ไขคำตอบผ่านวิทยาศาสตร์ ทำไมลูกทุ่มของ รอรี ดีแลป จึงอันตรายเทียบเท่าฟรีคิก?

ย้อนกลับไปเมื่อราว 10 ปีก่อน รอรี ดีแลป กองกลางของสโต๊ค ซิตี้ ทีมระดับกลางตารางของพรีเมียร์ลีก ได้สร้างปรากฎการณ์ขึ้นในวงการฟุตบอลอังกฤษ เมื่อสองมือของเขาอันตรายกว่าสองเท้าที่ใช้หวดฟุตบอลเสียอีก 

รอรี ดีแลป
ลูกทุ่มไกลของดีแลป เป็นหนึ่งในสิ่งที่หลายทีมต่างพากันหวาดกลัว ไม่ว่าจะทีมเล็กหรือทีมใหญ่ ต่างถูกลูกทุ่มของดาวเตะชาวไอริชเล่นงานกันแบบโงหัวไม่ขึ้น จนมีส่วนสำคัญที่ทำให้สโต๊ค โลดแล่นอยู่บนลีกสูงสุดเกือบครึ่งทศวรรษ ตอนที่เขาอยู่ที่นั่น  

อะไรที่ทำให้มันกลายเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพ เทียบเท่า (หรือบางทีอาจจะมากกว่า) ฟรีคิกและเตะมุม ร่วมหาคำตอบไปพร้อมกับเรา

พูลิสบอล 

หากพูดถึงสไตล์การเล่นของฟุตบอลอังกฤษดั้งเดิม ภาพจำของพวกเขาคือฟุตบอลที่เน้นการเล่นแบบไดเร็คต์ เข้าทำด้วยลูกโด่งที่อาศัยปีกที่คล่องแคล่ว โยนให้กองหน้าที่มีรูปร่างสูงใหญ่ทำประตู 

แม้ว่าในช่วงหลังรูปแบบการเล่นจะพัฒนาตามยุคสมัย โดยเฉพาะทีมในยักษ์ใหญ่ในพรีเมียร์ลีก ที่ได้รับอิทธิพลจากโค้ชต่างชาติ แต่สำหรับทีมกลางตารางลงไป กลยุทธ์แบบนี้ยังมีความสำคัญ และเป็นหนึ่งในแทคติกที่ใช้ต่อกรกับพวกบิ๊กเนม 

หนึ่งในนั้นก็คือ สโต๊ค ซิตี้ ภายใต้การคุมทัพของ โทนี พูลิส ที่เข้ามาคุมทีมเป็นคำรบสองในฤดูกาล 2006/07 ในสมัยที่ทีมยังอยู่ในเดอะ แชมเปียนชิพ ก่อนจะพาช่างปั้นหม้อเลื่อนชั้นด้วยตำแหน่งรองแชมป์ในฤดูกาลถัดมา 

สไตล์การเล่นของเขาเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ “พูลิสบอล” มักจะมากับแผน 4-4-2 ยามไม่มีบอลเขาจะสั่งให้ผู้เล่นถอยลงต่ำ และอยู่กันเป็นแผง เป็นรูปแบบที่รัดกุม เพื่อให้เหลือพื้นที่ระหว่างกองกลางและกองหลังน้อยที่สุด

แผนของเขาบีบให้คู่แข่งต้องใช้ปีก และครอสบอลเข้ามา ซึ่งพูลิส ก็เชื่อมือในแนวรับที่สูงใหญ่ของเขา ที่นำโดย ไรอัน ชอว์ครอส อดีตเด็กปั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มีส่วนสูง 191 เซนติเมตร จะจัดการเอาไว้ได้ทั้งหมด 

ส่วนในเกมรุก สโต๊คของพูลิส จะเล่นบอลสไตล์สาดยาว โดยใช้กองหน้ารูปร่างสูงใหญ่ หากเจอกับทีมที่รับมือกับลูกโยนได้ดี บางครั้งเขาจะใช้กองหน้าตัวที่สามที่เล่นเป็นกองกลางคนที่สี่ตอนที่ไม่ได้ครองบอล เป็นตัวสอดแทรกเข้าไปทำประตู  และกุญแจสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับรูปแบบการเล่นนี้ก็คือ รอรี ดีแลป 

ดีแลป ไม่ได้เป็นนักเตะโนเนม เขาเริ่มโด่งดังมาตั้งแต่สมัยค้าแข้งให้กับ ดาร์บี เคาน์ตี และ เซาธ์แฮมป์ตัน แต่เขาเป็นนักเตะประเภทความชั่วไม่มีความดีไม่ปรากฎ จึงไม่ได้รับการพูดถึงมากนักก่อนหน้านั้น 

เขาย้ายมาร่วมทีมสโต๊คครั้งแรกในปี 2006 ด้วยสัญญายืมตัว หลังต้องตกเป็นส่วนเกินในทีม ซันเดอร์แลนด์ ของ รอย คีน และเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด หลังลงเล่นให้ทีมไปเพียงแค่ 2 นัด เขาดันบาดเจ็บหนักขาหัก 2 ท่อนจากการเข้าปะทะ จนต้องพักยาวจนจบฤดูกาลtony-pulis

อย่างไรก็ดี แม้ว่าเขาจะมีอาการบาดเจ็บ จนต้องส่งตัวกลับทีมเก่า แต่ พูลิส ก็ตัดสินใจเซ็นสัญญาดึงตัวดีแลปมาเล่นให้สโต๊คเป็นการถาวร ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าเขาจะใช้งานนักเตะคนนี้อย่างไร 

และดีแลป ก็ไม่ทำให้ความเชื่อใจในตัวพูลิสต้องสูญเปล่า 

ลูกทุ่มป่วนพรีเมียร์ลีก 

ภายใต้การคุมทีมของ พูลิส ที่คงรูปแบบสไตล์การเล่นแบบโบราณ และเน้นการโยนโหม่ง ทำให้ ดีแลป เปลี่ยนสถานะจากนักเตะทั่วไป กลายมาเป็นนักเตะที่ขาดไม่ได้ของสโต๊ค เขาลงเล่นไป 44 เกมจาก 46 นัดในฤดูกาล 2007/08 ช่วยให้ทีมคว้ารองแชมป์เดอะ แชมเปียนชิพ พร้อมได้สิทธิ์เลื่อนชั้น 

และเพียงฤดูกาลแรกในพรีเมียร์ลีก เขาก็สถาปนาตัวเอง ขึ้นมาเป็นตัวสร้างเกมของสโต๊ค เขาไม่ได้เป็นนักเตะเท้าชั่งทอง แบบ เดวิด เบ็คแคม หรือปีกจอมลากเลื้อย แบบ สตีฟ แม็คมานามาน แต่อดีตแชมป์พุ่งแหลนระดับเยาวชน มีการทุ่มบอลที่ทรงพลัง และแม่นราวกับมีเรดาร์ 

เขามีส่วนร่วมกับทั้ง 7 ประตูที่สโต๊คทำได้ในเดือนแรกของฤดูกาล 2008/09 และอีกหลายประตูในฤดูกาลนั้น จนลูกทุ่มไกลของดีแลป กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงเกือบทุกสัปดาห์ ทุกครั้งที่ทีมได้ทุ่ม เด็กเก็บบอลจะโยนผ้าขนหนูให้กับดีแลป เขาจะเช็ดบอลให้แห้ง ส่งผ้าคืน แล้วทุ่มเข้าไป และต่อจากนั้นก็คือประตู

“ถ้าทำได้ถูกต้อง ไม่มีทางที่จะป้องกันมันได้ ไม่ต้องสนใจว่าจะเจอกับทีมอะไร มันต้องได้ผล หากผมได้ทำในระยะทำการ” ดีแลปกล่าวกับ The Independent 

ในชัยชนะนัดแรกของฤดูกาล ที่เอาชนะ แอสตัน วิลลา อย่างสนุก 3-2 ก็มีส่วนมาจากเขา ประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ หลังโดนวิลลา ตีเสมอในนาทีที่ 84 ก็มาจากจังหวะที่ ดีแลปทุ่มไกลให้ มามาดี ซิดิเบ โหม่งเข้าไป 

หรือในเกมพบ เอฟเวอร์ตัน แม้จะต้องพบกับความพ่ายแพ้ 2-3 แต่เขาก็ทำให้ ทิม ฮาเวิร์ด ผู้รักษาประตูของคู่แข่งต้องหัวปั่นตลอดทั้งเกม เมื่อทั้งสองประตูที่ได้มา มีจุดเริ่มต้นจาก ดีแลป ด้วยกันทั้งสิ้น 

โดยลูกแรก ฮาเวิร์ด ตัดสินใจพลาด ออกไปชกบอลของดีแลปที่ทุ่มเข้ามา ก่อนที่จะโดน เซยี โอโลฟินยานา ยิงสวนเข้าไป ส่วนอีกลูกมาจากจังหวะที่นายทวารทีมชาติสหรัฐอเมริกา กำลังสับสน ปักหลักอยู่ในเส้น แล้วบีบให้ ฟิล จากิลกา ไปโหม่งเคลียร์ แต่โชคร้ายมันกลับเข้าประตูตัวเอง 

“เขาเหมือนกับมนุษย์เครื่องยิงหนังสติ๊ก” เดวิด มอยส์ กุนซือของเอฟเวอร์ตัน ให้สัมภาษณ์หลังเกมที่โดนลูกทุ่มของดีแลปเล่นงาน 

แต่ในเกมพบอาร์เซนอล ก็สามารถพิสูจน์ว่าลูกทุ่มของดีแลป ใช้ได้ผลกับทุกทีม ซึ่งก่อนแข่ง อาร์เซน เวนเกอร์ กุนซือของทัพปืนใหญ่ยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้ตื่นตระหนกกับเรื่องนี้มาก แถมยังเย้ยหยันว่า สโต๊ค คงจะทำประตูจากรูปแบบนี้ได้ไม่บ่อย 

แต่หลังเกมกลับตรงกันข้าม เมื่อสโต๊คเป็นฝ่ายเฉือนเอาชนะไปได้ 2-1 แถมทั้งสองประตูยังมาจากลูกทุ่มไกลของ ดีแลป ที่ทำให้เวนเกอร์ออกมายอมรับในอาวุธพิเศษนี้โดยดุษฏี 

ลูกแรกเขาทุ่มไกลไปให้ ริคาร์โด ฟุลเลอร์ ที่เบียดเอาชนะ โคโล ตูเร โหม่งเช็ดเข้าไป ส่วนอีกลูกเขาทุ่มไกลไปเข้าหัว ชอว์ครอส โหม่งเช็ดให้ โอโลฟินยานา โถมใช้ร่างกายกระแทกบอลสวนตัว มานูเอล อัลมูเนีย นายด่านของอาร์เซนอล ตุงตาข่าย 

“มันยากที่จะป้องกันเพราะบอลมาในแนวราบ มันพุ่งมาเหมือนกับลูกธนู ดังนั้นมันจึงยากที่จะซ้อมป้องกันในการฝึกซ้อม เพราะไม่ใช่ว่าจะหาใครซักคนที่ทำแบบนี้ได้ง่ายๆ” เวนเกอร์กล่าวหลังเกม  

นับตั้งแต่นั้น ลูกทุ่มของดีแลป กลายเป็นปรากฎการณ์ของพรีเมียร์ลีกอีกหลายฤดูกาล Soccer Saturday รายการสดฟุตบอลวันเสาร์ของ Sky Sports ถึงขั้นจ้าง ฟิล ธอมป์สัน อดีตนักเตะและผู้ช่วยโค้ช ลิเวอร์พูล มาเป็นคอมเมนเตเตอร์ลูกทุ่มโดยเฉพาะ ทุกครั้งที่ดีแลปทุ่มลูก สัญญาณจะตัดมาที่เขา ในขณะที่ เวนเกอร์ ถึงขั้นเสนอให้เตะบอลจากข้างสนามแทนการทุ่มเมื่อลูกบอลออกข้าง 

หลายทีมพยายามจะหยุดอาวุธอันตรายลูกนี้ หลุยส์ เฟลิเป สโคลารี กุนซือของเชลซีในตอนนั้น ถึงขั้นสั่งห้ามผู้รักษาประตูออกมาตัดบอล หรือในเกมพบ ฮัลล์ ซิตี้ ในเดือนพฤศจิกายน 2008 โบอาซ มายฮิลล์ ผู้รักษาประตูคู่แข่ง ตัดสินใจเตะบอลออกหลังตอนโดนกดดันแทนที่จะเตะออกข้าง ยอมเสียเตะมุม ดีกว่าเสียลูกทุ่มให้กับดีแลป

หรือในเกมพบกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในเดือนมีนาคม 2010 เวสต์แฮมเจ้าบ้าน ถึงขั้นขยับป้ายโฆษณาข้างสนามเข้ามา เพื่อให้ ดีแลป มีพื้นที่น้อยลง แต่เหมือนจะไม่ได้ผล เมื่อเขายังสามารถทุ่มเข้าไปในกรอบ 6 หลาได้อย่างง่ายดายทั้งเกม 

แถมแผนขยับป้ายโฆษณายังส่งผลเสียต่อเวสต์แฮมเอง เมื่อประตูโทนในเกมนั้นมาจากจังหวะที่ จูเลียง โฟแบร์ มีพื้นที่ทุ่มบอลจำกัดจนทุ่มเสีย ก่อนที่บอลจะกลับไปหา ฟูลเลอร์ กองหน้าสโต๊ค ลากเลื้อยเข้าไปยิงประตูชัย 

“ผมคิดว่าเขาเล่นบอลด้วยมือดีกว่าด้วยเท้าเสียอีก มันมหัศจรรย์มาก ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต 10 เมตรจากแดนกลาง เด็กคนนี้เอาบอลเข้าไปในพื้นที่ได้ บางทีมันอาจจะไม่ใช่ฟุตบอลที่สวยงาม แต่มันมีประสิทธิภาพ” สโคลารีกล่าวกับ The Guadian 

ดีแลป กลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ สโต๊ค รอดพ้นจากการตกชั้นในฤดูกาลแรกบนพรีเมียร์ลีก ด้วยการจบในอันดับ 12 ของตาราง และมีส่วนช่วยให้ทีมโลดแล่นอยู่บนลีกสูงสุด ในอีก 3 ฤดูกาลต่อจากนั้น เขากลายเป็นอาวุธ ที่ยากเกินกว่าจะรับมือ 

อย่างไรก็ดี ดีแลป ไม่ใช่คนเดียวที่ทุ่มไกลได้ แต่อะไรที่ทำให้ให้ลูกทุ่มของเขาทรงประสิทธิภาพต่างจากคนอื่นรอรี ดีแลป

องศาและวิถีที่ต่างกัน 

อันที่จริงการทุ่มไกลของดีแลป ไม่ได้เป็นความลับอะไรมากมาย เขาเคยเล่นในลักษณะนี้มาก่อน ในสมัยค้าแข้งกับ เซาธ์แฮมป์ตัน และดาร์บี แถมเขาก็ไม่ใช่คนแรกที่เล่นลูกทุ่มไกล เพราะก่อนหน้านั้น เคยมีนักเตะในอดีตที่โดดเด่นในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น เดฟ ชัลลินอร์ หรือ แอนดี เล็กก์ 

แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้ลูกทุ่มของดาวเตะชาวไอริชต่างไปจากคนอื่นคือระยะและความเร็วในการทุ่ม ดีแลป สามารถทุ่มได้ไกลถึง 30-40 เมตร และเฉลี่ย 38 เมตร โดยลูกบอลมีความเร็วถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จนมันกลายเป็นอาวุธที่เล่นงานคู่แข่งไม่ต่างจากฟรีคิก 

“ลูกทุ่มของผมแรงอยู่นะ แต่ผมคิดว่าไม่มีใครในลีกที่ทุ่มได้เหมือนเขา” มาริโอ เมลช็อต อดีตแบ็คจอมทุ่มไกลของเชลซีกล่าวกับ Sky Sports  “มันคือหนึ่งในนรกของลูกทุ่มสำหรับคู่แข่ง มันคืออาวุธที่สุดยอดที่เขามี”

การทุ่มของดีแลป มีเทคนิคคือเขาจะใช้วิธีเพิ่มแรงเหวี่ยงในการทุ่ม โดยก้าว 4 ก้าวจากป้ายโฆษณา แล้วก้าวยาวๆ อีกหนึ่งก้าว จากนั้นวางเท้าหน้าให้มั่นคง เพื่อให้แรงเหวี่ยงทั้งหมดมาอยู่ข้างหน้า ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มความเร็วตอนปล่อยบอล 

และเพื่อให้บอลถึงที่หมายได้เร็วขึ้น เขาใช้วิธีทุ่มบอลให้ออกไปในวิถีราบ โดยปล่อยบอลออกไปให้ได้มุม 20-35 องศา เนื่องจากกล้ามเนื้อแขนและหลัง จะจัดเรียงกันจนสามารถดึงพลังสูงสุดออกมาในองศานี้ แถมยังเป็นการเพิ่มความเร็วและระยะอีกด้วย 

นอกจากนี้ลักษณะการปล่อยบอล ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการทุ่มของดีแลป การทุ่มบอลในวิถีราบของเขา ทำให้ลูกติดแบ็คสปิน และเกิดการต้านแรงโน้มถ่วง ทำให้บอลสามารถเดินทางไปถึงที่หมายได้เร็วขึ้น แม้จะปล่อยบอลออกมาในองศาที่ต่ำก็ตาม 

สำหรับการทุ่ม พูลิส กุนซือของสโต๊ค ต้องการให้บอลเดินทางเป็นแนวราบให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เนื่องจากทำให้กองหลังคู่แข่งเคลียร์บอลยาก และดีแลป ก็ตอบโจทย์นี้ โดยเขาจะเล็งไปที่นักเตะที่สูงเกินกว่า 6 ฟุตที่ยืนอยู่ด้วยกัน 

“ลูกทุ่มนี้สร้างปัญหาหลายอย่าง (สำหรับคู่แข่ง) ผมคิดว่าเพราะมันเคลื่อนที่ไปในแนวราบ มันไม่ได้ลอยโด่งไปในอากาศ เขาทุ่มไปในแนวราบ และกองหลังจึงลำบากในการเก็บบอล” พูลิส ให้ความเห็นกับ Sunday World

นอกจากนี้ ด้วยการที่มันเป็นลูกทุ่ม ทำให้บางครั้งมันอันตรายกว่าลูกฟรีคิกหรือเตะมุม ไม่ว่าจะเป็นการใช้กล้ามเนื้อที่น้อยกว่า ทำให้สามารถควบคุมความแม่นยำได้มากกว่า หรือการมีอิสระในการเล่น เนื่องจากไม่ต้องกังวลว่าจะล้ำหน้า 

“คุณไม่สามารถล้ำหน้าได้จากลูกทุ่ม ดังนั้นผู้เล่นเกมรุกจึงสามารถเข้าไปออกันในกรอบหกหลา” ลี ดิ๊กซัน อดีตกองหลังของอาร์เซนอล วิเคราะห์ในคอลัมน์ของ BBC   

“เพราะฟรีคิกเริ่มต้นจากบอลบนพื้น หมายความว่ามันจะมีแนวโค้งตามธรรมชาติ ที่จะต้องผ่านกองหลังตัวแรก แต่ลูกทุ่ม เริ่มต้นจากความสูง 6 ฟุต มันคือมุมและวิถีของดีแลป ที่ทำให้มันมีพลัง” 

“ผมไม่เคยเห็นใครที่มีลูกทุ่มเหมือนดีแลปมาก่อน ผมเคยทุ่มไกล และฝึกฝนมัน แต่ผมทำได้แค่เข้าไปในกรอบเขตโทษ เพอร์รี โกรฟ เพื่อนร่วมทีมของผมสามารถทุ่มไกลได้ มันดูเหมือน เดฟ ชัลลินอร์ และ แอนดี เล็กก์ ทำ แต่ไม่เหมือนดีแลปเลย ลูกทุ่มไกลส่วนใหญ่มักจะเป็นแนวโค้ง ในขณะที่ดีแลป วิ่งเป็นแนวเหมือนฟรีคิก แต่มันอันตรายกว่านั้น”

แต่มีเกิดก็มีดับ ลูกทุ่มของดีแลป สร้างปรากฎการณ์ในพรีเมียร์ลีกได้อีกเพียงไม่กี่ฤดูกาล ก็ค่อยๆ หายไป หลังสถานะของเจ้าตัวเปลี่ยนไป ด้วยอายุที่มากขึ้น เขาเป็นผู้เล่นคนสำคัญของสโต๊ค จนถึงฤดูกาล 2011/12 ก่อนจะกลายเป็นตัวสำรอง ได้ลงเล่นเพียงแค่นัดเดียวในฤดูกาลถัดมา ถูกปล่อยไปให้ บาร์นสลีย์ ใช้งาน และไม่ได้รับการต่อสัญญาเมื่อจบฤดูกาล

เขาย้ายไปค้าแข้งให้กับ เบอร์ตัน อัลเบียน ในลีกทูอยู่อีกครึ่งฤดูกาล ก่อนจะแขวนสตั๊ดช่วงปลายปี 2013 ด้วยวัย 38 ปี ปิดตำนานจอมทุ่มไกลแห่งพรีเมียร์ลีกไว้เพียงเท่านี้ โดยปัจจุบันเขาได้หวนกลับทีมเก่า มารับตำแหน่งโค้ชทีมชุดใหญ่ของสโต๊ค ตั้งแต่ปี 2018 

แต่ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน ลูกทุ่มของเขาจะยังอยู่ในความทรงจำ โดยเฉพาะแฟนพรีเมียร์ลีก แม้ว่าจะมีนักเตะจอมทุ่มไกลโผล่ขึ้นมาบนโลกฟุตบอลอีกสักกี่คน แต่ดีแลป ก็จะเป็นชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง 

เขาคือคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองจากนักเตะทั่วไป จนสามารถสร้างความสั่นสะเทือนไปทั้งวงการ แม้ว่าฟุตบอลของเขาอาจจะไม่สวยงาม และติดจะดูโบราณไปนิดหากเทียบกับยุคสมัย แต่มันก็เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพไม่แพ้นักเตะคนใด

การเอาชนะในช่องโหว่ของ “โรเบิร์ต ยาร์นี” ที่ทำให้แฟนโคเวนทรีช้ำใจ

เมื่อครั้งหนึ่งแบ็คซ้ายดาวเด่นจากฟุตบอลโลก 1998 มีชื่อเป็นนักเตะโคเวนทรี แต่ก็เพียงแค่ชื่อเท่านั้น 

 

หากเอ่ยถึง โรเบิร์ต ยาร์นี แฟนเกม วินนิ่ง อีเลฟเว่น ในยุคเก่า น่าจะรู้จักเขาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในภาค 3 ที่วางจำหน่ายในช่วงฟุตบอลโลก 1998 ที่ตัวเขามีค่าพลังโดดเด่น ทั้งที่เล่นในตำแหน่งกองหลัง ไม่ว่าจะเป็น ความเร็ว 9 พลังการยิง 8 และ การผ่านบอล 7 

จากผลดังกล่าว ทำให้เขามักถูกดันขึ้นไปเล่นกองหน้าบ่อยๆ และถูกนำไปเปรียบเปรยกับ โรแบร์โต คาร์ลอส แบ็คซ้ายชาวบราซิล ที่มีความเร็ว 9 เหมือนกัน และถูกเรียกว่า คาร์ลอส 2 

แถมบนโลกจริงในตอนนั้น ยาร์นี ก็ไม่ได้น้อยหน้าโลกจินตนาการ เมื่อเขาเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของทีมชาติโครเอเชีย ชุดคว้าอันดับ 3 ในฟุตบอลโลก 1998 

ผลงานดังกล่าว ทำให้หลังรายการนั้น ยาร์นี ได้มีโอกาสย้ายไปเล่นให้ โคเวนทรี สโมสรในพรีเมียร์ลีก ทว่า หลังจากนั้นไม่ถึงเดือน เขาก็ย้ายไปเล่นใน เรอัล มาดริด ยักษ์ใหญ่ของสเปนชนิดงงกันทั้งบาง โดยที่ไม่ได้เล่นให้พลพรรคสกายบลูแม้แต่เกมเดียว 

เกิดอะไรขึ้นในตอนนั้น? ร่วมติดตามไปเรา

โรเบิร์ต ยาร์นี่

นักเตะชุดประวัติศาสตร์ 

ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 โครเอเชีย มีสถานะเป็นเพียงประเทศเกิดใหม่ พวกเขาเพิ่งได้รับเอกราชเต็มตัว หลังประกาศแยกตัวมาจากยูโกสลาเวียในปี 1991 แต่หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็เริ่มสร้างชื่อในโลกฟุตบอล

ในปี 1996 โครเอเชียเริ่มสร้างเซอร์ไพรส์ ด้วยการทะลุเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศในศึกยูโร 1996 ที่อังกฤษ โดยสามารถเอาชนะ แชมป์เก่า เดนมาร์ก แต่จอดป้ายด้วยน้ำมือของ เยอรมัน ที่ต่อไปกลายเป็นแชมป์ในทัวร์นาเมนต์นั้น 

ก่อนที่ 2 ปี ต่อจากนั้น โลกจะได้รู้จักกับ “โครเอเชีย” เต็มตัว ในฟุตบอลโลก 1998 ที่ฝรั่งเศส

หลังได้รับเอกราชเพียง 7 ปี โครเอเชีย ก็ผ่านเข้ามาเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังคว้าอันดับ 2 ในรอบคัดเลือก ก่อนจะเอาชนะ ยูเครน ในรอบเพลย์ออฟด้วยสกอร์รวม 3-1  

พวกเขาเริ่มต้นในฟุตบอลโลกได้อย่างร้อนแรง ด้วยการคว้าชัย 2 นัดรวดในการพบกับ จาไมกา และ ญี่ปุ่น แม้นัดสุดท้ายจะพ่ายต่อ อาร์เจนตินา แต่ก็ยังเพียงพอที่จะเข้ารอบในฐานะอันดับ 2 ของกลุ่ม 

ความยอดเยี่ยมของพวกเขายังดำเนินต่อไปในรอบน็อคเอาท์ หลังเอาชนะ โรมาเนีย อย่างฉิวเฉียด 1-0 ในรอบ 16 ทีม ก่อนจะมาสร้างเซอร์ไพร์สถล่ม เยอรมัน 3-0 ชนิดหักปากกาเซียนในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ทะลุถึงรอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ 

อย่างไรก็ดี เทพนิยายโครเอเชียต้องหยุดเพียงเท่านั้น เมื่อต้องจอดป้ายในรอบรองชนะเลิศ หลังพ่ายต่อ ฝรั่งเศส เจ้าภาพ (และแชมป์โลกหลังจากนั้น) อย่างหวุดหวิด แต่สุดท้ายก็ยังคว้าอันดับ 3 มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ หลังเอาชนะ เนเธอร์แลนด์ ในนัดชิงที่ 3 

กุญแจความสำเร็จของพวกเขา นอกจากแรงขับทางการเมือง จากการเป็นประเทศเพิ่งประกาศเอกราช ก็คือการอุดมไปด้วยนักเตะฝีเท้าดี ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากทีมชาติยูโกสลาเวีย ชุดคว้าแชมป์ฟุตบอลเยาวชนโลก รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี เมื่อปี 1987 

นักเตะจากชุดดังกล่าวหลายคน ก้าวขึ้นมามาเป็นกำลังสำคัญของโครเอเชีย หลังการประกาศเอกราช และทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในฟุตบอลโลกครั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ดาเวอร์ ซูเคอร์ ดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์, ซโวนีเมียร์ โบบัน จอมทัพหมายเลข 10, อิกอร์ สติมัค แนวรับสุดแกร่ง หรือ โรเบิร์ต ยาร์นี แบ็คซ้ายความเร็วสูง 

ทำให้หลังฟุตบอลโลก นักเตะทีมชาติโครเอเชีย กลายเป็นนักเตะเนื้อหอม และได้รับความสนใจจากทีมในลีกยักษณ์ใหญ่ของยุโรป รวมไปถึง ยาร์นี ที่กำลังค้าแข้งกับ เรอัล เบติส ในลีกสเปนในตอนนั้น 

และมันก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานการย้ายตัวสุดพิลึกพิลั่นครั้งหนึ่งของโลกทีมโครเอเชีย

นักเตะโคเวนทรี 2 สัปดาห์ 

ฟอร์มของ ยาร์นี ในฟุตบอลโลก ถือว่าโดดเด่นไม่แพ้ผู้เล่นคนอื่น เขาคือตัวอันตรายทางฝั่งซ้ายของโครเอเชีย ด้วยความเร็วที่ว่องไว อีกทั้งมีลูกยิงไกลที่เป็นทีเด็ด และเคยฝากความชอกช้ำให้กับ เยอรมัน มาแล้ว

ทำให้หลังจบศึกฟุตบอลโลก เขาเป็นที่ต้องตาแก่หลายทีมในยุโรป ทว่าหนึ่งเดือนหลังทัวร์นาเมนต์ที่ฝรั่งเศส กองหลังวัย 29 ปีก็สร้างเซอร์ไพร์ส ด้วยการเซ็นสัญญากับ โคเวนทรี ที่จบในอันดับ 11 ของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 1997-98 

วันที่ 7 สิงหาคม 1998 ยาร์นี ย้ายไปร่วมทีมโคเวนทรี ด้วยค่าตัว 2.6 ล้านปอนด์ เขาเริ่มปรับตัวและสร้างความคุ้นเคยกับทีมใหม่ทันที ด้วยการเดินทางไปชมเกมนัดปรีซีซัน ที่โคเวนทรี ลงเตะนัดอุ่นเครื่องกับ เอสปันญอล จากสเปน 

ในตอนนั้นแฟนโคเวนทรี ต่างรู้สึกชื่นมื่น เพราะยาร์นี ถือเป็นหนึ่งในดาวเด่นจากเวิลด์คัพที่ฝรั่งเศส แถมค่าตัวเขาก็ไม่ได้แพงเกินไป การได้นักเตะระดับนี้มาร่วมทัพ น่าจะช่วยยกระดับทีมได้อีกไม่น้อย หลังเป็นเพียงแค่ทีมกลางตารางในซีซั่นก่อน

อย่างไรก็ตาม ฝันของพวกเขาก็ต้องสลายไปในชั่วพริบตา เมื่อในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา โคเวนทรี ช็อคแฟนบอลด้วยการประกาศว่า ยาร์นี จะย้ายไปร่วมทีมยักษ์ใหญ่แห่งลีกสเปนอย่าง เรอัล มาดริด ทั้งที่แบ็คซ้ายชาวโครเอเชีย ยังไม่ได้ลงสนามให้โคเวนทรี แม้แต่เกมเดียว 

“มีการเจรจา การทดสอบ ตลอดจนความเสี่ยงต่างๆ เกิดขึ้น แต่เราก็แฮปปี้กับผลลัพธ์” ไบรอัน ริชาร์ดสัน ประธานสโมสรโคเวนทรี กล่าวกับ Independent เมื่อปี 1998 

“เราน่าจะได้ตัวเขา แต่ตอนนี้ดูเหมือนเราจะได้เงินกลับมาให้สโมสร และเราก็กำลังมองหาผู้เล่นที่มีลักษณะคล้ายกัน เพื่อทีมของเรา” 

แต่ไม่ใช่สำหรับแฟนบอลโคเวนทรี สิ่งนี้สร้างความชอกช้ำและความงุนงงให้พวกเขา แม้ว่าสโมสรจะได้กำไรจากการขายยาร์นี ให้มาดริด เป็นเงินราว 750,000 ปอนด์ แต่มันก็ไม่คุ้มเลย กับการเสียผู้เล่นระดับนี้ไป แถมไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้นักเตะแบบนี้อีกเมื่อไร 

นอกจากนี้ พวกเขาก็รู้สึกคลางแคลงใจกับวิธีการย้ายทีมของแข้งป้ายแดง ที่กลายเป็นอดีตผู้เล่นของทีมภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ 

ครอบครัวต้องมาก่อน 

“โคเวนทรี ซิตี้ ขาย โรเบิร์ต ยาร์นี ที่ไม่เคยเล่นให้พวกเขา ด้วยค่าตัว 3.35 ล้านปอนด์ให้เรอัล มาดริดในวันนี้ พวกเขาได้กำไร 750,000 ปอนด์ จากดับเบิ้ลดีลสุดแปลก” Independent ระบุในบทความสรุปการซื้อขายในวันที่ 20 สิงหาคม 1998 

“ยาร์นี บรรลุข้อตกลงกับซิตี้ หลังสโมสรจ่ายเงิน 2.6 ล้านปอนด์ให้ เรอัล เบติส แต่หลังจากกลับไปสเปน เขาก็เปลี่ยนใจ และตัดสินใจย้ายไปอยู่กับ เรอัล มาดริด” 

ยาร์นี ชี้แจงว่า เหตุที่เขาเปลี่ยนใจไม่มาเล่นในอังกฤษ และย้ายไปเล่นให้ เรอัล มาดริด ทั้งที่เพิ่งเซ็นสัญญากับ โคเวนทรี เป็นเพราะปัญหาทางครอบครัว เนื่องจากภรรยาไม่แฮปปี้กับการย้ายมาอยู่ในเมืองผู้ดี 

นอกจากนี้จากการที่ลูกสาวตัวน้อยของเขา กำลังเข้าเรียนชั้นประถมในแดนกระทิง ก็เป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้อดีตแบ็คซ้ายโครเอเชีย เปลี่ยนใจที่จะใช้ชีวิตที่สเปนต่อ แม้จะช็อกหัวใจแฟนบอลโคเวนทรีก็ตาม 

“กอร์ดอน สตรัคคัน อยากเซ็นผมมาที่โคเวนทรี เขาชอบแนวทางการเล่นของผม ชอบผลงานของผมที่ลีกสเปน และทีมชาติ แต่หลังจากได้รับข้อเสนอที่มาดริด ผมก็ตัดสินใจเซ็นสัญญากับพวกเขาแทน” ยาร์นีกล่าวกับ Herald เมื่อปี 2013 

“ผมไม่ได้พูดว่าเป็นการตัดสินใจของภรรยา แต่มันคือการตัดสินใจของครอบครัว ครอบครัวของผมไม่เห็นด้วยที่จะย้ายไปอังกฤษ เรามีลูกเล็ก ลูกสาวของผมก็เรียนอยู่ชั้นประถมที่สเปน และเราก็เตรียมตัวที่จะอยู่ที่นั่น แทนที่จะย้ายไปอังกฤษ”

“ผมไม่โกหกแน่นอน ตอนที่ผมบอกสตรัคคัน เขาก็เข้าใจ”  

อย่างไรก็ดี แม้ยาร์นี จะออกมายืนยันในเรื่องนี้ แต่ก็มีข่าวลือและทฤษฎีสมคบคิดมากมายเกี่ยวกับการย้ายทีม 2 ครั้งซ้อนของเขา หนึ่งในนั้นคือการที่โคเวนทรี ทำหน้าที่เป็นเพียงสโมสรบุคคลที่ 3 ที่ทำให้การย้ายทีมของเขาไปเรอัล มาดริด ลุล่วง 

แน่นอนว่าหลังฟุตบอลโลก 1998 ยาร์นีกลายเป็นแข้งเนื้อหอม และโคเวนทรีก็ไม่ใช่ทีมเดียวที่สนใจในตัวเขา ก่อนหน้านั้นคือ มาดริด ที่ยื่นซื้อตัวเขาเป็นทางการก่อนพลพรรค “สกายบลู” เสียอีก 

ทว่า เรอัล เบติส กลับปฏิเสธข้อเสนอ มาดริด เนื่องจากไม่อยากขายให้คู่แข่งร่วมลีก แต่เพราะนักเตะ เหลือสัญญากับทีมเพียงแค่ปีเดียว ทำให้ เบติส เอง ก็จำเป็นต้องขายนักเตะไปจากทีม เพียงแค่ไม่ใช่สโมสรในลาลีกา ก่อนที่ โคเวนทรี จะยื่นข้อเสนอเข้ามาและตกลงกันได้หลังจากนั้น 

มันจึงมีข้อสันนิษฐานว่า เรอัล มาดริด อาจจะใช้โคเวนทรี เป็นสโมสรตัวกลาง และเป็นเหตุผลว่านักเตะดังอย่างยาร์นี ทำไมจึงย้ายมาอยู่กับ โคเวนทรี สโมสรที่ไม่ได้มีชื่อชั้นอะไรในตอนแรก ก่อนที่จะย้ายไปเล่นให้ทีมยักษ์ใหญ่อย่างมาดริดในทันที 

สิ่งที่มาสนับสนุนเรื่องนี้คือ หลังประกาศเปิดตัวกับ โคเวนทรี ยาร์นี ไม่มีทีท่าที่จะย้ายมาอยู่ในอังกฤษเลย เขายังคงให้ลูกสาวเรียนต่อชั้นประถมที่สเปน บวกกับการที่ภรรยาไม่แฮปปี้กับการมาใช้ชีวิตที่ มิดแลนด์

และจากคำกล่าวอ้างของ มาร์ค โคมาสกี และ เอียน เนียโลโปลุส แฟนบอลโคเวนทรี ที่มีโอกาสได้เจอยาร์นี ขณะร่วมทีม ฮีโร่ส์ ออฟ วอเตอร์ลู ทีมในซันเดย์ลีก ที่เดินทางไปเตะนัดกระชับมิตรกับทีม ไฮจ์ดุค สปลิต XI ถึงโครเอเชีย เมื่อปี 2013 ก็ทำให้ทฤษฎีนี้มีน้ำหนักขึ้น 

“เราถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้นที่โคเวนทรี แต่เขาพยายามบอกปัดและบอกว่าไม่ขอคอมเมนต์อะไร แต่เขาก็ยิ้มแบบมีเลศนัย” มาร์ค กล่าวหลังทีมของเขาบุกไปพ่าย 4-1 

“เขาเป็นคนนิสัยดีจริงๆ และพยายามทำให้มันเป็นเรื่องตลก แต่เราก็เดาได้ว่าข่าวลือมันเป็นจริง เพราะตอนนั้นเบติส ก็ไม่อยากขายเขาให้เรอัล มาดริด โดยตรงจริงๆ” 

อย่างไรก็ดี ยาร์นี ไม่ใช่นักเตะคนสุดท้ายที่เคยเกิดข้อพิพาทลักษณะนี้

เซกี ฟรายเยอร์ส 

ในปี 2012 เซกี ฟรายเยอร์ส แบ็คซ้ายดาวรุ่งชาวอังกฤษ ที่กำลังจะหมดสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้รับความสนใจจาก ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ เพื่อนร่วมลีก จนขนาดชวนไปซ้อมกับทีมหลังหมดสัญญา

แต่จากกฎของฟุตบอลอังกฤษ นักเตะที่อายุไม่ถึง 23 ปี แม้จะหมดสัญญาแล้ว แต่ถ้าหากย้ายไปเล่นกับทีมในอังกฤษ สโมสรใหม่ก็ต้องจ่ายเงินชดเชยให้สโมสรเก่า ซึ่งเท่าไรนั้นตามแต่จะตกลงกัน

แต่ในตอนนั้นทั้งสเปอร์สและยูไนเต็ด ต่างตกลงตัวเลขสุดท้ายของมูลค่าเงินชดเชย ที่คาดว่าน่าจะมีมูลค่าราว 6 ล้านปอนด์ไม่ได้ ทำให้ สตองดาร์ด ลีแอช ทีมดังจากลีกเบลเยียม เป็นผู้หยิบชิ้นปลามัน เซ็นสัญญากับ ฟรายเยอร์ส และเสียเงินชดเชยให้ยูไนเต็ดเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเซกี ฟรายเยอร์ส

อย่างไรก็ดี ฟรายเยอร์ส อยู่กับลีแอช เพียงครึ่งฤดูกาล โดยลงเล่นไปเพียงแค่ 7 นัด ก่อนจะย้ายกลับมาเล่นในลีกอังกฤษกับสเปอร์ส ด้วยค่าตัวราว 3 ล้านปอนด์ในตลาดนักเตะหน้าหนาวปี 2013 

การย้ายทีมครั้งนี้ทำให้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือของแมนฯ ยูไนเต็ด ในตอนนั้นควันออกหู และตำหนิสเปอร์สว่าใช้ช่องโหว่ของกฎ ทำให้ทีมไม่ต้องเสียเงินจำนวนมาก ในการดึงตัวอดีตแข้งของเขาไปร่วมทีม 

“ผมผิดหวังกับท็อตแนม ผมคิดว่ามันคือการสร้างสถานการณ์อย่างโจ่งแจ้ง” เฟอร์กี้กล่าวกับ BBC เมื่อปี 2013 

อย่างไรก็ดี สเปอร์ส ก็ออกแถลงการณ์ว่า นี่ไม่ใช่การจัดฉาก แต่เป็นเพราะฟรายเยอร์ส หลุดออกจากแผนการทำทีมของผู้จัดการทีมคนใหม่ บวกกับการเป็นโรคโฮมซิค ทำให้เขาถูกขายออกจากทีม และสเปอร์ส ที่สนใจเขามาก่อนเป็นผู้ซื้อไป 

“เซกี สนุกกับช่วงเวลาที่สตองดาร์ด แต่พอสตองดาร์ดปลดผู้จัดการทีมในเดือนพฤศจิกายน เซกี ก็ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของผู้จัดการทีมคนใหม่ ที่ทำให้เขายอมรับและเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในฟุตบอล” แถลงการณ์ของสเปอร์สระบุ 

“โชคไม่ดีที่เรื่องนี้ บวกกับข้อเท็จจริงว่าเขารู้สึกคิดถึงบ้าน ทำให้เขาอยากกลับไปอังกฤษ”

ก่อนที่หลังจากนั้น ลีแอช จะออกมายืนยันอีกเสียงว่า ฟรายเยอร์ส มีอาการคิดถึงบ้านจริง ทำให้เมื่อ สเปอร์ส ยื่นข้อเสนอเข้ามา พวกเขาจึงเลี่ยงไม่ได้ที่ยอมรับข้อเสนอ เพื่อให้นักเตะได้กลับบ้านเร็วที่สุด 

“กองหลังดาวรุ่ง รู้สึกคิดถึงบ้านและมีปัญหาในการปรับตัวเมื่อต้องจากบ้านและครอบครัว ดังนั้น เมื่อสโมสรจากลอนดอนให้ความสนใจ เราเข้าใจสถานการณ์ และไม่คัดค้านการกลับอังกฤษของตัวนักเตะ” แถลงการณ์ของลีแอชอธิบาย 

แต่เซอร์ อเล็กซ์ ก็รู้สึกคลางแคลงใจในการย้ายทีมครั้งนี้ เขารู้สึกว่าสเปอร์สเล่นไม่ซื่อ และเรียกร้องให้พรีเมียร์ลีกเข้ามาตรวจสอบในเรื่องนี้ และระงับการลงทะเบียนนักเตะของฟรายเยอร์ส 

“พวกเขาพยายามซื้อเขาในช่วงท้ายฤดูกาล พวกเขาพาเขาไปทดสอบฝีเท้า และบอกว่าไม่สามารถจ่ายเงินให้ได้ และหลังจากนั้นเขาก็เซ็นกับ สตองดาร์ด ลีแอช ทันที” เฟอร์กูสันกล่าวกับ BBC 

“ผมคิดไว้แล้วว่าเขาจะไปท็อตแนม ตอนตลาดนักเตะเดือนมกราคม ลีกควรเข้ามาดูเรื่องนี้”
แต่สุดท้ายแล้ว ฟรายเยอร์ส ก็ได้ลงทะเบียน แต่ก็ทำผลงานไม่ได้เปรี้ยงปร้าง และค่อยๆ ลดชั้นลงไปเล่นในลีกล่าง และค้าแข้งอยู่กับสวินดอน ในลีกทูฤดูกาลนี้ 

เช่นเดียวกับ ยาร์นี แม้ว่าจะได้ย้ายไปเล่นให้ เรอัล มาดริด สมใจ แต่กองหลังชาวโครเอเชีย ก็ไม่สามารถแทรกตัวขึ้นมายึดตำแหน่งแบ็คซ้ายตัวจริงของทีมที่มี โรแบร์โต คาร์ลอส ขวางอยู่ได้ เขาอยู่กับมาดริด เพียงแค่ฤดูกาลเดียว และย้ายไป ลาส พาลมัส ก่อนจะปิดท้ายชีวิตนักเตะกับ พานาธิไนกอส ในปี 2002

สุดท้ายแล้วอาจจะไม่มีหลักฐานยืนยันว่าอะไรอยู่เบื้องหลังการย้ายทีมสุดประหลาดของยาร์นี มันอาจจะเป็นจังหวะบังเอิญ หรือเป็นความจงใจ หรืออะไรก็ตามแต่ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็เคยได้ชื่อว่าเป็นนักเตะ โคเวนทรี 

แม้จะไม่เคยลงเล่นให้กับสโมสรแม้แต่นัดเดียวก็ตาม

ไฉนเบาะรถแข่งถึงกลายเป็นเก้าอี้ม้านั่งสำรองในเกมฟุตบอล

สำหรับการเป็นนักกีฬา “ตัวสำรอง” คงเป็นหน้าที่ที่น้อยคนนักจะยินดียอมรับมันด้วยความเต็มใจ เพราะสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ในแต่ละเกมการแข่งขันก็คือ รอ… รอ… และเตรียมตัวเองให้พร้อมอยู่เสมอด้วยความหวังที่ว่า โอกาสที่จะพิสูจน์ตัวเองจะมาถึง แม้เป็นเพียงเสี้ยวเวลาสั้นๆ ก็ตาม

 

แน่นอน สิ่งหนึ่งที่มักจะเป็นเพื่อนแท้ของคนกลุ่มนี้อยู่เสมอนั่นก็คือ ม้านั่งสำรอง ที่สิงสถิตของพวกเขาที่ตั้งอยู่ข้างสนาม ถึงกระนั้น รูปลักษณ์ของมันก็มีมากมายหลายแบบ ตั้งแต่ไม้กระดานวางไว้เฉยๆ, เก้าอี้พลาสติก ไปจนกระทั่งเบาะหนังเหมือนที่ใช้ในรถแข่ง

และนั่นแหละที่นำมาซึ่งความสงสัยว่า เหตุใดสิ่งของที่่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับวงการมอเตอร์สปอร์ต ถึงกลายมาเป็นไอเทมสุดเท่ที่ช่วยเสริมสร้างความมีระดับในวงการฟุตบอลไปเสียได้?เบาะรถแข่ง

เหตุเกิดจากชายคนหนึ่ง

วิวัฒนาการ คือเรื่องที่ทำให้สิ่งต่างๆ มีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งเรื่องราวของม้านั่งสำรองในสนามฟุตบอลนั้นก็ไม่แตกต่างเช่นกัน 

เพราะจากยุคสมัยโบราณที่เป็นการนำไม้กระดานมาตอกยึดกับขาตั้งแบบง่ายๆ ม้านั่งสำรองก็ค่อยๆ มีพัฒนาการตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นการตอกไม้เพิ่มอีกชิ้นเพื่อให้สามารถนั่งพิงได้ จนถึงการนำเก้าอี้พลาสติก ที่หล่อขึ้นให้รองรับสรีระของคนมากขึ้นมาใช้

แต่ถึงจะมีการปรับเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในด้านดีไซน์ ทว่าบางสิ่งก็ยังคงเดิม เมื่อ แผ่นไม้, พลาสติก ตลอดจน โลหะ ก็ยังเป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมในการทำเป็นม้านั่งสำรองอยู่เสมอแทบไม่เปลี่ยน

ปัญหาก็คือ วัสดุแบบนี้มักจะมีความแข็งเฉพาะตัว จึงทำให้ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความสุขกับการนั่งบนอะไรที่แข็งๆ เป็นเวลานาน ยิ่งบุคคลนั้นมีปัญหาทางสุขภาพ ก็ยิ่งกลายเป็นความทรมานขึ้นอีก

ซึ่ง ฟรีเดิ้ล เราช์ กุนซือของ ไกเซอร์สเลาเทิร์น อดีตยักษ์ใหญ่แห่งฟุตบอลบุนเดสลีกา ลีกสูงสุดของเยอรมนี ในช่วงระหว่างปี 1993-96 ที่ประสบปัญหาบริเวณหลังมานานก็เป็นหนึ่งในนั้น …ฟรีเดิ้ล เราช์

แก้ปัญหาแบบนอกกรอบ

ปัญหา คือสิ่งที่ทุกคนต่างต้องประสบพบเจอในชีวิต ทว่าการจะแก้ปัญหาได้หรือไม่นั้น นอกจากความรู้ความสามารถที่มีแล้ว บางครั้ง ความกล้าที่จะพูดว่าปัญหาตรงนี้มันมีอยู่ ก็ถือเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

โชคดีที่ปัญหาสุขภาพของเราช์นั้นมีผู้รับฟัง และเรื่องดังกล่าวก็นำมาซึ่งการแก้ปัญหาที่หลายคนก็คาดไม่ถึง …

ช่วงเวลาเดียวกับที่เราช์เป็นกุนซือของทีมนั้น ทีมปีศาจแดงแห่งเบทเซ่นแบร์กมีบอร์ดบริหารอยู่คนหนึ่งชื่อ อูลริช พุทช์ส ซึ่งเขายังมีตำแหน่งที่สำคัญอีกอย่าง นั่นคือผู้ถือหุ้นของ เรคคาโร่ บริษัทผลิตเบาะรถแข่งอันดับ 1 ของโลก

เมื่อพุทช์สทราบข่าวถึงปัญหาสุขภาพของกุนซือ เขาจึงหาโอกาสไปพูดคุยด้วยทันที พร้อมกับเสนอทางแก้ปัญหาว่า “ในเมื่อบริษัทของผมก็ผลิตเบาะที่ใช้สำหรับรถแข่งที่เน้นความกระชับ แถมยังนั่งสบายเต็มหลังกว่าอยู่แล้ว เอางี้ เดี๋ยวผมจะส่งเบาะที่ว่ามาให้คุณใช้เป็นกรณีพิเศษ จะได้คุมเกมอย่างมีความสุขขึ้นกว่าเดิมมั้ยล่ะ?”

แน่นอน ทั้งตัวผู้จัดการทีมและสโมสรตอบรับข้อเสนอทันที เบาะรถแข่งหุ้มหนังสีแดง สกรีนโลโก้สโมสรและตัวอักษร RECARO จึงถูกนำมาติดตั้งอยู่ข้างๆ ม้านั่งสำรองที่มีอยู่แต่เดิมในปี 1994 เพื่อให้กุนซือได้ใช้โดยเฉพาะ ซึ่งหากจะมองอีกมุมก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การติดโลโก้ยี่ห้อเบาะลงไปด้วย มันก็เป็นการโฆษณากลายๆ จากผู้สนับสนุนที่อยู่ในบอร์ดบริหารของทีมนั่นแหละ

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม มันก็ได้สร้างความโดดเด่นเป็นที่กล่าวถึง รวมถึงกระตุกต่อมอยากได้ให้กับนักเตะในทีม ซึ่งอยากจะได้ที่นั่งข้างสนามที่ดีกว่าที่นั่งอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันกับเขาบ้าง

ไม่ใช่ปัญหา … เมื่อนักเตะขอมา สปอนเซอร์ใจดีอย่างเรคคาโร่ก็พร้อมจัดให้ พวกเขาจึงนำเบาะชุดใหญ่เข้ามาเปลี่ยนแทนที่ม้านั่งของเดิม แถมยังเสริมออปชั่นพิเศษให้กับเบาะของสมาชิกทุกคนในทีมเหย้า นั่นก็คือ ฮีทเตอร์ ที่ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับนักเตะในวันที่สภาพอากาศไม่เป็นใจอีกด้วย

 

สู่ “ของมันต้องมี”

นับแต่นั้นมา เบาะรถแข่งสุดเท่ แสนสบาย และโอบกระชับทุกสัดส่วน ก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นตรงม้านั่งสำรองของ ฟริตซ์ วอลเตอร์ สตาดิโอน จนอาคันตุกะที่มาเยือนเป็นต้องอิจฉาเมื่อได้มาเห็น รวมถึงสอบถามกับ ไกเซอร์สเลาเทิร์น ซึ่งใช้สนามแห่งนี้เป็นรังเหย้าว่า “ไปเอามาได้อย่างไร?”

นั่นทำให้ เรคคาโร่ เจ้าของไอเดียสุดบรรเจิดหัวกระไดไม่แห้งนับแต่นั้นเป็นต้นมา…

“หลายๆ ทีมถึงกับตะลึงเลยครับเมื่อรู้ว่า เรคคาโร่ทำเบาะเพื่อใช้นั่งตรงม้านั่งสำรองด้วย เพราะอย่างที่ทุกคนทราบ บริษัทของเรามีชื่อเสียงเรื่องการทำเบาะรถแข่งเป็นหลัก” ทิลแมน เชเฟอร์ ตัวแทนจากเรคคาโร่เปิดใจกับ Jalopnik สื่อสายยานยนต์ชื่อดัง

“นับแต่นั้นมา บริษัทของเราก็ต้องเปิดแผนกเพื่อรับออเดอร์พิเศษที่มีเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ไลน์ผลิตเบาะ เก้าอี้ในรูปแบบอื่นๆ ก็ตามมา ไม่เว้นแม้แต่เก้าอี้ของผู้โดยสารบนเครื่องบิน เช่นเดียวกับที่เราเองก็เริ่มเป็นสปอนเซอร์ให้กับทีมฟุตบอลต่างๆ มากขึ้นตามไปด้วย … เอาเป็นว่าในยุโรปเนี่ย เราคือเบอร์ 1 ทางด้านนี้เลยล่ะครับ”เบาะรถแข่ง1

สิ่งที่เชเฟอร์พูดไม่ได้ผิดจากความจริงเลยแม้แต่น้อย เพราะทางเรคคาโร่เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีสนามฟุตบอลกว่า 100 แห่งทั่วโลกที่มอบหมายให้พวกเขาทำเก้าอี้สำหรับม้านั่งสำรอง ไม่ว่าจะเป็นทีมในเยอรมนีอย่าง เฟาเอฟเบ สตุ๊ดการ์ท และ สตุ๊ดการ์ท คิกเกอร์ส สองทีมประจำเมืองบ้านเกิดของแบรนด์, แอร์เบ ไลปซิก ตลอดจน โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ … แต่ผลงานที่ทำให้พวกเขาภาคภูมิใจมากที่สุด คงหนีไม่พ้นการที่โลโก้ RECARO ได้ไปปรากฎโฉมใน ซานติอาโก้ เบอร์นาเบว กับ อลิอันซ์ อารีน่า ในฐานะ ผู้สนับสนุนเก้าอี้ให้กับ เรอัล มาดริด และ บาเยิร์น มิวนิค ยอดทีมของยุโรปและของโลก

ไม่เพียงเท่านั้น เบาะรถแข่งของเรคคาโร่ยังได้ไปปรากฎโฉมในข้างสนามของกีฬาประเภทอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น บาสเกตบอล, แฮนด์บอล, เทนนิส รวมไปถึง เบสบอล ซึ่ง ฟูกุโอกะ ซอฟท์แบงค์ ฮอว์คส์ ทีมดังของญี่ปุ่นซึ่งเป็นหนึ่งในลูกค้าของเรคคาโร่ ไม่เพียงแต่จะนำเก้าอี้ไปติดตั้งบนม้านั่งสำรองเท่านั้น แต่ยังจัดวางอย่างโดดเด่นกลางอัฒจันทร์ เพื่อให้ผู้ชมที่โชคดีได้สัมผัสประสบการณ์แบบเดียวกับที่นักกีฬาอีกด้วย

ขณะเดียวกัน ความสำเร็จของเรคคาโร่ก็กลายเป็นการเปิดโลกให้กับบริษัทผู้ผลิตเบาะรถแข่งเจ้าอื่นๆ ให้หันมาจับตลาดด้านนี้ตาม จนทำให้เบาะสไตล์รถแข่งกลายเป็นสิ่งที่คุ้นตาของผู้คนทั่วไปมากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่วงการอีสปอร์ตส์ การแข่งขันเกมที่กลายเป็นกระแสใหม่ของโลกในปัจจุบันก็ยังหนีไม่พ้นด้วยเช่นกันหลายคนมักพูดเสมอว่า “ในวิกฤติ มีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ” แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วว่า ปัญหาสุขภาพของคนเพียงคนเดียว จะกลายเป็นคุณูปการให้นักกีฬาทั้งโลกมีคุณภาพชีวิตบนม้านั่งสำรองที่ดีขึ้น รวมถึงเป็นสิ่งดึงดูดให้แฟนกีฬาต้องเข้ามาเก็บภาพเป็นที่ระลึกในทุกวันนี้

แข้งผู้เกือบไป ‘HOMELESS WORLD CUP’ ที่สร้างรอยด่างให้ ‘เฟอร์กี้’

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คือ ชายผู้ปราดเปรื่องในเรื่องของการบริหารคน และสามารถเลือกใช้นักฟุตบอลให้เหมาะสมกับวิธีการเล่นของทีมได้ การปั้นดินเป็นดาว ปั้นดาวรุ่งเป็นสตาร์ คือสิ่งที่ “เฟอร์กี้” มักทำให้เห็นมาโดยตลอด

แม้จะมีการซื้อขายที่ผิดพลาดบ้างแต่ก็ยังพอมองข้ามไปได้จากผลลัพธ์ระดับเเชมป์หลายโทรฟี่ แต่ไม่มีดีลไหนเลยที่จะคลาสสิกกลายเป็นเรื่องที่ฝังใจแฟนบอลจนถึงทุกวันนี้ นั่นคือการคว้า เบเบ้ นักเตะที่ไร้โปรไฟล์และเป็นปริศนามากที่สุดที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยจ่ายเงินเพื่อแลกตัวมา

หลังจากสิ้นยุค 3 ประสาน เวย์น รูนี่ย์, คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ คาร์ลอส เตเวซ เฟอร์กี้ ก็ต้องปวดหัวกับรอยโหว่ที่สร้างไว้เพราะ 2 รายหลังพากันย้ายออกไปอยู่กับทีมใหม่ด้วยเหตุผลของตัวเอง ตอนนี้ ยูไนเต็ด มีเพียง รูนี่ย์ ที่สามารถพลิกเกมได้ ดังนั้น เฟอร์กี้ ต้องการนักเตะเทคนิคดี ไปกับบอลได้ จบสกอร์เฉียบขาด ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าต้องเป็นนักเตะที่มีศักยภาพนำไปต่อยอดได้เพื่อจะเป็น “โรนัลโด้ คนต่อไป”

การให้ความไว้วางใจกับคนที่เคยทำงานด้วยกันทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าตัว เบเบ้ และเป็นการกระทบชิ่งทำให้พวกเขาพลาดคว้าตัว ฮาเมส โรดริเกซ และ เอแด็น อาซาร์ ในช่วงวัยรุ่น พวกเขาได้นักเตะอายุ 20 ปี มาร่วมทีมโดยที่ไม่เคยตามฟอร์มและเห็นสไตล์การเล่นด้วยตาตัวเองแม้แต่ครั้งเดียว โดยมีดีกรีเพียงแค่ได้ชื่อว่าเคยเกือบติดไปเเข่งขันรายการระดับเมเจอร์อย่าง “ฟุตบอลโลกของคนไร้บ้าน” มันยิ่งทำให้น่าสนใจเข้าไปอีกว่า อะไรดลจิตดลใจให้ ยูไนเต็ด กล้าจ่ายเงินถึง 7.4 ล้านปอนด์เพื่อคว้านักเตะรายนี้มาร่วมทีม

ไม่มีใครหาคำตอบที่แท้จริงได้ในเวลานั้น รู้แต่เพียงว่า เอมิเลียโน มาเชโด้ ประธานสโมสร วิตอเรีย กิมาไรส์ ตั้งโต๊ะแถลงขอบอกขอบใจคนเบื้องหลังอย่างเป็นเรื่องเป็นราวที่ทำให้ดีลนี้เกิดขึ้น “เราขอขอบคุณเอเย่นต์ของเขาจริงๆ ประเทศนี้เป็นหนี้เขามากมาย เขาจัดการนำเงินสดเข้ามาเป็นจำนวนมากมหาศาลเหมือนกับธุรกิจส่งออกไม่มีผิดเลย”

ในขณะที่คนขายยินดีปรีดาสุดชีวิต นี่คือเงินก้อนโตที่สุดที่พวกเขาเคยขายนักเตะได้ ทั่วโลกสงสัยแล้วว่า “ธิอาโก้ เบเบ้” ดาวเตะฟ้าประทานรายนี้คือใครกันแน่ เบเบ้

จุดต่ำสุด

เช้าวันหนึ่งที่เหมือนทุกๆ วันของโบสถ์คาธอลิก โชเซ่ เจา เจ้าของโบสถ์ กาซ่า โด กิอาโต้ ผู้อารีวัย 62 ปี กำลังทำกิจวัตรประจำวันของเขานั่นคือการปกครองและแก้ปัญหาให้กับเยาวชนชายอายุ 4-25 ปี ภายใต้การดูแลของเขาทั้ง 80 คน ซึ่งทั้งหมดมีชื่อเรียกใหม่เพื่อกันการสับสน และแน่นอนว่าหนุ่มใหญ่วัย 62 ปี คือผู้ตั้งชื่อใหม่ให้เด็กๆ เหล่านั้นเกือบทั้งหมด 

แม้จะดูไม่ใหญ่โตและสะดวกสบายแต่สถานที่แห่งนี้คือแหล่งพัฒนาเด็กกำพร้าข้างถนนให้เติบโตขึ้นพร้อมกับห่างไกลอบายมุขและกลายเป็นบุคลากรชั้นคุณภาพของประเทศ บาทหลวงเจา ดูแลที่แห่งนี้มายาวนานกว่า 30 ปี เขาเป็นเหมือนหัวเรือใหญ่ของเรือจ้าง ที่ทำหน้าที่กางปีกให้เหล่าเด็กไร้ที่พึ่งมีสิทธิ์เลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง

“พวกเราสร้างทั้ง ครู, ทนาย และนักธุรกิจ สู่สังคมมาก็ไม่น้อย ศาสตร์แขนงอื่นอย่างนักเเสดงก็มีนะ เพียงแต่ว่ากรณีของ เบเบ้ เนี่ยเขาคือคนแรกเลยที่โตไปได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก” กาซ่า ยิ้มและรู้สึกภูมิใจกับหนึ่งผู้โดยสารที่เรือจ้างอย่างเขาไปส่งถึงฝั่ง

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1999 คู่รักเชื้อสายโปรตุกีส-เคปเวิร์ด สิ้นเนื้อประดาตัวและไม่มีทางเลือกที่จะไปต่อ จนต้องให้ยายเป็นผู้เลี้ยงดูลูกชายที่ชื่อว่า ธิอาโก้ มานูเอล ดิอาส คอร์เรร่า หรือที่พี่ชายของเขาตั้งชื่อให้ว่า “เบเบ้” ซึ่งแปลว่า “เด็กน้อย” ในภาษาโปรตุกีส ทว่าเมื่ออายุได้ 12 ปี ศาลก็มีคำสั่งให้ยายมอบตัวเด็กคนนี้กับคริสตจักรรับช่วงดูแลต่อ 

ธิอาโก้ เหมือนกับเด็กทุกคนที่เดินเข้ามาอาศัยสถานที่แห่งนี้ด้วยความไม่เต็มใจ แต่หากปล่อยไปชีวิตของเด็กเหล่านี้จะต้องตกอยู่ในความเสี่ยงกับการใช้ชีวิตอยู่ข้างถนน และสิ่งสำคัญที่สุดคือการขาดการศึกษาซึ่งจะนำมาสู่การกลายเป็นประชากรไร้คุณภาพของประเทศในอนาคต

บาทหลวงเจาได้ให้ชีวิตใหม่กับเขา เพียงแต่ว่าน้องเล็กคนนี้ซ่าและต่อต้านสังคมไม่น้อย เขาเคยมี พ่อ-แม่ คอยดูแล แต่วันนี้เขาต้องมาอยู่กับสังคมขนาดใหญ่ขึ้นโดยไม่มีเวลาตั้งตัว ดังนั้น เบเบ้ จึงมีเรื่องกับเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันเเละรุ่นพี่อยู่บ่อยๆ บาทหลวงเองกลุ้มใจกับความไฟแรงของ เบเบ้ ไม่น้อย การให้โอกาสเรียนไม่อาจจะช่วยเรื่องพฤติกรรมที่รุนแรงได้ ที่สุดเเล้วเขาก็เจอตัวช่วยที่โป๊ะเชะ นั่นคือการให้ เบเบ้ เล่นฟุตบอล ซึ่งเป็นที่สิ่งน้องใหม่รายนี้ปล่อยพลังในสนามได้เต็มที่ และเมื่อเวลาผ่านไปฟุตบอลก็ช่วยละลายพฤติกรรมของ เบเบ้ ให้อยู่กับคนอื่นได้ในท้ายที่สุด

“ตอนเขามาที่นี่ เขาเป็นเด็กที่อันตราย เข้าใกล้การเป็นเด็กถูกทอดทิ้ง ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ ไม่มีอะไรเลย แต่เราให้การศึกษาให้เขารู้จักฟุตบอล และทำให้เขากลายเป็นลูกผู้ชายเต็มตัว”

เบเบ้ คือเด็กที่เตะฟุตบอลเก่งที่สุดในโบสถ์แห่งนี้ ไม่ว่ารุ่นพี่จะอายุมากกว่าเขาเท่าไหร่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ปัญหาในการเอาชนะ ความเเข็งแกร่ง และรูปร่างสูงใหญ่ ดังนั้นเขาจึงต้องไปต่อให้สุดบนเส้นทางนี้ และคนที่พยายามทำให้มันเกิดขึ้นคือยายของเขา อิลด้า โรมาน่า

เธอคือ 1 ใน 2 คนที่ เบเบ้ เรียกว่าครอบครัวได้ หลังจากถูกส่งมาอยู่ในโบสถ์ แม่ของ เบเบ้ ก็ย้ายไปอยู่ตอนเหนือของ โปรตุเกส ส่วนพ่อของเขาหายตัวไปไม่มีได้ติดต่อกลับมา ยายของเขาคือคนที่เดินหน้าไปยังสโมสร โลเรส ทีมระดับสมัครเล่นและบอกว่าหลานของเธอมีความสามารถ ก่อนที่ โลเรส จะให้ เบเบ้ เข้าทีมชุดเยาวชน หลังจากได้เห็นฝีเท้า อย่างไรก็ตาม เบเบ้ ยังต้องกินอยู่และอาศัยในบ้านเด็กกำพร้าอยู่ต่อไปก่อน เพราะยังไม่ได้ค่าจ้างที่แน่นอน 

ในช่วงเวลานั้นแม้ เบเบ้ จะยังไม่เก่งกาจพอสำหรับฟุตบอลอาชีพที่เล่นอย่างจริงจังและรับค่าเหนื่อยอย่างสม่ำเสมอ ทว่าเขามีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการลงเล่นฟุตบอลโลกของคนไร้บ้าน (Homeless World Cup) เป็นอย่างยิ่ง เขาเก่งกว่าคนอื่นและมีชื่ออยู่ในทะเบียนการดูและของโบสถ์กาซ่า ดังนั้นเขาจึงมีโอกาสได้เข้าไปเล่นในการแข่งขัน ยูโรเปี้ยน สตรีทฟุตบอล เฟสติวัล ที่บอสเนีย ในปี 2009 แม้เขายิงไป 4 ประตูจาก 6 เกม แต่ทีมของเขากลับจอดป้ายเพียงรอบสองเท่านั้น

ฟอร์มในรายการสตรีท 7 คนสำหรับคนข้างถนนทำให้ ทีมชาติโปรตุเกส ที่ได้เข้าแข่งขันฟุตบอลโลกคนไร้บ้านพยายามจะเปลี่ยนชื่อส่ง เบเบ้ ลงเเข่งขันในรายการ ฟุตบอลโลกของคนไร้บ้าน ที่อิตาลี ทว่าความพยายามไม่เป็นผลเพราะไม่สามารถเปลี่ยนรายชื่อลงไปแทนนักเตะคนเก่าที่ลงชื่อไว้เเล้วได้

“ฟุตบอลสามารถเปลี่ยนวิถีความเป็นอยู่ของเราได้ ผมเองก็มีฝันเหมือนกัน ฝันว่าวันหนึ่งอยากจะเล่นให้ทีมใหญ่ๆ ดูสักครั้ง” เบเบ้ กล่าว

เขาอาจจะพูดประโยคง่ายๆ ที่ใครก็พูดกัน แต่ฟุตบอลโลกของคนไร้บ้านเป็นเช่นนั้นจริงๆ สมาคมกีฬาของหลายประเทศได้ร่วมดำเนินการเเละส่งทีมเข้าเเข่งขันในฟุตบอลโลกของคนไร้บ้าน ผู้เข้าแข่งขันที่เคยเล่นในรายการนี้กว่า 30,000 คนล้วนมีชีวิตที่ดีขึ้นทั้งสิ้น มีการจัดโพลสำรวจและพบว่า 94% จากจำนวนทั้งหมดยอมรับว่า ฟุตบอลโลกคนไร้บ้านส่งผลดีต่อชีวิตพวกเขา โดยเเบ่งแยกออกเป็นการปรับปรุงแก้ไขความสัมพันธ์ในครอบครัวและเพื่อนฝูง, กาารเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่และมีเป้าหมายมากขึ้นโดยใช้ฟุตบอลเป็นเครื่องชี้นำ และสุดท้ายแม้จะมีบางกลุ่มไม่ได้เลือกเล่นฟุตบอลแต่พวกเขาก็ยังคงเล่นกีฬาชนิดอื่นๆ ต่อไป

เบเบ้ กลับมายังสโมสร โลเรส และได้ขยับขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ และมีทีมจากดิวิชั่น 2 อย่าง เอสเตรลา สนใจคว้่าตัวเขาไปร่วมทีม ในช่วงปี 2009 เบเบ้ พัฒนาการดีขึ้นมาก แม้จะเล่นระดับอาชีพเป็นครั้งแรกแต่ก็ยิงได้ 4 ประตูจาก 26 เกม เบเบ้

ฮอร์เก้ เปียเซา โค้ชของ เอสเตรลา สมัยที่เบเบ้ยังค้าแข้งอยู่ยังยอมรับภายหลังว่า เบเบ้ ไม่เหมือนใคร ไม่เหมือนกับเด็กๆ คนอื่นๆ ในทีมโดยเฉพาะวิธีคิดและการสร้างสรรค์ที่อยู่นอกหลักสูตร เขาเชื่อว่าการเตะบอลข้างถนนแบบไม่มีใครสอนคือกุญแจสำคัญที่ทำให้ เบเบ้ กลายเป็นนักเตะคนสำคัญในทีม เอสเตรลา ได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน  

“ตอนนั้นนักฟุตบอลเยาวชนในทีมก็ได้รับการศึกษาจากสิทธิที่สโมสรมอบให้ทั้งนั้น เบเบ้ เขามาเเละเริ่มเรียนช้ากว่าใคร แต่สิ่งที่เขามีจากการเตะบอลข้างถนนคือความคิดสร้างสรรค์โดยธรรมชาติ และถ้ารวมเข้ากับความสามารถอื่นๆ ทั้งเทคนิคที่ดี, รวดเร็ว, แข็งแรง และตัวใหญ่ ก็ไม่แปลกที่เขาจะเป็นนักเตะประเภทที่หาได้ยากมากๆ ในทีมของเรา”

น่าเสียดายที่ เอสเตรลา ประสบปัญหาทางการเงินจนทำให้ทีมต้องประกาศขายนักเตะแบบยกชุด เบเบ้ เองก็เป็นหนึ่งในนั้น เพียงแต่ว่าการหาทีมนั้นไม่ง่ายเพราะ เบเบ้ เตะบอลเป็นอย่างเดียว โลกภายนอกไม่ใช่สิ่งที่เขารู้เท่าทัน ดังนั้นเขาจึงต้องจ้าง กอนซาโล เรส เข้ามาทำหน้าที่เป็นเอเย่นต์ส่วนตัว และเป็นครั้งแรกที่เขาจะได้รับรู้ว่าโลกฟุตบอลแท้ที่จริงเเล้วเป็นอย่างไร

พ่อคนที่ 2 ผู้นำทาง

ช่วงตลาดซื้อขายปี 2010 กอนซาโล เรส คือนายหน้านักฟุตบอลที่ต้องทำงานอย่างขยันขันเเข็ง ทว่าการที่ไม่ใช่เอเย่นต์ผู้มีชื่อเสียงและคอนเน็คชั่นกว้างขวางนัก การเสนอ เบเบ้ ให้กับทีมอื่นๆ จึงเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความพยายามไม่น้อย เพราะนักเตะที่ดูแลก็ยังถูกจัดอยู่ในหมู่แข้งโนเนมไม่ต่างกับตัวเขาจอร์จ เมนเดส

เรส เดินทางไปที่ฮอลแลนด์ และยื่นข้อเสนอให้กับ พีเอสวี ว่าสนใจจะคว้าตัวไปแบบฟรีๆ หรือเปล่า คำตอบก็คือ “ไม่ดีกว่า” เหตุผลที่ พีเอสวี ส่ายหัวแม้จะไม่ต้องเสียค่าตัวก็เนื่องจากพวกเขาไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับตัวเบเบ้เลยแม้แต่น้อย ดีลจึงต้องล้มพับไปอย่างรวดเร็ว

เรสหาสโมสรให้เบเบ้ไม่ได้ขณะที่ทีม เอสเตรลา ไม่มีเงินจ่ายค่าเหนื่อยเเล้ว ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือใช้กฎยกเลิกสัญญากับสโมสร และเริ่มมองหาทีมเล็กในโปรตุเกสก่อน ซึ่งที่สุดเเล้ว วิตอเรีย กิมาไรส์ คว้าตัวเขาไปร่วมทีมแบบฟรีๆ เอเย่นต์เรส ทำสำเร็จ เขาทำให้ เบเบ้ ได้ค่าเเรงอีกครั้ง และที่สำคัญ เบเบ้ ยังมีค่าฉีกสัญญาถึง 3 ล้านยูโร ดังนั้นหากตัวนักเตะโชว์ฝีเท้าดีขึ้นและมีทีมขอซื้อตัวขึ้นมา พวกเขาทั้งคู่จะต้องได้เงินก้อนโตในแบบที่ไม่เคยได้

ความสัมพันธ์ของ เรส และ เบเบ้ แทบจะเป็นเหมือนพ่อลูกกัน เรส ที่เป็นเอเย่นต์บ้านๆ ลงทุนซื้อรถยนต์ประจำตัวเพื่อพา เบเบ้ ไปกลับระหว่าง กาซ่า กับสนามซ้อมของ เอสเตรลา ทุกวัน เพราะปกติเเล้ว เบเบ้ ต้องนั่งรถประจำทางไปซ้อมวันละ 2 ชม. นอกจากนี้ เรส ยังเป็นคนจ่ายเงินค่างานฉลองวันเกิดครบรอบ 18 ปีของ เบเบ้ อีกต่างหาก ไม่ว่าจะรองเท้าสตั๊ด กระเป๋าเดินทางใหม่ของ เบเบ้ นั้น เรส ต่างมีส่วนร่วมทั้งสิ้น เขาดูแลเด็กไร้บ้านคนนี้เป็นอย่างดีและรู้จัก เบเบ้ ดีกว่าใคร

การได้เล่นให้ กิมาไรส์ ในลีกสูงสุดถือว่าเป็นการก้าวกระโดดและความสำเร็จร่วมกันของทั้งสองคนอย่างแท้จริง แต่กราฟชีวิตของเบเบ้ไม่หยุดแค่นั้น เขายังไม่เคยได้เล่นให้กับทีมชุดใหญ่ของ กิมาไรส์ ในเกมอย่างเป็นทางการเลยแม้แต่นัดเดียว แต่ผลงานในนัดอุ่นเครื่องของเขายอดเยี่ยมมาก การยิง 5 ประตูจาก 6 นัด ทำให้มีแนวโน้มว่าทุกอย่างกำลังจะดีขึ้น เบเบ้ จะเปลี่ยนจากนักเตะบอลโลกคนไร้บ้านสู่นักเตะลีกสูงสุดของประเทศ ขณะที่ เรส กำลังจะเปลี่ยนจาก เอเย่นต์ท้องถิ่นสู่ตัวแทนนักเตะชื่อดัง

ปลาใหญ่กินปลาเล็ก

เบเบ้ เล่นให้ กิมาไรส์ ได้แค่ “ไม่กี่วัน” กลับมีข่าวลือว่าเขากำลังจะได้ย้ายไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษช่วงยุคปี 2010 นี่ไม่ใช่เรื่องตลกเพราะผู้นำสารนี้มาถึงประธานสโมสรของ กิมาไรส์ คือ จอร์จ เมนเดส ซูเปอร์เอเย่นต์ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในวงการฟุตบอลโปรตุเกส เขาดูแลผลประโยชน์ให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ โชเซ่ มูรินโญ่ นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับ แมนฯ ยูไนเต็ด เพราะเคยส่งนักเตะอย่าง โรนัลโด้, นานี่ และ อันแดร์สัน ให้กับ ปีศาจเเดงมาเเล้ว 

หลักการของ เมนเดส มีง่ายๆ คือ ทุกครั้งที่เขาไปเจรจากับสโมสร เขาจะไม่พูดแค่ซื้อขายนักเตะเพียงคนเดียว แต่จะแนะนำ ผู้จัดการทีมหรือโค้ช ที่ว่างงาน พร้อมกับแนะนำแต่ละตำแหน่งที่ทีมต้องการ เรียกว่า ขายพ่วงยกเข่ง ทีเดียว หลังจากนั้นการเจรจาเรื่องเบเบ้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เริ่มขึ้น

เรส ควรจะดีใจกับเรื่องนี้ ทว่าเขาได้กลิ่นแปลกๆ … เพราะอยู่ดีๆ ทาง กิมาไรส์ ได้เรียก เบเบ้ เข้าไปคุยเป็นการส่วนตัวและตกลงกับนักเตะเพื่อแก้ไขสัญญา แต่เป็นการแก้ไขสัญญาที่เป็นแง่บวกสำหรับสโมสร เพราะ เบเบ้ จะมีค่าฉีกสัญญา 9 ล้านยูโร นั่นเท่ากับว่าช่วงเวลาไม่กี่วัน ค่าตัวของเขาเพิ่มขึ้นมาถึง 6 ล้านยูโรโดยไม่ทันได้ลงสนามเลยด้วยซ้ำไป

เซ้นส์ของ เรส เป็นจริง เพราะไม่นานจากนั้น เบเบ้ ก็บอกเขาว่าขอออกจากการเป็นนักเตะในการดูแล และจะเข้าไปเป็นเด็กของ เมนเดส เหมือนกับที่ โรนัลโด้ และ นานี่ ตัดสินใจ … เรส ไม่มีทางเลือกอื่นอีกเเล้ว เพาเวอร์ของเขาไม่เพียงพอที่จะส่งให้ เบเบ้ ไปถึงจุดที่สูงกว่าอย่างที่ เมนเดส ทำได้ และเมื่อการไปเล่นทีมใหญ่คือความฝันของนักเตะเขาก็เข้าใจดีและปล่อยให้มันเป็นไปตามทฤษฎีปลาใหญ่กินปลาเล็ก

“ผมรับจดหมายเเจ้งจาก กิมาไรส์ พวกเขาบอกผมว่าค่าฉีกสัญญาของ เบเบ้ ในตอนนี้เป็น 9 ล้านยูโร แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เจตนาของจดหมายนั้นพยายามจะบอกว่าความสัมพันธ์ของผมเละเบเบ้กำลังจะสิ้นสุดลง” เรส กล่าว

“มันง่ายนิดเดียวนะ เรื่องนี้แทบไม่ต้องเดาเลย 1 ปีก่อนหน้านี้เขาแทบไม่มีโปรไฟล์เกี่ยวกับฟุตบอลเลย ผมพาเขามาที่ กิมาไรส์ ลงเล่นไป 2-3 นัด จากนั้นยักษ์ใหญ่ก็ติดต่อเข้ามาทันทีหลังจากผมไม่ได้เป็นเอเย่นต์ของเขา”

สิ่งที่สังหรณ์เป็นไปตามความจริงทุกประการ สิ้นหลังการยุติสัญญาระหว่างอดีตคู่ซี้ต่างสถานะ เบเบ้ กลายเป็นนักเตะคนใหม่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยราคา 9 ล้านยูโรตามเงื่อนไขฉีกสัญญาพอดีเป๊ะ ที่น่าเจ็บปวดคือข้อเสนอนี้แม้แต่ยูโรเดียวก็ไม่เคยกระเด็นมาถึง เรส เลย 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ เมนเดส เข้ามาแทรกระหว่างกลางนักเตะเเละเอเย่นต์รายเล็ก ก่อนหน้านี้ เมนเดส เคยถูกกล่าวหาว่า ไปฉก นานี่ จากเอเยนต์ผู้หญิงชื่อ อนา อัลเมย์ด้า มาเเล้ว นอกจากนี้ยังมีเคสขโมยลายเซ็น มูรินโญ่ มาจาก จอร์จ ไบเด็ค อีกหนึ่งเอเย่นต์ชาวโปรตุกีส อีกด้วย แม้ไมโครโฟนจะจ่อปาก แถมตำรวจยังเข้ามาสอบสวนข่าวฉาวนี้แต่ เมนเดส ไม่เคย ปริปากพูดถึงดีลนี้เลย เขารู้แต่เพียงว่า เบเบ้ ย้ายไปบิ๊กทีมด้วยค่าตัว 9 ล้านยูโร ซึ่งเขาจะได้ส่วนแบ่งจากเค้กก้อนนี้ถึง 3.6 ล้านยูโรเลยทีเดียว แม้จะเป็นส่วนแบ่งที่เยอะโขจากการ “ดูเหมือน” ชุบมือเปิป แต่ฝั่งกิมาไรส์ไม่สนใจ พวกเขาพอใจมากที่ เมนเดส ทำเงินมหาศาลให้กับทีม 5.4 ล้านคือส่วนแบ่งที่ กิมาไรส์ ได้นั่นมากพอที่จะทำให้พวกปิดปากเงียบบ่นไม่โวยวาย นอกจากนี้พวกเขาแค่อยู่เฉยๆ รอรับเงินเท่านั้น เพราะทุกอย่างดำเนินไปข้างหน้าด้วยการลุยของ เมนเดส คนเดียวล้วนๆ

ยุทธการย้อมแมว

เรื่องราคาค่างวดจะไม่ใช่สิ่งสำหลักสำคัญอะไรหากนักฟุตบอลคนนั้นเก่งจริง ทว่า เบเบ้ มีฝีเท้าสมกับค่าตัวระดับ 9 ล้านยูโรจริงหรือ? เมื่อเขาไม่เคยเล่นลีกสูงสุดของโปรตุเกส ไม่เคยคว้าแชมป์รายการใดๆ และไม่เคยยิงประตูในเกมทางการของปรีไมร่า ลีก้า แม้แต่ลูกเดียว การย้ายทีมของเบเบ้

“เรายินดีเป็นอย่างมาก นี่คือการซื้อขายที่น่ามหัศจรรย์ที่สุดในซัมเมอร์นี้” ประกาศหน้าเว็บไซต์ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขึ้นหราเพื่อต้อนรับนักเตะร่างใหญ่ผู้มาพร้อมกับทรงผมเดรดล็อคที่ดูกระเซอะกระเซิง

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยอมรับตามตรงว่าดีลนี้เขาไว้ใจและเชื่อใจ คาร์ลอส เคยรอซ อดีตมือขวาคนสนิทของเขาเป็นอย่างมากที่แนะนำนักเตะคนนี้มา เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะ เคยรอซ เคยมีส่วนช่วยในการตัดสินใจปิดดีล CR7 มาเเล้วเมื่อ 7 ปีก่อน ดังนั้น เฟอร์กี้ จึงอยากจะลองเสี่ยงดูสักครั้ง

ช่วงเวลาดังกล่าวแมนฯ ยูไนเต็ด มีข่าวลือกับทั้ง ฮาเมส โรดริเกซ และ เอเด็น อาซาร์ แต่เฟอร์กี้เชื่อ เคยรอซ ที่มี เมนเดส เป็นเอเยนต์ส่วนตัว และมองข้ามทั้งสองคนนี้ที่กลายเป็นนักเตะระดับเวิลด์คลาสในอีก 7-8 ปี ต่อมา 

เดอะ การ์เดี้ยน สื่อดังในอังกฤษบอกว่า แมวมองจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ติดตามฟอร์มการเล่น ฮาเมส ที่ ณ ตอนนั้นเป็นนักเตะชาวต่างชาติคนแรกที่มีอายุน้อยที่สุด ที่ได้เล่นในลีกสูงสุดของประเทศอาร์เจนติน่าด้วยวัย 17 ปี (กับแบนฟิลด์) ปีศาจเเดง มีโอกาสคว้าตัวปีกชาวโคลอมเบียเพียง 5 ล้านปอนด์เท่านั้น แต่การซื้อขายก็ไม่เกิดขึ้น และเป็นช่วงเวลาเดียวที่พวกเขาคว้า เบเบ้ มาร่วมทีม (ปัจจุบัน ฮาเมส เป็นหนึ่งในนักเตะที่ เมนเดส ดูแลผลประโยชน์ด้วย)

ขณะที่สื่อโปรตุเกสอย่าง A Bola ก็ยืนยันว่า เฟอร์กี้ เชื่อในตัว เคยรอซ มาก และมั่นใจว่า เบเบ้ จะเก่งกว่า อาซาร์ ดาวรุ่งชาวเบลเยียมที่อยู่กับลีลล์ จน “ปีศาจเเดง” ตัดสินใจไปอย่างที่กล่าวไว้ในข้างต้น

“ด้วยฝีเท้าแบบเขา, เบเบ้ น่าจะยิงได้ถึง 20 ประตูต่อฤดูกาล” เฟอร์กี้ ให้สัมภาษณ์ A Bola “เราเคยเห็นฝีเท้าของอาซาร์แล้ว แต่เราตัดสินใจเซ็นสัญญากับเบเบ้แทน ซึ่งเราต้องเสี่ยงว่าเขาจะทำผลงานได้ดีหรือไม่ มันชัดเจนว่าเขามีชีวิตวัยเด็กที่ยากลำบากที่ถนนของกรุง ลิสบอน”

ทั้งหมดคือสาเหตุที่ เบเบ้ เป็นดีลแรกที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซื้อตัวมาโดยไม่เห็นฟอร์ม ไม่ว่าจะด้วยตา หรือแม้กระทั่งการดูผ่านวีดีโอ … รู้ตัวอีกที เบเบ้ ก็ลงซ้อมร่วมกับนักเตะที่เขาเคยได้ดูผ่านทีวีเท่านั้น เวย์น รูนี่ย์, ไรอัน กิ๊กส์ และคนอื่นๆ ทำให้เขาเหมือนกับอยู่ในดินเเดนแห่งความฝัน ณ ช่วงเวลานั้น เบเบ้ มี อันเเดร์สัน เป็นเหมือนล่ามส่วนตัวของเขา

“มันเป็นความรู้สึกที่น่าสุดเหวี่ยงนะ ไม่เคยคาดหวังว่าอะไรแบบนี้จะเกิดขึ้นกับผมเลย ผมนึกว่ามันจะเป็นเรื่องตลก แต่เมื่อถึงสัปดาห์สำคัญผมก็รู้ว่าทุกอย่างกำลังจะเป็นอย่างที่เขาว่า ขอบคุณ จอร์จ เมนเดส ที่เป็นเอเย่นต์คนสำคัญที่สุดในชีวิตของผม” เบเบ้ กล่าวกับ แมนเชสเตอร์ อีฟนิง นิวส์ 

ในช่วงแรกไม่มีใครมีวีดีโอคลิปการเล่นของ เบเบ้ มากนัก ภาพที่บันทึกไว้เป็นภาพสมัยที่เขาเล่นให้กับ กิมาไรส์ ในเกมสำรอง มีรายละเอียดทักษะน้อยมาก เเละเป็นวีดีโอสั้นๆ แต่ทุกอย่างก็ดูน่าเชื่อถือขึ้นมาบ้างเล็กน้อย แฟน ยูไนเต็ด อุ่นใจขึ้นบ้างเพราะหลังจากย้ายมาร่วมทีมได้ไม่กี่สัปดาห์ เบเบ้ ก็ถูกเรียกตัวติดทีมชาติ โปรตุเกส ที่ไม่ใช่ทีมชาติชุดคนไร้บ้านเป็นครั้งแรก ทีมโปรตุเกสชุดยู 21 ของเบเบ้ ลงเล่นในรายการรอบคัดเลือกฟุตบอลยูโร 2011 ในเกมพบกับ อังกฤษ

หลังโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า นักเตะมีฝีเท้าเก่งสมคำร่ำลือ จนถึงขนาดทำให้ แมนฯยู ต้องยอมควักเงินซื้อตัว 7.4 ล้านปอนด์ (9 ล้านยูโร) มาร่วมทีม แบบโดยที่ไม่เคยเห็นฟอร์มมาก่อนจริงหรือไม่ เฟอร์กี้ ได้ส่งแมวมองไปซุ่มดูฟอร์มของตัวรุกวัย 21 ปี ถึงขอบสนาม เกมคัดเลือก ยูโร-21 ซึ่งโปรตุเกสแพ้ไป 0-1

ผลที่ได้กลับปรากฏว่า เบเบ้ ไม่อาจทำอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอัน ส่วนหนึ่งอาจโทษได้ว่าเป็นเพราะแท็คติกของทีม ที่เล่นกองหน้าตัวเป้า ทำให้ต้องเล่นบอลโยนยาวเป็นส่วนใหญ่ ปฏิเสธไม่ได้ว่า เบเบ้ ไม่ได้มีรัศมีของดาวเตะมหัศจรรย์แม้แต่น้อย เพราะแค่การจับบอล, ส่งบอล, เลี้ยงบอล แบบพื้นฐาน เจ้าตัวก็ยังพลาดหลายต่อหลายครั้ง

มีเพียงจังหวะเดียวเท่านั้น ที่ เบเบ้ ทำได้ดี โดยเขาโชว์สปีดความเร็ว ซึ่งเป็นหนึ่งในความสามารถที่ถูกพูดถึง ควบมารับบอล ก่อนล็อกหลบหาจังหวะยิง แต่บอลตรงประตูและไม่แรงเท่าไหร่ ทำให้ แฟรงค์ ฟิลดิง ผู้รักษาประตูของอังกฤษ ปัดบอลออกมาได้ 

ทุกอย่างกระจ่างมากขึ้นเรื่อยๆ เบเบ้ แทบไม่มีช่วงเวลาที่ดีกับทีมชุดใหญ่ของ “ปีศาจเเดง” เลย เฟอร์กี้ ให้โอกาสเขาเป็นอย่างมากในช่วงฤดูกาล 2010-11 หรือปีแรกที่เขามาถึง 7 นัดกับ 2 ประตูถือเป็นตัวเลขที่ไม่แย่ (รวมถึงได้สัมผัสถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วย แต่ไม่มีการขึ้นเครดิตนี้ให้กับเขา เนื่องจากลงสนามไม่ครบตามเกณฑ์) ทว่าในแง่ของวิธีการ เบเบ้ ไม่อาจฉายแววเหมือน โรนัลโด้ แบบที่ใครว่าได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว หลังจากนั้น 3 ปีต่อมาเขาก็ไม่เคยได้ลงเล่นให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด อีกเลย ปัจจุบัน เบเบ้ อยู่กับ ราโย บาเยกาโน่ ทีมในลีกสูงสุดของ สเปน เขาอายุ 28 ปีแล้ว และย้ายทีมมากถึง 8 ครั้งนับตั้งแต่ออกจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่มีช่วงเวลาใดเลยที่เขาเข้าใกล้สิ่งที่ ปีศาจเเดง เคยคาดหวังไว้ และทุกการย้ายทีมเกิดขึ้นภายใต้การดูแลของบริษัท เกสติฟุต ซึ่งมี จอร์จ เมนเดส เอเย่นต์ที่ดีที่สุดในชีวิตของ เบเบ้ เป็นเจ้าของนั่นเอง

มี “เซ็กซ์” แค่ไหนถึงส่งฟอร์มให้เฉิดฉายในสนาม?

การแข่งขันในโลกฟุตบอลมีปัจจัยมากมายที่จะก้าวไปถึงแชมป์ ทั้งเรื่องของฝีเท้า การเล่นกันเป็นทีม ความรู้ใจซึ่งกันและกัน แท็กติกของโค้ช สภาพจิตใจของนักเตะ กระทั่งเรื่องของเซ็กซ์ 

 

โดยเฉพาะยามลงแข่งขันในศึกฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ เพราะเหล่าพ่อค้าแข้งต้องใช้เวลา 30-40 วัน ในแคมป์เก็บตัว ขณะที่ฮอร์โมนเพศยังคงทำงานปกติ แต่ไม่มีทางจะปลดปล่อย หรือบางคนอาจจะมีหนทางของตัวเองเซ็กส์มีผลต่อฝีเท้าและผลงานของทีมขนาดไหน? ต้องปลดปล่อยอย่างไรถึงจะเหมาะสม  เราจะพาไปขุดคุ้ยมาสร้างความกระจ่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้มากขึ้น

sex

ความสัมพันธ์ของกีฬากับเซ็กซ์ในยุคเก่า

เดวิด บิชอป นักวิจัยในสำนักกีฬา มหาวิทยาลัยวิคตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า เซ็กส์กับกีฬามีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน มีหลักฐานที่ชี้ชัดถึงเรื่องนี้ตั้งแต่ยุคกรีกโบราณและในประวัติศาสตร์ยุคเก่าของจีน โดยมีบันทึกว่าการงดเล่นรักเป็นตัวช่วยในการเพิ่มพลัง สร้างความคับข้องใจ และความก้าวร้าวให้มนุษย์

อาเรเตอุส แพทย์ในยุคกรีกยืนยันว่า ความแข็งแกร่งของเพศชายมาจากการที่การกักเก็บน้ำอสุจิไว้ในร่างกายให้มากที่สุด ซึ่งในยุคปัจจุบันมีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางว่าเซ็กซ์ช่วยหรือลดความสามารถของนักกีฬากันแน่ 

การร่วมรักไม่มีผลต่อความสามารถ

บิชอปได้นำนักกีฬาระดับสูง 15 คน อายุระหว่าง 20-40 ปี มาทำการวิจัยเพื่อให้ได้คำตอบว่าเซ็กซ์มีผลกับศักยภาพขนาดไหน

การวิจัยเริ่มจากให้นักกีฬาปั่นจักรยานในช่วงเช้า และมีการทดสอบด้านจิตใจ ก่อนที่ช่วงบ่ายจะให้ปั่นจักรยานและมาทดสอบสภาพจิตใจอีกครั้ง โดยในการทดสอบช่วงบ่าย จะมีการเก็บตัวอย่างเลือด เพื่อดูปริมาณของเทสโทสเตอโรน ซึ่งเป็นฮอร์โมนหลักที่ช่วยกระตุ้นให้แสดงลักษณะความเป็นชายนั่นเอง หลังจากนั้นจะให้นักกีฬาไปมีเพศสัมพันธ์กับคู่รักหรือคู่ขาที่คุ้นเคยอยู่แล้ว

เช้าวันรุ่งขึ้นจะมีการทดสอบในรูปแบบเดิมอีกครั้ง และมีการเจาะเลือดดูปริมาณเทสโทสเตอโรนว่าเพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งได้คำตอบว่า เซ็กส์ไม่ได้ช่วยให้ศักยภาพระหว่างการทดสอบทางด้านร่างกาย (ปั่นจักรยาน) และเรื่องสภาพจิตใจ แต่กลับเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจให้เร็วขึ้นเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่าถ้ามีเซ็กส์ก่อนลงแข่งขัน 2 ชั่วโมง จะมีผลต่อการฟื้นฟูของร่างกาย

การวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้มีไม่มาก ส่วนใหญ่จะได้ข้อสรุปว่าไม่มีเอฟเฟ็กต์ต่อความสามารถของนักกีฬา แต่ก็มีการตั้งข้อสงสัยว่า การวิจัยแต่ละอย่างจะมีความเที่ยงตรงขนาดไหน เพราะเพศ กิจกรรมที่ทำระหว่างวัน และชนิดกีฬาที่เล่นก็ต่างกันอย่างชัดเจนsex-and-sport

ไม่ปล่อยอสุจิเลยก็ส่งผลเสียเช่นกัน

ถึงแม้จะมีความเชื่อว่าการปล่อยอสุจิออกจากร่างกายจะเป็นการสูญเสียเทสโทสเตอโรน ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งพลังงานของผู้ชาย มีข่าวลือว่ามูฮัมหมัด อาลี ตำนานนักชกชาวอเมริกัน ก่อนขึ้นชก 6 สัปดาห์จะไม่มีเพศสัมพันธ์หรือช่วยตัวเองเลย แต่ ดร.ไมก์ ยัง ผู้เชี่ยวชาญด้านเพศสัมพันธ์ กล่าวว่า การถึงจุดสุดยอดก็เป็นการเพิ่มเทสโทสเตอโรนได้เช่นกัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อปล่อยน้ำรักในปริมาณที่เหมาะสมก็จะช่วยให้เพิ่มพลังความคึกคักได้เช่นกัน

ดร.ไมก์อธิบายเกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์กับการเล่นกีฬาว่า เป็นเรื่องของทัศนคติล้วนๆ ถ้ามองว่าการร่วมรัก จะสร้างผลเสียให้กับการแข่งขัน มันก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าคิดว่ามันเป็นการกระตุ้นพลังและเป็นพลังพิเศษ เซ็กซ์ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มประสิทธิภาพให้นักกีฬาได้

“ช่วยตัวเอง” มีผลดี-ผลเสียต่อนักเตะอย่างไร?เล่นว่าว

จากการศึกษาและสอบถามนักกีฬา 59 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่าการช่วยตัวเองมีส่วนช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน นักกีฬาที่ต้องใช้ความเร็วบอกว่าสามารถวิ่งได้เร็วขึ้นในระยะ 20 เมตร

เวร่า ริเบโร่ ภรรยาของรุย ปราติซิโอ ผู้รักษาประตูทีมชาติโปรตุเกสชุดแชมป์ยูโร 2016 และฟุตบอลโลก 2018 เป็นนักเพศบำบัด ได้เขียนหนังสือ “Manual of Seduction” (คู่มือของการยั่วยวน) ในหนังสือบอกไว้ว่า การสร้างความสมดุลให้กับร่างกาย ทั้งการรักษาสุขภาพให้แข็งกับมีเซ็กซ์อย่างเหมาะสม จะช่วยให้นักเตะมีผลงานที่ดีในสนาม

ริเบโร่เคยกล่าวในรายการโทรทัศน์ที่โปรตุเกสว่า เมื่อคนถูกบังคับให้ละเว้นจากกิจกรรมทางเพศ หรือห้ามนักเตะผู้ชายให้อยู่ใกล้กับผู้หญิง เป็นเรื่องที่ไร้สาระ และไม่ได้ส่งผลดีอะไรกับผู้ชายคนนั้นเลย ส่วนการช่วยตัวเองในช่วงที่อยู่ในแคมป์เก็บตัวนั้น เป็นเรื่องที่ควรทำ เพราะจะทำให้นอนหลับสนิทกว่า ร่างกายพักผ่อนได้ดีกว่า ระดับคอร์ติซอลจะคงที่กว่า ซึ่งจะช่วยในเรื่องการบรรเทาความเครียดและความกังวลได้ดี

สนุกเกินไปเบื้องหลังความล้มเหลว

เมื่อปี 2000 อิสราเอลเคยแพ้เดนมาร์ก สกอร์รวม 0-8 ในฟุตบอลยูโร รอบคัดเลือก ทำให้สมาคมฟุตบอลอิสราเอล หาสาเหตุว่าทำไมทีมถึงเละเทะขนาดนั้น จึงพบว่านักเตะเกือบยกทีมซื้อบริการทางเพศในช่วงเก็บตัว และพบว่าเกือบทุกห้องที่นักเตะพักอยู่ มีถุงยางในถังขยะ

อัคครา ฮาร์ท ออฟ โอ๊ค เอสซี ทีมยักษ์ใหญ่ในฟุตบอลลีกกานาก็เอาความคึกเกินเหตุของนักเตะ เป็นเหตุผลที่ทีมชวดแชมป์ลีกมาแล้ว pulse.com.gh เคยรายงานในปี 2017 ว่า เหตุผลที่สโมสรไม่ได้แชมป์มาหลายปี เพราะการที่นักเตะไปมีอะไรกับแฟนบอลสาวของทีมที่มีชื่อกลุ่มว่า “ฮาร์ทส์ เลดี้ส์” ส่งผลให้เกิดความโชคร้ายในแง่มุมของไสยศาสตร์ แต่มาลิก จาบีร์ ตำนานนักเตะทีมชาติกานา มองว่า เพราะนักเตะของอัคครา ฮาร์ท ออฟ โอ๊ค เอสซี หมดพลังงานกับการร่วมรักกับเหล่าสาวๆ ฮาร์ทส์ เลดี้ส์ มากเกินไป

จาบีร์เปิดเผยกับ “อาส” หนังสือพิมพ์สเปนว่า นักเตะกานาไม่สามารถเล่นได้ 90 นาทีเต็ม เพราะนอนไม่พอ เนื่องจากการมีเซ็กซ์หลายครั้ง และผู้หญิงเหล่านั้นก็ไม่ยอมให้นักเตะเหล่านั้นได้อยู่คนเดียวเลย

แต่ละชาติมีทัศนคติต่อเรื่องนี้อย่างไร?

บางทีมในฟุตบอลโลก 2018 ไม่อนุญาตให้นักเตะมีเพศสัมพันธ์ในช่วงฟุตบอลโลก เยอรมนีของโยอาคิม เลิฟ ห้ามทั้งเรื่องของแอลกฮอล์และการมีเซ็กซ์ ปานามาก็ห้ามเด็ดขาด แต่หลายๆ ทีมก็ผ่อนปรนให้เจอได้บ้างในช่วงพักผ่อน บราซิล,โปแลนด์, เดนมาร์ก, สเปน, ออสเตรเลีย, สวีเดน, อุรุกวัย, ไนจีเรีย แต่จะขอให้มีกับแฟนหรือภรรยาตัวเองเท่านั้น

ขณะที่บางทีมก็ใช้เซ็กซ์เป็นตัวกระตุ้นนักเตะให้ทำผลงานดีขึ้น เกาหลีใต้จะอนุญาตให้ร่วมรักได้ถ้าทำผลงานได้ดีขึ้น(เกมต่อมาก็ยังแพ้อยู่ดี) หลังจากประเดิมแพ้ในนัดแรก คอสตาริกาสัญญากับนักเตะว่าจะอนุญาตให้จัดหนักได้ ถ้าผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลก 2014 ได้ (แล้วก็ทำได้สำเร็จ)

งานวิจัยเกือบทั้งหมดยืนยันว่า เซ็กซ์ไม่มีผลต่อศักยภาพของนักฟุตบอลหรือนักกีฬาแต่อย่างใด แต่จะช่วยในเรื่องของอารมณ์และสมาธิ เนื่องจากได้ปลดปล่อยความต้องการออกมาแล้ว เอาจริงๆ แล้ว เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเฉพาะตัว บางคนอาจต้องการมาก บางคนต้องการน้อย และบางคนต้องปลดปล่อยทันทีที่ต้องการ แต่ต้องไม่ลืมว่าเมื่อเป็นนักกีฬาแล้ว ยิ่งเป็นทีมชาติ การเคารพกฎกติกาที่กำหนดไว้ เป็นเรื่องสำคัญที่สุด