอลไปถึงพื้นที่สุดท้ายให้ยากที่สุด แย่งบอลให้ได้คือสิ่งที่สำคัญเป็นอันดับ 1 และหลังจากนั้นก็ออกบอลให้กับเพื่อนร่วมทีมที่รับผิดชอบในการทำเกมรุก นั่นคือทั้งหมดที่พวกเขาต้องทำ 

แน่นอนว่าตำแหน่งนี้คือการปิดทองหลังพระของจริง นักเตะตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับสามารถสร้างความหวือหวาได้อย่างเดียวคือตอนเข้าปะทะและแย่งบอลจากคู่แข่ง ทว่าในหน้าที่ที่แสนน่าเบื่อและเชื่อว่าไม่ใช่ตำแหน่งในฝันของเด็กๆ หลายคนที่อยากจะเติบโตมาเป็นนักฟุตบอล มันกลับส่งผลสำคัญต่อทีมอย่างมาก นั่นจึงทำให้มิดฟิลด์ตัวรับโดยธรรมชาติ กลายเป็นตำแหน่งที่หลายประเทศและหลายสโมสรใช้กันอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมาmakelele

ตัวอย่างที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดคือการเล่นของ โคล้ด มาเกเลเล่ กองกลางตัวรับที่สูงไม่ถึง 170 เซ็นติเมตร ด้วยภาพลักษณ์ภายนอกเขาไม่มีออร่าความเป็นซูเปอร์สตาร์เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้อยู่ทีมเดียวกับนักเตะอย่าง ซีเนดีน ซีดาน, เดวิด เบ็คแฮม,โรแบร์โต้ คาร์ลอส และ โรนัลโด้ นาซาริโอ ยิ่งทำให้เขาอับแสงในสายตาของแฟนบอลไปกันใหญ่ 

แต่กับเพื่อนนักเตะด้วยกันนั้นทุกคนรู้ดีว่าตัวรับอย่าง มาเกเลเล่ นั้นสำคัญกับทีมขนาดไหน ตัวของ ซีดาน เองยังเคยเปรียบเทียบว่า เรอัล มาดริด กำลังประกอบรถ เบนท์ลี่ย์ ราคาแพงแต่กลับให้ความสำคัญผิดจุดด้วยการตกแต่งภายนอกด้วยทองคำ (หมายถึงนักเตะชื่อดังคนอื่นๆ ที่ซื้อเข้ามาร่วมทีม) แต่กลับละเลยสิ่งสำคัญที่สุดคือเครื่องยนต์ (เปรียบกับ มาเกเลเล่) ในวันที่ขาย มาเกเลเล่ ให้กับ เชลซี ไปในปี 2004 

ไม่มีใครรู้ว่าทำไม มาดริด จึงคิดเช่นนั้น ไม่มีข้อสงสัยว่าพวกเขาคิดผิดที่ปล่อย มาเกเลเล่ ออกไป อย่างไรก็ตามอาจจะมีเหตุผลเป็นเพราะว่าไม่กี่ปีก่อน พวกเขาได้เห็นตัวรับที่ทำอะไรได้มากกว่าที่ มาเกเลเล่ ทำ นั่นคือมิดฟิลด์ตัวรับที่แปลกและแหวกขนบธรรมเนียมตัวรับมากที่สุดแห่งยุค … ที่ชื่อว่า เฟร์นันโด เรดอนโด้ กองกลางชาว อาร์เจนติน่า นักเตะที่ใส่ศิลปะลงไปในการเล่นเกมรับ หนักแน่นแต่พริ้วไหว, นิ่งสงบแต่เต็มไปด้วยคุณภาพ เป็นนักเตะที่ถูกวางไว้ในส่วนของเกมรับแต่กลับเรียกเสียงฮือฮาในสนามได้ตลอดเวลา …

 

หาให้เจอ ใช้ให้ถูก 

หากคุณเปิดคลิปในยูทูบเพื่อหาดูฟอร์มการเล่นของ ดิเอโก้ มาราโดน่า ตำนานแข้งอาร์เจนติน่า นักเตะที่ว่ากันว่าดีที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล คุณจะได้พบว่าฟุตบอลในยุคของเขานั้นเป็นเกมที่ค่อนข้างจะดิบเถื่อนกว่ายุคปัจจุบันหลายเท่านัก

การไล่เตะกันดื้อๆ เข้าปะทะแบบคาบลูกคาบดอกในแบบที่ใช้คำว่าตั้งใจเล่นคนก็ยังได้ คือสิ่งที่ มาราโดน่า เผชิญมาตลอดชีวิตค้าแข้ง แต่สุดท้ายเขาก็เอาตัวรอดได้ด้วยเทคนิคที่เกินมนุษย์ รวมถึงลูกล่อลูกชนที่ไม่กลัวใคร เรียกได้ว่าความรุนแรงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถเอาเขาลงได้เลย ชื่อเสียงของ มาราโดน่า โด่งดันจนกลายเป็นไอดอลของเด็กๆ ทุกคนที่เติบโตมากับความยากจนและใช้ฟุตบอลสร้างชื่อเสียงและเงินทอง แต่ไม่ใช่กับเด็กอย่าง เรดอนโด้ 

ตัวของ เรดอนโด้ นั้นมีชีวิตวัยเด็กที่ไม่เหมือนกับแข้งอเมริกาใต้คนอื่นๆ ครอบครัวของเขาไม่ได้ยากจน มีฐานะในระดับหนึ่ง และเขาเองก็ได้รับการศึกษาในแบบที่ดีที่สุดเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะได้รับ ดังนั้นการเล่นฟุตบอลของเขาไม่ได้เริ่มขึ้นเพราะต้องการหนีความเป็นจริงอันโหดร้ายของโลกภายนอก เขาแค่เล่นมันเพราะเขาหลงใหลและชอบเท่านั้น 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความแตกต่างได้เป็นอย่างดี ในยุคที่ เรดอนโด้ ก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะของทีมชุดใหญ่ของ อาร์เจนติโนส จูเนียร์ (ทีมเก่าของ มาราโดน่า) เขาเป็นนักเตะดาวรุ่งไม่กี่คนที่เลือกจะเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรับ และไอดอลของเขาไม่ใช่ มาราโดน่า เหมือนกับเด็กคนอื่นๆ รุ่นเดียวเขา แต่เขาชอบนักเตะที่ชื่อว่า ริคาร์โด้ โบชินี่ นักเตะ อาร์เจนติน่า ชุดแชมป์โลกปี 1986 ต่างหาก  

ตัวของ โบชินี่ นั้นเป็นเพลย์เมคเกอร์ ที่ไม่ได้เก่งกาจเรื่องยิงประตูเลยแม้แต่น้อย (ยิงประตูในนามทีมชาติไม่ได้เลยแม้แต่ลูกเดียว) แต่จุดเด่นอยู่ที่การผ่านบอลและวิสัยทัศน์ในการมองเกมจนได้ฉายาว่า “pase bochinesco” (ส่งบอลผ่านตลอด) เลยทีเดียว

เรดอนโด้ เองแม้จะเป็นมิดฟิลด์ตัวรับแต่ก็ได้อิทธิพลมาจาก โบชินี่ ไม่น้อย ตัวของ โบชินี่ นั้นครั้งหนึ่งเคยพูดถึงผู้เล่นที่ยืนอยู่กลางสนามและกำหนดทิศทางของเกมว่า จำเป็นต้องมี 2 สิ่งรวมกันในคนเดียว อย่างแรกคือต้องรู้ว่าจังหวะไหนควรเร็ว จังหวะไหนควรช้า และอย่างที่ 2 ต้องมีเทคนิคชั้นเลิศ ถึงขั้นที่มากพอจะพาบอลไปข้างหน้าด้วยความเร็ว แต่ไม่ใช่เพื่อจุดประสงค์ของการโชว์ออฟ และทำเกินหน้าที่แต่อย่างใด การพาบอลข้างหน้าทะลวงแนวรับคู่แข่งด้วยความเร็วจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมิดฟิลด์คนนั้นต้องการซื้อเวลาเพื่อให้เพื่อนเข้าประจำตำแหน่งที่สามารถเข้าทำ หรือจบสกอร์ได้ดีที่สุด

คำอธิบายนี้ระบุถึงสิ่งที่ เรดอนโด้ เป็นได้อย่างดีที่สุด เขาก้าวขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ของ อาร์เจนติโนสฯ ตั้งแต่อายุ 15 ปี และรับตำแหน่งบัญชาเกม นี่คือตำแหน่งที่น่าทึ่งที่น้อยครั้งเราจะได้เห็นนักเตะอายุน้อยๆ รับผิดชอบกันในส่วนนี้ 

นั่นเองคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ เฟร์นันโด เรดอนโด้ มีทักษะการเล่นไม่เหมือนกับมิดฟิลด์ตัวรับอื่นๆ ในยุคที่นักเตะในตำแหน่งนี้จะต้องเป็นพวกฮาร์ดแมน ดุดันเตะเป็นเตะหวดเป็นหวดร้อนแรงเหมือนกับไฟ เรดอนโด้ กลับเป็นเหมือนกับน้ำแข็งที่เยือกเย็นใช้การอ่านเกมมากกว่าการใช้กำลัง … แม้ในเวลานั้นจะเรียกตำแหน่งนี้แค่ “ตัวรับ” แต่ยุคปัจจุบันเรียกนักเตะแบบเรดอนโด้ชัดเจนขึ้นว่า “ดีป ลายอิ้ง เพลย์เมคเกอร์” หรือ เพลย์เมคเกอร์ตัวต่ำ นั่นเอง 

 

เติมเต็มความสามารถ

ต่อให้เล่นสวยงามแตกต่างจากตัวรับอื่นๆ และมีประสิทธิภาพแค่ไหน แต่หากปราศจากเกียรติยศแล้วไซร้ นักเตะคนนั้นก็จะไม่ได้เป็นที่จดจำมากนัก และโชคดีที่ เรดอนโด้ เป็นนักเตะที่มีความทะเยอทะยานพอตัว เขาเล่นให้กับ อาร์เจนติโนส จูเนียร์ ถึงอายุ 19 ปี ก็ย้ายมาสเปนทันที โดยเริ่มกับทีมเล็กๆ อย่าง เตเนริเฟ่ ซึ่งใช้เวลา 4 ปีที่นั้น และทำให้ทุกคนรู้ว่าเขาคือตัวรับในแบบฉบับที่ทีมชอบเล่นเกมรุกต้องมี 

ฟอร์มกับ เตเนริเฟ่ ทำให้ เรอัล มาดริด ซื้อตัวเขาไปร่วมทีมในช่วงปี 1994 และการขยับซีซีขึ้นมาเล่นกับทีมใหญ่ เป็นอะไรที่แตกต่างที่ เรดอนโด้ ได้สัมผัส ขวบปีแรกเขาต้องพิสูจน์ตัวเองเยอะมาก เพราะยังโชว์ศักยภาพได้ไม่ดีเท่าไรนัก จนกระทั่ง โยฮัน ครัฟฟ์ หนึ่งในตำนานนักเตะและกุนซือของโลก ต้องออกมาวิจารณ์ว่า เขาเป็นพวกเสียบอลง่ายเกินไป

“มาดริดเป็นทีมที่เล่นได้ค่อนข้างแย่ตลอดทั้งปี ผมไม่คิดว่าจะมีกองกลางคนไหนในโลกนี้เสียบอลได้เท่ากับที่ เรดอนโด้ ทำได้เลย มันมากเกินกว่าจะนับ” ครัฟฟ์ กล่าว ซึ่ง ณ เวลานั้น เรดอนโด้ ในฐานะเด็กใหม่ต้องรับบทบาทหนักมากในฐานะมิดฟิลด์ตัวรับตัวเดียว

นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ยอดเยี่ยม เรดอนโด้ พัฒนาตัวเองขึ้นมามากนับตั้งแต่วันนั้น และกลายเป็นผู้เล่นที่พา มาดริด คว้าแชมป์ ลา ลีกา ได้ในฤดูกาล 1994-95 และ 1996-97 ด้วยการเล่นในแบบที่เอาบอลจากหลังขึ้นไปหน้าได้อย่างรวดเร็ว ในเกมรับเขาแทบจะอยู่บนทุกพื้นที่ของสนาม แต่ไม่ใช่เกิดจากการ “วิ่งพล่าน” เหมือนพวกมิดฟิลด์ไดนาโมคนอื่นๆ ที่วิ่งไม่มีหมด แต่เป็นการอ่านเกมก่อนและค่อยวิ่งเข้าไปรอรับเหมือนกับปรมาจารย์หมากรุกที่กว่าจะเดินหมากแต่ละครั้งต้องผ่านการคิดมาเป็นอย่างดี

สไตล์ดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อกลบจุดอ่อน ที่ถึงแม้เขาจะเป็นกองกลางตัวรับที่จ่ายบอล และเซ้นส์บอลสูงขนาดไหน แต่ความจริงคือการที่ มาดริด ใช้เขาเล่นกองกลางตัวรับตัวเดียว ก็จะทำให้เขาไม่สามารถทนแรงเสียดทานในเกมหนักๆ ได้มากเท่าไรนัก ดังนั้นสิ่งที่จะมาทดแทนได้คือ การเอาตัวรอด ความพริ้ว การชิ่ง 1-2 และเทคนิคบอลแรกที่เนียนตานั่นเอง 

“เราต้องเข้าใจใหม่ก่อน เรดอนโด้ ไม่ใช่ตำนานตัวรับอะไรขนาดนั้น เขาไม่ใช่มิดฟิลด์ตัวรับที่เข้าบอลดุเดือดรุนแรง แต่จุดเด่นของเขาคือการสร้างปรากฎการณ์ในการออกบอล สิ่งนี้เองที่ทำให้เขากลายเป็นความสามารถที่หายากใน เรอัล มาดริด ไม่มีกองกลางคนไหนที่เล่นได้แบบนี้เลย” ฮอร์เก้ บัลดาโน่ กุนซือของ มาดริด ชุดแชมป์ ลา ลีกา ปี 1994-95 กล่าว 

การหาสไตล์ตัวเองเจอและบวกกับได้เล่นกับคนที่ใช้เป็นทำให้ เรดอนโด้ กลายเป็นกำลังสำคัญของ เรอัล มาดริด มาโดยตลอด แม้หลายครั้งเขาจะเล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับแค่คนเดียว แต่ทีมก็ได้ทดแทนด้วยการใส่กองหลังเข้ามาเพิ่มเป็นการยืน 3 เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ โดยเฉพาะในช่วงปลายยุค ’90s-2000s มาดริด เล่นในระบบ 3-5-2  มี ไอตอร์ การันก้า, อิบัน เอลเกร่า และ เฟร์นันโด เอียร์โร่ เป็น 3 เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ พร้อมด้วยวิงแบ็คอีก 2 คนอย่าง โรแบร์โต้ คาร์ลอส และ มิเชล ซัลกาโด้ ซึ่งการมีกองหลังทั้งหมด 5 คนทำให้เกมรับของ มาดริด ไม่ต้องพึ่งพลังของ เรดอนโด้ มากนัก ทักษะในการอ่านเกมและกำหนดทิศทางเกมบุกของทีมก็ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง

 

2000…รู้จักทั้งโลกที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด 

ทั้งหมดที่กล่าวมาก่อนหน้านี้คือช่วงเวลาที่ เรดอนโด้ ยังเป็นพวกปิดทองหลังพระ ไม่ได้โด่งดังจนทั้งโลกรู้จักอะไรขนาดนั้น แต่มันมีเกมๆ หนึ่งที่เป็นเกมระดับมาสเตอร์พีซที่ทำให้เขาถูกยกย่องมาจนถึงทุกวันนี้redondo

เกมดังกล่าวเกิดขึ้นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด ณ เวลานั้น แมนฯ ยูไนเต็ด นับว่าเป็นหนึ่งในโคตรทีมของโลกก็ว่าได้เพราะเพิ่งคว้า 3 แชมป์ในปี 1999 และมีนักเตะดังอัดแน่นมากมายโดยเฉพาะแดนกลางอย่าง รอย คีน และ พอล สโคลส์ ที่ เรดอนโด้ จะต้องรับมือในวันนั้น 

อย่างไรก็ตามฟอร์มของเขาเข้าขั้นพีก ทักษะการดึงจังหวะเปลี่ยนเกม เร็ว-ช้า การพาบอลไปข้างหน้าทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ จน ยูไนเต็ด ที่เล่นในบ้านหาทิศทางของเกมไม่เจอ และในนาทีที่ 52 แฟนบอลทั้งโลกก็ต้องพบกับนาทีที่ตื่นตาตื่นใจที่สุด เรดอนโด้ ที่เป็นกองกลางตัวรับแค่คนเดียว กระชากบอลมาทางกราบซ้ายและโดน เฮนนิ่ง เบิร์ก ปิดทางไปข้างหน้าไว้ จริงแล้วดูเหมือนว่าเขาจะไปต่อไม่ได้แล้ว แต่ด้วยเทคนิคที่สุดยอดเรดอนโด้ใช้การหลอกด้วยการตอกส้นเพียงนิดเดียว บอลก็ทะลุไปเกือบสุดเส้นหลัง และก็เป็นเขาที่ใช้ความเร็ววิ่งตามมาเอาบอล ก่อนที่จะรอจังหวะและออกบอลให้ ราอูล กอนซาเลซ เข้ามารอชาร์จในระยะจ่อๆ 

“บางครั้งคุณก็ต้องไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เก็บบอลไว้กับตัว และรอให้เพื่อนเข้ามาประจำการที่ตำแหน่ง” นี่คือสิ่งที่ ริคาร์โด้ โบชินี่ ตำนานผู้เป็นไอดอลของ เรดอนโด้ เคยบอกถึงมิดฟิลด์ตัวรับแบบสมบูรณ์แบบ และเพลย์นี้ของ เรดอนโด้ บอกทุกอย่างตามที่ โบชินี่ กล่าวไว้ได้อย่างดี 

ขณะที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือของ ยูไนเต็ด ก็ให้สัมภาษณ์หลังเกมแบบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่า “อะไร … ไอ้หมอนี่มันมีแม่เหล็กซ่อนไว้ในรองเท้าเหรอ?” ซึ่งเป็นการเปรียบเปรยว่า เรดอนโด้ ควบคุมลูกฟุตบอลได้อย่างไร้ที่ตินั่นเอง

นี่คือช็อตระดับตำนานของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และบั้นปลายนั้นคือการเป็นแชมป์ของ เรอัล มาดริด ด้วยทีมชุดที่ใช้ เรดอนโด้ ยืนกองกลางตัวรับคนเดียวอย่างยิ่งใหญ่ ช็อตนี้ถือว่าเป็นจุดสำคัญอย่างมากต่อชีวิตนักเตะของ เรดอนโด้ ทุกคนยังถามหา และจดจำเขาได้จากความมหัศจรรย์ที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด ณ ค่ำคืนนั้นเสมอ 

สิ่งที่น่าเสียดายคือหลังจาก เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในปีนั้น และเป็นแชมป์สมัยที่ 2 ของ เรดอนโด้ (ก่อนหน้าได้มาในปี 1998) พวกเขาก็เลือกขาย เรดอนโด้ ให้กับ เอซี มิลาน ด้วยค่าตัว 11 ล้านปอนด์ โดยการขายครั้งนั้นเป็นข่าวช็อคของแฟน เรอัล มาดริด เป็นอย่างมาก เพราะมีแฟนบอลหลายคนถึงขั้นมาล้อมสโมสรเพื่อประท้วงการตัดสินใจครั้งนี้เลยทีเดียว

ชื่อเสียงของ เรดอนโด้ หมดลงตั้งวันที่เขาย้ายไปอยู่กับ มิลาน เพราะการบาดเจ็บที่รุนแรงและรบกวนตลอดเวลาทำให้เขาไม่สามารถลงเล่นได้เลยตลอด 2 ปีแรกที่อยู่กับทีม เรื่องดังกล่าวทำให้เขาต้องยอมไม่ขอรับค่าเหนื่อยเพราะรู้สึกผิดกับทีม 

การพักรักษาตัว 2 ปี ทำให้ เรดอนโด้ หมดฟอร์มไปโดยปริยาย แม้จะกลับมาช่วย มิลาน ได้ในช่วงปี 2002-04 แต่ก็ไม่ใช่ตัวหลักของทีม ซึ่งสุดท้ายก็ยื้อไม่ไหว เรดอนโด้ ปิดตำนานกองกลางตัวรับผู้นำเทรนด์ ดีป ลายอิ้ง เพลย์เมคเกอร์ คนแรกของโลกลงอย่างน่าเสียดาย เหลือไว้เพียงแต่คลิปเก่าๆให้คนพูดถึงเขาเท่านั้นเอง

มวยปล้ำนิ้วเท้า กีฬาดังในหลืบโลก…ที่มีต้นกำเนิดจากแก๊งขี้เมา

คุณเคยเมาเเล้วคุยเรื่องไร้สาระในวงเหล้ากับเพื่อนหรือเปล่า? … เราเชื่อว่าทุกคนเคยแน่นอน

เราอยากให้คุณหวนรำลึกถึงในช่วงเวลา ณ ตอนนั้น ไอเดียเปิดธุรกิจโน่นนี่นั่น, แข่งกันทำอะไรแปลกๆที่ชาวบ้านชาวช่องไม่ทำ หรือกระทั่งคุยถึงเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมากในชีวิตจริง

บทสนทนาเหล่านั้นมักจะถูกลืมไปทันทีหลังจากหมดฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ แต่ถ้าคุณคือ “คนจริง” แล้วล่ะก็ คุณจะเอาเรื่องบ้าๆสติแตกเหล่านั้นมาคิดและลงมือทำจริงๆ …. ซึ่งนี่แหละคือจุดกำเนิดของ มวยปล้ำนิ้วเท้า กีฬาสุดแปลกที่เริ่มจากกลุ่มคนขี้เมากลุ่มเล็กๆ ที่มีอุมการณ์ที่ยิ่งใหญ่Toe-Wrestling-2

ความเมานำทาง

จุดเริ่มต้นของกีฬาบ้าๆบอๆแบบนี้เกิดจากคนเพียงกลุ่มเดียว นั่นคือกลุ่มเพื่อนพ้องในย่าน เยโอด์ รอยัลโอร์ค  4 หัวหอกแห่งกีฬาชนิดนี้คือ พืท ชีธแฮม, เอ็ดดี้ สแตนฟิลด์, พีท ดีน และ “มิค ดอว์สัน” (จำชื่อเขาให้ดี) 4 สมาชิกกลุ่มขี้เมาประจำซอยที่คุยกันในวงเหล้าถึงเรื่องกีฬา ซึ่งพวกเขารู้สึกเบื่อมากกับนักกีฬาจากสหราชณาจักรแข่งขันกับนักกีฬาจากประเทศอื่นแล้วไม่ค่อยประสบความสำเร็จหรือเป็นฝ่ายเอาชนะได้ แชมป์โลกทั้งมวย, กอล์ฟ เทนนิส หรือแม้กระทั่งฟุตบอล ไม่มีชนิดใดเลยที่ตัวแทนประเทศพวกเขาเป็นแชมป์

ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการกีฬาที่แสดงตัวตนของชาวบริติชขนานแท้ จากการขบคิดกันเป็นเวลากว่า 1 วันถ้วน พวกเขาก็ได้คิดค้นกีฬาออกมาได้ 3 ชนิด นั่นคือ “มวยปล้ำหู(!?)” “สงครามแห่งการดัน (Push of War)” และสุดท้ายคือ “มวยปล้ำนิ้วเท้า” จนสุดท้ายก็ตกผลึกออกมาเป็นการใช้นิ้วเท้าสู้กัน น่าจะเป็นกีฬาที่จับต้องได้มากที่สุด พวกเขาคิดค้น มวยปล้ำนิ้วเท้า ขึ้นมาเเละเชื่อว่าหากผลักดันกีฬาชนิดนี้เข้าสู่กีฬาโอลิมปิกส์ได้ก็คงไม่แคล้วที่นักกีฬาจาก “เกรท บริเตน” จะสามารถผงาดคว้าเหรียญทองได้แน่ๆ เผลอๆ คงอยากจะไปแข่งเองให้รู้เเล้วรู้รอดเลยด้วยซ้ำ

กลุ่ม 4 สหายจอมยกซดเอาจริงเอาจังจากเรื่องนี้มากถึงขั้นจ้างนักเขียนของสำนักข่าวยอร์คเชียร์ อีฟนิ่งส์ ร่างกฎขึ้นมาแบบเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งจริงๆแล้วนักเขียนคนนั้นที่ร่างกฎก็เป็นพ่อตาของ มิค ดอว์สัน หนึ่งในกลุ่ม 4 สหายนั่นแหละ

แม้จะคิดชนิดกีฬาได้ และมั่นใจว่าคือเบอร์ 1 แต่เอาเข้าใจจริงแค่นั้นมันไม่พอที่ทั่วโลกจะยอมรับ การยื่น มวยปล้ำนิ้วเท้าให้คณกรรมการโอลิมปิกสากลพิจารณา ผลออกมาก็คือ “ไม่ผ่าน (แน่ล่ะ)” แต่ถึงอย่างนั้นโลกเราก็มีคนแปลกๆ จำนวนไม่น้อยที่คลั่งไคล้อะไรไม่เหมือนกับคนอื่น  

“โอลิมปิก ไม่รับเราจัดเเข่งเองก็ได้วะ” เวนดี้ ลิฟวิงส์ตัน หนึ่งในเเกนนำ “มวยปล้ำนิ้วเท้า” และดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของวงการนี้ เริ่มประชาสัมพันธ์กีฬาดังกล่าว จากนั้นมันก็กลายเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจจากเหล่า “คนแปลก” ทั่วโลกให้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาดวลกันถึงอังกฤษในชื่อรายการ Toe Wrestling Championship ณ เมือง เบนทลี่ย์ บรู้ก อินน์ ในปี 1975 และเเชมป์ก็คือ มิค ดอว์สัน (…อีกเเล้วครับท่าน) เรียกได้การเเข่งปีแรกเขาคือ MVP ของจริงเป็นทั้งคนคิดค้น คนก่อตั้ง, คน(จ้าง)ร่างกฎ และ เป็นคนคว้าแชมป์ แต่ในปีต่อๆมาก็เริ่มมีเเชมป์เป็นชาวต่างชาติมากขึ้นตามความนิยมที่เพิ่มจำนวนผู้เข้าเเข่งขันมากขึ้นในทุกๆปี

การแข่งขันได้รับการสนใจจากสื่อทางประเทศเป็นอย่างมาก กลายเป็นว่ายิ่งเเข่งก็ยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีนี่ก็ผ่านมาเเล้วมากกว่า 40 ปีที่ศึก “นิ้ว ชน นิ้ว” อยู่เป็นโลกคู่ขนานกับ โอลิมปิกส์ ฤดูร้อน

 

แข่งขันกันอย่างไร?

เราเชื่อว่าคุณเองก็คงอาจจะนึกภาพออกแหละว่าการเอานิ้วเท้ามางัดๆกันคือวิธีการแข่งขัน อย่างไรก็ตามเมื่อจ้างนักเขียนมาร่างกฎทั้งทีก็ต้องมีอะไรให้ยิบย่อยเสียหน่อยมวยปล้ำนิ้วเท้า

กฎง่ายๆที่ไม่รู้จะจ้างคนร่างทำไมมีอยู่ว่าผู้เข้าแข่งขันต้องถอดรองเท้าก่อนเป็นอันดับแรก(ห๊ะ!) ขั้นตอนจากนั้นคือเท้าทุกข้างที่เข้าแข่งขันจะต้องได้รับการตรวจละเอียดจากพยาบาลก่อนเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากโรคติดต่อและเชื้อโรคต่างๆ

จากนั้นก็เอาเท้าสองข้างขึ้นมาวางบนเวทีที่ผู้จัดเตรียมไว้ให้ ก่อนจะเอาหัวนิ้วโป้งมากอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน หากนิ้วเท้าของฝ่ายใดถูกคู่ต่อสู้กดจนกระดิกไปไหนไม่ได้เป็นเวลา 3 วินาทีเท่ากับว่าจะเป็นฝ่ายแพ้ในทันที โดยการแข่งขันจะแบ่งเป็นทั้งหมด 3 ยก  ยกแรกเท้าขวา ยกที่สองเท้าซ้าย และหากเสมอกันก็จะตัดสินกันด้วยเท้าขวาเพื่อชี้ขาด โดยระหว่างแข่งนั้นเท้าที่ไม่ได้ใช้ต้องยกขึ้นมาจากพื้นด้วยเพื่อป้องกันการใช้แรงส่งจากเท้าอีกข้าง

 

กระบี่มือหนึ่ง

ในการเเข่งขันชนิดนี้มียอดฝีมือผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาคว้าแชมป์หลายต่อหลายคน แต่ไม่มีใครจะเป็น “ราชาแห่งนิ้วเท้า” เท่ากับ อลัน แนช หนุ่มใหญ่ชาวอังกฤษที่เอาชนะและคว้าแชมป์โลกมาครองคนเดียวถึง 14 สมัย

แนช เป็นที่รู้จักในฐานะ “ไอ้จอมล่ำ” เรียกได้ว่าทุกส่วนของร่างกายของเขาถูกฝึกฝนมาอย่างดีจากการเข้าเวทเทรนนิ่ง แน่นอนรวมถึงนิ้วเท้าของเขาด้วย เขามีหัวแม่เท้าที่ใหญ่โตมโหฬารชนิดที่ว่าแค่เอาเท้าวางไว้บนเวทีแข่งขันแล้ว คู่แข่งก็แทบยอมแพ้ และถอนตัวจากการเเข่งขันเลยทีเดียว  

ชัยชนะครั้งแรกของเขาเกิดขึ้นในการเเข่งขันปี 1994 หลังจากนั้นเขาก็คว้าแชมป์รวดเดียวถึง 6 ปีซ้อน “ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก พวกคู่แข่งของผมนิ้วเท้าสั้นแถมยังนิ้วอ้วนด้วย แบบนี้ก็เสร็จผมง่ายๆ เพราะพวกพวกเขาหนีนิ้วยักษ์ของผมไม่ออกแน่นอน” นี่คือสิ่งที่เขากล่าวอย่างภูมิใจ

เขาไม่เคยหวงเคล็ดลับของชัยชนะที่ยากต่อการต้านทาน “เทคนิคของผมคือใครแหย่นิ้วเท้าเข้ามาผมจะกดให้ยับเลย เอาให้พวกเขารู้สึกเจ็บปวดจนหน้าบูดเบี้ยว ทุกคนจะโดนแบบนี้หมดไม่ว่าใครหน้าไหน”

ไม่มีสิ่งใดที่จะเก่งกาจได้หากไร้การฝึกฝน กลุ่มผู้จัดที่อยู่คู่กับรายการนี้มายาวนานก็ยอมรับว่าถึงแม้ แนช จะเป็นคนบ้า แต่เขาก็บ้าจนขีดสุด และบ้าจนเป็นแชมป์ สิ่งที่เขาเห็นจาก เเนช ในวัย 55 ปีเป็นประจำคือแชมป์คนนี้มักจะอยู่ว่างไม่ได้ เขาจะเอาเครื่องช่วยออกกำลังนิ้วเท้าที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง ออกมาพันที่หัวแม่เท้าทั้งสองข้างและดึงให้ยืดเข้ายืดออกเหมือนกับเหล่านักกีฬาระดับโลกเข้าเวทเทรนนิ่งเลยทีเดียว

“แนสตี้ เเนช แชมป์ของเราคิดค้นอุปกรณ์บางชนิดขึ้นมา เขาเรียกมันว่า เครื่องออกกำลังกายนิ้วเท้า(‘toe exerciser’) เพื่อทำให้นิ้วที่เเกร่งอยู่เเล้วเเกร่งขึ้นอีกหลายเท่า” เวนดี้ กล่าวถึงแชมป์ของเขาอลัน แนช

“คุณต้องเอาตัวเองให้นั่งติดพื้นตลอด มือก็ต้องเเตะพื้นด้วย ขาของคุณที่ไม่ได้ใช้ก็ต้องยกขึ้น” สิ่งที่ แนช บอกอาจจะดูเหมือนว่าง่ายๆ แต่การเเข่งขันมวยปล้ำนิ้วเท้านี้ทำให้เขาเจ็บตัวมากกว่าที่คิด ครั้งหนึ่งเขาเคยนิ้วเท้า 4 นิ้วหักพร้อมๆกันในรอบตัดเชือก ดูเหมือนว่าสถานการณ์นี้จะทำให้เขาแพ้ใช่ไหม? เปล่าเลย แนช ใช้หัวแม่เท้าเพียวๆส่งตัวเองจนกลายเป็นแชมป์ในที่สุด

“ตอนนั้นผมชนะรอบตัดเชือกเเล้วก็รีบสับเท้าออกจากการเเข่งขันเลย เห็นได้เลยว่านิ้วเท้าของผมหักบิดไปคนละด้าน แต่ผมไม่สนใจผมเอาเท้าแช่น้ำเเข็งเพื่อลดอาการปวดบวม หลังจากนั้นผมกลับไปเล่นรอบชิงชนะเลิศและคว้าแชมป์มาครอง” แนช เล่าถึงความหลังที่ฟังเเล้วเจ็บตาม

“หลังจากการเเข่งครั้งนั้นผมก็เข้าไปหาหมอที่โรงพยาบาล การรักษาตอนนั้น คือ การถอดขยับกระดูกออก จากนั้นจึงเอามาต่อกันใหม่ หนนั้นผมพักนานเลยล่ะทำเอาอดไปป้องกันเเชมป์ในปีต่อไปเลยทีเดียว”

นอกจากจะโหดดิบในกีฬาชนิดนี้แล้ว แนช ยังเป็นเจ้าของสถิติกินเนสส์บุ๊คใช้นิ้วเท้าหนีบไข่ไก่แตก 60 ฟองภายใน 1 นาที ซึ่งความสามารถนี้เคยถูกเชิญไปออกรายการ Britain’s Got Talent ในปี 2009 อีกด้วย

 

ปณิธานถูกสานต่อ

อลัน ‘แนสตี้’ แนช คือชาวอังกฤษเต็มตัวไม่มีเชื้อใดผสม ดังนั้นเมื่อเขาคือแชมป์ที่เก่งที่สุดในโลกย่อมทำให้ปณิธานของ 4 สหายขี้เมาที่คิดค้นกีฬา มวยปล้ำนิ้วเท้า เมื่อปี 1974 ภาคภูมิใจเพราะนี่คือกีฬาที่ชาวเกรท บริเตน คืออันดับหนึ่งที่ไม่มีใครสู้ได้ ตามที่พวกเขาหวังไว้ในวงเหล้า

ตัวของ แนช เองดูจะภูมิใจกับการทำหน้าที่ของเขาเป็นอย่างมากทุกครั้งที่ลงเเข่งขันเขาจะเอาธงของสหราชอณาจักรคลุมตัวด้วยเสมอ การภูมิใจในชาติกำเนิดและความเป็นชาว บริเตน ทำให้ถึงแม้เขาจะอายุ 55 ปี เเล้วเขาก็ยังไม่คิดจะวางมือ เหตุผลก็เพราะเขากลัวว่าจะโดนชาวต่างชาติจะมายึดความยิ่งใหญ่นี้นั่นเอง

“ผมมันเป็นพวกรักชาติ ผมอยากจะแน่ใจก่อนว่าถ้าผมเลิกแข่งขันมวยปล้ำนิ้วเท้าจะมีชาวอังกฤษเข้ามาสืบสานต่อ ต้องเป็นคนอังกฤษที่ชนะผมได้เท่านั้น”

“ตราบใดที่ยังไม่มีใครทำได้ผมไม่มีทางเลิกในปีนี้แน่นอน ดังนั้นปีหน้าเราคงต้องคอยดูกันว่าจะมีคนที่เจ๋งจริงๆมาเอาชนะผมได้หรือเปล่า….แต่ก็นั่นล่ะนะที่ผมสงสัย”  แนชทิ้งท้ายทุกเรื่องเล็กๆมีเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่เสมอ หากว่าวันหนึ่งคุณอยากจะสร้างชื่อว่าเป็นคนไทยที่ทำลายปณิธานของเหล่าขี้เมาทั้ง 4 ได้ล่ะก็จงเตรียมตัวให้พร้อมไว้เลย เพราะการเเข่งขันมวยปล้ำนิ้วเท้าจะเเข่งขันกันในช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี ณ ประเทศอังกฤษ  ส่วนเวทีที่ใช้แข่งขันคือ รอยัล โอ๊ก อินน์ บ้านเกิดของเหล่า 4 ขี้เมานั่นเอง ไปประกาศศักดากันหน่อยไหมล่ะชาวไทย?

ฮาคีม นักฟุตบอลบาห์เรน ที่นานาชาติอยากให้กลับออสเตรเลีย

อดีตนักเตะทีมชาติบาห์เรนที่มีสถานะผู้ลี้ภัยถูกจับเพราะอะไร หรือสิ่งที่เขากำลังต่อสู้อยู่มีอะไรมากกว่านั้นฮาคีม

 

จบลงด้วยดีสำหรับ ราฮาฟ โมฮาเหม็ด แอล-เคนูน วัยรุ่นสาวชาวซาอุดิอาระเบียที่หนีมาที่ไทย และอ้างว่าเธออาจจะถูกฆ่าหากถูกส่งตัวกลับประเทศเนื่องจากละทิ้งศาสนาอิสลาม ก่อนที่เธอจะใช้พลังของโซเชียลมีเดีย จนสามารถลี้ภัยในแคนาดาได้

อย่างไรก็ดีเธอไม่ใช่เคสแรก สำหรับการส่งตัวผู้ลี้ภัย หรือผู้ที่กำลังจะขอลี้ภัยกลับประเทศบ้านเกิด เพราะเมื่อปลายปี 2018  ฮาคีม อัล อาไรบี นักฟุตบอลเชื้อสายบาห์เรน ก็ถูกจับที่สนามบินสุวรรณภูมิ ตามหมายจับของอินเตอร์โพล หรือองค์การตำรวจสากล

อย่างไรก็ดี อัล อาไรบี ไม่ได้โชคดีเหมือนราฮาฟ เมื่อเขายังคงถูกคุมขังที่ไทยจนถึงทุกวันนี้และยังไม่ทราบชะตากรรมว่าจะถูกปล่อยตัว หรือถูกส่งกลับบาห์เรน ซึ่งเป็นที่ที่เขาอ้างว่าอาจจะถูกฆ่าเมื่อไปถึง

อะไรที่ทำให้ให้เขาต้องมาถูกจับที่ไทย? ร่วมหาคำตอบไปพร้อมกับเรา

อาหรับสปริง

ปี 2011 ได้เกิดกระแสลุกฮือต่อต้านรัฐบาลไปทั่วทุกหย่อมหญ้าของในตะวันออกกลาง หรือที่เรียกกันว่า “อาหรับสปริง” เช่นเดียวกับที่บาห์เรน ประเทศเกาะเล็กๆ ในอ่าวเปอร์เซียที่มีประชากรไม่ถึง 2 ล้านคน

ในวันวาเลนไทน์ของปีนั้น ผู้คนหลายหมื่นคนที่ส่วนใหญ่เป็นมุสลิมนิกายซุนนีออกมาชุมนุมที่จตุรัสไข่มุก กรุงมานามา เมืองหลวงของประเทศ จากความไม่พอใจในการแบ่งแยกชนชั้น และปัญหาเศรษฐกิจ พร้อมเรียกร้องประชาธิปไตยจากการปกครองของราชวงศ์คอลิฟะห์ ซึ่งเป็นมุสลิมนิกายชีอะฮ์

การชุมนุมประท้วงครั้งดังกล่าว นอกจากประชาชนแล้ว ยังมีคนดังที่เป็นนักกีฬา นักมวยปล้ำ นักแฮนด์บอล รวมไปถึงนักฟุตบอลระดับทีมชาติอย่าง ซาเยด อัดนาน, อาลา และมูฮัมหมัด สองพี่น้องฮูบาอิล เข้าร่วมการประท้วงด้วย

ซาเยดคือกองหลังตัวหลักของทีมชาติบาห์เรนที่เคยเกือบได้ไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อปี 2010 รวมทั้งมีชื่อเข้าชิงรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีเอเชียในปีเดียวกัน ในขณะที่อาลา คือ ดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติในขณะนั้น

แม้ว่าการประท้วงจะเป็นไปด้วยความสันติ แต่ทางการกลับใช้กำลังในการปราบปรามและสลายการชุมนุม นักกิจกรรมอ้างว่ามีผู้เสียชีวิต 4 คนตอนที่ทหารใช้รถถัง ทำลายค่ายพักพิงของผู้ประท้วง และมีผู้คนกว่า 30 คนต้องสังเวยชีวิตจากเหตุการณ์นั้น

ผู้เล่นเอาชีวิตรอดไปได้ แต่พวกเขาก็ถูกติดตาม ทั้งสามรวมไปถึง ผู้รักษาประตูทีมชาติบาห์เรนถูกยืนยันตัวว่าอยู่ในเหตุการณ์ประท้วง พวกเขาถูกไล่ออกจากสโมสรและถูกแบนจากทีมชาติ ไม่นานหลังจากนั้นก็โดนจับ

“เราเห็นคนสวมหน้ากากเดินออกมาจากรถ พวกเขาพูดว่า ‘กัปตันอาลาพาน้องชายของคุณมาด้วย’ และเราก็ต้องไปกับพวกเขา” อาลากล่าวใน E:60 The Athletes of Bahrain สารคดีของ ESPN

“เขาพาผมไปไว้ในห้องและทำร้ายผม หนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้นทุบผมและบอกว่าจะทำให้ขาผมหัก พวกเขารู้ว่าเราคือใคร เราถูกบังคับให้อดทน เราต้องอดทน ถ้าเราไม่อดทนล่ะก็…สิ่งเลวร้ายกว่านี้อาจจะเกิดขึ้นกับเราก็ได้”นอกจากพวกเขาแล้ว นักกีฬาและสต๊าฟฟ์โค้ชจำนวนมากก็ถูกจับหลังเหตุการณ์ในครั้งนี้ เช่นเดียวกับ ฮาคีม อัล อาไรบี อดีตกองหลังทีมชาติบาห์เรน ที่ถูกล็อคตัวขณะเดินอยู่บนถนนขณะเดินทางไปชมเกมคลาสิโก ระหว่าง บาร์เซโลนา กับ เรอัล มาดริด ในผับที่บ้านเกิดtunisia_custom

ผมผิดอะไร?

อัล อาไรบี ถูกตั้งข้อหาว่าในช่วงอาหรับสปริง เขาได้บุกทำลายทรัพย์สินในสถานีตำรวจ แต่เขาก็ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้และยืนยันว่าในช่วงนั้นเขาลงแข่งฟุตบอลให้ทีมที่ต่างประเทศ และแข่งขันในนัดนี้ก็มีการถ่ายทอดสดทางทีวีอีกด้วย

กองหลังวัย 26 ปีเชื่อว่าสาเหตุที่เขาโดนจับในครั้งนี้ สาเหตุที่แท้จริงน่าจะมาจากการที่พี่ชายเขาทำกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งเป็นวิธีที่เจ้าหน้าที่บาห์เรนใช้กดดันคนที่เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล ด้วยวิธีกดดันครอบครัวของผู้เคลื่อนไหว

เขาถูกจองจำอยู่ราว 3 เดือน และตัดสินใจหนีออกนอกประเทศในปี 2014 ทันทีที่ถูกปล่อยตัว และลี้ภัยมาอยู่ที่ออสเตรเลีย เขาเปิดเผยภายหลังว่าในระหว่างถูกจับกุมเขาถูกทรมาน และกระทำอย่างทารุณ

“พวกเขาปิดตาผม” นายอัล อาไรบี กล่าวกับ New York Time จากเมืองเมลเบิร์นในปี 2014

“พวกเขาจับผมแน่นมาก ๆ แล้วมีคนหนึ่งเริ่มทุบขาผมอย่างแรง แล้วก็พูดว่า ‘คุณจะไม่ได้เล่นฟุตบอลอีกต่อไป เราจะทำลายอนาคตคุณ'”

สถานะผู้ลี้ภัยทำให้เขาได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ออสเตรเลีย อัล อาไรบี ได้เล่นฟุตบอลอีกครั้งกับ ก่อนจะเป็น  Pascoe Vale FC ในเนชันแนล วิคตอเรีย พรีเมียร์ลีก แม้จะไม่ใช่ลีกสูงสุด แต่ก็ทำให้เขามีความสุข แต่แล้วการมาไทยในปี 2018 อาจทำให้เขาคิดผิด

 

ฮันนีมูนฝันร้าย

ประเทศไทยในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค. อาจจะเป็นหมุดหมายสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาพักผ่อนตามหัวเมืองใหญ่ เนื่องจากอากาศไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไป เช่นเดียวกับ ฮาคีม อัล อาไรบี

นักฟุตบอลชาวบาห์เรนในลีกรองของออสเตรเลีย เดินทางมาพร้อมกับภรรยาเพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศของสยามเมืองยิ้มในช่วงปลายปี 2018 ทว่าเขาต้องฝันสลาย เมื่อถูกเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกักตัวไว้ ทันทีที่เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ

“ผมรู้สึกช็อกมากกับข่าวนี้ และโมโหมาก ไม่รู้ว่าทำไม (รัฐบาลบาห์เรน) ถึงทำอย่างนี้กับผม” อัล อาไรบี กล่าวกับบีบีซีไทย ในขณะถูกควบคุมตัวที่สถานกักกันของ สตม. สวนพลูฮาคีม

“ผมก็แค่นักฟุตบอลคนหนึ่ง ไม่ได้สังกัดฝ่ายการเมืองฝ่ายใด และไม่ได้ทำกิจกรรมทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น”

ในตอนแรกคาดกันว่าเขาถูกจับเนื่องจากมี “หมายแดง” ที่ออกโดย องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (Interpol) ที่ร้องขอจากรัฐบาลบาห์เรน จากคดีทำลายสถานีตำรวจที่ในช่วงอาหรับสปริงที่เขาถูกพิพากษาลับหลังจำคุก 10 ปี ทั้งที่ทั้งสองประเทศไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน

อย่างไรก็ดี อันที่จริงหมายแดงเขาน่าจะต้องถูกยกเลิกไปแล้ว เนื่องจาก อัล อาไรบี ได้รับรองสถานะผู้ลี้ภัยจากสหประชาชาติให้พำนักได้ที่ออสเตรเลีย แต่เขายังคงถูกกักตัวจนถึงวันนี้ แล้วอะไรคือสาเหตุที่แท้จริง?

อำนาจที่มองไม่เห็น

จากเอกสารที่มีการเปิดเผยเมื่อปี 2015 ระบุว่า ช่วงที่มีการประท้วงขับไล่รัฐบาลอย่างรุนแรงในปี 2011 ได้มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนโดยเฉพาะ เพื่อค้นหาว่ามีนักกีฬาคนใดที่เข้าไปร่วมการชุมนุม ทำให้มีนักกีฬา โค้ช กรรมการอย่างน้อย 150 รายถูกจับกุมหลังเหตุการณ์ในครั้งนั้น รวมไปถึงอัล อาไรบี

“ความรุนแรงและความทารุณใหญ่โตมาก เรามีงานต้องทำมากเกินไป เราไม่สามารถรับมือได้ หมอและคนจำนวนมากถูกจับ นักฟุตบอล นักบาสเก็ตบอล ครู และครูสอนศาสนา” นาบีล ราญาบ ผู้นำกลุ่มสิทธิมนุษยชนในบาห์เรนเล่าย้อนกลับไปในปี 2012

“คนที่โดนจับ พวกเขาไม่แคร์เกี่ยวกับภาพลักษณ์ในระดับชาติ พวกเขาคือกองทัพประชาชน”

แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็คือหัวหน้าของคณะกรรมการสืบสวนในครั้งนี้คือ ชีค ซัลมาน บิน อิบรอฮิม อัล เคาะลีฟะฮ์ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของกษัตริย์บาห์เรนองค์ปัจจุบัน และเป็นประธานสมาคมฟุตบอลบาห์เรนในขณะนั้น ตำแหน่งที่ควรจะอยู่เคียงข้างกับนักฟุตบอลมากที่สุด

จากเอกสารระบุว่าการสืบสวนต่างๆ ที่เกี่ยวกับหาตัวนักกีฬามาลงโทษนั้น ต้องผ่านความเห็นชอบของชีค ซัลมาน ที่หลังจากนั้นได้ดำรงตำแหน่งประธานสหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย และรองประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ด้วยกันทั้งสิ้น  

“สมาคมกีฬาทุกสมาคมถูกควบคุมโดยสมาชิกจากราชวงศ์ เรามีสมาคมเป็น 100 สมาคมที่ควบคุมโดยสมาชิกจากราชวงศ์” นาบีลกล่าวต่อ

แม้เขาจะปฎิเสธ แต่ก็มีกระแสต่อต้านเขาในการลงสมัครชิงตำแหน่งประธานฟีฟ่าในปี 2016 และ อัล อาไรบี ก็เป็นหนึ่งในคนที่วิพากษ์วิจารณ์เขาอย่างรุนแรงจากกรณีนี้ และนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาถูกจับกุมตัวที่ไทย

“ในปี 2015 และ 2016 ฮาคีมให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศหลายแห่ง ซึ่งทุกครั้งเขาจะพูดไม่ดีเกี่ยวกับ ชีค ซัลมาน บิน อิบรอฮิม อัล เคาะลีฟะฮ์” เซเยด อาเม็ด เอลวาดาอี ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ของสถาบันเพื่อสิทธิและประชาธิปไตยบาห์เรน กล่าวกับ บีบีซีไทย

ชะตากรรมของ อัล อาไรบี

“ผมอยากกลับออสเตรเลียเพราะที่ออสเตรเลียมีสิทธิมนุษยชน ต่างจากที่บาห์เรนที่ไม่มีสิทธิมนุษยชน” เขากล่าวกับบีบีซีไทยผ่านโทรศัพท์ที่สถานกักกันของ สตม. สวนพลู เขากล่าวว่า อนาคตของเขา “ใกล้ที่จะจบสิ้นแล้ว” หากเขาจะต้องถูกส่งตัวกลับไปยังบาห์เรนฮาคีม

“ผมรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับผม ผมรู้ว่าผมจะต้องถูกซ้อมทรมานและบังคับให้สารภาพในสิ่งที่ผมไม่เคยทำ” เขากล่าว

“ผมกลัวมาก ๆ ว่าอาจถูกส่งกลับไปบาห์เรนเมื่อไรก็ได้ ซึ่งถ้ามันเป็นแบบนั้นจริง ชีวิตผมต้องจบสิ้นแน่นอน ผมจะถูกซ้อมทรมาน และอาจจะถูกฆ่าตายด้วยซ้ำ” อัล อาไรบี กล่าวกับบีบีซีไทยทางโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

เป็นเวลาเกือบ 2 เดือนแล้วที่อัล อาไรบี ยังคงถูกกักขังที่ไทย และยังไม่รู้ชะตากรรม ทำให้มีหลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวเขาโดยเร็ว รวมไปถึง สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า ที่ได้ออกแถลงการณ์ ใจความว่า

“หลังจากได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับสมาพันธ์ฟุตบอลออสเตรเลียครั้งใหม่ ฟีฟ่าขอเรียกร้องอีกครั้งให้แก้ไขปัญหากรณีของฮาคีม อัล อาไรบี ซึ่งเป็นคดีที่น่าวิตกกังวลในขณะนี้ โดยเร็วและเป็นไปอย่างมีมนุษยธรรม”

ในขณะที่สมาพันธ์ฟุตบอลออสเตรเลียหรือ FFA ก็แสดงความกังวลในโอกาสที่จะมีการส่งตัว อัล อาไรบี ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน เดวิด กัลลอบ ซีอีโอของ FFA ย้ำผ่านทวิตเตอร์ว่าสมาคมฯ ให้การสนับสนุนนักเตะรายนี้

“เรายังคงรู้สึกกังวลเป็นอย่างมากต่อกรณีของนายอัล อาไรบี เราได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทย บาห์เรน และออสเตรเลีย ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อรับรองการปล่อยตัวของเขาตามอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ”

Football Federation Australia today reiterates its support for Hakeem Al Araibi. We continue to work with relevant parties to secure his safe return to Australia. pic.twitter.com/LAJeVuObwW

— Football Australia (@FFA) 10 มกราคม 2562

เช่นเดียวกับ มาริส เพย์น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของออสเตรเลีย ก็เพิ่งเข้าพบ ดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศไทยเมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัว อัล อาไรบี

เธอกล่าวกับ The Guardian สื่อยักษ์ใหญ่ของอังกฤษว่า “จะสนับสนุนการเดินทางกลับออสเตรเลียอย่างปลอดภัย ของ ฮาคีม อัล อาไรบี ที่ถูกคุมตัวที่ไทย”

“นายอัล อาไรบี ได้รับอนุญาตให้พำนักถาวรจากรัฐบาลออสเตรเลีย ที่รับรองสถานะของเขาในฐานะผู้ลี้ภัย”

แม้ว่าปัจจุบัน จะมีการใช้กระแสโซเชียลมีเดีย และแฮชแท็ก #SaveHakeem ในทวิตเตอร์เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวเขาโดยเร็ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าจากทางการไทยมากนัก

ชะตากรรมของเขาจะลงเอยอย่างไร จะถูกส่งกลับบาห์เรน อย่างที่ไทยมักจะกระทำกับผู้ลี้ภัย หรือสู่อ้อมอกของออสเตรเลีย ถิ่นพำนักถาวรใหม่ของเขา เรื่องนี้ก็คงต้องติดตามกันต่อไป

ไขคำตอบผ่านวิทยาศาสตร์ ทำไมลูกทุ่มของ รอรี ดีแลป จึงอันตรายเทียบเท่าฟรีคิก?

ย้อนกลับไปเมื่อราว 10 ปีก่อน รอรี ดีแลป กองกลางของสโต๊ค ซิตี้ ทีมระดับกลางตารางของพรีเมียร์ลีก ได้สร้างปรากฎการณ์ขึ้นในวงการฟุตบอลอังกฤษ เมื่อสองมือของเขาอันตรายกว่าสองเท้าที่ใช้หวดฟุตบอลเสียอีก 

รอรี ดีแลป
ลูกทุ่มไกลของดีแลป เป็นหนึ่งในสิ่งที่หลายทีมต่างพากันหวาดกลัว ไม่ว่าจะทีมเล็กหรือทีมใหญ่ ต่างถูกลูกทุ่มของดาวเตะชาวไอริชเล่นงานกันแบบโงหัวไม่ขึ้น จนมีส่วนสำคัญที่ทำให้สโต๊ค โลดแล่นอยู่บนลีกสูงสุดเกือบครึ่งทศวรรษ ตอนที่เขาอยู่ที่นั่น  

อะไรที่ทำให้มันกลายเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพ เทียบเท่า (หรือบางทีอาจจะมากกว่า) ฟรีคิกและเตะมุม ร่วมหาคำตอบไปพร้อมกับเรา

พูลิสบอล 

หากพูดถึงสไตล์การเล่นของฟุตบอลอังกฤษดั้งเดิม ภาพจำของพวกเขาคือฟุตบอลที่เน้นการเล่นแบบไดเร็คต์ เข้าทำด้วยลูกโด่งที่อาศัยปีกที่คล่องแคล่ว โยนให้กองหน้าที่มีรูปร่างสูงใหญ่ทำประตู 

แม้ว่าในช่วงหลังรูปแบบการเล่นจะพัฒนาตามยุคสมัย โดยเฉพาะทีมในยักษ์ใหญ่ในพรีเมียร์ลีก ที่ได้รับอิทธิพลจากโค้ชต่างชาติ แต่สำหรับทีมกลางตารางลงไป กลยุทธ์แบบนี้ยังมีความสำคัญ และเป็นหนึ่งในแทคติกที่ใช้ต่อกรกับพวกบิ๊กเนม 

หนึ่งในนั้นก็คือ สโต๊ค ซิตี้ ภายใต้การคุมทัพของ โทนี พูลิส ที่เข้ามาคุมทีมเป็นคำรบสองในฤดูกาล 2006/07 ในสมัยที่ทีมยังอยู่ในเดอะ แชมเปียนชิพ ก่อนจะพาช่างปั้นหม้อเลื่อนชั้นด้วยตำแหน่งรองแชมป์ในฤดูกาลถัดมา 

สไตล์การเล่นของเขาเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ “พูลิสบอล” มักจะมากับแผน 4-4-2 ยามไม่มีบอลเขาจะสั่งให้ผู้เล่นถอยลงต่ำ และอยู่กันเป็นแผง เป็นรูปแบบที่รัดกุม เพื่อให้เหลือพื้นที่ระหว่างกองกลางและกองหลังน้อยที่สุด

แผนของเขาบีบให้คู่แข่งต้องใช้ปีก และครอสบอลเข้ามา ซึ่งพูลิส ก็เชื่อมือในแนวรับที่สูงใหญ่ของเขา ที่นำโดย ไรอัน ชอว์ครอส อดีตเด็กปั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มีส่วนสูง 191 เซนติเมตร จะจัดการเอาไว้ได้ทั้งหมด 

ส่วนในเกมรุก สโต๊คของพูลิส จะเล่นบอลสไตล์สาดยาว โดยใช้กองหน้ารูปร่างสูงใหญ่ หากเจอกับทีมที่รับมือกับลูกโยนได้ดี บางครั้งเขาจะใช้กองหน้าตัวที่สามที่เล่นเป็นกองกลางคนที่สี่ตอนที่ไม่ได้ครองบอล เป็นตัวสอดแทรกเข้าไปทำประตู  และกุญแจสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับรูปแบบการเล่นนี้ก็คือ รอรี ดีแลป 

ดีแลป ไม่ได้เป็นนักเตะโนเนม เขาเริ่มโด่งดังมาตั้งแต่สมัยค้าแข้งให้กับ ดาร์บี เคาน์ตี และ เซาธ์แฮมป์ตัน แต่เขาเป็นนักเตะประเภทความชั่วไม่มีความดีไม่ปรากฎ จึงไม่ได้รับการพูดถึงมากนักก่อนหน้านั้น 

เขาย้ายมาร่วมทีมสโต๊คครั้งแรกในปี 2006 ด้วยสัญญายืมตัว หลังต้องตกเป็นส่วนเกินในทีม ซันเดอร์แลนด์ ของ รอย คีน และเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด หลังลงเล่นให้ทีมไปเพียงแค่ 2 นัด เขาดันบาดเจ็บหนักขาหัก 2 ท่อนจากการเข้าปะทะ จนต้องพักยาวจนจบฤดูกาลtony-pulis

อย่างไรก็ดี แม้ว่าเขาจะมีอาการบาดเจ็บ จนต้องส่งตัวกลับทีมเก่า แต่ พูลิส ก็ตัดสินใจเซ็นสัญญาดึงตัวดีแลปมาเล่นให้สโต๊คเป็นการถาวร ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าเขาจะใช้งานนักเตะคนนี้อย่างไร 

และดีแลป ก็ไม่ทำให้ความเชื่อใจในตัวพูลิสต้องสูญเปล่า 

ลูกทุ่มป่วนพรีเมียร์ลีก 

ภายใต้การคุมทีมของ พูลิส ที่คงรูปแบบสไตล์การเล่นแบบโบราณ และเน้นการโยนโหม่ง ทำให้ ดีแลป เปลี่ยนสถานะจากนักเตะทั่วไป กลายมาเป็นนักเตะที่ขาดไม่ได้ของสโต๊ค เขาลงเล่นไป 44 เกมจาก 46 นัดในฤดูกาล 2007/08 ช่วยให้ทีมคว้ารองแชมป์เดอะ แชมเปียนชิพ พร้อมได้สิทธิ์เลื่อนชั้น 

และเพียงฤดูกาลแรกในพรีเมียร์ลีก เขาก็สถาปนาตัวเอง ขึ้นมาเป็นตัวสร้างเกมของสโต๊ค เขาไม่ได้เป็นนักเตะเท้าชั่งทอง แบบ เดวิด เบ็คแคม หรือปีกจอมลากเลื้อย แบบ สตีฟ แม็คมานามาน แต่อดีตแชมป์พุ่งแหลนระดับเยาวชน มีการทุ่มบอลที่ทรงพลัง และแม่นราวกับมีเรดาร์ 

เขามีส่วนร่วมกับทั้ง 7 ประตูที่สโต๊คทำได้ในเดือนแรกของฤดูกาล 2008/09 และอีกหลายประตูในฤดูกาลนั้น จนลูกทุ่มไกลของดีแลป กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงเกือบทุกสัปดาห์ ทุกครั้งที่ทีมได้ทุ่ม เด็กเก็บบอลจะโยนผ้าขนหนูให้กับดีแลป เขาจะเช็ดบอลให้แห้ง ส่งผ้าคืน แล้วทุ่มเข้าไป และต่อจากนั้นก็คือประตู

“ถ้าทำได้ถูกต้อง ไม่มีทางที่จะป้องกันมันได้ ไม่ต้องสนใจว่าจะเจอกับทีมอะไร มันต้องได้ผล หากผมได้ทำในระยะทำการ” ดีแลปกล่าวกับ The Independent 

ในชัยชนะนัดแรกของฤดูกาล ที่เอาชนะ แอสตัน วิลลา อย่างสนุก 3-2 ก็มีส่วนมาจากเขา ประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ หลังโดนวิลลา ตีเสมอในนาทีที่ 84 ก็มาจากจังหวะที่ ดีแลปทุ่มไกลให้ มามาดี ซิดิเบ โหม่งเข้าไป 

หรือในเกมพบ เอฟเวอร์ตัน แม้จะต้องพบกับความพ่ายแพ้ 2-3 แต่เขาก็ทำให้ ทิม ฮาเวิร์ด ผู้รักษาประตูของคู่แข่งต้องหัวปั่นตลอดทั้งเกม เมื่อทั้งสองประตูที่ได้มา มีจุดเริ่มต้นจาก ดีแลป ด้วยกันทั้งสิ้น 

โดยลูกแรก ฮาเวิร์ด ตัดสินใจพลาด ออกไปชกบอลของดีแลปที่ทุ่มเข้ามา ก่อนที่จะโดน เซยี โอโลฟินยานา ยิงสวนเข้าไป ส่วนอีกลูกมาจากจังหวะที่นายทวารทีมชาติสหรัฐอเมริกา กำลังสับสน ปักหลักอยู่ในเส้น แล้วบีบให้ ฟิล จากิลกา ไปโหม่งเคลียร์ แต่โชคร้ายมันกลับเข้าประตูตัวเอง 

“เขาเหมือนกับมนุษย์เครื่องยิงหนังสติ๊ก” เดวิด มอยส์ กุนซือของเอฟเวอร์ตัน ให้สัมภาษณ์หลังเกมที่โดนลูกทุ่มของดีแลปเล่นงาน 

แต่ในเกมพบอาร์เซนอล ก็สามารถพิสูจน์ว่าลูกทุ่มของดีแลป ใช้ได้ผลกับทุกทีม ซึ่งก่อนแข่ง อาร์เซน เวนเกอร์ กุนซือของทัพปืนใหญ่ยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้ตื่นตระหนกกับเรื่องนี้มาก แถมยังเย้ยหยันว่า สโต๊ค คงจะทำประตูจากรูปแบบนี้ได้ไม่บ่อย 

แต่หลังเกมกลับตรงกันข้าม เมื่อสโต๊คเป็นฝ่ายเฉือนเอาชนะไปได้ 2-1 แถมทั้งสองประตูยังมาจากลูกทุ่มไกลของ ดีแลป ที่ทำให้เวนเกอร์ออกมายอมรับในอาวุธพิเศษนี้โดยดุษฏี 

ลูกแรกเขาทุ่มไกลไปให้ ริคาร์โด ฟุลเลอร์ ที่เบียดเอาชนะ โคโล ตูเร โหม่งเช็ดเข้าไป ส่วนอีกลูกเขาทุ่มไกลไปเข้าหัว ชอว์ครอส โหม่งเช็ดให้ โอโลฟินยานา โถมใช้ร่างกายกระแทกบอลสวนตัว มานูเอล อัลมูเนีย นายด่านของอาร์เซนอล ตุงตาข่าย 

“มันยากที่จะป้องกันเพราะบอลมาในแนวราบ มันพุ่งมาเหมือนกับลูกธนู ดังนั้นมันจึงยากที่จะซ้อมป้องกันในการฝึกซ้อม เพราะไม่ใช่ว่าจะหาใครซักคนที่ทำแบบนี้ได้ง่ายๆ” เวนเกอร์กล่าวหลังเกม  

นับตั้งแต่นั้น ลูกทุ่มของดีแลป กลายเป็นปรากฎการณ์ของพรีเมียร์ลีกอีกหลายฤดูกาล Soccer Saturday รายการสดฟุตบอลวันเสาร์ของ Sky Sports ถึงขั้นจ้าง ฟิล ธอมป์สัน อดีตนักเตะและผู้ช่วยโค้ช ลิเวอร์พูล มาเป็นคอมเมนเตเตอร์ลูกทุ่มโดยเฉพาะ ทุกครั้งที่ดีแลปทุ่มลูก สัญญาณจะตัดมาที่เขา ในขณะที่ เวนเกอร์ ถึงขั้นเสนอให้เตะบอลจากข้างสนามแทนการทุ่มเมื่อลูกบอลออกข้าง 

หลายทีมพยายามจะหยุดอาวุธอันตรายลูกนี้ หลุยส์ เฟลิเป สโคลารี กุนซือของเชลซีในตอนนั้น ถึงขั้นสั่งห้ามผู้รักษาประตูออกมาตัดบอล หรือในเกมพบ ฮัลล์ ซิตี้ ในเดือนพฤศจิกายน 2008 โบอาซ มายฮิลล์ ผู้รักษาประตูคู่แข่ง ตัดสินใจเตะบอลออกหลังตอนโดนกดดันแทนที่จะเตะออกข้าง ยอมเสียเตะมุม ดีกว่าเสียลูกทุ่มให้กับดีแลป

หรือในเกมพบกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในเดือนมีนาคม 2010 เวสต์แฮมเจ้าบ้าน ถึงขั้นขยับป้ายโฆษณาข้างสนามเข้ามา เพื่อให้ ดีแลป มีพื้นที่น้อยลง แต่เหมือนจะไม่ได้ผล เมื่อเขายังสามารถทุ่มเข้าไปในกรอบ 6 หลาได้อย่างง่ายดายทั้งเกม 

แถมแผนขยับป้ายโฆษณายังส่งผลเสียต่อเวสต์แฮมเอง เมื่อประตูโทนในเกมนั้นมาจากจังหวะที่ จูเลียง โฟแบร์ มีพื้นที่ทุ่มบอลจำกัดจนทุ่มเสีย ก่อนที่บอลจะกลับไปหา ฟูลเลอร์ กองหน้าสโต๊ค ลากเลื้อยเข้าไปยิงประตูชัย 

“ผมคิดว่าเขาเล่นบอลด้วยมือดีกว่าด้วยเท้าเสียอีก มันมหัศจรรย์มาก ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต 10 เมตรจากแดนกลาง เด็กคนนี้เอาบอลเข้าไปในพื้นที่ได้ บางทีมันอาจจะไม่ใช่ฟุตบอลที่สวยงาม แต่มันมีประสิทธิภาพ” สโคลารีกล่าวกับ The Guadian 

ดีแลป กลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ สโต๊ค รอดพ้นจากการตกชั้นในฤดูกาลแรกบนพรีเมียร์ลีก ด้วยการจบในอันดับ 12 ของตาราง และมีส่วนช่วยให้ทีมโลดแล่นอยู่บนลีกสูงสุด ในอีก 3 ฤดูกาลต่อจากนั้น เขากลายเป็นอาวุธ ที่ยากเกินกว่าจะรับมือ 

อย่างไรก็ดี ดีแลป ไม่ใช่คนเดียวที่ทุ่มไกลได้ แต่อะไรที่ทำให้ให้ลูกทุ่มของเขาทรงประสิทธิภาพต่างจากคนอื่นรอรี ดีแลป

องศาและวิถีที่ต่างกัน 

อันที่จริงการทุ่มไกลของดีแลป ไม่ได้เป็นความลับอะไรมากมาย เขาเคยเล่นในลักษณะนี้มาก่อน ในสมัยค้าแข้งกับ เซาธ์แฮมป์ตัน และดาร์บี แถมเขาก็ไม่ใช่คนแรกที่เล่นลูกทุ่มไกล เพราะก่อนหน้านั้น เคยมีนักเตะในอดีตที่โดดเด่นในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น เดฟ ชัลลินอร์ หรือ แอนดี เล็กก์ 

แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้ลูกทุ่มของดาวเตะชาวไอริชต่างไปจากคนอื่นคือระยะและความเร็วในการทุ่ม ดีแลป สามารถทุ่มได้ไกลถึง 30-40 เมตร และเฉลี่ย 38 เมตร โดยลูกบอลมีความเร็วถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จนมันกลายเป็นอาวุธที่เล่นงานคู่แข่งไม่ต่างจากฟรีคิก 

“ลูกทุ่มของผมแรงอยู่นะ แต่ผมคิดว่าไม่มีใครในลีกที่ทุ่มได้เหมือนเขา” มาริโอ เมลช็อต อดีตแบ็คจอมทุ่มไกลของเชลซีกล่าวกับ Sky Sports  “มันคือหนึ่งในนรกของลูกทุ่มสำหรับคู่แข่ง มันคืออาวุธที่สุดยอดที่เขามี”

การทุ่มของดีแลป มีเทคนิคคือเขาจะใช้วิธีเพิ่มแรงเหวี่ยงในการทุ่ม โดยก้าว 4 ก้าวจากป้ายโฆษณา แล้วก้าวยาวๆ อีกหนึ่งก้าว จากนั้นวางเท้าหน้าให้มั่นคง เพื่อให้แรงเหวี่ยงทั้งหมดมาอยู่ข้างหน้า ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มความเร็วตอนปล่อยบอล 

และเพื่อให้บอลถึงที่หมายได้เร็วขึ้น เขาใช้วิธีทุ่มบอลให้ออกไปในวิถีราบ โดยปล่อยบอลออกไปให้ได้มุม 20-35 องศา เนื่องจากกล้ามเนื้อแขนและหลัง จะจัดเรียงกันจนสามารถดึงพลังสูงสุดออกมาในองศานี้ แถมยังเป็นการเพิ่มความเร็วและระยะอีกด้วย 

นอกจากนี้ลักษณะการปล่อยบอล ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการทุ่มของดีแลป การทุ่มบอลในวิถีราบของเขา ทำให้ลูกติดแบ็คสปิน และเกิดการต้านแรงโน้มถ่วง ทำให้บอลสามารถเดินทางไปถึงที่หมายได้เร็วขึ้น แม้จะปล่อยบอลออกมาในองศาที่ต่ำก็ตาม 

สำหรับการทุ่ม พูลิส กุนซือของสโต๊ค ต้องการให้บอลเดินทางเป็นแนวราบให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เนื่องจากทำให้กองหลังคู่แข่งเคลียร์บอลยาก และดีแลป ก็ตอบโจทย์นี้ โดยเขาจะเล็งไปที่นักเตะที่สูงเกินกว่า 6 ฟุตที่ยืนอยู่ด้วยกัน 

“ลูกทุ่มนี้สร้างปัญหาหลายอย่าง (สำหรับคู่แข่ง) ผมคิดว่าเพราะมันเคลื่อนที่ไปในแนวราบ มันไม่ได้ลอยโด่งไปในอากาศ เขาทุ่มไปในแนวราบ และกองหลังจึงลำบากในการเก็บบอล” พูลิส ให้ความเห็นกับ Sunday World

นอกจากนี้ ด้วยการที่มันเป็นลูกทุ่ม ทำให้บางครั้งมันอันตรายกว่าลูกฟรีคิกหรือเตะมุม ไม่ว่าจะเป็นการใช้กล้ามเนื้อที่น้อยกว่า ทำให้สามารถควบคุมความแม่นยำได้มากกว่า หรือการมีอิสระในการเล่น เนื่องจากไม่ต้องกังวลว่าจะล้ำหน้า 

“คุณไม่สามารถล้ำหน้าได้จากลูกทุ่ม ดังนั้นผู้เล่นเกมรุกจึงสามารถเข้าไปออกันในกรอบหกหลา” ลี ดิ๊กซัน อดีตกองหลังของอาร์เซนอล วิเคราะห์ในคอลัมน์ของ BBC   

“เพราะฟรีคิกเริ่มต้นจากบอลบนพื้น หมายความว่ามันจะมีแนวโค้งตามธรรมชาติ ที่จะต้องผ่านกองหลังตัวแรก แต่ลูกทุ่ม เริ่มต้นจากความสูง 6 ฟุต มันคือมุมและวิถีของดีแลป ที่ทำให้มันมีพลัง” 

“ผมไม่เคยเห็นใครที่มีลูกทุ่มเหมือนดีแลปมาก่อน ผมเคยทุ่มไกล และฝึกฝนมัน แต่ผมทำได้แค่เข้าไปในกรอบเขตโทษ เพอร์รี โกรฟ เพื่อนร่วมทีมของผมสามารถทุ่มไกลได้ มันดูเหมือน เดฟ ชัลลินอร์ และ แอนดี เล็กก์ ทำ แต่ไม่เหมือนดีแลปเลย ลูกทุ่มไกลส่วนใหญ่มักจะเป็นแนวโค้ง ในขณะที่ดีแลป วิ่งเป็นแนวเหมือนฟรีคิก แต่มันอันตรายกว่านั้น”

แต่มีเกิดก็มีดับ ลูกทุ่มของดีแลป สร้างปรากฎการณ์ในพรีเมียร์ลีกได้อีกเพียงไม่กี่ฤดูกาล ก็ค่อยๆ หายไป หลังสถานะของเจ้าตัวเปลี่ยนไป ด้วยอายุที่มากขึ้น เขาเป็นผู้เล่นคนสำคัญของสโต๊ค จนถึงฤดูกาล 2011/12 ก่อนจะกลายเป็นตัวสำรอง ได้ลงเล่นเพียงแค่นัดเดียวในฤดูกาลถัดมา ถูกปล่อยไปให้ บาร์นสลีย์ ใช้งาน และไม่ได้รับการต่อสัญญาเมื่อจบฤดูกาล

เขาย้ายไปค้าแข้งให้กับ เบอร์ตัน อัลเบียน ในลีกทูอยู่อีกครึ่งฤดูกาล ก่อนจะแขวนสตั๊ดช่วงปลายปี 2013 ด้วยวัย 38 ปี ปิดตำนานจอมทุ่มไกลแห่งพรีเมียร์ลีกไว้เพียงเท่านี้ โดยปัจจุบันเขาได้หวนกลับทีมเก่า มารับตำแหน่งโค้ชทีมชุดใหญ่ของสโต๊ค ตั้งแต่ปี 2018 

แต่ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน ลูกทุ่มของเขาจะยังอยู่ในความทรงจำ โดยเฉพาะแฟนพรีเมียร์ลีก แม้ว่าจะมีนักเตะจอมทุ่มไกลโผล่ขึ้นมาบนโลกฟุตบอลอีกสักกี่คน แต่ดีแลป ก็จะเป็นชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง 

เขาคือคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองจากนักเตะทั่วไป จนสามารถสร้างความสั่นสะเทือนไปทั้งวงการ แม้ว่าฟุตบอลของเขาอาจจะไม่สวยงาม และติดจะดูโบราณไปนิดหากเทียบกับยุคสมัย แต่มันก็เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพไม่แพ้นักเตะคนใด

การเอาชนะในช่องโหว่ของ “โรเบิร์ต ยาร์นี” ที่ทำให้แฟนโคเวนทรีช้ำใจ

เมื่อครั้งหนึ่งแบ็คซ้ายดาวเด่นจากฟุตบอลโลก 1998 มีชื่อเป็นนักเตะโคเวนทรี แต่ก็เพียงแค่ชื่อเท่านั้น 

 

หากเอ่ยถึง โรเบิร์ต ยาร์นี แฟนเกม วินนิ่ง อีเลฟเว่น ในยุคเก่า น่าจะรู้จักเขาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในภาค 3 ที่วางจำหน่ายในช่วงฟุตบอลโลก 1998 ที่ตัวเขามีค่าพลังโดดเด่น ทั้งที่เล่นในตำแหน่งกองหลัง ไม่ว่าจะเป็น ความเร็ว 9 พลังการยิง 8 และ การผ่านบอล 7 

จากผลดังกล่าว ทำให้เขามักถูกดันขึ้นไปเล่นกองหน้าบ่อยๆ และถูกนำไปเปรียบเปรยกับ โรแบร์โต คาร์ลอส แบ็คซ้ายชาวบราซิล ที่มีความเร็ว 9 เหมือนกัน และถูกเรียกว่า คาร์ลอส 2 

แถมบนโลกจริงในตอนนั้น ยาร์นี ก็ไม่ได้น้อยหน้าโลกจินตนาการ เมื่อเขาเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของทีมชาติโครเอเชีย ชุดคว้าอันดับ 3 ในฟุตบอลโลก 1998 

ผลงานดังกล่าว ทำให้หลังรายการนั้น ยาร์นี ได้มีโอกาสย้ายไปเล่นให้ โคเวนทรี สโมสรในพรีเมียร์ลีก ทว่า หลังจากนั้นไม่ถึงเดือน เขาก็ย้ายไปเล่นใน เรอัล มาดริด ยักษ์ใหญ่ของสเปนชนิดงงกันทั้งบาง โดยที่ไม่ได้เล่นให้พลพรรคสกายบลูแม้แต่เกมเดียว 

เกิดอะไรขึ้นในตอนนั้น? ร่วมติดตามไปเรา

โรเบิร์ต ยาร์นี่

นักเตะชุดประวัติศาสตร์ 

ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 โครเอเชีย มีสถานะเป็นเพียงประเทศเกิดใหม่ พวกเขาเพิ่งได้รับเอกราชเต็มตัว หลังประกาศแยกตัวมาจากยูโกสลาเวียในปี 1991 แต่หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็เริ่มสร้างชื่อในโลกฟุตบอล

ในปี 1996 โครเอเชียเริ่มสร้างเซอร์ไพรส์ ด้วยการทะลุเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศในศึกยูโร 1996 ที่อังกฤษ โดยสามารถเอาชนะ แชมป์เก่า เดนมาร์ก แต่จอดป้ายด้วยน้ำมือของ เยอรมัน ที่ต่อไปกลายเป็นแชมป์ในทัวร์นาเมนต์นั้น 

ก่อนที่ 2 ปี ต่อจากนั้น โลกจะได้รู้จักกับ “โครเอเชีย” เต็มตัว ในฟุตบอลโลก 1998 ที่ฝรั่งเศส

หลังได้รับเอกราชเพียง 7 ปี โครเอเชีย ก็ผ่านเข้ามาเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังคว้าอันดับ 2 ในรอบคัดเลือก ก่อนจะเอาชนะ ยูเครน ในรอบเพลย์ออฟด้วยสกอร์รวม 3-1  

พวกเขาเริ่มต้นในฟุตบอลโลกได้อย่างร้อนแรง ด้วยการคว้าชัย 2 นัดรวดในการพบกับ จาไมกา และ ญี่ปุ่น แม้นัดสุดท้ายจะพ่ายต่อ อาร์เจนตินา แต่ก็ยังเพียงพอที่จะเข้ารอบในฐานะอันดับ 2 ของกลุ่ม 

ความยอดเยี่ยมของพวกเขายังดำเนินต่อไปในรอบน็อคเอาท์ หลังเอาชนะ โรมาเนีย อย่างฉิวเฉียด 1-0 ในรอบ 16 ทีม ก่อนจะมาสร้างเซอร์ไพร์สถล่ม เยอรมัน 3-0 ชนิดหักปากกาเซียนในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ทะลุถึงรอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ 

อย่างไรก็ดี เทพนิยายโครเอเชียต้องหยุดเพียงเท่านั้น เมื่อต้องจอดป้ายในรอบรองชนะเลิศ หลังพ่ายต่อ ฝรั่งเศส เจ้าภาพ (และแชมป์โลกหลังจากนั้น) อย่างหวุดหวิด แต่สุดท้ายก็ยังคว้าอันดับ 3 มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ หลังเอาชนะ เนเธอร์แลนด์ ในนัดชิงที่ 3 

กุญแจความสำเร็จของพวกเขา นอกจากแรงขับทางการเมือง จากการเป็นประเทศเพิ่งประกาศเอกราช ก็คือการอุดมไปด้วยนักเตะฝีเท้าดี ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากทีมชาติยูโกสลาเวีย ชุดคว้าแชมป์ฟุตบอลเยาวชนโลก รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี เมื่อปี 1987 

นักเตะจากชุดดังกล่าวหลายคน ก้าวขึ้นมามาเป็นกำลังสำคัญของโครเอเชีย หลังการประกาศเอกราช และทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในฟุตบอลโลกครั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ดาเวอร์ ซูเคอร์ ดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์, ซโวนีเมียร์ โบบัน จอมทัพหมายเลข 10, อิกอร์ สติมัค แนวรับสุดแกร่ง หรือ โรเบิร์ต ยาร์นี แบ็คซ้ายความเร็วสูง 

ทำให้หลังฟุตบอลโลก นักเตะทีมชาติโครเอเชีย กลายเป็นนักเตะเนื้อหอม และได้รับความสนใจจากทีมในลีกยักษณ์ใหญ่ของยุโรป รวมไปถึง ยาร์นี ที่กำลังค้าแข้งกับ เรอัล เบติส ในลีกสเปนในตอนนั้น 

และมันก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานการย้ายตัวสุดพิลึกพิลั่นครั้งหนึ่งของโลกทีมโครเอเชีย

นักเตะโคเวนทรี 2 สัปดาห์ 

ฟอร์มของ ยาร์นี ในฟุตบอลโลก ถือว่าโดดเด่นไม่แพ้ผู้เล่นคนอื่น เขาคือตัวอันตรายทางฝั่งซ้ายของโครเอเชีย ด้วยความเร็วที่ว่องไว อีกทั้งมีลูกยิงไกลที่เป็นทีเด็ด และเคยฝากความชอกช้ำให้กับ เยอรมัน มาแล้ว

ทำให้หลังจบศึกฟุตบอลโลก เขาเป็นที่ต้องตาแก่หลายทีมในยุโรป ทว่าหนึ่งเดือนหลังทัวร์นาเมนต์ที่ฝรั่งเศส กองหลังวัย 29 ปีก็สร้างเซอร์ไพร์ส ด้วยการเซ็นสัญญากับ โคเวนทรี ที่จบในอันดับ 11 ของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 1997-98 

วันที่ 7 สิงหาคม 1998 ยาร์นี ย้ายไปร่วมทีมโคเวนทรี ด้วยค่าตัว 2.6 ล้านปอนด์ เขาเริ่มปรับตัวและสร้างความคุ้นเคยกับทีมใหม่ทันที ด้วยการเดินทางไปชมเกมนัดปรีซีซัน ที่โคเวนทรี ลงเตะนัดอุ่นเครื่องกับ เอสปันญอล จากสเปน 

ในตอนนั้นแฟนโคเวนทรี ต่างรู้สึกชื่นมื่น เพราะยาร์นี ถือเป็นหนึ่งในดาวเด่นจากเวิลด์คัพที่ฝรั่งเศส แถมค่าตัวเขาก็ไม่ได้แพงเกินไป การได้นักเตะระดับนี้มาร่วมทัพ น่าจะช่วยยกระดับทีมได้อีกไม่น้อย หลังเป็นเพียงแค่ทีมกลางตารางในซีซั่นก่อน

อย่างไรก็ตาม ฝันของพวกเขาก็ต้องสลายไปในชั่วพริบตา เมื่อในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา โคเวนทรี ช็อคแฟนบอลด้วยการประกาศว่า ยาร์นี จะย้ายไปร่วมทีมยักษ์ใหญ่แห่งลีกสเปนอย่าง เรอัล มาดริด ทั้งที่แบ็คซ้ายชาวโครเอเชีย ยังไม่ได้ลงสนามให้โคเวนทรี แม้แต่เกมเดียว 

“มีการเจรจา การทดสอบ ตลอดจนความเสี่ยงต่างๆ เกิดขึ้น แต่เราก็แฮปปี้กับผลลัพธ์” ไบรอัน ริชาร์ดสัน ประธานสโมสรโคเวนทรี กล่าวกับ Independent เมื่อปี 1998 

“เราน่าจะได้ตัวเขา แต่ตอนนี้ดูเหมือนเราจะได้เงินกลับมาให้สโมสร และเราก็กำลังมองหาผู้เล่นที่มีลักษณะคล้ายกัน เพื่อทีมของเรา” 

แต่ไม่ใช่สำหรับแฟนบอลโคเวนทรี สิ่งนี้สร้างความชอกช้ำและความงุนงงให้พวกเขา แม้ว่าสโมสรจะได้กำไรจากการขายยาร์นี ให้มาดริด เป็นเงินราว 750,000 ปอนด์ แต่มันก็ไม่คุ้มเลย กับการเสียผู้เล่นระดับนี้ไป แถมไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้นักเตะแบบนี้อีกเมื่อไร 

นอกจากนี้ พวกเขาก็รู้สึกคลางแคลงใจกับวิธีการย้ายทีมของแข้งป้ายแดง ที่กลายเป็นอดีตผู้เล่นของทีมภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ 

ครอบครัวต้องมาก่อน 

“โคเวนทรี ซิตี้ ขาย โรเบิร์ต ยาร์นี ที่ไม่เคยเล่นให้พวกเขา ด้วยค่าตัว 3.35 ล้านปอนด์ให้เรอัล มาดริดในวันนี้ พวกเขาได้กำไร 750,000 ปอนด์ จากดับเบิ้ลดีลสุดแปลก” Independent ระบุในบทความสรุปการซื้อขายในวันที่ 20 สิงหาคม 1998 

“ยาร์นี บรรลุข้อตกลงกับซิตี้ หลังสโมสรจ่ายเงิน 2.6 ล้านปอนด์ให้ เรอัล เบติส แต่หลังจากกลับไปสเปน เขาก็เปลี่ยนใจ และตัดสินใจย้ายไปอยู่กับ เรอัล มาดริด” 

ยาร์นี ชี้แจงว่า เหตุที่เขาเปลี่ยนใจไม่มาเล่นในอังกฤษ และย้ายไปเล่นให้ เรอัล มาดริด ทั้งที่เพิ่งเซ็นสัญญากับ โคเวนทรี เป็นเพราะปัญหาทางครอบครัว เนื่องจากภรรยาไม่แฮปปี้กับการย้ายมาอยู่ในเมืองผู้ดี 

นอกจากนี้จากการที่ลูกสาวตัวน้อยของเขา กำลังเข้าเรียนชั้นประถมในแดนกระทิง ก็เป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้อดีตแบ็คซ้ายโครเอเชีย เปลี่ยนใจที่จะใช้ชีวิตที่สเปนต่อ แม้จะช็อกหัวใจแฟนบอลโคเวนทรีก็ตาม 

“กอร์ดอน สตรัคคัน อยากเซ็นผมมาที่โคเวนทรี เขาชอบแนวทางการเล่นของผม ชอบผลงานของผมที่ลีกสเปน และทีมชาติ แต่หลังจากได้รับข้อเสนอที่มาดริด ผมก็ตัดสินใจเซ็นสัญญากับพวกเขาแทน” ยาร์นีกล่าวกับ Herald เมื่อปี 2013 

“ผมไม่ได้พูดว่าเป็นการตัดสินใจของภรรยา แต่มันคือการตัดสินใจของครอบครัว ครอบครัวของผมไม่เห็นด้วยที่จะย้ายไปอังกฤษ เรามีลูกเล็ก ลูกสาวของผมก็เรียนอยู่ชั้นประถมที่สเปน และเราก็เตรียมตัวที่จะอยู่ที่นั่น แทนที่จะย้ายไปอังกฤษ”

“ผมไม่โกหกแน่นอน ตอนที่ผมบอกสตรัคคัน เขาก็เข้าใจ”  

อย่างไรก็ดี แม้ยาร์นี จะออกมายืนยันในเรื่องนี้ แต่ก็มีข่าวลือและทฤษฎีสมคบคิดมากมายเกี่ยวกับการย้ายทีม 2 ครั้งซ้อนของเขา หนึ่งในนั้นคือการที่โคเวนทรี ทำหน้าที่เป็นเพียงสโมสรบุคคลที่ 3 ที่ทำให้การย้ายทีมของเขาไปเรอัล มาดริด ลุล่วง 

แน่นอนว่าหลังฟุตบอลโลก 1998 ยาร์นีกลายเป็นแข้งเนื้อหอม และโคเวนทรีก็ไม่ใช่ทีมเดียวที่สนใจในตัวเขา ก่อนหน้านั้นคือ มาดริด ที่ยื่นซื้อตัวเขาเป็นทางการก่อนพลพรรค “สกายบลู” เสียอีก 

ทว่า เรอัล เบติส กลับปฏิเสธข้อเสนอ มาดริด เนื่องจากไม่อยากขายให้คู่แข่งร่วมลีก แต่เพราะนักเตะ เหลือสัญญากับทีมเพียงแค่ปีเดียว ทำให้ เบติส เอง ก็จำเป็นต้องขายนักเตะไปจากทีม เพียงแค่ไม่ใช่สโมสรในลาลีกา ก่อนที่ โคเวนทรี จะยื่นข้อเสนอเข้ามาและตกลงกันได้หลังจากนั้น 

มันจึงมีข้อสันนิษฐานว่า เรอัล มาดริด อาจจะใช้โคเวนทรี เป็นสโมสรตัวกลาง และเป็นเหตุผลว่านักเตะดังอย่างยาร์นี ทำไมจึงย้ายมาอยู่กับ โคเวนทรี สโมสรที่ไม่ได้มีชื่อชั้นอะไรในตอนแรก ก่อนที่จะย้ายไปเล่นให้ทีมยักษ์ใหญ่อย่างมาดริดในทันที 

สิ่งที่มาสนับสนุนเรื่องนี้คือ หลังประกาศเปิดตัวกับ โคเวนทรี ยาร์นี ไม่มีทีท่าที่จะย้ายมาอยู่ในอังกฤษเลย เขายังคงให้ลูกสาวเรียนต่อชั้นประถมที่สเปน บวกกับการที่ภรรยาไม่แฮปปี้กับการมาใช้ชีวิตที่ มิดแลนด์

และจากคำกล่าวอ้างของ มาร์ค โคมาสกี และ เอียน เนียโลโปลุส แฟนบอลโคเวนทรี ที่มีโอกาสได้เจอยาร์นี ขณะร่วมทีม ฮีโร่ส์ ออฟ วอเตอร์ลู ทีมในซันเดย์ลีก ที่เดินทางไปเตะนัดกระชับมิตรกับทีม ไฮจ์ดุค สปลิต XI ถึงโครเอเชีย เมื่อปี 2013 ก็ทำให้ทฤษฎีนี้มีน้ำหนักขึ้น 

“เราถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้นที่โคเวนทรี แต่เขาพยายามบอกปัดและบอกว่าไม่ขอคอมเมนต์อะไร แต่เขาก็ยิ้มแบบมีเลศนัย” มาร์ค กล่าวหลังทีมของเขาบุกไปพ่าย 4-1 

“เขาเป็นคนนิสัยดีจริงๆ และพยายามทำให้มันเป็นเรื่องตลก แต่เราก็เดาได้ว่าข่าวลือมันเป็นจริง เพราะตอนนั้นเบติส ก็ไม่อยากขายเขาให้เรอัล มาดริด โดยตรงจริงๆ” 

อย่างไรก็ดี ยาร์นี ไม่ใช่นักเตะคนสุดท้ายที่เคยเกิดข้อพิพาทลักษณะนี้

เซกี ฟรายเยอร์ส 

ในปี 2012 เซกี ฟรายเยอร์ส แบ็คซ้ายดาวรุ่งชาวอังกฤษ ที่กำลังจะหมดสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้รับความสนใจจาก ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ เพื่อนร่วมลีก จนขนาดชวนไปซ้อมกับทีมหลังหมดสัญญา

แต่จากกฎของฟุตบอลอังกฤษ นักเตะที่อายุไม่ถึง 23 ปี แม้จะหมดสัญญาแล้ว แต่ถ้าหากย้ายไปเล่นกับทีมในอังกฤษ สโมสรใหม่ก็ต้องจ่ายเงินชดเชยให้สโมสรเก่า ซึ่งเท่าไรนั้นตามแต่จะตกลงกัน

แต่ในตอนนั้นทั้งสเปอร์สและยูไนเต็ด ต่างตกลงตัวเลขสุดท้ายของมูลค่าเงินชดเชย ที่คาดว่าน่าจะมีมูลค่าราว 6 ล้านปอนด์ไม่ได้ ทำให้ สตองดาร์ด ลีแอช ทีมดังจากลีกเบลเยียม เป็นผู้หยิบชิ้นปลามัน เซ็นสัญญากับ ฟรายเยอร์ส และเสียเงินชดเชยให้ยูไนเต็ดเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเซกี ฟรายเยอร์ส

อย่างไรก็ดี ฟรายเยอร์ส อยู่กับลีแอช เพียงครึ่งฤดูกาล โดยลงเล่นไปเพียงแค่ 7 นัด ก่อนจะย้ายกลับมาเล่นในลีกอังกฤษกับสเปอร์ส ด้วยค่าตัวราว 3 ล้านปอนด์ในตลาดนักเตะหน้าหนาวปี 2013 

การย้ายทีมครั้งนี้ทำให้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือของแมนฯ ยูไนเต็ด ในตอนนั้นควันออกหู และตำหนิสเปอร์สว่าใช้ช่องโหว่ของกฎ ทำให้ทีมไม่ต้องเสียเงินจำนวนมาก ในการดึงตัวอดีตแข้งของเขาไปร่วมทีม 

“ผมผิดหวังกับท็อตแนม ผมคิดว่ามันคือการสร้างสถานการณ์อย่างโจ่งแจ้ง” เฟอร์กี้กล่าวกับ BBC เมื่อปี 2013 

อย่างไรก็ดี สเปอร์ส ก็ออกแถลงการณ์ว่า นี่ไม่ใช่การจัดฉาก แต่เป็นเพราะฟรายเยอร์ส หลุดออกจากแผนการทำทีมของผู้จัดการทีมคนใหม่ บวกกับการเป็นโรคโฮมซิค ทำให้เขาถูกขายออกจากทีม และสเปอร์ส ที่สนใจเขามาก่อนเป็นผู้ซื้อไป 

“เซกี สนุกกับช่วงเวลาที่สตองดาร์ด แต่พอสตองดาร์ดปลดผู้จัดการทีมในเดือนพฤศจิกายน เซกี ก็ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของผู้จัดการทีมคนใหม่ ที่ทำให้เขายอมรับและเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในฟุตบอล” แถลงการณ์ของสเปอร์สระบุ 

“โชคไม่ดีที่เรื่องนี้ บวกกับข้อเท็จจริงว่าเขารู้สึกคิดถึงบ้าน ทำให้เขาอยากกลับไปอังกฤษ”

ก่อนที่หลังจากนั้น ลีแอช จะออกมายืนยันอีกเสียงว่า ฟรายเยอร์ส มีอาการคิดถึงบ้านจริง ทำให้เมื่อ สเปอร์ส ยื่นข้อเสนอเข้ามา พวกเขาจึงเลี่ยงไม่ได้ที่ยอมรับข้อเสนอ เพื่อให้นักเตะได้กลับบ้านเร็วที่สุด 

“กองหลังดาวรุ่ง รู้สึกคิดถึงบ้านและมีปัญหาในการปรับตัวเมื่อต้องจากบ้านและครอบครัว ดังนั้น เมื่อสโมสรจากลอนดอนให้ความสนใจ เราเข้าใจสถานการณ์ และไม่คัดค้านการกลับอังกฤษของตัวนักเตะ” แถลงการณ์ของลีแอชอธิบาย 

แต่เซอร์ อเล็กซ์ ก็รู้สึกคลางแคลงใจในการย้ายทีมครั้งนี้ เขารู้สึกว่าสเปอร์สเล่นไม่ซื่อ และเรียกร้องให้พรีเมียร์ลีกเข้ามาตรวจสอบในเรื่องนี้ และระงับการลงทะเบียนนักเตะของฟรายเยอร์ส 

“พวกเขาพยายามซื้อเขาในช่วงท้ายฤดูกาล พวกเขาพาเขาไปทดสอบฝีเท้า และบอกว่าไม่สามารถจ่ายเงินให้ได้ และหลังจากนั้นเขาก็เซ็นกับ สตองดาร์ด ลีแอช ทันที” เฟอร์กูสันกล่าวกับ BBC 

“ผมคิดไว้แล้วว่าเขาจะไปท็อตแนม ตอนตลาดนักเตะเดือนมกราคม ลีกควรเข้ามาดูเรื่องนี้”
แต่สุดท้ายแล้ว ฟรายเยอร์ส ก็ได้ลงทะเบียน แต่ก็ทำผลงานไม่ได้เปรี้ยงปร้าง และค่อยๆ ลดชั้นลงไปเล่นในลีกล่าง และค้าแข้งอยู่กับสวินดอน ในลีกทูฤดูกาลนี้ 

เช่นเดียวกับ ยาร์นี แม้ว่าจะได้ย้ายไปเล่นให้ เรอัล มาดริด สมใจ แต่กองหลังชาวโครเอเชีย ก็ไม่สามารถแทรกตัวขึ้นมายึดตำแหน่งแบ็คซ้ายตัวจริงของทีมที่มี โรแบร์โต คาร์ลอส ขวางอยู่ได้ เขาอยู่กับมาดริด เพียงแค่ฤดูกาลเดียว และย้ายไป ลาส พาลมัส ก่อนจะปิดท้ายชีวิตนักเตะกับ พานาธิไนกอส ในปี 2002

สุดท้ายแล้วอาจจะไม่มีหลักฐานยืนยันว่าอะไรอยู่เบื้องหลังการย้ายทีมสุดประหลาดของยาร์นี มันอาจจะเป็นจังหวะบังเอิญ หรือเป็นความจงใจ หรืออะไรก็ตามแต่ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็เคยได้ชื่อว่าเป็นนักเตะ โคเวนทรี 

แม้จะไม่เคยลงเล่นให้กับสโมสรแม้แต่นัดเดียวก็ตาม

ไฉนเบาะรถแข่งถึงกลายเป็นเก้าอี้ม้านั่งสำรองในเกมฟุตบอล

สำหรับการเป็นนักกีฬา “ตัวสำรอง” คงเป็นหน้าที่ที่น้อยคนนักจะยินดียอมรับมันด้วยความเต็มใจ เพราะสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ในแต่ละเกมการแข่งขันก็คือ รอ… รอ… และเตรียมตัวเองให้พร้อมอยู่เสมอด้วยความหวังที่ว่า โอกาสที่จะพิสูจน์ตัวเองจะมาถึง แม้เป็นเพียงเสี้ยวเวลาสั้นๆ ก็ตาม

 

แน่นอน สิ่งหนึ่งที่มักจะเป็นเพื่อนแท้ของคนกลุ่มนี้อยู่เสมอนั่นก็คือ ม้านั่งสำรอง ที่สิงสถิตของพวกเขาที่ตั้งอยู่ข้างสนาม ถึงกระนั้น รูปลักษณ์ของมันก็มีมากมายหลายแบบ ตั้งแต่ไม้กระดานวางไว้เฉยๆ, เก้าอี้พลาสติก ไปจนกระทั่งเบาะหนังเหมือนที่ใช้ในรถแข่ง

และนั่นแหละที่นำมาซึ่งความสงสัยว่า เหตุใดสิ่งของที่่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับวงการมอเตอร์สปอร์ต ถึงกลายมาเป็นไอเทมสุดเท่ที่ช่วยเสริมสร้างความมีระดับในวงการฟุตบอลไปเสียได้?เบาะรถแข่ง

เหตุเกิดจากชายคนหนึ่ง

วิวัฒนาการ คือเรื่องที่ทำให้สิ่งต่างๆ มีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งเรื่องราวของม้านั่งสำรองในสนามฟุตบอลนั้นก็ไม่แตกต่างเช่นกัน 

เพราะจากยุคสมัยโบราณที่เป็นการนำไม้กระดานมาตอกยึดกับขาตั้งแบบง่ายๆ ม้านั่งสำรองก็ค่อยๆ มีพัฒนาการตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นการตอกไม้เพิ่มอีกชิ้นเพื่อให้สามารถนั่งพิงได้ จนถึงการนำเก้าอี้พลาสติก ที่หล่อขึ้นให้รองรับสรีระของคนมากขึ้นมาใช้

แต่ถึงจะมีการปรับเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในด้านดีไซน์ ทว่าบางสิ่งก็ยังคงเดิม เมื่อ แผ่นไม้, พลาสติก ตลอดจน โลหะ ก็ยังเป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมในการทำเป็นม้านั่งสำรองอยู่เสมอแทบไม่เปลี่ยน

ปัญหาก็คือ วัสดุแบบนี้มักจะมีความแข็งเฉพาะตัว จึงทำให้ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความสุขกับการนั่งบนอะไรที่แข็งๆ เป็นเวลานาน ยิ่งบุคคลนั้นมีปัญหาทางสุขภาพ ก็ยิ่งกลายเป็นความทรมานขึ้นอีก

ซึ่ง ฟรีเดิ้ล เราช์ กุนซือของ ไกเซอร์สเลาเทิร์น อดีตยักษ์ใหญ่แห่งฟุตบอลบุนเดสลีกา ลีกสูงสุดของเยอรมนี ในช่วงระหว่างปี 1993-96 ที่ประสบปัญหาบริเวณหลังมานานก็เป็นหนึ่งในนั้น …ฟรีเดิ้ล เราช์

แก้ปัญหาแบบนอกกรอบ

ปัญหา คือสิ่งที่ทุกคนต่างต้องประสบพบเจอในชีวิต ทว่าการจะแก้ปัญหาได้หรือไม่นั้น นอกจากความรู้ความสามารถที่มีแล้ว บางครั้ง ความกล้าที่จะพูดว่าปัญหาตรงนี้มันมีอยู่ ก็ถือเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

โชคดีที่ปัญหาสุขภาพของเราช์นั้นมีผู้รับฟัง และเรื่องดังกล่าวก็นำมาซึ่งการแก้ปัญหาที่หลายคนก็คาดไม่ถึง …

ช่วงเวลาเดียวกับที่เราช์เป็นกุนซือของทีมนั้น ทีมปีศาจแดงแห่งเบทเซ่นแบร์กมีบอร์ดบริหารอยู่คนหนึ่งชื่อ อูลริช พุทช์ส ซึ่งเขายังมีตำแหน่งที่สำคัญอีกอย่าง นั่นคือผู้ถือหุ้นของ เรคคาโร่ บริษัทผลิตเบาะรถแข่งอันดับ 1 ของโลก

เมื่อพุทช์สทราบข่าวถึงปัญหาสุขภาพของกุนซือ เขาจึงหาโอกาสไปพูดคุยด้วยทันที พร้อมกับเสนอทางแก้ปัญหาว่า “ในเมื่อบริษัทของผมก็ผลิตเบาะที่ใช้สำหรับรถแข่งที่เน้นความกระชับ แถมยังนั่งสบายเต็มหลังกว่าอยู่แล้ว เอางี้ เดี๋ยวผมจะส่งเบาะที่ว่ามาให้คุณใช้เป็นกรณีพิเศษ จะได้คุมเกมอย่างมีความสุขขึ้นกว่าเดิมมั้ยล่ะ?”

แน่นอน ทั้งตัวผู้จัดการทีมและสโมสรตอบรับข้อเสนอทันที เบาะรถแข่งหุ้มหนังสีแดง สกรีนโลโก้สโมสรและตัวอักษร RECARO จึงถูกนำมาติดตั้งอยู่ข้างๆ ม้านั่งสำรองที่มีอยู่แต่เดิมในปี 1994 เพื่อให้กุนซือได้ใช้โดยเฉพาะ ซึ่งหากจะมองอีกมุมก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การติดโลโก้ยี่ห้อเบาะลงไปด้วย มันก็เป็นการโฆษณากลายๆ จากผู้สนับสนุนที่อยู่ในบอร์ดบริหารของทีมนั่นแหละ

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม มันก็ได้สร้างความโดดเด่นเป็นที่กล่าวถึง รวมถึงกระตุกต่อมอยากได้ให้กับนักเตะในทีม ซึ่งอยากจะได้ที่นั่งข้างสนามที่ดีกว่าที่นั่งอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันกับเขาบ้าง

ไม่ใช่ปัญหา … เมื่อนักเตะขอมา สปอนเซอร์ใจดีอย่างเรคคาโร่ก็พร้อมจัดให้ พวกเขาจึงนำเบาะชุดใหญ่เข้ามาเปลี่ยนแทนที่ม้านั่งของเดิม แถมยังเสริมออปชั่นพิเศษให้กับเบาะของสมาชิกทุกคนในทีมเหย้า นั่นก็คือ ฮีทเตอร์ ที่ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับนักเตะในวันที่สภาพอากาศไม่เป็นใจอีกด้วย

 

สู่ “ของมันต้องมี”

นับแต่นั้นมา เบาะรถแข่งสุดเท่ แสนสบาย และโอบกระชับทุกสัดส่วน ก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นตรงม้านั่งสำรองของ ฟริตซ์ วอลเตอร์ สตาดิโอน จนอาคันตุกะที่มาเยือนเป็นต้องอิจฉาเมื่อได้มาเห็น รวมถึงสอบถามกับ ไกเซอร์สเลาเทิร์น ซึ่งใช้สนามแห่งนี้เป็นรังเหย้าว่า “ไปเอามาได้อย่างไร?”

นั่นทำให้ เรคคาโร่ เจ้าของไอเดียสุดบรรเจิดหัวกระไดไม่แห้งนับแต่นั้นเป็นต้นมา…

“หลายๆ ทีมถึงกับตะลึงเลยครับเมื่อรู้ว่า เรคคาโร่ทำเบาะเพื่อใช้นั่งตรงม้านั่งสำรองด้วย เพราะอย่างที่ทุกคนทราบ บริษัทของเรามีชื่อเสียงเรื่องการทำเบาะรถแข่งเป็นหลัก” ทิลแมน เชเฟอร์ ตัวแทนจากเรคคาโร่เปิดใจกับ Jalopnik สื่อสายยานยนต์ชื่อดัง

“นับแต่นั้นมา บริษัทของเราก็ต้องเปิดแผนกเพื่อรับออเดอร์พิเศษที่มีเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ไลน์ผลิตเบาะ เก้าอี้ในรูปแบบอื่นๆ ก็ตามมา ไม่เว้นแม้แต่เก้าอี้ของผู้โดยสารบนเครื่องบิน เช่นเดียวกับที่เราเองก็เริ่มเป็นสปอนเซอร์ให้กับทีมฟุตบอลต่างๆ มากขึ้นตามไปด้วย … เอาเป็นว่าในยุโรปเนี่ย เราคือเบอร์ 1 ทางด้านนี้เลยล่ะครับ”เบาะรถแข่ง1

สิ่งที่เชเฟอร์พูดไม่ได้ผิดจากความจริงเลยแม้แต่น้อย เพราะทางเรคคาโร่เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีสนามฟุตบอลกว่า 100 แห่งทั่วโลกที่มอบหมายให้พวกเขาทำเก้าอี้สำหรับม้านั่งสำรอง ไม่ว่าจะเป็นทีมในเยอรมนีอย่าง เฟาเอฟเบ สตุ๊ดการ์ท และ สตุ๊ดการ์ท คิกเกอร์ส สองทีมประจำเมืองบ้านเกิดของแบรนด์, แอร์เบ ไลปซิก ตลอดจน โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ … แต่ผลงานที่ทำให้พวกเขาภาคภูมิใจมากที่สุด คงหนีไม่พ้นการที่โลโก้ RECARO ได้ไปปรากฎโฉมใน ซานติอาโก้ เบอร์นาเบว กับ อลิอันซ์ อารีน่า ในฐานะ ผู้สนับสนุนเก้าอี้ให้กับ เรอัล มาดริด และ บาเยิร์น มิวนิค ยอดทีมของยุโรปและของโลก

ไม่เพียงเท่านั้น เบาะรถแข่งของเรคคาโร่ยังได้ไปปรากฎโฉมในข้างสนามของกีฬาประเภทอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น บาสเกตบอล, แฮนด์บอล, เทนนิส รวมไปถึง เบสบอล ซึ่ง ฟูกุโอกะ ซอฟท์แบงค์ ฮอว์คส์ ทีมดังของญี่ปุ่นซึ่งเป็นหนึ่งในลูกค้าของเรคคาโร่ ไม่เพียงแต่จะนำเก้าอี้ไปติดตั้งบนม้านั่งสำรองเท่านั้น แต่ยังจัดวางอย่างโดดเด่นกลางอัฒจันทร์ เพื่อให้ผู้ชมที่โชคดีได้สัมผัสประสบการณ์แบบเดียวกับที่นักกีฬาอีกด้วย

ขณะเดียวกัน ความสำเร็จของเรคคาโร่ก็กลายเป็นการเปิดโลกให้กับบริษัทผู้ผลิตเบาะรถแข่งเจ้าอื่นๆ ให้หันมาจับตลาดด้านนี้ตาม จนทำให้เบาะสไตล์รถแข่งกลายเป็นสิ่งที่คุ้นตาของผู้คนทั่วไปมากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่วงการอีสปอร์ตส์ การแข่งขันเกมที่กลายเป็นกระแสใหม่ของโลกในปัจจุบันก็ยังหนีไม่พ้นด้วยเช่นกันหลายคนมักพูดเสมอว่า “ในวิกฤติ มีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ” แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วว่า ปัญหาสุขภาพของคนเพียงคนเดียว จะกลายเป็นคุณูปการให้นักกีฬาทั้งโลกมีคุณภาพชีวิตบนม้านั่งสำรองที่ดีขึ้น รวมถึงเป็นสิ่งดึงดูดให้แฟนกีฬาต้องเข้ามาเก็บภาพเป็นที่ระลึกในทุกวันนี้